วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

 พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2569 ที่จังหวัดกาญจนบุรี  สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)ร่วมกับเครือข่ายสถานศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี จัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 110 คน ภายใต้โครงการ“การพัฒนาสมรรถนะเชิงรุก (Competency-Based Learning)”ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สู่การสร้างนวัตกรรมด้วยการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการวัดและประเมินผลผู้เรียน ยกระดับการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลตามสมรรถนะผู้เรียน โดยผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ครูจากโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี 3 แห่ง รวม 110 คน ได้แก่ โรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม โรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฏร์บำรุง  และโรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม



ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นหลัก ไม่ใช่บรรยายหรือติวซึ่งเป็นการทำร้ายเด็ก แต่ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดคือการติว และเด็กก็ใช้เงินเพื่อการนี้ แต่ผลของการสอบ O-Net ที่ผ่านมา23 ปี เราไม่เคยเห็นการผ่านเกณฑ์เลย รวมถึงการประเมิน PISA 20 กว่าปีมานี้ทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถผ่านได้ เพราะยิ่งติวยิ่งแคบ ยิ่งติวยิ่งความรู้น้อย เนื่องจากเป็นการเรียนข้อสอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทั้ง O-Net และ PISA เป็นการนำกระบวนการไปวิเคราะห์ข้อสอบ แต่สิ่งที่เกิดคือในห้องสอบครูไม่รู้จักกระบวนการ เด็กจึงไม่มีกระบวนการ เพราะเป็นการเรียนแบบท่องจำ  จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวต่อไปว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการอบรมการใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือสร้างความรู้ของเด็ก โดยนำเนื้อหาในหนังสือมาให้เด็กเรียนรู้ สร้างความรู้โดยผ่านกระบวนการคิด ผ่านกระบวนการประเมิน โดยเพิ่มความดี ความงาม คุณธรรม และ ค่านิยม ซึ่งนำความคิดพื้นฐาน เหตุและผลมาหลอมรวมเข้าด้วยกันทำให้ความคิดขั้นต้นมีคุณค่าสูงขึ้นทั้งตนเองและสังคม ซึ่งการเรียนด้วยวิธีการนี้จะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและต่อยอดเป็น AI ในต่างประเทศที่เขาสร้างนวัตกรรมและAI เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง จนพัฒนา AI ขั้นสูงมาใช้ในด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจต่อมา ก็เอา AI มาใช้ประกอบการเรียนซึ่งก็คือมือถือแท็บเล็ตแต่เมื่อนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ก็ทำให้เกิดปัญหาเด็กติดจอและข้อมูลที่ผ่าน AIมา ควบคุมไม่ได้ จนเกิดกระแสที่กระทบสังคม และเด็กก็ไม่มีสมาธิในการเรียนจนทุกประเทศเห็นพ้องกันว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศอาจจะด้อยพัฒนาได้ จึงมีการห้ามนำเทคโนโลยีเข้า ในห้องเรียนเพื่อกลับมาเรียนแบบเดิมและมีการประกาศว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะสร้าง AIรุ่นใหม่


“ GPAS 5Steps จะเป็นกำแพงต่อต้านกระแสสังคมเชิงลบที่กระแทกเข้ามา เพื่อให้เด็กต่อต้านสิ่งเหล่านี้ได้ สามารถใช้ปัญญาในการเลือกบริโภคได้ ดังนั้นถ้าเรายังไม่พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบเด็กจะเอาไม่อยู่ เพราะขนาดธรรมชาติเมื่อมีกระแสลมพัดด้วยความรุนแรง หน้าผา ก้อนหิน ยังสลายได้ แล้วจิตใจของเด็กซึ่งเป็นมนุษย์แท้ๆ ถ้าถูกกระแสสังคมเข้ามากระแทกก็คงยากที่จะทานได้ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบให้เร็วที่สุด โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์และเลือกได้ และหากเกิดความผิดพลาดเด็กก็จะสามารถลุกได้เร็ว“ประธานบริหารสถาบัน พว.กล่าว

ดร.ณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.)กล่าวว่า ส.บ.ม.ท.คาดหวังว่าคุณภาพของครูจะส่งผลถึงเด็ก โดยเชื่อว่าการพัฒนาครู เติมส่วนที่ขาด วาดส่วนที่หวัง จะสามารถพัฒนาเด็กได้ โดยเฉพาะการอบรมออกแบบการเรียนรู้ด้าน Active Learning การประเมินผลโดยใช้ AI และการประเมินผลตามสภาพจริง ซึ่งครูที่เข้ารับการอบรมวันนี้มาจากโรงเรียนมัธยมศึกษา 2 โรง และโรงเรียนขยายโอกาส 1 โรงในจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นกลุ่มนำร่องของ ส.บ.ม.ท.ที่ร่วมกับสถาบัน พว. ในการพัฒนาความรู้การประเมินผลตามสภาพจริง และส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสมรรถนะเด็ก และหลังจากนี้จะขยายผลไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษากว่า 2 พันโรงทั่วประเทศต่อไป 

นายพจนรินทร์ เหลืองอรัญนภา ผู้อำนวยการโรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม กล่าวว่า การพัฒนาครูถือเป็นหัวใจของการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะเมื่อครูมีองค์ความรู้และเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย จะสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาใช้เป็นการเติมเต็มและต่อยอดวิธีการสอนที่ครูแต่ละคนใช้อยู่แล้ว โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละรายวิชา สภาพโรงเรียน และศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน  ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจและนำกระบวนการดังกล่าวไปใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แทนการเรียนรู้แบบรับฟังเพียงอย่างเดียว 

นายนรากร สุขวิสิฎฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฎร์บำรุง กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีทิศทาง  ลดการบรรยายหน้าชั้นเรียน จะทำให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติจริง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เด็กจะเรียนด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งตนคาดหวังว่าครูจะเข้าใจในการกระบวนการเรียนรู้นี้ได้อย่างถ่องแท้ และนำไปสอนเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง

สโมสร GYMNASTIKA BY PP Club ระเบิดศึกยิมนาสติกครั้งยิ่งใหญ่ หนุนเยาวชนสู่ความสำเร็จระดับนานาชาติ ในงาน GYMNASTIKA BY PP Club ครั้งที่ 9 และการแข่งขัน 4th INTER-CLUB RHYTHMIC GYMNASTICS COMPETITION ณ อาคารนิมิบุตร

 สโมสร GYMNASTIKA BY PP Club ระเบิดศึกยิมนาสติกครั้งยิ่งใหญ่ หนุนเยาวชนสู่ความสำเร็จระดับนานาชาติ ในงาน GYMNASTIKA BY PP Club ครั้งที่ 9 และการแข่งขัน 4th INTER-CLUB RHYTHMIC GYMNASTICS COMPETITION ณ อาคารนิมิบุตร





​     สโมสร GYMNASTIKA BY PP CLUB โดย นางสาววราภรณ์ พรสิริจรรยา ประธานสโมสร อดีตนักกีฬายิมนาสติกลีลาทีมชาติไทย จัดการแข่งขันยิมนาสติกประจำปี  GYMNASTIKA BY PP Club ครั้งที่ 9 และ การแข่งขัน 4th INTER-CLUB RHYTHMIC

GYMNASTICS COMPETITION ระหว่างวันที่ 4 - 5 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวกนกรัตน์ ตันติกรพรรณ เลขาธิการสมาคมยิมนาสติกแห่งประเทศไทย  เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน  เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ พัฒนาศักยภาพ และเตรียมความพร้อมก้าวสู่การแข่งขันในระดับชาติและนานาชาติ 





     สโมสร GYMNASTIKA BY PP CLUB ก่อตั้งและบริหารงานโดย นางสาววราภรณ์ พรสิริจรรยา อดีตนักกีฬายิมนาสติกลีลาทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญรางวัลระดับประเทศและนานาชาติ ผู้มีประสบการณ์การสอนมากกว่า 15 ปี และมุ่งมั่นตั้งใจยกระดับวงการยิมนาสติกไทย โดยทางสโมสรได้ริเริ่มจัดการแข่งขันภายในมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2559  และขยายผลอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น "เวทีฝึกฝน" ที่ได้มาตรฐานระดับประเทศ สืบเนื่องมาเป็นปีที่ 9 ซึ่งในแต่ละปีได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมแข่งขันเฉลี่ยมากกว่า 700 คนต่อปี ติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน ​สำหรับการแข่งขันในปีนี้ ความโดดเด่นอยู่ที่การยกระดับจากเวทีฝึกฝนสู่ "เวทีสร้างแรงบันดาลใจ" ด้วยการจัดงานในสนามระดับประเทศอย่าง อาคารนิมิบุตร เพื่อรองรับนักกีฬาจำนวนมากและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเยี่ยมให้แก่เยาวชน  การแข่งขันครั้งนี้ครอบคลุมหลากหลายประเภทกีฬา ได้แก่ ยิมนาสติกลีลาพื้นฐาน  ยิมนาสติกลีลาระดับนักกีฬา และ ยิมนาสติกศิลป์ ภายใต้ระบบคะแนนและการตัดสินโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการรับรองตามหลักสากล เสมือนบรรยากาศการแข่งขันระดับชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น (Beginner) ไปจนถึงนักกีฬาทีมชาติรุ่นเยาว์ ในรุ่นอายุ 5 ปีขึ้นไป ได้สัมผัสประสบการณ์ระดับมืออาชีพอย่างแท้จริง




              การแข่งขันในครั้งนี้มีนักกีฬายิมนาสติกเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 929 คน จาก 43 สโมสรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ มองโกเลีย มาเลเซีย ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อังกฤษ และประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Snack Jack, Ireal Plus, Mignight Tokyo, Drinking Water Angel, Art Yoon Design และSports Action รวมทั้งสโมสรสมาชิกทุกท่าน

              สโมสร GYMNASTIKA BY PP CLUB เชื่อมั่นว่าการแข่งขันในครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาทักษะเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติในฐานะนักกีฬาระดับสากลต่อไปในอนาคต ดังปณิธานของสโมสรที่ว่า "ไม่ใช่แค่สอนให้เก่ง แต่เราสร้างให้เขาเติบโต"


🔸️🔸️🔸️🔸️🔸️🔸️🔸️🔸️

วธ. เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาทางศาสนา ผนึกภาคีเครือข่ายยกระดับแหล่งเรียนรู้ ปลูกฝังคุณธรรมเด็กและเยาวชน สู่สังคมพหุวัฒนธรรมสันติสุข

 วธ. เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาทางศาสนา ผนึกภาคีเครือข่ายยกระดับแหล่งเรียนรู้ ปลูกฝังคุณธรรมเด็กและเยาวชน สู่สังคมพหุวัฒนธรรมสันติสุข






วันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมพหุภาคีเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารและจัดการศึกษาอิสลาม และเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิดโดดเด่น ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีนายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา นายอาชัญ วันแอเลาะ นายกสมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการสมาคม หัวหน้าเขตการศึกษา หัวหน้าหน่วยสอบ คณะครูสอนศาสนาอิสลาม เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามประจำจังหวัดนนทบุรี เฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา





นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่กับการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงของสถาบันศาสนา จึงมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ขับเคลื่อนการศึกษาทางศาสนาร่วมกับองค์กรศาสนาและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังคุณธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เคารพความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม และอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสันติสุข

กรมการศาสนาได้บูรณาการความร่วมมือกับคณะสงฆ์ องค์การศาสนา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ส่งเสริมการศึกษาทางศาสนาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ผ่านแหล่งเรียนรู้ของแต่ละศาสนา เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ปลูกฝังคุณธรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ในส่วนของพระพุทธศาสนา กรมการศาสนาส่งเสริมการดำเนินงานของ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ซึ่งคณะสงฆ์จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ฝึกปฏิบัติธรรม และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย โดยใช้หลักสูตรธรรมศึกษาของคณะสงฆ์เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณธรรม ควบคู่กับการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ปัจจุบันในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ กรมการศาสนาให้การสนับสนุนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ทั่วประเทศ จำนวน ๒,๖๔๕ ศูนย์ มีเด็ก เยาวชน และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า ๗๘๐,๘๒๒ คน


สำหรับศาสนาอิสลาม กรมการศาสนาส่งเสริมการจัดการศึกษาผ่าน ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด (ศอม.) โดยบูรณาการความร่วมมือกับสมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาอิสลามให้มีคุณภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยใช้หลักสูตรวิชาศาสนาอิสลามภาคบังคับ (ฟัรฎูอัยน์) เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการดำรงชีวิตตามหลักศาสนา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนมุสลิมให้มีความรู้คู่คุณธรรมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติ ปัจจุบันมีศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิดที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งแล้ว จำนวน ๑,๐๕๖ ศูนย์ ครอบคลุม ๓๖ จังหวัด ทั่วประเทศ



การประชุมพหุภาคีครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาอิสลามของประเทศ พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรศาสนา และเครือข่ายผู้จัดการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย และตอบสนองต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ ๒๑

ภายในงาน กรมการศาสนาได้มอบรางวัลศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิดโดดเด่น ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๑๐ ศูนย์ จาก ๑๐ เขตการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ศูนย์อบรมฯ ที่มีผลการดำเนินงานเป็นแบบอย่างในการพัฒนาการศึกษาอิสลามและการปลูกฝังคุณธรรมแก่เด็กและเยาวชน



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนาจะเดินหน้าส่งเสริมการศึกษาทางศาสนาของทุกศาสนาอย่างต่อเนื่อง พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางศาสนาให้เป็นพื้นที่สร้างคุณธรรม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และพัฒนาศักยภาพของเด็ก เยาวชน และประชาชน โดยใช้หลักธรรมของแต่ละศาสนาเป็นพลังในการพัฒนาคน พัฒนาชุมชน และเสริมสร้างสังคมไทยให้สงบสุข สมานฉันท์ และเข้มแข็งอย่างยั่งยืน


กทปส. ผนึก มหิดล ปั้นเยาวชนสู่ "ครีเอเตอร์มืออาชีพ" อัดฉีดทักษะดิจิทัล-AI หนุนซอฟต์พาวเวอร์ไทย

 กทปส. ผนึก มหิดล ปั้นเยาวชนสู่ "ครีเอเตอร์มืออาชีพ" อัดฉีดทักษะดิจิทัล-AI หนุนซอฟต์พาวเวอร์ไทย

กรุงเทพมหานคร, 4 กรกฎาคม 2569 – ท่ามกลางการดิสรัปชันของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาพลิกโฉมทุกมิติของเศรษฐกิจและสังคม กองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว "โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาเยาวชนให้มีศักยภาพด้านทักษะดิจิทัล" อย่างเป็นทางการ ณ ห้องอเนกประสงค์ ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เพื่อเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) และยกระดับเยาวชนไทยจาก "ผู้ใช้งาน" สู่การเป็น "ผู้ผลิตสื่อมืออาชีพ"

อุดช่องโหว่ทักษะดิจิทัล สร้างนิเวศสื่อปลอดภัย

แม้เยาวชนยุคใหม่จะเติบโตมาในฐานะ Digital Native แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ผลิตสื่อที่มีความรับผิดชอบและรู้เท่าทันกฎหมายยังคงเป็นความท้าทายระดับชาติ โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยมุ่งเป้าป้อนบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมกระจายเสียงและโทรทัศน์ พร้อมผลักดันการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริม Soft Power ของไทย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม อาหาร หรือวิถีชีวิตท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระดับสากล

รองศาสตราจารย์ ดร.พสชนัน นิรมิตรไชยนนท์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลหัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า "โลกดิจิทัลในวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องการพลเมืองดิจิทัลที่มีความรับผิดชอบ รู้เท่าทันข้อมูล และสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคม โครงการนี้จึงออกแบบให้เยาวชนได้ลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาชุมชน"

ด้านรองศาสตราจารย์ดร.กมลพร สอนศรีอาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักวิจัยร่วมโครงการฯ กล่าวว่า "เยาวชนยุคปัจจุบันใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว แต่อาจยังขาดการรู้เท่าทันและจริยธรรมในการใช้สื่อ จึงเป็นที่มาของการจัด "โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาทักษะเยาวชนให้มีศักยภาพด้านทักษะดิจิทัล" โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะให้เยาวชนสามารถนำความรู้กลับไปช่วยเหลือชุมชน รวมถึงส่งต่อความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุในท้องถิ่นอีกด้วย"

โรดแมปโครงการ: ปูพรมเฟ้นหา 600 เยาวชนทั่วประเทศ

เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม โครงการเตรียมจัดกิจกรรม Roadshow สัญจรไปยังสถาบันการศึกษา 15 แห่ง ครอบคลุม 6 พื้นที่ทั่วประเทศ ดังนี้:

 * ภาคเหนือ: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 * ภาคกลาง: มหาวิทยาลัยศิลปากร และ มหาวิทยาลัยรังสิต

 * ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

 * ภาคตะวันออก: มหาวิทยาลัยบูรพา และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

 * ภาคใต้: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ มหาวิทยาลัยทักษิณ

 * กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ สถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ไฮไลต์กิจกรรมการฝึกอบรม (เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย)

เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 600 คน (ภูมิภาคละ 100 คน) จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแคมป์พัฒนาทักษะดิจิทัลเข้มข้น 3 วัน 2 คืน ในพื้นที่ใกล้ภูมิลำเนา โดยหลักสูตรจะครอบคลุมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้แก่:

 * Digital Mindset: การสร้างกรอบความคิดดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อ

 * Data Storytelling: ศิลปะการเล่าเรื่องด้วยข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

 * AI & Tech Tools: การผลิตสื่อด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างมืออาชีพ

 * Digital Ethics & Law: จริยธรรม จรรยาบรรณ และข้อกฎหมายในการสร้างสังคมดิจิทัล

หลังสิ้นสุดการอบรม จะมีการจัดกิจกรรม Pitching เพื่อคัดเลือกเยาวชนหัวกะทิ 30 คน มารับทุนและโอกาสในการพัฒนาโครงการผลิตสื่อสร้างสรรค์ (เช่น วิดีโอโปรโมตการท่องเที่ยว, สินค้าชุมชน หรือการอนุรักษ์วัฒนธรรม) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดในระดับชุมชนและสังคมต่อไป

เงื่อนไขและช่องทางการรับสมัคร

โอกาสสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถของตนเอง 

เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้

 * คุณสมบัติ: เยาวชนอายุระหว่าง 15–22 ปี จากทั่วประเทศ

 * วิธีการสมัคร: ถ่ายคลิปวิดีโอแนะนำตนเอง (ความยาวประมาณ 3 นาที) บอกเล่าถึง "เหตุผลและความมุ่งมั่นที่อยากเข้าร่วมโครงการ" พร้อมนำเสนอไอเดียว่า "จะนำความรู้ด้านดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร"

 * ระยะเวลารับสมัคร: วันนี้ – 25 กรกฎาคม 2569 (หมายเหตุ: ผู้สมัครไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น)

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม กติกาการส่งคลิป และประกาศผลการคัดเลือกได้ทาง Facebook Page: โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาเยาวชนให้มีศักยภาพด้านทักษะดิจิทัล


พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

  พลิกโฉมประเทศด้านการศึกษา พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2569 ที่จัง...