วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

.









วานนี้ (วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน และนายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 34 คน คิดเป็นมูลค่า 667,800 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน คิดเป็นมูลค่า 30,000 บาท และมอบรถจักรยานแก่เด็กนักเรียน จำนวน 20 คัน คิดเป็นมูลค่า 25,800 บาท รวมการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 726,300 บาท (เจ็ดแสนสองหมื่นหกพันสามร้อยบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการแจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนในพื้นที่ฟรี โดยมี พระครูปริยัติสุวรรณโพธิ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง นางเยาวภา พรรณโนภาศ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดพิษณุโลก นางเอมอร วิจิตรพงษา ปลัดอำเภอบางระกำ นางสาวพัทธยา เนตรธรานนท์ รักษาการผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านสองแคว จังหวัดพิษณุโลก ร่วมในพิธี ณ วัดโพธิ์ทอง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก







นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป


ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

น้ำสะอาด” จุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน กรมวิทยาศาสตร์บริการ นำนวัตกรรมยกระดับระบบประปาหมู่บ้านไทย

 น้ำสะอาด” จุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน กรมวิทยาศาสตร์บริการ นำนวัตกรรมยกระดับระบบประปาหมู่บ้านไทย


       “น้ำสะอาด” เป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับ แต่ในความเป็นจริง หลายชุมชนของประเทศไทยยังคงประสบปัญหาคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งด้านความใส สี กลิ่น ตลอดจนการปนเปื้อนของเชื้อโรค ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเชื่อมั่นของประชาชนผู้ใช้น้ำ

       ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากแหล่งน้ำเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรผู้ดูแลระบบประปาหมู่บ้าน ทำให้หลายพื้นที่ไม่สามารถบริหารจัดการระบบผลิตน้ำประปาให้มีประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง


      กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) โดยสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน จึงนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ผ่านการพัฒนา “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” สำหรับชุมชน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานง่าย มีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนไม่สูง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ตามภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย อาทิ นวัตกรรมเครื่องกรองน้ำระบบสารกรองการที่ถูกพัฒนาให้สามารถกรองสนิมเหล็ก ตะกอน กลิ่นคลอรีน และความกระด้างในน้ำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ โดยผ่านระบบการกรองตะกอนและสนิมเหล็ก ระบบการกำจัดกลิ่นคลอรีน ระบบการกรองสารลดความกระด้าง แล้วผ่านเข้าสู่ระบบกรองใสและระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวี

      ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพของระบบประปาหมู่บ้านเพื่อการสร้างความเชื่อมั่นแก่พี่น้องประชาชนผู้บริโภค โดยกล่าวว่า นวัตกรรมสำคัญของระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน คือ “ระบบเติมสารละลายสารส้มอัตโนมัติ” ช่วยลดขั้นตอนการเปิดปิดวาล์วและสามารถปรับปริมาณสารส้มให้เกิดการตกตะกอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุ่นแรงงานคน และ “ระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) แบบอัตโนมัติ” ซึ่งช่วยกำจัดเชื้อโรคโดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างในน้ำ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งนวัตกรรมทั้งสองระบบได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนไทย เน้นความเรียบง่ายในการใช้งาน ดูแลรักษาไม่ซับซ้อน และลดภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการยกระดับคุณภาพระบบประปาหมู่บ้านให้มีมาตรฐานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยมีความสะอาดปลอดภัยตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย

      นอกจากนี้ ดร.พจมาน ท่าจีน ได้กล่าวถึงการเพิ่มประสิทธิภาพและการสร้างความยั่งยืนของการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการได้มีการพัฒนากระบวนการบริหารจัดการด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เหมาะสมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้และขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ให้ร่วมกันพัฒนาแนวทางบริหารจัดการระบบประปาหมู่บ้านที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละชุมชน และสามารถดูแลระบบได้ด้วยตนเองในระยะยาว เป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำสะอาดและพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้สามารถบริหารจัดการระบบน้ำได้อย่างยั่งยืน

 



        ภารกิจของกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงน้ำสะอาด และสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขให้กับประเทศ  ดังนั้น เมื่อองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาที่แท้จริงของชุมชน พร้อมกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ระบบประปาหมู่บ้านของไทยก็จะไม่เป็นเพียงแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค แต่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศอย่างมั่นคงต่อไป


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #ประปาหมู่บ้าน #น้ำดื่มสะอาด #ยกระดับประปาหมู่บ้าน

HomePro Circular Economy Movement ‘เปลี่ยน’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า | CHANGE FOR BETTER LIVING​ เมื่อ ‘ของเก่า’ ได้ไปต่อ

 HomePro Circular Economy Movement ‘เปลี่ยน’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า | CHANGE FOR BETTER LIVING​ เมื่อ ‘ของเก่า’ ได้ไปต่อที่บ้านของเรา… มีของเก่ากี่ชิ้นที่ “ยังไม่ได้ไปต่อ”  

ตู้เย็นที่เริ่มไม่เย็น แอร์ที่เริ่มมีเสียงดัง หรือทีวีเครื่องเดิมที่ยังเก็บไว้ ทั้งที่อยากเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ ที่ประหยัดพลังงานกว่า หลายครั้ง เราไม่ได้เก็บของเหล่านั้นไว้เพราะยังใช้งานได้ แต่เพราะ “ไม่รู้ว่าจะเริ่มจัดการของเก่าอย่างไร”เรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละบ้านหลายล้านหลัง กลับกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ 

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) มากถึง  708,454 ตัน คิดเป็นกว่า 65% ของของเสียอันตรายจากชุมชน ขณะที่มีของเสียจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และกลายเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้บริโภคไม่อยากเปลี่ยน แต่อยู่ที่หลายคน “ยังไม่มีทางเลือกที่ง่ายและน่าเชื่อถือพอ…ที่จะเริ่มต้น” 

และนี่คือเหตุผลที่ “โฮมโปร” ไม่ได้หยุดบทบาทเพียงวันที่ขายสินค้า แต่เลือกเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ดูแลตลอดทั้งวงจรชีวิตสินค้า ตั้งแต่ ‘ซ่อมก่อนทิ้ง’ – เพื่อยืดอายุสินค้าให้ยาวนานขึ้น ‘รับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้า’ - เพื่อนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี และ ‘นำวัสดุหมุนเวียนกลับมาสร้างคุณค่าใหม่อีกครั้ง’ ทุกกระบวนการ ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็น HomePro Circular Economy Ecosystem ภายใต้แนวคิด ‘เปลี่ยน’ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า (CHANGE FOR BETTER LIVING) — เพราะเชื่อว่า การเปลี่ยนที่ยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำจากเรื่องใหญ่ แต่เริ่มต้นจากเรื่องเล็กในบ้าน และทุกๆ การเลือกในชีวิตประจำวัน


จาก “ขายสินค้า” สู่ “ดูแลตลอดวงจรชีวิตสินค้า”

เมื่อผู้บริโภคเลือกแบรนด์จาก “สิ่งที่แบรนด์ทำ” มากกว่า “สิ่งที่แบรนด์พูด” ธุรกิจค้าปลีกจึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องคุณภาพสินค้า ราคา หรือโปรโมชั่นอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคตลอดวงจรชีวิตของสินค้า

วันที่ขายสินค้าออกไป จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความรับผิดชอบ

นี่คือเหตุผลที่ “โฮมโปร” ยกระดับบทบาทตัวเอง จากผู้จำหน่ายสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่แบรนด์ที่พร้อมดูแลบ้านและคุณภาพชีวิตผู้คนในระยะยาว ตั้งแต่การเลือกซื้อ การดูแลรักษา การยืดอายุการใช้งาน ไปจนถึงการจัดการสินค้าเมื่อหมดอายุการใช้งาน


แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโมเดลธุรกิจค้าปลีกทั่วโลก จาก “ขายสินค้าแล้วจบ” ไปสู่การ “ดูแลตลอดวงจรชีวิตสินค้า” เพราะในอนาคต ความสามารถในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ จะไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจ และกลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน

สำหรับโฮมโปร วิสัยทัศน์นี้ถูกแปลงเป็นการลงมือจริง ผ่าน HomePro Circular Economy Ecosystem หรือ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนตั้งแต่ผู้ผลิต พันธมิตรด้านการจัดการอย่างถูกวิธี พันธมิตรด้านการรีไซเคิล และแบรนด์ ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อร่วมกันทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

ทั้งหมดนี้ สะท้อนบทบาทใหม่ของโฮมโปรในฐานะ “Home Lifetime Companion” หรือ เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต ที่ไม่ได้อยู่กับลูกค้าเพียงวันที่เลือกซื้อสินค้า แต่พร้อมอยู่เคียงข้างทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นอย่างยั่งยืน และเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกบ้าน

นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร”  กล่าวว่า “โฮมโปรไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าจะลดขยะอย่างไร แต่เริ่มจากคำถามว่า เราจะดูแลบ้าน ดูแลลูกค้า และดูแลสินค้าตลอดวงจรชีวิตสินค้าได้อย่างไร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ HomePro Circular Economy Ecosystem ที่ไม่ได้มองเป็นแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ ที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

HomePro Circular Economy Movement : เมื่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนถูกถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์จริง

จากวิสัยทัศน์ที่โฮมโปรวางไว้ วันนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ ผ่านงาน HomePro Circular Economy Movement พร้อมเชิญพันธมิตรจากทุกภาคส่วน มาร่วมถ่ายทอดภาพการทำงานของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งแต่การรับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้า การคัดแยก การรีไซเคิล จนกลับมาเป็นสินค้ารักษ์โลกอีกครั้ง พร้อมร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

3 ปีที่พิสูจน์ได้: Circular Economy เกิดขึ้นได้จริง 

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่โฮมโปรและพันธมิตรร่วมกันสร้าง  ไม่ใช่เพียงแนวคิดเพื่อความยั่งยืน แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในทุกวัน 

จากเดิมที่ของเก่าหลายชิ้นถูกเก็บไว้เพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไร หรือจบลงที่การทิ้ง วันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มเลือก "ซ่อมก่อนทิ้ง" ส่งต่อของเก่าเข้าสู่ระบบ และเลือกใช้สินค้าที่ผลิตจากวัสดุหมุนเวียนมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่รับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้ากว่า 590,869 ชิ้น ซ่อมและยืดอายุการใช้งานสินค้าไปแล้วกว่า 97,006 ชิ้นพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียนกว่า 532 SKUs

ส่งมอบสินค้ารักษ์โลกสู่ผู้บริโภคกว่า 8.5 ล้านชิ้น (ขณะที่ยอดขายเติบโตขึ้นจาก 190 ล้านบาท ในปี 2566 เป็น 945 ล้านบาท ในปี 2568 และตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว)

ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่า 35 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าปลูกต้นไม้กว่า 2.3 ล้านต้น

สำหรับโฮมโปร ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงผลลัพธ์ของการดำเนินงาน แต่เป็นสัญญานว่า ผู้คนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน 

ขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนยังพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถสร้างคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อมและการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมกัน โดยในปี 2568 ยอดขายสินค้ารักษ์โลกเติบโตขึ้นเกือบ 5 เท่าจากปีก่อนหน้า 

“สิ่งที่ภูมิใจที่สุด ไม่ใช่จำนวนของเก่าที่ถูกส่งคืน แต่คือการเห็นผู้คนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมในการใช้ทรัพยากร เพราะทุกครั้งที่ลูกค้าเลือกซ่อมก่อนทิ้ง ส่งต่อของเก่า หรือเลือกใช้สินค้ารักษ์โลก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง

เราไม่ได้ต้องการให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังช่วยโลก เพราะสำหรับหลายคน เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่เราต้องการทำให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า กลายเป็นทางเลือกที่ง่ายและสะดวกที่สุด เพราะเชื่อว่าถ้าเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย...ทุกคนก็พร้อมจะเปลี่ยน และเมื่อคนจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริง” นางอุไรวรรณ กล่าวเสริม

พลังจากพันธมิตร : สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง​ HomePro Circular Economy Ecosystem ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต พันธมิตรด้านการจัดการของเก่า พันธมิตรด้านการรีไซเคิล ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อทำให้ "ของเก่า" กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง โดยโฮมโปรทำหน้าที่เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงพันธมิตรกว่า 324 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 11,110 รายการ โดยแบ่งบทบาทพันธมิตรออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ พันธมิตรด้านการคัดแยกเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย พันธมิตรด้านการรีไซเคิลและผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (PCR Material) | วัสดุเหล็ก และอลูมิเนียม

พันธมิตรด้านพัฒนาและผลิตสินค้ารักษ์โลก ทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทยและสินค้าแบรนด์ของโฮมโปร ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานและการทดสอบจากแบรนด์​ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับโฮมโปร

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่า ทุกขั้นตอนเกิดขึ้นจริงและตรวจสอบได้ โฮมโปรยังพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ระบุได้ว่าสินค้ารักษ์โลกที่วางขายในโฮมโปร แต่ละชิ้นผลิตจากของเก่าประเภทใด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใดเบื้องหลังทั้งหมดดำเนินการผ่านโครงสร้างพื้นฐานจริง ตั้งแต่ศูนย์กระจายสินค้าของโฮมโปร  ก่อนส่งต่อไปโรงงานคัดแยกและรีไซเคิล ซึ่งของเก่าจะถูกชั่งน้ำหนัก คัดแยก บดย่อย ล้าง และหลอม เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ก่อนถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่ที่กลับมาวางจำหน่ายอีกครั้ง ปัจจุบันกว่า 80% ของวัสดุที่เข้าสู่ระบบ มาจากเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กลองนึกภาพตู้เย็นเครื่องหนึ่ง ที่เคยตั้งในบ้านมานานหลายสิบปี วันที่ถูกยกออกไป แล้วไม่ได้ไปจบลงที่กองขยะ แต่สามารถเข้าสู่ระบบที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ก่อนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าอีกชิ้น ที่พร้อมเริ่มต้นการใช้งานในบ้านหลังใหม่ได้อีกครั้ง

สำหรับโฮมโปร “ของเก่า” ไม่ได้หายไปไหน... แค่ “เปลี่ยน” เพื่อได้ไปต่ออนาคตข้างหน้า : เมื่อ “ของเก่า” จะไม่ใช่ “ขยะ” อีกต่อไป

เป้าหมายของ HomePro Circular Economy Ecosystem ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่คือการทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนกลายเป็นเรื่องที่ทุกคน “มองเห็น เข้าใจ เข้าถึง และมีส่วนร่วมได้จริง” ในชีวิตประจำวัน ระยะถัดไป โฮมโปรเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อพัฒนาวัสดุหมุนเวียนประเภทใหม่ๆ นอกเหนือจากพลาสติกและเซรามิก เพิ่มทางเลือกของสินค้ารักษ์โลก ขยายจุดเติมผลิตภัณฑ์ (Refill Station) เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน รวมถึงพัฒนาบริการที่ช่วยยืดอายุการใช้งานสินค้า พร้อมสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้เห็นและเข้าใจระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบอนาคตผ่านการออกแบบสินค้ารักษ์โลก อย่าง โครงการ Hackathon ที่โฮมโปรร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย



“ในโลกที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ธุรกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาว อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ขายสินค้าได้มากที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่สร้างคุณค่าจากทรัพยากรได้มากที่สุด และหากเราทำให้โฮมโปรเป็นที่แรกที่ทุกคนนึกถึง ไม่ว่าจะซื้อ ซ่อม เปลี่ยน หรือจัดการของเก่า นั่นจะไม่ใช่เพียงความสำเร็จของธุรกิจ แต่หมายความว่า เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง” นางอุไรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ อาจเริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน — วันหนึ่งคำว่า “ทิ้งของเก่า” อาจไม่ใช่คำที่เราใช้กันอีกต่อไป เพราะของเก่าจะถูกมองในฐานะ “ทรัพยากรที่มีคุณค่า” 

เพียงเริ่มจากการ “เปลี่ยน” ส่งต่อของเก่าที่ไม่ใช้แล้วให้โฮมโปรช่วยนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี และเลือกใช้สินค้ารักษ์โลก ทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว

เพราะของเก่าชิ้นหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องจบลงที่ถังขยะ... แค่ “เปลี่ยน” เพื่อได้ไปต่อ 


#HomeProCircularEconomy #ตัวจริงเรื่องจัดการของเก่าอย่างถูกวิธี #CircularEconomy #เศรษฐกิจหมุนเวียน #ร่วมรักษ์โลกไปกับโฮมโปร #โฮมโปร #HomePro #BetterLiving #Homepropr 

###

เกี่ยวกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร 

ผู้นำธุรกิจด้าน Home Solution and Living Experience ในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจบนยุทธศาสตร์ความยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในทุกความเปลี่ยนแปลงของช่วงชีวิตผู้บริโภค “Make Every Change A Better Living”

Website: https://www.homepro.co.th  Facebook: https://www.facebook.com/homeprothailand

Tiktok: https://www.tiktok.com/@homepro_th?lang=en 

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชนติดต่อ กรุณาติดต่อ: 

ฝ่ายสื่อสารองค์กร โฮมโปร - บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ชวนสัมผัสเสน่ห์ EEC ที่ ICONSIAM​ เที่ยวก่อน จองก่อน คุ้มก่อนใคร กับผู้ประกอบการคุณภาพกว่า 25 ราย

 ชวนสัมผัสเสน่ห์ EEC ที่ ICONSIAM​ เที่ยวก่อน จองก่อน คุ้มก่อนใคร กับผู้ประกอบการคุณภาพกว่า 25 ราย

  สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ขอเชิญร่วมงาน EEC Select Best Service 2026 : สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICONSIAM ระหว่างวันที่ 1–2 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ยกทัพผู้ประกอบการคุณภาพกว่า 25 ราย จาก 3 จังหวัด EEC ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มาไว้ในงานเดียว ให้เลือกเที่ยว ชิม ช้อป และรับข้อเสนอสุดพิเศษก่อนออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์จริงในพื้นที่ EEC

  ภายในงานพบกับผู้ประกอบการคุณภาพกว่า 25 ราย พร้อมโปรโมชั่นพิเศษด้านที่พัก โรงแรมระดับ 4–5 ดาว แพ็กเกจสปาและ Wellness ร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดัง ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากชุมชน ตลอดจนกิจกรรม Coffee Stories ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้การเปิดร้านกาแฟและการทำธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญ



  นอกจากนี้ ห้ามพลาด Experience Stories เพียงซื้อสินค้าหรือบริการภายในงานครบทุก 1,000 บาท รับสิทธิ์เลือก ร่วมกิจกรรม DIY ฟรี 1 กิจกรรม อาทิ การทำพิมเสนน้ำสมุนไพร ก้านไม้หอม พวงกุญแจจากขยะทะเล เป็นต้น หรือรับส่วนลดแลกซื้อสินค้าและบริการ มูลค่า 100 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)


  ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน ฟรี ระหว่างวันที่ 1–2 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–22.00 น. ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ICONSIAM มาร่วมค้นหาแรงบันดาลใจด้านการท่องเที่ยว ชิม ช้อป พักผ่อน และสัมผัสเสน่ห์ของพื้นที่ EEC ได้ในงานเดียว


EEC Select Best Service 2026 : สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICONSIAM

🗓️ 1–2 สิงหาคม 2569

🕙 เวลา 10.00–22.00 น.

📍 วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ICONSIAM

🎟️ เข้าชมฟรี

#EECSelectBestService2026 #สัมผัสเสน่ห์EECatICONSIAM #ExperienceEECatICONSIAM #ไอคอนสยาม #ICONSIAM #EECSelectBestService2026 #สัมผัสเสน่ห์อีอีซี #ExperienceEEC​

Acer คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026​ ครองใจผู้บริโภคต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ตอกย้ำความเชื่อมั่นในวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการ “ทลายขีดจำกัด

Acer คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026​ ครองใจผู้บริโภคต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ตอกย้ำความเชื่อมั่นในวาระครบรอบ 50 ปี แห่งการ “ทลายขีดจำกัด”

กรุงเทพฯ – 16 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำในวงการไอทีไทยอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 สาขาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคไทยไว้วางใจมากที่สุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคทั่วประเทศมีต่อแบรนด์เอเซอร์มาอย่างยาวนาน โดยมี นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand จัดโดยนิตยสาร Marketeer เพื่อมอบให้แบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคของแต่ละหมวดสินค้า โดยอ้างอิงจากการสำรวจเชิงปริมาณ ผ่านแบบสอบถามที่มีโครงสร้างชัดเจน และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ ครอบคลุมผู้บริโภคทั่วประเทศในทุกภูมิภาค ภายใต้การนำทีมวิจัยของศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดขึ้นในปีที่มีความหมายเป็นพิเศษ เมื่อเอเซอร์ก้าวสู่วาระครบรอบ 50 ปี พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ “The Next Breaking Barriers” เดินหน้าจากผู้นำตลาดพีซีสู่การเป็นแบรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่เข้าใกล้ชีวิตผู้คนมากขึ้น รางวัลนี้จึงเป็นเสมือนหมุดหมายที่ตอกย้ำว่าการได้รับเลือกเป็น No.1 ในหมวดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก คือเสียงยืนยันจากผู้ใช้จริงถึงคุณภาพและความไว้วางใจที่แบรนด์สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง

นายเจฟ ลี กล่าวถึงความสำเร็จว่า “การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 คือเครื่องยืนยันถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคชาวไทยมอบให้เอเซอร์มาอย่างยาวนาน และยิ่งมีความหมายเป็นพิเศษในปีที่เราก้าวสู่การครบรอบ 50 ปี ซึ่งตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา เอเซอร์ยึดมั่นในการทลายขีดจำกัดของเทคโนโลยี เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน วันนี้เรายังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมที่นำ AI เข้ามาเป็นคู่คิดคนสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ และขอขอบคุณทุกความเชื่อมั่นที่เป็นแรงผลักดันให้เราก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง”

นอกเหนือจากด้านผลิตภัณฑ์ เอเซอร์ยังสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในหลากหลายมิติ ทั้งการผลักดันวงการอีสปอร์ตไทยผ่านเวที Predator League รวมถึงบทบาทการเป็นพันธมิตรด้านการศึกษาที่นำ AI มายกระดับการเรียนรู้ ทั้งหมดนี้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเอเซอร์ในการเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างผู้ใช้ในทุกช่วงของชีวิต และยืนหยัดในฐานะแบรนด์ไอทีอันดับหนึ่งในใจคนไทยต่อไปอย่างมั่นคง

###

เกี่ยวกับเอเซอร์

เอเซอร์ ก่อตั้งในปี 1976 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัท ICT ชั้นนำของโลก มีสำนักงานอยู่ในกว่า 160 ประเทศ เอเซอร์มองเห็นอนาคตที่มุ่งเน้นการผนวกฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ เพื่อเปิดโอกาส และธุรกิจใหม่ ให้กับผู้บริโภคและธุรกิจ ทั้งเทคโนโลยีการให้บริการ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ เกมมิ่ง และ วีอาร์ (VR: Virtual reality). พนักงานกว่า 12,000 คนของเอเซอร์ ทุ่มเทกับการวิจัย, ออกแบบ, การตลาด, การขาย และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ทลายอุปสรรคระหว่างผู้คนและเทคโนโลยี ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.acer.com

© 2026 Acer Inc. All rights reserved. Acer and the Acer logo are registered trademarks of Acer Inc. Other trademarks, registered trademarks, and/or service marks, indicated or otherwise, are the property of their respective owners. All offers subject to change without notice or obligation and may not be available through all sales channels. Prices listed are manufacturer suggested retail prices and may vary by location. Applicable sales tax extra.

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด

ฤดี คล้ายสีทอง

Tel: 02-825-9600

Email: Rudee.Klayseethong@acer.com



วศ.อว. เปิดเวทีวิชาการ “DSS MICROPLASTIC 2026 : Daily Exposure & Standard Development” ยกระดับมาตรฐานการทดสอบไมโครพลาสติกและการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

 วศ.อว. เปิดเวทีวิชาการ “DSS MICROPLASTIC 2026 : Daily Exposure & Standard Development” ยกระดับมาตรฐานการทดสอบไมโครพลาสติกและการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

       วันที่ 21-22 กรกฎาคม 2569 – กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “DSS MICROPLASTIC 2026 : Daily Exposure & Standard Development” โดยมีดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ตลอดจนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมกว่า 150 คน จาก 30 หน่วยงาน เข้าร่วม ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการปนเปื้อนและการได้รับสัมผัสไมโครพลาสติกในชีวิตประจำวัน เทคนิคและวิธีการตรวจวิเคราะห์ไมโครพลาสติก การพัฒนาวิธีทดสอบและมาตรฐานสากล การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทิศทางการวิจัยล่าสุดด้านไมโครพลาสติก พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการพัฒนามาตรฐานการทดสอบและการเฝ้าระวังมลพิษไมโครพลาสติกของประเทศไทย

       ​ดร.พจมานฯ กล่าวว่า “กล่าวว่า ปัญหามลพิษจากขยะพลาสติกและการปนเปื้อนไมโครพลาสติกเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์ที่เป็นมาตรฐาน มีความถูกต้อง และสามารถเปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการได้อย่างน่าเชื่อถือ กรมวิทยาศาสตร์บริการมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ ผ่านการวิจัย การวิเคราะห์ทดสอบ การพัฒนามาตรฐาน การจัดกิจกรรมทดสอบความชำนาญ และการพัฒนาวัสดุอ้างอิง เพื่อยกระดับศักยภาพห้องปฏิบัติการของประเทศ สนับสนุนการเฝ้าระวังปัญหาไมโครพลาสติก และส่งเสริมการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การคุ้มครองผู้บริโภคและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว”




 ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ อาทิ ผู้แทนจาก University of Texas at Arlington (สหรัฐอเมริกา), National Reference Laboratory for Food Contact Material (จีน), German Environment Agency (เยอรมนี), Nestlé Quality Assurance Center (ฝรั่งเศส), Federal Institute for Materials Research and Testing (เยอรมนี), University of Queensland (ออสเตรเลีย), Asian Institute of Technology (AIT) รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิจาก กรมวิทยาศาสตร์บริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


      การจัดสัมมนาครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกรมวิทยาศาสตร์บริการในการขับเคลื่อนงานด้านมาตรฐานและการวิเคราะห์ทดสอบไมโครพลาสติกของประเทศพร้อมบูรณาการความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล รองรับการกำหนดนโยบาย การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดการสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #MICROPLASTIC

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวพิษณุโลก ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้...