วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

วศ.อว. เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างไทย ยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบสู่มาตรฐานสากล ISO/IEC 17025

 วศ.อว. เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างไทย ยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบสู่มาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 




    วันที่ 13 มีนาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "ยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทย"  เตรียมความพร้อมให้ห้องปฏิบัติการทดสอบยกระดับสู่มาตรฐานสากล และสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการกับหน่วยงานภาครัฐในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธาน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากหน่วยงานภาคเอกชน และภาครัฐ กว่า 240 คน ณ ห้องประชุมภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์บริการ 


      ดร.พจมาน ท่าจีน กล่าวว่า อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างเปรียบเสมือน "กระดูกสันหลัง" ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการเติบโตของปริมาณ คือความเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐานและความปลอดภัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดกระบวนการทดสอบที่แม่นยำและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ดังนั้น มาตรฐาน ISO/IEC 17025 จึงไม่ใช่เพียงข้อกำหนดบนกระดาษ แต่เป็นหัวใจหลักของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย พร้อมย้ำว่า วศ. พร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาให้แก่ผู้ประกอบการทุกราย เพื่อเป็นเครื่องการันตีผลิตภัณฑ์สินค้าของคนไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดนานาชาติ 


      ด้าน ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา นักวิทยาศาสตร์ทรงคุณวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ กล่าวว่า วศ. มุ่งส่งเสริมให้ห้องปฏิบัติการทั่วประเทศได้รับการรับรองคุณภาพ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการตรวจสอบในทุกภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และจัดทำมาตรฐานรองรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป


#MHESI #DSS #กระทรวงอว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กรมวิทยาศาสตร์บริการ #วัสดุก่อสร้าง

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

16 ขุนพลกำปั้นในพิกัด 115 ปอนด์จาก 16 จังหวัดสุดคึกพร้อมลุยชิงเข็มขัด"มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมเปี้ยนโลก"

 16 ขุนพลกำปั้นในพิกัด 115 ปอนด์จาก 16 จังหวัดสุดคึกพร้อมลุยชิงเข็มขัด"มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมเปี้ยนโลก"


 โดยมีคุณพรจิรา โนนุช ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ และกรรมการบริหารวันก่อเกียรติ เป็นประธานเปิดตัว ร่วมด้วย"เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกยอดเยี่ยม 3 สถาบัน และนายสรวีร์ ฤทธิชัย กรรมการบริหารวันก่อเกียรติ และโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี ที่เวทีมวยเวิร์ดสยาม สเตเดี้ยม ตะวันนา กรุงเทพฯ

     วันที่ 14 มี.ค.69 ที่ เวทีมวยเวิร์ดสยาม สเตเดี้ยม ตะวันนา กรุงเทพฯ​ กับบรรยากาศการแข่งขันมวยไทย"ซุปเปอร์แชมป์" บาย วันก่อเกียรติ ซึ่งมีไฮไลท์สำคัญในการเปิดตัว 16 นักชกฝีมือพระกาฬจาก 16 จังหวัดในพิกัด 115 ปอนด์ที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วจากทั่วประเทศ โดยได้รับเกียรติจากคุณพรจิรา โนนุช ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ และกรรมการบริหารวันก่อเกียรติ เป็นประธานร่วมด้วย"เสี่ยโก้"นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกรางวัลยอดเยี่ยม 3 สถาบัน เจ้าของศึกมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ บาย วันก่อเกียรติ และนายสรวีร์ ฤทธิชัย กรรมการบริหารวันก่อเกียรติ และโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี โดยการแข่งขันทัวร์นาเม้นท์นี้มีเดิมพันของนักชกผู้ชนะ คือ เข็มขัด "มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมเปี้ยนโลก" และเข็มขัดแชมเปี้ยน WBC Silver Asia พร้อมรางวัลถ้วยเกียรติยศ มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ เพื่อความเป็นหนึ่งในรุ่น 115 ปอนด์ โดยจะเริ่มดวลเดือดวันเสาร์ที่ 28 มี.ค.69 วันละ 1 คู่จนกว่าจะได้แชมป์

     สำหรับ 16 กำปั้นฝีมือพระกาฬตัวแทน 16 จังหวัดทั่วประเทศประกอบไปด้วย

- ต๊ะสยาม ส.ทองไสล (กทม.)

- เดชานันท์ สิงห์มนัสศักดิ์ (ปทุมธานี)

- ธนทัต กัลยาณมิตร (สมุทรปราการ)

- ขวัญชัย เปลี่ยนขุนทด (อ่างทอง)

- เอ็ม 16 บ้านแรมบ้า (ชลบุรี)

- ชนะภูมิ ชูตระกูล (นครปฐม)

- ณัฐพล บัวสา (กาญจนบุรี)

- จักรกฤษณ์ มาทา (เพชรบูรณ์)

- วชิรวิทย์ บุญกุศล (ศรีสะเกษ)

- โอชิน ศิษย์ อ.แอม (สงขลา)

- ศักย์ศรณ์ แก้วเฟื่อง (สุโขทัย)

- ฟ้าลิขิต ศิษย์ อ.แอม (นครศรีธรรมราช)

- ทนงศักดิ์ ส.จันทสิทธ์ (อุบลราชธานี)

- เพชรสุขสันต์ น้ำดื่มพรศิริ (ร้อยเอ็ด)

- ซุปเปอร์แม็ก กิวกิวเต้น้องรักยิม (ตราด)

- เพชรพยัคฆ์ เพชรชุมแพยิม (หนองคาย)

     และในการเปิดตัว"มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมเปี้ยนโลก" ยังได้รับเกียรติจากสองกำปั้นดังมาร่วมเชิญเข็มขัดทั้งสองเส้น เริ่มที่ผู้ถือเข็มขัดมวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมเปี้ยนโลก ได้รับเกียรติจากอดีตแชมเปี้ยนโลก WBA นักชกไทยหนึ่งเดียวเจ้าของรางวัลคู่มวยดุเดือดที่สุดของโลก ประจำปีจาก 4 สถาบันใหญ่ เดอะลิ้งค์ ESPN สื่อมวลชนอเมริกาสังกัดก่อเกียรติยิม สมศักดิ์ สิงห์ชัชวาลย์ และนักมวยผู้ถือเข็มขัด WBC Silver Asia เป็นนักมวยสากลไต่บัลลังก์โลกในสังกัดก่อเกียรติยิมอีกคน ปูซาน ปราสาทหินพิมาย ก่อเกียรติยิม ซึ่งบรรยากาศการเปิดตัว"มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมเปี้ยนโลก" เต็มไปด้วยความคึกคัก และนี่คือการส่งเสริมและพัฒนาวงการมวยสากลให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยวันก่อเกียรติครับ

ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

 ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

( 14 มีนาคม 2569 ) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 217 ล้านคน บนแพลตฟอร์ม ทริปดอทคอม ปรากฏว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่า ในการจัดอันดับ Global 100 Must-Visit Destination ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับมากถึง 33% ของจุดหมายปลายทางทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยครองแชมป์จุดหมายปลายทางระดับโลก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังครองสัดส่วนสูงในหลายหมวดหมู่การท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาค เช่น 

57% ของจุดหมายปลายทางด้าน Family-Friendly Destination สำหรับการท่องเที่ยวกับครอบครัว

50% ของจุดหมายปลายทางในหมวด ชายหาดและเกาะยอดนิยม

41% ของกิจกรรมท่องเที่ยวแนะนำในภูมิภาค

36% ของจุดหมายปลายทางด้าน อาหารและร้านอาหารยอดเยี่ยม

พร้อมกันนี้ ข้อมูลยังชี้ว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา การจองทริปเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 24% บนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งสถิติทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ความสำเร็จและความทุ่มเทของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง


ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกและพลังขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย  รวมถึงประเทศไทยยังมีจุดแข็งทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม


นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวได้แสดงแนวโน้มสำคัญว่า นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกในอนาคต


“ข้อมูลอินไซต์จากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคและระดับโลก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และนำประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสาวนัทรียา กล่าว


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับเยาวชนจบ ม.3 ฝึกอาชีพฟรี เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงาน

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับเยาวชนจบ ม.3 ฝึกอาชีพฟรี เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เชิญชวนเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3) สมัครเข้ารับการฝึกอบรมใน “โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ และก้าวสู่เส้นทางการมีงานทำอย่างมั่นคงในอนาคต


นายสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ดำเนินโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้ศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่จบการศึกษาระดับ ม.3 และไม่ได้ศึกษาต่อ ซึ่งมีอายุระหว่าง 15–25 ปี ได้เข้ารับการฝึกอบรม พัฒนาความรู้และทักษะในสาขาอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมเสริมสร้างโอกาสในการมีงานทำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สำหรับการฝึกอบรมดังกล่าว มุ่งเน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยแบ่งเป็นการฝึกในสถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน 2 เดือน และฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการจริงอีก 1 เดือน เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้จากการทำงานจริงก่อนก้าวสู่ตลาดแรงงาน ทั้งนี้ การฝึกอบรมเปิดให้เข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมจัดที่พักและอาหารตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม อีกทั้งผู้เข้ารับการฝึกยังมีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนช่วยเหลือครอบครัว ชุดฝึกอบรม วุฒิบัตรรับรองการฝึก รวมถึงโอกาสในการมีงานทำจากสถานประกอบการที่เข้าฝึกงาน


นายสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้เปิดรับสมัครผู้เข้ารับการฝึกอบรมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างตรวจเช็คระยะรถยนต์ ช่างเครื่องทำความเย็นในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 23 ปัตตานี เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) ช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ และช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชุมพร เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ และช่างแต่งผมบุรุษ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส เปิดฝึกอบรมในหลากหลายสาขา อาทิ ช่างเครื่องทำความเย็นในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างซ่อมตัวถังรถยนต์ ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร ช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ แม่บ้านมืออาชีพ ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) และผู้ประกอบอาหารไทย ส่วนสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ และช่างแต่งผมสตรี นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานน่าน เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างยนต์เล็กเพื่อการเกษตร ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร ช่างเครื่องปรับอากาศภายในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) และช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ขณะที่สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานหนองบัวลำภู เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างตรวจเช็คระยะรถยนต์ ช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก ผู้ประกอบอาหารไทย ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) และช่างแต่งผมสตรี เป็นต้น



“ขอเชิญชวนผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน หรือเยาวชนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และยังไม่ได้ศึกษาต่อ สมัครเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร)” นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

ก.แรงงาน เผย ความคืบหน้าการช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทยในโอมาน

 ก.แรงงาน เผย ความคืบหน้าการช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทยในโอมาน

วันที่ 14 มีนาคม 2569 นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการดำเนินการช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทยในโอมานว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง จำนวนประมาณ 67,047 คน แจ้งความประสงค์ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย จำนวน 977 คน ขณะนี้ได้เดินทางกลับมาแล้ว 72 คน อยู่ระหว่างการรอเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้ (15 มี.ค.69) อีกจำนวน 9 คน จากบาห์เรน ในส่วนการดำเนินการความช่วยเหลือลูกเรือไทยทั้ง 23 คน จากเหตุการณ์เรือสินค้ามยุรี นารีของไทย ถูกโจมตีในโอมานนั้น กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการประสานความช่วยเหลือ ดังนี้

1) ประสานบริษัทเดินเรือเพื่อดำเนินการช่วยเหลือลูกเรือ 23 คน

    กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ประสานกับบริษัทพรีเซียส ฟลาวเวอร์ส เจ้าของเรือมยุรี นารี ทำให้ทราบการดูแลช่วยเหลือลูกเรือไทย 20 คน ภายหลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากเรืออย่างปลอดภัยแล้ว โดยบริษัทฯ ได้จัดให้ลูกเรือทุกคนพักอาศัย ณ โรงแรม Diwan AI Amir Hotel (ดิวาน อัล อัลมัย) เมืองคาซับ ราชอาณาจักรโอมาน โดยให้พักเดี่ยว พร้อมจัดหาอาหาร ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่มที่จำเป็นให้ครบถ้วน นอกจากนี้ ลูกเรือทุกคนยังสามารถใช้โทรศัพท์ในการติตต่อสื่อสารไปยังครอบครัวในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับลูกเรือรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่มือ ขณะนี้ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว และได้กลับมาพักที่โรงแรมดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ บริษัท ยังได้จัดหาบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและการให้คำปรึกษาทางออนไลน์ผ่านนักจิตวิทยาและที่ปรึกษาชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาตและการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้บริการแก่ลูกเรือแต่ละรายตามคำร้องขอ 

นายสันติ กล่าวต่อว่า ส่วนลูกเรืออีก 3 คนที่ยังคงติดอยู่ในเรือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกระทรวงแรงงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัยของลูกเรือต่อไป

.

2) ติดตามสิทธิประโยชน์ด้านค่าตอบแทนของลูกเรือ

    บริษัทยืนยันว่าลูกเรือทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่สงครามตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่เดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานคร โดยบริษัทจะดำเนินการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีธนาคารของลูกเรือแต่ละรายภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนตามปกติ ในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัวที่ลูกเรือต้องทิ้งไว้บนเรือ บริษัทจะดำเนินการชดเชยค่าเสียหายเต็มจำนวนให้แก่ลูกเรือแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะรักษาการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับลูกเรือกลับเข้าปฏิบัติงานทันทีเมื่อมีความพร้อมและมีความประสงค์ที่จะกลับมาปฏิบัติงานอีกครั้ง

.

3) อำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือ 

   กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี ได้ประสานการทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต 

ณ กรุงอาบูดาบี และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัตอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในด้านเอกสารต่างๆ เพื่อให้ลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ลูกเรือทั้ง 20 คน 

มีเอกสารที่จำเป็นพร้อมต่อการเดินทาง โดยมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคมนี้ 

.

4) ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านสร้างขวัญกำลังใจครอบครัวลูกเรือทั้ง 23 คน

    กระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้แรงงานจังหวัดพร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวญาติพี่น้องของลูกเรือไทยทั้ง 23 คนแล้ว เพื่อสื่อสารความช่วยเหลือของกระทรวงแรงงาน

ให้ครอบครัวทราบในทันที และตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือทั้งหมดจะต้องได้รับจากนายจ้างตามกฎหมาย

.

“ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการประสานความช่วยเหลือในเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือทั้ง 23 คน 

ควรจะได้รับต่อไป” นายสันติ กล่าว


วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

กพร. จับมือสภาสังคมสงเคราะห์ฯ พัฒนาทักษะแรงงานกลุ่มเปราะบาง สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ยั่งยืน

 กพร. จับมือสภาสังคมสงเคราะห์ฯ พัฒนาทักษะแรงงานกลุ่มเปราะบาง สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ยั่งยืน

วันที่ 13 มีนาคม 2569  นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย และผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน กับ ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพิธีเปิดฝึกอบรมหลักสูตรการทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย โดยมี นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน  และดร. ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นสักขีพยาน และผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ



นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ความร่วมมือในวันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และพัฒนาให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น ทั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดฝึกอบรมนำร่อง หลักสูตรการทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย ระยะเวลาการฝึก 30 ชั่วโมง ในพื้นที่ 35 จังหวัด เป้าหมาย 700 คน ตามโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อฝึกทักษะด้านอาชีพแก่แรงงานสตรี ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระและการต่อยอดเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหากิน) ให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการประกอบธุรกิจเครื่องดื่มมืออาชีพ จำนวน 21 คน และได้เยี่ยมชมกิจกรรมการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน และการชี้แจงการดำเนินโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในครั้งนี้ด้วย


เมื่อแรงงานนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคงในอนาคต จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

สพพ. และ อบก. ลงนามใน MoU เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน

 สพพ. และ อบก. ลงนามใน MoU เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน 

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก 

ได้ลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ระหว่างสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ “การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน” (Cross Border Environmental Impact Reduction) ของ สพพ. เพื่อให้โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาต่างๆ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความสอดคล้องกับความตกลงปารีส (Paris Agreement) ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 13 Climate Action ที่มุ่งเน้นการเสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับชาติ และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีนายธีรัชย์ อัตนวานิช ประธานกรรมการ คณะกรรมการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และนายกวิน ทังสุพานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน คณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามดังกล่าว ณ ห้องประชุม The Stair ชั้น 39 อาคารซันทาวเวอร์ส บี กรุงเทพมหานคร

วศ.อว. เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างไทย ยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบสู่มาตรฐานสากล ISO/IEC 17025

  วศ.อว. เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างไทย ยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบสู่มาตรฐานสากล ISO/IEC 17025      วันที่ 13 มีนาคม 2569  กรมวิทย...