วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ





วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ  นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เส้นทางแห่งปัญญา : ประสบการณ์วิจัยและบทเรียนจาก “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” สู่ “คนรุ่นใหม่”

 เส้นทางแห่งปัญญา : ประสบการณ์วิจัยและบทเรียนจาก “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” สู่ “คนรุ่นใหม่”


นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” เป็นอีกหนึ่งรางวัลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการยกย่องเชิดชูเกียรติ นักวิจัยไทยที่อุทิศตน ทุ่มเททำงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งด้านวิชาการ เศรษฐกิจและสังคม และยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ ได้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของการทำงานวิจัย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน


 เส้นทางของผู้ที่ได้รับรางวัล “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” ไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ ต้องใช้ทั้งเวลาและแรงกายแรงใจในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร กว่าผลงานจะประสบความสำเร็จ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ต้องผ่านอุปสรรคและความท้าทายต่าง ๆ  มากมาย ซึ่งประสบการณ์วิจัยรวมถึงบทเรียนต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยรุ่นใหม่  

ล่าสุด ... สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดเสวนา “เส้นทางแห่งปัญญา: ประสบการณ์วิจัยและบทเรียนที่อยากส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่” ขึ้น ภายในงานแถลงข่าวการจัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในเส้นทางการวิจัยของนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่มีบทบาทและความสำคัญ ในการขับเคลื่อนทั้งด้านการศึกษา สังคม และการพัฒนาประเทศ แต่ละท่านให้ทัศนะผ่านงานเสวนาได้อย่างน่าสนใจ

ศาสตราจารย์วิจัย ดร.เจตสุมน ประจำศรี  จากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน  มหาวิทยาลัยมหิดล  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไข้มาลาเรีย บอกว่า ทำงานวิจัยนี้มากว่า 40 ปัจจุบันทีมวิจัย ได้พัฒนาวัคซีน mRNA สำหรับต้านเชื้อไข้มาลาเรียพีวี ที่พบมากในภูมิภาคเอเชีย โดยอยู่ในช่วงการทดลองก่อนที่จะนำไปทดสอบในมนุษย์จริง หากประสบความสำเร็จตามแผน ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะสามารถทดลองในมนุษย์ได้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า “ความท้าทายของงานวิจัยนี้ จะเป็นเรื่องความเข้าใจชีววิทยาของเชื้อมาลาเรีย ซึ่งเป็นโมเดลที่ทำได้ยาก และต้องทำจากเชื้อที่ได้จากคนไข้โดยตรง การมีองค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยพัฒนาวัคซีนได้เร็วขึ้น ความโชคดี ก็คือประเทศไทยยังมีเชื้อไข้มาลาเรียพีวี ทำให้สามารถทำวิจัยได้เองในประเทศ การได้รับรางวัลในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจทั้งของตนเองและทีมงาน ซึ่งงานวิจัยกว่า 40 ปีนี้ ไม่สามารถทำคนเดียวได้ สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ อยากจะบอกว่า ให้เลือกทำเรื่องที่ชอบแล้วจะสนุกในสิ่งที่ทำ เนื่องจากงานวิจัยเป็นอะไรที่ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ และเมื่อทำกับเรื่องโรค จะมีอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นการทำงานวิจัยทางการแพทย์ ต้องชอบจริง ๆ จะทำให้เราสนุกที่จะค้นหา เรียนรู้ และไม่ท้อกับสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งต้องมีการตั้งเป้าก่อนกับสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่ชอบ  ความยากไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นความท้าทายที่ทำให้เราหาทางแก้”


ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.วิไล รังสาดทอง จากคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ซึ่งเชี่ยวชาญการวิจัยด้าน Bio-Circular-Green โดยบูรณาการงานด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร มีผลงานวิจัยที่โดดเด่น อาทิ การปรับปรุงคุณภาพและผลผลิตของกุ้งแช่เยือกแข็ง เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง การสกัดและเพิ่มมูลค่าเห็ดออกฤทธิ์เชิงยา ฯลฯ กล่าวว่า ในฐานะอาจารย์ที่มีหน้าที่สอนเป็นหลัก  การสอนจากตำราอย่างเดียวไม่พอและไม่ทันสมัย งานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ  เพราะจะช่วยพัฒนาตนเอง สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ และยังสร้างเครือข่ายให้กับลูกศิษย์  ทั้งนี้ย้ำว่า งานวิจัยที่ทำ ไม่ควรได้เพียงแค่ Paper  หรือการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริง และต่อยอดในเชิงธุรกิจได้

ขณะที่  ศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ปิติ  จันทร์วรโชติ  จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช   ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการค้นคว้าสารต้านมะเร็งจากสมุนไพรและสารสังเคราะห์ โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างและฤทธิ์ทางยา เพื่อสร้างองค์ความรู้สำคัญในการพัฒนาโมเลกุลยาใหม่ ตลอดจนการศึกษาชีววิทยาของเซลล์มะเร็งเพื่อค้นหาและยืนยันโมเลกุลเป้าหมายการออกฤทธิ์ของยามะเร็ง ฯลฯ  กล่าวว่า ความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจะสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบได้  และหากต้องการให้เกิดความยั่งยืนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจะต้องอยู่ในระดับมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับด้วย  ขณะเดียวกันการพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ ก็อาจจะถึงจุดที่ประเทศไทยจะต้องผลิตนักวิจัยและเทคโนโลยีเองภายในประเทศ แทนที่จะพึ่งพาการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการเรียนจบจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

ด้านศาสตราจารย์ ดร.อภิรัฐ  ศิริธราธิวัตร  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย    เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมวิจัยทางวิศวกรรมไฟฟ้า  โดยงานวิจัยที่โดดเด่น คือ การช่วยอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ของประเทศไทย ในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งทีมวิจัยสามารถทำวิจัยจนพิสูจน์ได้และตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ทำให้อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์เชื่อมั่น และลงทุนในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน กล่าวว่า“ สำหรับนักวิจัย และน้อง ๆ  ที่จะเข้าสู่การทำงานวิจัยนั้น อยากให้มองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก  ซึ่งเชื่อว่านักวิจัยทุกคนจะรู้สึกดีใจที่งานวิจัยได้ถูกตีพิมพ์   แต่ความสุขที่แท้จริง คือ เมื่องานวิจัยของเราได้เอาไปใช้จริง และได้เห็นผลของมัน ความสุขครั้งแรกที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดความ "ติดใจ" และต้องการทำวิจัยต่อไป ”

รองศาสตราจารย์ ดร.ศกร  คุณวุฒิฤทธิรณ  คณะเกษตร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา   มีความเชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ในเขตร้อนชื้น  โดยเน้นการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ เทคโนโลยีจีโนม และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพพันธุกรรมของสัตว์เศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาโครงการปรับปรุงพันธุ์ระดับชาติ ฯลฯ กล่าวว่า“ สิ่งที่อยากจะฝากถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ ก็คือ  เราสามารถทำโจทย์วิจัยที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมและประเทศได้ก่อน แล้วค่อยเอาผลของการตอบโจทย์ปัญหานั้น ๆ ไปขยายผลให้คนอื่นได้เรียนรู้  ถ้าสามารถทำอย่างนี้ได้ ผมมั่นใจว่าการสร้างผลกระทบจากงานวิจัยจะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน  ”

 ศาสตราจารย์ ดร.ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา  สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์    นักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัยทางการเงิน  ที่มุ่งมั่นทำให้เกิดระบบการเงินและตลาดทุนที่มีเสถียรภาพ โปร่งใส และยั่งยืน  โดยมีการวิจัยหลัก ๆ  อาทิ การส่งเสริมความยั่งยืนของตลาดเงินและตลาดทุน  มุ่งเน้นการบริหารจัดการความรับผิดชอบต่อสังคม   การกำกับดูแลกิจการที่ดี  ฯลฯ กล่าวว่า“ความท้าทาย ของนักวิจัยทางการเงิน คือ การขาดแคลนทุนวิจัย  เพราะรายได้ของคณะมักถูกส่งไปสนับสนุนงานด้านวิทยาศาสตร์  ขณะเดียวกันการตีพิมพ์ผลงานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ก็ทำได้ยากมาก  มีงานวิจัยบางผลงานที่ใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าจะได้ตีพิมพ์  การทำงานวิจัยด้านนี้จึงต้องอาศัยความอดทนอย่างมาก ทั้งนี้สิ่งที่จะบอกกับนักวิจัยรุ่นใหม่ คือ อย่ากลัวที่จะตั้งคำถาม คำถามเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถสร้างงานวิจัยที่ยิ่งใหญ่ได้  และสิ่งที่ฝากไว้ คือ “ความรู้เพื่อความพอเพียง  วิจัยเพื่อยั่งยืน

             นอกจากนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติที่ร่วมเสวนาทั้ง  6 ท่านแล้ว  ยังมีนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่ วช.ประกาศรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติ อีก 9 ท่าน รวม 15 ท่านใน 9 สาขา ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สุปรีดิ์ พินิจสุนทร จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ศาสตราจารย์ ดร.จักรพงษ์ แก้วขาว  จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม   เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.ธีระพล ศรีชนะ จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติใน สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา  เศรษฐนันท์   จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย

  รองศาสตราจารย์ ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ และ ศาสตราจารย์ ดร.ชนินทร์ทิรา ณ ถลาง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติในสาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติในสาขาเศรษฐศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.ดุษฎี อายุวัฒน์ จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาสังคมวิทยา     และ ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ ธีรอำพน จากสถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์

อย่างไรก็ดีนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ทั้ง 15 ท่าน จะเข้าเฝ้ารับพระราชทานเกียรติบัตรรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ภายในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 ที่ วช. จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด "ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม" เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย”  โดยงานดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมพร้อมใช้ ตลอดจนความก้าวหน้าด้านการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศ เพื่อขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ สอดคล้องกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน


ทั้งนี้ งาน วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 ณ Event Hall 100 – 104ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ผู้สนใจติดตามรายละเอียด และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/


///////////////////////////////////////////////////////////////////////////



วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำทีมลงพื้นที่อยุธยาฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัยอีกครั้ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคกว่าพันชุด พร้อมช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมงบฯ กว่า 9 แสนบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำทีมลงพื้นที่อยุธยาฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัยอีกครั้ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคกว่าพันชุด พร้อมช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมงบฯ กว่า 9 แสนบาท





วานนี้ (วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมลงพื้นที่อำเภอลาดบัวหลวง ผักไห่ บางบาล และอำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน น้ำปลา และน้ำดื่ม รวมจำนวน 1,300 ชุด ๆ ละ 510 บาท พร้อมมอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต รวมจำนวน 12 รายๆ ละ 20,000 บาท รวมงบประมาณการฟื้นฟูหลังน้ำลดในครั้งนี้ทั้งสิ้น 903,000 บาท (เก้าแสนสามพันบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะมูลนิธิเซี่ยงเต็กตึ๊งพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

.

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และโรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะประสานหน่วยงานในพื้นที่พิจารณาดำเนินการฟื้นฟูหลังน้ำลดเป็นต่อไป

.

นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแล้วทั้งสิ้น 16 จังหวัด รวมงบประมาณการช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า 25.5 ล้านบาท

.

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้านต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯมอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการ “ช่วยเหลือทุนการศึกษา” ของเด็กพิการ บุตรของคนพิการ และเด็ก เยาวชนที่ยากไร้ ประจำปี 2569

 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล  ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯมอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการ “ช่วยเหลือทุนการศึกษา” ของเด็กพิการ บุตรของคนพิการ และเด็ก เยาวชนที่ยากไร้ ประจำปี 2569












ทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการ “ช่วยเหลือทุนการศึกษา” ของเด็กพิการ  บุตรของคนพิการ และเด็ก เยาวชนที่ยากไร้ ประจำปี  2569 โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนการศึกษาเด็กที่เป็นคนพิการ  บุตรของคนพิการ รวมถึงเด็ก เยาวชน ที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือเด็ก ๆ  ที่มีความจำเป็นในด้านการศึกษาจากกลุ่มคนพิการและครอบครัวที่มีรายได้น้อย  การสนับสนุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ถือเป็นการสร้างโอกาส  สร้างอนาคต  ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสในการพัฒนาตัวเองของเด็ก ๆ ให้ดียิ่งขึ้น  ซึ่งจะได้รับทุนรวมทั้งสิ้น 335 ทุน เป็นเงิน 2,900,000.- บาท (สองล้านเก้าแสนบาทถ้วน) โดยจะมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กพิการ  บุตรของคนพิการ  และเด็กเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่ศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร  และปริมณฑล  จำนวน 147 ทุน  ในวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม  2568  เวลา 10.00 น. ณ  ห้องประชุมชั้น  3  ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ  แยกตึกชัย  ถนนราชวิถี  กรุงเทพฯ  โดยมี พลเอก เฉลิมชัย  สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธาน  พร้อมด้วย ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ  เป็นผู้กล่าวรายงาน  พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล  คณะผู้บริหารสภาสังคมสงเคราะห์ฯ  และแขกผู้ทรงเกียรติมาร่วมให้กำลังใจ น้อง ๆ  ผู้รับทุน สำหรับผู้ขอรับทุนที่อยู่ในต่างจังหวัด  สภาสังคมสงเคราะห์ฯ  จะดำเนินการโอนเงินทุนการศึกษาให้ผู้ขอรับทุนต่อไป  


ปีใหม่สุดปัง! กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดของขวัญ 2 ชิ้นสุดพิเศษ

 ปีใหม่สุดปัง! กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดของขวัญ 2 ชิ้นสุดพิเศษ

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดตัวของขวัญปีใหม่ และเปิดโครงการ “DRIVE SAFE D เช็คชัวร์ ก่อนเดินทาง” โดยมีนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงาน พร้อมเผยของขวัญ 2 ชิ้นสุดพิเศษให้แก่แรงงานไทย ได้แก่ บริการตรวจสภาพรถ ช่วงก่อนและระหว่างเทศกาลปีใหม่ และเปิดฝึกอบรมออนไลน์ 220,000 สิทธิ์ฟรี 

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ประกาศของขวัญของกระทรวงแรงงาน ประจำปี 2569 จำนวน 10 ชิ้นไป เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อมอบให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมในทุกมิติ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน เข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม 

สำหรับในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 นี้ กระผมขอให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทุกท่านมีความสุข สมปรารถนาในทุกสิ่ง เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลอย่างปลอดภัย

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2569 นี้ ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีของขวัญ จำนวน 2 ชิ้น ได้แก่ ชิ้นที่ 1  บริการตรวจสภาพรถ ช่วงก่อนและระหว่างเทศกาลปีใหม่ รวม 8 วัน ให้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2568 - 5 มกราคม 2569 โดยสามารถเข้ารับบริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ สถาบัน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกจังหวัด หรือจุดบริการบนถนนสายหลักหรือสายรองทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ฯลฯ ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ให้มีความพร้อมก่อนเดินทาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเดินทางได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนประชาชนขับขี่อย่างมีสติ ตรวจรถก่อนเดินทาง เมาไม่ขับ และใช้โอกาสนี้พัฒนาทักษะของตนเอง เพื่อให้ปีใหม่เป็นปีแห่งความปลอดภัยและการเริ่มต้นที่ดีของทุกคน




สำหรับของขวัญชิ้นที่ 2 คือ เปิดฝึกอบรมออนไลน์ฟรี 220,000 สิทธิ์ โดยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท สกิลเลน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท โคนิเคิล จำกัด ซึ่งครอบคลุมทักษะดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ประชาชนสามารถ สมัครได้ที่ https://gcloud.dsd.go.th/~skillgift/ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 หรือจนกว่าสิทธิ์จะครบ ผู้ที่ลงทะเบียนจะเริ่มอบรมรอบแรกได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และเรียนได้จนถึงวันที่ 9 เมษายน 2569 เพื่อใช้ช่วงวันหยุดและต้นปีในการยกระดับทักษะ เพิ่มโอกาสในการทำงานและพัฒนาตนเอง






ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ เพจเฟซบุ๊กของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อธิบดีกล่าวทิ้งท้าย

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568

กรมการศาสนาร่วมกับวัดสระเกศเชิญร่วมกิจกรรม “Walk Rally สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 มหามงคล”เสริมสิริมงคลรับศักราชใหม่ สืบสานศรัทธาการท่องเที่ยวในมิติศาสนา

 กรมการศาสนาร่วมกับวัดสระเกศเชิญร่วมกิจกรรม “Walk Rally สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 มหามงคล”เสริมสิริมงคลรับศักราชใหม่ สืบสานศรัทธาการท่องเที่ยวในมิติศาสนา

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับวัดสระเกศ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรม “Walk Rally สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 มหามงคล” ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 เวลา 08.30 – 20.00 น. ณ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมสร้างสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ตลอดจนร่วมสืบสานคุณค่าทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา และน้อมนำหลักธรรมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดการเข้าวัดใกล้ชิดพระพุทธศาสนา เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบวัด อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างจิตสำนึกที่ดีงาม ความสงบสุขทางจิตใจ โดยกรมการศาสนาได้ร่วมกับวัดสระเกศกำหนดเส้นทางการเดินสักการะ 9 มงคลสถานศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้แก่ 

1. พระพุทธเจ้าน้อย เป็นพระพุทธรูปปางประสูติ สื่อถึงการเริ่มต้นชีวิตด้วยความบริสุทธิ์ ความหวัง และปัญญา การสักการะพระพุทธเจ้าน้อยเปรียบเสมือนการอธิษฐานขอให้การเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น เปี่ยมด้วยสติและปัญญา เหมาะอย่างยิ่งกับการเริ่มต้นปีใหม่อย่างเป็นมงคล 2. พระอุโบสถ เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญ และประดิษฐานพระประธานอันศักดิ์สิทธิ์ การสักการะพระอุโบสถจึงเป็นการแสดงความเคารพต่อพระรัตนตรัย และน้อมจิตให้เกิดความสงบ สะอาด และตั้งมั่นในศีลธรรม 3. พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะงดงาม สื่อถึงพระพุทธเจ้าขณะทรงแสดงธรรมและโปรดเวไนยสัตว์ การสักการะพระอัฏฐารสเป็นการเสริมพลังแห่งความมั่นคง ความเข้มแข็ง และความก้าวหน้าในชีวิต 4. พระพุทธรูปแห่งบามิยัน เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระพุทธรูปบามิยันอันทรงคุณค่าในประวัติศาสตร์โลก สื่อถึงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและสันติภาพ การสักการะพระพุทธรูปแห่งบามิยันจึงเป็นการน้อมจิตระลึกถึงความเมตตา ความอดทน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 5. พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) เป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดสระเกศและกรุงเทพมหานคร โดยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอันเป็นที่เคารพสูงสุด การขึ้นสักการะพระบรมบรรพตเปรียบเสมือนการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น สร้างความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และความสงบสุขแก่ชีวิต 6. หลวงพ่อโต  เป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนให้ความเลื่อมใสศรัทธามาอย่างยาวนาน เชื่อกันว่าเป็นที่พึ่งทางใจ เสริมความมั่นคง ความหนักแน่น และความสำเร็จในหน้าที่การงาน 7. หลวงพ่อโชคดี เป็นพระพุทธรูปที่สื่อถึงความโชคดี ความสมหวัง และความเจริญรุ่งเรือง การสักการะหลวงพ่อโชคดีนิยมขอพรด้านโชคลาภ การงาน และความสำเร็จในชีวิต 8. หลวงพ่อดวงดี เป็นที่เคารพศรัทธาในด้านการเสริมดวงชะตา ความราบรื่น และการปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต ผู้สักการะเชื่อว่าจะช่วยเสริมกำลังใจและความมั่นใจในการดำเนินชีวิต 9. หลวงพ่อดำ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนนิยมสักการะเพื่อความคุ้มครอง ปลอดภัย และความเข้มแข็งทางจิตใจ เป็นการเสริมพลังให้สามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคง ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ร่วมเดินตามรอยเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดสระเกศ ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นและงดงาม ทั้งในช่วงเวลากลางวันและยามค่ำคืน โดยเฉพาะการสักการะพระบรมสารีริกธาตุบนพระเจดีย์บรมบรรพต หรือ “ภูเขาทอง” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดสระเกศ และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของกรุงเทพมหานคร สร้างความเลื่อมใสศรัทธาและความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างยิ่ง





อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กิจกรรม “Walk Rally สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 มหามงคล” ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วม สะสมตราประทับ (Stamp) ครบทั้ง 9 จุด เพื่อรับของที่ระลึกเพื่อความเป็นมงคล สร้างแรงจูงใจในการร่วมกิจกรรมอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งเป็นการสร้างความประทับใจและความทรงจำอันดีในการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจที่สงบและเปี่ยมด้วยศรัทธา เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนโดยรอบวัด พร้อมทั้งปลูกฝังค่านิยมที่ดีงาม สร้างความศรัทธา ความสามัคคี และความสงบสุขในสังคมไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไปในอนาคต.

กรมการท่องเที่ยวผนึกความร่วมมือ “ยกระดับการประกอบกิจการอุมเราะห์ไทย” สร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวคุณภาพ

  กรมการท่องเที่ยวผนึกความร่วมมือ “ยกระดับการประกอบกิจการอุมเราะห์ไทย” สร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวคุณภาพ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่อง...