วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘กรมวิชาการเกษตร’ แจงปมจ้าง ปชส. พืชสวนโลกอุดร ยัน ‘กรมบัญชีกลาง‘ - หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้น ส่วนการขอเพิ่มงบฯ เป็นไปตามมาตรฐาน-ข้อเสนอของ AIPH

 ‘กรมวิชาการเกษตร’ แจงปมจ้าง ปชส. พืชสวนโลกอุดร ยัน ‘กรมบัญชีกลาง‘ - หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้น ส่วนการขอเพิ่มงบฯ เป็นไปตามมาตรฐาน-ข้อเสนอของ AIPH


วันที่ 30 ตุลาคม 2569 นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่บริษัท มีเดีย ไอ แอม จำกัด ซึ่งได้รับสัญญากับกรมวิชาการเกษตร ในงานประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี จำนวน 2 โครงการว่า โครงการแรก ซึ่งดำเนินการในปี 2567 เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ งบประมาณ 48.3 ล้านบาท  ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) หลังจากนั้นจึงจัดจ้างโครงการที่ 2 โครงการจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมโครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี พ.ศ. 2569 งบประมาณ 290 ล้านบาท โดยวิธีคัดเลือก ซึ่งโครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการจัดสวนนานาชาติ การจัดนิทรรศการ และการบริหารจัดงานทั้งหมด เพื่อให้การจัดงานสามารถเปิดได้ตามกำหนดเวลาที่สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (International Association of Horticultural Producers) หรือ AIPH ซึ่งเป็นผู้ให้สิทธิประเทศไทยในการจัดงานพืชสวนโลก กำหนด 

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี 2569 คณะกรรมการ AIPH ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการ ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะกรรมการ AIPH มีมติให้เพิ่มงบประมาณเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ AIPH โดย AIPH ประเมินงานในขณะนั้นแล้วเห็นว่า ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ จึงมีมติให้เพิ่มงบประมาณ 10% หรือ 250 ล้านบาท ของงบประมาณรวมทั้งหมด (2,500 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในส่วนของสวนนานาชาติ การรักษาความปลอดภัย ค่าสาธารณูปโภค การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการจราจร การบริหารจัดการพื้นที่ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเสนอและมาตรฐานของ AIPH

นางศศิญา กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรจึงดำเนินการจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ เพื่อเสนอให้ครม. พิจารณา ซึ่งหลังจาก ครม. พิจารณาโดยประกอบความคิดเห็นจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณแล้ว จึงอนุมัติให้กรมวิชาการเกษตรสามารถรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมได้ 10% เป็นงบประมาณ 250 ล้านบาท โดยมีข้อมูลเปรียบเทียบที่มาของวงเงินงบประมาณแต่ละรายการอย่างชัดเจน และในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละขั้นตอน จะมีผู้สังเกตการณ์จาก องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ของกรมบัญชีกลาง ร่วมสังเกตการณ์และให้คำแนะนำ เพื่อให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ มีการดำเนินการที่ถูกต้อง ตนขอให้สังคมและประชาชน มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนยึดระเบียบทางราชการอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุด

*****************


LEAPMOTOR Thailand เปิดตัว B03X อย่างเป็นทางการชูแนวคิด “YOUNG STYLE, MORE SMILE” เติมสีสันใหม่ให้ตลาด EV พร้อมแผนเติบโตในไทยและ สิทธิพิเศษช่วงเปิดตัว

 LEAPMOTOR Thailand เปิดตัว B03X อย่างเป็นทางการชูแนวคิด “YOUNG STYLE, MORE SMILE” เติมสีสันใหม่ให้ตลาด EV พร้อมแผนเติบโตในไทยและ สิทธิพิเศษช่วงเปิดตัว


LEAPMOTOR เปิดตัว B03X รถยนต์ Smart SUV EV ใหม่อย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “Young Style, More Smile” พร้อมเผยแผนการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัว โดยนำความเชี่ยวชาญ ด้านการวิจัย พัฒนา และการผลิตระดับโลก มาผสานกับการดำเนินงานในไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบ โจทย์และคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ภายในงานยังมีเซอร์ไพรส์พิเศษเมื่อ ออม กรณ์นภัส BRAND AMBASSADOR LEAPMOTOR รุ่น B03X มาร่วมปรากฏตัวภายในงานถ่ายทอดภาพลักษณ์แบรนด์ที่สดใสและเข้าถึงคนรุ่นใหม่

รู้จัก LEAPMOTOR บริษัทเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

LEAPMOTOR ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 ในฐานะบริษัทเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลัก ด้วยตนเองในทุกมิติอย่างครบวงจร ควบคู่กับการผลิตชิ้นส่วนหลักด้วยเทคโนโลยีและโรงงานของตนเอง แนวทางนี้ช่วยให้แบรนด์ สามารถควบคุมทั้งเทคโนโลยีและขั้นตอนสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน LEAPMOTOR มีโรงงานผลิตชิ้นส่วน 18 แห่ง โดยชิ้นส่วนและระบบสำคัญที่บริษัทพัฒนาและผลิตเองครอบคลุมถึง 65% ของต้นทุนการผลิตรถทั้งคัน ขณะที่แพลตฟอร์มรถยนต์สามารถใช้ร่วมกันได้ถึง 90% ช่วยให้บริษัทบริหารการพัฒนาและนำ เทคโนโลยีมาใช้ได้รวดเร็วขึ้น รวมไปถึงควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพการส่งมอบ ตลอดจนบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลของบริษัท ณ เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า LEAPMOTOR มียอดส่งมอบสะสมทั่วโลกมากกว่า 1.85 ล้านคัน และมียอดส่ง มอบเกินเดือนละ 100,000 คันติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน โดยอยู่ในสามอันดับแรกของแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ในจีน และสี่ อันดับแรกของโลก พร้อมทำตลาดครอบคลุม 50 ประเทศทั่วโลก

นายหลี่ เถิงเฟย รองประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ LEAPMOTOR กล่าวว่า “ทุกต้นทุนที่เราประหยัดได้ เรานำกลับไปใช้ในการเพิ่มอุปกรณ์และระบบความปลอดภัยที่ผู้ใช้มองเห็นและสัมผัสได้จริง”

ก้าวไกลสู่ตลาดโลก พร้อมพันธสัญญา 4 ด้านในไทย LEAPMOTOR ร่วมมือกับ Stellantis กลุ่มยานยนต์ระดับโลก ขยายธุรกิจสู่ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียแปซิฟิกและ อเมริกาใต้ โดยมีเครือข่ายการจำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก หลี่ เถิงเฟย กล่าวอีกว่า “การดำเนินธุรกิจระดับโลก ไม่ใช่เพียงการส่งออกรถยนต์ไปจำหน่ายในต่างประเทศ แต่คือการตั้งรากฐานในแต่ละตลาด เข้าใจความต้องการของลูกค้า และ ผสานพลังกับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน” ประเทศไทยเป็นตลาดหลักในกลยุทธ์ระดับโลกของ LEAPMOTOR และเป็นฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแต่ละ ตลาด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทได้ประกาศจัดตั้ง Leapmotor (Thailand) Co., Ltd. เพื่อดูแลด้านแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และบริการโดยตรง พร้อมวางแผนพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลกในระยะต่อไป

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า LEAPMOTOR จะเดินหน้าตามพันธสัญญา 4 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ เครือข่าย บริการ และการพัฒนาธุรกิจร่วม กับท้องถิ่น โดยในปี 2569 จะนำ B03X และ C10 รุ่นปรับปรุงใหม่เข้าสู่ตลาด และทยอยนำรถรุ่นใหม่จากตลาดโลกมาจำหน่ายอย่าง ต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายจำหน่ายและบริการเป็น 30 แห่งในปี 2569 เพิ่มเป็น 65 แห่งในปี 2570 และ 100 แห่งในปี 2571

ด้านบริการ บริษัทจะจัดตั้งคลังอะไหล่และศูนย์บริการด้านเทคนิคในไทย พร้อมผลักดันให้ลูกค้าเดิมได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเท่า เทียมกับลูกค้าใหม่ ส่วนการจ้างงาน บริษัทตั้งเป้าให้บุคลากรไทยมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของตำแหน่งงานในบริษัทลูกใน ประเทศไทย และร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะและยานยนต์พลังงานใหม่ สร้าง คุณค่าให้ผู้ใช้ อุตสาหกรรม และสังคม

B03X ดีไซน์มีสไตล์ พร้อมพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ


B03X ชูจุดเด่นด้านดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความปลอดภัย รองรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและทริปพัก ผ่อน ไฟหน้ายิ้มหวาน ไฟท้าย LOL และสีตัวถังทันสมัย 5 สีสะท้อนบุคลิกที่สดใส พร้อมสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารสูงถึง 88.1% ช่องเก็บของใต้พื้นขนาด 106 ลิตรที่ล้างทำความสะอาดได้ และพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามทุกไลฟ์สไตล์ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดเก็บและบรรทุกสัมภาระ

ภายในติดตั้งจอกลางแบบลอยตัวขนาด 14.6 นิ้ว ความละเอียด 2.5K รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบช่วย ขับขี่อัจฉริยะแบบบูรณาการ รุ่นระยะทางไกลวิ่งได้สูงสุด 450 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ DC กำลังสูงสุด 133 กิโลวัตต์ และชาร์จจาก 30% ถึง 80% ได้เร็วสุดใน 16 นาทีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ด้านความปลอดภัยใช้เทคโนโลยี CTC 2.0 Plus ที่ผสานแบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างแชสซี พร้อมกรอบป้องกันชุดแบตเตอรี่ ควบคู่กับโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบกรงความแข็งแรง สูง ทั้งนี้ อุปกรณ์แต่ละรุ่นเป็นไปตามข้อมูลที่บริษัทประกาศ และประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน

เพิ่มความคุ้มค่าด้วยสิทธิประโยชน์พิเศษ 4 ประการ

B03X มีให้เลือกสองรุ่น ได้แก่ Design ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (MSRP) 【609,000】 บาท และ รุ่น Life ราคาจำหน่าย อย่างเป็นทางการ (MSRP) 【549,000】 บาท พร้อมราคา Early Bird สำหรับลูกค้า 3,000 คันแรกที่จองล่วงหน้า โดยรุ่น Design มีราคาพิเศษ 【569,000】 บาท และรุ่น Life มีราคาพิเศษ 【499,000】 บาท มาพร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อความอุ่นใจของลูกค้าครอบคลุมการรับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร การรับประกัน ตลอดอายุการใช้งานสำหรับระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมอัจฉริยะ พร้อมรับฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 และ พ.ร.บ. ปีแรก รวมถึงสายด่วนให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันเปิดตัวถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขยังได้รับฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูง พรมปูพื้นตรงรุ่น และบริการ ดำเนินการจดทะเบียนรถโดยไม่คิดค่าบริการ ทั้งนี้ ขอบเขต ระยะเวลา และเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์แต่ละรายการเป็นไปตามที่ LEAPMOTOR ประเทศไทยกำหนด

คุณหลิว หนิง ผู้จัดการทั่วไป Leapmotor Thailand กล่าวว่า “การซื้อรถเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การดูแลตลอดการใช้งานคือสิ่งที่ จะอยู่เคียงข้างลูกค้าอย่างแท้จริง” ปัจจุบัน B03X พร้อมให้ลูกค้าสัมผัสแล้วที่ศูนย์จำหน่ายและบริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็น ทางการ 19 แห่งในประเทศไทย โดย LEAPMOTOR จะเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายและบริการในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คำมั่น “Here For Thailand. Here to Stay. ตั้งรากฐานในประเทศไทย สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน” เป็นจริงผ่านการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานเปิดตัว ออม กรณ์นภัส นักแสดงสาวยอดนิยม ปรากฏตัวสร้างเซอร์ไพรส์ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน ฐานะ B03X Ambassador และรับมอบรถในฐานะเจ้าของ B03X คนแรกของประเทศไทย โดย LEAPMOTOR พร้อมเดินหน้าร่วมกับออม ถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความผูกพันกับผู้ใช้ชาวไทย ตั้งแต่การสัมผัสตัวรถไปจนถึง การดูแลตลอดการใช้งาน เพื่อร่วมเติมเต็มทุกการเดินทางภายใต้แนวคิด “Young Style, More Smile”


###


 


นับถอยหลังอีก 2 วัน! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569” จัดพิธีบวงสรวงใหญ่ นางรำ 134 คน รำถวายอย่างงดงาม เสริมสิริมงคลก่อนเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 1 พ.ย. นี้

 นับถอยหลังอีก 2 วัน! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569” จัดพิธีบวงสรวงใหญ่ นางรำ 134 คน รำถวายอย่างงดงาม เสริมสิริมงคลก่อนเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 1 พ.ย. นี้

อุดรธานี 30 ตุลาคม 2569 – บรรยากาศแห่งความตื่นเต้นและการเฉลิมฉลองเริ่มต้นขึ้นแล้ว! ก่อนเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในอีกเพียง 2 วัน กับงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” มหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยวันนี้ได้มีการจัด พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการเปิดงาน ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และงดงามของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมการแสดงรำถวายจากนางรำจำนวน 134 คน สะท้อนความพร้อมและความภาคภูมิใจของชาวอุดรธานีในการเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก

พิธีบวงสรวงจัดขึ้น ณ หมู่บ้านอีสาน พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมี นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและจุดเทียนชัย เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพื้นที่ และขอพรให้การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและประสบความสำเร็จ ภายในพิธีเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความเป็นสิริมงคลแก่การจัดงาน นับเป็นการเริ่มต้นอันงดงามก่อนเปิดให้เข้าชมมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกสู่จังหวัดอุดรธานี


ไฮไลต์สำคัญของพิธีคือการรำถวายจากนางรำจำนวน 134 คน ที่ร่วมถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมอีสาน ผ่านลีลาการร่ายรำอันอ่อนช้อยและพร้อมเพรียง สร้างสีสันและความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมพิธี โดยจำนวน 134 คนยังสอดคล้องกับระยะเวลาการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกที่เปิดให้เข้าชมตลอด 134 วัน นับเป็นอีกหนึ่งภาพแห่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ความศรัทธา และการมีส่วนร่วมของชาวอุดรธานี ก่อนก้าวสู่การเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติ

สำหรับ “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” เตรียมเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) โดยได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH)


ภายในงานเตรียมพบกับความงดงามของ สวนนานาชาติรวม 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็น สวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และสวนนานาชาติภายในอาคาร 16 สวน พร้อมด้วย สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทย 16 สวน ซึ่งจะนำเสนอความงดงามของพืชพรรณ ศิลปะการจัดสวน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากนานาประเทศ ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความหลากหลายของพืชสวนจากทั่วโลกภายในงานเดียว


หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด คือสวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน ที่รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกจำนวนหลายหมื่นต้น อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ สวนสนใบพาย ต้นกระบก ตาลโตนด ต้นรวงผึ้ง ราชพฤกษ์ ยี่เข่ง ตาลฟ้า และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีน ซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท พร้อมสร้างสีสันด้วย ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้น ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความงดงามของพืชพรรณที่หลากหลายในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ ยังมี นิทรรศการ 16 นิทรรศการ แบ่งเป็น นิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคาร 8 นิทรรศการ พร้อม การประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และกิจกรรมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว


สำหรับพื้นที่จัดงานแบ่งออกเป็น 6 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร ให้บริการจำหน่ายบัตร ข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชม 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพรรณไม้ พร้อมอาคารสำคัญ เช่น เรือนอีสาน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น 3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วย อาคารเรือนกระจก สำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการ สำหรับจัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร โรงเรือนไม้ในร่ม ที่จัดแสดงไม้ประดับและกล้วยไม้ และ โรงเรือนจัดแสดงสวนพืชทะเลทราย ที่จัดแสดงพืชตระกูลแคคตัส 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ สวนกล้วยไม้ สวนบัว และนิทรรศการสวนคาร์บอนเครดิต และ 6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช ให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินกับความงดงามของธรรมชาติ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทางการเยี่ยมชม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สร้างความโดดเด่นให้กับมหกรรมครั้งนี้ คือ สถาปัตยกรรมที่ผสานอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานเข้ากับธรรมชาติ ผ่านการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ได้แก่ 1. อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและ “ข้อง” ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา 2. อาคารเฉลิมพระเกียรติ ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” พร้อมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” 3. อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน 4. อาคารเรือนกระจก ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เฮือนแฝด” ผสานการออกแบบร่วมสมัย เน้นความโปร่งโล่งและการถ่ายเทอากาศ และ 5. หมู่บ้านอีสาน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและความผูกพันของครอบครัวชาวอีสาน ผ่านการจำลองเรือนพื้นถิ่นดั้งเดิมรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด


นอกจากความงดงามของสวนและพรรณไม้แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมจัดแสดงพระราชกรณียกิจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อีกทั้งยังเตรียมสร้างสีสันตลอดการจัดงานด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ตลอด 134 วัน ณ “ลานตุ้มโฮม” รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ พร้อมชวนเลือกซื้อสินค้าและลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจาก “ตลาดชุมชนริมน้ำ” ที่รวบรวมร้านค้าท้องถิ่น 50 ร้าน หมุนเวียนจำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่

อีกเพียง 2 วันเท่านั้น! เตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมพืชสวนระดับโลกครั้งสำคัญของประเทศไทย เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์จำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน นอกจากนี้ ยังมีบัตรเข้าชมประเภทอื่น ๆ ได้แก่ บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @organizer.udonexpo 

 

 


วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เริ่มแล้ว! “PRIS 2026” เวทีวิจัยและนวัตกรรมเภสัชกรรมระดับชาติ ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยสู่ความยั่งยืน

 เริ่มแล้ว! “PRIS 2026” เวทีวิจัยและนวัตกรรมเภสัชกรรมระดับชาติ ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยสู่ความยั่งยืน

สภาเภสัชกรรม จับมือราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเวทีรวมพลังเภสัชกร นักวิจัย และนักนวัตกรรมทั่วประเทศ มุ่งยกระดับวิชาชีพเภสัชกรรมไทยด้วยงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืน

29 ตุลาคม 2569 — เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมดิจิทัลกำลังพลิกโฉมระบบสุขภาพทั่วโลก บทบาทของ “เภสัชกร” จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลด้านยา แต่กำลังก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งอนาคต สภาเภสัชกรรม ร่วมกับราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการวิจัยและนวัตกรรมทางเภสัชกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 2 หรือ Pharmacy Research and Innovation Summit 2026 (PRIS 2026) ภายใต้แนวคิด “Pharmacy Research & Innovation Driving Sustainable Healthcare” ระหว่างวันที่ 29–30 ตุลาคม 2569 ณ ห้องจูปิเตอร์ 4–13 ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

การประชุมครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมเภสัชกรจากทุกสาขาวิชาชีพ นักวิจัย คณาจารย์ สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

เภสัชกรปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม ในฐานะผู้นำองค์กรวิชาชีพที่ร่วมผลักดันการจัดประชุมครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเภสัชกรไทยผ่านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อให้วิชาชีพเภสัชกรรมสามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนและการเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย PRIS 2026 ถือเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาควิชาการสู่การประยุกต์ใช้จริง ทั้งในระดับวิชาชีพ องค์กร และระบบสุขภาพของประเทศ

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรชลภัทร สุขเกษม ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเภสัชกรรม และประธานคณะจัดงาน PRIS 2026 มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการประชุมให้เป็นเวทีวิชาการที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับการสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัย เภสัชกร และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำเสนอผลงาน และสร้างความร่วมมือข้ามสาขา เพื่อผลักดันผลงานวิจัยทางเภสัชกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน


ด้าน เภสัชกร อภินันท์ วัชราภิชาต ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเภสัชกรรม และเลขานุการคณะจัดงาน PRIS 2026 มีบทบาทในการประสานและขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้การประชุมครั้งนี้เป็นมากกว่าพื้นที่นำเสนอผลงานวิชาการ แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสในการเชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมเภสัชกรรมและบริการสุขภาพรูปแบบใหม่ในอนาคต

เปิดมุมมองอนาคตเภสัชกรรมไทย ผ่านองค์ความรู้ครบ 8 สาขาหลัก

ภายในงาน PRIS 2026 มีการจัดประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ครอบคลุมสาขาสำคัญของวิชาชีพเภสัชกรรม ทั้งเภสัชกรรมคลินิก เภสัชกรรมชุมชน การบริหารเภสัชกิจ เภสัชกรรมอุตสาหการและวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม เภสัชกรรมดิจิทัลและสารสนเทศสุขภาพ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ เภสัชกรรมสมุนไพร ตลอดจนเภสัชพันธุศาสตร์และการแพทย์แม่นยำ เพื่อส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์สู่การพัฒนาระบบสุขภาพอย่างรอบด้าน

วันแรกคึกคัก! เปิดเวทีนโยบายระดับชาติ พร้อมถกอนาคตเภสัชกรไทยในปี 2036

สำหรับกิจกรรมสำคัญในวันแรกของการประชุม (29 ตุลาคม 2569) เริ่มต้นด้วยพิธีเปิด โดยมี ดร.นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “พลิกโฉมงานเภสัชกรรมภายใต้นโยบายกระทรวงสาธารณสุข” (Transforming Pharmacy under Ministry of Public Health Policy) เพื่อสะท้อนทิศทางการพัฒนาวิชาชีพเภสัชกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขของประเทศ



นอกจากนี้ ยังมีการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านนโยบาย (Policy Workshop) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอเชิงนโยบายจากผู้แทนในวิชาชีพและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาวิชาชีพและนวัตกรรมด้านสุขภาพในอนาคต

ตลอดทั้งวันยังมีเวทีเสวนาวิชาการที่น่าสนใจ อาทิ “The Next Decade of Pharmacy: Next Pharmacist in 2036” ซึ่งชวนร่วมมองอนาคตของเภสัชกรไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า การกำหนดตัวชี้วัดการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพในยุค AI การยกระดับบทบาทร้านยาในหัวข้อ “Community Pharmacy Next: บทบาทใหม่ของร้านยาในระบบสุขภาพอนาคต” รวมถึงการขับเคลื่อนสมุนไพรไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพขั้นสูง ทั้ง Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP), Radiopharmacy และ Wellness Pharmacy

เปิดพื้นที่ Innovation Zone เชื่อมงานวิจัยสู่นวัตกรรมและโอกาสใหม่ของระบบสุขภาพ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ PRIS 2026 คือพื้นที่ Innovation Zone และนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางเภสัชกรรม ทั้งรูปแบบการนำเสนอด้วยวาจา (Oral Presentation) และการนำเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัย เภสัชกร นักศึกษา ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างเครือข่าย และค้นหาโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้ไปสู่นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

การจัดงาน PRIS 2026 จึงไม่เพียงเป็นการประชุมวิชาการระดับชาติ แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางเภสัชกรรมของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้เภสัชกรไทยมีศักยภาพในการเป็นทั้งผู้สร้างองค์ความรู้ ผู้พัฒนานวัตกรรม และผู้นำการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ

เพราะอนาคตของวิชาชีพเภสัชกรรมไม่ได้เกิดจากการรอรับความเปลี่ยนแปลง แต่เกิดจากการร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลการประชุมและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://pris.pharmacycouncil.org/th หรือสอบถามสำนักงานเลขาธิการสภาเภสัชกรรม โทร. 02-591-9992 อีเมล pr@pharmacycouncil.org


#PRIS2026 #PharmacyResearchAndInnovationSummit #PharmacyInnovation #SustainableHealthcare #สภาเภสัชกรรม #ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย #เภสัชกรไทย #วิจัยและนวัตกรรมเภสัชกรรม

“PRIS 2026” วันที่สองคึกคัก! “ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ร่วมปาฐกถาพิเศษ สภาเภสัชกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพไทย

 “PRIS 2026” วันที่สองคึกคัก! “ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ร่วมปาฐกถาพิเศษ สภาเภสัชกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพไทย

30 ตุลาคม 2569 สภาเภสัชกรรม ร่วมกับราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการวิจัยและนวัตกรรมทางเภสัชกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 2 (PRIS 2026) ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยได้รับเกียรติจาก เภสัชกร ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม ร่วมด้วย เภสัชกร นักวิจัย และบุคลากรด้านสุขภาพเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศวันที่สองเป็นไปอย่างคึกคัก

สำหรับ การประชุมวิชาการวิจัยและนวัตกรรมทางเภสัชกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 2 หรือ PRIS 2026 (Pharmacy Research and Innovation Summit 2026) โดย ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรชลภัทร สุขเกษม ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเภสัชกรรมและประธานคณะจัดงาน PRIS2026 และ เภสัชกร อภินันท์ วัชราภิชาต ผู้ช่วยเลขาธิการ กล่าว การจัดงานในปีนี้ “มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ ข้อมูล (Data) และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยและการพัฒนางานวิจัยเชิงลึก เพื่อเปลี่ยนแนวคิดบนหน้ากระดาษให้กลายเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ระบบสุขภาพได้อย่างแท้จริง

โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมวันที่สอง ซึ่งสะท้อนถึงการเชื่อมโยงโลกของงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ากับวิชาชีพเภสัชกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อจุดประกายให้บุคลากรทางเภสัชกรรมและนักวิจัยก้าวข้ามกรอบการทำงานเดิม สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมสุขภาพที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และใช้ประโยชน์ได้จริงในระบบสาธารณสุข 


หลังจากที่วันแรกได้ปูรากฐานด้านนโยบายและทิศทางอนาคตของวิชาชีพไปแล้ว กิจกรรมทางวิชาการในวันที่สองจึงเป็นการเจาะลึกทักษะและการปฏิบัติงานจริง โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เวทีวิชาการด้านเภสัชกรรมคลินิกและการบริบาลทางเภสัชกรรม ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้มีความปลอดภัยและแม่นยำยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการบรรยายและแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล (Data Utilization) เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยทางเภสัชกรรมให้สามารถนำไปอ้างอิงและต่อยอดในระดับนโยบายได้


อีกหนึ่งสีสันสำคัญของวันนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้พลังของคนรุ่นใหม่ได้ฉายแสงผ่านกิจกรรม PSAT Health Hack 2026 ซึ่งสภาเภสัชกรรมจัดขึ้นร่วมกับสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (สนภท.) เพื่อเปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์ได้ประชันแนวคิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมแก้ไขปัญหาสุขภาพ สะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมบุคลากรทางเภสัชกรรมรุ่นใหม่ให้มีทักษะด้านนวัตกรรมควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาชีพ

ขณะเดียวกัน บรรยากาศการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งในรูปแบบปากเปล่า (Oral Presentation) และโปสเตอร์ (Poster Presentation) จากนักวิจัยและบุคลากรทางเภสัชกรรมทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม (Innovation Zone) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงนักวิจัยและผู้พัฒนาเข้ากับหน่วยงานภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม ก่อนจะปิดท้ายด้วยการมอบรางวัลผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่น เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคมต่อไป

ความสำเร็จของเวที PRIS 2026 ตลอดทั้งสองวัน ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของเภสัชกรไทยที่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพประชาชนในทุกมิติ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการหลอมรวมงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสรุปกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://pris.pharmacycouncil.org/th หรือสอบถามสำนักงานเลขาธิการสภาเภสัชกรรม โทร. 02-591-9992 อีเมล pr@pharmacycouncil.org


______________________________________________________________________ 


กระทรวงเกษตรฯ ชวนปักหมุด “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ครั้งแรกในภาคอีสาน! ชูสวนนานาชาติ 32 สวน อลังการไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น ตลอด134 วัน เปิด 1 พ.ย. นี้

กระทรวงเกษตรฯ ชวนปักหมุด “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569”   ครั้งแรกในภาคอีสาน! 

ชูสวนนานาชาติ 32 สวน อลังการไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น ตลอด134 วัน เปิด 1 พ.ย. นี้

อุดรธานี 29 ตุลาคม 2569 – กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร เปิดไฮไลต์งาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ครั้งแรกในภาคอีสาน ชูความตระการตาของ สวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ สวนองค์กรไทย 16 สวน สวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน และไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พร้อมสถาปัตยกรรมอัตลักษณ์อีสานและการแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ตลอด 134 วัน ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ตั้งเป้าผู้เข้าชมกว่า 3.6 ล้านคน คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท

นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 นับเป็นเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทย และเป็นมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) โดยกรมวิชาการเกษตร ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดอุดรธานีและภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่จัดแสดง สวนนานาชาติ นิทรรศการ และสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด ‘ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน’ (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living)”โดยได้รับการตอบรับจากนานาประเทศและองค์กรนานาชาติที่เข้าร่วมจัดแสดง สวนนานาชาติรวม 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็น สวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และสวนนานาชาติภายในอาคาร 16 สวน พร้อมด้วย สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทย 16 สวน ซึ่งจะนำเสนอความงดงามของพืชพรรณ ศิลปะการจัดสวน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากนานาประเทศ ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความหลากหลายของพืชสวนจากทั่วโลกภายในงานเดียว”



หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด คือสวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน ที่รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกจำนวนหลายหมื่นต้น อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ สวนสนใบพาย ต้นกระบก ตาลโตนด ต้นรวงผึ้ง ราชพฤกษ์ ยี่เข่ง ตาลฟ้า และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีน ซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท พร้อมสร้างสีสันด้วย ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้น ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความงดงามของพืชพรรณที่หลากหลายในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ ยังมี นิทรรศการ 16 นิทรรศการ แบ่งเป็น นิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคาร 8 นิทรรศการ พร้อม การประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และกิจกรรมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว

สำหรับพื้นที่จัดงานกว่า 1,030 ไร่ ได้จัดเตรียมพื้นที่จัดแสดงและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับผู้เข้าชม โดยแบ่งออกเป็น 6 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร ให้บริการจำหน่ายบัตร ข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชม 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพรรณไม้ พร้อมอาคารสำคัญ เช่น เรือนอีสาน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น 3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วย อาคารเรือนกระจก สำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการ สำหรับจัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร โรงเรือนไม้ในร่ม ที่จัดแสดงไม้ประดับและกล้วยไม้ และ โรงเรือนจัดแสดงสวนพืชทะเลทราย ที่จัดแสดงพืชตระกูลแคคตัส 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ สวนกล้วยไม้ สวนบัว และนิทรรศการสวนคาร์บอนเครดิต และ 6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช ให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินกับความงดงามของธรรมชาติ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทางการเยี่ยมชม


อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สร้างความโดดเด่นให้กับมหกรรมครั้งนี้ คือ สถาปัตยกรรมที่ผสานอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานเข้ากับธรรมชาติ ผ่านการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ได้แก่ 1. อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและ “ข้อง” ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา 2. อาคารเฉลิมพระเกียรติ ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” พร้อมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” 3. อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน 4. อาคารเรือนกระจก ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เฮือนแฝด” ผสานการออกแบบร่วมสมัย เน้นความโปร่งโล่งและการถ่ายเทอากาศ และ 5. หมู่บ้านอีสาน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและความผูกพันของครอบครัวชาวอีสาน ผ่านการจำลองเรือนพื้นถิ่นดั้งเดิมรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด

นอกจากความงดงามของสวนและพรรณไม้แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมจัดแสดงพระราชกรณียกิจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อีกทั้งยังเตรียมสร้างสีสันตลอดการจัดงานด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ตลอด 134 วัน ณ “ลานตุ้มโฮม” รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ พร้อมชวนเลือกซื้อสินค้าและลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจาก “ตลาดชุมชนริมน้ำ” ที่รวบรวมร้านค้าท้องถิ่น 50 ร้าน หมุนเวียนจำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่

นางศศิญา กล่าวเพิ่มเติมว่า “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงนำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพืชพรรณจากทั่วโลก แต่ยังสะท้อนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรและขยะอย่างเป็นระบบ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง ISO 20121 และ ESG พร้อมการรับรอง Carbon Neutral Self-Declaration รวมถึงการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ Green City Conference เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเมืองสีเขียว ทั้งนี้ ภายหลังสิ้นสุดการจัดงาน ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวนและความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ศึกษาระบบนิเวศ และสวนสาธารณะ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนและส่งต่อมรดกด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี มอบหมายให้ นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมแถลงความพร้อมของจังหวัดในการต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก โดย นายณฐพล วิถี กล่าวว่า “จังหวัดอุดรธานีมีความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569’ ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการแสดงศักยภาพของจังหวัดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่สายตานานาชาติ โดยจังหวัดมีความพร้อมต้อนรับประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตลอด 134 วันของการจัดงาน ทั้งนี้ จังหวัดไม่ได้มองมหกรรมพืชสวนโลกเป็นเพียงงานจัดแสดงพืชสวนระดับนานาชาติ แต่เป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของจังหวัดในระยะยาว โดยมุ่งใช้มหกรรมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างการรับรู้อุดรธานีในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ เชื่อมโยงการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งในจังหวัดและภูมิภาค ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมไมซ์ เพื่อผลักดันจังหวัดอุดรธานีสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”


ขอเชิญประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมเปิดประสบการณ์ชมความงดงามของพืชพรรณจากทั่วโลก สัมผัสสวนนานาชาติ พรรณไม้หายาก นวัตกรรมการเกษตร และเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน ในงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์จำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน นอกจากนี้ ยังมีบัตรเข้าชมประเภทอื่น ๆ ได้แก่ บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.udonthaniexpo2026.com หรือ LINE Official Account: @organizer.udonexpo 

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569

โฮมโปรฉลอง 30 ปี ชวนเปิดโลกความสุขเรื่องบ้านสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “ONE DAY WITH FRIENDS”4 Exclusive Workshop กับ 4 เพื่อนคนดัง 4 สไตล์ความสุขเรื่องบ้าน – เปิดลงทะเบียน 1–11 พ.ย. 2569

 โฮมโปรฉลอง 30 ปี ชวนเปิดโลกความสุขเรื่องบ้านสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “ONE DAY WITH FRIENDS”4 Exclusive Workshop กับ 4 เพื่อนคนดัง 4 สไตล์ความสุขเรื่องบ้าน – เปิดลงทะเบียน 1–11 พ.ย. 2569

โฮมโปร ฉลองครบรอบ 30 ปี ในบทบาท “เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต” ของคนไทย ด้วยแคมเปญ “HomePro 30th Anniversary ONE DAY WITH FRIENDS” ชวนลูกค้ามาเปิดบ้านทำกิจกรรมใกล้ชิดกับ 4 เพื่อนคนดัง ผ่าน 4 Exclusive Workshop ใน 4 สไตล์ความสุขในบ้าน ทั้งสายแฟมิลี่ สายคุกกิ้ง สายฟิตเนส และสายไลฟ์สไตล์ฟีลกู้ด ระหว่างวันที่ 1–11 พฤศจิกายน 2569 ณ โฮมโปร 4 สาขา ได้แก่ สาขาเอกมัย-รามอินทรา, แฟชั่นไอส์แลนด์, สาขาพระราม 3 และสาขารังสิต เปิดให้สมาชิก HomeCard ลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ววันนี้ จำนวนจำกัด

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โฮมโปรเติบโตเคียงข้างบ้านของคนไทยมาในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่วันที่เริ่มสร้างบ้าน ตกแต่ง ไปจนถึงดูแลให้บ้านน่าอยู่ขึ้นในทุกวัน และในวาระครบ 3 ทศวรรษ โฮมโปรยังคงเดินหน้าในบทบาท “เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต” Home Lifetime Companion ผ่านแคมเปญ ONE DAY WITH FRIENDS ที่จัดขึ้นเพื่อฉลองร่วมกับลูกค้าในแบบที่เพื่อนทำให้กัน คือการชวนมาใช้เวลาด้วยกัน เปลี่ยนสาขาโฮมโปรให้เป็นเหมือนบ้านที่เปิดต้อนรับเพื่อนๆ มาทำกิจกรรมสนุกๆ ในบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการเฉลิมฉลอง


คุณอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “ตลอด 30 ปี โฮมโปรได้อยู่กับลูกค้าในหลายช่วงของชีวิต ตั้งแต่วันที่เริ่มมีบ้านหลังแรก จนถึงวันที่อยากปรับบ้านให้น่าอยู่ขึ้น ปีนี้เราจึงอยากฉลองด้วยการชวนลูกค้ามาใช้เวลาร่วมกันแบบเพื่อน ผ่านกิจกรรมที่ทุกคนในบ้านสนุกได้ และได้ความสุขกลับไปด้วยกัน”

4 สไตล์ความสุขในบ้านกับเพื่อนคนดัง

ความสุขในบ้านของแต่ละคนมีได้หลายรูปแบบ บางคนมีความสุขเมื่อได้ทำอาหารกับครอบครัว บางคนชอบเข้าครัวลองเมนูใหม่ บางคนได้พลังจากการออกกำลังกาย และบางคนชอบแต่งมุมเล็กๆ ในบ้านให้สวย โฮมโปรจึงคัดสรร 4 เวิร์กชอปใน 4 สไตล์ ให้ทุกคนในบ้านได้เลือกกิจกรรมที่ใช่ พร้อมจัดพื้นที่และอุปกรณ์ให้เหมาะกับแต่ละกิจกรรม ดังนี้

•    สายแฟมิลี่ อบอุ่น: กิ๊ก-พักตร์พิมล สุวรรณเพชร เจ้าของช่อง “กิ๊กอินเมกา” ครีเอเตอร์สาวไทยเจ้าของธุรกิจร้านพิซซ่าในอเมริกา ชวนลงมืออบพิซซ่าด้วยกันใน Workshop “Pizza อบความสุข สนุกยกบ้าน” วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14.00–15.00 น. ณ โฮมโปร สาขาเอกมัย-รามอินทรา

•    สายคุกกิ้ง สนุกสนาน: เชฟอิน-ณรงค์ฤทธิ์ แซ่ขอ เจ้าของช่อง “กำลังอิน” และร้านครัวบ้านอิน ชวนเข้าครัวทำเมนูมงคลรับวาระฉลองใน Workshop “ถุงทองทอด เมนูมงคลสุดอร่อย” 

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14.00–15.00 น. ณ โฮมโปร แฟชั่น ไอส์แลนด์

•    สายฟิตเนส พลังล้น: เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพและฟิตเนส ชวนขยับร่างกายเติมพลังใน Workshop “แอโรบิกสุดมัน ฟิตร่างให้สตรอง” วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา 16.30–18.30 น. ณ โฮมโปร สาขาพระราม 3

•    สายไลฟ์สไตล์ ฟีลกู้ด: โบว์-เมลดา สุศรี นักแสดงสาว ชวนเติมมุมสวยให้บ้าน ใน Workshop “จัดดอกไม้ เติมมู้ดบ้านให้สวย ฉลอง 30 ปี” วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14.00–15.00 น. ณ โฮมโปร สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

ในแต่ละเวิร์กชอป ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ลงมือทำจริงอย่างใกล้ชิดกับเพื่อนคนดัง ได้นำผลงานจากเวิร์กชอปทำอาหารและจัดดอกไม้กลับไปเติมความสุขที่บ้าน พร้อมรับของที่ระลึกฉลอง 30 ปีโฮมโปร และถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ขณะที่ลูกค้าที่มาใช้บริการสาขาในวันดังกล่าวก็สามารถร่วมสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองภายในสาขาไปพร้อมกันได้

คุณอุไรวรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราอยากให้ลูกค้ามาที่โฮมโปรแล้วรู้สึกเหมือนมาบ้านเพื่อน ได้ลงมือทำอะไรสนุกๆ ด้วยกัน และได้ไอเดียดีๆ กลับไปใช้ที่บ้านจริง กิจกรรมทั้ง 4 ครั้งนี้เป็นวิธีที่เราอยากบอกลูกค้าว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านของทุกคน”

ลงทะเบียนล่วงหน้า จำนวนจำกัด

สมาชิก HomeCard ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อร่วมเวิร์กชอปได้ที่ สแกน QR Code หรือ คลิกลิงก์ https://homepro-line.com/kol-registration ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ต.ค. 69 รับฟรี

•    คูปองลดแรง : ส่วนลดฟินๆ 500 บาท เอาไปช้อปสินค้าครบ 5,000 บาทขึ้นไป (แอบกระซิบว่าสิทธิ์มีจำกัด ช้าหมดอดน้า)

ล็อคคิวให้พร้อม แล้วมาฟิน มามันส์ ความสนุกรอคุณอยู่ แล้วเจอกัน!

**รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด**

HomePro 30th Anniversary ONE DAY WITH FRIENDS เป็นวันพิเศษที่โฮมโปรตั้งใจมอบให้ลูกค้าในฐานะเพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต ที่อยู่เคียงข้างตลอด 30 ปีที่ผ่านและพร้อมที่จะเดินเคียงข้างคนไทยไปตลอด 

ภายใต้ความตั้งใจ We Make a Better Living ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.homepro.co.th หรือ FB: HomePro Thailand

#HomePro30thAnniversary #โฮมโปรแจกจัดหนักมูลค่ารวม30ล้านบาท #OneDayWithHomePro #OneDayWithFriends #ฉลองใหญ่โฮมโปร30ปี #โฮมโปรฉลองใหญ่ครบรอบ30ปี#โฮมโปร #HomePro #HomeLifetimeCompanion #เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต #homepropr

‘กรมวิชาการเกษตร’ แจงปมจ้าง ปชส. พืชสวนโลกอุดร ยัน ‘กรมบัญชีกลาง‘ - หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้น ส่วนการขอเพิ่มงบฯ เป็นไปตามมาตรฐาน-ข้อเสนอของ AIPH

  ‘กรมวิชาการเกษตร’ แจงปมจ้าง ปชส. พืชสวนโลกอุดร ยัน ‘กรมบัญชีกลาง‘ - หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้น ส่วนการขอ...