วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปัตตานี “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration”ททท.จัดยิ่งใหญ่ PATTANI NIGHT FEST ON THE BEACH”

 ปัตตานี “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration”ททท.จัดยิ่งใหญ่  PATTANI NIGHT FEST ON THE BEACH” 

แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเวที KATPRO On The Beach ศึกวาสุกรีไฟท์ รากหญ้ามวยไทย” ชาวปัตตานี–มาเลเซียร่วมชมคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน 

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.00 น. ณ บริเวณหาดวาสุกรี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานเปิดกิจกรรม “KATPRO On The Beach ศึกวาสุกรีไฟท์ รากหญ้ามวยไทย” ภายใต้โครงการยกระดับกิจกรรมดั้งเดิมของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural-Based Sport Tourism ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยว และแฟนกีฬามวยไทยจากทั้งในพื้นที่และประเทศมาเลเซียเข้าร่วมชมอย่างคับคั่ง

ภายในงานมี นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ดร.สุปราณี คุปตาสา ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ นายกเทศมนตรีเมืองตะลุบัน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้แทนภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายด้านการกีฬาและการท่องเที่ยว จากทั้งไทยและมาเลเซียเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและเป็นกันเอง สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

ไฮไลต์สำคัญของงาน นอกจากมีการประดับไฟตกแต่งพื้นที่กิจกรรม และการแข่งขันมวยไทยคู่เอกแล้ว ททท.ยังได้จัดการแสดงโดรนโชว์ จำนวนกว่า 500 ลำ บินแปรอักษรเหนือท้องฟ้าชายหาดวาสุกรี ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก


พลโท นรธิป โพยนอก กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้น “คุณภาพและอัตลักษณ์” มากกว่าปริมาณ อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การจัดการขยะ และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน 

จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเพณี และวิถีประมงพื้นบ้านให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของจังหวัดปัตตานีอย่างยั่งยืน และการมีกิจกรรม KATPRO On The Beach เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักกีฬาจากทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพบนเวทีมาตรฐาน พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการเชื่อมสัมพันธ์ด้านกีฬาและวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่งความสุข ความสามัคคี รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การท่องเที่ยว และรายได้ของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย


ด้าน ดร.สุปราณี คุปตาสา ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย ในฐานะลูกหลานคนสายบุรี มีความตั้งใจในการผลักดันหาดวาสุกรีให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมด้านกีฬา และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จึงจัดให้มีกิจกรรม KATPRO ON The Beach เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และช่าวต่างชาติให้เข้ามามีส่วนร่วมเพราะรายการนี้ได้รับความสนใจจากต่างชาติเป็นอย่างมาก และทำให้อำเภอสายบุรีเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งผู้ประกอบการ ร้านค้า ชุมชน รวมถึงเยาวชน โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการสร้างความรัก ความสามัคคี และสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากของนักท่องเที่ยว ประชาชนจากทั้งไทยและมาเลเซีย ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของอำเภอสายบุรี ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ได้ในอนาคต




กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบวุฒิบัตร–ชุดเครื่องมือทำกิน หนุนแรงงานสงขลาสู่การมีงานทำ

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบวุฒิบัตร–ชุดเครื่องมือทำกิน หนุนแรงงานสงขลาสู่การมีงานทำ

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตร และมอบชุดเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหากิน) ให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร ช่างอเนกประสงค์ จำนวน 3 รุ่น โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ วิทยากร และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา



นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับศักยภาพแรงงานให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน




อธิบดีสมาสภ์ กล่าวต่อว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรช่างอเนกประสงค์ ทั้ง 3 รุ่น ที่ได้รับมอบวุฒิบัตรและชุดเครื่องมือทำมาหากินในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเข้าสู่อาชีพ เนื่องจากผู้ผ่านการฝึกอบรมมีทั้งทักษะและเครื่องมือพร้อม สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ทันที เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และความมั่นคงในชีวิต ทั้งนี้ ได้เยี่ยมชมการสาธิตการฝึกอาชีพจากผู้ผ่านการฝึกอบรม อาทิ การสาธิตการทำขนม และกิจกรรมการฝึกตามโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งได้พบปะให้กำลังใจผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ระดับ 1 โดยเน้นย้ำให้ผู้เข้ารับการทดสอบมีความมั่นใจและนำทักษะไปใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ




ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมทุกคน จะได้นำความรู้ ทักษะ และเครื่องมือพื้นฐานที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพอย่างถูกต้อง เพิ่มผลิตภาพแรงงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป” นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

ศน. จัดกิจกรรม ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน“ตักบาตรสะพานบุญ รับอรุณสุโขทัย”

 ศน. จัดกิจกรรม ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน“ตักบาตรสะพานบุญ รับอรุณสุโขทัย”



ในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดสุโขทัย โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย จัดกิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน “ตักบาตรสะพานบุญ รับอรุณสุโขทัย” ณ สะพานบุญวัดตระพังทอง จังหวัดสุโขทัย โดยมีพระมหาดำรง สนฺตจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดตระพังทอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นางฐิติญา จั่นเอี่ยม วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย นางฐิติมา สุภภัค ผู้อำนวยการกองศาสนูปถัมภ์ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ประสบความสำเร็จ โดยมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมโครงการฯ ทั่วประเทศประมาณ 58,000 คน ก่อให้เกิดกระแสการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวชาวพุทธ โดยพาครอบครัวหิ้วตะกร้าเข้าวัดทำบุญ และอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนตามจุดเช็คอินต่าง ๆ ทำให้ในแต่ละจังหวัดได้พื้นฟูประเพณีเก่าแก่ ชุดแต่งกายประจำท้องถิ่น และอาหารของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมด้านการท่องเที่ยวในมิติศาสนา ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชน โรงแรม ที่พัก และโฮมสเตย์ โดยรอบชุมชน ส่งผลให้มีการพัฒนาต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในเมืองหลักและเมืองรอง จึงเห็นควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนส่งเสริม การสำรวจ การจัดทำองค์ความรู้ เร่งฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม เพื่อรองรับและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวในมิติศาสนาแต่ละชุมชมเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดกระแสเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนมากยิ่งขึ้น และเป็นการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมด้วยการบ่มเพาะปลุกจิตสำนึก



อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน สร้างรายได้ให้กับชุมชนทั้งด้านสินค้าและบริการ เช่น อาหาร การแต่งกาย ของที่ระลึก ที่พักโฮมสเตย์ โรงแรมและเส้นทางท่องเที่ยว และเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น กระตุ้นให้เกิดทุนทางวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นการขยายโอกาส ให้พุทธศาสนิกชน ได้ทำบุญตักบาตร รักษาศีล และเจริญภาวนา นอกเหนือจากวันธรรมสวนะและในโอกาสต่างๆ 


การจัดกิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน “ตักบาตรสะพานบุญรับอรุณสุโขทัย” ณ วัดตระพังทอง อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย มีกิจกรรมประกอบด้วยสักการะพระประธานในอุโบสถ “หลวงพ่อขาว พระพุทธรูปปางมารวิชัย” สักการะและ ปิดทองรอยพระพุทธบาทสมัยสุโขทัย พ.ศ. 1092 กิจกรรมปลูกต้นไม้ เนื่องในวันต้นไม้แห่งชาติ ณ บริเวณริม สระน้ำวัดตระพังทอง กิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ณ ศาลาการเปรียญวัดตระพังทอง เยี่ยมชม อุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณธรรมวัดตระพังทอง (ตลาดสดวัดตระพังทอง) เยี่ยมชมศูนย์แหล่งเรียนรู้การทำ เครื่องสังคโลก และเยี่ยมชมการแกะสลักนกคุ้ม ณ ชุมชนสุโขทัยนคร 3 อีกด้วย

สำหรับ “ตักบาตรสะพานบุญ รับอรุณสุโขทัย” ที่วัดตระพังทอง เป็นกิจกรรมที่จัดมาต่อเนื่องอย่างยาวนาน ซึ่งทางวัดจะเตรียมพื้นที่และกระจาดไว้ให้กับพุทธศาสนิกชนที่มาใส่บาตรได้วางของใส่บาตรในทุก ๆ เช้า พระสงฆ์จะออกมารับบิณฑบาตที่สะพานหน้าวัดเรียงแถวอย่างสง่างาม ซึ่งถือเป็นรูปแบบวิถีชีวิตที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อทางศาสนาที่มีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี และปัจจุบันนี้เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมาร่วมทำบุญตักบาตร เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิต ตามคำว่าสุโขทัย ซึ่งมีความหมายว่า “รุ่งอรุณแห่งความสุข” โดยบริเวณใกล้วัดตระพังทอง จะมีตลาดสดเป็นสถานที่ค้าขายขนมพื้นเมือง อาหารคาวหวาน พวงมาลัยไหว้พระ สำหรับจัดชุดตักบาตร รวมทั้งเสื้อผ้าพื้นเมือง เครื่องประดับ และของที่ระลึก ให้กับพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยว เป็นการค้าขายในรูปแบบวิถีชีวิตของชาวตำบลเมืองเก่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และประวัติศาสตร์รวมทั้งวิถีชีวิตของชุมชนดั้งเดิม มีความหลากหลายทางความเชื่อ และวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นด้านเศรษฐกิจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่หลากหลาย กระจายรายได้ให้ประชาชนในชุมชน ส่งผลให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน



อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า โครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน หรือเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันพระนั้น มีส่วนช่วยในการส่งเสริมสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชน ได้เข้าวัดทำบุญเป็นประจำทั้งในวันพระและในโอกาสอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพิ่มมากขึ้นช่วยปลูกจิตสำนึกให้พุทธศาสนิกชนรักและหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติ ยึดมั่นในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้านการท่องเที่ยวในมิติทางศาสนาก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนรอบวัดโดยมีวัดหรือพุทธศาสนสถานเป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายรายได้สู่ชุมชน ก่อให้เกิดการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรม///

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พาณิชย์เข้ม ตรวจยึดเครื่องชั่งไม่ได้มาตรฐานกว่า 6,600 เครื่อง​ ลุยกวาดล้างขายออนไลน์ผิดกฎหมาย ป้องกันประชาชน–ผู้ค้าเสียเปรียบ

 พาณิชย์เข้ม ตรวจยึดเครื่องชั่งไม่ได้มาตรฐานกว่า 6,600 เครื่อง​ ลุยกวาดล้างขายออนไลน์ผิดกฎหมาย ป้องกันประชาชน–ผู้ค้าเสียเปรียบ

 


กรมการค้าภายใน โดยเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด เดินหน้าตรวจสอบการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและให้คำรับรองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และระบบการค้าหากมีการนำเครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐานไปใช้ซื้อขายสินค้า ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดร้อยเอ็ด พบเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและให้คำรับรอง  6,656 เครื่อง จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบสถานที่จัดเก็บสินค้าในพื้นที่ตำบลราษฎร์นิยม อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี หลังสืบทราบว่าเป็นสถานที่จัดเก็บเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบเพื่อให้คำรับรอง และมีการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตรวจสอบพบเครื่องชั่งสปริงและดิจิทัล ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรอง  4,471 เครื่อง 


นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์ชั่งตวงวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือขอนแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตร้อยเอ็ด เข้าตรวจสอบสถานที่จัดเก็บและจำหน่ายเครื่องชั่งในพื้นที่ตำบลดงแดง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด หลังได้รับข้อมูลว่ามีการจัดเก็บเครื่องชั่งดิจิทัลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรองจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พบเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรอง 2,185 เครื่อง โดยร้านค้าออนไลน์ทั้ง 2 กรณี ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายเครื่องชั่ง


 นางสาวญาณี กล่าวว่า เครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรองเป็นเครื่องชั่งที่ไม่ควรนำมาใช้ในการซื้อขายสินค้า เนื่องจากอาจส่งผลให้การชั่งน้ำหนักคลาดเคลื่อน ไม่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการค้าขายโดยตรง โดยเฉพาะในระบบการค้าสมัยใหม่ ศูนย์กระจายสินค้า ร้านค้าปลีก ตลาดสด หรือจุดรับส่งสินค้า หากมีการใช้เครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งเรื่องปริมาณสินค้า ความเสียหายด้านต้นทุน การคำนวณราคาไม่ถูกต้อง ตลอดจนสร้างความไม่ไว้วางใจในห่วงโซ่อุปทานและบรรยากาศการค้าโดยรวม


กรมการค้าภายในขอแนะนำผู้ประกอบการให้จำหน่ายและใช้เฉพาะเครื่องชั่งที่มีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย โดยการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


สำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการที่ต้องการเลือกซื้อเครื่องชั่งไปใช้งาน ขอให้สังเกตว่าเครื่องชั่งดิจิทัลที่ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องมีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในลักษณะซีล (Seal) แสดงว่าเครื่องชั่งดังกล่าวผ่านการตรวจสอบแล้ว รวมทั้งต้องมีสติกเกอร์ QR Code เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลแหล่งที่มาและสถานะการรับรองได้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ เมื่อมีการนำเครื่องชั่งไปใช้งานในตลาดหรือสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของเครื่องชั่งเป็นประจำทุกปี และติดสติกเกอร์แสดงการตรวจสอบประจำปี เพื่อยืนยันว่าเครื่องยังคงมีความแม่นยำตามมาตรฐาน


ทั้งนี้ ผู้ประกอบการด้านเครื่องชั่งสามารถยื่นขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจนำเข้าและขายเครื่องชั่งตวงวัดได้ที่สำนักงานกลางชั่งตวงวัด หรือสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดทุกจังหวัด โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าภายใน (www.dit.go.th)


กรมการค้าภายในยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเครื่องชั่งอย่างเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดสด ห้างสรรพสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และช่องทางออนไลน์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมระบบการค้าที่เป็นธรรม หากประชาชนพบเห็นการใช้เครื่องชั่งโกงน้ำหนัก หรือเครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานชั่งตวงวัดทั่วประเทศ

----------------------------------------------


CEA ร่วมกับ ASA ปลุกพลัง “นักออกแบบไทย” เปิดเวทีประกวดแบบ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ปั้นโจทย์จริงสู่ “งานออกแบบพื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ใน 4 ภูมิภาค

 CEA ร่วมกับ ASA ปลุกพลัง “นักออกแบบไทย” เปิดเวทีประกวดแบบ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ปั้นโจทย์จริงสู่ “งานออกแบบพื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ใน 4 ภูมิภาค

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) จัดงานแถลงข่าวกิจกรรม “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ภายใน “งานสถาปนิก’69 สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์)” เวทีประกวดแบบที่เปิดโอกาสให้ “นักออกแบบไทย” (Rising Stars) นำเสนอผลงานออกแบบสถาปัตยกรรม “พื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ใน 4 ภูมิภาค ครอบคลุมพื้นที่ศักยภาพ ได้แก่ ภาคกลางและตะวันออก – ท่าเรือบ้านก๋ง คลองสามย่าน จังหวัดระยอง, ภาคเหนือ – ริมแม่น้ำน่าน ย่านตลาดใต้ จังหวัดพิษณุโลก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – สวนสาธารณะสระแก้ว บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด และภาคใต้ – เมืองเก่าตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ในวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  กิจกรรมนี้มุ่งสร้างเวทีการแข่งขันเชิงวิชาชีพที่ได้มาตรฐาน เปิดกว้างสำหรับสถาปนิกและนักออกแบบรุ่นใหม่ รวมถึงนิสิตนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมทั่วประเทศ ให้ได้แสดงศักยภาพและพิสูจน์ฝีมือด้านการออกแบบผ่านโจทย์ที่เชื่อมโยงกับบริบทเมืองจริง

PROMPT-PLACE” เวทีเฟ้นหา “นักออกแบบไทย” (Rising Stars) จากโจทย์จริงใน 4 ภูมิภาค CEA ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ เล็งเห็นบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในฐานะกลไกหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสาขาบริการสถาปัตยกรรม ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 7.7 พันล้านบาท (ปี 2567) สะท้อนศักยภาพและทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมในตลาด ทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน “นักออกแบบไทย” ก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งด้านคุณภาพผลงานและความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

ขณะที่ “นักออกแบบรุ่นใหม่” ในกลุ่ม Rising Stars นับเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการออกแบบไทยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เวทีการแข่งขันเชิงวิชาชีพ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ที่ CEA ร่วมกับ ASA จัดขึ้น จึงมีบทบาทในการวางรากฐาน “มาตรฐานวิชาชีพ” ให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างการยอมรับในวงการ และต่อยอดสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยต่อไปในอนาคต

กิจกรรม “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” นำเสนอแนวคิด “PLACE” ที่เชื่อมโยงการออกแบบเข้ากับบริบทพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ และใช้กระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในพื้นที่ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายนักออกแบบ และภาคประชาชน โดยรับฟังความคิดเห็นและเก็บข้อมูลเชิงลึก (Insights) เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็น “โจทย์การประกวดแบบ (Design Competition Brief)” ที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละภูมิภาค รวม 4 โจทย์ที่ท้าทายทั้งแนวคิด ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม สำหรับผลงานออกแบบของทีมผู้ชนะ จะได้รับการพัฒนาและต่อยอดเป็น “แบบก่อสร้างฉบับสมบูรณ์” ที่พร้อมนำไปใช้จริงในพื้นที่ และส่งมอบให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนสู่การใช้งานในอนาคตต่อไป 

นายไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า CEA เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยมุ่งสนับสนุนทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสร้างสรรค์อย่างรอบด้าน CEA เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้าน “ความคิดสร้างสรรค์” สูง ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างทางรอดให้กับสังคมในระยะยาว สำหรับมิติของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สาขาการออกแบบและสถาปัตยกรรม มีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน “การออกแบบที่ดี” ไม่เพียงทำให้ “เมืองน่าอยู่” ขึ้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่การลงทุนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน CEA จึงได้ร่วมกับ ASA จัดกิจกรรมประกวดแบบ “CEA x ASA : PROMPT-PLACE Design Competition” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างเวทีให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ศักยภาพจากโจทย์จริงของเมือง และผลักดันให้งานออกแบบก้าวสู่การเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

“CEA เชื่อว่าการประกวดครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเฟ้นหาผลงานที่ดีที่สุด แต่เป็นการสร้างโอกาสให้เกิดการต่อยอด งานออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นโจทย์จริง และต่อยอดเป็นโมเดลต้นแบบ “พื้นที่สาธารณะยุคใหม่” ที่สามารถพัฒนาเป็นแบบก่อสร้างและใช้งานได้จริงและเป็นประโยชน์ต่อไป”


นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่ากิจกรรมนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบทบาทวิชาชีพสถาปนิก จาก “ผู้ออกแบบอาคาร” สู่ “ผู้ออกแบบระบบชีวิตของเมือง” โดยไม่เพียงให้ความสำคัญเรื่องรูปแบบสถาปัตยกรรม แต่ยังรวมถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่” งานออกแบบในเวทีนี้จึงต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง เชื่อมโยงบริบทชุมชน และสามารถพัฒนาเป็นโครงการที่เกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ASA มุ่งหวังที่จะเห็นงานออกแบบที่สร้างคุณค่าใหม่ให้พื้นที่ และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับชุมชน พร้อมกันนี้ เราเชื่อมั่นว่ามีสถาปนิกและนักออกแบบรุ่นใหม่ของไทยอีกจำนวนมากที่มีศักยภาพ และเวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ 

สำหรับรางวัล แบ่งออกเป็นภูมิภาคละ 4 ประเภทรางวัล รวมทั้งสิ้น 20 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศหนึ่ง 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง 1 รางวัล และรางวัลชมเชย 2 รางวัล โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละภูมิภาค จะได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็น “แบบก่อสร้าง” ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่เป้าหมาย พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการถอดบทเรียน เพื่อขยายผลสู่การพัฒนาเมืองในอนาคต


ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEAร่วมมอบรางวัลแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยผลการตัดสินรางวัลชนะเลิศในแต่ละภูมิภาค ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ ภาคเหนือ พื้นที่เป้าหมาย ย่านตลาดใต้ ริมแม่น้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลก

ผลงาน PHIT  โดย คุณกฤตธิ หิรัญรัศ จาก Unparalleled


รางวัลชนะเลิศ ภาคตะวันออก พื้นที่เป้าหมาย เมืองแกลง จังหวัดระยอง

ผลงาน ศาลาประแสร์ เอนกประสงค์ โดย คุณพิศุทษ์ วิชัยฉันท์ 


รางวัลชนะเลิศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่เป้าหมาย สวนสาธารณะสระแก้ว จังหวัดร้อยเอ็ด

ผลงาน Cru Mueng Cool Living Clue Creation โดย คุณบัณฑิตทัศน์ ทสยันไชย จาก บริษัท ไม้บรรทัด ดีไซน์ จำกัด

รางวัลชนะเลิศ ภาคใต้ พื้นที่เป้าหมาย บ้านเลขที่ 124 อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

ผลงาน Library of Kuapa THE REIMAGINATION OF HOUSE NO.124 โดย คุณชวณัฐ ปัญญาใหญ่ และคุณทรงพล ศักดาศักดิ์ 





ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานการออกแบบเมืองที่สะท้อนแนวคิด Creative Place เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เข้าถึงแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยที่ใช้ได้จริง ครอบคลุมทั้งมิติความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และความเข้าใจบริบทพื้นที่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 - 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี 


ปัตตานี “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration”ททท.จัดยิ่งใหญ่ PATTANI NIGHT FEST ON THE BEACH”

  ปัตตานี “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration”ททท.จัดยิ่งใหญ่  PATTANI NIGHT FEST ON THE BEACH”  แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเวที KATPRO On The Beach...