วช. ผนึกกำลังภาคีระดับโลก สานต่อ “เริ่มด้วยใจ” เฟส 2 ขับเคลื่อนไทยสู่ชุมชนคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 — สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พร้อมทั้งผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ United Nations Industrial Development Organization (UNIDO) และ Japan International Cooperation Agency (JICA) จัดงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “เริ่มด้วยใจ เปลี่ยนผ่านไทยสู่ชุมชนคาร์บอนต่ำ ระยะ 2” ซึ่งป็นกิจกรรมภายใต้โครงการคุณธรรมในสังคมไทยท่ามกลางกระแสสังคมคาร์บอนต่ำในมิติชุมชนและมิตินโยบาย ระยะ 2 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ นางสาวโฮโนะ มาซูกิ ผู้อำนวยการฝ่ายญี่ปุ่นศึกษาและความร่วมมือระดับโลก เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ร่วมกล่าวแสดงความยินดีด้วย
พร้อมกันนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ยังได้กล่าวถึงความร่วมมือภาคีที่ช่วยขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเป็นวาระเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศ และการจะผลักดันให้เรื่องนี้สำเร็จเป็นจริงได้จะต้องเริ่มต้นที่ ‘ชุมชน’ โดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและระบบท้องถิ่นเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและการใช้งานวิจัยเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบาย
“บทบาทของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คือการลงทุนในงานวิจัยที่สร้าง ‘กลไกการเปลี่ยนผ่าน’ ไม่ใช่เพียงรายงานวิชาการเท่านั้น เราจึงสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือ ต้นแบบ และกระบวนการที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่และขยายผลได้ในระดับประเทศ สำหรับเราแล้ว Net Zero จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพชุมชนไทยอย่างยั่นยืน” ดร.วิภารัตน์ กล่าว
ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติยังระบุอีกว่า การต่อยอดผลงานวิจัยนี้จะมุ่งไปที่ 2 แกนสำคัญ โดยแกนแรก คือการขยายเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วในพื้นที่จริง อาทิ “บันได 9 ขั้น” ซึ่งเป็นเครื่องมือวินิจฉัยระดับความพร้อมของบุคคลและชุมชน ที่ช่วยทำให้เห็นว่าพื้นที่หรือชุมชนดังกล่าวอยู่ในขั้นตระหนักรู้ ขั้นลงมือทำ หรือขั้นสร้างระบบที่ยั่งยืน โดยข้อมูลนี้จะทำให้สามารถออกแบบนโยบายหรือการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด
แกนที่ 2 คือการส่งต่อเครื่องมือและโมเดลเหล่านี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อขยายผลความเป็นไปได้ในระดับนโยบาย สะท้อนภาพการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นระบบที่สามารถเดินต่อได้ในระยะยาว
นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายภูมิภาคของไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่านับหมื่นล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากสภาวะ “อากาศรวน” ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวและแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงได้ปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี คือจากปี 2065 เป็นปี 2050 การสร้างชุมชนคาร์บอนต่ำให้สำเร็จจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้
“กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการผลักดันชุมชนคาร์บอนต่ำ ปัจจุบัน มีเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) กว่า 300,000 คน เป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนผ่านนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น ตั้งแต่การรณรงค์การบริโภคอย่างมีสติและการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ สนับสนุนการใช้เครื่องไฟฟ้าประหยัดพลังงานและการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ไปจนถึงการส่งเสริมวิถีเกษตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” นายปวิช กล่าว
สำหรับการประยุกต์ผลงานวิจัยไปใช้ในการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงาน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหา แต่คือการลงทุนเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต กรมฯ จึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันก่อนเกิดภัย ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเยียวยาภายหลัง โดยใช้โมเดล “บันได 9 ขั้น” เป็นคู่มือที่ย่อยข้อมูลวิชาการที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งบูรณาการงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ


รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าชุดโครงการฯ กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาวิชาการในครั้งนี้นับเป็นการสานต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยคุณธรรมของไทย โดยเน้นบทบาทของชุมชนเป็นสำคัญ ผ่านการนำเสนอผลจากการวิจัยและต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำที่สะท้อนให้เห็นความเป็นไปได้ในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ พร้อมกันนี้ ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในการยกระดับชุมชนของไทยให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้สำเร็จตามเป้าหมายของประเทศที่ผูกพันไว้ในเวทีสากลได้
ภายในงานยังมีการมอบประกาศนียบัตรต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม สระบุรี น่าน ประจวบคีรีขันธ์ และเลย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา และเทศบาลตำบลอุโมงค์
ในช่วงท้ายยังมีการจัดเสวนาอีก 2 เรื่อง ได้แก่ “เสียงจากพื้นที่ คุณธรรมกับสังคมคาร์บอนต่ำ: เมื่อหัวใจนำทาง การเปลี่ยนแปลงก็ยั่งยืน” โดยมี 9 ตัวแทนจาก ทสม. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น และอีกวงเสวนาคือ “ถอดบทเรียนคุณธรรม: สู่เส้นทาง Net Zero ของไทย” โดยตัวแทนจากภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นพร้อมกัน
การจัดงานสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 คน สะท้อนความร่วมมือที่เข้มแข็งและเป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมีคุณธรรม โดยมีรากฐานสำคัญคือการเสริมสร้างชุมชนให้เข้าใจและเข้าถึงกลไกการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ที่เกี่ยวข้องในสหสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป