วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

TDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย

 TDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ประธานมูลนิธิห้วยข้องพัฒนา และอุปนายกสมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยที่ซบเซาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้คำว่า New S-Curve หรือเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม กลายเป็นวาระสำคัญในนโยบายของรัฐบาลแทบทุกยุค อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของแนวคิดนี้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการผลักดันตัวเลข GDP ให้สูงขึ้น แต่ต้องหมายถึงการพาประเทศไทยหลุดพ้นจากการเติบโตแบบมูลค่าต่ำ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่สร้างรายได้สูงขึ้นจากความรู้ เทคโนโลยี และบริการมูลค่าสูงความจำเป็นของการสร้าง New S-Curve ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อโลกกำลังเผชิญทั้งความก้าวหน้าของ AI และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศจึงจำเป็นต้องมองหาอุตสาหกรรมที่ใช้ “ทักษะมนุษย์” และ “ทุนทางวัฒนธรรม” เป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม อุตสาหกรรม wellness จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุด เพราะไทยมีทั้งทรัพยากร องค์ความรู้ และโครงสร้างบริการที่พร้อมต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย สมุนไพรไทย การนวดไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเอกชนคุณภาพสูง โรงแรม รีสอร์ต และระบบการท่องเที่ยวที่รองรับชาวต่างชาติได้ดี

จุดแข็งสำคัญของอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่การเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่บริการสุขภาพเชิงป้องกัน ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจที่พัก สปา คลินิก ไปจนถึงผู้ผลิตสมุนไพร เครื่องหอม และอาหารเพื่อสุขภาพ การเติบโตของภาคธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ยังสามารถยกระดับรายได้ของชนชั้นกลางไทยผ่านการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะและมาตรฐานการบริการที่สูงขึ้น เมื่อรายได้ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น การบริโภคภายในประเทศก็มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพมากกว่าการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแบบประชานิยม

ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute ระบุว่า มูลค่า wellness economy ของไทยอยู่ที่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(1.45 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนว่า wellness ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่และมีนัยสำคัญต่อประเทศอย่างแท้จริง โดยการเติบโตดังกล่าวเกิดจากความเชื่อมโยงของหลายภาคส่วน ทั้ง wellness tourism, medical wellness, wellness real estate, mental wellness และบริการสุขภาพเชิงป้องกันในรูปแบบต่าง ๆ

แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมา จุดขายสำคัญของไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ที่ “ความคุ้มค่าด้านราคา” หรือภาพของการเป็นประเทศที่ “เที่ยวถูกและดี” หากไทยยังแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก ก็ย่อมยากที่จะยกระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพของการจ้างงานได้อย่างแท้จริง แต่หากไทยสามารถปรับยุทธศาสตร์จากการขายประสบการณ์ท่องเที่ยวราคาคุ้มค่า ไปสู่การขายประสบการณ์ “พักผ่อนพร้อมดูแลสุขภาพและป้องกันโรค” ได้อย่างเป็นระบบ ไทยก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อคนได้มากขึ้น และสร้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงขึ้นตามระดับทักษะของแรงงานไทย

ในบริบทนี้ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ควรถูกมองให้ไกลกว่าการเป็นเพียงระบบลงทะเบียนข้อมูลขาเข้า ปัจจุบัน TDAC เริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2025 สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย และถูกออกแบบให้ใช้แทนแบบฟอร์มขาเข้าเดิมในรูปแบบดิจิทัล โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องครอบคลุมข้อมูลหนังสือเดินทาง ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเดินทาง ข้อมูลที่พัก และข้อมูลด้านสุขภาพตามที่หน่วยงานกำหนด

อย่างไรก็ดี หากมองในเชิงนโยบายสาธารณะ TDAC ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้มากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือด้านตรวจคนเข้าเมือง กล่าวคือ หากรัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนไทยสามารถประชาสัมพันธ์ digital public infrastructure ภายใต้กรอบความยินยอมของผู้เดินทางและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เอื้อต่อการเชื่อมต่อบริการสุขภาพเชิงป้องกันอย่างสมัครใจ ก็อาจทำให้ TDAC กลายเป็น “จุดเชื่อมต่อ” สำคัญระหว่างนักท่องเที่ยวกับระบบเศรษฐกิจ wellness ของไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นบริการ health monitoring, preventive screening, wellness concierge, telehealth follow-up หรือแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพระหว่างพำนักในประเทศ แนวทางเช่นนี้ไม่เพียงเพิ่มทางเลือกให้ผู้เดินทาง แต่ยังเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยด้วย

ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับภาระด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งย่อมนำไปสู่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นในระยะยาว มีการอ้างอิงจาก TDRI ว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยอาจแตะระดับ 2.2 ล้านล้านบาทในปี 2032 หากประเทศยังไม่เร่งส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็เคยจัดสรรงบประมาณ 50 ล้านบาทในปี 2024 เพื่อดูแลกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างท่องเที่ยวในไทย ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องสุขภาพของนักท่องเที่ยวไม่ใช่ประเด็นปลายทาง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและภาระของรัฐเช่นกัน

หากรัฐออกแบบระบบให้เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ประการแรก ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นstartup healthtech ผู้ให้บริการ preventive care ธุรกิจโรงแรม สปา คลินิก ผู้ผลิตสมุนไพรและเครื่องหอม หรือผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุ จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดนานาชาติได้มากขึ้น ประการที่สอง ประเทศไทยอาจเกิด economy of scale ในการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล เพราะมีฐานผู้ใช้ต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาในประเทศอยู่แล้ว ประการที่สาม ไทยจะสามารถเปลี่ยนการท่องเที่ยวจากธุรกิจที่แข่งขันด้วยราคา ไปสู่เศรษฐกิจสุขภาพที่แข่งขันด้วยมูลค่าและคุณภาพ และประการสุดท้าย แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว ด้วยการเปลี่ยนจากการ “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่การ “ป้องกันก่อนป่วย” มากขึ้น

กล่าวโดยสรุป ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลก เทคโนโลยี AI และภาระจากสังคมสูงวัย รัฐบาลไทยไม่ควรปล่อยให้คำว่า New S-Curve เป็นเพียงถ้อยคำในเอกสารนโยบายอีกต่อไป หากต้องการให้ชนชั้นกลางไทยมีงานที่ค่าตอบแทนสูงขึ้น มีทักษะที่ยากต่อการถูกแทนที่ และมีโอกาสเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องเลือกอุตสาหกรรมที่มีรากฐานในประเทศและต่อยอดได้จริง และในบรรดาทางเลือกเหล่านั้น wellness คือหนึ่งในคำตอบที่ชัดเจนที่สุด เพราะไทยมีทั้งอุปสงค์จากนักท่องเที่ยว มีทุนทางวัฒนธรรม มีเครือข่ายผู้ประกอบการ และมีโจทย์ด้านสาธารณสุขที่ทำให้การลงทุนเชิงป้องกันคุ้มค่ากว่าการรอจ่ายเมื่อปัญหาปะทุแล้ว การผลักดัน wellness จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมที่ไทยควรเริ่มทำอย่างจริงจัง” รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569

หนึ่งเดียวในโลก! ย้อนรอยตำนาน “มนต์เสน่ห์บางปู” สุดยิ่งใหญ่

 หนึ่งเดียวในโลก! ย้อนรอยตำนาน “มนต์เสน่ห์บางปู” สุดยิ่งใหญ่

เทศบาลตำบลบางปู จ.สมุทรปราการ เตรียมจัดงานสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น “วิถีน้ำ วิถีไทย มนต์เสน่ห์บางปู” วันที่ 25-26 เมษายน 2569 ณ วงเวียนหาดอมรา


ร่วมอนุรักษ์มรดกแห่งวัฒนธรรมของชาว “บางปู” ให้กลายเป็นสมบัติอันทรงคุณค่า พร้อมส่งต่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ เทศบาลตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ นำโดย นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู เตรียมจัดงาน “วิถีน้ำ วิถีไทย มนต์เสน่ห์บางปู” สืบสานประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หนึ่งเดียวในโลก ท่ามกลางทัศนียภาพริมน้ำอันงดงามและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่งบางปู พร้อมโชว์ศักยภาพการก้าวสู่หมุดหมายท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแห่งใหม่ของประเทศไทย ในวันที่ 25-26 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 22.00 น. ณ วงเวียนหาดอมรา ถนนท้ายบ้าน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ


ภายในงานนำเสนอความโดดเด่นของ “บางปู” สถานที่สำคัญของจังหวัดสมุทรปราการและของประเทศไทย ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 90 ปี ภายใต้แนวคิดหลักที่มี “น้ำ” เป็นจุดเชื่อมความสุข ได้แก่ ศรัทธาแห่งน้ำ ความสนุกแห่งน้ำ และ ภูมิปัญญาแห่งน้ำ ผ่านพิธีกรรมทางศาสนา กิจกรรมนันทนาการ การแสดงความกตัญญูกตเวทิตา การละเล่นพื้นบ้าน การแสดงมหรสพ ซุ้มนิทรรศการ และ การออกร้านค้าชุมชน อาหารท้องถิ่น ของดีบางปู เป็นต้น 


โดยกิจกรรมเริ่มจาก การเสริมความเป็นสิริมงคล ร่วมสรงน้ำ “หลวงพ่อประกายมงคล” วัดตำหรุ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองชาวบางปูและชาวจังหวัดสมุทรปราการ ต่อด้วยชมนิทรรศการชุด “วิถีน้ำ วิถีไทย มนต์เสน่ห์บางปู” ร่วมย้อนประวัติความเป็นมาของ “บางปู” จากบทประพันธ์ นิราศสัตหีบ พ.ศ. 2500 ของ พลเรือตรี จวบ หงสกุล และยังเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศยอดนิยม พบปะสังสรรค์ เต้นลีลาศ ของกลุ่มบุคคลชั้นนำในอดีต ตลอดจนถึงปัจจุบันที่กลายเป็นแหล่งศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนที่สำคัญของประเทศไทย ช่วยรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ฟอกอากาศ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์อย่าง นกนางนวล ปูแสม ปลาตีน และพืชหลายชนิด เป็นต้น 

นอกจากนี้ภายในงานยังจัดพื้นที่การแสดงความเคารพนอบน้อมแด่ผู้ใหญ่ ร่วมรดน้ำขอพรผู้สูงอายุกว่า 600 ท่าน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นภายในชุมชน ลดช่องว่างระหว่างวัย พร้อมด้วยกิจกรรมนันทนาการอีกมากกมาย อาทิ การละเล่นหมากรุกคน ของชุมชนคลองตาเจี่ย บางปู สมุทรปราการ ที่สืบทอดกันมานานกว่า 80 ปี จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งจะมีการละเล่นปีละ 1 ครั้งในเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น โดยแบ่งเป็นผู้เล่นชายและหญิง แต่งกายตามลักษณะตัวละครในหมากรุกอย่าง ม้า เรือ ขุน เบี้ย อีกทั้งยังมีการแสดง รำวงย้อนยุค ร้องเพลงไทยเดิม การแสดงนาฏศิลป์ไทยประยุกต์ การแสดงกลองยาว วงดนตรีไทย การแสดงโขน เป็นต้น 


อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญและนับเป็นความภาคภูมิใจของชาวบางปู คือการยกระดับวัตถุดิบพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศ อย่าง กะปิ น้ำปลา และปลาแห้ง นำมารังสรรค์เป็นเมนูฟิวชั่นยุคใหม่ ซึ่งได้ เชฟจากัวร์ ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์ ผู้ชนะเลิศสุดยอดข้าวแกงไทยสู่สากล 2025 มาสาธิตการปรุงอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นบางปูในเมนู ยำบางปูซันเซต และ แกงคั่วใบชะครามบางปู (แกงบางปูฟ้าคราม) พร้อมเพลิดเพลินไปกับร้านค้าของดีของเด่นเมืองบางปูกว่า 50 ร้านค้า 


ปิดท้ายความประทับใจในยามเย็น แดดร่ม ลมตก ร่วมชมความงดงามของแสงอาทิตย์สีทอง พร้อมสนุกสนานไปกับด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินคุณภาพ Blackhead, ซูเปอร์เตย, บังนัส แอนด์ ฟิวเจอร์แบนด์, และต้นข้าว สุปรียา สามารถติดตามรอบการแสดงและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : เทศบาลตำบลบางปู สมุทรปราการ https://www.facebook.com/bangpoocities/?locale=th_TH


เทศบาลตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ขอเชิญทุกท่านมาย้อนรอยเสน่ห์แห่งกาลเวลาในงาน สืบสานประเพณีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น "วิถีน้ำ วิถีไทย มนต์เสน่ห์บางปู" งานเดียวที่รวมความเก๋าและความเก๋ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว วันที่ 25-26 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 14.00 - 22.00 น. ณ วงเวียนหาดอมรา ถนนท้ายบ้าน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ


วันเสาร์ที่ 25 เม.ย. 69 : ชวนแต่งกายชุดไทยสไตล์ "สไบยีนส์" 

วันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย. 69 : กิจกรรมชุ่มฉ่ำความสุขตลอดงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกโกลบอลเฮ้าส์ พัฒนาช่าง Multi Skill จ่อฝึกทั่วไทยเร็ว ๆ นี้

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกโกลบอลเฮ้าส์ พัฒนาช่าง Multi Skill จ่อฝึกทั่วไทยเร็ว ๆ นี้

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงานกลุ่มช่างไฟฟ้าและช่างก่อสร้าง ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับนายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม โกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งรับมอบสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ “ช่างไฟฟ้ามีใบเซอร์” จำนวน 1,000 แผ่น และเยี่ยมชมห้องสำหรับถ่ายทอดสดเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ของบริษัท จำนวน 50 ห้อง โดยมี นายพัสกร จะเรียมพันธ์  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 39 ร้อยเอ็ด นายเข็มชาติ สังฆะตาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม โกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยาน คณะผู้บริหารของทั้งสองฝ่าย และผู้ผ่านการฝึกอบรม ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 5 บริษัท สยาม โกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ตำบลรอบเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจในการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาในปี พ.ศ. 2567–2568 ได้ร่วมมือกันจัดฝึกอบรมช่างไฟฟ้าและช่างเครื่องปรับอากาศให้แก่ช่างของโกลบอลเฮ้าส์ รวมทั้งสิ้น 80 คน จากนี้จะร่วมกันจัดฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาต่าง ๆ อาทิ ช่างปูกระเบื้อง ช่างเครื่องปรับอากาศ ช่างติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า ช่างบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้า และประเมินช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เพื่อยกระดับความสามารถแบบ Multi Skill ให้ได้มาตรฐานสากล โดยมอบหมายให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่ที่บริษัทเปิดสาขา จำนวน 97 สาขา ใน 63 จังหวัด จัดฝึกอบรมด้วย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามอัปเดตข่าวรับสมัครฝึกอบรมได้ที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.dsd.go.th หัวข้อ “กำหนดการฝึกอบรม” หรือเฟซบุ๊ก “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน





ทางด้านนายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม โกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า บริษัทให้การสนับสนุนการฝึกอบรมประเภทการฝึกเตรียมเข้าทำงาน หลักสูตรช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก เพื่อบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งช่างติดตั้งอุปกรณ์ จำนวน 2 คน และสมทบงบประมาณเป็นทุนค่าอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้ารับการฝึก เป็นเงิน 12,000 บาท นอกจากนี้ ยังสนับสนุนสถานที่สำหรับถ่ายทอดสดการจำหน่ายสินค้า จำนวน 50 ห้อง เพื่อรองรับการฝึกอบรมตามโครงการฯ สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มโอท็อป และกลุ่มอื่น ๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังได้มอบสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ “ช่างไฟฟ้ามีใบเซอร์” จำนวน 1,000 แผ่น ให้แก่กรม เพื่อนำไปใช้ประชาสัมพันธ์แก่ช่างไฟฟ้าทั่วไป และช่างของบริษัทที่ประจำอยู่ในแต่ละสาขาทั่วประเทศด้วย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวนครราชสีมา ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ มอบจักรยานเพื่อเยาวชนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่บริการประชาชนฟรี รวมงบฯ กว่า 9 แสนบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวนครราชสีมา ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ มอบจักรยานเพื่อเยาวชนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่บริการประชาชนฟรี รวมงบฯ กว่า 9 แสนบาท



วันนี้ (วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ พร้อมด้วย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 46 คน คิดเป็นมูลค่า 862,770 บาท (แปดแสนหกหมื่นสองพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน) พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน และมอบกระบอกน้ำขนาด 1 ลิตร พร้อมรถจักรยานแก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน  รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 924,770 บาท ( เก้าแสนสองหมื่นสี่พันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และบริการทันตกรรม แก่ประชาชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นายฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ผู้แทนอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางสาวขนิษฐา บำรุงรัตน์ ผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์ จังหวัดนครราชสีมา ร่วมในพิธี ณ โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา






นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ  ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้  โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป 



ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชวนเด็กจบใหม่ อบรมโลจิสติกส์สินค้าอันตรายข้ามแดน CLMVT ฝึกฟรี จบแล้วมีงานทำทันที

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชวนเด็กจบใหม่ อบรมโลจิสติกส์สินค้าอันตรายข้ามแดน CLMVT ฝึกฟรี จบแล้วมีงานทำทันที

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ผนึกกำลังสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย (HASLA) เปิดอบรมหลักสูตร “การจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตราย เพื่อการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง CLMVT” มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานรองรับสายงานรายได้ดีที่ตลาดต้องการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นการจัดการการเคลื่อนย้ายสินค้า ข้อมูล และทรัพยากร ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมทั้ง เวลา ต้นทุน และความปลอดภัย เพื่อให้สินค้าไปถึงลูกค้าได้ ถูกที่ ถูกเวลา และคุ้มค่า โดยเฉพาะการจัดการสินค้าอันตราย ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนในตลาดแรงงาน ซึ่งถ้าแรงงานมีทักษะในด้านนี้จะทำให้มีโอกาสได้งานสูง และค่าตอบแทนดีกว่างานทั่วไป การจัดอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้ทั้งด้านมาตรฐานสากล ความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนในภูมิภาค CLMVT กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และมีการค้าขายระหว่างกันสูง โดยเฉพาะไทยที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” เชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศรอบข้าง

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าอันตรายตามมาตรฐานสากล ADR การบริหารจัดการโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) มาตรฐานการขนส่ง Q-mark การประยุกต์ใช้ Smart Technology ในงานขนส่งสินค้าอันตราย ความปลอดภัย การจัดทำเอกสาร Safety Data Sheet (SDS) และกฎหมายการขนส่งข้ามแดน ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน โดยเปิดรับสมัครเพียง 50 คนเท่านั้น ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีอายุไม่เกิน 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา หรือเป็นผู้ว่างงานไม่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อ ทั้งนี้ การอบรมจัดในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Google Meet ภาคทฤษฎี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 11 กรกฎาคม 2569 และภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 ในสถานประกอบกิจการ

สมัครเข้าร่วมอบรมได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2569 ผ่านลิงก์ https://q.me-qr.com/z34th361 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09 9248 9598 โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับทักษะเฉพาะทาง สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล” อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย


กลุ่มหนัดกินผัก​ แถลงข่าว​ จัดงาน“Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026” ปักหมุด 13-14 มิ.ย.นี้ ที่ช่างชุ่ย เปิดเวทียกระดับมาตรฐานกัญชาไทย

 กลุ่มหนัดกินผัก​ แถลงข่าว​ จัดงาน“Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026” ปักหมุด 13-14 มิ.ย.นี้ ที่ช่างชุ่ย เปิดเวทียกระดับมาตรฐานกัญชาไทย


วันที่​ 20​ เมษายน​ 2569​ ที่ช่างชุ่ย​ Creative Park  กลุ่มหนัดกินผักแถลงข่าวการจัดงาน Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026 Presented by Athena Thailand เตรียมจัดงานใหญ่ 13-14 มิถุนายน 2569 ณ ช่างชุ่ย Creative Park เปิดพื้นที่กลางของวงการกัญชาไทย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ครบทุกมิติ ชูแนวคิด “คุณภาพดอก” สู่มาตรฐานสากล

  นายณัฐวัฒน์ อรรถสวัสดิ์ หรือ​  "จานนัท" ผู้ก่อตั้งเทศกาล “หนัดกินผัก”กล่าวว่า​ งาน Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026 Presented by Athena Thailand​ ก่อตั้งเป็นปีที่​ 6 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 ณ ช่างชุ่ย Creative Park กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “พื้นที่กลาง” ของวงการกัญชาไทย เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และยกระดับความเข้าใจเรื่อง “คุณภาพของดอก” ในทุกมิติ

การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นการผลักดันมาตรฐานคุณภาพดอกกัญชาให้ครอบคลุมมากกว่าความแรง ทั้งในด้านกลิ่น (terpene) รสชาติ มาตรฐานการปลูก และการใช้งานในบริบทต่าง ๆ พร้อมสร้างการรับรู้ต่ออาชีพ “นักปลูกกัญชา” (cultivator) ในฐานะอาชีพที่ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์เฉพาะทาง​ 


ภายในงานแถลงข่าวมีไฮไลต์สำคัญ อาทิ เวิร์กช็อป “TASTE. TERP. TRUTH.” ที่จะพาผู้เข้าร่วมเรียนรู้มาตรฐานการประกวดดอก​  สนับสนุนการประกวดดอกมาตรฐาน​ โดย​ GUNKUL  SMART FARMING ​ ในระดับสากล ผ่านการทดลองชิม วิเคราะห์ terpene และจำลองกระบวนการให้คะแนนจริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านการปลูก พันธุกรรม และเทคโนโลยีการบ่ม ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก​ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ​  ได้แก่

เค — DrHighThai

นักปลูกกว่า 20 ปี จาก Hydro สู่ Living Soil และ Organic

มองคุณภาพผ่านสายพันธุ์ ระบบปลูก และรายละเอียดของดอกในทุกขั้นตอน

ชิน — Eclipse Genetics

ทำงานด้าน genetics และการคัดเลือก phenotype เพื่อหาคาแรกเตอร์ของดอก

มองสายพันธุ์เป็นจุดตั้งต้นของคุณภาพและความแตกต่าง

หนุ่ย — Hightable Bangkok

เชื่อมกัญชากับอาหารและประสบการณ์บนโต๊ะ

มองดอกเป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนของผู้ปลูก

คริส — Terploc / Grove Bags

นักชิมและผู้พัฒนาเทคโนโลยีการบ่ม

เน้นการรักษา terpene และอ่านคุณภาพผ่านกลิ่น รส และความสะอาด​  



นอกจากนี้ ยังมีเวที Open Forum​  "เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง​ พื้นที่แห่งความเห็นที่ไม่จำเป็นต้องตรงกัน" เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากตัวแทนภาควิชาการ การแพทย์ เกษตรกร และผู้ประกอบการ  โดยวิทยากรที่มีความรู้ตรง ประกอบด้วย​   อาจารย์อ๊อด — นักเคมี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสกัด

นายแพทย์สมยศ — แพทย์แผนไทย

คิตตี้ ช่อผกา — ตัวแทนเขียนอนาคตกัญชาไทย

เสก บุญเติม — ตัวแทนเกษตรกร

พอล ไทย สติ๊ค — ตัวแทนผู้ประกอบการฟาร์ม​  ดำเนินรายการโดย: Melody Sativa

โดยมีประเด็นเสวนา​ ที่น่าสนใจ​ คือ

* แนวโน้มกัญชาหลัง “กัญชาทางการแพทย์”

* เส้นแบ่งระหว่างการใช้ทั่วไปและการรักษา

* โครงสร้างและการเข้าถึง

* บทบาทของแต่ละภาคส่วนในอนาคต

  เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางของกัญชาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้งแนวโน้มกัญชาหลังยุคการแพทย์ เส้นแบ่งการใช้งาน และโครงสร้างการเข้าถึงในอนาคต

ขณะเดียวกัน ภายในงานยังผสานกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและดนตรี เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของวงการกัญชาไทยในมิติร่วมสมัย และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมงาน

ช่วงท้ายของวัน งานจะเปลี่ยนจากบทสนทนาสู่การเฉลิมฉลองวัฒนธรรม 4/20​ พร้อมดนตรี sound system โดย

MUANGAEK SOUNDSYSTEM — กลุ่ม DJ และ selector ที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรม reggae sound system ในไทย

6V6T6rrr (Avatar) — ศิลปิน Modular Synthesizer

การเสวนาเรื่อง “กัญชาทางการแพทย์” กลายเป็นเวทีสะท้อนความเห็นที่แตกต่างจากทั้งนักวิชาการและผู้ประกอบการ ท่ามกลางบริบทประเทศไทยปี 2569 ที่นโยบายกัญชายังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเต็มไปด้วยข้อถกเถียงทั้งในเชิงนิยาม การใช้งาน และผลกระทบเชิงโครงสร้าง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความหมายของคำว่า “กัญชาทางการแพทย์” ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปร่วมกันอย่างชัดเจน อาจารย์อ๊อดมองว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสอดคล้องกับระบบสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่พี่เพาเห็นว่า คำนี้มีนัยสำคัญในเชิงการสื่อสาร ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และทำให้กัญชาถูกมองว่าอยู่ภายใต้ระบบที่มีมาตรฐานและการควบคุม

อย่างไรก็ตาม อาจารย์สมยศตั้งข้อสังเกตในอีกมุมว่า การจำกัดกัญชาไว้เฉพาะทางการแพทย์ อาจไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคจริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ในเชิงสันทนาการ พร้อมชี้ว่าแนวทางนโยบายดังกล่าวอาจมีปัจจัยทางการเมืองและผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้จะมีความเห็นที่หลากหลาย แต่เวทีเสวนาเห็นตรงกันว่า เมื่อกัญชาถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัว ทั้งผู้บริโภคที่ต้องเข้าใจกฎหมายใหม่ ผู้ประกอบการที่ต้องยกระดับมาตรฐานการผลิต และภาครัฐที่ต้องทำความเข้าใจและบังคับใช้กฎระเบียบอย่างถูกต้อง

ในมิติทางธุรกิจ ผู้ประกอบการมองว่าการยกระดับกัญชาเข้าสู่มาตรฐานทางการแพทย์ จะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด โดยเฉพาะการส่งออก เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แม้ภายในประเทศยังมีข้อถกเถียงเรื่องรูปแบบการใช้

ด้านคุณคิตตี้สรุปว่า ทิศทางของกัญชาในประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างอำนาจที่ประชาชนมีข้อจำกัดในการกำหนด ดังนั้น การปรับตัวให้สอดรับกับนโยบายจึงเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อความอยู่รอดของทั้งผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระยะยาว





 งานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก

Presented by: Athena Thailand

สนับสนุนหลัก: MT Grow Fertilizer

สนับสนุนการจัดงาน

Kondee420’s, OGKRATOM, Stealth Garden Thailand,

Nirvana Community, High Canna Farm, Thai Stick Co., Ltd.,

Arunsweed, ช่างชุ่ย ครีเอทีฟ พาร์ค






Partner

Drk.Highthai, Terploc Thailand, Hightable Bangkok, Eclipse Genetic, Catss Lab, Blvcksmith, เนื้อไทยไดอารี่, KD Genetic, Livity420, Arunsweed, Dudesomboon, Yellow Reccord

รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรในอุตสาหกรรมจำนวนมาก สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันกัญชาไทยให้เติบโตอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืนในระดับสากล

TDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย

  TDAC กับการสนับสนุน New S-Curve: ความหวังของชนชั้นกลางไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ประธานมูลนิธิห้วยข้องพัฒนา และอุปนายกสมาคม...