วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เช้านี้ 8 มิ.ย.69​ โดยคณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สั่งการเร่งด่วน ให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ฯนำกำลังกู้ชีพกู้ภัยลงพื้นที่

 เช้านี้ 8 มิ.ย.69​ โดยคณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สั่งการเร่งด่วน ให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ฯนำกำลังกู้ชีพกู้ภัยลงพื้นที่




จากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนภายในซอยพระรามที่ 6 ซอย 15 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569) 




นายยุทธนา ทาโคตร์ รักษาการหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำกำลังเจ้าหน้าที่กู้ชีพ กู้ภัย น.เขต แผนกบรรเทาสาธารณภัย และอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิฯ ลงพื้นที่ช่วยเหลือดับเพลิง อพยพผู้ป่วยผู้บาดเจ็บ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประกอบอาหาร (ข้าวต้มพร้อมกับข้าว) และนำน้ำดื่ม แจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือดับเพลิงดังกล่าว ณ บริเวณวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ



พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสาธารณภัย ได้ลงพื้นที่จัดตั้งจุดรับลงทะเบียนผู้ประสบอัคคีภัย ที่ #โรงเรียนวัดสระบัว เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาต่อไป 

ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดฉาก “Amazing Thailand Grand Sale 2026” ชูศักยภาพไทยแบรนด์สู่การมอบ Grand Experience กระตุ้นการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวคุณภาพตลอดเดือนมิถุนายน–สิงหาคมนี้

 ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดฉาก “Amazing Thailand Grand Sale 2026” ชูศักยภาพไทยแบรนด์สู่การมอบ Grand Experience กระตุ้นการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวคุณภาพตลอดเดือนมิถุนายน–สิงหาคมนี้

วันนี้ (8 มิถุนายน 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิดตัวโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 โดยมีนายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท.  กล่าวเปิดงานฯ พร้อมด้วยนางกาญจนา ชนาเทพาพร ผู้แทนผู้ประกอบธุรกิจ Thai Brands และ แก้มบุ๋ม-ปรียาดา สิทธาไชย ดารานักแสดงและตัวแทนนักท่องเที่ยว เข้าร่วมเสวนาแนะนำโครงการฯ ณ อาคารสยามสเคป (SIAMSCAPE) ยกระดับแคมเปญส่งเสริมการขายสู่การสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “Unforgettable Experience of Thai Brands” กับ 4 กิจกรรมไฮไลต์ ชูเสน่ห์แบรนด์ไทยที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นผสานการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคม พร้อมตั้งเป้าสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระหว่างกิจกรรมกว่า 700ล้านบาท 


นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. โครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 จะเป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวที่จะเข้ามาสร้างความคึกคักและกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคมนี้ โดยจะยกระดับจากแคมเปญลดราคาสู่ “Grand Experience of Thai Brands” ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ค้นพบเสน่ห์ของแบรนด์ไทยที่เชื่อมโยงกับเรื่องราว คุณค่าและเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ คัดสรรประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวมาเป็นสินค้าท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางและการใช้จ่าย ควบคู่กับการเผยแพร่เสน่ห์สินค้า บริการ และการท่องเที่ยวไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมส่งมอบความประทับใจในทุกช่วงของการเดินทาง (Customer Journey) 


ปีนี้ ททท. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์มากขึ้น จึงตั้งใจผลักดัน “Thai Brands” ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวไทย ภายใต้แนวคิด “Unforgettable Experience of Thai Brands” โดยมุ่งผลักดันแบรนด์ไทยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวไทย ผ่านการนำเสนอจุดแข็งด้านคุณภาพ งานออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่มีศักยภาพต่อยอดสู่ตลาดโลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวและเปิดโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว พร้อมคาดหวังว่าโครงการฯ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของประเทศ และสร้างรายได้ระหว่างจัดกิจกรรมมากกว่า 700 ล้านบาท

Amazing  Thailand  Grand  Sale 2026 ประกอบด้วย 4  กิจกรรม ได้แก่   1) กิจกรรม “Go Shop Get Bag” สำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายครบ 2,000 บาทต่อใบเสร็จในสถานประกอบการที่ร่วมโครงการฯ สามารถนำใบเสร็จมาลงทะเบียนบนเว็บไซต์ของโครงการฯ และแลกรับ Shopping Bag ได้ที่จุด Redemption ของแต่ละสถานประกอบการ  2) กิจกรรม “Once Shop One Prize” เมื่อนักท่องเที่ยวซื้อสินค้าครบ 2,000 บาท และลงทะเบียนใบเสร็จผ่านเว็บไซต์โครงการฯ มีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ ทั้งรถยนต์ EV และแพ็กเกจท่องเที่ยว รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท  3) กิจกรรม “Shop On Top” เพียงซื้อสินค้าในสถานประกอบการที่ร่วมโครงการฯ และบันทึกยอดการซื้อบนเว็บไซต์รับไปเลยสินค้า Limited จากแบรนด์ไทยดีไซน์เก๋! จำนวน 10 รางวัล มูลค่ากว่า 200,000 บาท   4) กิจกรรม “Top Seller” สำหรับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ หากมียอดการขายในระดับที่กำหนด จะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณตามลำดับการสะสมยอดขายในระยะเวลากิจกรรม โดยแบ่งเป็นระดับ Diamond มูลค่า 10 ล้านบาท, Gold มูลค่า 5 ล้านบาท, Silver มูลค่า 3 ล้านบาท และ Bronze มูลค่า 500,000 บาท เพื่อยกย่องและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

นอกจากนี้ ททท. ยังจัดเต็มสิทธิพิเศษและส่วนลดมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกกดรับผ่านเว็บไซต์ของโครงการ www.tourismthailand.org/amazingthailandgrandsale  ซึ่งสามารถกดรับสิทธิ์และนำ Code ไปใช้ที่สถานประกอบการได้ทันที โดยมีสถานประกอบการภายใต้โครงการฯ อาทิ ศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้า เช่น กลุ่มเซ็นทรัล, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, สยามพิวรรธน์, วัน แบงค็อก, ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ แอท งามวงศ์วาน, ศูนย์การค้า เมญ่า ไลฟสไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์, ศูนย์การค้าไดอาน่าคอมเพล็กซ์, ศูนย์การค้าจังซีลอน, เทอร์มินอล 21, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์, บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), เกทเวย์ เอกมัย, ลาซาล อเวนิว, โครงการ ฟีนิกซ์ ประตูน้ำ เป็นต้น บัตรเครดิต เช่น มาสเตอร์การ์ด, วีซ่า ประเทศไทย, ยูเนี่ยนเพย์ ชอปปิงแพลตฟอร์ม ได้แก่ ช้อปปี้  โรงแรม/ที่พัก/สปา ได้แก่ ศรีพันวา ภูเก็ต ลักชัวรี พูลวิลล่า โฮเทล , บาบา บีช คลับ หัวหิน , โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ , เดอะ นิมมาน โฮเทล , เอวาโฮเทล อุดรธานี , อเวย์เชียงใหม่ท่าแพรีสอร์ท , ฟ้าล้านนาสปา เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดโครงการฯ กิจกรรมและสิทธิพิเศษได้ที่เว็บไซต์ของโครงการwww.tourismthailand.org/amazingthailandgrandsale หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @thailandgrandsale 


โรงพยาบาลพระรามเก้า ตอกย้ำบทบาทด้าน Medical AI ของไทย คว้ารางวัล Diamond ระดับประเทศ 2 ปีซ้อน สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน HealthTech ไทยสู่เวทีอาเซียน

 โรงพยาบาลพระรามเก้า ตอกย้ำบทบาทด้าน Medical AI  ของไทย คว้ารางวัล Diamond ระดับประเทศ 2 ปีซ้อน สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน HealthTech ไทยสู่เวทีอาเซียน

โรงพยาบาลพระรามเก้า รับรางวัล “Thai HealthTech Excellence Awards 2026” ในฐานะผู้สนับสนุน HealthTech Ecosystem ระดับ Diamond ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายในงาน “Health Tech Thailand Executive Dinner 2026” เวทีสำคัญระดับประเทศที่รวบรวมผู้นำด้านสาธารณสุข เทคโนโลยี นวัตกรรม นักลงทุน และผู้ประกอบการด้าน HealthTech ของไทยและภูมิภาค ภายใต้แนวคิด “Medical AI in Action: From Source Code to Scale” โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาลพระรามเก้ามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของ HealthTech Ecosystem ไทย ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และพันธมิตรทางการแพทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub และศูนย์กลางด้าน Medical AI ระดับภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่าโรงพยาบาลพระรามเก้ารู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Thai HealthTech Excellence Awards 2026 ระดับ Diamond ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลในการมีส่วนร่วมยกระดับระบบบริการสุขภาพไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ ผ่านการสนับสนุนนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภาพให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบบริการทางการแพทย์ โดยเปิดพื้นที่ให้เกิดการศึกษา ทดลอง และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ในบริบทของโรงพยาบาลจริง พร้อมร่วมแบ่งปันมุมมองด้านกระบวนการดูแลผู้ป่วย การทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และความต้องการที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและระบบสุขภาพอย่างแท้จริง


รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจขององค์กรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของทีมแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันผลักดันระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีสุขภาพ           ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการส่งเสริม Medical AI การสนับสนุนสตาร์ทอัพด้านสุขภาพ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ให้ทันสมัย ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาและประสบการณ์ของผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง

นพ.วิทยา กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบัน AI และ Digital Health กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขทั่วโลก เรามุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบ ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขสู่ยุคดิจิทัล (Healthcare Transformation) ผ่านการพัฒนาบริการทางการแพทย์ที่ทันสมัย แม่นยำ รวดเร็ว และเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกมิติ

เราเชื่อว่าอนาคตของการดูแลสุขภาพ ไม่ควรรอให้คนไข้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา แต่ควรมุ่งไปสู่การดูแลเชิงป้องกันที่มีคุณภาพเหมาะกับแต่ละบุคคล เพื่อช่วยให้มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน 

โรงพยาบาลพระรามเก้าจึงพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง สร้างประโยชน์ให้กับผู้ป่วยและระบบสุขภาพไทย รวมถึงการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและ Medical AI ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต


สามารถติดตามข่าวสารนวัตกรรมและข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพจากโรงพยาบาลพระรามเก้าได้ที่ www.praram9.com หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร.1270 และ Line: @praram9hospital




WU CHUN I (หวู่ จุ้นอี๋)ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมพระเครื่องจากไต้หวัน​ ผู้ก่อตั้ง Dream Amulet ที่ปรึกษาด้านการสะสมพระเครื่องแห่งเอเชีย​ ผู้ผลักดันการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย–ไต้หวัน

 WU CHUN I (หวู่ จุ้นอี๋)ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมพระเครื่องจากไต้หวัน​ ผู้ก่อตั้ง Dream Amulet  ที่ปรึกษาด้านการสะสมพระเครื่องแห่งเอเชีย​ ผู้ผลักดันการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย–ไต้หวัน

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย​ ในยุคที่ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและไต้หวันเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม การสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

WU CHUN I (หวู่ จุ้นอี๋) ผู้ก่อตั้ง Dream Amulet ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมพระเครื่องจากไต้หวัน และที่ปรึกษาด้านการสะสมพระเครื่องแห่งเอเชีย เป็นหนึ่งในบุคคลที่อุทิศตนให้กับการส่งเสริมความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและไต้หวันมาอย่างต่อเนื่อง


ด้วยความหลงใหลในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทย วัฒนธรรมพระเครื่อง และศิลปวัตถุทางพุทธศาสนา เขาได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพระเกจิอาจารย์ ประวัติศาสตร์พระเครื่อง และมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปี พร้อมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้สู่ชุมชนชาวจีนและผู้สนใจจากนานาประเทศ

WU CHUN I เชื่อว่าพระเครื่องมิได้เป็นเพียงวัตถุมงคลหรือของสะสม แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธา ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดผ่านกาลเวลา

คุณค่าที่แท้จริงของพระเครื่องไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่เรื่องราว ประวัติศาสตร์ และความศรัทธาที่ได้รับการส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

จากแนวคิดดังกล่าว เขาจึงก่อตั้ง Dream Amulet เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมพระเครื่องไทย โดยมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ส่งเสริมการศึกษาเชิงวัฒนธรรม และสนับสนุนการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพระเครื่องไทย


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา WU CHUN I ได้เดินทางระหว่างไต้หวันและประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อศึกษา เรียนรู้ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับนักสะสม นักวิชาการ และผู้สนใจด้านวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศในเอเชีย

นอกจากการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านพระเครื่องแล้ว เขายังให้ความสำคัญกับการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและไต้หวัน โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมเป็นภาษาสากลที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และภูมิหลังให้เกิดความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน


ด้วยวิสัยทัศน์ระดับนานาชาติ WU CHUN I มุ่งหวังที่จะพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านวัฒนธรรมพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มด้านการศึกษา การวิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมแก่คนรุ่นใหม่ในอนาคต


สำหรับอนาคต Dream Amulet มีเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทย ไต้หวัน และประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และมรดกทางประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน

วัฒนธรรมคือพลังที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนข้ามพรมแดน ภาษา และความแตกต่างได้ ผมหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประเทศไทย ไต้หวัน และประชาคมเอเชีย


เกี่ยวกับ WU CHUN I (หวู่ จุ้นอี๋)

ชื่อภาษาจีน : 吳俊儀

ชื่อภาษาอังกฤษ : WU CHUN I

ตำแหน่งปัจจุบัน

• Founder of Dream Amulet

• Taiwan Buddhist Amulet Cultural Research Specialist

• Asian Buddhist Amulet Collection Consultant

ความเชี่ยวชาญ

• วัฒนธรรมพระพุทธศาสนาไทย

• ประวัติศาสตร์พระเครื่องไทย

• การศึกษาและวิจัยด้านวัฒนธรรม

• ศิลปวัตถุทางพุทธศาสนา

• การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย–ไต้หวัน

• การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ


วิสัยทัศน์

ส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม

สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้

สร้างความเข้าใจระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรม

และเชื่อมโยงเอเชียผ่านมรดกทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

Dream Amulet

Connecting Cultures Through Heritage

วว. ผนึกกำลังกรมส่งเสริมสหกรณ์ ขับเคลื่อน “ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด” โมเดลแก้จน คืนชีวิตให้ผืนดิน

 วว. ผนึกกำลังกรมส่งเสริมสหกรณ์ ขับเคลื่อน “ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด” โมเดลแก้จน คืนชีวิตให้ผืนดิน

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  พร้อมด้วย ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม ดร.ปิยะ ปานผู้มีทรัพย์ ผอ.สำนักยุทธศาสตร์วิสาหกิจ และนายจิรวัฒน์ วัฒนบุตร ผอ.กองบริการธุรกิจนวัตกรรม สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมและคระนักวิจัย เข้าร่วมประชุมหารือกับ นายประวัติ แดงบรรจง  รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะ   เพื่อคัดเลือกสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ “ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย” โดยมุ่งลดต้นทุนการผลิต ฟื้นฟูดิน และยกระดับเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดได้แก่ อุดรธานี เชียงราย และชัยนาท รวม 15 แห่ง  พร้อมกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคการเงิน และเครือข่ายสหกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนการผลิตและกระจายปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดสู่เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569  ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

 ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว สหกรณ์การเกษตรจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการผสมและกระจายปุ๋ยสั่งตัดคุณภาพในราคาที่เป็นธรรมแก่สมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ โดย วว. จะถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่มีมาตรฐานรองรับ พร้อมนำ “โปรแกรมคำนวณสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ซึ่งเป็นนวัตกรรมของ วว. มาใช้ในการควบคุมการผสมปุ๋ยให้มีธาตุอาหารสอดคล้องกับความต้องการของพืชและสภาพดินในแต่ละแปลงเพาะปลูก 

  ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดสามารถช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ประมาณร้อยละ 30–56 เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตรทั่วไป โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิต อีกทั้งยังช่วยเพิ่มผลผลิตจากการเสริมอินทรียวัตถุและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน

โครงการ “ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย” มุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นและปัญหาดินเสื่อมโทรม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงปุ๋ยที่ “ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา” อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางการเกษตรของประเทศในระยะยาวต่อไป




#ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด  #เกษตรกร  #วทน #แก้ปุ๋ยแพง #โมเดลแก้จน #วทน 

#สิ่งแวดล้อม #เศรษฐกิจ #ลดต้นทุนการผลิต  #ฟื้นฟูดิน

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

#อว #วว #TISTR #กรมส่งเสริมสหกรณ์


Me-O Gold ดึง PERSES นั่งแท่น Presenter ครั้งแรกของแบรนด์ เอาใจทาสแมวสายเปย์ ด้วยมีโอ โกลด์สูตรที่ใช่ของเจ้าเหมียวในงาน Me-O Gold × PERSES PERMEOW MOMENT

 Me-O Gold ดึง PERSES นั่งแท่น Presenter ครั้งแรกของแบรนด์ เอาใจทาสแมวสายเปย์ ด้วยมีโอ โกลด์สูตรที่ใช่ของเจ้าเหมียวในงาน Me-O Gold × PERSES PERMEOW MOMENT

 


เมื่อโลกของ “ทาสแมว” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความน่ารัก แต่ขยับสู่การดูแลแบบใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของน้องแมว “มีโอ โกลด์” (Me-O Gold) อาหารแมวและขนมแมวพรีเมียมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของน้องแมวที่แตกต่างกัน ตอบรับเทรนด์โลกที่เจ้าของดูแลน้องแมวเหมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพระยะยาว (Longevity) มากขึ้น พร้อมดึง PERSES ศิลปิน T-Pop ขวัญใจ Gen Z ตัวแทนคนรุ่นใหม่สายรักแมวนั่งแท่น Presenter ครั้งแรกของแบรนด์ เอาใจทาสแมวสายเปย์ พร้อมเปิดโอกาสให้คนรักแมวได้ร่วมสนุกกับหลากหลายกิจกรรมสำหรับ Lucky Fan ในงาน “Me-O Gold × PERSES PERMEOW MOMENT” เพื่อสร้างประสบการณ์ใกล้ชิดระหว่างแบรนด์ ศิลปิน และกลุ่ม Pet Parents รุ่นใหม่ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดโมเมนต์สุดน่ารักกับความรัก “แบบทาสแมว” พร้อมเนรมิตบรรยากาศสุดฟินให้ทั้งแฟนคลับและคนรักแมวได้อินไปพร้อมกันตลอดงาน

 


โดยนางจันทิมา ชัยวัฒนไชย รองกรรมการผู้จัดการบริหารสายงานการตลาด บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า “เทรนด์ Pet Humanization และ Longevity กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์หลักของคนเลี้ยงสัตว์ยุคนี้ ที่มอง “น้องแมว” เป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง แต่เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด พ่อแม่แมวจึงหันมาให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ตอบโจทย์และสุขภาพในระยะยาวของน้องแมวมากขึ้น “มีโอ โกลด์” จึงมีการพัฒนาสูตรร่วมกับนักโภชนาการและสัตวแพทย์ เพื่อตอบโจทย์คนเลี้ยงแมวรุ่นใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ช่วยดูแลสุขภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นอาหารแมวกลุ่ม Functional ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ช่วงวัย และสายพันธุ์, กลุ่ม Grain Free สำหรับแมวแพ้ง่าย, กลุ่ม Care ที่เน้นการดูแลสุขภาพเฉพาะด้านและยังมีขนมครีมแมวเลีย 7 สูตร ที่ช่วยเสริมการดูแลสุขภาพมิติต่าง ๆ ตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน ผิวหนังและขน ไปจนถึงการผ่อนคลาย สะท้อนบทบาทใหม่ของอาหารและขนมแมวที่เป็นมากกว่ามื้ออาหารหรือขนมทานเล่น แต่คือ “โภชนาการเพื่อชีวิตที่ยืนยาว” ด้วย “มีโอ โกลด์” สูตรที่ใช่ของเจ้าเหมียว ที่คนรักแมวไว้ใจมากว่า 10 ปี”

 



Me-O Gold (มีโอ โกล์ด)กับการเปิดตัว แบรนด์พรีเซ็นเตอร์ครั้งแรก กับ 5 หนุ่ม PERSES

ด้าน 5 หนุ่ม PERSES เปิดใจถึงการได้ร่วมงานกับ Me-O Gold ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ครั้งแรกว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตรงกับตัวตนของพวกเขาในฐานะ “ทาสแมวตัวจริง” และการได้ร่วมงานกับแบรนด์ที่ใส่ใจสุขภาพน้องแมว แบบเข้าใจทั้งตัวแมวและความรู้สึกของคนเลี้ยง มันพิเศษมากๆ  ทำให้รู้สึกอินและอยากถ่ายทอดสิ่งนี้ออกไปให้แฟน ๆ ได้เห็น  โดยเริ่มต้นจาก

 




ปาล์ม-พีรวิชญ์ พินธะ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสายเลี้ยงแมวแบบใส่ใจรายละเอียด เล่าว่า “แมวที่บ้านค่อนข้างเลือกกินครับ เลยต้องลองหลายแบบกว่าจะเจอสูตรที่เขาชอบและเหมาะกับเขาจริง ๆ พอได้ลอง Me-O Gold ที่มีสูตรเฉพาะแบบนี้ ก็ช่วยให้เราตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะเลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเขาได้เลย”

ด้าน ปลั๊กกี้-ธรากร คำสิงห์ ที่มีโมเมนต์น่ารักกับน้องแมวเป็นประจำ เสริมว่า “สำหรับผม เรื่องสุขภาพสำคัญมากครับ โดยเฉพาะพวกขนกับผิวหนัง เราจะสังเกตได้เลยถ้าเขากินอาหารที่เหมาะกับเขา ขนจะสวยขึ้น ดูแข็งแรงขึ้น เลยรู้สึกว่าอาหารมีผลจริง ๆ”


ขณะที่ จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ มองเรื่องการเลี้ยงแมวในมุมของความผูกพัน “แมวแต่ละตัวมีนิสัยต่างกันมากครับ บางตัวขี้อ้อน บางตัวขี้เล่น หรือบางตัวก็อินดี้สุด ๆ เราเลยต้องเรียนรู้เขาเหมือนเป็นคนหนึ่งเลย ทั้งเรื่องอาหารและการดูแล ต้องปรับให้เข้ากับเขา”

ส่วน เน- ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์ แชร์ในมุมของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลระยะยาวว่า “เดี๋ยวนี้เรามองไกลขึ้นครับ ไม่ใช่แค่กินอิ่ม แต่ต้องช่วยดูแลสุขภาพในอนาคตด้วย การเลือกอาหารที่ดีตั้งแต่แรกมันช่วยได้จริง ๆ”

ปิดท้ายที่ กฤติน-กฤติน สอสูงเนิน ที่ฝากถึงแฟนคลับอย่างอบอุ่นว่า “อยากให้ทุกคนดูแลน้องแมวเหมือนคนในครอบครัวนะครับ เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการเลือกอาหารที่เหมาะกับเขา อย่าง Me-O Gold ก็มีหลายสูตรให้เลือกตามช่วงวัยและความต้องการ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้การดูแลเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทำให้เราดูแลเขาได้ตรงจุดมากขึ้นครับ”

นอกจากนี้ หนุ่ม ๆ ยังฝากถึงแฟนคลับและคนรักแมวว่า การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่ต้องใส่ใจในระยะยาวด้วย “อยากให้ทุกคนเลือกอาหารที่เหมาะกับน้องแมวของตัวเองครับ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการกิน อย่าง Me-O Gold ก็มีหลายสูตรให้เลือกตามช่วงวัยและไลฟ์สไตล์ ช่วยให้เราดูแลน้องได้ตรงจุดมากขึ้น” พร้อมย้ำว่าการเลี้ยงแมวในวันนี้คือการดูแลเหมือนคนในครอบครัว “สำหรับพวกเรา แมวไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงแต่คือสมาชิกในบ้านจริง ๆ”

การเปิดตัว PERSES ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกพรีเซ็นเตอร์ แต่คือการเลือก “พาร์ตเนอร์ทางไลฟ์สไตล์” ที่สะท้อนภาพคนรุ่นใหม่ที่รักแมวแบบจริงจังและมีสไตล์ พร้อมถ่ายทอดโมเมนต์การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าเหมียวได้อย่างเป็นธรรมชาติและเข้าถึงง่าย บรรยากาศภายในงานจึงถูกออกแบบให้เต็มไปด้วย “PERMEOW MOMENT” สมชื่อ ตั้งแต่กิจกรรม Lucky Fan ที่เปิดโอกาสให้เหล่า PIECES ได้ใกล้ชิดศิลปินแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ไปจนถึง Mini Concert ที่เติมพลังความสนุกแบบจัดเต็ม เสิร์ฟทั้งเสียงเพลงและความอบอุ่นในงานเดียว

และไฮไลต์สำคัญ ที่เรียกรอยยิ้มทั้งฮอลล์หนีไม่พ้นการปรากฏตัวของ 4 เหมียวรับเชิญสุดน่ารัก “น้องโมจิ น้องจูเน่ น้องฮานะ และน้องซึนะ” น้องแมวของสมาชิกวง PERSES ที่มาร่วมแชร์ความคิวท์แบบใกล้ชิด และพลาดไม่ได้กับการชมลีลาการเต้นของ 5 หนุ่ม PERSES ประกอบเพลงโฆษณาสุดคิวท์ของ Me-O Gold พร้อมจุดถ่ายภาพให้ทุกคนได้มา Check-in เก็บช็อตประทับใจแบบมีสไตล์ พร้อมภาพที่ระลึกให้ทุกคนนำกลับบ้านไปด้วย

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ศน. เดินหน้าปลูกฝังคุณธรรมเด็กไทย ผ่าน “ธรรมะฟันน้ำนม–ธรรมะวัยใส–ธรรมสัญจร” เสริมสติ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจสู่อนาคต”

 ศน. เดินหน้าปลูกฝังคุณธรรมเด็กไทย ผ่าน “ธรรมะฟันน้ำนม–ธรรมะวัยใส–ธรรมสัญจร” เสริมสติ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจสู่อนาคต”



นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและการพัฒนาจิตใจเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม – ธรรมะวัยใส – ธรรมสัญจรสู่สถานศึกษา” ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมุ่งส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้เรียนรู้หลักธรรมทางศาสนา ฝึกสติ สมาธิ และพัฒนาคุณภาพจิตใจ อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งและมีคุณภาพอย่างยั่งยืน การดำเนินโครงการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล (Thailand Meditation Hub) ซึ่งกรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการฝึกสมาธิและการพัฒนาจิตใจให้เข้าถึงประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทสังคมยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต



ปัจจุบัน เด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี และสื่อออนไลน์ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม อารมณ์ และสุขภาวะทางจิตใจ ทั้งความเครียด ความกดดัน การขาดสมาธิ และการใช้เวลาที่ไม่เหมาะสม กรมการศาสนาจึงได้ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร ภาคคณะสงฆ์ และองค์กรภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเชิงรุก เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ด้านสติ สมาธิ และการรู้เท่าทันอารมณ์ ผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์และการมีส่วนร่วม

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า กิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” สำหรับเด็กอายุ 4 – 6 ปี และผู้ปกครอง มุ่งปลูกฝังคุณธรรมผ่านกระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตร “ขับเคลื่อนชีวิตด้วยพลังสติ (Minddrive)” ผสานศาสตร์จิตวิทยาการเรียนรู้ ศิลปะธรรมชาติ และกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น การเล่านิทานพุทธประวัติ การฝึกอานาปานสติ การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมมันดาลาธรรมชาติ และกิจกรรมสะท้อนคิดเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยกำหนดจัดกิจกรรมในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร



ส่วนกิจกรรม “ธรรมะวัยใส” สำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 7 – 12 ปี และผู้ปกครอง มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้คุณธรรมผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ อาทิ เกมฝึกสติ การฝึกสมาธิอานาปานสติ การสื่อสารเชิงบวก การสร้างแรงบันดาลใจ และกิจกรรมสานสัมพันธ์ครอบครัว เพื่อเสริมสร้างความรักและเห็นคุณค่าในตนเอง ความมีวินัย ความกตัญญู และความเมตตา โดยจัดกิจกรรมจำนวน 2 รุ่น ในวันที่ 11 และ 18 กรกฎาคม 2569 ณ มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม “ธรรมสัญจรสู่สถานศึกษา” สำหรับเยาวชนอายุ 13 – 18 ปี จำนวน 1,200 คน ในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนสตรีวิทยา โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนหอวัง และโรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้านคุณธรรมจริยธรรมและการพัฒนาจิตใจ ผ่านกิจกรรมฝึกสติ สมาธิ การสร้างแรงบันดาลใจ และกิจกรรมธรรมะบันเทิงที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเยาวชนยุคใหม่




อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนา คาดหวังให้การดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล จะช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กและเยาวชนสามารถควบคุมตนเอง มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณธรรมจริยธรรม พร้อมทั้งเป็นการวางรากฐานสำคัญในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิและการพัฒนาจิตใจในระดับสากลต่อไปในอนาคต ///

เช้านี้ 8 มิ.ย.69​ โดยคณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สั่งการเร่งด่วน ให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ฯนำกำลังกู้ชีพกู้ภัยลงพื้นที่

  เช้านี้ 8 มิ.ย.69​ โดยคณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สั่งการเร่งด่วน ให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ฯนำกำลังกู้ชีพกู้ภัยลงพื้นที่ จากเหตุเพ...