วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมการศาสนา (ศน.) ยกย่อง 10 ต้นแบบ “ศพอ.ดีเด่น 2569” พลิกโฉมวัด สู่ศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรมยุคใหม่

 กรมการศาสนา (ศน.) ยกย่อง 10 ต้นแบบ “ศพอ.ดีเด่น 2569” พลิกโฉมวัด สู่ศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรมยุคใหม่



นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า “ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์” หรือ ศพอ. เป็นโครงการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ บ่มเพาะศีลธรรม พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน โดยมีภาคคณะสงฆ์เป็นกำลังสำคัญในการนำพระพุทธศาสนามาพัฒนาเด็ก เยาวชน และประชาชน ส่งเสริมให้เป็นคนดีมีคุณธรรมได้อย่างเข้มแข็ง เป็นการวางรากฐานการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างดียิ่ง ทำให้วัดเป็นที่พึ่งของชุมชนและสังคม แต่เนื่องจากในปัจจุบันบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลทำให้การเข้าเรียนและการเข้าร่วมกิจกรรมใน ศพอ. ลดลง อันเนื่องมาจากเหตุผลต่างๆ อาทิ ไม่มีนักเรียน ขาดแคลนครูผู้สอน กิจกรรมยังไม่กระตุ้นความสนใจ หรือความคิดของผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่คิดว่าเรียน ศพอ. เป็นการเรียนเฉพาะเรื่องหลักธรรมทางศาสนา จึงทำให้ ศพอ. แต่ละแห่งต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า กรมการศาสนาจึงมีแนวคิดในการยกย่อง ศพอ. ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ตามหลักบวร (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) มีการบูรณาการรูปแบบการเรียนการสอนที่ทันกับยุคสมัย สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในรูปแบบต่างๆ ได้เข้ามาศึกษา เรียนรู้ พัฒนาคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ รวมทั้งเพื่อยกย่อง สร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานของ ศพอ. ให้แพร่หลายเป็นที่รู้จักสู่สาธารณชน จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก “ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่น” ประจำปี 2569 จำนวน 10 ศูนย์ เพื่อยกย่องให้เป็นต้นแบบและเป็นแบบอย่างให้แก่ ศพอ. ทั่วประเทศ สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ ศพอ. ที่มีความสนใจได้เข้ามาศึกษาดูงาน โดยมีกระบวนการคัดเลือกผ่านคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์การคัดเลือกศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของกรมการศาสนา โดย ศพอ. ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่น” ประจำปี 2569 จำนวน 10 ศูนย์ ประกอบด้วย

1. ศพอ.วัดโพธิ์ชัยโคกใหญ่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่บูรณาการความร่วมมือ บ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน (พลังบวร) มุ่งพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีคุณธรรมควบคู่ทักษะชีวิตและอาชีพ จุดเด่นคือการสืบสานผ้าไทย ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำธุง บายศรี และงานหัตถศิลป์ พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้และประชาสัมพันธ์

2. ศพอ.วัดโพนทราย อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม

มุ่งพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้คู่คุณธรรม ผ่านการบูรณาการพระพุทธศาสนา วิชาสามัญ ศิลปวัฒนธรรม และทักษะชีวิต จุดเด่นคือการอนุรักษ์ อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไทยโส้ ทั้งภาษา การแต่งกาย ดนตรี การแสดงพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและพัฒนาโครงงานคุณธรรมจนได้รับการยอมรับระดับประเทศ

3. ศพอ.วัดทางหลวง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

พัฒนาเด็กและเยาวชนผ่านความร่วมมือของบ้าน วัด และโรงเรียน โดยเน้นความกตัญญู วินัย ซื่อสัตย์ และจิตอาสา จุดเด่นคือการอนุรักษ์ หัวโขนและศิลปะการแสดงโขน ผ่านการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ ควบคู่การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

4. ศพอ.วัดพระธาตุขิงแกง อ.จุน จ.พะเยา

ดำเนินงานต่อเนื่องกว่า 30 ปี เป็นศูนย์กลางพัฒนาคนและชุมชนภายใต้หลัก พลังบวรและเศรษฐกิจพอเพียง จุดเด่นคือแนวคิด “เยาวชนต้นกล้าความดี วิถีพอเพียง” ส่งเสริมจิตอาสา ศิลปวัฒนธรรมล้านนา ทักษะชีวิต อาชีพ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการใช้สื่อดิจิทัล

5. ศพอ.วัดตาลเอน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา

ใช้พื้นที่วัดซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ บูรณาการธรรมศึกษาและเทคโนโลยีดิจิทัล จุดเด่นคือกิจกรรม “ยุวชนคนมีสติ” ที่นำสติปัฏฐาน 4 มาประยุกต์เป็น “สติเชิงรุก” เช่น การฝึกสมาธิก่อนเรียน และ “เดินจงกรม ชมค้างคาวแม่ไก่” ซึ่งเชื่อมโยงธรรมะกับธรรมชาติและระบบนิเวศ

6. ศพอ.วัดถิ่นใน อ.เมืองแพร่ จ.แพร่

เป็นศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังบวรและระบบ PDCA ผสานธรรมศึกษากับการเรียนรู้แบบ Active Learning และเทคโนโลยีดิจิทัล จุดเด่นคือการสืบสาน วิถีไทลื้อ ทั้งภาษา การแต่งกาย อาหาร ผ้าทอ ดนตรี และภูมิปัญญา ผ่านกิจกรรม “อุ้ยสอนหลาน” พร้อมต่อยอดเป็นอาชีพและผลิตภัณฑ์ชุมชน

7. ศพอ.วัดปราสาทสิทธิ์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

เป็นศูนย์กลางพัฒนาชุมชน 4 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ภายใต้พลังบวร จุดเด่นคือการนำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดทุนวัฒนธรรม เช่น “สบู่ขนมไทย” และส่งเสริมการจำหน่ายออนไลน์ ควบคู่การอนุรักษ์วัฒนธรรมสายน้ำ เช่น แห่พระทางน้ำ แห่เทียนเข้าพรรษานาวาไทย–จีน และตักบาตรทางน้ำ

8. ศพอ.วัดสวนแก้วอุทยาน อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม 

เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้เชิงบูรณาการที่ผสานพลังบวร นวัตกรรม และเทคโนโลยี จุดเด่น 5 ด้าน ได้แก่ การเรียนภาษาเกาหลีระดับประถมศึกษา ห้องเรียน “มันหวานสวนแก้ว” การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และ Upcycling การใช้ AI ผลิตสื่อ และประเพณีลอยกระทงเรือใบจากรักษ์โลก สะท้อนการพัฒนาคุณธรรมควบคู่ทักษะสมัยใหม่และสิ่งแวดล้อม

9. ศพอ.วัดคลองคันฉอ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว

เป็น “ศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรม” ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต จุดเด่นคือการฝึกอาชีพ จักสานและเพาะเห็ด การทำเกษตรพุทธเกษตร การรำเซิ้ง และการทำ “ดอกแก้ว” ดอกไม้จันทน์ประจำจังหวัด พร้อมใช้สื่อดิจิทัลช่วยจัดการเรียนรู้และสร้างการมีส่วนร่วม

10. ศพอ.วัดราษฎร์บำรุงหนองลี อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี 

มุ่งพัฒนาเยาวชนด้วย Active Learning ผสานหลักธรรม ทักษะชีวิต และเศรษฐกิจพอเพียง จุดเด่นคือกิจกรรม “เยาวชนหนองลี Content Creator สายธรรมะ” ผลิตสื่อคุณธรรมผ่าน TikTok และ YouTube รวมถึงฐานการเรียนรู้ STEAM เศรษฐกิจพอเพียง การเป็นมัคคุเทศก์น้อยและนักเล่าเรื่องชุมชน ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “โมเดลค่ายบางระจัน” เพื่อสร้างรายได้และต่อยอดตลาดออนไลน์






อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ธรรมศึกษา เพิ่มพูนทักษะทางวิชาการ และเป็นสถานที่ในการฝึกฝนอาชีพให้แก่เด็กและเยาวชน โดยมี “ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่น” ประจำปี 2569 ทั้ง 10 ศูนย์ เป็นต้นแบบที่แท้จริงในการส่งเสริม พัฒนา และต่อยอดการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน เป็น “ศูนย์เรียนรู้ คู่คุณธรรม” ที่เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

 ///

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกทัพเพิ่มชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ แจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ รวม 6,000 ชุด เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี พ.ศ. 2569 สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกทัพเพิ่มชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ แจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ รวม 6,000 ชุด เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี พ.ศ. 2569 สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร






วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการ  และนางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีแจกข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 6,000 ชุด และค่าพาหนะคนละ 200 บาท  เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี พ.ศ. 2569 ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงรอบสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร  ซึ่งในปีนี้จัดเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทั้งชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม และ เสื้อผ้า บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี นายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ร่วมในพิธี ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร







ภายในงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดเจ้าหน้าที่ - อาสาสมัครมูลนิธิฯ ดูแลอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มารอรับ บริการอาหารและน้ำดื่ม โดยมีอาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ และ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ  นายสัญญา วงพรนารายณ์ (เก่ง) นายฐานัตถ์ จิรรัชชกิจ (บูม) นายปิยะวัฒน์ รัตนหรูวิจิตร (หรูหรา)  นางสาวพัชรมัย บุญเลิศกุล (แพรว พัชรมัย)  นายธนกฤต พรามเย็น (ศรีหลอด เชิญยิ้ม) นายขวัญชัย เย็นพายัพ (เจี๊ยวจ๊าว เชิญยิ้ม) และนางสาวจุติณัฏฐ์ ชัยเฉลิมพล (แนท เกศริน) ร่วมสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ





งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีมติเพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ รวมถึงขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  ได้แก่ วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ นอกจากนี้ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิฯ กำหนดจัดพิธีปล่อยคาราวานเครื่องอุปโภคบริโภคออกเดินทางจากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท







สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 นี้ ยังคงสามารถ ร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ ได้ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ“ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh  ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่  อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้  มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ไดกิ้น ร่วมสนับสนุนแสนสิริ ขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle”ยกระดับการบริหารจัดการสาร​ ทำความเย็นตลอดวงจรชีวิตอาคาร เพื่อเป้าหมายด้านความยั่งยืน

 ไดกิ้น ร่วมสนับสนุนแสนสิริ ขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle”ยกระดับการบริหารจัดการสาร​ ทำความเย็นตลอดวงจรชีวิตอาคาร เพื่อเป้าหมายด้านความยั่งยืน

บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ประกาศความร่วมมือในการสนับสนุน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในการขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle”แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนที่

แสนสิริริเริ่มขึ้นเพื่อดูแลคุณภาพการอยู่อาศัยควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของอาคาร โดยไดกิ้นร่วมสนับสนุนด้านเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ มาตรฐานการจัดการสารทำความเย็นและองค์ความรู้ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานระบบปรับอากาศ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรในการยกระดับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรภายในอาคารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของการดูแลเครื่องปรับอากาศและการจัดการสารทำความเย็น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในภาคที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์


สำหรับประเทศไทยเครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขณะที่การพูดถึงเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมักมุ่งเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นหลัก แต่อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างเหมาะสม เนื่องจากในกระบวนการติดตั้ง บำรุงรักษา หรือรื้อถอนเครื่องปรับอากาศอาจมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารทำความเย็นซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี

ภายใต้โมเดล Sustainable Cooliving Lifecycle แสนสิริได้นำแนวคิดการดูแลทรัพยากรตลอดวงจรชีวิต

อาคารมาประยุกต์ใช้โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการระบบปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมการบำรุงรักษาตามมาตรฐานการเก็บคืนสารทำความเย็นการฟื้นฟูคุณภาพและการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)


ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศไดกิ้นได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ มาตรฐานการเก็บคืนและบริหารจัดการสารทำความเย็น การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อช่วยให้แนวทางที่แสนสิริพัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม


นายวรุตม์  เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแล้ว การดูแลระบบตลอดอายุการใช้งานก็เป็นอีกส่วนสำคัญ ไดกิ้นจึงมองว่าสิ่งที่เราส่งมอบได้จริงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์

ประหยัดพลังงานแต่ยังรวมถึงกระบวนการดูแลที่ทำให้ทรัพยากรทุกส่วนถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ความร่วมมือกับแสนสิริในครั้งนี้ ช่วยทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในระดับที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ โดยที่การใช้ชีวิตประจำวันยังคงสะดวกสบายเหมือนเดิม”


ความร่วมมือครั้งนี้ได้เริ่มดำเนินการในโครงการและอาคารภายใต้การดูแลของกลุ่มแสนสิริโดยครอบคลุมทั้งการนำระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงมาใช้งานการพัฒนาศักยภาพทีมงานด้านการบำรุงรักษาและการดำเนินการเก็บคืนสารทำความเย็นตามมาตรฐานที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร


นายวรุตม์ กล่าวเสริมว่า “ภายใต้ Environmental Vision 2050ไดกิ้นให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ได้จบในขั้นตอนการผลิต

หรือการขาย แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้พัฒนาโครงการและทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและบำรุงรักษา เพราะลำพังผู้ผลิตเพียงรายเดียวไม่สามารถปิดวงจรนี้ได้ โมเดลของแสนสิริจึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญและ|ทรัพยากรของแต่ละฝ่ายมาร่วมมือกันเพื่อพัฒนาให้เรื่องที่เคย

ถูกมองว่าทำได้ยาก สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม”

ไดกิ้นพร้อมเดินหน้าสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาโซลูชันด้านอากาศและแนวทางการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่มุ่งสร้างอนาคตด้านการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนเช่นเดียวกับแสนสิริ


“โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” ยกระดับมหกรรมเกษตรสู่ Agricultural Business Ecosystem​ รวมเครื่องจักรไทย-งานวิจัย-นวัตกรรม-เจรจาธุรกิจ เชื่อมโอกาสเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

 “โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” ยกระดับมหกรรมเกษตรสู่ Agricultural Business Ecosystem​ รวมเครื่องจักรไทย-งานวิจัย-นวัตกรรม-เจรจาธุรกิจ เชื่อมโอกาสเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

“โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) ยกระดับจากงานแสดงสินค้าเกษตรสู่แพลตฟอร์มอีเวนต์ B2B2C เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต นักลงทุน และคู่ค้าทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม งานวิจัย เครื่องจักรกลการเกษตร สินค้าเกษตรมูลค่าสูง และเวที Business Matching เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและผลักดันเกษตรกรยุคใหม่สู่การเป็น “Farmtrepreneurs” ตั้งเป้ามีผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 70,000 คน สร้างมูลค่าการซื้อขายกว่า 250 ล้านบาท และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจ มากกว่า 3,500 ล้านบาท สอดรับกับการขยายไฮไลท์ด้านเทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรม และ Business Matchingที่เข้มข้นขึ้น พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและธุรกิจเกษตรระดับเอเชีย ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

การจัดงาน “โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) เป็นการจับมือร่วมกับ โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในฐานะ Naming Sponsor และได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรสำคัญหลากหลายภาคส่วน อาทิ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA, บริษัท ซี แอล พี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (CLP), การยางแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน และคูโบต้า

ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม โซลูชัน และโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร สะท้อนถึงความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ และภาคการเงิน ในการร่วมสร้างเครือข่ายสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี แหล่งทุน ตลาด และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจเกษตร พร้อมร่วมผลักดันศักยภาพของภาคเกษตรไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด กล่าวว่า “ฟาร์มเอ็กซ์โป เกิดขึ้นจากเป้าหมายร่วมกันของคนในแวดวงที่ต้องการเห็นเกษตรไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจากความสำเร็จในการจัดงาน 2 ปีที่ผ่าน ในปีนี้ ฟาร์มเอ็กซ์โป จึงผลักดันแนวคิดสู่การสร้าง “แพลตฟอร์มอีเวนต์ B2B2C” ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงสินค้า แต่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักพัฒนา นักลงทุนและผู้บริโภค โดยนำความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจมารวมไว้ในที่เดียว เพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้ก้าวสู่การเป็น “Farmtrepreneurs” ผู้ประกอบการเกษตรที่เติบโตทั้งในฝันและในธุรกิจจริง สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความรู้ เทคโนโลยี และทักษะด้านธุรกิจควบคู่กัน”

จากความสำเร็จของการจัดงานในปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน และในตลอดระยะเวลาการจัดงาน 4 วัน มีมูลค่าการซื้อขายภายในงานรวมกว่า 200 ล้านบาท และสามารถต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท

สำหรับปี 2569 นี้ มหกรรมการเกษตรในร่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรระดับเอเชีย เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจเกษตรไทยให้เติบโตสู่ระดับสากลที่รวบรวมทั้งความรู้ นวัตกรรม และแรงบันดาลใจไว้ในที่เดียว โดยตั้งเป้ามีผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 70,000 คน สร้างมูลค่าการซื้อขายกว่า 250 ล้านบาท และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจ มากกว่า 3,500 ล้านบาท

​“โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) มีการจัดแสดงสินค้าและบริการจากภาคเกษตรมาจัดแสดง

ถึง 20 โซน กับผู้แสดงสินค้าเกษตรกว่า 500 บูธ โดยมีไฮไลท์ที่น่าสนใจ ดังนี้

1. FTI Thai MACH EXPO เครื่องจักรไทย พลังไทย ขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่เวทีโลก “รวมพลังเครื่องจักรกลการเกษตรไทย ครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศ” ซึ่งออกแบบ-ผลิตโดยคนไทย และพัฒนาเพื่อตอบโจทย์เกษตรกรไทยอย่างแท้จริง สะท้อนศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในการก้าวสู่ตลาดระดับสากล

2. International Forum by ARDA จากงานวิจัยสู่การใช้จริง สร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรไทย “เวทีงานวิจัยไทย เชื่อมองค์ความรู้เกษตรโลก” จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง และยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

3. ของดีจากท้องถิ่น ต่อยอดด้วยองค์ความรู้ ม.เกษตร พบกับผลิตภัณฑ์เด่นจาก ไร่สุวรรณ ภูพานเฮ และเนื้อโคขุนโพนยางคำ ที่สะท้อนการนำความรู้ทางการเกษตร งานวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มาต่อยอดวัตถุดิบคุณภาพจากท้องถิ่น ภายใต้การส่งเสริมและสนับสนุนจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตไทย

4. การปลูกข้าวญี่ปุ่นในเมืองไทย โอกาสใหม่ของเกษตรมูลค่าสูง

5. ดินดี ชีวิตดี เกษตรไทยยั่งยืน พบกับ “วิหารแห่งดิน” พื้นที่เรียนรู้เรื่องดินที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เข้าใจง่าย สนุก และนำไปใช้ได้จริง พร้อมเปิดประสบการณ์ “ดินพลังแรด” จากการจัดการมูลสัตว์ในพื้นที่ปิดเขาเขียว สู่แนวคิดการพัฒนาดินและทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์

6. AGTX หรือ Agri Trade Exchange พื้นที่เจรจาธุรกิจเกษตร เชื่อมผู้ผลิตไทยสู่ผู้ซื้อทั่วโลก เวทีเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้แปรรูป และผู้ประกอบการไทย เข้ากับผู้ซื้อรายใหญ่ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และคู่ค้าจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พบปะ พูดคุย และมองหาโอกาสทางการค้าร่วมกันโดยตรง

7. สมาคมกาแฟ ครั้งแรกของเวทีแข่งขันคั่วกาแฟในงาน ฟาร์มเอ็กซ์โป เปิดประสบการณ์โลกของกาแฟ ตั้งแต่เมล็ดดิบสู่กลิ่นและรสชาติ ผ่านการแข่งขันคั่วกาแฟที่รวบรวมนักคั่ว ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ และคนรักกาแฟ มาร่วมแสดงฝีมือและยกระดับวงการกาแฟไทย

8. การประชุม Senator ASSEAN เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้นำและเครือข่ายธุรกิจในอาเซียน เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรในระดับภูมิภาค

9. สุราชุมชน เปิดเสน่ห์สุราชุมชนจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ่ายทอดเรื่องราวของวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละชุมชน สะท้อนโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีมาตรฐาน มีมูลค่า และสามารถแข่งขันในตลาดได้

10. Product Champion แห่ง Future Food ดันไข่ผำไทยสู่ตลาดโปรตีนโลก นำเสนอคุณค่าของ ไข่ผำไทย พืชน้ำพื้นถิ่นที่อุดมด้วยสารอาหาร และมีศักยภาพต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต ภายใต้การส่งเสริมของ สมาคมไข่ผำไทย

11. ตลาด ORGANIC พื้นที่รวมสินค้าออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากผู้ผลิตตัวจริง เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้า

ที่สด สะอาด ปลอดภัย มั่นใจจากต้นทาง จากฟาร์มสู่ผู้บริโภค

12. เกษตรลาออกมาทำเกษตร ถ่ายทอดเรื่องราวจริงจากผู้ที่ตัดสินใจออกจากงานประจำมาสร้างอาชีพด้านการเกษตร ทั้งแรงบันดาลใจ ความท้าทาย บทเรียน และแนวทางการวางแผน เพื่อให้คนที่กำลังมองหาเส้นทางใหม่ได้เห็นภาพอย่างรอบด้าน

13. Fruit Day Exotic อาณาจักรผลไม้นานาชนิด 4 วัน 1000 กว่าอย่าง สดใหม่ในราคายุติธรรม ส่งตรงจากเกษตรกรไทย อีกทั้งตู้คีบทุเรียนใหญ่ที่สุดในโลก

เตรียมสัมผัสงานเกษตรแนวใหม่เพื่อผู้บริโภคครั้งแรกของประเทศไทย ที่รวมทั้งความรู้ นวัตกรรม และแรงบันดาลใจไว้ในที่เดียว

“โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) ในระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 เวลา 10.00-20.00 น.

ณ ฮอลล์ 5-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี สอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FarmExpothailand, LINE OA: @farmexpo หรือ www.farmexpo.co.th

#ToyotaFarmExpoAsia2026 #FarmExpoAsia2026 #ฟาร์มเอ็กซ์โป #farmexpothailand #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรกรไทยเกษตรกรไทย #ToyotaFarmExpo #นวัตกรรมเกษตร #farmtoFuture #AgricultureEcosystem

“ธรรมะไม่ไกลตัว” ศน. เปิดพื้นที่ปลอดภัย - เรียนรู้ธรรมะ – ฝึกสติ – พัฒนาจิตใจ ผ่านกิจกรรมธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา

  “ธรรมะไม่ไกลตัว” ศน. เปิดพื้นที่ปลอดภัย - เรียนรู้ธรรมะ – ฝึกสติ – พัฒนาจิตใจ ผ่านกิจกรรมธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เตรียมจัดกิจกรรม “ธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา” (Dhamma Journey on campus) ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการฝึกสมาธิและการพัฒนาจิตใจให้เข้าถึงประชาชนทุกช่วงวัย โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้บูรณาการความร่วมมือกับ คณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ และการปฏิบัติสมาธิในรูปแบบที่หลากหลาย ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยส่งเสริมการเรียนรู้หลักธรรมและการปฏิบัติ “สมาธิ” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตนเอง ช่วยให้เกิดความตั้งมั่นของจิตใจ มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์และความคิด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาเล่าเรียน การทำงาน และการดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง สามารถใช้ได้กับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม 



กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จึงได้ประสานความร่วมมือกับสถานศึกษา ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา และองค์กรภาคีเครือข่าย ในการบูรณาการจัดกิจกรรมธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา (Dhamma Journey on campus) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การฝึกสติ สมาธิ และการพัฒนาจิตใจแก่เด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของประเทศ โดยมีสถานศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนหอวัง วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ และ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) วันที่ 21 กันยายน 2569 ณ โรงเรียนสตรีวัดระฆัง



นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเปิด “พื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชน” (Child & Youth Safe Space) มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งทางกายภาพ จิตใจ สังคม และสามารถเป็นตัวของตัวเองในการแสดงความคิด เรียนรู้จากความผิดพลาด และขอความช่วยเหลือ โดยปราศจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรม


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า นับเป็นก้าวสำคัญของการดำเนินกิจกรรมของกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนผ่านมิติทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยสอดคล้องกับนโยบาย C1 : Cultural Well-being ที่มุ่งสร้างคนดี มีคุณธรรม สร้างสังคมเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยพลังของศาสนาและวัฒนธรรม ตั้งแต่ระดับสถานศึกษา ซึ่งเป็นช่วงวัยสำคัญของการปลูกฝังค่านิยมและการสร้างรากฐานของการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ในปัจจุบัน เด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคม เทคโนโลยี และสื่อดิจิทัล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม ค่านิยม และสุขภาวะทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกดดัน การขาดสมาธิ หรือการใช้เวลาว่างอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้น การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กับ การพัฒนาทักษะชีวิต จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีสติ สามารถคิดอย่างมีเหตุผล และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าวนี้ จะเป็นการส่งเสริมให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้คุณธรรมจริยธรรม ผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย ทั้งการฝึกสมาธิเบื้องต้น การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ การสะท้อนคิด และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ทักษะชีวิต และภูมิคุ้มกันทางจิตใจ อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ ///

กรมการศาสนา (ศน.) ยกย่อง 10 ต้นแบบ “ศพอ.ดีเด่น 2569” พลิกโฉมวัด สู่ศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรมยุคใหม่

  กรมการศาสนา (ศน.) ยกย่อง 10 ต้นแบบ “ศพอ.ดีเด่น 2569” พลิกโฉมวัด สู่ศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรมยุคใหม่ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิ...