วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

กรมพัฒน์ฯ เปิดบริการตรวจรถฟรี 3-9 เมษา รับสงกรานต์

 กรมพัฒน์ฯ เปิดบริการตรวจรถฟรี 3-9 เมษา รับสงกรานต์ 

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฟรี ระหว่างวันที่ 3-9 เมษายน  2569 ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ณ สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ 

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดบริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฟรีในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 ซึ่งช่วงเวลาเทศกาลเป็นช่วงที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าช่วงปกติ จากปัจจัยเสี่ยงทั้งการใช้ความเร็ว การดื่มแล้วขับ และความไม่พร้อมของยานพาหนะ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในแต่ละปี กรมฯ จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนมาตรการของภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดปัจจัยเสี่ยง สร้างความปลอดภัยในการเดินทาง และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดให้มีบริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฟรีในช่วงก่อนเทศกาล ระหว่างวันที่ 3 – 9 เมษายน 2569 ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ โดยให้บริการตรวจสภาพเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบเบรก ระดับน้ำมันเครื่อง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยช่างซ่อมที่ให้บริการตรวจเช็คการันตีที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ยานพาหนะมีความพร้อมใช้งาน ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายในระยะยาว 



ประชาชนที่ประสงค์ตรวจเช็กสภาพรถฟรี สามารถค้นหาเบอร์โทรจุดบริการของสถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกจังหวัดได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1oA6vsI7TTpbobB1657qsqKW1od572Nvh/view?usp=drive_link

สองพี่น้องนันทวัฒน์ศิริ โชว์พลังศิลปะไทยร่วมสมัย คว้ารางวัลบนเวที Brighton Got Talent

 สองพี่น้องนันทวัฒน์ศิริ โชว์พลังศิลปะไทยร่วมสมัย คว้ารางวัลบนเวที Brighton Got Talent

เวทีการแสดงคือพื้นที่ที่วัฒนธรรมสามารถสื่อสารกันได้อย่างงดงาม และผลงานของสองพี่น้อง พิชญาภรณ์ (พิชชา) และ อัญญาณัฎฐ์ (พิตต้า) นันทวัฒน์ศิริ คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนพลังของศิลปะข้ามวัฒนธรรมได้อย่างโดดเด่น หลังสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการแข่งขัน Brighton Got Talent ณ โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตันคอลเลจ กรุงเทพฯ


การแสดงดังกล่าวนำเสนอการตีความศิลปะไทยในมิติร่วมสมัย โดยผสานท่วงท่าละเมียดละไมของนาฏศิลป์ไทยเข้ากับโครงสร้างการเคลื่อนไหวที่แข็งแรงและพลิ้วไหวของบัลเลต์คลาสสิกได้อย่างมีเอกภาพ จังหวะดนตรีถูกเรียบเรียงใหม่จากบทเพลงไทยอมตะ “ลาวดวงเดือน” ผสมผสานกับดนตรีร่วมสมัย สร้างบรรยากาศที่ทั้งคุ้นเคยและสดใหม่ในเวลาเดียวกัน

องค์ประกอบด้านภาพลักษณ์ยังช่วยเสริมพลังการเล่าเรื่องผ่านเครื่องแต่งกายโทนสีทองที่สะท้อนความสง่างาม ผสานรายละเอียดเครื่องประดับศีรษะแบบไทยอย่างประณีต ทำให้ภาพรวมของการแสดงมีมิติทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนและร่วมสมัย

ความสำเร็จของทั้งสองไม่เพียงสะท้อนศักยภาพด้านศิลปะการแสดงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของการนำ “รากทางวัฒนธรรม” มาต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ในเวทีสากล พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน เบื้องหลังความสำเร็จยังเกิดจากความร่วมมือของนักเรียน ผู้ปกครอง และครูผู้ฝึกสอน ที่ร่วมกันสนับสนุนอย่างใกล้ชิด จนก่อให้เกิดทั้งผลงานที่โดดเด่นและประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่า

ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตันคอลเลจ กรุงเทพฯ ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษานานาชาติที่ให้ความสำคัญกับการธำรงและส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายเชื้อชาติได้เรียนรู้ สัมผัส และซึมซับความงดงามของศิลปะและวัฒนธรรมไทยควบคู่ไปกับการศึกษาระดับสากลอย่างสมดุล

เวที Brighton Got Talent จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่แสดงความสามารถ หากยังเป็นเวทีที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และปลูกฝังความเข้าใจในความหลากหลายได้อย่างลึกซึ้งและน่าชื่นชม


ไทยรับขึ้นทะเบียน GI ชีสชื่อดังจากอิตาลี “อาสิอาโก - กอร์กอนโซล่า” ยกคุณภาพระดับพรีเมียม ด้วยระบบควบคุมมาตรฐานเข้มทุกขั้นตอน

 ไทยรับขึ้นทะเบียน GI ชีสชื่อดังจากอิตาลี “อาสิอาโก - กอร์กอนโซล่า” ยกคุณภาพระดับพรีเมียม ด้วยระบบควบคุมมาตรฐานเข้มทุกขั้นตอน

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยไทยรับขึ้นทะเบียน GI “ชีส” จากอิตาลีที่มีชื่อเสียงระดับโลก 2 รายการ ได้แก่ “อาสิอาโก” (Asiago) และ “กอร์กอนโซล่า” (Gorgonzola) พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่มีระบบคุ้มครอง GI ที่เข้มแข็ง ได้มาตรฐานสากล ทั้งยังสะท้อนว่าไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในมุมมองต่างชาติ ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสและความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศในระยะยาว

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การรับขึ้นทะเบียน GI สินค้าจากต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยว่ามีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น ทั้งยังเอื้อต่อการขยายความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อสนับสนุนการนำสินค้า GI ของไทยไปขึ้นทะเบียนและได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศด้วยเช่นกัน โดยล่าสุด กรมฯ ได้ประกาศรับขึ้นทะเบียน GI ชีสจากประเทศอิตาลี 2 รายการ ได้แก่ “อาสิอาโก” และ “กอร์กอนโซล่า” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีจุดเด่นจากกระบวนการผลิตด้วยภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมและปัจจัยทางภูมิศาสตร์เฉพาะถิ่น รวมทั้งมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน จึงทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในด้านรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งกำเนิดสินค้าได้อย่างชัดเจน และเป็นตัวอย่างของสินค้า GI ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและได้รับความนิยมในตลาดทั่วโลก


สำหรับ “อาสิอาโก” เป็นชีสคุณภาพระดับตำนานที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี ผลิตในบริเวณเทือกเขาแอลป์ของอิตาลี โดยมีกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ตั้งแต่การเลี้ยงโคนมสายพันธุ์เฉพาะ Frisona Italiana หรือ Bruna Alpina ด้วยหญ้าธรรมชาติเพื่อคงความบริสุทธิ์ของน้ำนม ก่อนจะนำมาผลิตตามภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อให้ได้ก้อนชีสที่มีลักษณะเป็นรูปทรงล้อ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 - 40 เซนติเมตร ชีสอาสิอาโกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) Asiago Pressato ซึ่งเป็นชีสสดชนิดกดอัด เนื้อนุ่มเนียนละเอียดสีขาวหรือเหลืองอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว รสสัมผัสละมุนลิ้น กลิ่นหอมสดชื่นคล้ายเนยและโยเกิร์ต และ 2) Asiago d'Allevo ชีสหมักบ่ม ที่มีเนื้อหยาบแน่นสีน้ำตาลอมเหลือง รสชาติเค็มหวาน กลิ่นหอมลุ่มลึกคล้ายขนมปัง เฮเซลนัทแห้ง และอัลมอนด์ มีความเข้มข้นตั้งแต่ระดับ Mezzano (บ่ม 4 - 6 เดือน) ที่มีรสชาตินุ่มนวลทานง่าย ระดับ Vecchio (บ่ม 10 - 15 เดือน) รสชาติจัดจ้านและมีกลิ่นหอมแรงขึ้น และระดับสูงสุด Stravecchio (บ่มนานกว่า 15 เดือน) รสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นหอมลุ่มลึกเป็นเอกลักษณ์ ทั้งนี้ ชีสอาสิอาโกจะมีการประทับคำว่า “Asiago” และสัญลักษณ์รูปตัว A ประดิษฐ์บริเวณขอบชีส และมีป้ายเคซีน (Casein Plate) บนผิวชีสแสดงรหัสตัวอักษรและหมายเลขซึ่งระบุถึงโรงงานนมและแหล่งผลิต ช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดในอิตาลีได้อย่างชัดเจน อันเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการแอบอ้างและยืนยันอัตลักษณ์ของสินค้า

ขณะที่ “กอร์กอนโซล่า” เป็นบลูชีสชื่อดังจากแคว้นปิเอมอนเตและลอมบาร์ดี ทางตอนเหนือของอิตาลี โดดเด่นด้วยลวดลายเส้นสีน้ำเงินแกมเขียวหรือสีน้ำเงินแกมเทาลักษณะคล้ายหินอ่อน อันเกิดจากการเจริญเติบโตของเชื้อราเพนนิซิลเลียมในกระบวนการบ่มแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมานานหลายทศวรรษ ส่งผลให้ชีสมีรสชาตินุ่มนวล มีกลิ่นหอมคล้ายถั่ว และมีเนื้อสัมผัสร่วนและนุ่มเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจาก

ชีสชนิดอื่นอย่างชัดเจน การผลิตชีสกอร์กอนโซล่าอยู่ภายใต้การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การเลี้ยงโคนมในสภาพภูมิประเทศที่มีภูเขาล้อมรอบ สภาพดินอุดมด้วยแร่ธาตุจากหินปูนทำให้หญ้าอุดมสมบูรณ์ มีการเก็บน้ำนมวัวที่อุณหภูมิ 4 – 6 องศาเซลเซียส ก่อนเข้าสู่กระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ และเพาะเชื้อแบคทีเรียชนิดแลคติกและเติมเชื้อราลงในน้ำนม จากนั้นจึงนำไปบ่มตามระยะเวลาที่กำหนดจนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและอัตลักษณ์เฉพาะของกอร์กอนโซล่า ทั้งนี้ บนบรรจุภัณฑ์จะมีการระบุชื่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการ สถานที่ผลิตหรือจัดจำหน่าย รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น วันที่ผลิต หมายเลขโทรศัพท์ วิธีการเก็บรักษา เป็นต้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตสินค้า 


ทั้งนี้ ชีสทั้ง 2 รายการ นับเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 7 และ 8 จากอิตาลีที่ได้รับ GI ในไทย ต่อจากสินค้าที่ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย สินค้าไวน์แดง 3 รายการ ได้แก่ 1) บรูเนลโล ดิ มอนตาลชิโน 

2) บาร์บาเรสโค และ 3) บาโรโล สินค้าเนยแข็งและชีส 2 รายการ ได้แก่ 1) พาร์มิจิอาโน-เร็จจิอาโน และ 

2) กรานาพาดาโน รวมทั้งสินค้าแฮม 1 รายการ ได้แก่ ปรอชชุตโต ดิ ปาร์มา ด้วยเหตุนี้ อิตาลีจึงเป็นประเทศ

ที่มีจำนวนสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในไทยมากที่สุด รวม 8 รายการ


นางอรมน กล่าวว่า ปัจจุบันมีสินค้า GI จากต่างประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในไทย รวมทั้งสิ้น 27 รายการ อาทิ แชมเปญ (ฝรั่งเศส) สก๊อตช์ วิสกี้ (สก๊อตแลนด์) ไอริชวิสกี้ (ไอร์แลนด์) ไวน์นาปา วัลเลย์ (สหรัฐอเมริกา) ตากีล่า (เม็กซิโก) พิสโก (เปรู) เมลอนยูบาริ (ญี่ปุ่น) กาแฟบวนมาถวด (เวียดนาม) เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกรมฯ ในการสนับสนุนและส่งเสริมการคุ้มครองสินค้าอัตลักษณ์จากทุกท้องถิ่น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับนานาประเทศ โดยอิตาลีเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรปที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย การที่กรมฯ เร่งดำเนินการขึ้นทะเบียน GI สินค้าจากสหภาพยุโรปครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ที่วางขายในประเทศแล้ว ยังเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า ยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่มีระบบการคุ้มครอง GI ที่ได้มาตรฐาน และเชื่อมโยงความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาในเวทีโลก

นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการคุ้มครอง GI ไทยในต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศด้วย 11 รายการ ใน 33 ประเทศ อาทิ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ในมาเลเซีย ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในเวียดนาม เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีสินค้า GI ของไทยที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้ว อีก 8 รายการ ใน 3 ประเทศ โดยหน่วยงานของต่างประเทศอยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ประกอบด้วย จีน 3 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์ ญี่ปุ่น 4 รายการ ได้แก่ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก มะขามหวานเพชรบูรณ์ และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และเวียดนาม 

2 รายการ ได้แก่ ไวน์เขาใหญ่ (นครราชสีมา) และมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว และในปีนี้กรมฯ เตรียมยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI ของไทยในต่างประเทศอีก 1 รายการ ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ในมาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ สร้างโอกาสทางการค้า ควบคู่ไปกับการรักษาอัตลักษณ์และสร้างมาตรฐานให้แก่สินค้า GI ในระดับสากล นำมาซึ่งประโยชน์แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอย่างยั่งยืน 


------------------------------------------


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือยักษ์ใหญ่ไอทีพัฒนา DSD E-Certification สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลพัฒนาทักษะ

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือยักษ์ใหญ่ไอทีพัฒนา  DSD E-Certification สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลพัฒนาทักษะ

วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. นายสมาสภ์  ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับนายพงศ์สันต์  ตฤณธวัช กรรมการผู้จัดการบริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือจัดทำเครื่องมือเพื่อการสื่อสารประชาสัมพันธ์และยืนยันตัวตนแรงงานวิชาชีพผ่านรูปแบบดิจิทัล (DSD E-Certification) โดยมีนายสมบัติ  โพธิวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายไววิทย์  อุทัยเฉลิม ที่ปรึกษาบริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด ลงนามเป็นพยาน ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน


นายสมาสภ์  ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวภายหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าโครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการส่งเสริมให้แหล่งข้อมูลการพัฒนาฝีมือแรงงานเข้าถึงกำลังแรงงาน ประชาชน และสถานประกอบกิจการ ได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น และเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาให้บริการปรับเปลี่ยนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลนำประเทศก้าวเข้าสู่การแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ต้องประสบความเร็จเป็นอย่างยิ่งเพราะได้บริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด เป็นเครือข่ายในการพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่มีความเชี่ยวชาญ การวางระบบโครงสร้างด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและพัฒนาระบบแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) และออกแบบจัดทำเว็บไซต์








นายสมาสภ์  กล่าวต่อไปว่า ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันจัดทำโมบายแอปพลิเคชันชื่อว่า “DSD E-Certification” ในการสนับสนุนการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ภารกิจของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนทั้งระบบ Android และ iOS ซึ่งจะกลายเป็นช่องทางสำคัญที่จะสามารถลงทะเบียนการเข้าใช้งานเพื่อยืนยันตัวตน ตรวจสอบสถานะผลการพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั้งด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และการรับรองความรู้ความสามารถ ดาวน์โหลดใบรับรองของกรมฯ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และข้อมูลข่าวสารกิจกรรมการพัฒนาฝีมือแรงงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมถึงสิทธิและสวัสดิการที่ควรจะได้รับจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมแอปพลิเคชันนี้ 

ขอขอบคุณบริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด อย่างยิ่งที่พัฒนาแอปพลิเคชันดังกล่าวขึ้น ทำให้กำลังแรงงานและประชาชนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารหรือบริการของกรมได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น จะเป็นก้าวสำคัญในการให้บริการแอปพลิเคชัน DSD E-Certification” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว

ด้านนายพงศ์สันต์  ตฤณธวัช กรรมการผู้จัดการบริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน ในการสร้างเครื่องมือหรือช่องทางที่สามารถเข้าถึงการให้บริการที่เป็นประโยชน์กับสมาชิกผู้ใช้งานมากขึ้น เช่น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน  การยางแห่งประเทศไทย ด้วยการดำเนินงานและโครงการดังที่ได้กล่าวมา บริษัทฯ จึงได้เกิดแนวคิดการพัฒนาระบบการให้บริการสำหรับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่จะมีเครื่องมือที่จะให้แรงงานฝีมือทั่วประเทศได้มีช่องทาง Mobile Application ที่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทำให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น

ถอดรหัสแนวคิด 5 ผู้นำรุ่นใหม่ ‘JGAB New Gen’ พลิกกลยุทธ์อัญมณีไทย​ ทะยานสู่หมุดหมายระดับสากล

 ถอดรหัสแนวคิด 5 ผู้นำรุ่นใหม่ ‘JGAB New Gen’ พลิกกลยุทธ์อัญมณีไทย​  ทะยานสู่หมุดหมายระดับสากล

ในวันที่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องคุณภาพหรือความประณีตอีกต่อไป แต่กำลังถูกท้าทายด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี พฤติกรรมของผู้บริโภค และการเกิดขึ้นของตลาดใหม่ ทำให้บทบาทของผู้บริหารรุ่นใหม่ในวงการ จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่มาขับเคลื่อนการเติบโตในยุคถัดไป เช่นเดียวกับงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 หรือ JGAB ก็กำลังทำหน้าที่มากกว่างานแสดงสินค้า เพราะนี่คือเวทีที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทย ถูกมองเห็นอย่างชัดเจนบนเวทีโลก



ภาพของกลุ่ม “New Gen Exhibitor” ในงาน JGAB 2026 จึงไม่ใช่แค่การเข้ามารับไม้ต่อของคนรุ่นใหม่ในธุรกิจเดิม แต่เป็นการก้าวเข้ามาของคลื่นลูกใหม่ที่ต้องแบกรับโจทย์ยากกว่าเดิม ทั้งการรักษาคุณค่าของรากฐานธุรกิจ การทำความเข้าใจในตลาดโลกที่ผันผวน หรือวิธีขยายโอกาสในบริบทที่การแข่งขันต่างจากอดีต ความน่าสนใจของ JGAB ในปีนี้ คือเวทีนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายส่วนในซัพพลายเชน ตั้งแต่ธุรกิจพลอย เครื่องเงิน ไฟน์จิวเวลรี่ เพชรแล็บ ไปจนถึงเทคโนโลยีและโซลูชันผลิต ซึ่งต่างมีโจทย์ต่างกัน แต่กำลังเผชิญความกดดันร่วมกัน นั่นคือทำอย่างไร? ให้ธุรกิจดั้งเดิมยังมีความหมายในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

The Pressure of Global Taste: เมื่อการสร้างแบรนด์สำคัญไม่แพ้คุณภาพสินค้า

ในธุรกิจพลอย การรักษามาตรฐานของสินค้าอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอีกต่อไป บริษัท เจ แอนด์ ซันส์ เจมส์ จำกัด  มองว่าความท้าทายของผู้ประกอบการรุ่นใหม่จำเป็นต้องอ่านเกมตลาดโลกให้ออก พร้อมยกระดับธุรกิจจากแบรนด์ที่โดดเด่นด้านคุณภาพ ไปสู่แบรนด์ที่มีบุคลิก มีแนวทางของตัวเอง และสามารถสื่อสารคุณค่าได้ชัดในสายตาผู้ซื้อสากล ทำให้งานออกแบบ คุณภาพ และภาพลักษณ์ทั้งหมดของแบรนด์ ต้องทำงานเป็นระบบเดียวกันเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกปี

“ตลาดในวันนี้ ไม่ได้ตัดสินกันแค่เรื่องคุณภาพสินค้าอีกแล้ว แต่ตัดสินกันที่ว่าแบรนด์ของเรามีความหมายอย่างไรในสายตาลูกค้า ผู้ประกอบการรุ่นใหม่จึงต้องเข้าใจทั้งการพัฒนาสินค้า การออกแบบ และการสื่อสารแบรนด์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ธุรกิจยืนอยู่ในตลาดโลกได้อย่างมีตัวตน”

Heritage Meets Modernity: การผสานดีเอ็นเอเดิม สู่การบริหารยุคใหม่

ในฟากของเครื่องประดับเงิน คุณวิภาวิน และคุณวิชวิญญ์ หงษ์ศรีจินดา จากแบรนด์ Piyapoom (Silver) สะท้อนว่าแกนของการเปลี่ยนผ่านไม่ได้เริ่มจากภาพลักษณ์ภายนอก แต่เริ่มจากการจัดระเบียบภายในให้พร้อมต่อการแข่งขันรอบใหม่ ด้วยบทบาทของ Sales & Marketing Executive ทั้งสองสะท้อนวิธีคิดที่น่าสนใจว่าธุรกิจครอบครัวจะเติบโตต่อได้ ไม่ใช่การเลือกเก็บหรือทิ้งของเดิมไปทั้งหมด เพราะต้องรู้ว่าควรเก็บอะไรไว้ และควรเปลี่ยนอะไรให้ทันเวลา โจทย์ของการปรับโครงสร้าง การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ และการขยายช่องทางตลาด จึงเป็นทิศทางการทำงานที่ช่วยให้ธุรกิจยังรักษาตัวตนเดิมไว้ ขณะเดียวกันก็ทำให้แข่งขันในตลาดปัจจุบันอย่างมีพลังมากขึ้น

Balancing Trust and Newness: ธุรกิจเดิมต้องเติบโตให้ทันคนรุ่นใหม่

มุมมองของ คุณภาสินี เจียมเจริญยิ่ง กรรมบริหาร R Jew Diamond มองว่าความท้าทายของผู้บริหารรุ่นใหม่ ไม่ได้อยู่แค่การรักษาความไว้ใจของร้านเก่าแก่ที่ลูกค้าเชื่อถือ แต่คือการทำให้ธุรกิจเดิมมีภาพลักษณ์เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น การไปศึกษาเทรนด์และพัฒนาการของตลาดจิวเวลรี่ในอิตาลี ทำให้เห็นว่าการธุรกิจวันนี้ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้า ดีไซน์ และวิธีสื่อสารแบรนด์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความน่าเชื่อถือแบบร้านเดิมอย่างสมดุล R Jew จึงไม่ได้มองเพียงการขายทอง 18K หรือไฟน์จิวเวลรี่ แต่กำลังให้ความสำคัญกับ “ความสบายใจในการซื้อ” ของลูกค้า ผ่านการคัดเลือกสินค้า การนำเข้าจากอิตาลีโดยตรง และคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้างความโปร่งใสและยืนยันมาตรฐานของสินค้าได้อย่างมั่นใจ

“ความท้าทายของ R Jew วันนี้คือการบาลานซ์ระหว่างความน่าเชื่อถือของร้านเดิมที่ลูกค้าไว้ใจมากว่า 30 ปี กับการทำให้แบรนด์ดูใหม่และเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น เราเชื่อว่าธุรกิจจิวเวลรี่วันนี้ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ต้องขายความไว้วางใจ ความโปร่งใส และมาตรฐานที่ลูกค้ารู้สึกมั่นใจได้จริง”

Defining the New Luxury: เมื่อ ‘แบรนด์’ และ ‘นวัตกรรม’ คืออาวุธสำคัญ

โจทย์ของ My J ไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่าง “รักษารากฐานเดิม” หรือ “วิ่งตามตลาดใหม่” แต่คือการทำให้สองสิ่งนี้เดินไปด้วยกันได้อย่างถูกทิศทาง คุณอนนต์ชัย จตุรานนท์ กรรมการบริหารแบรนด์ My J มองว่าบทบาทของคนรุ่นใหม่คือการนำมุมมองใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาแบรนด์ โดยไม่ปล่อยให้มาตรฐานและความเชี่ยวชาญที่ธุรกิจสะสมมาต้องสูญเสียความหมายไป แนวทางการทำงานทำงานจึงเน้นทั้งการพัฒนาสินค้า การสร้างแบรนด์ และการมองหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเติบโตไม่เกิดจากการแรงส่งระยะสั้น แต่มาจากการวางฐานธุรกิจให้พร้อมกับพฤติกรรมผู้บริโภคและช่องทางการค้าที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน

ความท้าทายของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่การเปลี่ยนทุกอย่างให้ต่างจากเดิม แต่คือการพาแบรนด์ก้าวไปข้างหน้าโดยยังรักษาความเชี่ยวชาญและมาตรฐานที่ธุรกิจสร้างไว้ เราเชื่อว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องมาจากการรักษาความเชี่ยวชาญเดิมไว้ พร้อมเปิดรับแนวคิดใหม่อย่างต่อเนื่อง

The Grit of Transformation: เมื่อ ‘เทคโนโลยี’ คือหัวใจของความยั่งยืน

จุดยืนของ Khunnapap Jewellery Supplies มีความชัดเจนแต่แรกว่า ธุรกิจในโลกการผลิตเครื่องประดับไม่สามารถหยุดอยู่แค่บทบาท ผู้ขาย ได้เพียงอย่างเดียว คุณเฮซาม กาเซ็มมีนี Founder และ Managing Director แห่ง Khunnapap มองว่าการเติบโตขององค์กรขึ้นอยู่กับการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ทั้งในมุมเทคโนโลยี ความเข้าใจลูกค้า และการแก้ปัญหาหน้างาน ทำให้ทิศทางบริษัทต้องขยับจากธุรกิจเทรดดิ้งดั้งเดิม ไปสู่การเป็น “Total Solution Provider” ที่เชื่อมต่อเครื่องจักร เครื่องมือ วัสดุ และการสนับสนุนด้านเทคนิคเข้าด้วยกัน เพื่อเป้าหมายสำคัญที่ไม่ใช่เพียงการขายสินค้า แต่ต้องเดินเคียงข้างโรงงานผลิตเพื่อสร้างประสิทธิภาพ ความเสถียร และความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว



ความท้าทายวันนี้คือการมี Grit หรือความมานะที่จะพัฒนาไม่หยุด ที่จะปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และตอบสนองต่อความคาดหวังที่สูงขึ้น เพราะลูกค้าไม่ได้มองหาแค่ผู้ขายสินค้า แต่เขามองหาพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจกระบวนการผลิตอย่างแท้จริง

JGAB 2026: แพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์สู่ ‘ศูนย์กลางอาเซียน’

JGAB 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่คือเครื่องพิสูจน์ศักยภาพของ New Gen ไทย ว่าเราพร้อมแล้วที่จะเป็น Hub สำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีโลก” คือบทสรุปจากเหล่าผู้บริหารรุ่นใหม่ที่พร้อมจะขับเคลื่อนวงการอัญมณีไทยให้เปล่งประกายกว่าที่เคย 


Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB) งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ ในวันที่ 22-25 เม.ย. 69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ลงทะเบียนชมงานได้แล้ววันนี้ทางเว็บไซต์ www.jewellerygemaseanbkk.com 

###


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดันศูนย์เชื่อมสู่ ASEAN+3 Excellence Centre ยกระดับแรงงานไทยสู่แรงงานมูลค่าสูง รองรับอุตสาหกรรมอนาคต

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดันศูนย์เชื่อมสู่ ASEAN+3 Excellence Centre ยกระดับแรงงานไทยสู่แรงงานมูลค่าสูง รองรับอุตสาหกรรมอนาคต

วันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.  นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม และทดสอบมาตรฐานช่างเชื่อมระดับสากล (Welder Qualification Test: WQT) มีผู้เข้าอบรม จำนวน 17 คน ระหว่างวันที่ 2–3 เมษายน 2569  โดยมี ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมของบริษัท ทีดับบลิวไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (TWI) ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมโพทะเล สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเดินหน้ายกระดับศักยภาพแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับบริษัท ทีดับบลิวไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (TWI) เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานสาขาเทคโนโลยีการเชื่อมและการตรวจสอบให้ได้มาตรฐานสากล รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ สถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม (WelDA) ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินการฝึกอบรม ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ปฏิบัติงานจริงตามมาตรฐานสากล ผู้เข้าอบรมจะได้รับการฝึกทักษะการเชื่อมในท่า 6G ด้วยกระบวนการ SMAW เป็นท่าที่มีความยาก และใช้ประเมินทักษะขั้นสูง พร้อมเข้ารับการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญจาก TWI (TWI Welding Examiner) ผ่านกระบวนการตรวจสอบทั้งทางสายตาและการทดสอบทางกล ตามมาตรฐาน ASME Section IX




นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่ผ่านการทดสอบจะได้รับใบรับรองมาตรฐาน ISO 9606-1 ภายใต้ระบบ CSWIP ของ TWI ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเป็นคุณสมบัติสำคัญในการทำงานในโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการด้านพลังงาน เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ที่กำหนดมาตรฐาน API 1104 และ ASME Section IX เป็นเกณฑ์หลัก โดยใบรับรองดังกล่าวจะช่วยยกระดับผู้ผ่านการอบรมสู่การเป็น “แรงงานมูลค่าสูง” ที่มีรายได้เฉลี่ยตั้งแต่ 45,000 บาท จนถึง  100,000 บาทต่อเดือน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของงานเชื่อม สำหรับผู้ที่สนใจในหลักสูตรนี้ หากมีเปิดรับสมัครฝึกอบรมทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านช่องทาง เฟซบุ๊กกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน https://www.facebook.com/share/1AxVa865CV/?mibextid=wwXIfr หรือ เว็บไซต์ สถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม (WelDA) https://dsd.go.th/welda หรือ เฟซบุ๊ก Welda Dsd  https://www.facebook.com/share/1CP89k3J3B/?mibextid=wwXIfr







โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการผลักดันสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม (WelDA) ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเชื่อมในระดับภูมิภาค ASEAN+3 และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานสากล (Certified Body) ตามมาตรฐาน ISO 17024 และ ISO 17025 ในอนาคต และการพัฒนาแรงงานไทยให้มีทักษะระดับสากล ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงาน แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

กรมพัฒน์ฯ เปิดบริการตรวจรถฟรี 3-9 เมษา รับสงกรานต์

  กรมพัฒน์ฯ เปิดบริการตรวจรถฟรี 3-9 เมษา รับสงกรานต์  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฟรี ระหว่างวันที่ 3-9 ...