วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2569

KMITL EXPO 2026 เปิดเวที International Business Matching – Investor Dayยกระดับนักลงทุนสู่ “พี่เลี้ยงคู่คิด” ดันงานวิจัยไทยสู่ตลาดทุนจริง

 KMITL EXPO 2026 เปิดเวที International Business Matching – Investor Dayยกระดับนักลงทุนสู่ “พี่เลี้ยงคู่คิด” ดันงานวิจัยไทยสู่ตลาดทุนจริง

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) เดินหน้าสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้อุตสาหกรรมนวัตกรรมไทย ในงาน KMITL EXPO 2026 “ลาดกระบังนิทรรศน์” เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปีแห่งการสถาปนา ผ่านการจัดกิจกรรม International Business Matching และ Investor Day ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” โดยปรับบทบาทของกองทุนและนักลงทุนชั้นนำ จากเดิมที่เชิญมาเพียงเพื่อสอดส่องหาสตาร์ทอัพ เป็นการดึงเข้ามาร่วมให้ข้อมูลเชิงลึก และเป็น “พี่เลี้ยงคู่คิด” (Mentors) แนะนำเครือข่ายธุรกิจโดยตรง เพื่อยกระดับความพร้อมของสตาร์ทอัพและงานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัยให้ก้าวเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างแท้จริง





ตลอดการจัดงานเมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เวทีกลางของ KMITL EXPO 2026  ได้อัดแน่นไปด้วยองค์ความรู้เข้มข้นผ่าน 5 ช่วงเสวนาที่ครอบคลุมมิติของ Venture Capital (VC), Venture Builder, ภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน เริ่มตั้งแต่ช่วง “5 Things that Prevent VC from Investing in You” โดย คุณลักษมณ์ สาระยา (TOP Ventures) ที่ถอดบทเรียน 5 หลุมพราง (Pitfalls) ที่ทำให้นักลงทุนปฏิเสธ เช่น Exit Path, Business Model, Founder Profile, การสื่อสาร และ Capital Efficiency พร้อมย้ำว่า “เทคโนโลยีที่ดีไม่เท่ากับการลงทุนได้” และเงินทุนไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นตัวเร่งการเติบโตหลังจากที่พิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีแก้ปัญหาได้จริงและมีผู้ยอมจ่าย ต่อด้วยเวทีเจาะลึก “Engineering Startups from Scratch” ดำเนินรายการโดย คุณกันตภณ มนัสพล (KMITL Holding) ร่วมกับผู้บริหารระดับท็อปจาก Inmspace, Expresso NB, TOP Ventures, Innopower และ สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่มาร่วมชี้จุดเปลี่ยนว่าธุรกิจควรเริ่มจากปัญหาลูกค้ามากกว่าตัวเทคโนโลยี และตอบโจทย์ว่าเมื่อใดควรหยุดพัฒนาแล้วเริ่มขาย ขณะที่ช่วง “ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และการจัดการการลงทุนสำหรับบริษัท” คุณอรรศพล ธนารักษ์ (TCCI) ได้แนะกรอบการบริหารเงินทุนแต่ละช่วง ตั้งแต่เงินส่วนตัว ทุนสนับสนุนเพื่อพิสูจน์ชิ้นงาน สู่เงินลงทุนเพื่อสร้าง Product-Market Fit และการผสมผสานเงินกู้เพื่อบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ปิดท้ายด้วยการขยายสเกลใน “Bridging the University Spin-Offs” โดย คุณธีรธัช บรรณสารตระกูล (Origgin Venture) ร่วมเปิดประตูพานวัตกรรมไทยสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) และ “How We Shape the Energy Transition Journey” โดย คุณธันว์ เหลียงไพบูลย์ (Innopower) ที่ร่วมเผยทิศทางนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต ไว้อย่างครบถ้วนรอบด้าน





อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการจัดงานลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 ในปีนี้ คือการเปิดโซน Business Matching คลินิกให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวที่รวมเหล่านักลงทุนและตัวแทนกองทุนชั้นนำหลากหลายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น นักลงทุน Early Stage จากสิงคโปร์ ที่มีประสบการณ์การเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยอย่าง Origgin Ventures, ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน ปิโตรเคมี ซอฟต์แวร์ พลังงานสะอาด คาร์บอนเครดิต ไปจนถึงกลุ่ม Biotech และ Venture Building โดยนักลงทุนทุกคนพร้อมใจกันสวมบทบาทเป็น "พี่เลี้ยง" ร่วมวิเคราะห์ความพร้อมทางธุรกิจ วางกลยุทธ์การระดมทุน และแนะนำเครือข่ายที่ตรงเป้าหมายให้กับสตาร์ทอัพและนักวิจัยเป็นรายบริษัท นอกจากนี้ยังมีการจัด Investor Day ซึ่งผลจากการเปิดโซนเจรจาธุรกิจตลอดทั้งวัน มีการจองคิวสูงถึง 25 คิว และประสบความสำเร็จเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจได้มากถึง 19 คู่ ระหว่างสตาร์ทอัพ นักวิจัย นักลงทุนและกองทุนที่เข้าร่วมงาน


Business Matching เป็นส่วนหนึ่งของงาน KMITL EXPO 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยแต่ละวันได้ครอบคลุมธีมการพัฒนาที่สำคัญระดับโลก ทั้ง ESG, Health & Creative Economy, DeepTech, Smart Infrastructure & Digital Transformation และปิดท้ายด้วย Startup Playbook Workshop โดยบรรยากาศตลอดทั้งสัปดาห์คึกคักไปด้วยนักวิจัย สตาร์ทอัพ และผู้สนใจที่เข้ามาร่วมตักตักองค์ความรู้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ KMITL ในการเป็นสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องทดลอง ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้และสร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง


บี้ทุกดอก!!! “ดร.ณัฐวุฒิ” จ่อยื่นหนังสือ “กิติ์รัฐ” ผบ.ตร.ขอโอนคดีอาญา “สมชัย” “ปริญญา” “ยิ่งชีพ”กับพวกข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน ให้ กองปราบปราม ทำคดีแทน

  บี้ทุกดอก!!! “ดร.ณัฐวุฒิ” จ่อยื่นหนังสือ “กิติ์รัฐ” ผบ.ตร.ขอโอนคดีอาญา “สมชัย” “ปริญญา” “ยิ่งชีพ”กับพวกข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน ให้ กองปราบปราม ทำคดีแทน

             วันที่ 13 กันยายน 2569 สืบเนื่องจาก ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจ.AURELIAN และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พรบ.คอมฯ พรน.ควบคุมเรี่ยไร ร่วมกันฟอกเงินโดยสมคบกันตั้งแต่สองขึ้นไปและได้แจ้งความไว้ที่ สน.ทองหล่อ นั้น

     ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ได้ยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธ์เพ็ชร ผบตร.ในฐฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 12 ประกอบ ป.วิอาญามาตรา 16 มาตรา 18 วรรคท้าย เพื่อขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ในเขตอำนาจเพื่อขอหมายจับ ตาม ปวิอาญามาตรา 66 (1) กับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก รวม 6 คน เพราะเกรงว่าจะหลบหนีและคดีมีอัตราโทษสูงและคัดค้านการประกันตัว 

     ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2569 ได้ยื่นหนังสือต่อ ผกก.สน.ทองหล่อให้ดำเนินการตามขั้นตอน ป.วิอาญามาตรา 66(1) และคัดค้านพนักงานสอบสวนรายหนึ่งในคดีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กับพนักงานสอบสวนรายนี้ ทำเป็นตัวความเสียหายเอง โดยเป็นคดีลหุโทษตาม ปอ.มาตรา 391 และมาตรา 392 แต่มีพฤติการณ์ร่วมกันคบคิดกับนายสมชัยฯ คัดค้านการประกันตัว ทั้งที่เป็นความผิดลหุโทษ ผิดปกติวิสัยพนักงานสอบสวนทั่วไป และคอยสั่งการให้เขียนบันทึกการจับกุมบิดเบือนข้อเท้จจริงไม่ตรงต่อความเป็นจริง เข้าข่ายลักษณะข่มขู่พยาน รวมถึงนำความลับในสำนวนไปแจ้งให้นายสมชัยฯทราบ มีพฤติกรรมปรากฎชัดไม่เป็นกลางในคดี  ทั้งนี้ ดร.ณัฐวุฒิฯ ได้จ่อที่จะดำเนินคดีอาญากับพนักงานสอบสวนรายดังกล่าวแล้ว

    ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า  ตนเห็นว่า สน.ทองหล่อ ที่ตนไปกล่าวโทษ ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 และทีมทนายตนรวบรวมพยานหลักฐานไปให้ทั้งหมดแล้ว แต่ยังเห็นสำนวนบางอยู่ หมายถึง เอกสารที่ผู้เสียหายได้ส่งให้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนนคดีสูญหายไปไหนหรือไม่อย่างไร หรือว่าแยกเก็บ ไมน่าจะใช่ เพราะมิใช่ศาล  พยานหลักฐานที่ทีมทนายของตนได้ดรวบรวมพยานหลักฐานเพียงพอแล้วที่จะมีเหตุในการขอหมายจับต่อศาลได้ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน พรบ.คอมฯ ฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน คดีมีอัตราโทษอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี และผู้ต้องหาเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อย ไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน มีเหตุขอหมายจับต่อศาล ตาม ป.วิอาญา มาตรา 66(1) ได้ แต่เหตุใดจึงไม่ดำเนินการ ตาม ปวิอาญา มาตรา 66(1) โดยยื่นคำร้องต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้ 

           แต่ทำสำนวนคดีล่าช้า ผู้ต้อบหากลุ่มนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับนายเพนกวินฯ ที่หลบหนีไปต่างประเทศตามช่องทางธรรมชาติ โดยหลักแหล่งที่แน่นอน โดยใช้ สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งเป็นแหล่งพบปะและฟอกตัว

ทั้งผู้เสียหายไม่น้อยกว่า 2,000 ราย ไม่กล้ามาให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 กัยพวกโดยใช้โซเชี่ยลข่มขู่ใครเห็นต่างจะใช้วิธีนี้ทันที่ทำลายชื่อเสียงและข่มขู่ถึงครอบครัว ตนก็โดนนายสมชัยฯกระทำเช่นกัน มันหมดเวลาของนายสมชัยฯแล้ว ทั้งปรากฎชัดแจ้งจากการสัมภาษณ์ของนายสมชัยฯจากเรื่องเด่นเย็นนี้กับสื่อช่องหนึ่งโดยโพสต์ทางเฟซบุ๊กให้เป็นหลักฐานว่า ไม่ได้ขออนุญาต ตาม พรบ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 โยนความผิดให้กฎหมายที่เก่า แต่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายพฤติการณ์แห่งคดีแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน นายสมชัยฯคอยโพสต์ปั่นเพื่อให้ประชาชนบริจาคผ่านบัญชีผู้ใช้งานเฟซบุก “ปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร” ทำเป็นขบวนการ โดยนำเงินไปต่อสู้อำนาจรัฐและในการว่าจ้างทนายความและเสียค่าปรับ กฎหมายห้าม เข้าใจไหมครับ วัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ ผกก.สน.ทองหล่อ  กลับไม่ดำเนินการตามขั้นตอน ป.วิอาญา มาตรา 66(1)  ตนขอถามเลยว่า ผกก.สน.ทองหล่อทำอะไรอยู่ หากผู้ต้องหาหลบหนี คุณต้องรับผิดชอบ ตนไม่เอาไว้แล้วกัน  

    โดย วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2459 เวลา 10.30น. ตนจะไปยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. ขอให้โอนสำนวนคดี ๒  จาก สน.ทองหล่อให้ กองบังคับการสอบสวนกลาง กองปราบปรามทำคดีนี้แทน น่าจะมีเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นเงินระหว่างผู้ต้องหาที่โอนให้หญิงรายหนึ่งดีกว่า น่าจะมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพดีกว่า   เท่าที่ทราบ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีรวบรวมหลักฐานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ไฟเขียวจากหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อให้ไปยื่นคำร้องขอหมายจับ  และเท่าที่ทราบยังไม่ได้อายัดเงินมาเป็นของกลางในเงินระดมทุนบริจาคอันเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชน อันเป็นูลฐานการฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินตั้งแต่สองคนขึ้นไป  ตนขอตั้งคำว่า ผกก.สน.ทองหล่อ ทำอะไรอยู่ ทั้งตนยื่นหลักฐานเป็นใบเสร็จโอนเงิน เป็นของกลางในคดี ให้ไปอ่าน ประมวลจริยธรรมข้าราชการตำรวจ ,พรบ.ตำรวจแห่งชาติเยอะๆ รวมถึงไปทำความเข้าใจ พรป.ปปช.มาตรา 4,172  เยอะๆ จะได้รู้ว่า นอกจากจะเข้าข่าย มาตรา 157,200 แล้ว  คดีอาญาจะยาวเป็นหางว่าว 

            หากไม่ทำหน้าที่ก็ให้คนอื่นที่เหมาะสมและทำตามหน้าที่โดยเคร่งครัดจะดีกว่า ควรไปพักผ่อนได้แล้ว ไม่ควรมานั่งขวางคนอื่น ให้คนอื่นที่มีประสิทธิภาพและยึดหลักกฎหมายมาทำหน้าที่แทน  ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานหัวหน้าสถานี เรียนผ่านหลักสูตร ผกก.มาได้อย่างไร หย่อนยานในการทำหน้าที่ ให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทนดีกว่า อยู่ไปก็เสียอัตรา ผกก.เสียภาษีประชาชนป่าวๆ  คนอย่างตนคนจริงนะจะบอกให้ ยี่ห้อนี้ บอกแล้วว่า “กัดไม่ปล่อย” ไม่เชื่อให้ไปถาม นายสมชัยฯ อดีต กกต.เจอตนดำเนินคดีอาญาไป  6 คดี แค่เบาๆนายสมชัยฯยังมีคดีอีกเยอะ ที่กล่าวโทษ แต่ตนจะทยอยกล่าวโทษและจะดาวกระจายทุกจังหวัด ไม่น้อยกว่า 100 คดี รับรองสนุกแน่ ผวาไปทั้งคืน ตนไม่ได้หมูนะ ทำงานกฎหมายมา 30 กว่าปีแล้ว เหลี่ยมกฎหมายตอกกลับทุกดอกจะเอาไอ้นี่ ติดคุกให้ได้ทำกรรมกับแผ่นดินไว้เยอะ ถึงเวลาต้องมาปราบนายสมชันฯด้วยตนเอง ฝากไปบอกได้เลย หลังวันที่ 14 กันยายน 2569 พรรคสีส้มเขาไม่ใช้งานแล้ว เอาตัวเองให้รอดก่อนที่มาจุ้นกับ กกต.รู้ทุกเรื่องไม่เคยรู้เรื่องของตนเอง เงินที่ได้จาก อดีต.รมว.ยุติธรรมคนหนึ่งให้มาล้มรัฐบาล และยุบพรรคภูมิใจไทย รู้นะว่าคุณซุกไว้ที่ไหน อดีต กกต.หลักลอย ไม่มีแหล่งที่อยู่ที่แน่นอน ตนมีข้อมูลหมด รับรองสนุกแน่ ตนจะเอาคืนทุกดอกอย่างสาสมและใช้กฎหายจัดการให้เด็ดขาด     

////

แฮชแทก #ยื่นหนังสือขอโอนคดี #คดีฉ้อโกงประชาชน #คดีฟอกเงิน  #คดีสมคบกันฟอกเงิน #คดี พรบ.คอมฯ #กองปราบ #กองบัญชาการสอบสวนกลาง #สน.ทองหล่อ #ดร.ณัฏฐ์ #ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม #สมชัย

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

กรมการศาสนาเดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” สร้างคุณธรรม เสริมสุขภาวะ มุ่งไทยสู่ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล

 กรมการศาสนาเดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” สร้างคุณธรรม เสริมสุขภาวะ มุ่งไทยสู่ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ณ วัดศรีรัตนธรรมาราม อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พระราชสมุทรวชิรนายก เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ (ธ) เจ้าอาวาสวัดอาษาสงคราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระวชิรวรคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนธรรมาราม จังหวัดสมุทรปราการ และนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิ ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ภาคีเครือข่าย และประชาชน ผู้ปฏิบัติธรรม เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง




นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ วัดศรีรัตนธรรมาราม และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวาระสำคัญแห่งการฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา และถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา





กรมการศาสนามีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการนำหลักธรรมทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้บูรณาการความร่วมมือกับคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้และการปฏิบัติสมาธิในรูปแบบที่หลากหลาย สอดคล้องกับบริบทและความสนใจของประชาชนแต่ละกลุ่มและช่วงวัย อาทิ กิจกรรม Global Meditation Connect การปฏิบัติสมาธิในรูปแบบจิตวิญญาณเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งนำเสนอแนวทางการฝึกสมาธิที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กิจกรรม “สมาธิเสริมคุณธรรม นำชีวิตสู่สมดุล : Moral Meditation for Life Balance” ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการปฏิบัติสมาธิตามบริบทและอัตลักษณ์ของสถานปฏิบัติธรรมที่มีความโดดเด่น รวมถึงกิจกรรม ธรรมะสัญจร ประกอบด้วย ธรรมะฟันน้ำนม ธรรมะวัยใส และธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา ซึ่งออกแบบให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กและเยาวชนในแต่ละช่วงวัย

สำหรับวัดศรีรัตนธรรมาราม จังหวัดสมุทรปราการ เป็นสถานที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมในการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยมีสภาพแวดล้อมที่สงบ ร่มรื่น และเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม ตลอดจนมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม สามารถรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างเพียงพอและเป็นระบบ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จำนวนกว่า 350 คน ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ พิธีสวดมนต์และเจริญภาวนา การแสดงพระธรรมเทศนา 

โดยพระวชิรวรคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนธรรมาราม เพื่อเป็นแนวทางในการนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ตลอดจนรับฟังการบรรยายในหัวข้อ “ธรรมะผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์ : เยียวยาตน เยียวยาโลก” 

โดย รศ.ดร.วิไลรัตน์ ลื้อนันต์ศักดิ์ศิริ นักวิชาการฝ่ายวิทยาศาสตร์ โครงการ Global Meditation Connect 

การเยี่ยมชมนิทรรศการส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมผ่านมิติทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยมุ่งส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิในระดับสากล ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานปฏิบัติธรรม/สถานที่ปฏฺบัติสมาธิของวัดทั่วประเทศกว่า 2,800 แห่ง และมีประชาชน

ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง



ทั้งนี้ กรมการศาสนาได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดทำเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลศูนย์ปฏิบัติธรรม https://e-service.dra.go.th/meditation_hub/  เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สนใจในการค้นหาและลงทะเบียนเข้าร่วมปฏิบัติธรรมตามวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมกับความต้องการ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาจิตใจและคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงศาสนา และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและประเทศ โดยกรมการศาสนามุ่งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การพัฒนาจิตใจ และการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ///. 

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

ททท. ต่อยอดกระแสกรีน จัดงาน Amazing Green Fest 2026 ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเปลี่ยนเมือง Green เปลี่ยนโลก” เปิดพื้นที่ให้ทุกเจเนอเรชันร่วมสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

 ททท. ต่อยอดกระแสกรีน จัดงาน Amazing Green Fest 2026 ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเปลี่ยนเมือง Green เปลี่ยนโลก” เปิดพื้นที่ให้ทุกเจเนอเรชันร่วมสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าสร้างกระแสการท่องเที่ยวยั่งยืนในงาน “Amazing Green Fest 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเปลี่ยนเมือง Green เปลี่ยนโลก” มุ่งขยายฐาน “คนหัวใจสีเขียว” สู่ทุกเจเนอเรชัน ถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืนให้เข้าถึงง่ายและทำได้จริงผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน โอกาสนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มอบหมายให้ นางศุภิดา อ่อนบรรจง ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ ททท. เป็นผู้แทนพิธีเปิด โดยมี คุณยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ


นางศุภิดา อ่อนบรรจง ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งาน Amazing Green Fest 2026 ในวันที่ 11–13 กันยายน 2569 ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ปีนี้นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงาน 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมตอกย้ำบทบาทของ ททท. ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์ Amazing Thailand ในมิติของ Sustainability ที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยที่คำนึงถึงคุณค่าของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สอดรับกับทิศทางการดำเนินงานในปี 2570 ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Asia's No.1 High-Value & Meaningful Destination โดยเฉพาะด้าน Build New Growth Engine ซึ่งบรรจุมิติความยั่งยืนไว้อย่างชัดเจน ทั้งการส่งเสริมโรงแรมคาร์บอนต่ำภายใต้มาตรฐาน CF Hotel และกรอบการประเมิน SDG การขยายต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวยั่งยืนสู่จังหวัดน่านและกลุ่ม Wellness Valley ตลอดจนการกระจายรายได้สู่เมืองรองผ่านเครือข่ายชุมชนท่องเที่ยวกว่า 55 แห่ง โดยมุ่งพัฒนาให้งานดังกล่าวเป็นต้นแบบของ Green Tourism Festival ที่ผสานการท่องเที่ยวเข้ากับแนวคิดความยั่งยืน นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างลงตัว  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจทั้งแก่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ พร้อมเปลี่ยนจากการสร้างการรับรู้สู่การลงมือทำจริง และนำไปต่อยอดเป็นพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบได้อย่างเป็นรูปธรรม




งาน Amazing Green Fest 2026 ปีนี้ มาพร้อมกับแนวคิด “เที่ยวเปลี่ยนเมือง Green เปลี่ยนโลก” ถ่ายทอดพลังของการเดินทางที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดพื้นที่ให้ “คนหัวใจสีเขียว” ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน     และร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ผ่าน 8 โซนไฮไลต์ ที่เชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ ประกอบด้วย โซนที่ 1 Amazing Green Stories ถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวยั่งยืนผ่านเทคโนโลยี XR (Extended Reality) พาผู้เข้าชมสัมผัส 5 แหล่งท่องเที่ยวจาก    5 ภูมิภาค เสมือนได้เดินทางไปยังสถานที่จริง, โซนที่ 2 Amazing Green Tourism นำเสนอแนวทางและผลงานของ ททท. ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับชุมชนและผู้ประกอบการสู่    การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, โซนที่ 3 Amazing Green Living พบกับสินค้าและบริการจากแบรนด์กรีน         และผลิตภัณฑ์อินทรีย์คุณภาพ พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้บริโภค และภาคธุรกิจ สร้างโอกาสต่อยอดเครือข่ายสีเขียว, โซนที่ 4 Amazing Green Taste รวบรวมร้านอาหารที่ดำเนินงานอย่างรับผิดชอบ            สร้างคุณค่าเพิ่มให้วัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อสื่อสารเรื่องราวการกิน-อยู่อย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอวิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเรื่องราวของอาหาร, โซนที่ 5 Amazing Green Innovation นำเสนอนวัตกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยให้การท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อผู้คน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม พร้อมพบกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน, โซนที่ 6 Amazing Green Playground พื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน ผ่านเวิร์กชอปและกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ทำให้เรื่องความยั่งยืนสนุก เข้าใจง่าย และใกล้ตัว, โซนที่ 7 Amazing Green Workshop เปิดพื้นที่ลงมือสร้างสรรค์งาน DIY จากวัสดุธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย และปิดท้ายด้วยโซนที่ 8 Sharing Stage เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและแรงบันดาลใจด้านความยั่งยืน พร้อมโชว์พิเศษจาก อินบูโดกัน, โรส ศิรินทิพย์ และปราโมทย์ วิเลปานะ เติมสีสันให้เทศกาลแห่งความยั่งยืนมีทั้งสาระ ความสนุก และแรงบันดาลใจครบในที่เดียว




ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน Amazing Green Fest 2026 ได้ในวันที่ 11 - 13 กันยายน 2569              ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Amazing Green Fest หรือโทร. 1672 Travel Buddy


--------------------------------------------------------------------------------------


รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

 รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน จนสามารถจับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีการบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการลักลอบเข้ามาตัดสายไฟในเขตพื้นที่รถไฟฟ้าบ่อยครั้ง นอกจากนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และการสื่อสารมวลชน โดยมี พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานคณะ ซึ่งมีการดำเนินมาตรการเชิงรุก และติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินการจนเกิดผลสำเร็จในครั้งนี้ พ.ต.อ.กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7 ได้สั่งการไปยัง พ.ต.อ.มนต์ชัย อรุณส่องแสงดี ผกก.สน.ตลิ่งชัน พ.ต.ท.พงษ์ธวัช คงเสือ รอง ผกก.สส.สน.ตลิ่งชันและฝ่ายสืบสวนสอบสวน สน.ตลิ่งชัน เพื่อติดตามคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้ โดยเมื่อช่วงเวลา 10.30 น. ของวันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัทฯได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลางเป็นขดลวดสายไฟสีเงินประมาณ 10 กิโลกรัม , คีมตัดสายไฟ 1 อัน , มีดคัตเตอร์ 1 อัน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีดำ ที่ใช้ขี่ไปก่อเหตุ โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักภายในซอยราชพฤกษ์ 26 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร


โดยจากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ให้การรับสารภาพ ทั้งนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิดในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร ซึ่งบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยินดีจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งจับกุมกลุ่มผู้ร่วมกระทำการลักลอบตัดสายไฟในพื้นที่รถไฟฟ้าอย่างเต็มความสามารถ 

บริษัทฯยังคงมีมาตรการในด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มมาตรการเชิงรุกร่วมกันระหว่างฝ่ายรักษาความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวัน เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟในระบบของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รวมถึงยังคงยึดมั่นในการดูแลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th


“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”

     

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน​ จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน”

 สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน​ จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน”

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้รับรางวัล “เลิศรัฐ” ประจำปี พ.ศ. 2569 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) ระดับดี จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” ซึ่งมอบโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นับเป็น 1 ใน 17 ผลงานทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลในประเภทนี้ สะท้อนการปรับบทบาทองค์กรจากการกำกับดูแลตามกฎหมาย สู่การเปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม

รางวัลประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน เป็นรางวัลที่สำนักงาน ก.พ.ร. มอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในการเปิดระบบราชการ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในระดับการให้ข้อมูลข่าวสารและระดับการปรึกษาหารือ


ผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” สะท้อนการปรับบทบาทของ สคส. จากการทำหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย มาสู่การเปิดระบบราชการและทำงานร่วมกับประชาชนตั้งแต่ต้นทาง โดย สคส. เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สิทธิของตนเอง เข้าถึงความช่วยเหลือได้เมื่อถูกละเมิด และมีช่องทางร่วมสะท้อนความคิดเห็นกลับมายังหน่วยงาน แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของการขยายช่องทางบริการ การสร้างความรู้ความเข้าใจในวงกว้าง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า “รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าทิศทางการทำงานที่ สคส. เลือกเดินมาถูกทาง เราปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแลตามกฎหมาย มาเป็นหน่วยงานที่เปิดรับฟังและทำงานร่วมกับประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สิทธิของตนเอง และรู้ว่ามีที่พึ่งที่เข้าถึงได้จริงเมื่อสิทธินั้นถูกละเมิด”


การดำเนินงานเชิงรุกของ สคส. ครอบคลุมทั้งการขยายศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) สู่ภูมิภาคเพื่อรับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในพื้นที่ การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ Government Platform for PDPA Compliance (GPPC) ที่มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมใช้งานจำนวนมาก พร้อมเครือข่ายเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ตลอดจนการเปิดระบบเรียนรู้ออนไลน์ PDPC e-Learning ให้ประชาชนและองค์กรเข้าถึงความรู้ด้าน PDPA ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย


รางวัลในปีนี้นับเป็นการได้รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากในปี 2568 สคส. ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประเภทขับเคลื่อนเห็นผล ระดับดี จากผลงานศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) ขณะเดียวกัน ในปี 2569 ผลงานของ สคส. ยังได้รับการยอมรับในระดับสากล จากการที่แพลตฟอร์ม GPPC คว้ารางวัล Champion Project จากเวที WSIS Prizes 2026 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส


“ก้าวต่อไปของ สคส. คือการทำให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในทุกช่องทาง พร้อมยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะการใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สคส. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย


KMITL EXPO 2026 เปิดเวที International Business Matching – Investor Dayยกระดับนักลงทุนสู่ “พี่เลี้ยงคู่คิด” ดันงานวิจัยไทยสู่ตลาดทุนจริง

  KMITL EXPO 2026 เปิดเวที International Business Matching – Investor Dayยกระดับนักลงทุนสู่ “พี่เลี้ยงคู่คิด” ดันงานวิจัยไทยสู่ตลาดทุนจริง ส...