วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วธ. เปิดพื้นที่เรียนรู้ "ธรรมะวัยใส" เสริมภูมิคุ้มกันเด็กยุค AI สร้างสติ ทักษะชีวิต และเสริมสร้างคุณธรรม

 วธ. เปิดพื้นที่เรียนรู้ "ธรรมะวัยใส" เสริมภูมิคุ้มกันเด็กยุค AI สร้างสติ ทักษะชีวิต และเสริมสร้างคุณธรรม





กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าส่งเสริมคุณธรรมเด็กและเยาวชน จัดกิจกรรม “ธรรมะวัยใส” ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มุ่งพัฒนาเด็กอายุระหว่าง 8-12 ปี (Pre-Teen) ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ควบคู่การฝึกสติ สมาธิ และจิตภาวนา พร้อมเสริมองค์ความรู้ให้ผู้ปกครอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่ระดับครอบครัว



นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม “ธรรมะวัยใส” ณ มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 8-12 ปี (Pre-Teen) เป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้และมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม ให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา


กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาเด็กและเยาวชนบนพื้นฐานความเข้าใจธรรมชาติของช่วงวัย ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการ โดยนำหลักธรรมทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการฝึกสติ สมาธิ และจิตภาวนา เพื่อให้เด็กสามารถรู้เท่าทันอารมณ์และความคิดของตนเอง มีสติในการดำเนินชีวิต ควบคุมตนเองได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและภูมิคุ้มกันทางปัญญา ให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง เห็นคุณค่าของชีวิต และเติบโตเป็นเยาวชนที่มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดยการเรียนรู้ภายในกิจกรรมเน้นรูปแบบที่สนุกและเหมาะสมกับวัย ผ่านกิจกรรมสันทนาการ เกมฝึกสติ การฝึกสมาธิอานาปานสติ การสื่อสารเชิงบวก และการปลูกฝังคุณธรรมสำคัญ 5 ประการ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

สำหรับกิจกรรม “ธรรมะวัยใส” จัดขึ้น 2 ครั้ง ได้แก่ วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 และวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 โดยเปิดพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ปกครอง ผ่านกิจกรรมอบรมสำหรับผู้ปกครองยุค AI กิจกรรม Journey to the Mind Meditation การฝึกสมาธิเบื้องต้น กิจกรรม “ไขความลับพลังบวก” ทั้ง 5 ด่าน คือ “ด่านที่ 1 เข้าใจเหตุสุข ทุกข์ และมุมมอง” “ด่านที่ 2 บุญ บาป พลังแห่งคำพูด ความรัก เมตตา พลังความกล้าหาญ และการเห็นคุณค่าของผู้อื่น” “ด่านที่ 3 สมาธิ อะไรก็เป็นไปได้ ถ้ามีความสงบสุขภายในใจ” “ด่านที่ 4 ผลแห่งกรรมดีและไม่ดีพลังบุญหนุนชีวิต” “ด่านที่ 5 Empathy ผ่านกิจกรรมปลาวาฬ 52 Hz/3 คำที่ควรจดจำ” ซึ่งสอดแทรกหลักธรรมและการพัฒนาทักษะชีวิต ตลอดจนกิจกรรมฝึกสมาธิแผ่เมตตา และกิจกรรมพลังแห่งการกอด เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว 

นอกจากนี้ กรมการศาสนายังบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร คณะสงฆ์ และภาคีเครือข่าย รวมถึงมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้งบุดด้า เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ทั้งความเครียด ภาวะซึมเศร้า การกลั่นแกล้ง การติดเกม และแรงกดดันจากสังคม โดยมีนางสาวธนันรดา ธนานาถ (ครูพี่แอม) และทันตแพทย์หญิงศิริกุล เวษฎาพันธุ์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมที่บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการพัฒนาทักษะชีวิต พร้อมจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานในยุค AI ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบด้วยกิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” และ “ธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา” ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ คิดอย่างมีเหตุผล บริหารจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติ


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนาคาดหวังให้กิจกรรม “ธรรมะวัยใส” เป็นจุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติ คุณธรรม และความรักความเข้าใจในครอบครัว ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุขสู่ภูมิภาค ยกทัพอาสาสมัครศิลปิน และของรางวัลหลากหลายรายการ จัด"คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน" มอบความสุขให้แก่ชาวนครปฐม

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุขสู่ภูมิภาค ยกทัพอาสาสมัครศิลปิน และของรางวัลหลากหลายรายการ จัด"คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน" มอบความสุขให้แก่ชาวนครปฐม










วันนี้ (วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ จัด “คาราวาน ป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน” ครั้งที่ 7 ยกทัพอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนริศ วิทยาวรากรณ์ อาสาสมัครเฉพาะกิจ รวมถึงอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นายเฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ็ค แฟนฉัน) นางสาวอรภัสญาน์ สุกใส (มิ้วส์) นายขวัญชัย พายัพ (เจี๊ยวจ๊าว) นางสาวกฤษณา แซ่โค้ว (กุง) นายชยากรณ์ สุดกล้า มอบความสุข พร้อมจัดกิจกรรมแจกของขวัญ และของรางวัลสุดพิเศษ นอกจากนี้ ยังได้จัดบริการด้านการแพทย์ฟรีจากหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กิจกรรมนันทนาการร่วมสนุกรับของรางวัล และกิจกรรมเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาลหัวเฉียว คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว (คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว) และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อาทิ การตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกจ่ายยา ตรวจและแจกแว่นสายตา ตัดผม ฯลฯ รวมทั้งจัดบูธแจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และขนม ให้กับชาวนครปฐม โดยมี นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธี นายชัชวาลย์ สิงหาทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ว่าที่ร้อยโท อรรถชล ทรัพย์ทวี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม แขกผู้มีเกียรติ และชาวนครปฐม ร่วมในพิธี โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและอิ่มเอมใจ ณ โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

.

คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน มูลนิธิฯ ได้ริเริ่มขึ้น ภายหลังจากจัดขึ้นหลังจากวิกฤตกาลแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งประชาชนต้องผ่านสถานการณ์ที่ทุกข์ยาก และได้รับผลกระทบในการดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก เมื่อสถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงตระหนักในหน้าที่ ที่จะต้องสร้างความสุข สร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ โดยมูลนิธิฯ ยึดมั่นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา มากว่า 116 ปี ตามหลักปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ศธ. สพฐ. และ กสศ. เดินหน้าพัฒนา “สมรรถนะผู้เรียน”เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

 ศธ. สพฐ. และ กสศ. เดินหน้าพัฒนา “สมรรถนะผู้เรียน”เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

ศธ. สพฐ. และ กสศ. ร่วมมือกันสร้างผู้เรียนที่ไม่ใช่นักท่องจำ แต่เป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ นักแก้ปัญหา และเป็นพลเมืองคุณภาพของประเทศและของโลกด้วยโครงการ TSQM

วันนี้ (11 กรกฎาคม 2569) ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดงาน The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมเป็นภาคีในการจัดงาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า นักเรียนคือองค์ประกอบสำคัญของการศึกษา ดังนั้น เวทีแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่จะช่วยสะท้อนคำตอบว่า เราจะเตรียมเด็กและเยาวชนให้มีสมรรถนะที่พร้อมรับอนาคตได้อย่างไร ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องเข้าใจและปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงนั้น โดยมองว่าการพัฒนาประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประชากรที่คิดเป็น ทำเป็น วิเคราะห์และแยกแยะเป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนในโลกยุคใหม่

ดังนั้น การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนจึงไม่อาจอาศัยเพียงห้องเรียนหรือโรงเรียนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม 

“การขับเคลื่อนโครงการ Teacher and School Quality Movement: TSQM ของ กสศ. สอดคล้องกับทิศทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสนับสนุนให้โรงเรียนสามารถพัฒนาตนเองตามบริบทกับงานประจำและแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ดำเนินการอยู่ โดยไม่สร้างภาระงานเพิ่ม แต่เข้าไปช่วยหนุนเสริมให้โรงเรียนยกระดับตนเอง สามารถเป็นต้นแบบหรือแกนนำในการขยายผลสู่โรงเรียนอื่น ๆ ได้”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ TSQM ร่วมกับ กสศ. และภาคีเครือข่าย ผ่านกลไกระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดกับสถานศึกษา และให้โรงเรียนเป็นฐานสำคัญของการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และเป็นฐานของการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นในระบบโรงเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทาง Thailand Zero Dropout Plus สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศ และหากเราต้องการ Education for All เราต้องเริ่มจาก All for E d​ucation

ด้าน ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวต่อว่า การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายเชิงหลักการเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงของโรงเรียน ครู ผู้บริหาร เขตพื้นที่การศึกษา และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เห็นว่าบทเรียนจากโรงเรียนต้นแบบจากโครงการ TSQM เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่า นอกจากจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จของโรงเรียน ยังเป็นหลักฐานเชิงปฏิบัติที่แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนไทยมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ถ้าได้รับการหนุนเสริมเครื่องมือและองค์ความรู้ที่สำคัญ

“การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ กสศ. จัดขึ้น โดยขอให้ครู ผู้อำนวยการโรงเรียนทุกคนเปิดใจและทำตัวเป็น "น้ำครึ่งแ​ก้ว" พร้อมเรียนรู้และเ​ติมเต็มองค์คว..ามรู้ . สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วก็นำไปต่อยอด สิ่งใดที่ยังขาดก็นำไปเติมเต็มและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของโรงเรียนตนเอง สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่าโรงเรียนของเรายังขาดอะไร และเลือกเรียนรู้จากแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง เพราะแต่ละโรงเรียนหรือนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน มีความถนัดไม่เหมือนกัน ทุกคนมีพรสวรรค์ติดตัวมา หากได้รับการหนุนเสริมด้วยพรแสวง ก็จะยิ่งช่วยให้มีศักยภาพและเติบโตได้เป็นอย่างดี การมาร่วมงานในครั้งนี้ ขอให้นำจุดเด่นและแนวปฏิบัติที่ดีของโรงเรียนอื่นมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของโรงเรียนตนเองผมเชื่อว่า แม้ทุกคนจะเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกัน แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีสมรรถนะ พร้อมเติบโตและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก”

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเสริมว่า กสศ. เชื่อว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพที่แตกต่างกัน และควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพนั้นอย่างเต็มที่ ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเผชิญข้อจำกัดรูปแบบใดก็ตาม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าระบบการศึกษาจะสามารถสร้าง "เด็กที่เรียนเก่งที่สุด" ได้หรือไม่ หากแต่คือระบบการศึกษาจะสามารถส่งเสริมให้ "เด็กแต่ละคนได้ค้นพบคุณค่าของตน และเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้อย่างไร" 

กสศ. จึงได้ริเริ่มโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ในปี 2562 ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนให้สามารถพัฒนาตนเองได้ทั้งระบบ (Whole School Approach) 4 ปีแห่งการดำเนินงาน นำไปสู่การทลายกำแพงและกรอบของคำว่า Program หรือ Project ไปสู่ Movement ของการทำงานร่วมกันไปสู่การเป็น Education Systems Transformation สู่โครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQM  

จากการทำงานที่ครอบคลุมโรงเรียนกว่า 1,500 โรงเรียน ในพื้นที่กว่า 49 จังหวัด มีนักเรียนได้รับประโยชน์

กว่า 385,000 คน ขณะเดียวกันยังเกิดครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่เป็นแกนนำการเปลี่ยนแปลง หรือ Agentic Person จำนวนมาก รวมถึงมีหน่วยงานต้นสังกัดและภาคีในพื้นที่เข้ามาร่วมเชื่อมโยงแผนบูรณาการทรัพยากร และมีโรงเรียนกว่า 3,600 แห่งนำระบบ Q-Info ไปใช้ติดตามและสนับสนุนนักเรียน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา ครู หน่วยงานต้นสังกัด ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และภาคีทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเติมพลังให้แก่กันอย่างต่อเนื่อง

TSQM จึงไม่เพียงแต่เป็นโครงการพัฒนาโรงเรียน หากแต่เป็น "ขบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และการขับเคลื่อนวาระคุณภาพโรงเรียน" กสศ. เชื่อว่า โรงเรียนทุกแห่งมีคุณค่าของตนเอง และมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ โรงเรียนไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาบอกว่าควรทำอะไร เพราะโรงเรียนมีอิสระในการออกแบบการพัฒนาของตนเอง สิ่งที่ กสศ. ทำคือการเข้าไปเป็น “ลมใต้ปีก” เชื่อมโยงองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย เป็นเพื่อนร่วมทาง และเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนได้เรียนรู้จากกันและกัน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากภายในโรงเรียนเอง

 

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

บพท.ชูสูตรสำเร็จ “THE 3Ea” สร้างเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เติบโตด้วยการสร้าง LE-Local Enterprises

 บพท.ชูสูตรสำเร็จ “THE 3Ea” สร้างเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เติบโตด้วยการสร้าง LE-Local Enterprises 


เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา กองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)  ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน จัดงาน  LEs EXPO - Local Enterprises Exposition 2026 “สูตรสำเร็จ LE-Local Enterprises…เติมอาวุธธุรกิจชุมชน...สร้างเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เติบโตยั่งยืน” ภายใต้กรอบแนวคิด “THE 3Ea  - พลังงานที่เล็กที่สุดที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้”  เพื่อนำเสนอความสำเร็จของการดำเนินการภายใต้กรอบวิจัย LE (Local Enterprises = Area-based Innovation for Local-economy Growth Engine) ในการสร้างและพัฒนากลไกการยกระดับธุรกิจชุมชน ด้วยกระบวนการทำงานแบบเสริมพลัง-เชื่อม/สานประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนในพื้นที่

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจฐานรากมีสัดส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นร้อยละ 45 ของ GDP ประเทศ และเป็นแหล่งทำมาหากินของประชาชนหลายสิบล้านคน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ กระทรวง อว. จึงมุ่งนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ บูรณาการกับวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการสร้างโอกาสใหม่ เพื่อยกระดับธุรกิจชุมชน (Local Enterprises) ให้เป็น “Local Growth Engine for Local Economy Growth” หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิด “Area-Based Economy” หรือเศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 

“ความสำคัญของธุรกิจชุมชน (Local Enterprises: LE) คือ การทำหน้าที่เป็นกลไกเติมเงินและกักเก็บเม็ดเงินให้อยู่ในพื้นที่ จากข้อมูลวิจัยพบว่า รายจ่ายของธุรกิจชุมชนถึงร้อยละ 71 จะหมุนเวียนอยู่ภายในท้องถิ่น ทั้งในรูปแบบการจ้างงานและการซื้อวัตถุดิบพื้นถิ่น  ดังนั้น ก้าวต่อไปของกระทรวง อว. คือ การเดินหน้าสร้างและพัฒนา LE Accelerators เพื่อขยายโอกาสให้ธุรกิจชุมชนเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และแหล่งทุนอย่างครบวงจร โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายให้ครอบคลุม 47,000 ธุรกิจชุมชนภายในปี 2570 ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง เกื้อกูล และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”


รศ.ดร.บัณฑิต อิณนวงศ์  ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprises กล่าวว่า การทำงานของกรอบวิจัย LE เป็นการทำงานผ่าน 2 ภาคส่วนสำคัญ (Key Acting Engines)  คือ (1) ทำงานร่วมกับนักวิจัยเศรษฐกิจชุมชนใน 51 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และ (2) ทำงานร่วมกับ 21,759 ธุรกิจชุมชน และ 45 นักพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (45 LE Heroes)  ซึ่งทำงานผ่านกระบวนการเรียนรู้ภายใต้ 2 เครื่องมือ 1 กระบวนกร ได้แก่ ได้แก่ (1) เครื่องมือเกื้อกูลซูเปอร์แอปพลิเคชัน และซูเปอร์ดาต้าอะนาไลติกส์ เป็นระบบปฏิบัติการเพื่อสร้างวินัยและการบริหารการจัดการทางการเงิน (Financial Literacy and Management) และ ระบบปฏิบัติการ คน-ของ-ตลาด โมเดล  (2) เครื่องมือเกื้อกูลซูเปอร์บอร์ดเกมส์ ที่พัฒนาและออกแบบขึ้นเพื่อจำลองสภาพการประกอบการธุรกิจเสมือนจริง  และ 3) เกื้อกูลซูเปอร์โค้ช หรือ กระบวนกรพี่เลี้ยงในกระบวนการพัฒนาเรียนรู้ทั้งหมด ที่ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในปี 2562 เป็นต้นมา ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลการดำเนินการตลอด 7 ปีที่ผ่านมา พบว่า การพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน สามารถสร้างรายได้รวมของธุรกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 9,448 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังเกิดเม็ดเงินในการจ้าง/สร้างงาน 3,024 ล้านบาทต่อปี (จาก 72,516 คนในพื้นที่)  และเกิดการการใช้วัตถุดิบในพื้นที่กว่า 5 แสนตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าวัตถุดิบในพื้นที่ปีละ 3,402 ล้านบาท


“การจัดงานวันนี้ เพื่อยืนยันว่า ธุรกิจชุมชน คือ กลไกสำคัญในการเติมเงิน สร้างฝายชะลอเงินไม่ให้ออกจากพื้นที่ จ้าง/สร้างงานให้กับคนในพื้นที่ ทั้งยังเกิดการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ และกระจายรายได้ในพื้นที่ให้เกิดความมั่งคั่งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริงและยั่งยืน และที่สำคัญคือ เป็นการนำเสนอแนวคิด กระบวนการทำงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของกรอบวิจัย LE ภายใต้สูตรสำเร็จที่ผ่านการตกผลึกและพิสูจน์มาแล้วตลอด 7 ปี โดยให้ชื่อสูตรสำเร็จนี้ว่า “THE 3Ea” ซึ่งประกอบด้วย (1) 3E = Operating Growth Framework, (2) 5L = Key Operating Factors,  (3) 7C = Co-Collaborating Design และ (4) 9E = 9 Working Steps”

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจฐานราก เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเป้าหมายหนึ่งของ บพท. คือการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ด้วยการสร้างและพัฒนากลไกการยกระดับธุรกิจชุมชน ผ่านกระบวนการทำงานแบบเสริมพลัง-เชื่อม/สานประโยชน์ร่วมกัน เพื่อให้นักธุรกิจและผู้ประกอบสัมมาชีพในชุมชนให้เกิดการพึ่งพาตนเอง และได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยต้องมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

 “ที่ผ่านมาธุรกิจชุมชนของไทยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับ ‘การทำสัมมาชีพแบบดั้งเดิม’ (Traditional Community-based Job) ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเองหรือจำหน่ายในวงจำกัด แม้จะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและวัตถุดิบที่เข้มแข็ง แต่ยังขาดการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมูลค่าสร้างสรรค์ได้ ดังนั้น โจทย์สำคัญที่ต้องทำ คือการพัฒนาและยกระดับความสามารถในการประกอบการของธุรกิจชุมชนภายในพื้นที่ ด้วยกรอบคิดที่สร้างสรรค์และทำได้จริง ได้แก่ คน-ของ-ตลาด โมเดล  ที่มีบริบทพื้นที่เป็นตัวกำกับ เพื่อสร้าง คน ที่มีความสามารถพร้อมประกอบธุรกิจ ของ ที่มีมูลค่าสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมบนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นภายใต้บริบทพื้นที่และความต้องการของตลาด และท้ายสุดคือ ตลาด ที่ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้ากับตลาดเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนผ่านกลไกเติมเงินและยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ในพื้นที่ ที่นำไปสู่อัตราการเติบโตมวลรวมของธุรกิจชุมชนที่เป็นจริงอย่างยั่งยืน”







หมายเหตุ: คำอธิบายกรอบแนวคิด “THE 3Ea”  = 3E+5L+7C+9E

3E (Operating Growth Framework) คือ Engagement หรือการสานประโยชน์ Empowerment หรือการเสริมพลัง Enlargement หรือการขยายผล และขยายจำนวนอย่างยั่งยืน

5L (Key Operating Factors) คือ “Localism” ซึ่งเป็นหัวใจ และปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจชุมชน ที่จะใช้เป็นแต้มต่อสำคัญของธุรกิจขนาดเล็กที่ฝังตัวในชุมชนที่มี วิถีประกอบการ-วิธีสื่อสาร-เครื่องมือชี้วัด ประกอบด้วย

1) Local Resources คือ การใช้วัตถุดิบในพื้นที่ (เน้นปริมาณ Utilizing)

2) Local Employment คือ การจ้าง/สร้างงานคนในพื้นที่ (เน้น Distributing ของธุรกิจผ่านการจ้าง/สร้างคน)

3) Local Wisdom คือ การใช้ภูมิปัญญาพื้นถิ่น (เน้นการรักษา-สืบสาน-ถ่ายทอด Preserving)

4) Local Community Business คือ การเสริม/สร้างให้เกิดธุรกิจใหม่ (เน้นการ Growing ของธุรกิจ)

5) Local Network คือ การเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจชุมชนอื่นๆ (เน้นจำนวนและการ Building ระหว่างกลุ่ม-กลุ่ม)



7C (Co-Collaborating Design) คือ การออกแบบการทำงานร่วมกันของนักวิจัยฯและชุมชน กับนักพัฒนาฯและชุมชน

1) Co Resource/Wisdom คือ การใช้วัตถุดิบหรือภูมิปัญญาร่วมกัน

2) Co-Technology-Innovation คือ การใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมร่วมกัน

3) Co-Role/Standardization-Regulation คือ การใช้กฎกติกา-มาตรฐานร่วมกันหรือกฎหมายร่วมกัน

4) Co-Production Approach คือการแชร์การผลิตร่วมกัน

5) Co-Marketization Approach คือ การมีตลาดร่วมกัน

6) Co-Cluster, Network คือ การสร้างเครือข่าย, โครงข่ายการทำงานร่วมกัน

7) Co-Investment คือ การลงทุนร่วมกัน

9E (9 Working Steps) คือ กระบวนการทำงานของธุรกิจชุมชน (LEs) ให้เกิดผลสำเร็จ

1) Empty to Empathy – เริ่มกระบวนการด้วยการเป็นแก้วเปล่าเพื่อฟังปัญหาหรือความติดขัดของธุรกิจชุมชนอย่างมีหัวใจที่พร้อมเข้าใจเหมือนเป็นคนในชุมชนเอง

2) Engage – การเข้าถึงหัวใจชุมชนอย่างแท้จริง สุจริต และ เคารพ

3) Experimental – การทดลองข้อค้นพบจากชุมชนผ่านกระบวนการวิจัยแบบต่างๆ

4) Empower – การติดอาวุธความรู้ เครื่องมือ กระบวนการ กลยุทธ์ ในการทำธุรกิจชุมชนอย่างมีผลสำเร็จ

5) Establish – การช่วยดูแล เป็นฐานหลักเริ่มต้นเพื่อให้ธุรกิจชุมชนตั้งหลักแบบมีกลยุทธ์ได้

6) Elevate – การยกระดับพัฒนาศักยภาพชุมชนทั้งในระดับการประกอบสัมมาชีพและการทำธุรกิจ

7) Enlarge - การขยายผล ขยายเครือข่ายของกลุ่มประกอบอาชีพชุมชน และ กลุ่มธุรกิจชุมชน

8) Expand – การจับมือร่วมกันทำงานทั้งข้ามชุมชน ข้ามเครือข่าย ไปจนถึงภาคีธุรกิจและ ภาคีสังคมอื่นๆอย่างมีหลักยึดหลักคิดที่เกื้อกูล เติบโตไปด้วยกัน​ุ

9) Exit – การที่ปล่อยมือธุรกิจชุมชนให้เติบโตได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งไปสานต่อพัฒนาให้กับชุมชนอื่นๆที่มีความต้องการ และมีหัวใจเกื้อกูลเช่นเดียวกัน


กรมวิทยาศาสตร์บริการโชว์ผลสำเร็จนวัตกรรมระบบประปาดื่มได้ มุ่งเป้ายกระดับคุณภาพน้ำ พลิกโฉมระบบประปาหมู่บ้านไทย

 กรมวิทยาศาสตร์บริการโชว์ผลสำเร็จนวัตกรรมระบบประปาดื่มได้ มุ่งเป้ายกระดับคุณภาพน้ำ พลิกโฉมระบบประปาหมู่บ้านไทย

       วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานสัมมนา “พลิกโฉมประปาหมู่บ้านไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี : จากงานวิจัยสู่การใช้จริง” เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ ผลงานวิจัย และนวัตกรรมด้านการพัฒนาระบบประปาหมู่บ้าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดการน้ำ โดยมี  นางอาภาพร สินธุสาร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงานฯ ณ โรงแรมบ้านหญ้าหมู อำเภอเมือง จังหวัดระนอง

      นางอาภาพรฯ กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเครือข่ายการถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการบริหารในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เป็นเครือข่าย และภารกิจการถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องมือที่เหมาะสมที่ให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

       จากปัญหาระบบประปาหมู่บ้านส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่สามารถผลิตน้ำประปาให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย ได้แก่ ปัญหาแหล่งน้ำดิบที่มีคุณภาพต่ำ กระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำที่ไม่มีมาตรฐาน และการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในการดูแลระบบประปาหมู่บ้าน ทำให้ผู้ใช้น้ำประปาหมู่บ้านไม่สามารถใช้น้ำเพื่อการบริโภคได้ คุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านมีปัญหาด้านความใส สี กลิ่น ความไม่สะดวกและข้อจำกัดต่อการใช้งาน สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ จึงดำเนินการพัฒนาระบบเติมสารละลายสารส้มอัตโนมัติเพื่อใช้ในการตกตะกอนน้ำดิบให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับระบบประปาหมู่บ้าน และออกแบบพัฒนาระบบฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปาหมู่บ้านด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตแบบอัตโนมัติ ในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนเชื้อโรคในน้ำประปาหมู่บ้าน โดยมุ่งเน้นให้ระบบฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปาหมู่บ้านด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตแบบอัตโนมัติมีการใช้งานไม่ซับซ้อน ประสิทธิภาพดี ต้นทุนต่ำ และมีความปลอดภัย สามารถใช้งานทดแทนการเติมสารละลายคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา โดยระบบมีการทำงานแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้สารเคมีและไม่ต้องกังวลถึงปริมาณคลอรีนอิสระที่ตกค้างในน้ำในปริมาณที่มากเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคน้ำได้ จึงช่วยทำให้ผู้ควบคุมการผลิตและผู้บริหารกิจการระบบประปา ใช้งานระบบนี้ได้อย่างสะดวกและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้น้ำประปาหมู่บ้านด้านความสะอาดปลอดภัย ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัย

 


      การจัดเสวนาในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของกรมวิทยาศาสตร์บริการในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของประเทศและชุมชน ภายใต้แนวคิด “เรานำวิทยาศาสตร์ สู่การดูแลประชาชน” สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 6 การสร้างหลักประกันการเข้าถึงน้ำสะอาดและการสุขาภิบาลที่เหมาะสมสำหรับทุกคน และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยสู่การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #น้ำประปา #เครื่องกรองน้ำชุมชน #ระนอง

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โรงพยาบาลศุขเวชร่วมงาน Thailand Medical & Wellness Expo 2026​ มั่นใจบริการของบริษัทในเครือรองรับธุรกิจเวลเนสและผู้สูงอายุครบวจร

 โรงพยาบาลศุขเวชร่วมงาน Thailand Medical & Wellness Expo 2026​ มั่นใจบริการของบริษัทในเครือรองรับธุรกิจเวลเนสและผู้สูงอายุครบวจร

              คุณเจษฎา ณ ปลอด กรรมการผู้จัดการ บริษัท นวศรี การแพทย์ จำกัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศุขเวช พร้อมด้วย ทนพ.ภูมรินทร์ อยู่ประทานพร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล คุณวงกช อยู่ประทานพร รองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล คุณปาณิสรา ฉันทเลิศ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารลูกค้าองค์กร และคุณศรวณีย์ โพธิ์เจริญ ผู้อำนวยการธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุบ้านศุขเวช ในเครือโรงพยาบาลศุขเวช ร่วมงาน  Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เพื่อนำเสนอบริการต่าง ๆ ของโรงพยาบาลและบริษัทในเครือ โดยเฉพาะบริการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุที่ให้บริการมาครบ 28 ปีและก้าวสู่ปีที่ 29 และบริการอื่น ๆ ของบริษัทในเครือแบบครบวงจร เช่น บริการ Life Diag  เป็นธุรกิจห้องปฏิบัติการและตรวจสุขภาพเคลื่อนที่  ธุรกิจ  AFFINOME ผู้ผลิตชุดตรวจทางการแพทย์และชุดตรวจอัลไซเมอร์จากน้ำลายแห่งแรกของโลก และยังมีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด   PETCH NAVA HOPE CARE  ที่ให้บริการแบบ VIP รวมทั้ง  ALL Care บริการส่งนักบริบาลไปดูแลผู้สูงอายุและคนไข้ติดเตียงถึงบ้าน นอกจากนี้แล้วยังมีธุรกิจรีสอร์ทและเวลเนสเกษียนอายุสำหรับชาวต่างชาติ YAJAI Beach Resort อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ทั้งยังมีธุรกิจ GOLDEN CARE TRAVEL เป็นบริการท่องเที่ยวต่างประเทศสำหรับผู้สูงอายุและครอบครัว ภายใต้การดูแลของทีมสุขภาพของโรงพยาบาลทั้งก่อนและหลังการเดินทาง และโรงเรียนกรุงเทพอินเตอร์การบริบาล สำหรับธุรกิจผลิตนักบริบาลดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ

สำหรับผู้ที่สนใจบริการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลศุขเวช 20/6 ซอยนวศรี 2 ถนนรามคำแหง 21 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ 02-319-5870 

สื่อมวลชนสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท พีอาร์ บูม จำกัด คุณมนัสวิน 091-549-3542 คุณวิภาพร 080-526-3765  Emai : prboomcompany@gmail.com

โค้งสุดท้าย! ชี้ชะตาประกันสังคม "ดร.ธัชพล" นำทีม 7 เซียน เปิด 6 นโยบายทะลวงหนี้-เติมสภาพคล่อง ธุรกิจรอด ลูกจ้างโต!

 โค้งสุดท้าย! ชี้ชะตาประกันสังคม "ดร.ธัชพล" นำทีม 7 เซียน เปิด 6 นโยบายทะลวงหนี้-เติมสภาพคล่อง ธุรกิจรอด ลูกจ้างโต!

​ปลุกพลังนายจ้างทั่วประเทศ! เหลือเวลาแค่ 7 วัน ชี้ชะตาอนาคตเงินกองทุนฯ ทีม "7 เซียน" ประกาศขอใช้ความเก๋าด้านการเงินระดับชาติผสานเทคโนโลยี AI ดันสวัสดิการเทียบชั้นสากล ชูไฮไลต์ "ธนาคาร SSO - สลากแรงงาน" หวังแก้หนี้เบ็ดเสร็จและเติมสภาพคล่อง ให้อยู่รอดและเติบโตไปพร้อมกันทั้งนายจ้างและลูกจ้าง!

​กรุงเทพฯ – นับถอยหลังสู่โค้งสุดท้าย! เหลือเวลาอีกเพียง 7 วันเท่านั้น สำหรับการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง "คณะกรรมการประกันสังคมฝ่ายนายจ้าง" ที่จะปิดระบบในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นี้ และนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่จะชี้ชะตาทิศทางการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม

​ล่าสุด "ทีม (7 เซียน) เปลี่ยนประกันสังคม" เดินหน้าลุยเต็มสูบ ส่งเสียงเรียกร้องถึงนายจ้างและเจ้าของธุรกิจทั่วประเทศ ให้ออกมาแสดงพลังกำหนดอนาคตกองทุนประกันสังคม โดยส่งแม่ทัพใหญ่อย่าง ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ดีกรีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการลงทุนระดับชาติ (อดีตผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ, อดีตรักษาการ ผอ.ธนาคารออมสิน และอดีตรองเลขาธิการ EEC) ลงสนาม!

​เป้าหมายหลักคือการ "ผ่าตัด" การบริหารกองทุน โดยดึงเทคโนโลยี AI มาผสานกับวิสัยทัศน์ของทีมบริหารมืออาชีพ เพื่อดึงศักยภาพและสร้างผลตอบแทนสูงสุดจากพอร์ตการลงทุน


เปิด 6 นโยบาย "พลิกเกม" ยกระดับคุณภาพชีวิต-ต่อลมหายใจธุรกิจ


​เพื่อตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ "นายจ้างต้องการสภาพคล่อง" และ "ลูกจ้างต้องการความมั่นคง" ทีม 7 เซียน ได้งัด 6 มาตรการเด็ดที่จะเข้ามาเปลี่ยนระบบประกันสังคมไปตลอดกาล ดังนี้


​1. ปั้นกองทุนให้งอกเงยทะลุแสนล้าน: ไม่ปล่อยให้เงินกองทุน 2.9 ล้านล้านบาทหลับใหล! เดินหน้าบริหารพอร์ตด้วยความเป็นมืออาชีพ ตั้งเป้าฟันกำไรสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท เพื่อความมั่งคั่งและยั่งยืนของทุกคน


​2. อัดฉีดสภาพคล่อง 5 หมื่นล้าน (ดันตั้งธนาคาร SSO): ต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการและผู้ประกันตน ผ่านการจัดหาแหล่งเงินทุนและเงินกู้ วงเงินกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันการแก้ พ.ร.บ. เพื่อจัดตั้ง "ธนาคารหรือกองทุน SSO" อย่างเป็นรูปธรรม


​3. ตั้งศูนย์ปลดแอกหนี้แรงงาน: เข้าใจความทุกข์ของคนทำงาน เตรียมจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการแก้ไขหนี้ภาคแรงงาน เพื่อลดภาระและคืนชีวิตใหม่ให้ผู้ประกันตน โดยตั้งเป้าช่วยเหลือเร่งด่วนที่ 200,000 ราย


​4. ผุด "สลากแรงงาน" คืนทุน-ลุ้นโชค: สร้างความหวังใหม่ด้วยการออกสลากประกันสังคม (ประมาณ 5,000 ล้านบาท/เดือน) ระดมทุนเป็นสวัสดิการเสริม ไฮไลต์คือ "ซื้อแล้วเงินต้นไม่หาย ได้คืนเต็มจำนวน" แถมได้ลุ้นรางวัลใหญ่และดอกเบี้ย เอาไปโปะหนี้หรือต่อยอดชีวิตได้เลย!


​5. ติดปีกสัมมาชีพด้วยแพลตฟอร์ม SSO: อบรมอาชีพฟรี! พร้อมสร้าง Ecosystem รองรับ ทั้งการจัดหาสินค้า ช่องทางการขาย และเปิดโอกาสสร้างรายได้ออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มของประกันสังคมโดยตรง


​6. ยกระดับสวัสดิการเทียบเท่าสากล: ทลายข้อจำกัดเดิมๆ อัปเกรดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุม เข้าถึงง่าย และดูแลสมาชิกทุกคนอย่างเท่าเทียม

​ทีม (7 เซียน) เปลี่ยนประกันสังคม ขอย้ำจุดยืนการทำงานที่ "โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำได้จริง" พร้อมอาสาเป็นกระบอกเสียงที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายจ้างและดูแลลูกจ้างทุกคน



นายจ้างอย่าปล่อยให้สิทธิหลุด! โดยสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนในการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 กรกฎาคม 2569


​#ทีม7เซียน #เปลี่ยนประกันสังคม #ดรธัชพล #เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

วธ. เปิดพื้นที่เรียนรู้ "ธรรมะวัยใส" เสริมภูมิคุ้มกันเด็กยุค AI สร้างสติ ทักษะชีวิต และเสริมสร้างคุณธรรม

  วธ. เปิดพื้นที่เรียนรู้ "ธรรมะวัยใส" เสริมภูมิคุ้มกันเด็กยุค AI สร้างสติ ทักษะชีวิต และเสริมสร้างคุณธรรม กรมการศาสนา กระทรวงวัฒน...