วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก

  ‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569  เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตบริหารพิเศษมาเก๊า  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีปิดการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1 โครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ พร้อมมอบหนังสือรับรองแก่ผู้ผ่านการทดสอบ และมอบเครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ โดยมีพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ  สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน คณะผู้ทดสอบ ผู้เข้าร่วมโครงการ และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี  ณ ร้าน Siam Garden Thai Restaurant เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับ “อาหารไทย” อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติทุกคน ซึ่งถือเป็นผู้มีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยอาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของคนไทย อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการส่งออกอาหารไทยสู่ตลาดโลก ซึ่งเครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาตินั้น เป็นการการันตีว่าสถานประกอบกิจการที่ได้รับการรับรอง มีการให้บริการอาหารไทยที่ได้มาตรฐานและคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างแท้จริง อันเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ธุรกิจไทยในต่างประเทศ

ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเสริมว่า การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1 เป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง โดยดำเนินการทดสอบระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 มีผู้เข้ารับการทดสอบจำนวน 15 คน และผ่านการทดสอบทั้งสิ้น 15 คน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เป็นกระบวนการประเมินฝีมือ ความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพ ตามเกณฑ์มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยภาคความรู้และภาคปฏิบัติ เพื่อการันตีว่าแรงงานไทยที่ผ่านการทดสอบมีศักยภาพ ทักษะฝีมือที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความปลอดภัย และสามารถให้บริการได้ในระดับสากล โดยผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับหนังสือรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อใช้ยืนยันมาตรฐานวิชาชีพของตนเอง




ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังได้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบกิจการที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงาน ผ่านการมอบ “เครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสถานประกอบกิจการในการให้บริการอาหารไทยที่ได้มาตรฐานระดับสากล อันเป็นการสนับสนุนนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป สำหรับแรงงานไทย หรือสถานประกอบกิจการที่สนใจต้องการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มงานส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน กองพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน โทร 0 2245 4837 หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/1CUpC5qdsU/?mibextid=wwXIfr  อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

“รมว.สุชาติ” เปิดงานสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ผนึกกำลังนักวิชาการ ขับเคลื่อน“คาร์บอนสีน้ำเงิน” สู่ความยั่งยืน

 “รมว.สุชาติ” เปิดงานสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ผนึกกำลังนักวิชาการ ขับเคลื่อน“คาร์บอนสีน้ำเงิน” สู่ความยั่งยืน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “น้ำพระทัยสู่ทวยราษฎร์ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลน” (From Royal Grace to People: The Mangrove Botanical Garden) เนื่องในวันป่าชายเลนแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 10 - 12 พฤษภาคม 2569 โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานเปิดงาน พร้อมนำผู้ร่วมงานทำกิจกรรมเสริมความหลากหลายของระบบนิเวศป่าชายเลนด้วยพรรณไม้กว่า 10 ชนิด และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำรวมกว่า 9,999 ตัว และเยี่ยมชมนิทรรศการจากภาคีเครือข่าย Thailand Mangrove Alliance เช่น ปตท.สผ., SCG, Dow Thailand รวมถึงเครือข่ายงานวิจัยด้านป่าชายเลน และบูธผลิตภัณฑ์จากชุมชนจังหวัดจันทบุรี ณ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ รัชกาลที่ 9 จังหวัดจันทบุรี

งานสัมมนาในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีวิชาการป่าชายเลนระดับประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสมาคมป่าชายเลนนานาชาติ (ISME) และประธานมูลนิธิสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร่วมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง พระเมตตาสู่ป่าชายเลน ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บรรยายพิเศษ เรื่อง 23 ปี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของชาติ ร่วมด้วย Prof. Dr. Donald J. Macintosh ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านนิเวศวิทยาทางทะเลจาก IUCN และเครือข่ายความร่วมมือภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ และชุมชนชายฝั่ง มาร่วมแลกเปลี่ยนทิศทางการจัดการป่าชายเลน และนำเสนอความสำเร็จในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน พร้อมต่อยอดแนวพระราชดำริ สู่การรับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอย่างยั่งยืน

นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้กล่าวเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับป่าชายเลนในฐานะ “ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” มุ่งเน้นการใช้กลไก “คาร์บอนสีน้ำเงิน” (Blue Carbon) เป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยทั้งด้านองค์ความรู้ การวิจัย และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยระบบนิเวศป่าชายเลนถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ (Nature-based Infrastructure) ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลรอยต่อระหว่างแผ่นดินกับทะเล ช่วยลดความรุนแรง  ของคลื่นลมและกรองมลพิษ ควบคู่กับการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ทรงพลังของโลก


ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า ป่าชายเลนในวันนี้ ยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และการใช้ประโยชน์ที่เกินสมดุล การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกบูรณาการระหว่างองค์ความรู้ทางวิชาการกับการบริหารจัดการที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ “การสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเชื่อมั่นว่าการสร้างความรู้ ความเข้าใจและความตระหนักที่ถูกต้องในคุณค่าของป่าชายเลน คือ รากฐานสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืน

 


ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรม ทช. ได้มุ่งมั่นดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลและชุมชนชายฝั่ง พร้อมยกระดับความร่วมมือสู่มิติใหม่ผ่านกลไก “Thailand Mangrove Alliance” หรือพันธมิตรป่าชายเลนประเทศไทยซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการจัดการป่าชายเลนในระดับพื้นที่ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและมีมาตรฐานสากล สำหรับการบริหารจัดการ ในปัจจุบัน ทช. ได้มุ่งเน้นแนวทาง “การจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม” โดยใช้ข้อมูลทางวิชาการและระบบภูมิสารสนเทศมาวิเคราะห์พื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มุ่งสร้างสมดุลทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้แนวทางอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions)


สุดท้ายนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและภาคีภาคส่วนต่างๆ ร่วมเป็นพลังสำคัญในการปกป้องดูแลและบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนอย่างรู้คุณค่าบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์และร่วมกันสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เพื่อธำรงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย และเป็นรากฐานอันสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

กรมการศาสนาเปิดเวทีปั้นเยาวชน “Moral NextGen Model” สร้างนักสื่อสารคุณธรรมรุ่นใหม่ผ่านสื่อสร้างสรรค์ หัวข้อ “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน”จุดพลังเยาวชนไทย สร้างสื่อดี ปลูกจิตสำนึกสังคมคุณธรรม

 กรมการศาสนาเปิดเวทีปั้นเยาวชน “Moral NextGen Model” สร้างนักสื่อสารคุณธรรมรุ่นใหม่ผ่านสื่อสร้างสรรค์ หัวข้อ “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน”จุดพลังเยาวชนไทย สร้างสื่อดี ปลูกจิตสำนึกสังคมคุณธรรม

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะด้านการผลิตสื่อส่งเสริมคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ภายใต้กิจกรรมการประกวดการผลิตสื่อคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน หัวข้อ “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นางอารีรัตน์ สุนทรเสนาะ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บริหารกรมการศาสนา เจ้าหน้าที่ อาจารย์และเยาวชนจากสถานที่ศึกษา เข้าร่วม ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะด้านการผลิตสื่อส่งเสริมคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ภายใต้กิจกรรมการประกวดการผลิตสื่อคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน หัวข้อ “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 9 – 11 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ 

เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปลูกจิตสำนึกและเสริมสร้างค่านิยมเชิงบวกสู่สังคมคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเสริมศักยภาพเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นนักสื่อสารที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวความดีจากชุมชนสู่สังคมในวงกว้าง โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญภายใต้แนวคิด “Moral NextGen Model” ที่กรมการศาสนาขับเคลื่อนและส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีความรู้ความเข้าใจและเกิดพฤติกรรมเชิงบวก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและมีบทบาทในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมตามหลักคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ ความพอเพียง ความมีวินัย ความสุจริต จิตอาสา และความกตัญญู ควบคู่กับการบูรณาการหลัก 3 มิติ คือ หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยกรมการศาสนาได้จัดอบรมการผลิตสื่อคุณธรรมเชิงสร้างสรรค์ “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน” ที่มุ่งเน้นให้เยาวชนได้คิด ออกแบบ และลงมือทำจริง ซึ่งมีผู้ส่งผลงานในรอบคัดเลือกจำนวน 272 ทีม และได้คัดเลือกเข้ารับการอบรมในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และระดับอุดมศึกษา จำนวน 15 ทีม โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 100 คน ประกอบด้วย นักเรียน นิสิตนักศึกษา และอาจารย์ที่ปรึกษา คณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนและการผลิตคอนเทนต์ ที่จะร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด 







การอบรมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น มีกิจกรรมการเสวนาในหัวข้อ “ประสบการณ์การผลิตสื่อส่งเสริมคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ 21” โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเปิดมุมมองและสร้างความเข้าใจต่อบทบาทของสื่อในยุคดิจิทัล จากนั้นเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ การบรรยายด้านกฎหมายและจริยธรรมสื่อออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบในการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังมีการฝึกปฏิบัติจริงในหัวข้อ “เทคนิคการเล่าเรื่องและการตัดต่อ” โดยแบ่งกลุ่มย่อย พร้อมวิทยากรดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงกิจกรรมลงพื้นที่ภายในเมืองโบราณ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจจากบริบททางวัฒนธรรมและชุมชน นำไปสู่การออกแบบและผลิตคลิปสั้นที่สะท้อนคุณค่าทางคุณธรรมได้อย่างสร้างสรรค์และร่วมสมัย และนำเสนอผลงาน เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเชิงลึก อันจะนำไปพัฒนาผลงานในรอบตัดสินของการประกวดต่อไป

 






อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการอบรมหรือการประกวดเท่านั้น แต่ยังมุ่งต่อยอดศักยภาพเยาวชนสู่การปฏิบัติจริงในสังคม และส่งเสริมให้เยาวชนสามารถนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับไปพัฒนาผลงานสื่อในระดับสถานศึกษาและชุมชนของตนเอง อาทิ การจัดตั้งชมรมผลิตสื่อคุณธรรมในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย การสร้างเพจหรือช่องทางสื่อสารออนไลน์เพื่อเผยแพร่เรื่องราวความดีในพื้นที่ รวมถึงการบูรณาการกิจกรรมจิตอาสาและการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์เข้ากับโครงการพัฒนาชุมชน นอกจากนี้ เยาวชนที่ผ่านการอบรมยังสามารถต่อยอดสู่การเป็นเครือข่ายนักสื่อสารคุณธรรมรุ่นใหม่ สามารถถ่ายทอดเรื่องราว “ชุมชนคุณธรรม” ที่ร่วมกันผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์คุณภาพอย่างต่อเนื่อง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ และขยายผลไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับประเทศ พร้อมทั้งสามารถพัฒนาไปสู่ทักษะอาชีพด้านสื่อดิจิทัลในอนาคต สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพบนพื้นฐานของคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม 

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ARDA จับมือ ฟาร์มเอ็กซ์โป เปิดฉาก “AGRITHON by ARDA Season 3”ดึงเกษตรกร-สตาร์ทอัพทั่วไทย ชิงงบวิจัย-ลงทุนกว่า 100 ล้านบาทสร้างนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรไทย

 ARDA จับมือ ฟาร์มเอ็กซ์โป เปิดฉาก “AGRITHON by ARDA Season 3”ดึงเกษตรกร-สตาร์ทอัพทั่วไทย ชิงงบวิจัย-ลงทุนกว่า 100 ล้านบาทสร้างนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรไทย

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ร่วมกับ ฟาร์มเอ็กซ์โป เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง เปิดเวทีการแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3” พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน อย่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, กลุ่มบริษัท ซี แอล พี (CLP Group) และการยางแห่งประเทศไทย (Rubber Authority of Thailand) เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรไทยในยุคใหม่ เปิดโอกาสให้เกษตรกร นักวิจัย นักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้พัฒนานวัตกรรมจากทั่วประเทศ ร่วมนำเสนอผลงาน สร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ ต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร พร้อมโอกาสคว้างบสนับสนุนงานวิจัยและการลงทุนรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ยกระดับภาคการเกษตรของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต


ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3 ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรมงานวิจัยใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างตรงจุด และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรในระยะยาว ทั้งในมิติของรายได้ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม”

จากความสำเร็จของการจัดแข่งขัน 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขัน รวมกว่า 200 ผลงาน และมีผลงานจำนวนไม่น้อยที่ ARDA  ได้ต่อยอดสนับสนุนทุนเป็นโครงการวิจัยที่สามารถนำไปใช้จริงในพื้นที่เช่น  โครงการพัฒนาการจัดการกาแฟ อะราบิก้า ด้วยปุ๋ยสั่งตัด และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยํา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ดอยช้าง และดอยแม่สลอง  

โดยจุดเด่นคือการนำดินในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงรายมาตรวจวิเคราะห์ดินและออกแบบปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละแปลงของเกษตรกร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรเข้าใจพฤติกรรมการใช้ธาตุอาหารของพืช และนำไปสู่การจัดการปุ๋ยที่แม่นยำยิ่งขึ้น โดยผลการทดลองพบว่า ปุ๋ยสั่งตัดให้ผลดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการเจริญเติบโตของต้น ผลผลิต และคุณภาพโดยคุณภาพเมล็ดกาแฟจากพื้นที่ดำเนินโครงการได้ผลผลิตเมล็ดกาแฟอยู่ในระดับ Premium Commercial Grade ซึ่งมีศักยภาพเข้าใกล้ระดับ Specialty Coffee เป็นต้น

สำหรับ “AGRITHON by ARDA Season 3” นี้   เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่เวทีแข่งขัน แต่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับ คนที่อยากเปลี่ยนไอเดียให้เกิดขึ้นจริง สำหรับผู้ที่มีแนวคิด มีเทคโนโลยี หรืออยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาภาคเกษตรไทย นี่คือเวทีที่เปิดให้คุณได้แสดงศักยภาพ และมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดจริง

นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดการแข่งขันนวัตกรรม AGRITHON by ARDA กล่าวว่า “การจัด AGRITHON by ARDA ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าผลงานในแต่ละปีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตร ทั้งในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความต้องการของเกษตรกรไทยในแต่ละช่วงเวลา ทำให้สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และใช้งานได้จริง การแข่งขันในปีนี้จึงมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้พัฒนานวัตกรรมได้เชื่อมโยงกับเกษตรกร ภาคธุรกิจ และตลาด เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริงในวงกว้าง และช่วยยกระดับภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน”

โดยผู้เข้าร่วมการแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3” มีโอกาสชิงทุนวิจัยและเงินร่วมลงทุนรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท พร้อมโอกาสในการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมในงาน “ฟาร์มเอ็กซ์โป 2026” มหกรรมเกษตรในร่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้พัฒนานวัตกรรมกับภาคธุรกิจและตลาด อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนจากภาคเอกชนและองค์กรพันธมิตร ตลอดจนได้รับคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านธุรกิจและการตลาดจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

เวทีการแข่งขันนวัตกรรม “AGRITHON by ARDA Season 3” ยังคงเน้นการคัดเลือกผลงานที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง โดยพิจารณาจากหลายมิติ ทั้งการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ความต้องการของตลาด และความสามารถในการขยายผลในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ทีมที่ผ่านเข้ารอบได้นำเสนอผลงานผ่านรายการ Farm Expo TV ทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ช่อง32 เริ่มออกอากาศ 10 พฤษภาคม นี้ เวลา 13.00-13.45 เพื่อเผยแพร่นวัตกรรมสู่สาธารณชน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรไทย

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน AGRITHON by ARDA Season 3 ได้ที่ www.agrithon.com ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มิถุนายน 2569 สอบถามรายละเอียดได้ที่ FB ARDA และ Facebook Farm Expo Thailand หรือ Line: @agrithon

​#แอกริธอน #Agrithon #AgrithonbyArda #มหกรรมเกษตรในร่มกลางกรุงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย #โตโยต้าฟาร์มเอ็กซ์โป2026 #farmexpo #toyotafarmexpo2026 #farmexpothailand

วศ. เดินหน้าขับเคลื่อนลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่ภาคเหนือ จัดสัมมนา “มาตรฐานและการรับรอง”ต่อยอดความร่วมมือ 5 หน่วยงานรัฐ หนุนนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

 วศ. เดินหน้าขับเคลื่อนลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่ภาคเหนือ จัดสัมมนา “มาตรฐานและการรับรอง”ต่อยอดความร่วมมือ 5 หน่วยงานรัฐ หนุนนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

​      วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “มาตรฐานและการรับรอง” ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ : ภาคเหนือ โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงาน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้าน “มาตรฐานและการรับรอง” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่างานวิจัย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุน ตลอดจนผลักดันนวัตกรรมไทยให้สามารถพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ โรงแรมวินทรี ซิตี้ รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่



      ภายในงานมีการมอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์แก่ผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.พจมาน ท่าจีน กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.)

ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นายญาณพล ขาวพลศรี สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เภสัชกร ธนพัฒน์ เลาวหุตานนท์ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) นายกฤตภาส คงรัตน์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) และ รศ.ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) รวมถึงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิจัย เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานที่ตอบโจทย์ทิศทางอนาคตของประเทศไทย


      ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดี วศ. กล่าวว่า กิจกรรมในพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “ความร่วมมือการพัฒนามาตรฐาน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์” เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์บริการได้ร่วมมือกับ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) เพื่อบูรณาการการทำงานด้านวิจัย มาตรฐาน การกำกับดูแลและการส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกันอย่างเป็นระบบ


       นอกจากนี้ วศ. ได้มีความร่วมมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานวิจัยและนวัตกรรมของนักวิจัยในพื้นที่ภาคเหนือ โดยความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับการรับรองคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุน และเพิ่มโอกาสให้นวัตกรรมไทยสามารถเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ




      ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการและหน่วยงานพันธมิตรพร้อมทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” ในการผลักดันมาตรฐานและการรับรองให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมไทย และยกระดับประเทศไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน


#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #ลมใต้ปีก #เชียงใหม่

‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก

   ‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก วันที่ 10 พฤษภาคม 2569  เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขต...