วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ก.แรงงาน ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในปารีส ดันนวดไทยสู่ซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก

 ก.แรงงาน ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในปารีส ดันนวดไทยสู่ซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก

วันที่ 12 มิถุนายน 2569  พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีปิดการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาพนักงานนวดไทย ระดับ 1 และระดับ 2 โครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ และมอบเครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการดำเนินการทดสอบฯ คุณศศิมา ปาร์ค นายกสมาคมนวดไทยและสปาในฝรั่งเศส กล่าวต้อนรับ นายพีรพล พีรานนท์ นักการทูตชำนาญการ ที่ปรึกษารับผิดชอบงานด้านกงสุล จากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส กล่าวแสดงความยินดี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนางพลาพร รัตนปริคณน์ ผู้อำนวยการกองพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน และผู้บริหารร่วมเป็นเกียรติ ณ เอเซียง 6 ถนน รู อัลแบรต์ เดอ ลาปารัง นครปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส 


พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีปิดฯ ว่า ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการทดสอบทุกคน ซึ่งถือเป็นบุคลากรคุณภาพที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการนวดไทยสู่ระดับสากล สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะและศักยภาพวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” โดยมุ่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ รายได้ที่มั่นคง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งผู้ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นแรงงานฝีมือคุณภาพ แต่ยังเป็นตัวแทนในการเผยแพร่ภูมิปัญญาและเอกลักษณ์การนวดไทยสู่สายตานานาชาติด้วย

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเสริมว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และสมาคมนวดไทยและสปาในฝรั่งเศส ภายใต้โครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานวิชาชีพในระดับนานาชาติ โดยการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาพนักงานนวดไทย ระดับ 1 และระดับ 2 นั้นจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 มีผู้เข้ารับการทดสอบระดับ 1 จำนวน 24 คน ผ่านการทดสอบทั้ง 24 คน และระดับ 2 จำนวน 2 คน ผ่านการทดสอบทั้ง 2 คน ซึ่งผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับหนังสือรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อยืนยันความรู้ ความสามารถ และมาตรฐานการปฏิบัติงานตามเกณฑ์มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ




พร้อมกันนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังได้มอบเครื่องหมายรับรองแก่สถานประกอบกิจการที่จ้างผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของการจ้างแรงงานคุณภาพ และร่วมกันยกระดับมาตรฐานการให้บริการนวดไทยในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย สำหรับแรงงานไทย หรือสถานประกอบกิจการที่สนใจต้องการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มงานส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน กองพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน โทร 0 2245 4837 หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/1CUpC5qdsU/?mibextid=wwXIfr  อธิบดีสมาสภ์ กล่าว

วธ. ผนึกพลังบวรภาคอีสาน ต่อยอดทุนศรัทธา–ทุนวัฒนธรรม สู่เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

 วธ. ผนึกพลังบวรภาคอีสาน ต่อยอดทุนศรัทธา–ทุนวัฒนธรรม สู่เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน





เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับจังหวัดร้อยเอ็ด จัดงานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้โครงการพลังบวรในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ลานสาเกตนคร (หอโหวดร้อยเอ็ด) สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ บึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยนายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม 


นายประภาส แก้วสวรรค์ ผู้อำนวยการกองพัฒนามาตรฐานการส่งเสริมคุณธรรม นายสมศักดิ์ สาโดด วัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดร้อยเอ็ด ศิลปินแห่งชาติ สื่อมวลชลและภาคีเครือข่ายพลังบวรทั้ง 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน “ชุมชนคุณธรรมพลังบวร” ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง บ้าน วัด/ศาสนสถาน โรงเรียน และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาคน สังคม และชุมชนให้มีคุณธรรม ควบคู่กับการนำทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นทุนทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับนโยบาย “ไทไทย : สร้างพลังวัฒนธรรม สร้างสุข สร้างอนาคต (Empowering Culture for Better Living)” ที่มุ่งผลักดันวัฒนธรรมไทยสู่การเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

การจัดงานครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการยกระดับชุมชนคุณธรรมให้ก้าวสู่การเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพเครือข่าย และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยมีผู้แทนเครือข่ายชุมชนคุณธรรมพลังบวรจาก 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วม

ภายในงานมีการประชุมเชิงวิชาการและเวทีเสวนาเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนคุณธรรม การสื่อสารชุมชนผ่านสื่อดิจิทัล การต่อยอดประเพณีท้องถิ่นสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับเคลื่อนชุมชนคุณธรรมโดยคณะสงฆ์และภาคีเครือข่าย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมจากชุมชนคุณธรรมทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกิจกรรมฝึกอาชีพและการสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนศักยภาพของชุมชนในการนำทุนทางศาสนา วัฒนธรรม และภูมิปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า งานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธาฯ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำ “พลังศรัทธา” มาสร้าง “พลังเศรษฐกิจ” ผ่านการพัฒนาชุมชนคุณธรรมให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีอัตลักษณ์ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ งานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2569 ณ ลานสาเกตนคร (หอโหวดร้อยเอ็ด) จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม ชม ชิม ช็อป และสัมผัสเสน่ห์ของทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมจากทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับการจัดงานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรม อีก 3 ภูมิภาค กรมการศาสนาได้กำหนดการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 17 - 19 กรกฎาคม 2569 ณ หาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี, ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 24 - 26 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลำปาง จังหวัดลำปาง และภาคใต้ ระหว่างวันที่ 7 - 9 สิงหาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล จังหวัดสตูล เพื่อเดินหน้าขยายผลการขับเคลื่อนพลังบวรและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ \\\

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สคส. จัดงาน “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”ส่งสัญญาณยกระดับ PDPA ไทย สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

 สคส. จัดงาน “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”ส่งสัญญาณยกระดับ PDPA ไทย สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาจาก "พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ" เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล   เตรียมจัดงานครั้งสำคัญ “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ โดยงานดังกล่าวนอกจากจะเป็นการสะท้อนความสำเร็จตลอด 4 ปีของการขับเคลื่อนกฎหมาย PDPA แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทยในอนาคต ท่ามกลางความท้าทายใหม่จาก AI, Deepfake, Cyber Threat, Scam Economy และเหตุข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก


ภายในงานพบกับการจัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “4th Anniversary PDPC Thailand : ความก้าวหน้าและพัฒนาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ”         ซึ่งรวบรวมผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ นำโดย                      ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ ประธานกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาร่วมถอดบทเรียนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของ PDPA ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว


อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ภาคธุรกิจไม่ควรพลาด คือ การบรรยายพิเศษเรื่อง “การขอเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเครื่องหมายดังกล่าวจะช่วยสะท้อนให้องค์กรคู่ค้า นักลงทุน และประชาชนเห็นว่า องค์กรนั้นมีระบบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน  มีธรรมาภิบาลด้านข้อมูล และให้ความสำคัญกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริง อันจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจในยุค Data Economy


ถือเป็นงานครั้งสำคัญจาก สคส. ถึงทิศทางการ “คุมเข้ม” และ “ยกระดับ” มาตรการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการรับมือ Data Breach การใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และการผลักดันให้องค์กรไทยก้าวสู่มาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลที่ทัดเทียมนานาชาติ  ทิศทาง PDPA ไทยกำลังจะเดินหน้าไปทางใด ต้องจับตางานครบรอบ 4 ปี สคส. ครั้งนี้ให้ดี และนี่คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการยกระดับความเชื่อมั่นดิจิทัลของประเทศในปี 2569 และสามารถติดตามรับชมบรรยากาศการถ่ายทอดสดงานครบรอบ 4 ปี สคส.ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้  ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล -สคส


#สคส #PDPC #คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล #PDPA #ข้อมูลส่วนบุคคล #มาตรฐานคุ้มครองข้อมูล

ศน. ระดมความเห็น 20 จังหวัดภาคอีสาน ถอดบทเรียนขับเคลื่อนคุณธรรม วางทิศทางแผนคุณธรรมแห่งชาติระยะที่ 3 สู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

 ศน. ระดมความเห็น 20 จังหวัดภาคอีสาน ถอดบทเรียนขับเคลื่อนคุณธรรม วางทิศทางแผนคุณธรรมแห่งชาติระยะที่ 3 สู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน



วันที่ 12 มิถุนายน 2569 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วยนายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ผู้แทนศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) วัฒนธรรมจังหวัด และเครือข่ายด้านการส่งเสริมคุณธรรมจาก 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมกว่า 140 คน


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 และเวทีสำคัญในการระดมความคิดเห็นจากพื้นที่ เพื่อนำข้อเสนอและบทเรียนจากการดำเนินงานจริงไปใช้ประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571 – 2575) ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 มุ่งส่งเสริมให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู โดยบูรณาการหลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม เพื่อสร้างสังคมที่ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมคุณธรรมในปัจจุบันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันศาสนา และชุมชน โดยเฉพาะการถอดบทเรียนความสำเร็จจากบุคคล ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมต้นแบบ เพื่อนำองค์ความรู้ไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ยั่งยืนในระดับสังคม

สำหรับการประชุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาสังคมไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน” การอภิปรายเรื่องแนวทางการส่งเสริมคุณธรรม 5 ประการในมิติเชิงพื้นที่ การนำเสนอผลสำเร็จของจังหวัดและชุมชนคุณธรรมต้นแบบ ตลอดจนการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ความท้าทาย และข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการจัดทำแผนคุณธรรมแห่งชาติระยะที่ 3


การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประชุมระดับภูมิภาค 4 ภูมิภาค มีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 680 คนทั่วประเทศ  ประกอบด้วย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 12 – 13 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดร้อยเอ็ด ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดชลบุรี ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 24 – 25 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดลำปาง และภาคใต้ ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดสตูล

 โดยข้อเสนอและความคิดเห็นจากทุกภูมิภาคจะถูกรวบรวมและนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการส่งเสริมคุณธรรมของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน” ต่อไป 


วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026​ ชูแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ออนไลน์​ เชื่อมนักลงทุนจีนกับ IP ไทย ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026​ ชูแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ออนไลน์​ เชื่อมนักลงทุนจีนกับ IP ไทย ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

 


กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้านำผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีศักยภาพสูงจากสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนไทย เข้าร่วมงาน The 12th China (Shanghai) International Technology Fair (CSITF) 2026 ระหว่างวันที่ 11 – 13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมและการจัดนิทรรศการนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมไทยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในระดับสากล พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนร่วมกับนักลงทุนและพันธมิตรจากจีน

 


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา (IP-Driven Economy)

โดยมุ่งผลักดันให้ผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะนวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์ ได้รับความคุ้มครอง ด้วยการจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ซึ่งไม่ใช่แค่เอกสารคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่จะต้องสามารถต่อยอดสร้างรายได้ ซื้อขาย และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลก

 



นางอรมน กล่าวว่า งานมหกรรมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมนานาชาติ หรือ CSITF ถือเป็นหนึ่งในเวทีด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นเวทีการซื้อขาย

และถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง พื้นที่จัดงานใหญ่กว้างกว่า 35,000 ตารางเมตร โดยมีผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกมากกว่า 50,000 คนต่อปี ซึ่งกว่าร้อยละ 85 เป็น

กลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านธุรกิจและการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมชั้นนำ อีกทั้งยังมีผู้แสดงผลงานเกือบ 1,000 บริษัท จากกว่า 20 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก การเข้าร่วม

งาน CSITF 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาไทย

สู่สายตานักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุน

การถ่ายทอดเทคโนโลยี และต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล

 






ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมฯ ได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมไทยที่มีศักยภาพสูง 50 ผลงานจากสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเวชสำอาง ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผ่านกิจกรรมนำเสนอผลงาน (Pitching Session) และการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับ

นักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีบริษัทและนักลงทุนจีนเข้าร่วมการเจรจากว่า 30 ราย ตั้งเป้าหมายการจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 20 คู่ และคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างนักลงทุนจีนและเจ้าของผลงานนวัตกรรมไทยมากกว่า 10 ล้านบาท

 


นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำเสนอแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ของไทย (IP Mart) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่กรมฯ พัฒนาขึ้นเพื่อรวบรวมผลงานทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ไว้ในแหล่งเดียว ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ นักลงทุนและผู้สนใจสามารถค้นหา ติดต่อ และเจรจาความร่วมมือกับเจ้าของผลงานได้โดยตรง นับเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมกับการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย IP Finance ที่มุ่งส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและการระดมทุนของผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 



โอกาสนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เยี่ยมชมการแสดงผลงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของจีน เพื่อศึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีแห่งอนาคตและแสวงหาโอกาสความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรมและอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) รวมถึงเทคโนโลยีด้านการเกษตรสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำและสตาร์ทอัพของจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ

การผลิต การลดต้นทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างยั่งยืน อาทิ หุ่นยนต์เลียนแบบการเคลื่อนไหวของสัตว์ของบริษัท Magic Lab ระบบหุ่นยนต์สั่งการด้วยคลื่นสมองมนุษย์ และอุปกรณ์สวมใส่สำหรับติดตามข้อมูลสุขภาพร่างกายของตนเองแบบเรียลไทม์ ของบริษัท Maschine Robot อากาศยานไฟฟ้าส่วนบุคคลสำหรับการเดินทางระยะสั้นและเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude Economy) ของบริษัท Nanjing Kuailun Zhineng Technology เป็นต้น

 


อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน การเข้าร่วมงาน CSITF ในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศโดยการจัดงาน CSITF ครั้งที่ผ่านมา สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจับคู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีได้มากกว่า 570 ดีล สะท้อนศักยภาพของงานในการเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และภาคธุรกิจ

จากนานาประเทศให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าการลงทุน และการต่อยอดนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากลในอนาคต

 



ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังคงเดินหน้าสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนให้กับเจ้าของผลงานทรัพย์สินทางปัญญาไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจัดงาน IP X Venture 2026 มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่อนาคต ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม   อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 8 เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน สถาบันการเงิน และ Venture Capital จากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสการเจรจาธุรกิจและการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ตอกย้ำบทบาทของกรมฯ ในการผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาไทยจากการคุ้มครองสิทธิ สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

-----------------

สภ.เมืองนนทบุรี แจงยิบ ดราม่าสาวโวยถูกตำรวจล็อกกุญแจมือ เลือกปฏิบัติ ยันทำตามกฎหมาย หลังผู้ต้องหาขัดขืนและด่าทอเจ้าหน้าที่

📍สภ.เมืองนนทบุรี แจงยิบ ดราม่าสาวโวยถูกตำรวจล็อกกุญแจมือ เลือกปฏิบัติ ยันทำตามกฎหมาย หลังผู้ต้องหาขัดขืนและด่าทอเจ้าหน้าที่

จากกรณีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์และข้อร้องเรียนผ่านเพจ สายไหมต้องรอด ที่หญิงสาวรายหนึ่งอ้างว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองนนทบุรี ปฏิบัติหน้าที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ทั้งดึงรั้ง ถือวิสาสะค้นกุญแจมือ และควบคุมตัวเข้าห้องขัง เพียงเพราะเธอตั้งคำถามเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่และปมรถพ่อค้าแม่ค้านั้น

ล่าสุด ทางสถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี ได้ออกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงตามลำดับเหตุการณ์ โดยมีหลักฐานทั้งบันทึกประจำวัน บันทึกจับกุม และคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุอย่างชัดเจน ดังนี้

1 ปมล็อกล้อรถขวางทางจราจร เวลา 13.45 น.

ข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีรถยนต์จอดกีดขวางการจราจรหน้าร้านแดรี่ควีน ซึ่งเป็นรถของผู้ร้องเรียน ในลักษณะจอดซ้อนคันและคร่อมเลน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจราจรอย่างรุนแรง

การปฏิบัติของตำรวจ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ล็อกล้อทันที แต่ได้เดินเข้าไปประชาสัมพันธ์ในร้านและสอบถามหาเจ้าของรถเพื่อให้มาเลื่อนรถแล้ว แต่เมื่อไม่มีผู้ใดแสดงตน จึงจำเป็นต้องออกใบสั่งและบังคับล้อตามกฎหมายเพื่อเปิดทางจราจร

ข้ออ้างเรื่องรถแม่ค้า ส่วนที่ผู้ร้องเรียนอ้างว่าทำไมไม่จับรถแม่ค้าขายผลไม้ที่จอดอยู่ใกล้เคียงกัน ตำรวจชี้แจงว่า ได้ทำการประชาสัมพันธ์และไล่ให้ออกนอกพื้นที่ทันทีเช่นเดียวกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด และยังคงเดินหน้าออกใบสั่งในบริเวณนั้นอย่างต่อเนื่อง

2 ปมต่อรองค่าปรับและด่าทอเจ้าหน้าที่ เวลา 15.20 น. ณ สภ.เมืองนนทบุรี

ข้อเท็จจริง ผู้ร้องเรียนและญาติได้เดินทางมาติดต่อขอชำระค่าปรับข้อหาจอดรถกีดขวาง อัตรา 500 บาท และพยายามต่อรองขอจ่ายเพียง 200 บาท แต่เจ้าหน้าที่ได้อธิบายอย่างสุภาพว่า ไม่สามารถลดหย่อนได้เนื่องจากไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

เหตุการณ์บานปลาย เมื่อไม่ได้รับการลดค่าปรับ ผู้ร้องเรียนได้ส่งเสียงดังต่อหน้าประชาชนคนอื่น ๆ ที่มาติดต่อราชการ โดยด่าทอเจ้าหน้าที่ซ้ำ ๆ ด้วยคำพูดทำนองว่า ที่ตำรวจไม่จับพ่อค้าแม่ค้าก็เพราะว่าแม่ค้าโดนจับจนจำหน้าตำรวจได้หมดแล้ว และ แม่ค้าเค้าเสียเงินให้ตำรวจแล้ว ตำรวจถึงไม่จับ

เหตุที่ต้องควบคุมตัว การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การตั้งคำถามโดยสุจริต แต่เป็นการ กล่าวหาปรักปรำเจ้าพนักงานโดยไม่มีหลักฐาน เข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เตือนแล้วแต่ไม่หยุด จึงจำเป็นต้องดำเนินคดีและควบคุมตัวเข้าห้องขังตามขั้นตอน

ประเด็นเรื่องรื้อฟื้นเรื่องเก่า ส่วนที่อ้างว่าตำรวจรื้อฟื้นเรื่องเมื่อ 6 เดือนก่อนมากลั่นแกล้ง ไม่เป็นความจริง เพราะคนกลุ่มนี้คือกลุ่มเดิมที่เคยถูกเปรียบเทียบปรับไปแล้ว แต่ยังคงกระทำความผิดซ้ำซาก ไม่เข็ดหลาบจนถูกชาวบ้านร้องเรียนมาโดยตลอด.

3 ปมใช้กำลังและล็อกกุญแจมือ

ข้อเท็จจริง ภาพจากคลิปหลักฐานยืนยันว่า ในช่วงการจับกุม ผู้ต้องหาได้ทำการขัดขืนอย่างรุนแรง ทั้งด่าทอ ใช้เท้าถีบ และพยายามถ่มน้ำลายใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ข้อหาเพิ่มเติม การกระทำนี้เข้าข่ายข้อหา ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมตัว ด้วยการใส่กุญแจมือ เพื่อระงับเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม

สรุปสถานการณ์จาก สภ.เมืองนนทบุรี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวม เนื่องจากรถคันดังกล่าวจอดซ้อนคันส่งผลกระทบต่อการจราจรอย่างมาก การจับกุมดำเนินคดีเป็นไปตามยุทธวิธีเพื่อระงับเหตุเนื่องจากผู้ต้องหาต่อสู้ขืนและพยายามทำร้ายร่างกาย ขณะนี้ สภ.เมืองนนทบุรี ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งใบสั่ง บันทึกการปฏิบัติงาน และคลิปวิดีโอ พร้อมส่งฟ้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป และระบุว่ากระแสข่าวที่ผู้ร้องเรียนกล่าวอ้างนั้นเป็นข้อมูลที่ บิดเบือน จากความเป็นจริง


https://www.facebook.com/share/p/1DJMVgFpGh/

 https://www.youtube.com/watch?v=-A1crWkZQv8 





ก.แรงงาน ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในปารีส ดันนวดไทยสู่ซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก

  ก.แรงงาน ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในปารีส ดันนวดไทยสู่ซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก วันที่ 12 มิถุนายน 2569  พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแ...