วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ประกาศความพร้อมอีกครั้งในการเข้าร่วมงานมหกรรมทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ Money Expo Korat 2026 ภายใต้คอนเซปต์ "LED Smart Partner" มุ่งเน้นการเป็นคู่คิดอัจฉริยะที่ช่วยเปลี่ยนเรื่องหนี้ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่าย พร้อมมอบโอกาสการเริ่มต้นใหม่ทางการเงินให้กับพี่น้องประชาชน

 กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ประกาศความพร้อมอีกครั้งในการเข้าร่วมงานมหกรรมทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ Money Expo Korat 2026 ภายใต้คอนเซปต์ "LED Smart Partner" มุ่งเน้นการเป็นคู่คิดอัจฉริยะที่ช่วยเปลี่ยนเรื่องหนี้ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่าย พร้อมมอบโอกาสการเริ่มต้นใหม่ทางการเงินให้กับพี่น้องประชาชน

ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่หลายคนเผชิญกับภาระหนี้สิน กรมบังคับคดีตอกย้ำบทบาทการเป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วยจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน โดยภายในงานจะมีการให้บริการครอบคลุม 3 ด้านหลัก



• ให้ความรู้ ไขข้อสงสัยด้านกฎหมายและการบังคับคดี

• คลี่คลายหนี้สิน ให้คำปรึกษาเพื่อหาทางออกและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

• ความมั่นคงระยะยาว วางแผนเพื่อสร้างวินัยและเสถียรภาพทางการเงินใหม่

พบกันที่งาน Money Expo Korat 2026



กรมบังคับคดีขอเชิญชวนประชาชนชาวนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการหาทางออกด้านการเงิน แวะมาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ที่บูธของกรมบังคับคดี เพื่อเปลี่ยนมุมมองทางการเงินและเริ่มต้นก้าวใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม


📅 วันที่: 7 – 9 สิงหาคม 2569

⏰ เวลา: 10.00 – 20.00 น.

📍 สถานที่: เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์ โคราช


"กรมบังคับคดี: คู่คิดที่ทำให้เรื่องซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย"

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ศน. ร่วมกับเครือข่าย 25 จังหวัดภาคกลาง ขับเคลื่อนแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 มุ่งสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

 ศน. ร่วมกับเครือข่าย 25 จังหวัดภาคกลาง ขับเคลื่อนแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 มุ่งสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระดับภาคกลาง ณ โรงแรมชลจันทร์ พัทยา บีช รีสอร์ท อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยมี นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย 



นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ผู้แทนศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) วัฒนธรรมจังหวัด และเครือข่ายส่งเสริมคุณธรรมจาก 25 จังหวัดภาคกลาง เข้าร่วมประชุมกว่า 160 คน

กรมการศาสนามุ่งขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันศาสนา และชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของประชาชน และขยายผลต้นแบบความสำเร็จสู่สังคมในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมคุณธรรมที่เข้มแข็งและยั่งยืน





ภายในงานมีการบรรยาย หัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาสังคมไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน” การนำเสนอผลการดำเนินงานและความสำเร็จของจังหวัดและชุมชนคุณธรรมต้นแบบ การอภิปรายในหัวข้อ “แนวทางการส่งเสริมคุณธรรม 5 ประการ ภายใต้มิติหลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงามในระดับพื้นที่” ตลอดจนการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ความท้าทาย และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571 – 2575) ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน





การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติใน 4 ภูมิภาค มีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 680 คนทั่วประเทศ โดยข้อเสนอและความคิดเห็นจากทุกภูมิภาคจะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการส่งเสริมคุณธรรมของประเทศในระยะต่อไป พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดสตูล ///


“นพ.รุ่งเรือง” ชูวิสัยทัศน์ SMR ขับเคลื่อนความมั่นคงพลังงานไทย ผสานพลังงานสะอาด-ยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์สู่โดนใจอนาคต

 “นพ.รุ่งเรือง” ชูวิสัยทัศน์ SMR ขับเคลื่อนความมั่นคงพลังงานไทย ผสานพลังงานสะอาด-ยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์สู่โดนใจอนาคต

อุดรธานี – กระทรวงพลังงาน ผนึกกำลังสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สทน. และ กฟผ. จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติติการยกระดับศักยภาพพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ หวังถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เผยไทยจ่ออยู่ในกลุ่มเร่งพัฒนา รับมือวิกฤตพลังงาน ถ่ายโอนสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกันจัดงานสร้างความเข้าใจด้านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า Small Modular Reactor (SMR) ให้แก่พลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา อุดร จังหวัดอุดรธานี

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายโกมล บัวเกตุ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี โดยมีผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานด้านพลังงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัด ให้สามารถสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยกำหนดจัดกิจกรรมรวม 4 ครั้ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

แก้วิกฤตพลังงานไทย พึ่งพาก๊าซสูง-ผันผวนหนัก

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายพิเศษโดย นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในหัวข้อ “นโยบายและทิศทางพลังงานของประเทศไทยและบทบาทของเทคโนโลยี SMR” โดยฉายภาพความท้าทายด้านพลังงานของไทยที่ปัจจุบันยังคงพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงสูง และพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 67.5% ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา

นอกจากนี้ โครงสร้างพลังงานในปัจจุบันยังเผชิญความท้าทายจากพลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์และลม) ที่มีความไม่แน่นอน (\bm{Intermittency}) ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม, ศูนย์ข้อมูล (Data Center), เทคโนโลยี AI และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ประกอบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เทคโนโลยี SMR จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP)

รู้จัก SMR: เล็ก ปลอดภัย ประสิทธิภาพสูง

นพ.รุ่งเรือง อธิบายว่า SMR คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ที่มีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง โดยมีจุดเด่นสำคัญ ดังนี้:

 ขนาดและกำลังการผลิต: กำลังการผลิตประมาณ 300 MWe ใช้พื้นที่เพียง 100 ไร่ และมีรัศมีแผนฉุกเฉินน้อยกว่า 1 กิโลเมตร

 ก่อสร้างรวดเร็ว: ใช้เวลาสร้างเพียง 3–4 ปี เนื่องจากชิ้นส่วนถูกประกอบสำเร็จมาจากโรงงาน

 ระบบความปลอดภัยเชิงรุก (\bm{Passive\ Safety\ System}): ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากภายนอกในการระบายความร้อนฉุกเฉิน พร้อมใช้นวัตกรรมเชื้อเพลิงทนความร้อนสูง

 พลังงานมหาศาล: ยูเรเนียม-235 เพียง 1 กิโลกรัม สามารถให้พลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 300,000 เมกะวัตต์

นอกจากผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ระบบแล้ว SMR ยังประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่น จ่ายไฟให้ Data Center, ผลิตไฮโดรเจนสะอาด (Green Hydrogen), ผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination), จ่ายความร้อนอุณหภูมิสูงให้แก่ภาคอุตสาหกรรมหนัก ตลอดจนการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล หรือตามเกาะต่างๆ

ผสานพลังงานสะอาด นำไทยสู่ Carbon Neutrality

เลขาธิการ ปส. ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา ต่างมีแผนพัฒนา SMR ที่ชัดเจนแล้ว ทำให้ประเทศไทยต้องจัดอยู่ใน "กลุ่มเร่งพัฒนา" โดยหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน ได้แก่ การกำหนดนโยบายในแผน PDP ให้ชัดเจน, การสื่อสารสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ, การยกระดับกฎหมายกำกับดูแลตามมาตรฐานองค์กรพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และการคัดเลือกพื้นที่ดำเนินการอย่างโปร่งใส

"เป้าหมายของประเทศไทย ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างพลังงานนิวเคลียร์หรือพลังงานหมุนเวียน แต่คือการผสมผสานพลังงานสะอาด คาร์บอนต่ำ และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะร่วมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต"

นพ.รุ่งเรือง กล่าวทิ้งท้ายว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และรัฐวิสาหกิจในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน

💡


ศธ. เปิดฉากการประชุม AQRFC ครั้งที่ 17 เดินหน้าขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน มุ่งยกระดับมาตรฐานการศึกษาภูมิภาค

 ศธ. เปิดฉากการประชุม AQRFC ครั้งที่ 17 เดินหน้าขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน มุ่งยกระดับมาตรฐานการศึกษาภูมิภาค


วันที่ 3 สิงหาคม 2569  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมกับ 10 หน่วยงานภาคีเครือข่าย เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ครั้งที่ 17 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (the 17th ASEAN Qualifications Reference Framework (AQRF) Committee Meeting and Related Meeting) ระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและบรรลุเป้าหมายตามกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยได้รับเกียรติจาก นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกล่าวต้อนรับและเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ตลอดจนคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน คณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างคับคั่ง

การประชุม AQRFC ครั้งที่ 17 นี้ เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของ 11 หน่วยงานไทย ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, กรมส่งเสริมการเรียนรู้, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน), สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน), กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเปิดเวทีให้คณะกรรมการจากประเทศสมาชิกได้ร่วมทบทวนความคืบหน้าในการดำเนินงานตามกรอบอ้างอิงคุณวุฒิอาเซียน (AQRF) พร้อมทั้งพิจารณาประเด็นสำคัญ การริเริ่มโครงการระดับภูมิภาค และหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับขั้นตอนในการขับเคลื่อน AQRF เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ความสามารถในการเทียบเคียง และความเข้าใจอันดีร่วมกันเกี่ยวกับคุณวุฒิวิชาชีพทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนยิ่งขึ้น

นาย อัครนันท์ รมช.ศธ. เปิดเผยว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมของประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการบูรณาการความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกสังกัดเพื่อขับเคลื่อนกรอบอ้างอิงคุณวุฒิอาเซียน โดยมีความมุ่งหมายให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเกิดความเชื่อมั่นในระบบคุณวุฒิระหว่างกัน อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนและคนทำงานได้นำความรู้ ความสามารถ เกิดการพัฒนาและนำทักษะที่มีอยุ่ใช้ในการประกอบวิชาชีพได้ทั่วภูมิภาค ทั้งหมดนี้เพื่อรองรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนจำเป็นต้องเกิดการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆตลอดเวลา ดังนั้นระบบการศึกษาและการฝึกอบรมจึงต้องสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ทุกคนเรียนรู้ได้หลากหลายยิ่งขึ้นผ่านการผสานความร่วมมือและ ทำงานร่วมกันกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และสร้างการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน





สำหรับการพัฒนาแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนการดำเนินงานกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนตามเกณฑ์ที่ 11 นั้น เป้าหมายหลักในการกำหนดแนวทางให้หน่วยงานระบุระดับ AQRF ในเอกสารรับรองคุณวุฒิระดับชาติได้อย่างสอดคล้อง เพื่อสร้างความโปร่งใสและช่วยให้การเทียบเคียงคุณวุฒิ เกิดความเชื่อมั่น น่าเชื่อถือ และความไว้วางใจต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของคุณวุฒิระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน อีกทั้งให้รองรับความหลากหลายของระบบคุณวุฒิของแต่ละประเทศสมาชิก ซึ่งจะนำไปสู่การเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอาเซียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สำหรับการประชุม AQRFC ครั้งที่ 17 จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เพื่อร่วมกันพิจารณาวาระการประชุมและขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและบรรลุเป้าหมายตามกรอบความร่วมมือที่กำหนดไว้


10 โรงเรียนในเครือเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า แถลงความพร้อม จัดใหญ่ "งานกีฬาประเพณีพระเกี้ยวน้อมเกล้าสัมพันธ์ ครั้งที่ 2" ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

 10 โรงเรียนในเครือเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า แถลงความพร้อม จัดใหญ่ "งานกีฬาประเพณีพระเกี้ยวน้อมเกล้าสัมพันธ์ ครั้งที่ 2" ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

3 สิงหาคม 2569 — เครือข่ายโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า จัดพิธีแถลงข่าวการแข่งขัน “งานกีฬาประเพณีพระเกี้ยวน้อมเกล้าสัมพันธ์ ครั้งที่ 2” อย่างเป็นทางการ ณ หอประชุมสมเด็จย่า 100 ปี โดยมีคณะผู้บริหาร คณะครู สมาคมผู้ปกครองและครู เครือข่ายผู้ปกครอง และชมรมกีฬา เข้าร่วมงานอย่างพร้อมพรั่ง

นายพิสิษฐ์ ศุภวัฒน์ธนบดี ผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ในฐานะประธานจัดงาน เปิดเผยว่า การแข่งขันกีฬาประเพณีในปีนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อ:

สร้างความสามัคคี: เสริมสร้างขวัญ กำลังใจ และมิตรภาพอันดีระหว่างนักเรียน ครู และบุคลากร

ส่งเสริมศักยภาพ: เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้แสดงความสามารถด้านกีฬาและการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่

กระชับความสัมพันธ์เครือข่าย: ขับเคลื่อนความร่วมมือในฐานะภาคีเครือข่ายองค์กรแห่งการเรียนรู้ (School as Learning Community: SLC)

เชิดชูเกียรติ: ยกย่องแบบอย่างที่ดีด้านการปฏิบัติงานและคุณธรรมจริยธรรม

🏆 ไฮไลต์การแข่งขัน และ 10 สถาบันที่เข้าร่วม

การแข่งขันกีฬาประเพณีฯ ครั้งที่ 2 กำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันเสาร์ที่ 5 – วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน (เวลา 08.30 – 17.00 น.) โดยมีการชิงชัยใน 2 ประเภทกีฬาหลัก ได้แก่:

ฟุตบอลชาย (รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี)

กรีฑา (ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย ทั้งประเภทชาย-หญิง)

วิ่ง 100 เมตร / 200 เมตร / 400 เมตร / วิ่งผลัด 4 × 100 เมตร

โดยเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของ โรงเรียนในเครือเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ทั้ง 10 แห่ง ได้แก่: 

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า 

โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า 

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กบินทร์บุรี 

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นนทบุรี 

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กุนนที 

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นครราชสีมา

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า ปทุมธานี

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการ

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า อุตรดิตถ์

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สระบุรี

แมตช์หยุดโลก! สัมผัสความสนุกกับ "ฟุตบอลนัดพิเศษ" การประชันแข้งระหว่าง ทีมศิลปินเพื่อนโจอี้จิตอาสา & น้ำ รพีภัทร ปะทะ ทีม VIP ผู้ปกครองและครู ที่จะมาสร้างสีสันและรอยยิ้มในสนาม



📌 ขอเชิญชวนร่วมชมและเชียร์

ขอเชิญชวนคณะครู นักเรียน ผู้ปกครองจากทั้ง 10 สถาบัน ตลอดจนประชาชนและผู้สนใจทั่วไป ร่วมเข้าชมและส่งกำลังใจให้นักกีฬาใน วันเสาร์ที่ 5 และวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

#พระเกี้ยวน้อมเกล้าสัมพันธ์ครั้งที่2 #กีฬาประเพณีพระเกี้ยวน้อมเกล้า #เตรียมน้อม #ราชมังคลากีฬาสถาน

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569

APPTech EXPO 2026 เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชน

 APPTech EXPO 2026 เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชน

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านพัฒนาพื้นที่ (บพท.)

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

บพท. ร่วมกับเครือข่าย มทร. เครือข่าย มรภ. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เชิญชวนผู้สนใจร่วมค้นหานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม หรือ Appropriate Technology (AppTech) เพื่อยกระดับการผลิตให้ธุรกิจตนเองและชุมชน ในงาน APPTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อการพัฒนาชุมชนพื้นที่ “สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 4-5 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ   


ประเทศไทยมีเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมากกว่า 20,000 รายการ และเมื่อผ่านการคัดกรองด้านราคา การประยุกต์ใช้ สิทธิบัตร และผลสำเร็จในการใช้งาน มีอยู่ประมาณ 3,500 เทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาเป็นคลังความรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ หน่วยงานสังกัดสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. มีการรวบรวมเป็นคลังความรู้ในรูปแบบ Appropriate Technology Platform (AppTech Platform) เพื่อให้เกิดการนำใปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง ทั้งระดับผู้ประกอบการ ธุรกิจชุมชน วิสาหกิจชุมชน จนถึงระดับครัวเรือน 

และหนึ่งในการต่อยอดนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง ก็คือ การดำเนินแผนงาน “การวิจัยต่อยอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology)” ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “ครัวเรือนในชนบทและผู้ประกอบการในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (12,000 ครัวเรือนในชนบท มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 5,000 บาทต่อเดือน ภายใน 2 ปี)” โดยใช้ AppTech Platform ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี นักวิจัย มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ และครัวเรือน เข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถติดตามรายได้ ต้นทุน เทคโนโลยี และความก้าวหน้าของโครงการแบบ Real Time และนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลจริง 


ที่สำคัญ AppTech Platform ยังมุ่งพัฒนาไปสู่ Technology Marketplace ที่เปลี่ยนจากการนำเทคโนโลยีจากนักวิจัยไปหาชุมชนมาเป็นการพัฒนาแบบ Demand-driven คือเริ่มจากปัญหาและความต้องการของชุมชน แล้วให้นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีมาตอบโจทย์โดยตรง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจาก Technology Push สู่ Demand-driven Innovation และทำให้งานวิจัยกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงผลผลิตทางวิชาการ


หัวใจสำคัญของ Appropriate Technology คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมจาก “การช่วยเหลือ” เป็น “การร่วมสร้าง” (Co-Creation) ที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชนต้องร่วมกันพัฒนา โดยชุมชนไม่ใช่ผู้รอรับ แต่เป็นผู้ร่วมลงทุน ร่วมใช้ และร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งในระหว่างโครงการ ชุมชนสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด ชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะซื้อ เช่า หรือคืนเทคโนโลยี หากยอมลงทุนต่อ นั่นหมายความว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้จริง 

รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ ประธานคณะทำงานกำกับทิศทาง พิจารณา ติดตามและประเมินผล ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “ครัวเรือนในชนบทและผู้ประกอบการในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (12,000 ครัวเรือนในชนบท มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 5,000 บาทต่อเดือน ภายใน 2 ปี)” กล่าวว่า เป้าหมายหลักของโครงการ คือการทำให้ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ มีรายได้เฉลี่ยสุทธิเพิ่มขึ้นจากนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่เขานำไปใช้ เฉลี่ยเดือน 5,000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน หรือปีละ 60,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งในปีแรกของโครงการ (ปีงบประมาณ 2568) ได้ให้ทุนสนับสนุนตรงกับผู้ใช้เทคโนโลยีจำนวน 87 โครงการ พบว่ารายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากผู้เข้าร่วมโครงการในปีแรก 11,897 ราย คิดเป็นเงินกว่า 945 ล้านบาท โดย 58 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วมโครงการ (6,934 ราย) มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 60,000 บาทต่อปี  (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ก.ค. 69)


จากความสำเร็จครั้งนี้ จึงเป็นที่มาของการจัดงาน  AppTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ “สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” ในวันที่ 4 - 5 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอความสำเร็จของการขยายผลการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) และนวัตกรรมพร้อมใช้ ไปสู่วงกว้าง โดยมีนวัตกรชุมชนจากทุกภูมิภาคมาร่วมพูดคุยและถึงบอกเล่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง กับอาชีพ และกับชุมชนพื้นที่ ทั้งนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “อว.เชื่อมองค์ความรู้ ขยายเทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างนวัตกรชุมชน สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” และมอบรางวัลนวัตกรระดับดีเด่น 5 รางวัล พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ 

สำหรับผู้สนใจร่วมงาน AppTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชนและพื้นที่ “สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” สามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfRykE_klAykcLWO7TWzPWJ31p4Vnl8mnU6J5PZ2S6_VaiudQ/viewform?usp=dialog   หรือลงทะเบียนที่หน้างาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย)


............................................................