วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 3.3 ล้านบาท ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร ตอกย้ำปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” อย่างยั่งยืน มอบอาคารติดตั้งระบบผลิตก๊าซทางการแพทย์ พร้อมอุปกรณ์และครุภัณฑ์ หนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลรักษาประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมมอบสิ่งของและค่าพาหนะ ช่วยเหลือผู้รับขาเทียมในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 179

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 3.3 ล้านบาท ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร ตอกย้ำปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” อย่างยั่งยืน มอบอาคารติดตั้งระบบผลิตก๊าซทางการแพทย์ พร้อมอุปกรณ์และครุภัณฑ์ หนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลรักษาประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมมอบสิ่งของและค่าพาหนะ ช่วยเหลือผู้รับขาเทียมในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 179



ระหว่างวันที่ 19-20 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ และนางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบอาคารพร้อมทำพิธีเปิดอาคารติดตั้งระบบผลิตก๊าซทางการแพทย์ จำนวน 1 หลัง พร้อมมอบอุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ประกอบด้วย เตียงผู้ป่วยชนิดไฟฟ้า 6 เตียง เครื่องวัดความดันสอดแขนอัตโนมัติ 1 เครื่อง และรถเข็นสำหรับช่วยการเดิน 4 ตัว ไม้เท้า 10 อัน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,022,860 บาท ให้แก่โรงพยาบาลบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ใน “โครงการสนับสนุนอุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพของแพทย์และโรงพยาบาลในการให้บริการประชาชน กระจายการรักษาให้ทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล พร้อมร่วมพิธีเปิดอาคารอุบัติเหตุ โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และนายแพทย์ วิศิษฎ์ อภิสิทธิ์วิทยา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร ร่วมในพิธี ณ โรงพยาบาลบึงนาราง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร 




พร้อมกันนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ และนางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณภัยและฝ่ายปฏิบัติการ สนับสนุนค่าพาหนะคนละ 500 บาท พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 179 รวม 280 คน รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 279,340 บาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต เลขาธิการมูลนิธิขาเทียม เป็นผู้กล่าวแนะนำมูลนิธิขาเทียมฯ ดร.ชัยณรงค์ คัชมาตย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร และพลเอก พจน์ เอมพันธุ์ ที่ปรึกษาผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ร่วมในพิธี ณ ศูนย์ประชุมวิทยาลัยเทคนิคพิจิตร อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร






ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต



ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

“สามารถ”ส่ง “เทด้า”คว้างาน EGAT รวมมูลค่ากว่า 2,080 ล้านบาท ดัน Backlog พุ่งเกือบ 16,000 ล้านบาท

  “สามารถ”ส่ง “เทด้า”คว้างาน EGAT รวมมูลค่ากว่า 2,080 ล้านบาท ดัน Backlog พุ่งเกือบ 16,000 ล้านบาท

20 สิงหาคม 69 – กรุงเทพฯ : บริษัท เทด้า จำกัด (TEDA) เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทสามารถ ที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานก่อสร้างโครงการสายส่งสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบครบวงจร ถือหุ้นโดย บริษัท สามารถ ยู-ทรานส์ ในสัดส่วน 94.35 % ได้ร่วมกับ บริษัท ซิโนไฮโดร (ไทยแลนด์) จำกัด ในนาม “The Consortium of TEDA and STC” ในสัดส่วน 52% ได้รับหนังสือตกลงว่าจ้างจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สำหรับโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว


โครงการดังกล่าวครอบคลุมงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 kV เด่นชัย (GIS) รวมถึงงานจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 kV แม่เมาะ 3 และสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 kV ท่าตะโก โดย The Consortium of TEDA and STC ได้รับหนังสือตกลงว่าจ้างจาก EGAT เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 มีมูลค่าสัญญาก่อสร้างรวม 2,080.71 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของ TEDA มูลค่า 1,101.54 ล้านบาท และส่วนของบริษัท ซิโนไฮโดร (ไทยแลนด์) จำกัด มูลค่า 979.18 ล้านบาท  


นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับงานโครงการขนาดใหญ่จาก EGAT ในครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนถึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของ TEDA ในงานระบบไฟฟ้าแรงสูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแล้ว ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับงานในมือ (Backlog) ของกลุ่มบริษัทสามารถ โดยปัจจุบันมี Backlog รวม 14,889 ล้านบาท การได้งานครั้งนี้ส่งผลให้กลุ่มสามารถมี Backlog เพิ่มขึ้นเกือบ 16,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตามความคืบหน้าของโครงการในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า”


สำหรับโครงการดังกล่าวมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 24 เดือนนับจากวันที่ยืนยันหนังสือตกลงว่าจ้าง โดยปัจจุบัน TEDA อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำและลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการต่อไป

จับทัวร์ลาวคาด่านหนองคาย ลอบนำเที่ยวในไทย ไม่มีใบอนุญาต ไม่ผ่านบริษัททัวร์ไทยที่ถูกต้อง

 จับทัวร์ลาวคาด่านหนองคาย ลอบนำเที่ยวในไทย ไม่มีใบอนุญาต ไม่ผ่านบริษัททัวร์ไทยที่ถูกต้อง

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า วันนี้ (20 สิงหาคม 2569) ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว (ส.ทท.5 กก.1 บก.ทท.2) และเจ้าหน้าที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดหนองคาย ลงพื้นที่ตรวจปฏิบัติการบริเวณหน้าด่านพรมแดนหนองคาย พบหญิงชาวลาวรายหนึ่งกำลังนำนักท่องเที่ยวชาวลาวกลุ่มหนึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์


จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า หญิงชาวลาวรายดังกล่าวรับงานจากบริษัทนำเที่ยวชื่อดังใน สปป.ลาว ให้ทำหน้าที่ดูแลและนำนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งไม่ได้ผ่านผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทย (Land Operator) ที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นการนำเที่ยวในประเทศไทยโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมาย ฐานประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



กรมการท่องเที่ยวขอเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากต่างประเทศที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย และควรประสานงานผ่านผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทยที่มีใบอนุญาตถูกต้อง เพื่อให้การจัดนำเที่ยวเป็นไปตามมาตรฐาน และคุ้มครองนักท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ระดมกำลังจิตอาสาป่อเต็กตึ๊ง แพ็กถุงยังชีพฉุกเฉิน มูลค่ากว่า 7 แสนบาท เร่งสมทบทีมตอบโต้ภัยพิบัติชุดแรก พร้อมกำลังทีมบรรเทาสาธารณภัยชุดตอบโต้ภัยพิบัติ ชุด 2 และโรงครัวเคลื่อนที่ เร่งลงพื้นที่เสริมทัพช่วยเหลือชาวน่านทันที

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ระดมกำลังจิตอาสาป่อเต็กตึ๊ง แพ็กถุงยังชีพฉุกเฉิน มูลค่ากว่า 7 แสนบาท เร่งสมทบทีมตอบโต้ภัยพิบัติชุดแรก พร้อมกำลังทีมบรรเทาสาธารณภัยชุดตอบโต้ภัยพิบัติ ชุด 2  และโรงครัวเคลื่อนที่ เร่งลงพื้นที่เสริมทัพช่วยเหลือชาวน่านทันที






ตามที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดน่าน เมื่อค่ำวานนี้ [วันที่ 19 สิงหาคม 69] มอบหมายให้ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ  สั่งการให้นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ ยานพาหนะกู้ภัย กู้ชีพโฟวิล [4x4]  ยกสูง  ตู้เครื่องปั่นไฟ และเสื้อชูชีพสำหรับผู้ประสบภัย เร่งออกเดินทางสู่พื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยขณะนี้ ทีมตอบโต้ภัยพิบัติของมูลนิธิฯ อยู่ระหว่างการเข้าช่วยเหลือ อพยพประชาชน รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในพื้นที่ประสบภัย





วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดทีมบรรเทาสาธารณภัยชุดตอบโต้ภัยพิบัติ [ชุดที่ 2]  กว่า 20 นาย รถสื่อสารพร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุกรุงเทพ 3 นาย และโรงครัวเคลื่อนที่ เร่งลงพื้นที่เสริมทัพชุดแรก ช่วยเหลือชาวน่าน พร้อมเปิดลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย  นำทีมเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ  “รวมพลัง ส่งต่อธารน้ำใจ สู้ภัยน้ำท่วม”  เร่งบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น อาทิอาหารกระป๋อง ข้าวสายพร้อมทาน ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ครีมอาบนํ้า สเปรย์กันยุง ผ้าอนามัยทิชชูเปียก ทิชชูแห้ง ไฟฉาย Led พร้อมถ่าน ถุงขยะสีดำ และชุดยาสามัญประจำบ้าน บรรจุถุงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กว่า 1,000 ชุด รวมมูลค่ากว่า 7 แสนบาท พร้อมลำเลียงสมทบให้ทีมตอบโต้ภัยพิบัติ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำออกแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยมี อาสาสมัครมูลนิธิฯ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์  อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ ร่วมบรรจุถุงยังชีพในครั้งนี้ 


นับตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัย มูลนิธิฯ ได้ส่งทีมตอบโต้ภัยพิบัติ ประกอบด้วย กู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร  พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ เรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถยกสูง 4x4 รถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน เร่งลงพื้นที่น่าน ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที  พร้อมจัดตั้งกองอำนวยการฯ เพื่อประสานงานรับแจ้งเหตุและช่วยเหลือในพื้นที่ และจัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่  * ทั้งนี้ หากผู้ประสบภัยในพื้นที่ต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ตลอด 24 ชั่วโมง  *** เพื่อความรวดเร็วในการประสานงาน เฉพาะพื้นที่ประสบภัย ขอให้ท่านเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนโทรแจ้งเหตุ  อาทิ - ชื่อ-สกุลผู้แจ้งเหตุ และเบอร์ติดต่อกลับที่สะดวก – พิกัด – จำนวนผู้ประสบภัย - รายละเอียดผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ (ถ้ามี) ***




มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ  สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ  ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ และที่กองอำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป

.

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่มีความประสงค์จะบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ แผนกบริจาคสัมพันธ์

ติดตามข่าวสาร กิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรวมพลังส่งต่อธารน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วม

กรมการศาสนา ครบรอบ 85 ปี จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” เดินหน้าสู่ “Faith to Future” ขับเคลื่อน “ศรัทธา • สมาธิ • เศรษฐกิจ” ต่อยอดทุนทางศาสนา–วัฒนธรรม สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

 กรมการศาสนา ครบรอบ 85 ปี จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” เดินหน้าสู่ “Faith to Future” ขับเคลื่อน “ศรัทธา • สมาธิ • เศรษฐกิจ” ต่อยอดทุนทางศาสนา–วัฒนธรรม สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน




วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” ประจำปีพุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 85 ปี กรมการศาสนา ณ ห้องประชุมกรมการศาสนา ชั้น 2 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนองค์การทางศาสนา อดีตผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และสื่อมวลชนเข้าร่วม





นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนามีประวัติความเป็นมายาวนานหยั่งรากลึกในฐานะเสาหลักของชาติด้านการพระศาสนาที่เป็นศูนย์กลางความเชื่อและความศรัทธาบนผืนแผ่นดินไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีพัฒนาการและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ในยุคแรกที่ปรากฏชื่อการจัดตั้งหน่วยงานคือ “กรมสังฆการีขวา” ต่อมาในยุคที่ 2 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สังฆการีธรรมการ” ยุคที่ 3 เปลี่ยนเป็น “สังกระรียธรรมการ” และได้สืบทอดภารกิจเรื่อยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งเคยถูกเรียกขานในนาม “กรมสังฆการี” “กรมธรรมการสังฆการี” และ “กรมธรรมการ” โดยเป็นหน่วยงานสำคัญในการสนองพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน จนกระทั่งได้รับการสถาปนาเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมการศาสนา” เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2484 ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2484 จวบจนปัจจุบัน กรมการศาสนาได้ดำเนินภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐด้านศาสนา โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริม และให้ความอุปถัมภ์คุ้มครองกิจการด้านพระพุทธศาสนา ตลอดจนศาสนาอื่น ๆ ทั้ง 5 ศาสนาที่ทางราชการรับรอง ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ พร้อมทั้งประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับคณะสงฆ์ องค์การทางศาสนา และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และสร้างความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยนำหลักธรรมคำสอนของศาสนามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เป็นคนดีมีคุณธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความดีงามด้วยความเข้มแข็งของต้นทุนทางจริยธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข



อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า ในโอกาสครบรอบ 85 ปี กรมการศาสนา จึงนับเป็นวาระสำคัญในการน้อมรำลึกถึงคุณูปการของบุคคลที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อศาสนาและกรมการศาสนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยกรมการศาสนาได้จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 63 ตลอดปี พ.ศ. 2569 กรมการศาสนาได้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญทั้งด้านการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และศาสนพิธี การเสริมสร้างความสัมพันธ์และความสมานฉันท์ระหว่างศาสนา การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และการนำมิติทางศาสนาและวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างคุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ พิธีทางศาสนาเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ กิจกรรมศาสนิกสัมพันธ์ ค่ายเยาวชนศาสนิกสัมพันธ์ กิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา การสวดมนต์ข้ามปี การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ตลอดจนการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา เทศกาล และประเพณีทางศาสนา เพื่อเชื่อมโยงพลังศรัทธากับการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชน

ขณะเดียวกัน กรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน ภายใต้แนวคิดการสร้าง “เยาวชนไทยหัวใจสีขาว” เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านเครือข่ายและกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน การบรรยายธรรม และการสวดโอ้เอ้วิหารราย โดยมีเด็กและเยาวชนทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักคิดดี ทำดี มีจิตสาธารณะ และสามารถนำหลักธรรมทางศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตสำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมการศาสนาพร้อมขานรับนโยบายของ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในการผลักดันวัฒนธรรมสู่การเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างทั้งคุณค่าและมูลค่าให้แก่ประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อน 5C+1 และแนวคิด “Ministry of Culture New Era – กระทรวงวัฒนธรรมยุคใหม่ ก้าวไกลสู่สากล”

กรมการศาสนาจึงเตรียมยกระดับการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Faith to Future” เปลี่ยนพลังแห่งศรัทธาและทุนทางศาสนาให้เป็นพลังสร้างอนาคตของประเทศ ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ “Faith • Meditation • Economy” หรือ “ศรัทธา • สมาธิ • เศรษฐกิจ” เพื่อสร้างคุณค่าทั้งทางจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในมิติ “ศรัทธา” (Faith) จะมุ่งนำทุนทางศาสนา ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชุมชนมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางศาสนาและจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) เชื่อมโยงวัด ศาสนสถาน ชุมชน และแหล่งเรียนรู้ทางศาสนาทั่วประเทศ ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ทางจิตใจ พร้อมส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและจิตวิญญาณ ในมิติ “สมาธิ” (Meditation) กรมการศาสนาเตรียมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับนานาชาติ” (International Hub for Meditation Practice) โดยเชื่อมโยงเครือข่ายสถานปฏิบัติธรรมและองค์ความรู้ด้านสมาธิของประเทศไทย พัฒนากิจกรรมและหลักสูตรที่สามารถเข้าถึงประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ กิจกรรมสมาธิระดับนานาชาติ หลักสูตรปฏิบัติธรรมสำหรับชาวต่างชาติ และการส่งเสริมสติและสมาธิเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่คุณค่าของสมาธิและวิถีแห่งสติของไทยสู่ระดับสากล ส่วนมิติ “เศรษฐกิจ” (Economy) จะมุ่งเชื่อมโยงทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยต่อยอด “ชุมชนคุณธรรมพลังบวร” ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ใช้พลังของ “บ้าน วัด/ศาสนสถาน โรงเรียน/ราชการ” เชื่อมโยงกิจกรรมทางศาสนา วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเทศกาลประเพณี เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การก้าวเข้าสู่ปีที่ 85 ของกรมการศาสนา ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนมองประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจขององค์กรเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปข้างหน้า โดยนำทุนทางศาสนาที่ประเทศไทยมีอยู่มาสร้างคุณค่าให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ กรมการศาสนาจะเชื่อมโยง “พลังศรัทธา” กับ “พลังแห่งสติ” และ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ให้เกิดผลต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสร้างคนดี สร้างสังคมที่สงบสุข สร้างโอกาสและรายได้ให้แก่ชุมชน ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความโดดเด่นด้านศาสนา จิตวิญญาณ และวัฒนธรรม “Faith to Future จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดในการทำงาน แต่คือการนำพลังศรัทธาที่เป็นรากฐานของสังคมไทย มาต่อยอดด้วยพลังแห่งสติ และเชื่อมโยงสู่พลังทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ศาสนาเป็นพลังสำคัญในการสร้างคน สร้างชุมชน และสร้างอนาคตของประเทศอย่างยั่งยืน” \\\