วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง บก.ปอศ.บุกตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากลางกรุงฯ

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง บก.ปอศ.บุกตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากลางกรุงฯ

 




เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ลงตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าที่อาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในศูนย์การค้ากลางกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามผลและยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญและเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

 




นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) นำทีมโดย พลตำรวจตรีทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้ลงพื้นที่ตรวจเข้มการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ณ ศูนย์การค้า MBK Center เมื่อวันที่

18 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมลงพื้นที่กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในศูนย์การค้า MBK Center เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งกดดันไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ ที่อาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งติดตามผลและยกระดับการป้องกันไม่ให้ผู้ค้าที่เคยกระทำผิดกลับมาทำผิดซ้ำ

 


นางอรมน กล่าวว่า ในการตรวจติดตามครั้งนี้ ได้พบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหลายพันรายการ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ประเภทกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า น้ำหอม และสินค้าแฟชั่นที่เลียนแบบแบรนด์ดัง โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังการลงพื้นที่ได้มีการหารือกับศูนย์การค้า MBK Center ซึ่งพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการตรวจจับสินค้าละเมิดฯ อย่างเต็มที่ โดยจะยกเลิกสัญญาเช่ากับผู้กระทำความผิด และแจ้งว่าช่วงที่ผ่านมา MBK Center ได้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่กับผู้ค้าที่พบการจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ ไปแล้ว 49 สัญญา พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้เช่ารายใหม่ รวมทั้งจะจัดมาตรการตรวจสอบภายในศูนย์การค้าอย่างสม่ำเสมอ และรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และต่อต้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในพื้นที่ศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเข้าใจให้แก่ผู้ค้าในการทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย อันเป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

 


นางอรมน เสริมว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรมทรัพย์สินทางปัญญา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่น

ของไทยในการเดินหน้าใช้มาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง โดยจะลงพื้นที่ตรวจสอบเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงละเมิดฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวและย่านการค้าที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด และมุ่งขยายผลการจับกุมไปสู่การตรวจยึดโกดังและแหล่งเก็บสินค้า ตลอดจนกวดขันการนำสินค้าละเมิดผ่านเข้ามาในพรมแดนไทย เนื่องจากสินค้าละเมิดเกือบทั้งหมดไม่ได้ผลิตในไทย แต่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อสกัดและตัดวงจรสินค้าละเมิดฯ ไม่ให้เข้าสู่ตลาด และดำเนินการกับผู้กระทำผิดรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง

 


ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรอบด้าน กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้เพิ่มมาตรการกำกับดูแลพื้นที่ออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการตรวจติดตามและเฝ้าระวัง และร่วมมือกับแพลตฟอร์มในการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ โดยเร็ว เพื่อให้สามารถป้องกันและรับมือกับรูปแบบการละเมิดฯ ออนไลน์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจการค้า และส่งเสริมระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็งเอื้อต่อการลงทุนภายในประเทศ

 



กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและประชาชน ไม่ซื้อ ไม่ขายและไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดฯ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th

 

---------------------

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นสะพานบุญผู้มีจิตศรัทธา ส่งมอบขนมมงคล [ขนมจันอับ] 34,000 ห่อ แก่สถานสงเคราะห์เด็ก ผู้พิการและผู้ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและนครปฐม รวม 10 แห่ง

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นสะพานบุญผู้มีจิตศรัทธา ส่งมอบขนมมงคล [ขนมจันอับ] 34,000 ห่อ แก่สถานสงเคราะห์เด็ก ผู้พิการและผู้ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและนครปฐม รวม 10 แห่ง



วันนี้ (วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ส่งมอบขนมมงคล [ขนมจันอับ] ที่ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมทำบุญบริจาคให้กับสถานสงเคราะห์เด็ก ผู้พิการ และผู้ยากไร้ เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม และนนทบุรี รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ บ้านนนทภูมิ บ้านราชาวดี (ชาย) บ้านราชาวดี (หญิง) และสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนนทบุรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี  ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชาย บ้านอุเบกขา และมูลนิธิหลวงตาน้อย อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านปราณี อำเภอสามพราน ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดนครปฐม อำเภอเมือง และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนฯ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เป็นผู้รับมอบ รวมจำนวนขนมมงคล [ขนมจันอับ] ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นสะพานบุญผู้มีจิตศรัทธา แจกจ่ายให้กับสถานสงเคราะห์ผู้พิการและผู้ยากไร้เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ทั้งสิ้น 34,000 ห่อ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนบาท




สำหรับเทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประจำปี 2569 ที่ผ่านมา มีประชาชนจำนวนมากร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อเป็นสิริมงคลในเทศกาลปีใหม่จีน และ ทำบุญพะเก่ง (พะเก่ง คือ การจดชื่อสวดชัยมงคลคาถา เพื่อเสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา เสริมความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และ ครอบครัว) โดยเมื่อลงชื่อทำบุญพะเก่งแล้ว จะได้รับตั๋วขนม เพื่อแลกขนมมงคล [ขนมจันอับ หรือขนมเปี๊ยะ] นำไปไหว้พระ ไหว้เจ้า รับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือนำทำบุญทำทาน บริจาคขนมมงคลแก่ผู้ยากไร้ โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจะเป็นสะพานบุญส่งมอบขนมมงคลหลังจากจบเทศกาลตรุษจีนต่อไป มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ผู้มีจิตศรัทธาและครอบครัวทุกท่าน มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป



ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418, เว็บไซต์ www.pohtecktung.org ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต *

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเทรนด์สิทธิบัตร “เกษตรกรรม” เมื่อโลกปั่นป่วน พลิกเกมภาคเกษตรไทย–โลก​ ชูทิศทางเกษตรนวัตกรรม เพิ่มมูลค่า สอดรับกติกาความยั่งยืน

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเทรนด์สิทธิบัตร “เกษตรกรรม”  เมื่อโลกปั่นป่วน พลิกเกมภาคเกษตรไทย–โลก​ ชูทิศทางเกษตรนวัตกรรม เพิ่มมูลค่า สอดรับกติกาความยั่งยืน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยบทวิเคราะห์แนวโน้มสิทธิบัตรด้านเกษตรกรรมทั่วโลก พบว่าภาคเกษตรมีพัฒนาการทางเทคโนโลยีอย่างยาวนาน และกำลังก้าวสู่ยุค “เกษตรนวัตกรรม” ที่ผสานเทคโนโลยีเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และข้อมูลสารสนเทศ เพื่อบริหารจัดการการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า อันเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาเกษตรที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน พร้อมชี้ว่าไทยมีศักยภาพในการต่อยอดเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า เมื่อโลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประกอบกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาคการเกษตรกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ภาคการผลิตพื้นฐาน” ไปสู่ “อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเชิงลึก” (Deep Tech Agriculture) โดยเฉพาะในช่วง 50 ปีหลัง มีเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ได้รับการพัฒนามากกว่า 8 แสนรายการ และมีจำนวนสิทธิบัตรกว่า 1.17 ล้านฉบับ ซึ่งกว่า 80% เป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือและเครื่องจักรทางการเกษตร สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดย “นวัตกรรมเกษตร” กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรในอนาคต 



นางอรมน กล่าวว่า แนวโน้มสำคัญที่ปรากฏ คือการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรโดยผสานองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์เฉพาะทาง (Modern Agriculture) การใช้ระบบตรวจวัด เซนเซอร์ และเครื่องจักรอัตโนมัติ (Precision Agriculture) การใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อช่วยในการตัดสินใจและบริหารจัดการการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ (Smart Agriculture) ตลอดจนการปรับปรุงพันธุ์พืช สัตว์ และปัจจัยทางชีวภาพให้มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมและเสริมคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ (Biotech Agriculture) โดยปัจจุบันพบการเพิ่มขึ้นของนวัตกรรมที่มุ่งสู่การพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวทีระดับโลก ประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน ถือครองสิทธิบัตรมากที่สุดถึง 49.1% ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา (16.2%) ญี่ปุ่น (8.2%) เกาหลีใต้ (6.6%) และเยอรมนี (3.6%) ขณะที่ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนสิทธิบัตรสูง ได้แก่ อินเดีย (15 - 19% ต่อปี) ถือเป็นประเทศที่น่าจับตามอง เพราะมีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่องตลอดช่วง 8 ปีหลัง ตามด้วย จีน (9 - 10% ต่อปี) ที่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคเกษตรสู่ระบบอัตโนมัติและดิจิทัลมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดเทคโนโลยีด้านการเกษตรถือว่ายังอยู่ในระยะเติบโต และมีผู้เล่นหลากหลาย ตั้งแต่ผู้ผลิตอุปกรณ์การเกษตร หน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษา ตลอดจนสตาร์ทอัพ สะท้อนโอกาสที่ยังเปิดกว้างสำหรับ

ผู้เล่นรายใหม่ๆ ในอนาคต

อธิบดีอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีกลุ่มย่อยในอุตสาหกรรมเกษตรมีการพัฒนาใน 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบหรือเครื่องมือเฉพาะทาง (Other Special Machine) เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งแม้ว่าสิทธิบัตรดังกล่าวจะมีสัดส่วนลดน้อยลง แต่ยังถือว่าเป็นสาขาหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านเกษตรอัจฉริยะ ผู้เล่นสำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ Iseki, Kubota และ Mitsubishi Mach โดยมีตัวอย่างเทคโนโลยีที่น่าสนใจ อาทิ เทคโนโลยีเชื่อมโยงระบบต่างๆ ในโรงเรือน ทำหน้าที่ควบคุมการประหยัดพลังงาน ควบคุมปริมาณความชื้นให้สามารถยืดอายุของผลิตภัณฑ์และลดความเสียหายจากเชื้อโรคและศัตรูพืช เทคโนโลยีสร้างโพรไบโอติกสำหรับเลี้ยงสัตว์ปีกให้โตเร็วและมีสัดส่วนของเนื้อมากขึ้น เป็นต้น 2) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการบริหารจัดการการเกษตร (IT Methods for Management) ทั้งการใช้งานคอมพิวเตอร์ ระบบควบคุม และเทคโนโลยีการวัด ซึ่งมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ผู้เล่นสำคัญ ได้แก่ Microsoft, IBM และ Google โดยมีตัวอย่างเทคโนโลยีที่น่าสนใจ อาทิ เทคโนโลยีช่วยในการตัดสินใจในการทำเกษตร โดยรวบรวมข้อมูลลักษณะความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพภูมิอากาศ 

การคาดการณ์ปริมาณน้ำ ศัตรูพืช ตลอดจนความต้องการของตลาดในพื้นที่ เพื่อแนะนำเกษตรกรในการเพาะปลูกพืชให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุด เป็นต้น 


สำหรับประเทศไทย มีจุดแข็งสำคัญคือ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการทำเกษตร อย่างไรก็ตาม โครงสร้างผู้ถือครองสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีการเกษตรส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศที่มีศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา ดังนั้น แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรของไทยจึงควรมุ่งเน้นการต่อยอดเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ มากกว่าการมุ่งวิจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ซึ่งการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ในหลายด้านจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านปริมาณและคุณภาพของสินค้าเกษตรกรรมไทย อาทิ การใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำสำหรับการเพาะปลูก การใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพิ่มความทนทานของพืชและลดต้นทุนการผลิต รวมถึงระบบปลูกพืชที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ การผลักดันเทคโนโลยีเกษตรสู่เชิงพาณิชย์จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การขยายขอบเขตการใช้งานในวงกว้าง (Scalability) การเข้าถึงเทคโนโลยี (Accessibility) และความคุ้มค่าในการลงทุน (Benefits) รวมทั้งการส่งเสริมภาคบริการที่ทำหน้าที่เป็นผู้บูรณาการเทคโนโลยี (Technology Integrator) เพื่อเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับภาคเกษตรและตลาดจริง

ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์คำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านเกษตรกรรมที่ยื่นจดทะเบียนในประเทศไทยในช่วง 5 ปีหลัง (2564 – 2568) พบว่า มีคำขอรวม 2,806 คำขอ แบ่งเป็นคำขอรับสิทธิบัตร 1,607 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 1,199 คำขอ แนวโน้มสำคัญที่ปรากฏ คือการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่ผสานองค์ความรู้หลากหลายสาขา โดยเฉพาะการนำข้อมูล (Data-Driven Agriculture) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนวัตกรรมการเกษตรของโลกในปัจจุบัน โดยหมวดเทคโนโลยีที่มีการยื่นคำขอมากที่สุด 

5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์ดูแลพืช สารกำจัดศัตรูพืช สารป้องกันเชื้อรา และสารฆ่าเชื้อ 2) เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์และการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ 3) เครื่องมือ เครื่องจักร และการเตรียมดินเพื่อการเกษตรและป่าไม้ 4) เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวผลผลิต และ 5) เทคโนโลยีการเพาะปลูกและการทำสวน 


ทั้งนี้ สำหรับโครงสร้างผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในไทย พบว่า เป็นผู้ยื่นต่างชาติ 1,436 คำขอ (51.17%) และผู้ยื่นคนไทย 1,370 คำขอ (48.82%) โดยในส่วนของสิทธิบัตร ผู้ยื่นต่างชาติ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) คูโบต้า คอร์เปอเรชั่น 2) ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี และ 3) ยูพีแอล ลิมิเต็ด ขณะที่ผู้ยื่นไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 2) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 3) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในส่วนของอนุสิทธิบัตร ผู้ยื่นไทยที่โดดเด่น ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยบูรพา ขณะที่ต่างประเทศยังคงมีบริษัทเทคโนโลยีเกษตรระดับโลกเข้ามายื่นคำขออย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญของเทคโนโลยีเกษตร ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีศัยกภาพในการพัฒนานวัตกรรม


กรมทรัพย์สินทางปัญญาเห็นว่า การที่สัดส่วนผู้ยื่นคำขอไทยใกล้เคียงต่างชาติ แสดงให้เห็นศักยภาพของนักวิจัยและสถาบันการศึกษาไทย ในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง หากสามารถผลักดันการต่อยอดจากงานวิจัยสู่ธุรกิจได้มากขึ้น จะช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต โดยระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาจะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ (วิจัย) กลางน้ำ (พัฒนาเทคโนโลยี) ไปจนถึงปลายน้ำ (เชิงพาณิชย์) ช่วยให้ไทยสามารถวางแผนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเกษตรของภูมิภาค สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับภาคเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน


ทั้งนี้ กรมฯ เตรียมจัดงาน IP Fair มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาสู่โอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีการเกษตร สุขภาพ และอาหาร เป็นต้น ในเดือนสิงหาคม ศกนี้ เพื่อส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผลงานวิจัยและผู้ประกอบการที่จะนำงานวิจัยไปขยายผลในเชิงพาณิชย์

 

--------------------------------


วว. พัฒนาปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

 วว. พัฒนาปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดย  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) วิจัยและพัฒนา “ปุ๋ยอัดแท่ง...ละลายช้า” เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร (ซังข้าวโพด) พร้อมใช้ประโยชน์จากยางพาราในการเคลือบผลิตภัณฑ์ปุ๋ย...เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการปลดปล่อยธาตุอาหาร  เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาชีพ เพิ่มมิติความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การเกษตร หรือทำเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ที่มั่นคง  เสริมแกร่งเศรษฐกิจครัวเรือน ธุรกิจ และภาพรวมของประเทศในสถานการณ์ที่มีภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ทั้งนี้ วว. มีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปุ๋ยที่หลากหลาย มีประสิทธิภาพบำรุงผลผลิตการเกษตรและรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP


#ปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า #เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร #ยางพารา

#เศรษฐกิจ #วทน #สร้างเงิน #สร้างรายได้ 

#สิ่งแวดล้อม #ปุ๋ย #เกษตร #ผลผลิต

#อว #วว. #TISTR


นาโนเทค สวทช. จับมือ วศ. ดันมาตรฐานด้านนวัตกรรม “ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ”นำร่อง “ChemSense” สนองความต้องการตลาด ด้านคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม

 นาโนเทค สวทช. จับมือ วศ. ดันมาตรฐานด้านนวัตกรรม “ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ”นำร่อง “ChemSense” สนองความต้องการตลาด ด้านคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ร่วมผลักดันมาตรฐานให้นวัตกรรมไทย ในกลุ่มชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำและสิ่งแวดล้อมที่มีความต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเลือก "ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense" ของนาโนเทค สวทช. เป็นต้นแบบการจัดทำร่างมาตรฐานและข้อกำหนดคุณลักษณะของชุดทดสอบปริมาณโลหะหนักในน้ำ นำร่องที่ "ชุดตรวจแมงกานีสในน้ำ" ภายในปี 2569 ก่อนขยายสู่การจัดทำข้อกำหนดในชุดตรวจอื่น ๆ ในกลุ่ม ChemSense อาทิ เหล็ก ฟลูออไรด์ ทองแดง รวมถึง M Sense ชุดตรวจโลหะหนักปนเปื้อนในน้ำ หวังสร้างความเชื่อมั่นให้ผลงานนวัตกรรมไทย เปิดโอกาสให้นวัตกรรมไทยใช้ได้จริง ด้วยมีมาตรฐานสากลและเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีการค้าโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

ดร.วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน (RMNS) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช.  กล่าวว่า การตรวจสอบคุณภาพน้ำมีข้อจำกัดเรื่องของต้นทุน ระยะเวลารอผล และความสะดวก ทำให้ในหลายพื้นที่มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำเฉลี่ยเพียงปีละ 1 ครั้งตามกฎหมายกำหนดเท่านั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอ เพราะคุณภาพของน้ำจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล รวมถึงการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นโจทย์วิจัยของนาโนเทค นำไปสู่การวิจัยและพัฒนา ‘ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense’ ชุดตรวจโลหะและสารเคมีปนเปื้อนในน้ำ อาทิ แมงกานีส  ทองแดง เหล็ก ฟลูออไรด์ นอกจากนี้ ยังร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาอุปกรณ์เสริม ‘DuoEye Reader’  ซึ่งเป็นอุปกรณ์ IoT (Internet of Things)  สำหรับประมวลผลปริมาณโลหะปนเปื้อนในน้ำที่แจ้งผลแบบ Real time

“ชุดตรวจ ChemSense ถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย เพียงเก็บตัวอย่างน้ำมาใส่ในขวดทดลองตามปริมาณที่กำหนด เติมน้ำยาทดสอบลงในขวดแล้วรอเวลา 1-3 นาที ก็สามารถรู้ผลได้ ช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม และเป็นเครื่องมือให้ประชาชนใช้ติดตามการปนเปื้อนของโลหะหนักด้วยตนเอง ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าวมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรหลายรายการ และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี และได้รับการรับรองความถูกต้องแม่นยำในการตรวจวัดจากสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ แต่สิ่งที่เป็นคอขวดในการขยายผลงานวิจัยคือ การสร้างการยอมรับ และการขอรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดช่องว่างระหว่างการสร้างนวัตกรรมกับการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เราคาดหวังว่า ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยที่มีมาตรฐานสากล จะสามารถเข้าถึงและเติบโตในเวทีการค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.วีรกัญญา ชี้

ความท้าทายนี้เป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างนาโนเทคและ วศ. โดย ดร.อรวรรณ ปิ่นประยูร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า วศ. เป็นหนึ่งในองค์กรกําหนดมาตรฐาน (Standards Developing Organizations, SDOs) ที่ดูแลการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมตามมาตรฐานสากล เป้าหมายหนึ่งคือ ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยให้มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยไทยในเชิงพาณิชย์ต่อไป เมื่อมีงานวิจัย เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น การจัดทำมาตรฐานรับรองก็ต้องเร่งขยับตาม

ไทยต้องการมาตรฐานอีกมาก โดยเฉพาะมาตรฐานสำหรับนวัตกรรม จึงเกิดเป็นกลไก SDO ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสามารถทำมาตรฐานในด้านที่ตนมีความเชี่ยวชาญได้ วศ. ก็เช่นกัน โดยล่าสุด เราได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. ในการจัดทำมาตรฐานด้านนวัตกรรม ที่แตกต่างจากมาตรฐานเดิม อาทิ มอก. ที่มุ่งเน้นมิติของการค้า แต่เราต้องการมาตรฐานที่ตอบโจทย์นวัตกรรมคือ มีฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมกับความต้องการของตลาด ที่สำคัญคือ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วให้ทันกับความก้าวหน้าของนวัตกรรม” ดร.อรวรรณชี้




ชุดตรวจ ChemSense ของนาโนเทค ถูกเลือกมาเป็นต้นแบบในการทำข้อกำหนดคุณลักษณะสำหรับมาตรฐานชุดตรวจ โดยเริ่มจากชุดตรวจไอออนแมงกานีสในน้ำ ดร.อรวรรณ เผยว่า เราคัดเลือกจากนวัตกรรมชุดตรวจของนาโนเทค สวทช. ที่มีความพร้อมและมีกระบวนการที่ชัดเจน สำหรับเป็นต้นแบบในการทำข้อกำหนดคุณลักษณะ ที่สำคัญ ชุดตรวจ ChemSense เป็นชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำที่มีความต้องการใช้งานอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งหากมีมาตรฐานที่ชัดเจน จะเป็นแรงผลักดันให้นวัตกรรมไทยสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงในด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม


สำหรับมาตรฐานชุดตรวจไอออนแมงกานีสในน้ำ ปัจจุบัน กำหนดคุณลักษณะแล้วและอยู่ระหว่างจัดทำประชาพิจารณ์ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้ และจะขยายไปในกลุ่มชุดตรวจอื่น ๆ ของ ChemSense ไม่ว่าจะเป็น ทองแดง เหล็ก ฟลูออไรด์ รวมถึงเดินหน้าจัดทำมาตรฐานสำหรับชุดตรวจโลหะหนักในน้ำ หรือ M Sense ต่อไป


กรมการศาสนา ผนึกกำลังผู้นำ 3 ศาสนา ณ เขตบางรัก กทม. ต่อยอดความสำเร็จชุมชนศาสนิกสัมพันธ์* จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการ “ทิศทางการพัฒนาชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ให้ยั่งยืน” มุ่งสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม เข้มแข็ง*

 กรมการศาสนา ผนึกกำลังผู้นำ 3 ศาสนา ณ เขตบางรัก กทม. ต่อยอดความสำเร็จชุมชนศาสนิกสัมพันธ์* จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการ “ทิศทางการพัฒนาชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ให้ยั่งยืน” มุ่งสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม เข้มแข็ง*

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพหุวัฒนธรรม ต่อจากกิจกรรม “เปิดบ้านชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ 3 ศาสนา” ในพื้นที่เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมการศาสนาได้ร่วมกับวัดม่วงแค มัสยิดฮารูณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมเปิดบ้านชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ 3 ศาสนา และมีภาคีเครือข่ายทางศาสนา หน่วยงานในพื้นที่ และผู้สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศพหุวัฒนธรรมที่งดงาม ซึ่งความโดดเด่นของชุมชนศาสนิกสัมพันธ์แห่งนี้ที่มีรากฐานจากการยังคงดำรงรักษา สืบสาน และต่อยอดอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของตนไว้อย่างมั่นคง รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็งที่ผู้คนในชุมชนแม้มีความแตกต่างหลายด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่แต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวและสงบสุข 

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการพัฒนาต่อยอดความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมเปิดบ้านชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ที่ผ่านมา รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้มีการขับเคลื่อนชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมการศาสนาได้ร่วมมือกับวัดม่วงแค มัสยิดฮารูณ และอาสนวิหารอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ตลอดจนหน่วยงานองค์กรภาคีเครือข่าย กำหนดจัดกิจกรรมเสวนาศาสนิกสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 ณ มัสยิดฮารูณ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมเสวนาศาสนิกสัมพันธ์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทิศทางการพัฒนาชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ให้ยั่งยืน” และ “การขับเคลื่อนงานด้านศาสนิกสัมพันธ์ Harmony Circle” โดยเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิดเห็นผ่านมุมมองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านศาสนิกสัมพันธ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งกรมการศาสนามุ่งหวังให้ชุมชนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของศาสนิกชนทุกศาสนา อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาเครือข่ายศาสนิกสัมพันธ์ในการขับเคลื่อนงานเพื่อให้สังคมเกิดความสันติสุขอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน 

ในส่วนของวิทยากรที่ร่วมเสวนาในครั้งนี้ คือ พระครูอนุสิฐวัชรธรรม เจ้าอาวาสวัดม่วงแค นายธนารัช วัชระพิสุทธิ์ อิหม่ามประจำมัสยิดฮารูณ บาทหลวงอดิศักดิ์ สมแสงสรวง เจ้าวัดอาสนวิหารอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นผู้นำศาสนสถานทั้ง 3 แห่งในชุมชน พร้อมด้วย นางพรพัน วัฒนสินธุ์ ผู้อำนวยการเขตบางรัก หัวหน้าส่วนราชการกำกับดูแลพื้นที่เขตบางรัก และนางปิ่นทอง วงษ์สกุล ประธานชุมชนกุฎีจีน ชุมชน “3 ศาสนา 4 ความเชื่อ” 

ในย่านธนบุรี ที่เป็นชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ต้นแบบด้านการสานสัมพันธ์ทางศาสนาและการจัดการชุมชนสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ที่เข้มแข็งบนฐานของสังคมพหุวัฒนธรรม นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ นิทรรศการศาสนิกสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการนำเสนอกิจกรรมร่วมกันผู้นำศาสนา 3 ศาสนาและศาสนิกชนภายในชุมชน การสาธิตและจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชน 3 ศาสนา เช่น สาธิตการทำซาโมซา การทำขนมไทย และขนมเกชาดัส รวมทั้งการแสดงทางวัฒนธรรมของเยาวชนทั้ง 3 ศาสนา และมีการนำชมวิถีชุมชนพหุวัฒนธรรม


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมเสวนาศาสนิกสัมพันธ์” ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนในย่านบางรักให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการบูรณาการร่วมกันระหว่างองค์การทางศาสนา ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรภาคีเครือข่าย ในพื้นที่ เพื่อยกระดับพื้นที่ชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสังคมพหุวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย รวมไปถึงการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนาและศาสนิกชน อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุขและยั่งยืนสืบไป...



องค์การจัดการน้ำเสีย จับมือ องค์การตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเสีย ชูโมเดล “ตลาดสะอาด สิ่งแวดล้อมดี” มุ่งสู่ความยั่งยืน

 องค์การจัดการน้ำเสีย จับมือ องค์การตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเสีย ชูโมเดล “ตลาดสะอาด สิ่งแวดล้อมดี” มุ่งสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) และ องค์การตลาด (อต.) สองรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญ เดินหน้า บูรณาการเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับระบบบำบัดน้ำเสียในตลาดสาธารณะทั่วประเทศ มุ่งเป้าสร้าง "ตลาดต้นแบบ" ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การจัดการเมืองยั่งยืน

นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย เปิดเผยภายหลังพิธีลงนาม ณ ห้องประชุมองค์การจัดการน้ำเสีย ชั้น 23 อาคารเล้าเป้งง้วน 1 ว่า ปัญหามลพิษทางน้ำเป็นประเด็นเร่งด่วนที่กระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนโดยตรง ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อจน. มีพันธกิจในการเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำใส เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน "ตลาดไม่ใช่แค่ที่ซื้อขายของ แต่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจและสังคมเมือง การร่วมมือกับองค์การตลาดในครั้งนี้ คือการนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และการจัดการน้ำเสียมาใช้ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนโฉมตลาดไทยให้เป็น 'ตลาดสะอาด สิ่งแวดล้อมดี' ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม" นายชีระ กล่าว


นายบูรณิศ ยุกตะนันทน์ ผู้อำนวยการองค์การตลาด ระบุว่า ความร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดสาธารณะในสังกัด ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญ ให้มีระบบสุขาภิบาลที่ทันสมัย ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของทั้งผู้ค้าและผู้บริโภค พร้อมลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแหล่งน้ำสาธารณะในระยะยาวอย่างยั่งยืน


สำหรับการผนึกกำลังของสองรัฐวิสาหกิจในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการบูรณาการทรัพยากรภาครัฐ เพื่อร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ตามนโยบายบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ของกระทรวงมหาดไทย


กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง บก.ปอศ.บุกตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากลางกรุงฯ

  กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง บก.ปอศ.บุกตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากลางกรุงฯ   เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569  กรมทรัพย์สินทา...