วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569

ศน. เชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา แจ้งความประสงค์ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐิน พร้อมเครื่องบริวารพระกฐินถวาย 23 พระอาราม ที่ยังไม่มีผู้แจ้งความประสงค์ขอรับพระราชทาน

 ศน. เชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา แจ้งความประสงค์ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐิน พร้อมเครื่องบริวารพระกฐินถวาย 23 พระอาราม ที่ยังไม่มีผู้แจ้งความประสงค์ขอรับพระราชทาน

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ และพระบรมราชานุญาตให้กระทรวง กรม หน่วยงานองค์กร คณะบุคคล และเอกชนที่มีความประสงค์ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐิน เพื่อน้อมนำไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ในเทศกาลกฐิน พุทธศักราช 2569 จำนวน 310 พระอาราม และวัดไทยในต่างประเทศ จำนวน 31 วัด ซึ่งในปี 2569 

ได้กำหนดกฐินกาล เริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 27 ตุลาคม ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 กำหนดเริ่มพระกฐินหลวงพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน เริ่มวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 11  และพระกฐินพระราชทาน เริ่มวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน ตรงกับวันแรม 9 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

  


  นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ขณะนี้ มีพระอารามหลวง จำนวน 29 

พระอาราม ที่ยังไม่มีผู้แจ้งความประสงค์ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐิน ได้แก่ 

1. วัดป่าแสงอรุณ (ธ) จังหวัดขอนแก่น 2. วัดหนองแวง จังหวัดขอนแก่น 3. วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม จังหวัดชลบุรี 4. วัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง 5. วัดพระนายรายณ์มหาราช จังหวัดนครราชสีมา 6. วัดสะแก จังหวัดนครราชสีมา 7. วัดท่าโพธิ์ (ธ) จังหวัดนครศรีธรรมราช 8. วัดนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 9. วัดชลธาราสิงแห จังหวัดนราธิวาส 10. วัดเซกาเจติการาม จังหวัดบึงกาฬ 11. วัดแก้วพิจิตร (ธ) จังหวัดปราจีนบุรี 12. วัดบางกระเบา จังหวัดปราจีนบุรี 13. วัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 14. วัดพระบาทมิ่งเมือง จังหวัดแพร่ 15. วัดมหาธาตุ จังหวัดยโสธร 16. วัดพระเจดีย์ชาวหลัง จังหวัดลำปาง 17. วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม จังหวัดศรีสะเกษ 18. วัดหลวงสุมังคลาราม (ธ) จังหวัดศรีสะเกษ 19. วัดโพธิ์ปฐมาวาส จังหวัดสงขลา 

20. วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม จังหวัดสุโขทัย 21. วัดไตรธรรมาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 22. วัดพิศาลรัญญาวาส (ธ) จังหวัดหนองบัวลำภู และ 23. วัดศรีสระแก้ว จังหวัดหนองบัวลำภู ดังนั้น กรมการศาสนา จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาแจ้งความประสงค์ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐิน เพื่อน้อมนำไปทอดถวายพระสงฆ์ผู้จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ พระอารามหลวงทั่วราชอาณาจักร ได้ที่กรมการศาสนา ก่อนจะถึงช่วงเทศกาลกฐิน 

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า พระกฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐิน เพื่อน้อมนำไปทอดถวายยังพระอารามหลวงต่าง ๆ นอกเหนือจากพระอารามหลวงสำคัญที่ทรงสงวนไว้ จำนวน 9 พระอาราม เนื่องจากปัจจุบันพระอารามหลวงมีจำนวนมาก จึงเปิดโอกาสให้กระทรวง กรม และหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนคณะบุคคลหรือบุคคลทั่วไปที่สมควรขอรับพระราชทานผ้ากฐินไปถวาย และผู้ที่ได้รับพระราชทานจะเพิ่มไทยธรรม เพื่อถวายพระราชกุศลตามกำลังศรัทธาของตนก็ได้ โดยกรมการศาสนาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดผ้าพระกฐินพระราชทานและบริวารพระกฐิน ให้แก่กระทรวง กรม หน่วยงาน ตลอดจนคณะบุคคลหรือบุคคลทั่วไปที่ขอรับพระราชทาน ประกอบด้วย 1.ไตรจีวร 2.ผ้าห่มพระประธาน 3.เทียนพระปาติโมกข์ 4.ผ้าขาว 5. บาตรสแตนเลส พร้อมถลกบาตร 6.หมอนหนุนพร้อมปลอกสีเหลืองอ่อน 7. ผ้าห่มขนหนู 8. ผ้าแพรสีเหลืองอ่อน 9. ชุดโถข้าว 10. ชุดช้อน - ส้อม 11. ปิ่นโตคาว - หวาน 12. ชุดแก้วน้ำกระบะมุก 13. กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า 14. โคมไฟตั้งโต๊ะ 15. นาฬิกาปลุก 16. ไฟฉาย 17. ชุดสว่านไฟฟ้าไร้สาย 18. กล่องบรรจุเครื่องพระกฐินพระราชทาน เพื่อน้อมนำไปทอดถวายยังพระอารามหลวงต่าง ๆ

ทั้งนี้ หากกระทรวง กรม คณะบุคคล หรือบุคคลทั่วไป มีความประสงค์จะขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐิน เพื่อน้อมนำไปทอดถวายพระอารามหลวงในปี พ.ศ. 2569 สามารถแจ้งความจำนนได้ที่กรมการศาสนา เลขที่ 10 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ ชั้น 2 ถนนเทียมร่วมมิตร แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 ในวันและเวลาราชการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมการศาสนา www.dra.go.th หรือ โทร. 0 2209 3721 /////

พลิกโฉมเกษตรไทยกับ AGRITHON by ARDA Season 3​ สร้างปรากฏการณ์ใหม่!กับ "CHAMP OF THE YEAR"จุดประกายคลื่นลูกใหม่แห่ง​นวัตกรรม ขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่อนาคต

 พลิกโฉมเกษตรไทยกับ AGRITHON by ARDA Season 3​ สร้างปรากฏการณ์ใหม่!กับ "CHAMP OF THE YEAR"จุดประกายคลื่นลูกใหม่แห่ง​นวัตกรรม ขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่อนาคต 

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง กับการแข่งขันนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทย "AGRITHON by ARDA Season 3" เวทีการแข่งขันนวัตกรรมเกษตรเชิงธุรกิจ จากสุดยอดนักคิดนักพัฒนาแห่งวงการเกษตรไทย จัดโดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ร่วมกับ บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด โดยรอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นภายในงาน "TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026" ซึ่งเต็มไปด้วยผลงานการสร้างสรรค์ จุดประกายคลื่นลูกใหม่แห่งนวัตกรรม โซลูชันใหม่จากเกษตรกร นักวิจัย นักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการทั่วประเทศ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ให้เกียรติมอบโล่และเงินรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ หลังผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นตั้งแต่รอบ "CHAMP OF THE WEEK" ผ่านรายการ Farm Expo TV สู่รอบ "CHAMP OF THE CHAMP" และรอบชิงชนะเลิศบนเวที AGRITHON Live Pitching on Stage โดย ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า AGRITHON by ARDA Season 3 ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรมงานวิจัยใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างตรงจุด และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรในระยะยาว ทั้งในมิติของรายได้ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม


“ในปีนี้เวทีการแข่งขันนวัตกรรม "AGRITHON by ARDA Season 3" ได้คัดเลือกผลงานเข้ามาแข่งขันในรายการได้กว่า 500 ผลงาน ซึ่งในแต่ละปีมีผลงานจำนวนไม่น้อยที่ ARDA สามารถต่อยอดสนับสนุนทุนเป็นโครงการวิจัยเพื่อนำไปใช้จริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า เวทีนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่เป็น ‘กลไกระดับประเทศ’ ที่เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และขับเคลื่อนเกษตรไทยไปสู่ ‘เกษตรมูลค่าสูง’ เราได้เห็นผลงานที่ตอบโจทย์จริง และตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมอาหารทางการแพทย์ เทคโนโลยีสแกนคุณภาพทุเรียน หรือการพัฒนาด้านปศุสัตว์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่า งานวิจัยไทยสามารถต่อยอดสู่ภาคการผลิต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง  ซึ่งถือว่า AGRITHON by ARDA จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการคัดเลือก เพื่อเร่งการเติบโตของนวัตกรรมที่มีศักยภาพ”

การแข่งขันในซีซันนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรหลัก ได้แก่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, กลุ่มบริษัท ซี แอล พี (CLP Group) และการยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand) โดยมีเป้าหมายร่วมกันผลักดันนวัตกรรมเกษตรไทยสู่ "เกษตรมูลค่าสูง (High Value Agriculture)" ที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (SDGs) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญอีกหนึ่งก้าวจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับภาคการเกษตรไทย

ด้าน นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดการแข่งขันนวัตกรรม AGRITHON by ARDA กล่าวว่า AGRITHON by ARDA เติบโตเข้าสู่ปีที่ 3 ควบคู่ไปกับ ฟาร์ม เอ็กซ์โป มหกรรมเกษตรในร่มกลางกรุงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และในปีนี้ได้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ นักวิจัย นักนวัตกรรม เกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอไอเดียที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง ซึ่งตลอดการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน ทั้งการพัฒนานวัตกรรม รูปแบบธุรกิจ และแนวทางการเข้าสู่ตลาด ทำให้เห็นพัฒนาการของแต่ละผลงานอย่างชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรไทย


“ความสำเร็จของ AGRITHON by ARDA Season 3 ไม่ได้อยู่ที่การเฟ้นหาผู้ชนะเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ การเชื่อมโยงองค์ความรู้ และการทำงานร่วมกันระหว่างคนหลากหลายภาคส่วน จนเกิดเป็นพลังความร่วมมือที่ช่วยผลักดันไอเดียและเทคโนโลยีทางการเกษตรให้เข้าใกล้การใช้งานจริงมากขึ้น และเชื่อว่าประสบการณ์จากเวทีนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้าง ‘คลื่นลูกใหม่’ ของนักพัฒนาเทคโนโลยีเกษตร ที่จะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาภาคการเกษตรไทยในอนาคต”


สำหรับผู้ชนะการแข่งขันและได้รับรางวัลจาก AGRITHON by ARDA Season 3 ได้แก่


รางวัลชนะเลิศ “CHAMP OF THE YEAR” ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท — นวัตกรรม G Veggie Klean – Bio-Postbiotic Food Safety Platform โดย คุณจีรศักดิ์ นาคานารา เทคโนโลยีชีวภาพสำหรับล้างผักและผลไม้ด้วย Bio-Postbiotic และ Enzyme Technology เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารของไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ


รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท — นวัตกรรมหางตัดอ้อยรุ่น SSV Pro โดย คุณสาโรช ดอกไม้สีจันทร์ (จ้องชาวไร่) อุปกรณ์ต่อพ่วงรถไถขนาดเล็กที่รวมการตัดโคนและยอดอ้อยไว้ในขั้นตอนเดียว ช่วยลดต้นทุนการตัดอ้อยจากประมาณ 450 บาท เหลือ 250 บาทต่อตัน และทดแทนแรงงานได้ถึง 35 คน โดยไม่ต้องเผาอ้อยก่อนตัด


รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท — นวัตกรรมเซรั่มสารสกัดจากสมุนไพรไทย (ESS: Environment, Social and Science) โดย คุณภิญญดา เกิดเปรมเวส พัฒนาเซรั่มจากสมุนไพรไทยและข้าวไทย ผสานเทคโนโลยีนำส่งสารสำคัญ เพื่อดูแลฝ้า กระ และจุดด่างดำ พร้อมสนับสนุนวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์จากชุมชน จ.น่าน และยกระดับสมุนไพรไทยสู่ส่วนผสมในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

นอกจากนี้ ยังมอบรางวัลชมเชย จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ กลุ่มนักศึกษาจากโครงการ Young Smart ARDA จากนวัตกรรม “SunGuard เปลี่ยนความเสี่ยงจากแดด ให้เป็นผลกำไรที่มั่นคง แดดแรง”, คุณอรสา แสงทับทิม จากนวัตกรรม “โคโค่ ริช COCOFIBER หมึกช็อตจากน้ำมะพร้าว”, ดร.สุทธาทิพย์ กำธรพิพัฒนกุล จากนวัตกรรม “LiveStock Next”, คุณวิศรุต ชาลี จากนวัตกรรม “เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคอมโพสิตจากขยะพลาสติกและขยะทางการเกษตร”, คุณเบญจวรรณ ธรรมธนารักษ์ จากนวัตกรรม “แมงกะพรุนกรอบ”, คุณอรวดี มุสิกชาต จากนวัตกรรม “ปัญญา เนเชอรัล Panya Moringa Nano Serum” และ ดร.ศิริพร ลาภเกียรติถาวร จากนวัตกรรม “ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา”


คุณจีรศักดิ์ นาคานารา เจ้าของผลงาน นวัตกรรม G Veggie Klean – Bio-Postbiotic Food Safety Platform ผู้คว้าตำแหน่ง CHAMP OF THE YEAR กล่าวว่า “ผมดีใจและภูมิใจมากครับที่ G Veggie Klean ได้รับรางวัล CHAMP OF THE SEASON รางวัลนี้ถือเป็นกำลังใจสำคัญสำหรับผมที่จะเดินหน้าพัฒนางานต่อ เพราะตั้งแต่แรกผมตั้งใจอยากใช้เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยทางอาหารของไทย ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และอยากทำให้ผลงานนี้สามารถนำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์กับเกษตรกรให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญ การได้เข้ามาอยู่บนเวที AGRITHON by ARDA ทำให้ผมได้เรียนรู้เยอะมาก ทั้งจากคณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเพื่อน ๆ ที่เข้าร่วมแข่งขัน หลายอย่างเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการทำงานคนเดียว สำหรับผม รางวัลนี้จึงไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่จะนำสิ่งที่ได้รับจากเวทีนี้ไปพัฒนาผลงานให้ดีขึ้น และทำให้ G Veggie Klean สามารถสร้างประโยชน์ให้กับภาคการเกษตรของไทยได้จริงครับ”



ติดตามความเคลื่อนไหวของ AGRITHON by ARDA ในซีซันต่อไปได้ที่ www.agrithon.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ARDA และ Facebook Farm Expo Thailand หรือ Line: @agrithon


#แอกริธอน #Agrithon #AgrithonbyArda #โตโยต้าฟาร์มเอ็กซ์โป2026 #มหกรรมเกษตรในร่มกลางกรุงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย #farmexpo #toyotafarmexpo2026 #farmexpothailand

โลกเกษตรกำลังเปลี่ยน ! ARDA รวมพลังนักวิจัย-ธุรกิจ-นานาชาติเปิดเวที ARDA Agricultural International Forum 2026 เจาะอนาคตเกษตรไทย

 โลกเกษตรกำลังเปลี่ยน ! ARDA รวมพลังนักวิจัย-ธุรกิจ-นานาชาติเปิดเวที ARDA Agricultural International Forum 2026 เจาะอนาคตเกษตรไทย

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดงาน ARDA Agricultural International Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “Global Agricultural Outlook” เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจัดขึ้นในงาน "TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026" โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ร่วมบรรยายและเสวนาถึงทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตรในอนาคต พร้อมร่วมกันมองโจทย์สำคัญที่ภาคเกษตรทั่วโลกกำลังเผชิญ ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี AI นวัตกรรมการผลิต การค้า และความร่วมมือระหว่างประเทศ

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA กล่าวว่า เวที ARDA Agricultural International Forum 2026 จัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์จากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เพราะโจทย์ด้านการเกษตรในวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของการเพิ่มผลผลิต แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร สภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี การค้า ตลอดจนพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

“เป้าหมายสำคัญของ ARDA คือการเปลี่ยน ‘การพบกัน’ ให้กลายเป็น ‘การทำงานร่วมกัน’ และเปลี่ยน ‘องค์ความรู้’ ให้กลายเป็น ‘การใช้ประโยชน์’ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดสู่การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาธุรกิจ และความร่วมมือรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และสร้างมูลค่าให้กับภาคเกษตรไทยอย่างเป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้งาน ARDA Agricultural International Forum 2026 จัดขึ้นภายในงาน “โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) งานแสดงสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับภาคการเกษตรไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิจัย นักลงทุน ภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรจากต่างประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันศักยภาพของภาคเกษตรไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมถ่ายทอดมุมมองและทิศทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวโน้มเกษตรโลก ในหัวข้อ “AGRI FOR TOMORROW” ว่า ภาคการเกษตรไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหารโลกที่มีความยั่งยืนมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตสู่ตลาดโลก ผ่านการพัฒนาระบบมาตรฐาน การรับรองแปลง การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมพืช ตลอดจนการนำระบบดิจิทัล เช่น ใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (E-Phyto), ระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลสินค้าโดยใช้ QR Code (QR Traceability) และ ช่องว่างทางดิจิทัล (Digital GAP) มาเพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมต่อยอดศักยภาพด้านเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสทางการค้าของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก

ขณะที่ The Association of JCI Senators in South East Asian Nations (ASSEAN)T(กลุ่มผู้นำ JCI Senators จากประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ร่วมพูดคุยในช่วง “The SEED Forum: The ASSEAN Senators Forum” โดยนำเสนอแนวทางยกระดับภาคเกษตรด้วยแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนและวิทยาศาสตร์พืช (Sustainable Agriculture & Plant Science) โดยเน้นระบบ วนเกษตร (Agroforestry) หรือการผสานพื้นที่ป่าไม้ พืชเกษตร และพืชอาหารเข้าด้วยกัน แทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพื่อฟื้นฟูดิน เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำ และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะเดียวกันยังนำเสนอการปรับปรุงพันธุ์พืชด้วยเทคโนโลยี Polyploidy หรือการเพิ่มชุดโครโมโซม ซึ่งสามารถนำไปสู่พืชที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ผลผลิตสูงขึ้น และมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เช่น ภัยแล้ง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และสภาพดินที่ไม่เหมาะสม

“ความร่วมมือด้านการเกษตรของอาเซียนควรมองให้ไกลกว่าการเพิ่มผลผลิต แต่ต้องสร้างระบบที่เชื่อมโยงระหว่างผืนป่า พื้นที่เกษตร และแหล่งอาหารเข้าด้วยกัน การนำแนวคิดวนเกษตร (Agroforestry) มาผสานกับการปรับปรุงพันธุ์พืชและเทคโนโลยีชีวภาพ จะช่วยให้เราสามารถใช้พื้นที่เดียวกันสร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น ความร่วมมือของประเทศสมาชิกจึงควรมุ่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้ภาคเกษตรของภูมิภาคเติบโตไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรและความมั่นคงทางอาหาร”

ด้าน Mr. Takai Ryoichi, Chairman, Taiwa Seiki Corporation – Umami Rice Milling ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “RICE VALUE FOR THE FUTURE” โดยนำเสนอมุมมองต่อการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมข้าว เพื่อรองรับอนาคตของเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าข้าวมีบทบาทสำคัญต่อระบบอาหารและวิถีชีวิตของเอเชีย ซึ่งประมาณ 90% ของข้าวโลกผลิตในเอเชีย ขณะเดียวกันญี่ปุ่นกำลังเผชิญการบริโภคข้าวที่ลดลง จำนวนเกษตรกรที่ลดลงจากโครงสร้างแรงงานสูงวัย และความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร จึงเกิดแนวคิด “Smart Farmers” ที่มองเกษตรกรรมในฐานะธุรกิจ ผ่านการสร้างแบรนด์และเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านข้าวคุณภาพและควรยกระดับการแข่งขันจากการเน้นปริมาณไปสู่ คุณภาพและมูลค่าแบรนด์ รวมถึงการกระจายตลาดส่งออก สำหรับความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น แนวทางสำคัญคือการสร้างมูลค่าใหม่ตลอดห่วงโซ่ข้าว ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว อบแห้ง กะเทาะเปลือก สีข้าว จนถึงผู้บริโภค โดย UMAMI Rice Milling ซึ่งเปิดตัวในเดือนเมษายน 2026 เป็นเทคโนโลยีที่มุ่งดึงรสชาติอร่อยตามธรรมชาติของข้าวออกมา และได้รับการตอบรับจากตลาด สะท้อนความต้องการของผู้ผลิตในการเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้ข้าว โดยเป้าหมายต่อไปคือการขยาย UMAMI จากข้าวสายพันธุ์เมล็ดสั้นไปสู่ข้าวเมล็ดยาว ภายใต้แนวคิด นวัตกรรม ความร่วมมือ และ เกษตรกรรมยั่งยืน


ขณะที่ Dr. Dong Lee, Innovation Specialist, FAO Regional Office for Asia and the Pacific ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มภาคเกษตรโลก และทิศทางที่ประเทศไทยควรเตรียมรับมือ ในหัวข้อ “WHO WILL FEED THE WORLD?” ว่า เอเชียและแปซิฟิกยังคงเป็นภูมิภาคสำคัญต่อการผลิตอาหารของโลก โดยมีสัดส่วนประมาณ 54% ของผลผลิตภาคเกษตรและประมงโลก ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของผลผลิตเกษตรโลกถึง 57.5% ภายในปี 2035 ขณะเดียวกัน ความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากรและความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของต้นทุนปัจจัยการผลิต และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ สำหรับประเทศไทย จึงมีทั้งโอกาสในการขยายบทบาทในตลาดสินค้าเกษตรโลกและความท้าทายที่ต้องปรับตัว โดยเฉพาะการยกระดับผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาระบบจัดการน้ำและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สามารถรับมือกับความผันผวนได้ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยและรองรับความต้องการอาหารในอนาคต

ด้าน Mr. Charles Shao, Founder & CEO, Wondermilk (Thailand) Co., Ltd. ร่วมพูดคุยในหัวข้อ "WHAT IS WRONG WITH OUR AGRICULTURE " การยกระดับภาคเกษตรไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนในเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจพื้นที่และพืชของเราอย่างละเอียด แล้วค่อยเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมเข้ามาช่วย สิ่งสำคัญคือการทำให้เกษตรกรสามารถใช้ข้อมูลเพื่อมองเห็นปัญหา ตัดสินใจได้แม่นยำ และวัดผลลัพธ์ได้จริง เมื่อเราสามารถทำให้ข้าวโพดมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ข้าวโพดนั้นก็จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของการเลี้ยงโคและการผลิตน้ำนม ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงเกษตรกรผู้ปลูกพืชกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคให้เป็นระบบเดียวกัน และสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคเกษตรไทยเติบโตจากการเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มต้นทุน


สำหรับประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองของสภาพอากาศแปรปรวน จากสภาวะโลกร้อน มีผลต่อระบบนิเวศ และการผลิตอาหารของเกษตรไทยอย่างไรในอนาคต ผ่านหัวข้อ “THE LAST CALL : AS GLOBAL WARMING NEARS 1.5 °C” ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยมหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินจากภาวะโลกร้อนมากกว่า 90% และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ราว 25% ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นและเกิดปัญหาปะการังฟอกขาว ขณะที่ประเทศไทยยังพบสัญญาณความเปราะบางของระบบนิเวศจากจำนวนพะยูนที่ลดลงจาก 280 ตัวในปี2566 เหลือ 178 ตัวในปี 2569 และจำนวนแพลงก์ตอนบลูมในอ่าวไทยเพิ่มจาก 69 ครั้งในช่วงปี 2524–2543 เป็น 179 ครั้งในช่วงปี 2544–2563 ซึ่งท้ายที่สุดย่อมกระทบต่อทรัพยากรอาหารและภาคประมงของไทย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจึงเป็นโจทย์ที่ต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่สภาพอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ ไปจนถึงความมั่นคงทางอาหาร


ขณะที่ Miss Ravenna Chen, Chief Executive Officer, INTRINSICSEASDN. BHD. จากประเทศมาเลเซีย ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “AI FOR AGRICULTURE” โดยชี้ให้เห็นว่า AI กำลังเข้ามามีบทบาทในภาคการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่าน 5 กระบวนการสำคัญ ได้แก่ การรับรู้ข้อมูล (Sense) การคาดการณ์ (Predict) การตัดสินใจ (Decide) การลงมือปฏิบัติ (Act) และการบันทึกข้อมูล (Record) ครอบคลุมการใช้โดรนและภาพถ่ายดาวเทียม การตรวจโรคพืช การบริหารน้ำและปุ๋ย หุ่นยนต์เกษตร การคัดแยกผลผลิต ตลอดจนระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านอาหารและการส่งออก อย่างระบบ AI ตรวจคุณภาพข้าวในไทยที่ตรวจตัวอย่างได้ภายใน 3–5 นาที และครอบคลุมราว 30% ของตลาดส่งออกข้าวไทย รวมถึงระบบตรวจโรคพืชจากภาพถ่ายที่มีความแม่นยำประมาณ 95% ขณะเดียวกัน การนำ AI ไปใช้ให้เกิดผลจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนต่อพื้นที่ การทำงานในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ขนาดพื้นที่ที่เหมาะสม และสิทธิความเป็นเจ้าของข้อมูล โดยมองว่าความร่วมมือระหว่างไทยและมาเลเซียสามารถต่อยอดผ่านการทดลองภาคสนามร่วมกันในพืชสำคัญ เช่น ยางพารา ทุเรียน และข้าว เพื่อให้ข้อมูลและเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ข้ามประเทศในอาเซียนได้มากขึ้น


นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรม “Research That Can Cook: Russia vs. Thailand” นำวัตถุดิบจากงานวิจัยของ ARDA มาเป็นโจทย์ให้เชฟจากสองประเทศได้แก่ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟชื่อดังของไทย และเชฟอัลบีน่า พร้อมด้วยเชฟ ทัมมาร่า จากรัสเซีย สร้างสรรค์เป็นเมนูในสไตล์ของตนเอง ถ่ายทอดเรื่องราวงานวิจัยด้านการเกษตรผ่านมิติของอาหาร แสดงให้เห็นถึงศักยภาพขององค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดจาก “งานวิจัย” สู่ “จานจริง” และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร


“เป้าหมายสำคัญของ ARDA คือการเปลี่ยน ‘การพบกัน’ ให้กลายเป็น ‘การทำงานร่วมกัน’ และเปลี่ยน ‘องค์ความรู้’ ให้กลายเป็น ‘การใช้ประโยชน์’ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดสู่การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาธุรกิจ และความร่วมมือรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และสร้างมูลค่าให้กับภาคเกษตรไทยอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวปิดท้าย


วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

AGTX เวทีการค้าเกษตรนานาชาติ คึกคัก ผู้ประกอบการ–นักลงทุนต่อยอดสู่การเจรจาและความร่วมมือทางธุรกิจ​ เจาะลึก“ตลาดต้องการอะไร–แต่ละประเทศมีอะไรเสนอ” เชื่อมโอกาสสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดเอเชีย

 AGTX เวทีการค้าเกษตรนานาชาติ  คึกคัก ผู้ประกอบการ–นักลงทุนต่อยอดสู่การเจรจาและความร่วมมือทางธุรกิจ​ เจาะลึก“ตลาดต้องการอะไร–แต่ละประเทศมีอะไรเสนอ” เชื่อมโอกาสสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดเอเชีย

เวที AGTX – Agriculture Trade Exchange ภายใต้แนวคิด “ASIA AGRICULTURE TRADE EXCHANGE: 8 Nations | One Region | Endless Opportunities” เดินหน้าสร้างกลไกเชื่อมโยงการค้าและธุรกิจเกษตรระหว่างประเทศ มีผู้เข้าร่วมงาน พร้อมผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อ (Buyer)  และเกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจ  สะท้อนความสนใจของภาคธุรกิจต่อการขยายตลาดสินค้าเกษตร และการเข้าถึงข้อมูลความต้องการของตลาดต่างประเทศโดยตรง 

ได้รับเกียรติจาก ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เป็นประธานเปิดงาน  โดย AGTX จัดขึ้นภายในงาน Toyota Farm Expo Asia 2026 มุ่งใช้เป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ ผ่านการนำเสนอข้อมูลจากแต่ละประเทศ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น  จีน สปป.ลาว อินโดนีเซีย และมาเลเซีย  ครอบคลุมทั้งศักยภาพสินค้า ความต้องการของตลาด โอกาสทางธุรกิจ และแนวทางสร้างความร่วมมือทางการค้า 

รูปแบบของ AGTX ถูกออกแบบให้เน้น “ข้อมูลตลาดที่นำไปใช้ต่อได้” โดยแต่ละประเทศมีเวลา 50 นาที แบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ Country Overview 20 นาที นำเสนอศักยภาพสินค้าและตลาด รวมถึงสินค้าที่มีความต้องการนำเข้า ต่อด้วย “What They Buy” 20 นาที เปิดข้อมูลว่าตลาดนั้นกำลังมองหาสินค้าอะไรจากไทยและอาเซียน และ Interactive Q&A 10 นาที เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้เข้าร่วมสอบถามข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนตลาดโดยตรง

สำหรับข้อมูลตลาดเกษตรสำคัญ เจาะลึกความต้องการสินค้า–โอกาสการค้า เชื่อมธุรกิจไทยสู่ตลาดเอเชีย ได้แก่ 

ตลาดไทย เปิดมุมมองศักยภาพสินค้าเกษตรไทย โดย ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย ครอบคลุมกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ อาทิ ทุเรียน ข้าว ผลไม้เมืองร้อน Functional Food และนวัตกรรมเกษตร ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ  Longevity พร้อมมองหาโอกาสในการต่อยอดสินค้าไทยสู่ตลาดต่างประเทศ 

ตลาดญี่ปุ่น โดย Mr. Yoshiaki INADA, Director and Negotiator for South-East Asia Bilateral Affairs Division, Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries of Japan (MAFF) แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการเกษตรและความร่วมมือทางการค้า พร้อมสะท้อนความต้องการของตลาดญี่ปุ่นและตลาดไทยในกลุ่ม เนื้อพรีเมียม เมลอน สตรอว์เบอร์รี อาหารมูลค่าสูง และ Agri Technology

ตลาด สปป.ลาว โดย นายจัตุพล นาคาวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาวนำเสนอศักยภาพสินค้าและโอกาสทางการค้าในตลาดลาว อาทิ กาแฟ มันสำปะหลัง ข้าวโพด กล้วย ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และ Sustainable Agriculture

ตลาดจีน   โดยนายปรัตถกร แท่นมณี อัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง เปิดข้อมูลโอกาสจากหนึ่งในตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของภูมิภาค โดยมีความต้องการในกลุ่ม ผักและผลไม้สด ธัญพืช กระเทียม ชา เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และอาหารแปรรูป รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ของจีน

ตลาดมาเลเซีย โดย Mdm Sakinolin Mohamad, MBA, Director, Ergo IMS Sdn Bhd & Chairperson, Internal Halal Committee, JSJ Corporate Group แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็น Halal และ Cross-border Trade พร้อมเปิดโอกาสของสินค้า อาทิ ปาล์มน้ำมัน โกโก้ สับปะรด ผลไม้เมืองร้อน อาหารทะเล และสินค้า Halal


ตลาดอินโดนีเซีย โดย IRA KUSUMAWARDANI, MBA, Head of Permanent Committee Urban Farming Development นำเสนอข้อมูลโอกาสทางการค้าและสินค้าในตลาดอินโดนีเซีย ครอบคลุม ปาล์ม ข้าว ทุเรียน กาแฟ มะพร้าวแห้ง ยางพารา เครื่องเทศ เทมเป้ (Tempeh) อาหารพื้นเมืองดั้งเดิมของอินโดนีเซีย และ สิ่งทอฮาลาล (Halal Textile)

หัวใจของ AGTX อยู่ที่การนำ “ข้อมูลตลาด” มาเชื่อมกับ “โอกาสทางธุรกิจ” โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเสนอข้อมูลบนเวที แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และ Buyer ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าโดยตรง ทั้งด้าน สินค้า ความต้องการซื้อ ศักยภาพตลาด เทคโนโลยี การผลิต การแปรรูป Cross-border Trade และการพัฒนาตลาดสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตร

แนวทางดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นมากกว่าการนำเสนอว่า “ประเทศไทยมีสินค้าอะไร” แต่สามารถพิจารณาต่อได้ว่า “ตลาดไหนต้องการสินค้าอะไร” และต้องเตรียมสินค้า เทคโนโลยี หรือรูปแบบความร่วมมืออย่างไรให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละตลาด AGTX จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางสำหรับการพบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูล และสร้างเครือข่ายระหว่างภาคธุรกิจไทยกับตลาดต่างประเทศ โดยมุ่งให้การพบกันภายในงานสามารถต่อยอดไปสู่การเจรจาและความร่วมมือทางธุรกิจได้ในระยะต่อไป

ทั้งนี้ AGTX เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของ Toyota Farm Expo Asia 2026 ในการยกระดับจากงานแสดงสินค้าเกษตรไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต นักลงทุน Buyer และพันธมิตรจากต่างประเทศ เข้าด้วยกัน ผ่านทั้งข้อมูลตลาด เทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสทางการค้า

ภายใต้แนวคิด “8 Nations | One Region | Endless Opportunities” AGTX จึงมุ่งสร้างเครือข่ายการค้าเกษตรที่เชื่อมโยงตลาดในภูมิภาค และเปิดช่องทางให้สินค้า เทคโนโลยี และธุรกิจเกษตรไทยได้มองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดเอเชีย ผ่านการรู้ตลาด รู้ความต้องการ และพบพันธมิตรทางธุรกิจโดยตรง

#ToyotaFarmExpoAsia2026 #FarmExpoAsia2026 #ฟาร์มเอ็กซ์โป #farmexpothailand #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรกรไทยเกษตรกรไทย #ToyotaFarmExpo #นวัตกรรมเกษตร #farmtoFuture #AgricultureEcosystem  #AGTX #AgricultureTradeExchange


Farm Expo ผนึก IMPACT และพันธมิตร ลงนาม 3 ความร่วมมือเชื่อม “เกษตรกร–เทคโนโลยี–มาตรฐาน–ผู้ซื้อ” สร้างตลาดใหม่ ยกระดับสู่ Agri-Entrepreneur และขยายโอกาสธุรกิจไทยสู่เวทีสากล

 Farm Expo ผนึก IMPACT และพันธมิตร ลงนาม 3 ความร่วมมือเชื่อม “เกษตรกร–เทคโนโลยี–มาตรฐาน–ผู้ซื้อ” สร้างตลาดใหม่ ยกระดับสู่ Agri-Entrepreneur และขยายโอกาสธุรกิจไทยสู่เวทีสากล

บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด เดินหน้าสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไทย ผ่านการลงนามความร่วมมือ 3 ด้าน 3 พันธมิตร การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและช่องทางการค้า การพัฒนานวัตกรรมการผลิตทุเรียนไทยคุณภาพสูง การพัฒนาและจัดงาน “THAI WOOD” งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมไม้ระดับนานาชาติ โดยมุ่งใช้ศักยภาพของงานแสดงสินค้า การสร้างเครือข่าย และ Business Matching เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งยกระดับบทบาทของ Farm Expo จากการเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้า ไปสู่การเป็นกลไกที่ช่วยเชื่อมโยง “สินค้า–เกษตรกร–ผู้ซื้อ–ตลาด” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับ IMPACT ซึ่งมีศักยภาพด้านการจัดงานแสดงสินค้า การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการจับคู่ทางการค้า สามารถนำความต้องการของตลาดมาเชื่อมกับผู้ผลิตที่มีศักยภาพได้อย่างตรงจุด

“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้เกษตรกรไม่ได้เป็นเพียง Grower หรือผู้ผลิตสินค้าเกษตร แต่สามารถก้าวไปสู่ Agri-Entrepreneur ที่เข้าใจตลาด รู้ว่าผู้ซื้อต้องการอะไร สามารถวางแผนการผลิต พัฒนาสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม และบริหารโอกาสทางธุรกิจของตนเองได้ ขณะเดียวกันผู้ซื้อก็สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตที่มีคุณภาพและตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ต่อเนื่องมากขึ้น” นายนรบดีกล่าว

สำหรับความร่วมมือกับ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด (IMPACT) โดยได้รับเกียรติจากคุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรทั้งด้านการผลิตและการจำหน่าย ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และเปิดช่องทางให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าไปยังผู้ซื้อได้โดยตรง ลดการพึ่งพาคนกลาง และนำไปสู่ระบบการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้น

IMPACT จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยง เกษตรกร สินค้า และผู้ซื้อ ผ่านศักยภาพของพื้นที่จัดงานแสดงสินค้า เครือข่ายธุรกิจ และกิจกรรม Business Matching โดยพัฒนาแนวคิด Marketing Matching เพื่อจับคู่สินค้ากับความต้องการของตลาด เชิญผู้ซื้อที่มีความต้องการชัดเจนเข้ามาพบกับเกษตรกรที่มีศักยภาพ พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลทั้งฝั่งเกษตรกรและผู้ซื้อ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยง “ความต้องการของตลาด” กับ “สินค้าและกำลังการผลิต” ได้อย่างตรงจุด

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายต่อยอดจากการจับคู่ธุรกิจที่เกิดขึ้นในช่วงการจัดงาน ไปสู่แนวคิด “Permanent Marketplace” หรือกลไกตลาดกลางที่สามารถสร้างโอกาสทางการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายของ Farm Expo ที่ต้องการสร้างระบบตลาดให้เกษตรกรสามารถเติบโตจากผู้ผลิตไปสู่ผู้ประกอบการได้อย่างยั่งยืน

ภายใต้ความร่วมมือ Farm Expo และ IMPACT กำหนด 4 ภารกิจหลัก  คือ CERTIFY – MATCH – TRADE – ELEVATE ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกและรับรองคุณภาพเกษตรกรและผลผลิต การจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อ การสร้างช่องทางการค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าและเชื่อมผลผลิตสู่ตลาดโดยตรง ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพเกษตรกรผ่านองค์ความรู้ด้านตลาด การขาย และการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมเปิดโอกาสสู่เวทีการค้าขนาดใหญ่ อาทิ THAIFEX และ “The Dish”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญ คือ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนานวัตกรรมการผลิตทุเรียนไทยคุณภาพสูง ระหว่าง Farm Expo กับ 5 พันธมิตร ได้แก่ สมาคมการค้าธุรกิจเกษตรไทย-จีน, สมาคมทุเรียนไทย, สถาบันพัฒนานวัตกรรมการรับรองไทย, มูลนิธิรวมพัฒน์ และศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรแม่นยำและฟาร์มอัจฉริยะเพื่อการผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออก ความร่วมมือมุ่งบูรณาการนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการเกษตร สนับสนุนระบบตรวจสอบย้อนกลับและการรับรองคุณภาพมาตรฐานทุเรียนไทย รวมถึงการศึกษา วิจัย ฝึกอบรม และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมทุเรียนไทยเพื่อการส่งออก พร้อมส่งเสริมการจัดประชุม สัมมนา งานแสดงสินค้า และกิจกรรมทางวิชาการที่สนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน Farm Expo ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือสู่ภาคอุตสาหกรรม ผ่านการพัฒนา “THAI WOOD” งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมไม้ระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ และ Mr. William Pang

Managing Director  PABLO Publishing & Exhibition Pte. Ltd. กำหนดจัดขึ้นทุก 2 ปี ณ IMPACT Exhibition and Convention Centre กรุงเทพฯ งาน THAI WOOD ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุไม้ เครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับงานไม้ ไปจนถึง Biomass และ Circular Materials โดยมุ่งเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านงานแสดงสินค้าและกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่อสร้างเครือข่ายและขยายโอกาสทางการค้าในระดับภูมิภาค

ความร่วมมือทั้ง 3 ด้านสะท้อนบทบาทของ Farm Expo ในการพัฒนางานแสดงสินค้าให้ก้าวไปมากกว่าพื้นที่จัดแสดง แต่เป็น Business Platform ที่เชื่อมโยงผู้ผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน ผู้ซื้อ และตลาดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับผู้ผลิตไทยให้สามารถเติบโตในห่วงโซ่ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

#ToyotaFarmExpoAsia2026 #FarmExpoAsia2026 #ฟาร์มเอ็กซ์โป #farmexpothailand #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรกรไทยเกษตรกรไทย #ToyotaFarmExpo #นวัตกรรมเกษตร #farmtoFuture #AgricultureEcosystem


“แอฟฟิโนม” และคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เปิดตัว cnsKRAFT นวัตกรรมช่วยวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งสมอง

  “แอฟฟิโนม” และคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เปิดตัว cnsKRAFT นวัตกรรมช่วยวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งสมอง

    ดร.ธิดาทิพย์ วงศ์สุรวัฒน์ หัวหน้าหน่วยชีวสารสนเทศทางการแพทย์ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และคุณสุรกิจ กุนอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด พร้อมด้วยนักวิจัย ร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์  cnsKRAFT นวัตกรรมช่วยจำแนกมะเร็งสมองและระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อใช้การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งผลิตโดยบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ภายใต้ระบบบริหารคุณภาพมาตรฐาน ISO 13485:2016 ทั้งนี้ เทคโนโลยี cnsKRAFT ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการขั้นสูงที่โรงพยาบาลศิริราช โดยบริการดังกล่าวสามารถรับสิ่งส่งตรวจจากโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และสถาบันทางการแพทย์ทั่วประเทศ โดยในอนาคตมีเป้าหมายจะขยายเครือข่ายและการเข้าถึงบริการไปยังโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เลขที่ 667/15 อาคารอรรถบูรณ์ ชั้นที่ 5 ห้องเลขที่ 503 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 โทรศัพท์ 02-013-3989

สื่อมวลชนสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท พีอาร์ บูม จำกัด คุณมนัสวิน 091-549-3542 คุณวิภาพร 080-526-3765  Email : prboomcompany@gmail.com


ไดกิ้น รับโล่โครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ตอกย้ำความร่วมมือในบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ยกระดับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 ไดกิ้น รับโล่โครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ตอกย้ำความร่วมมือในบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ยกระดับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพฯ – บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงด้านการใช้พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มผู้นำที่เข้าร่วมโครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 สำหรับเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ( Variable Refrigerant Flow: VRF) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมรับมอบโล่แสดงความขอบคุณจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในโอกาสเข้าร่วมและสนับสนุนโครงการดังกล่าว รวมถึงได้รับโล่แสดงความขอบคุณและใบประกาศเจตนารมณ์เครือข่ายอนุรักษ์พลังงาน (Energy Beyond Standards) เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย โดยมี นายสึโทมุ คูริฮาระ ประธานบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ ประเทศไทย เป็นตัวแทนขึ้นรับมอบโล่และใบประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าว

โครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ เป็นหนึ่งในโครงการที่ กฟผ. เดินหน้าพัฒนาเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องปรับอากาศด้านการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง โดยในปี 2569 ได้มีการขยายขอบข่ายการรับรองให้ครอบคลุมเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ในช่วงขนาดการทำความเย็น 100,001–200,000 บีทียูต่อชั่วโมง และเริ่มแสดงฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 บนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นมา

ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยี และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ กับ กฟผ. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเกณฑ์ประสิทธิภาพของโครงการ พร้อมนำผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ หรือ VRV เข้าร่วมการทดสอบและยื่นขอรับรองฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ VRV ในช่วงขนาด 100,001–200,000 บีทียูต่อชั่วโมง ของไดกิ้น จำนวน 10 รุ่น ที่ผ่านเกณฑ์การรับรองนี้ อาทิเช่น รุ่น VRV6A และ VRV6X


โดยกำลังสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เกิดจากการผสานความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การวิจัยและพัฒนา ของไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นฐานกำลังการผลิตสำคัญในประเทศไทยและส่งออกผลิตภัณฑ์สู่ท้องตลาดด้วย ซึ่งการได้การรับรองฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานด้านประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานของผลิตภัณฑ์ไดกิ้นเป็นอย่างดี

นายสึโทมุ คูริฮาระ กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศของไดกิ้นไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาโซลูชันที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ไดกิ้นเชื่อว่า ความเป็นผู้นำที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และการส่งมอบคุณค่าที่เชื่อถือได้อย่างยั่งยืน การเข้าร่วมโครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของไดกิ้นในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาร่วมสนับสนุนการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศในประเทศไทย”


นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของไดกิ้น ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการร่วมขับเคลื่อนสังคมสู่การใช้พลังงานสะอาดและความเป็นกลางทางคาร์บอน

ไดกิ้นมุ่งหวังว่า การได้รับการรับรองฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ VRV ของไดกิ้น พร้อมเดินหน้าต่อยอดบทบาทในฐานะ “Air Solution Provider” ที่พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มเจ้าของอาคาร กลุ่มที่ปรึกษา และกลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยทั่วไป เพื่อสนับสนุนลูกค้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเลือกผลิตภัณฑ์ การออกแบบระบบ ไปจนถึงการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและมาตรฐานของระบบปรับอากาศอย่างยั่งยืนในอนาคต

ศน. เชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา แจ้งความประสงค์ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐิน พร้อมเครื่องบริวารพระกฐินถวาย 23 พระอาราม ที่ยังไม่มีผู้แจ้งความประสงค์ขอรับพระราชทาน

  ศน. เชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา แจ้งความประสงค์ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐิน พร้อมเครื่องบริวารพระกฐินถวาย 23 พระอาราม ที่ยังไม่มีผู้แจ้ง...