วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เปิดฉากอย่างเป็นทางการ! การแข่งขัน Youth Muaythai Stage Dance Contest 2026 ดึงเยาวชนสืบสานมวยไทยผ่านศิลปะการเต้นร่วมสมัย ชิงรวมกว่า 5 แสนบาท

 เปิดฉากอย่างเป็นทางการ! การแข่งขัน Youth Muaythai Stage Dance Contest 2026 ดึงเยาวชนสืบสานมวยไทยผ่านศิลปะการเต้นร่วมสมัย ชิงรวมกว่า 5 แสนบาท


เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ MCC Hall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค มีพิธีเปิดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ “Youth Muaythai Stage Dance Contest 2026” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโครงการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานศิลปะมวยไทยเข้ากับการแสดง Stage Dance ร่วมสมัย โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย), กรมพลศึกษา, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ในการนี้ ดร.ปัญญา หาญลำยวง อุปนายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยมี นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ในฐานะตัวแทนคณะทำงานและผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย คณะกรรมการ คณะทำงาน และผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ประกอบด้วย นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา, พลตรีรินธนธ์ ปุณโณทก เลขานุการสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย), ดร.ดารณี ลิขิตวรศักดิ์ กรรมการสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย), คุณชัญญ์ญาณ์ ธำรงวินิจฉัย ผู้จัดการใหญ่กิจกรรมการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน), คุณเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานบริษัท สยามอินดัสเตรียลพาร์ค จำกัด, คุณฉัตรชัย เล่งอี้ คณะกรรมการด้านจีน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณเชาว์ชัย เจียมวิจิตร คณะกรรมการด้านจีน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายปณิธาน หงส์ทอง ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์ศิลปะมวยไทยและกีฬาไทย สำนักการกีฬา กรมพลศึกษา, นายนิธิพงศ์ กิมาวหา หัวหน้างานมาตรฐานและติดตามประเมินผลกีฬามวย ผู้แทนการกีฬาแห่งประเทศไทย, นายวันกล้า ขวัญแก้ว กรรมการสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย), นายสุธน วิชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา, นายอดุลยชาติ ขันธมะ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรการพลศึกษาและการกีฬา และคุณธีรวัฒน์ ยิ้วยิ้ม กรรมการสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) ร่วมเป็นเกียรติและสักขีพยานในพิธีเปิดอย่างพร้อมเพรียง


โดยนางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ ได้เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับศิลปะมวยไทย และมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการอนุรักษ์เผยแพร่มรดกภูมิปัญญาของชาติผ่านรูปแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การวางแผน การทำงานเป็นทีม ตลอดจนส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกาย และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้คุณค่าของวัฒนธรรมไทย สำหรับรูปแบบการชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศนี้ นางสาวรินทร์ลิตาระบุว่า จะใช้เกณฑ์คะแนนด้านทักษะความสามารถ 70 คะแนน ร่วมกับคะแนน Popular Vote อีก 30 คะแนน (ซึ่งกำหนดให้ 1 Like เท่ากับ 1 คะแนน และ 2 Share เท่ากับ 1 คะแนน) ในส่วนของรูปแบบการแสดงของแต่ละทีมในวันนี้ จะแบ่งโครงสร้างออกเป็น 3 ช่วงอย่างชัดเจน ประกอบด้วย ช่วงนำเข้า ความยาว 1 นาที, ช่วง Step Dance ผสมผสานการไหว้ครูและท่ามวยไทย ความยาว 2 นาที และช่วงแดนซ์ประยุกต์ ความยาว 2 นาที รวมเวลาการแสดงทั้งหมดต้องไม่เกิน 5 นาที หากเกินเวลาที่กำหนดจะถือว่าผิดกติกาและไม่ได้รับการพิจารณาตัดสิน ทั้งนี้นางสาวรินทร์ลิตาได้กล่าวย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการตัดสินคือการทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ และการนำศิลปะมวยไทยมาเป็นแกนหลักในการออกแบบการแสดงร่วมกับการเต้นสมัยใหม่ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ สามารถต่อยอดเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายหรือสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในวงกว้างได้

นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้จัดเตรียมรางวัลสำหรับผู้ชนะในแต่ละรุ่น รวมมูลค่าเงินรางวัลตลอดการแข่งขันกว่า 500,000 บาท ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 50,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 20,000 บาท, รางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท, รางวัล Popular Vote เงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลปลอบใจสำหรับทีมที่ไม่ได้รางวัล ทีมละ 5,000 บาท โดยทุกทีมที่ได้รับรางวัลจะได้รับโล่รางวัลจาก ดร.สุทิน คลังแสง นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและกองเชียร์ที่มาร่วมชมการประชันความสามารถของเยาวชนไทยในรอบชิงชนะเลิศอย่างเนืองแน่น


วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ศน. ชวนร่วม “Open House ศพอ.” 4 ภูมิภาค เปิดพื้นที่เรียนรู้คู่คุณธรรม สร้างเครือข่ายพัฒนาเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ

 ศน. ชวนร่วม “Open House ศพอ.” 4 ภูมิภาค เปิดพื้นที่เรียนรู้คู่คุณธรรม สร้างเครือข่ายพัฒนาเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ



นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เตรียมจัดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” ภายใต้โครงการอุดหนุนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงานเด่นของเครือข่ายศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์จากทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2569 ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดสุรินทร์






รัฐบาล ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทของสถาบันทางศาสนาในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยให้เป็น “คนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ” สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมที่มุ่งสร้างสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “คุณธรรมนำการพัฒนา”





กิจกรรม Open House เปิดบ้าน ศพอ. จึงเป็นเวทีสำคัญในการเปิดพื้นที่ต้อนรับเด็ก เยาวชน ประชาชน และภาคีเครือข่าย ให้เข้ามาเรียนรู้และเข้าใจบทบาทของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมและพัฒนาทักษะชีวิตให้แก่เยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดความร่วมมือระหว่าง ศพอ. ในแต่ละพื้นที่

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า ภายในงานเตรียมพบกับกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การเยี่ยมชมกิจกรรมการเรียนการสอนของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ชมนิทรรศการและบูธแสดงผลงานโดดเด่นของเครือข่าย ศพอ. การสาธิตทักษะอาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน การประกวดและแสดงผลงานด้านคุณธรรม การร้องเพลงคุณธรรม ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค และการเสวนาสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคม



อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนา คาดหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในฐานะพื้นที่พัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และขยายเครือข่ายการทำงานด้านคุณธรรมจริยธรรมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นทั่วประเทศ


ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกำหนดการจัดกิจกรรมในแต่ละภูมิภาคได้ทาง Facebook เพจของกรมการศาสนา และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่เข้าร่วมกิจกรรม หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2209 3728 ///

รพ.ยันฮี ผนึก “กัน จอมพลัง” ช่วยสาวศัลยกรรมพลาด ถุงใต้ตาติดเชื้อหวิดบอด​ ก่อนทีมแพทย์ฟื้นหน้าพลิกชีวิตกลับมาสวยอีกครั้ง.?

 รพ.ยันฮี ผนึก “กัน จอมพลัง” ช่วยสาวศัลยกรรมพลาด ถุงใต้ตาติดเชื้อหวิดบอด​ ก่อนทีมแพทย์ฟื้นหน้าพลิกชีวิตกลับมาสวยอีกครั้ง.? 

โรงพยาบาลยันฮี ร่วมกับ กัน จอมพลัง จัดแถลงข่าวเผยกรณีช่วยเหลือหญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อศัลยกรรมผิดพลาด หลังเข้ารับการทำศัลยกรรมถุงใต้ตาจากสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง มีอาการบวมติดเชื้อ บริเวณดวงตา เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น ส่งผลกระทบทั้งร่างกายและสภาพจิตใจ จนเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า ก่อนเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง กับทีมแพทย์ผู้ชำนาญการของ โรงพยาบาลยันฮี และได้รับการผ่าตัดแก้ไข ฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน ใบหน้ากลับมาใกล้เคียงปกติสามารถกลับมาใช้ชีวิตและมีความมั่นใจได้อีกครั้ง

นพ.พินัย จิรฐิติวงศ์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลยันฮี เปิดเผยว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวเข้ารับการรักษากับ โรงพยาบาลครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 หลังเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำศัลยกรรมบริเวณใต้ตา จากสถานพยาบาลอื่น จนเกิดการอักเสบ อย่างรุนแรงและมีความเสี่ยงต่อการมองเห็นทีมแพทย์จึงเร่งประเมินอาการ อย่างละเอียด พร้อมวางแผนการรักษาอย่างรอบคอบทั้งด้านศัลยกรรมตกแต่งและจักษุควบคู่กัน เพื่อหยุดการติดเชื้อ ลดความเสี่ยงต่อดวงตา และฟื้นฟูโครงสร้างใบหน้าให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด

สำหรับแนวทางการรักษา โรงพยาบาลยันฮีได้ระดมทีมแพทย์หลายสาขาเข้าดูแลร่วมกัน ประกอบด้วย พญ.ปฐมานุช ตัณฑวิเชียร จักษุแพทย์ เพื่อตรวจประเมินภาวะดวงตาและความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการมองเห็น, นพ.พินัย จิรฐิติวงศ์ ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้ผ่าตัดแก้ไข และ พญ.อภัสสร์ฑริกา สี่ศิลปชัย แพทย์ด้านฟื้นฟูผิวหนังและรอยแผลเป็น เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจรทั้งด้านการรักษา ฟื้นฟูสภาพผิว และดูแลสภาพจิตใจ 

ตลอดระยะเวลาการรักษา ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขหลายครั้งควบคู่กับการฟื้นฟูรอยแผลเป็นและติดตามอาการ อย่างใกล้ชิด โดยผลลัพธ์ในปัจจุบันอาการบวมและลักษณะผิดรูปบริเวณดวงตาดีขึ้นอย่างชัดเจน ใบหน้าค่อย ๆ ฟื้นกลับมาดูปกติและมีชีวิตชีวามากขึ้น  

ด้าน กัน จอมพลัง กล่าวว่า เคสนี้สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของศัลยกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งไม่เพียงสร้างบาดแผลบนใบหน้า แต่ยังทำลายสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตของผู้เสียหาย จึงอยากเป็นอีกหนึ่งแรงในการประสานความช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้เสียหายได้เข้าถึงทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และมีความมั่นใจอีกครั้ง

ทั้งนี้ โรงพยาบาลยันฮี ยังคงมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานการรักษาและศัลยกรรมตกแต่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างปลอดภัย และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหา ศัลยกรรมผิดพลาด ให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ

####

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

5 ศาสนารวมพลังถวายอาลัย “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” วธ. ประสานองค์การศาสนาทั่วประเทศร่วมถวายพระกุศลและจัดพิธีทางศาสนา

 5 ศาสนารวมพลังถวายอาลัย “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” วธ. ประสานองค์การศาสนาทั่วประเทศร่วมถวายพระกุศลและจัดพิธีทางศาสนา


นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้ประสานความร่วมมือกับองค์การทางศาสนาทั้ง 5 ศาสนาที่ทางราชการรับรอง ได้แก่ พระพุทธศาสนา อิสลาม คริสต์ พราหมณ์–ฮินดู และซิกข์ ร่วมกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามหลักศาสนาสำหรับศาสนิกชนทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาได้ร่วมแสดงความอาลัย น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ และประกอบศาสนกิจตามหลักความเชื่อของตนเพื่อถวายเป็นพระกุศล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งทรงมีพระกรณียกิจอันโดดเด่นในการส่งเสริมและทำนุบำรุงกิจการศาสนาอย่างเสมอภาค ทรงอุปถัมภ์และสนับสนุนการดำเนินงานของทุกศาสนาที่ทางราชการรับรองมาโดยตลอด รวมทั้งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านศาสนา การศึกษา การพัฒนาสังคม และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนา อันเป็นคุณูปการสำคัญต่อความมั่นคงทางจิตใจและความสามัคคีของคนในชาติ



โดยแต่ละศาสนาได้กำหนดกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมตามหลักคำสอน อาทิ การสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา อธิษฐานภาวนา การบำเพ็ญกุศล การปฏิบัติธรรม การจัดพิธีทางศาสนา การเผยแพร่พระกรณียกิจ และการปรับกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัย รวมทั้งเชิญชวนศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมประพฤติปฏิบัติความดี รักษาศีลธรรม และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อน้อมถวายเป็นพระกุศลและสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์

• ศาสนาพุทธ

มหาเถรสมาคมได้มีมติ ที่ พิเศษ 6/2569 เรื่อง แนวทางการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีมติให้วัดทั่วประเทศและวัดไทยในต่างประเทศจัดพิธีบำเพ็ญกุศล อาทิ การสวดพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม เจริญจิตตภาวนา และปฏิบัติธรรมอุทิศถวายพระกุศล พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมถวายบังคมและร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยกำหนดจัดกิจกรรมในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน



• ศาสนาอิสลาม

จุฬาราชมนตรีกำหนดแนวทางให้พี่น้องมุสลิมทั่วประเทศร่วมถวายอาลัยด้วยความสำรวม แต่งกายสุภาพตามแนวทางของทางราชการ ยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัย และน้อมนำพระจริยวัตรด้านการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต



• ศาสนาคริสต์

องค์กรคริสต์ศาสนาทั่วประเทศ ได้แก่ สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย สภาคริสตจักรในประเทศไทย สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย มูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ และมูลนิธิคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย ร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ โดยเชิญชวนคริสต์ศาสนิกชนร่วมสวดภาวนา อธิษฐานภาวนา และประกอบพิธีนมัสการตามหลักความเชื่อของแต่ละนิกาย พร้อมลดธงครึ่งเสา แต่งกายไว้ทุกข์ ปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัย และเผยแพร่พระกรณียกิจของพระองค์ผ่านช่องทางสื่อสารขององค์กรและสถาบันในสังกัด


• ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

สำนักพราหมณ์พระราชครู เทวสถานสำหรับพระนคร (โบสถ์พราหมณ์) และองค์กรศาสนาพราหมณ์–ฮินดู ร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและสวดมนต์ถวายเป็นพระกุศล พร้อมตั้งพระฉายาลักษณ์ เผยแพร่พระกรณียกิจ และจัดพิธีในวาระสำคัญ อาทิ ครบ 50 วัน และ 100 วัน โดยลดธงครึ่งเสา แต่งกายไว้ทุกข์ และปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัยตามแนวทางของทางราชการ ส่วนสมาคมฮินดูสมาช วัดเทพมณเฑียร และโรงเรียนภารตวิทยาลัย พร้อมคณะพราหมณ์ ร่วมประกอบพิธีสวดมนต์และสวดคัมภีร์ภควัตคีตาเพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดเทพมณเฑียร พร้อมลดธงครึ่งเสา แต่งกายไว้ทุกข์ และปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัย

• ศาสนาซิกข์

องค์กรศาสนาซิกข์ทั่วประเทศร่วมเชิญชวนศาสนิกชนสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา และประกอบพิธีทางศาสนาเพื่ออุทิศถวายพระกุศลในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมลงนามแสดงความอาลัย นอกจากนี้ ศาสนิกชนซิกข์-นามธารีได้กำหนดให้มีการยืนสงบนิ่งไว้อาลัย ประกอบพิธีอัรดาส (Ardas) จัดนิทรรศการเผยแพร่พระกรณียกิจ แต่งกายไว้ทุกข์ โดยปรับกิจกรรมทางศาสนาให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัย



ทั้งนี้ กรมการศาสนขอเชิญชวนประชาชนทุกศาสนา ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงอุปถัมภ์กิจการศาสนาอย่างเสมอภาค ทั้งศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์–ฮินดู และซิกข์ และร่วมปฏิบัติตนด้วยความสำรวม รักษาศีลธรรม ประพฤติดี ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม และสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ในการสร้างความรัก ความสามัคคี และสันติสุขให้แก่ประเทศชาติ เพื่อให้ความดีงามอันทรงสร้างไว้คงอยู่สถาพรในใจคนไทยตราบนานเท่านาน \\


ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจอ่วม​ นักวิชาการชี้รัฐควรอุดรูรั่วก่อนเพิ่มภาระประชาชน

 ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจอ่วม​  นักวิชาการชี้รัฐควรอุดรูรั่วก่อนเพิ่มภาระประชาชน

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2569 ที่ชะลอตัวกว่าคาด รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง พร้อมกับการหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากสังคมผู้สูงอายุ โครงการสวัสดิการ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ


คำถามสำคัญคือ รัฐควรเพิ่มรายได้ด้วยการ "ขึ้นภาษี" หรือควรเริ่มจากการ "อุดรูรั่ว" ในระบบภาษีเดิมก่อน


ผู้เชี่ยวชาญด้านการคลังหลายฝ่ายมองว่า หากรัฐบาลต้องการรายได้อย่างรวดเร็ว ภาษีสรรพสามิตยังเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นภาษีน้ำมัน สุรา ยาสูบ รวมถึงภาษีใหม่อย่างภาษีคาร์บอนและภาษีความเค็ม เนื่องจากสามารถปรับอัตราผ่านกฎกระทรวงได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายหลัก


ขณะที่ "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" หรือ VAT ยังคงเป็นมาตรการที่สร้างรายได้สูงที่สุดให้รัฐ โดยมีการประเมินว่า การปรับขึ้นเพียง 1% อาจเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลได้หลายแสนล้านบาทต่อปี


แต่ VAT กลับเป็นภาษีที่อ่อนไหวทางการเมืองมากที่สุด เพราะเป็นภาษีที่ประชาชนทุกคนต้องจ่ายในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อย จึงถูกวิจารณ์ว่าเป็นภาษีที่ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่น


ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันไดในช่วงหลายปีข้างหน้า พร้อมกับเพิ่มมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางควบคู่กันไป


อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายมากที่สุดกลับไม่ใช่การขึ้นภาษี แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเดิม


ตัวอย่างเช่น การทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางประเภท การจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ การใช้มาตรการหักภาษี ณ ที่จ่ายในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และการผลักดันภาษีขั้นต่ำระดับโลก (Global Minimum Tax) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเพิ่มรายได้โดยไม่สร้างภาระใหม่ให้กับประชาชนส่วนใหญ่


นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยยังชี้ว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันอาจไม่ได้อยู่ที่ "เก็บภาษีน้อยเกินไป" แต่อยู่ที่ "เก็บภาษีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ" และ “ใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ"


ภาษีอัตราเดียว หนึ่งในเครื่องมือการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันด้านรายได้ของประเทศ หลายคนอาจนึกถึงการขึ้นภาษีเป็นลำดับแรก แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ประชาชน นั่นคือ "การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เรียบง่ายขึ้น"

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่องคือ "ภาษีอัตราเดียว" หรือ Single Tax Rate

หลักการสำคัญของภาษีอัตราเดียวไม่ใช่การเก็บภาษีสูงขึ้น แต่เป็นการลดความซับซ้อนของระบบภาษี เพื่อให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงภาษี และทำให้ภาครัฐสามารถคาดการณ์รายได้ได้แม่นยำกว่าเดิม รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนการบริหารอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน การเก็บภาษีอัตราเดียวยังลดแรงจูงใจในการบิดเบือนตลาด ทั้งนี้เพราะเมื่อภาษีมีหลายอัตรา ผู้ประกอบการย่อมมีแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนสินค้า สูตรผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่โครงสร้างราคา เพื่อให้เข้าข่ายภาษีที่ต่ำกว่า ผลที่ตามมาคือการแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพหรือประสิทธิภาพ แต่กลายเป็นการแข่งขันด้านการวางแผนภาษี

ภาษีอัตราเดียวช่วยให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันบนพื้นฐานของคุณภาพ นวัตกรรม และประสิทธิภาพทางธุรกิจมากกว่าการหาช่องว่างทางกฎหมาย

ที่สำคัญที่สุดคือเป็นการเพิ่มรายได้รัฐอย่างยั่งยืนซึ่งหลายประเทศพบว่าการมีอัตราภาษีที่เรียบง่ายและชัดเจน ช่วยลดการหลีกเลี่ยงภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ

ทั้งนี้แม้ว่าอัตราภาษีอาจไม่ได้สูงขึ้น แต่รายได้ที่รัฐได้รับจริงกลับเพิ่มขึ้น เพราะฐานภาษีมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายกว่าเดิม ซึ่งสำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่รัฐบาลต้องการเพิ่มรายได้โดยไม่กระทบประชาชนมากเกินไป

สำหรับประเด็นเรื่องปัญหาสินค้าผิดกฎหมายนั้น แม้จะมีถกเถียงที่เกิดขึ้นบ่อยคือ เมื่อภาษีมีความแตกต่างระหว่างสินค้าอย่างมาก จะเกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้า การปลอมแปลงสินค้า หรือการหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามการกำหนดโครงสร้างภาษีที่เรียบง่ายและมีความสมดุล สามารถช่วยลดแรงจูงใจดังกล่าว และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสอดคล้องกับแนวคิดการปฏิรูประบบภาครัฐที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ การปฏิรูประบบภาษีให้เรียบง่ายขึ้นถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเดียวกัน

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “ควรขึ้นภาษีหรือไม่" แต่เป็นว่า "เราจะออกแบบระบบภาษีอย่างไรให้จัดเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โปร่งใส เป็นธรรม และมีต้นทุนต่ำที่สุด” เพราะบางครั้ง การเพิ่มรายได้ให้รัฐ อาจไม่ได้มาจากการเก็บเงินเพิ่มจากประชาชน แต่อาจมาจากการทำให้ระบบภาษีที่มีอยู่แล้วทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ท้ายที่สุด การตัดสินใจเรื่องภาษีอาจไม่ใช่เพียงคำถามทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคำถามเรื่อง "ความไว้วางใจ" ระหว่างรัฐกับประชาชน


เพราะหากประชาชนเชื่อมั่นว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่า การปรับภาษีอาจเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้


แต่หากความเชื่อมั่นยังไม่เกิดขึ้น การขึ้นภาษีแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นชนวนของแรงต้านทางสังคมครั้งใหม่ได้เช่นกัน

"Triple Burden" เมื่อปัญหาการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญซุกซ่อนในร่างกายที่ดูสมบูรณ์

  "Triple Burden" เมื่อปัญหาการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญซุกซ่อนในร่างกายที่ดูสมบูรณ์

โดยปรกติแล้วเรามักจะคุ้นเคยกับภาวะขาดสารอาหารในเด็กเล็กที่เรียกว่า Double Burden ซึ่งประกอบไปด้วยภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ และ ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน แต่ในปัจจุบัน รศ.พญ.สุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญในการบรรยายหัวข้อเรื่อง The Relevancy of YCF in Thai Children : bridging the Iron Gap and Tackling Thailand’s Triple burden จัดโดยสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (PNMA) ว่าปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ภาวะการขาดสารอาหารรอง หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ กลายเป็น  Triple Burden และเป็นปัญหาที่สามารถพบได้แม้ในเด็กที่ดูเหมือนปรกติ น้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ และพบได้ในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เช่นกัน

Triple Burden: ปัญหาโภชนาการ 3 ด้านที่เด็กไทยกำลังเผชิญ


ภาวะขาดสารอาหาร (Under-nutrition): เด็กที่ผอมหรือเตี้ยกว่าเกณฑ์ ซึ่งแม้จะมีแนวโน้มลดลงแต่ยังคงพบได้ในกลุ่มเด็กเปราะบาง เช่น เด็กเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ เด็กที่มีโรคประจำตัว


ภาวะโภชนาการเกิน (Over-nutrition): ปัญหาเด็กอ้วนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีระดับความอ้วนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


การขาดสารอาหารรอง เช่นขาดวิตามินและแร่ธาตุ (Micronutrient Deficiency) หรือที่เรียกว่า "Hidden Hunger" (ความหิวที่ซ่อนอยู่) ซึ่งเป็นด้านที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กที่มีรูปร่างปกติหรือแม้แต่ "เด็กอ้วน" ก็ตาม


วิธีการป้องกันและแนวทางแก้ไข

เพื่อปกป้องบุตรหลานจากภาวะ Triple Burden พ่อแม่และผู้ปกครองสามารถดำเนินการได้ดังนี้:


อย่าชะล่าใจเพียงเพราะลูกน้ำหนักตามเกณฑ์: หากลูกเริ่มมีพฤติกรรมกินยาก หรือเลือกกิน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อซักประวัติอาหารอย่างละเอียด เพราะรูปร่างภายนอกไม่ได้การันตีว่าลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน


การคัดกรอง (Screening) คือหัวใจสำคัญ: โดยเฉพาะการคัดกรองภาวะซีดตั้งแต่อายุ 9-12 เดือน เพื่อตรวจเช็กระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เพราะภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เป็นปัญหาที่สำคัญและพบบ่อยในเด็กเล็ก


เน้นความหลากหลายของอาหาร (Diversity): ส่งเสริมให้เด็กกินอาหารที่หลากหลายเพื่อสร้าง Gut Health (สุขภาพลำไส้) ที่ดี และป้องกันการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ


ใช้ตัวช่วยเสริมในเด็กกินยาก: สำหรับเด็กที่ยังกินอาหารได้ไม่หลากหลาย การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เช่น Young Child Formula ที่มีการเสริม (Fortify) สารอาหารที่จำเป็น เช่น ธาตุเหล็ก วิตามิน และแร่ธาตุเข้าไป หรือการเสริมวิตามินและแร่ธาตุหลักด้วยยา ภายใต้การดูและและแนะนำจากแพทย์ จะเป็นตัวช่วยเสริมที่สำคัญเพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของสมองและร่างกาย ในระหว่างที่ผู้ปกครองปรับพฤติกรรมการกินให้กับลูก

ทั้งหมดนี้เพราะโภชนาการที่ดีไม่ใช่แค่การทำให้ลูก อิ่ม หรือ อ้วน แต่คือการทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ ครบถ้วน การตระหนักถึงภาวะ Triple Burden และการคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลเสียต่อศักยภาพของเด็กไปตลอดชีวิต


เมื่อธาตุเหล็กหายไปในสายเลือดเด็กไทย

 เมื่อธาตุเหล็กหายไปในสายเลือดเด็กไทย

เด็กที่รับประทานอาหารน้อย คุณพ่อ คุณแม่จะรู้ได้ทันทีจากร่างกายที่ผอม ส่วนสูงและน้ำหนักที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ในขณะเดียวกันเด็กที่รับประทานอาหารมากเกินไป ก็รับรู้ปัญหาได้จากน้ำหนักเกิน แต่เด็กที่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จนเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเล็ก ผู้ปกครองไม่มีทางรู้ได้เลย ว่าเด็กน้อยวัย 1-3 ขวบปีกำลังขาดสารอาหารสำคัญในช่วงโอกาสทองของการเจริญเติบโตของสมองและพัฒนาการ ที่อาจส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ 

รศ.พญ.สุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญในการบรรยายหัวข้อเรื่อง The Relevancy of YCF in Thai Children : bridging the Iron Gap and Tackling Thailand’s Triple burden จัดโดยสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (PNMA) เผยว่าจากการศึกษาภาวะโภชนาการในเด็กไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบความจริงที่น่ากังวลว่าเรากำลังเผชิญกับภาวะ "Triple Burden of Malnutrition" หรือภาวะทุพโภชนาการสามด้าน ซึ่งปัญหาอันดับต้นๆ ก็คือปัญหาการขาดสารอาหารรอง (Micronutrients) หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ธาตุเหล็ก" จากการศึกษาในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพบว่า ในบรรดาเด็กที่มีปัญหาขาดสารอาหารกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุนั้น ธาตุเหล็กคือตัวแปรสำคัญที่พบสูงถึงร้อยละ 95 รองลงมาคือ การขาดวิตามินดี และแร่ธาตุสังกะสี ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ทำงานร่วมกันในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก การเจริญเติบโตทางร่างกาย และระบบภูมิคุ้มกัน

ธาตุเหล็กสำคัญอย่างไร

ธาตุเหล็กไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดง แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้าง "ไมอีลิน" (Myelin) และการทำงานของสมอง หากปล่อยให้เด็กอยู่ในภาวะซีดหรือขาดธาตุเหล็กในช่วงต้นของชีวิต โดยเฉพาะช่วง 2,500 วันแรก จะส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ สติปัญญา (IQ) ในระยะยาวที่ยากจะเรียกคืนได้

ปัญหาจากพฤติกรรมการกิน 

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก พฤติกรรมการกิน โดยเฉพาะในเด็กวัยเตาะแตะที่เริ่มเลือกกิน ทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แต่ก่อนเวลาที่เด็กมีปัญหาด้านสมองเราอาจจะนึกถึงการขาดไอโอดีน แต่ปัจจุบันพบว่าเป็นจากการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นเวลาที่เราเห็นเด็กดูมีสุขภาพดี ส่วนสูง น้ำหนักได้ตามเกณฑ์ อย่าเพิ่งชะล่าใจ ควรใส่ใจเกี่ยวกับอาหารการกิน ชนิด และปริมาณของอาหารที่ลูกๆทานประจำ หากพบปัญหาจะได้ปรึกษากุมารแพทย์เพื่อแก้ไขได้ทัน หรือปรับอาหารให้เหมาะสมได้

ทางออกด้วยนวัตกรรมอาหาร Fortified

เมื่อการรับประทานอาหารตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หรือเด็กมีปัญหาเรื่องการเลือกกินหรือไม่กินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง การใช้ นมสูตรเสริมสารอาหาร" (Fortified Formula) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะนมสำหรับเด็กเล็กที่มีการเติมธาตุเหล็ก วิตามินดี สังกะสี หรือวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น เพื่อเป็นตัวช่วยเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารตามความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน 

เพราะในวันที่โลกหมุนเร็วและเด็กๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุกวัน พฤติกรรมการกินและทางเลือกด้านโภชนาการที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย นมเสริมสารอาหารสำหรับเด็กในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกสำหรับเด็กที่มีปัญหาด้านโภชนาการ แต่คือทางออกร่วมกับการปรับพฤติกรรมและดูแลด้านโภชนาการ สู่คำตอบในด้านสุขภาพที่แข็งแรงเป็นรากฐานที่มั่นคงตลอดชีวิตของพวกเขา

Photos:

        

    


#####################


เปิดฉากอย่างเป็นทางการ! การแข่งขัน Youth Muaythai Stage Dance Contest 2026 ดึงเยาวชนสืบสานมวยไทยผ่านศิลปะการเต้นร่วมสมัย ชิงรวมกว่า 5 แสนบาท

  เปิดฉากอย่างเป็นทางการ! การแข่งขัน Youth Muaythai Stage Dance Contest 2026 ดึงเยาวชนสืบสานมวยไทยผ่านศิลปะการเต้นร่วมสมัย ชิงรวมกว่า 5 แสนบ...