วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569

สสส.ร่วมมือ รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ ที่ 17 เปิด “ตลาดเขียวมาตรฐาน SAN "

 สสส.ร่วมมือ รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ ที่ 17 เปิด “ตลาดเขียวมาตรฐาน SAN "

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ.ลานกิจกรรมสีเขียว โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 นายรัชกฤต พยัคฆ์ นายอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธาน เปิด “ตลาดเขียวสร้างสุข มาตรฐาน SAN” พร้อมด้วย ดร.ณัจยา แก้วนุ้ย ผู้จัดการโครงการพัฒนาและขยายผลระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่ในโรงเรียนและชุมชน ในจังหวัด สงขลา ปทุมธานี สุพรรณบุร พัทลุง และ นครปฐม สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ดร.ธนกร ตันติโพจิตร นายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้อง ดร.วิฑูร อินทจันท์ นายกสมาคมการค้าธุรกิจอาหาร นพ.จิรภัทร กัลยาณพจน์พร ผอ.สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 และคณะผู้บริหาร กิจกรรมภายในงานมีการแสดงพื้นบ้านไทยทรงดำชุด "กินดี ชีวีมีสุข"  โดยโรงเรียนวัดดอนมะเกลือ ,เวทีการเสวนาให้ความรู้ "กินลดเสี่ยง เลี่ยง NCDs" และการสาธิตเมนูเพื่อสุขภาพตามมาตรฐาน SAN  โดยโครงการSafety Food

    ​“ตลาดเขียว ของโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 เป็นโรงพยาบาลต้นแบบด้านระบบอาหารปลอดภัย ตลอดห่วงโซ่โดยผ่านมาตรฐาน SAN เป็นแหล่งผลิต และอาหารปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ เกษตรกร มีตัวตนจริง ผลผลิตรับรองมาตรฐานแบบมีส่วนร่วมจากชุมชน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เกษตรกรขายเอง ราคาเป็นธรรม เข้าถึงได้ง่าย คุณภาพสดใหม่ เน้นคุณค่าทางอาหารโภชนาการ เป็นพื้นที่เรียนรู้ แลกเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมและอาหาร และที่สำคัญของการประสบความสำเร็จ คือ การมีส่วนร่วม และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนและผู้บริโภค  เชื่อมโยงให้เกิดความร่วมมือในการดูแลสุขภาพเชิงรุก  เปลี่ยนโรงพยาบาลจากที่รักษาโรคอย่างเดียว มาเป็นพื้นที่ "สร้างสุขภาพ" ผ่านการกินอาหารที่ดีไปพร้อมกับการสนับสนุนรายได้เศรษฐกิจชุมชน

ดร.ณัจยา แก้วนุ้ย ผจก.โตรงการอาหารฯ (สสส.) กล่าว

     “ขอขอบคุณเครือข่ายสุขภาพและผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่มาร่วมสร้างสังคมสุขภาพที่ดีเพื่อผลักดันให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านอาหารปลอดภัย เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการดูแลสุขภาพ   นอกจากเราจะดูแลส่งเสริมเรื่องสุขภาพแล้วเรายังดูแลสุขภาพในการกินอาหารก็เป็นอีกทางเลือก ที่จะให้ผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ มีทางเลือกซื้อสินค้าที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เราจะสนับสนุนตลาดเขียว ให้เกิดความยั่งยืน ในการดูแลสุขภาพของประชาชน เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลและลดการเกิดโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรค NCDs ของประชาชน” 


นพ.จิรภัทร กัลยาณพจน์พร ผอ.โรงพยาบาลฯ กล่าว

​   “ ตลาดเขียว แห่งนี้เริ่มต้นจากชุมชน เพื่อจะหาสินค้าซึ่งเป็นสินค้าของชุมชนได้ออกมาจำหน่าย ที่ตลาดเขียว เอาธรรมชาติมาใช้งานและให้เกิดประโยชน์ และดูแลสุขภาพไปด้วยเพราะตลาดนี้จะอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ก็จะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของชุมชนเพื่อให้ชุมชนได้เข้มแข็ง จะมีการต่อยอดจากเศรษฐกิจพอเพียง นำหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการต้องเน้นมีคุณภาพ ผ่านการคัดเลือกที่พัฒนาในเรื่องอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพ พลานามัย ที่ดีของพี่น้องประชาชน ดังคำกล่าวที่ว่า อาหารดี สุขภาพดีห่างไกลจากโรค”​  นายรัชกฤต พยัคฆ์ นายอำเภอสองพี่น้อง กล่าว

ศน. นำเด็กและเยาวชนร่วมบวชภาคฤดูร้อน ปี 2569 ชวนเด็กและเยาวชนทั่วไทย “บวชเรียน เปลี่ยนชีวิต” ถวายพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติฯ กทม.

 ศน. นำเด็กและเยาวชนร่วมบวชภาคฤดูร้อน ปี 2569 ชวนเด็กและเยาวชนทั่วไทย “บวชเรียน เปลี่ยนชีวิต” ถวายพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติฯ กทม.




   วันพุธที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จัดพิธีบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน  โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ประธานพิธีฝ่ายบรรพชิต นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานในพิธี พร้อมด้วย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา หน่วยงานในพื้นที่ องค์การทางศาสนาพุทธ นาคสามเณร ผู้ปกครอง พุทธศาสนิกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธี ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนครกรุงเทพมหานคร 


  นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับคณะสงฆ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทุกจังหวัด ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ จัดโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน พร้อมชูแนวคิด “บวชเรียนเปลี่ยนชีวิต” ซึ่งการเปิดโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้ศึกษา ฝึกฝนอบรมหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะช่วยให้มีคุณธรรมจริยธรรม มีวินัย จิตสาธารณะ มีความกตัญญู ส่งผลให้มีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพ สำหรับการจัดโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อนได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี และได้รับความสนใจจากครอบครัวทั่วประเทศอย่างล้นหลาม ซึ่งในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 150,000 คน ซึ่งสะท้อนถึงพลังความศรัทธาและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนในสังคม โดยการจัดบวชในโครงการนี้ได้กำหนดให้นำหลักสูตรพุทธศาสนศึกษาสำหรับผู้บวชระยะสั้น 15 วัน และ 30 วัน มาเป็นแนวทางในการดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม มติที่ 49/2561 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นความรู้ทางภาควิชาการ ประกอบด้วย วิชาธรรม วิชาวินัย วิชาพุทธประวัติ วิชาเทศนา วิชาศาสนพิธี และวิชาภาวนา และภาคปฏิบัติ โดยมีพระธรรมวิทยากรให้ความรู้ภาควิชาการควบคู่กับการฝึกภาคปฏิบัติ  






  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า ในปี 2569 เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด ทั้ง 2 ฝ่าย แจ้งวัดในเขตปกครองที่มีความพร้อมจัดกิจกรรมดังกล่าว ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมทั้งได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างช่วงปิดเรียนภาคฤดูร้อนให้เป็นประโยชน์ ได้รับความรู้ประสบการณ์ตรงจากการบวช และนำมาพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มี วินัย และการมีจิตสาธารณะ สำหรับการจัดกิจกรรมในส่วนกลาง กรมการศาสนาร่วมกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ถวายพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติฯ ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 1 - 15 เมษายน 2569 รวม 15 วัน โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ เป็นกุลบุตรที่สมัครเข้ารับการบรรพชา ซึ่งมีอายุระหว่าง 8 - 18 ปี จำนวน 100 คน หลังจากที่บรรพชาแล้ว ระหว่างวันที่ 2 - 14 เมษายน 2569 สามเณรจะมีการอบรมภาคทฤษฎีในวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย วิชาพุทธประวัติ วิชาธรรม - ศาสนพิธี วิชาเบญจศีล -เบญจธรรม และวิชาพอเพียง สำหรับภาคปฏิบัติจะเป็นการฝึกเกี่ยวกับการทำวัตรสวดมนต์เช้า - เย็น ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน กิจวัตรบิณฑบาต กิจกรรมส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม กิจกรรมสนทนาธรรม และกิจกรรมฝึกเทศนาธรรม ณ สำนักปฏิบัติธรรม “ธมฺมรํสี” สาขาวัดพระเชตุพน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และจะมีพิธีมอบวุฒิบัตรและพิธีลาสิกขา ในวันที่ 15 เมษายน 2569 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ได้ร่วมกับวัดในส่วนกลาง 


จัดกิจกรรม จำนวน 10 วัด แบ่งออกเป็น วัดที่จัดบรรพชาสามเณร จำนวน 9 วัด ได้แก่ วัดเรืองยศสุทธาราม เขตบางคอแหลม วัดทอง เขตบางพลัด วัดบรมสถล เขตสาทร วัดวชิรธรรมสาธิต เขตพระโขนง วัดนาคปรก เขตภาษีเจริญ วัดกก เขตบางขุนเทียน วัดภคินีนาถ เขตบางพลัด วัดศรีบุญเรือง เขตบางกะปิ วัดสะพาน เขตคลองเตย และวัดบรรพชาอุปสมบทและบวชเนกขัมมจาริณี จำนวน 1 วัด คือ วัดเลียบราษฎร์บำรุง เขตบางซื่อ  


ทั้งนี้ ในส่วนภูมิภาค ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและวัดในพื้นที่จัดกิจกรรมในระดับภาค ถวายพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณร “บรรพชามรดกธรรม งามล้ำพระธาตุพนม” เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ณ วัดพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ภาคเหนือ จัดบรรพชาสามเณร “บรรพชาลูกแก้ว ผ่องแผ้วด้วยศรัทธา” ในวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569 ณ วัดพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคกลาง จัดบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณี “ล่องนที สู่วิถีธรรม” ในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569  ณ วัดลาดเป้ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม และภาคใต้ จัดบรรพชาสามเณร 

ธรรมวิถี แผ่นดินศรีบารมีสงขลา” ในวันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2569 ณ วัดไทรงาม อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา  นอกจากนี้ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัด จังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และสถานศึกษา รวม 72 จังหวัดทั่วประเทศ 

จัดกิจกรรมแบบบูรณาการโดยเน้นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมไปถึงการนำประเพณีการบวช และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การแสดงพื้นบ้าน และการแต่งกายท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อเป็นการบูรณาการและมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เกิดภาพความสำเร็จของการบวชในวงกว้างทั่วประเทศ  


  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้คาดว่าจะมีเด็ก เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งการบวชในพระพุทธศาสนาถือเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดมาอย่างยาวนานในสังคมไทย นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสอันดีของเด็กและเยาวชนในการศึกษาและปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอน ทางพระพุทธศาสนาที่มีความเหมาะสมกับวัย เพื่อพัฒนาสติปัญญาและนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งการบวชของบุตรหลานเป็นการสะท้อนภาพความกตัญญูรู้คุณต่อบุพการี และผู้มีอุปการะคุณ ช่วยหล่อหลอมความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมทั้งเป็นผู้รู้คุณต่อสถาบันหลักของประเทศ คือสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ส่งผลให้เด็ก เยาวชน ซึ่งเป็นพลเมืองรุ่นใหม่ได้เติมโตอย่างมีคุณภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติสืบไป///


วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

DMT พัฒนาระบบ “DMT Smart Assistant” ช่วยเหลือผู้ใช้โทล์ลเวย์ ผ่านทีมงานคุณภาพ

 DMT พัฒนาระบบ “DMT Smart Assistant” ช่วยเหลือผู้ใช้โทล์ลเวย์ ผ่านทีมงานคุณภาพ

 

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯได้ขานรับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า เปิดบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าฉุกเฉินให้แก่ผู้ใช้ทางยกระดับอุตราภิมุข ณ ด่านดินแดง 2 พร้อมสร้างทีมงาน “DMT Smart Assistant”  ยกระดับมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้บริการทางในกรณีฉุกเฉิน

เพื่อให้ผู้ใช้ทางได้มั่นใจถึงความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย บริษัทฯ จึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านความช่วยเหลือ ดูแลผู้ใช้บริการทางยกระดับอุตราภิมุข โดยมีทีมงาน DMT Smart Assistant  ประกอบไปด้วยพนักงานจัดการจราจร พนักงานกู้ภัย พนักงานปฏิบัติการพิเศษ และพนักงานรถยก ที่ทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมปฏิบัติการ (Operation Control Center : OCC) ประสานการทำงานกับระบบ กล้อง AI CCTV เพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นบนทางยกระดับอุตราภิมุข ทีมงานเหล่านี้สามารถเข้าช่วยเหลือผู้ใช้ทางภายใน 12 นาที เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที” ดร.ศักดิ์ดา เผย

ดร.ศักดิ์ดา กล่าวว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านระบบยานยนต์ไฟฟ้าและความปลอดภัย โดยเชิญวิทยากรชั้นนำของสถาบันยานยนต์ มาอบรมและเสริมเทคนิคการตอบโต้เหตุฉุกเฉินจากยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการกู้ภัยและขั้นตอนการดับเพลิงให้กับทีมงาน เพื่อให้มีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือดูแลรถยนต์ไฟฟ้าลูกค้าอย่างมีคุณภาพ สร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้บริการในความปลอดภัยตลอดการเดินทางกับโทล์ลเวย์

​โดยเมื่อกลางปี 2567 DMT ได้เปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าฉุกเฉิน ณ ด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง 2 เพื่อรองรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกรณีฉุกเฉิน  โดยใช้ระบบ DC Fast charge ขนาด 120 กิโลวัตต์ หากแบตเตอรี่หมดก็ใช้เวลาชาร์จไฟเพียง 15 นาที วิ่งต่อได้โดยแบตเตอรี่ไม่หมดบนทางยกระดับอุตราภิมุข ที่ผ่านมา มีผู้เข้ามาใช้บริการฉุกเฉินเฉลี่ย 8 รายต่อเดือน และผู้ใช้ทางที่เป็นสมาชิก DMT ใช้แต้มแลกสิทธิ์ชาร์จไฟฟ้าเฉลี่ย 17 รายต่อเดือน โดยบริษัทฯ มีแผนขยายการเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าฯ ในด่านที่เหลือต่อไป


​บริษัทฯ มุ่งเน้นด้านคุณภาพการบริการเป็นสำคัญ โดยยึดถือการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทาง

ศน. จัดประกวดบรรยายธรรม ระดับกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569คัดเลือกเยาวชนสู่เวทีระดับประเทศ

 ศน. จัดประกวดบรรยายธรรม ระดับกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569คัดเลือกเยาวชนสู่เวทีระดับประเทศ




กรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม จัดการประกวดบรรยายธรรม ประจำปี พ.ศ. 2569 ระดับกรุงเทพมหานคร เพื่อคัดเลือกตัวแทนจากกรุงเทพมหานครเข้าสู่การประกวดรอบก่อนชิงชนะเลิศ  โดยมีเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างคึกคัก



เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ วัดเวฬุวนาราม (ไผ่เขียว) เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดบรรยายธรรม ระดับกรุงเทพมหานคร (เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1) โดยมีพระครูวิวิธธรรมานุสิฐ เจ้าอาวาสวัดเวฬุวนาราม (ไผ่เขียว) ในการอนุเคราะห์สถานที่จัดกิจกรรม ทั้งนี้ มีผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา คณะครู และนักเรียนจากสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมการศาสนา ร่วมกับวัดเวฬุวนาราม (ไผ่เขียว) เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ได้เชิญชวนเด็ก เยาวชนในสถานศึกษาและศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ในกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการประกวดบรรยายธรรม ระดับกรุงเทพมหานคร




โดยมีครูนักเรียนและเยาวชนให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดถึง 468 คน และแบ่งการประกวดออกเป็น 4 ช่วงชั้น คือ ระดับช่วงชั้นที่ 1 (ป.1 – ป.3) ระดับช่วงชั้นที่ 2 (ป.4 – ป.6) ระดับช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 – ม.3) และระดับช่วงชั้นที่ 4 (ม.4 – ม.6) สำหรับการประกวดในระดับกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 2 วัน ได้แก่ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 จัดประกวดในวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 และระดับเขตพื้นที่การศึกษา เขต 2 จัดประกวดในวันพุธที่ 1 เมษายน 2569 

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า การประกวดบรรยายธรรม เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังเป็นเวทีฝึกฝนทักษะวาทศิลป์ การกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และการซึมซับมารยาทไทยในศาสนพิธีที่งดงาม ซึ่งทักษะเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่เยาวชนสามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต และเป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป




สำหรับผู้ชนะเลิศการประกวดในระดับกรุงเทพมหานครในแต่ละช่วงชั้น จะได้รับโล่รางวัลพร้อมเกียรติบัตร และจะได้เป็นตัวแทนของกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร่วมการประกวดในรอบก่อนชิงชนะเลิศ และระดับประเทศ ซึ่งกรมการศาสนาจะประกาศกำหนดการ วัน เวลา และสถานที่จัดการประกวดให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสาร ภาพบรรยากาศกิจกรรม และผลการประกวด “บรรยายธรรม” ประจำปี 2569 ได้ทาง Facebook กรมการศาสนา และเว็บไซต์ www.dra.go.th ///

พาณิชย์-พลังงาน-คลัง ผนึกกำลังดูแลประชาชน รับมือราคาน้ำมันผันผวน เร่งลดผลกระทบค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด

 พาณิชย์-พลังงาน-คลัง ผนึกกำลังดูแลประชาชน รับมือราคาน้ำมันผันผวน เร่งลดผลกระทบค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด


นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า ภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการหารือร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน


นางศุภจี กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง)จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค


ที่ประชุมได้ติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง–ต่ำเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค  และไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม


นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด


พร้อมกันนี้ ภาครัฐเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน


นางศุภจี กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน

สสส.ร่วมมือ รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ ที่ 17 เปิด “ตลาดเขียวมาตรฐาน SAN "

  สสส.ร่วมมือ รพ.สมเด็จพระสังฆราชองค์ ที่ 17 เปิด “ตลาดเขียวมาตรฐาน SAN " เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ.ลานกิจกรรมสีเขียว โรงพยาบาลสมเด็...