วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สกศ. ผนึกกำลังสถาบันชั้นนำ แนะนำเส้นทางวิชาชีพ “การศึกษาเฉพาะทาง” ดึงระบบ ISTEd จัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษาไทย

 สกศ. ผนึกกำลังสถาบันชั้นนำ แนะนำเส้นทางวิชาชีพ “การศึกษาเฉพาะทาง” ดึงระบบ ISTEd จัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษาไทย


วันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2569 นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาเครือข่ายข้อมูลการศึกษาเฉพาะทาง : เปิดประตูสร้างฝัน สู่เส้นทางวิชาชีพการศึกษาเฉพาะทาง โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานที่จัดการศึกษาเฉพาะทาง ได้แก่ กลุ่มการศึกษาวิชาชีพเฉพาะทาง กลุ่มวิชาชีพทหาร ตำรวจ และกลุ่มวิชาชีพแพทย์ พยาบาล พร้อมด้วย ครู บุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุม ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ แบงค็อก กรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook “สภาการศึกษา” 

พลโท ทองคำ ชุมพล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก บรรยายเรื่อง “การศึกษาเฉพาะทางต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย”เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยงานที่จัดการศึกษาเฉพาะทาง รวมถึงกลไกการรับรองมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาผ่านความร่วมมือกับ ศธ. อว. และสภาวิชาชีพต่าง ๆ พร้อมตัวอย่างการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหม มีหน่วยงานดูแลสถานศึกษาในกำกับของตนเอง คือ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ หัวใจสำคัญคือหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” โดยเฉพาะการก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ต้องนำมาปรับใช้ในหลักสูตรการสอน เช่น การสอนบินโดรนหรือทักษะดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อให้การผลิตกำลังพลเฉพาะทางของไทยมีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากลและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

การจัดการศึกษาเฉพาะทางในประเทศไทยสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 21 ระบุว่า “กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐอาจจัดการศึกษาเฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงานนั้น โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานของชาติ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง” และกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาเฉพาะทาง พ.ศ. 2547 เป็นการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากการจัดการศึกษาในหลักสูตรปกติทั่วไป โดยมุ่งผลิตบุคลากรที่มีความรู้และทักษะวิชาชีพเฉพาะทางตามความต้องการของหน่วยงาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนผ่านหลักสูตร ม.ปลายหรือเทียบเท่า หลังม.ปลายหรือเทียบเท่าที่ไม่ใช่อุดมศึกษา อนุปริญญา และปริญญาตรี รวมถึงมีการใช้บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเฉพาะมาถ่ายทอดความรู้ เพื่อบ่มเพาะผู้เรียนให้มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของหน่วยงานและพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

การอภิปราย 3 กลุ่มสายงาน ได้แก่ 1) กลุ่มการศึกษาวิชาชีพเฉพาะทาง : โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ มุ่งผลิตบุคลากรผู้ชำนาญการในระดับปฏิบัติการรองรับอุตสาหกรรมขนส่งทางรางไทย ในหลักสูตรระดับ ปวส. 5 สาขาวิชา ได้แก่ ช่างเครื่องกล ช่างเทคนิคไฟฟ้ารถจักรและล้อเลื่อน ช่างอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ช่างโยธา และการจัดการเดินรถ 2) กลุ่มการศึกษาวิชาชีพทหาร ตำรวจ : เน้นระเบียบวินัยควบคู่กับวิชาการ เมื่อสำเร็จการศึกษาได้รับพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรตามสาขาวิชา พร้อมบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตร ยศร้อยตรี/เรือตรี/เรืออากาศตรี/ร้อยตำรวจตรี และได้รับเบี้ยเลี้ยงระหว่างการศึกษา 3) กลุ่มการศึกษาวิชาชีพแพทย์ พยาบาล: สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เปิดรับนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาสภากาชาดไทยให้แก่ผู้ผ่านการคัดเลือกทุกคน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาสู่สังคมไทย 





สกศ. ขอแนะนำแพลตฟอร์มระบบบริหารจัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษา สำหรับลงทะเบียนจัดเก็บข้อมูลสถิติการศึกษาเฉพาะทางคือ ISTEd : Information System for Thailand Education ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลด้านการศึกษาของหน่วยจัดการศึกษาในประเทศไทย ประกอบด้วยตัวชี้วัดทางการศึกษา ได้แก่ การประเมินคุณภาพการศึกษา คุณภาพการศึกษา ดัชนีการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากร โดยมุ่งหวังให้เป็นข้อมูลในการวางแผนการศึกษาของประเทศไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาหรือ SDG 4 ในการสร้างหลักประกันให้การศึกษามีคุณภาพอย่างครอบคลุมและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน (แพลตฟอร์ม ISTEd >> https:// isted.onec.go.th)


วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

สกศ.ยกระดับทักษะแห่งอนาคตเด็กไทย จัดกิจกรรม“Pop the Card : ระเบิดไอเดียการสอน สร้างห้องเรียนสุดสร้างสรรค์” ผ่านบอร์ดเกม

 สกศ.ยกระดับทักษะแห่งอนาคตเด็กไทย จัดกิจกรรม“Pop the Card : ระเบิดไอเดียการสอน สร้างห้องเรียนสุดสร้างสรรค์” ผ่านบอร์ดเกม

วันที่ 30 เมษายน 2569  ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา เป็นประธานเปิดกิจกรรม POP the Class : ระเบิดไอเดียการสอน สร้างห้องเรียนสุดสร้างสรรค์ โดยมีวิทยากรจากทีม Spark JOY และมีผู้ทรงคุณวุฒิ ดร. รังสรรค์ มณีเล็กอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมด้านการศึกษา สกศ. เข้าร่วมกิจกรรม ผู้เข้ารับการอบรม ได้แก่ ครูผู้สอน 59 คนที่ได้คัดเลือกจากแผนการสอนที่เข้มข้นจากทั่วประเทศทั้ง 6 สังกัด ได้แก่ สพฐ. สถ. สช. สกร. สอศ. และ อว. เข้าร่วมเวิร์คชอปต่อยอดงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริงในชั้นเรียน ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ




ดร.รุ่งนภา กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้มาจากรากฐานงานวิจัยระดับชาติเรื่อง “ทักษะแห่งอนาคต” โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้นำเสนอชุดทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนไทยและผ่านมติเห็นชอบจากคณะกรรมการสภาการศึกษาในระดับชาติมาแล้ว โดยมุ่งเน้นที่ทักษะสำคัญ 3 ด้าน คือ ความคิดสร้างสรรค์ Creative Thinking ความฉลาดรู้ Literacy และความฉลาดรู้ทางดิจิทัล Digital Literacy หัวใจหลักของกิจกรรมคือ การใช้แนวคิดบอร์ดเกมที่เรียกว่า “สตอรี่ป๊อป” (Story Pop) มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ โดยระยะแรกคุณครูทั้ง 59 ท่าน จะได้ทดลองใช้เครื่องมือจริง สัมผัส Mock-up การ์ดเกมที่ผ่านการทดสอบกับเด็กและนักวิชาการ จะได้นำไปปรับใช้ตามบริบท เรียนรู้วิธีการปรับเปลี่ยนเกมให้เข้ากับข้อจำกัดและแผนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละห้องเรียน คุณครูจะระเบิดไอเดียร่วมกัน และออกแบบวิธีการสอนที่ทำให้การเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป สำหรับก้าวต่อไปจะมีการรับอาสาสมัครทดลองใช้เครื่องมือในห้องเรียนจริงของคุณครูกับกลุ่มผู้เรียน (Field Test) โดยจะมีคู่มือและการประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนว่าบอร์ดเกมชุดนี้สามารถช่วยพัฒนาทักษะทั้ง 3 ด้านได้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงทักษะบอร์ดเกมเข้ากับโลกดิจิทัล เป้าหมายคือการเห็นความก้าวหน้าของลูกศิษย์ ผ่านการเรียนรู้ที่สนุกและจับต้องได้


นายสุภเกียรติ คุ้มหอยกัน ทีม Spark JOY กล่าวว่า การสร้างพื้นที่ปลอดภัย Safe Zone ครูต้องทำให้เด็กกล้าที่จะบอกว่าตัวเองไม่รู้และกล้าถามเพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกัน และพลังแห่งความเงียบ (Wait Time) ครูอดทนรอให้เด็กได้ใช้ความคิดและกระตุ้นให้เกิดการตั้งข้อสังเกต ไม่ปิดกั้นความสงสัย เพื่อให้ความสงสัยนำไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ นอกจากนี้ การออกแบบห้องเรียนที่เน้นความสนุกจะสร้างความสุขให้ทั้งครูและผู้เรียนร่วมกัน ครูเป็นผู้ออกแบบกระบวนการ แต่ต้องให้เด็กได้รู้สึกเป็นเจ้าของการเรียนรู้ ต้องสร้างความสัมพันธ์ การตอบสนองต่อคำถามช่วยต่อยอดไอเดียและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีสามารถต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ให้กับผู้เรียนได้ทันที ดังนั้น ห้องเรียนที่มีชีวิตชีวาเกิดจากความตั้งใจของครูในการสร้างพื้นที่ให้เด็กกล้าเป็นตัวของตัวเอง และห้องเรียนนั้นจะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สนุกและมีชีวิตชีวาได้อย่างแท้จริง

กิจกรรมภาคบ่าย กิจกรรม Storytelling Game “Story POP” การเล่าเรื่องเชิงสร้างสรรค์การผสมผสานระหว่าง Game-Based Learning ใช้เกมเป็นเครื่องมือ และ Gamification ใช้กลไกเกมเพื่อจูงใจให้ปรับพฤติกรรม เช่น การสะสมแต้มและลำดับที่เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม โดยมีอุปกรณ์การเล่น การ์ดสถานการณ์ POP Card  การ์ด

ธีมการเล่า การ์ดลำดับ การ์ดเปล่าประเภทต่าง ๆ สำหรับสร้างสรรค์ได้เอง และเหรียญคะแนน สำหรับใช้โหวต ใช้เวลาเล่น 20 นาทีต่อรอบ ขั้นตอนจะแจกการ์ดสัญลักษณ์ให้ผู้เล่นคนละ 5 ใบ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการเล่าเรื่อง และเหรียญคะแนนคนละ 4 เหรียญตามจำนวนรอบ วิธีการเล่นจะเปิดสถานการณ์ 1 ใบ เพื่อให้ทุกคนเห็นโจทย์เดียวกัน จะมีช่วงเวลาสร้างสรรค์ให้ผู้เล่นแต่ละคนเลือกการ์ดในมือ 1 ใบ เพื่อเตรียมเล่าเรื่องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ได้รับมากที่สุด มีกลไก Gamification เรื่อง Time Pressure และลำดับเรื่องราวเมื่อหมดเวลา ให้ทุกคนหยิบการ์ดเพื่อดูว่าใครจะได้เล่าก่อน-หลัง การตัดสินมาจากการลงคะแนน เมื่อเล่าครบแล้วให้ทุกคนโหวต และมอบเหรียญคะแนนให้แก่เรื่องราวที่ประทับใจที่สุด ดังนั้น สรุปผลและถอดบทเรียน (Reflect & Debrief) ข้อคิดสำหรับคุณครู หัวใจของเกมนี้ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่คือการฝึกความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสาร ผ่านกลไกเกม  ลำดับ และคะแนน จะเป็นตัวช่วยลดความเขินอาย จะทำให้เด็ก ๆ ได้กล้าปล่อยไอเดียออกมาได้เต็มที่

สำหรับกิจกรรมจะเป็นการฝึกทักษะการเป็นครูโค้ชพัฒนาห้องเรียนสุดสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรม Coaching teacher Simulation, Grow Model, Active Listening, The Power of Question, สร้างแผนการประยุกต์ใช้บอร์ดเกม Story POP เพื่อนำไปปรับใช้ในห้องเรียน เป็นต้น  


กรมพัฒน์ จับมือ TWI ยกระดับแรงงานช่างเชื่อมสู่มาตรฐานสากล ป้อนอุตสาหกรรมรายได้สูง

 กรมพัฒน์ จับมือ TWI ยกระดับแรงงานช่างเชื่อมสู่มาตรฐานสากล ป้อนอุตสาหกรรมรายได้สูง

วันที่ 30 เมษายน 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมด้วย นายสท้านภพ  อ่ำสุพรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพให้แก่กำลังแรงงานสาขาเทคโนโลยีการเชื่อมและการตรวจสอบมาตรฐานสากล ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด โดยมีนายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายณรงค์ฤทธิ์  พิเชษฐพงศ์นิมิต รักษาการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน นอกจากนี้ยังมีคุณทากาซาวะ ไทชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไทย นิป สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด คุณวิรัช ตันติวิภา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบริษัทไทย นิป สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน บริษัทไทย นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ภาคีเครือข่าย ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายสมาสภ์  ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างอาคาร สะพาน โรงงานอุตสาหกรรม หรือระบบสาธารณูปโภค ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของช่างเชื่อมเป็นสำคัญ ดังนั้น การยกระดับฝีมือแรงงานให้ได้มาตรฐานสากลจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน โดยสอดคล้องกับบทบาทของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการพัฒนาทักษะแรงงานทั้งก่อนและระหว่างการทำงาน ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม ซึ่งเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเชื่อมในระดับภูมิภาคอาเซียน และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสู่การเป็นหน่วยรับรองมาตรฐานสากลตามมาตรฐาน ISO 17024 และ ISO 17025 ด้านบริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมและการรับรองมาตรฐานวิศวกรรมการเชื่อมในระดับสากล อาทิ มาตรฐาน BGAS-CSWIP จาก The Welding Institute (TWI) ประเทศสหราชอาณาจักร และมาตรฐาน AWS โดยมีเป้าหมายในการพัฒนากำลังแรงงานเพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมีการสนับสนุนงบประมาณด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงานปีละประมาณ 40 ล้านบาท  โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาบุคลากรฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในหลักสูตรผู้ตรวจสอบงานเชื่อม และได้รับการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ รวมถึงจัดฝึกอบรมหลักสูตรการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือชิ้นงานเหล็กท่อต่อชนตามมาตรฐานสากล (SMAW) ระดับ 6G อีกทั้งยังมีการดำเนินการนำร่องฝึกอบรม และมีผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานช่างเชื่อม (WQT) ได้รับวุฒิบัตร จำนวน 16 คน นอกจากนี้ในเรื่องของการพัฒนาทักษะด้านภาษา ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับช่างเชื่อม เพื่อเป็นการยกระดับทักษะของตนเอง ทำให้มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศได้ ซึ่งหากต้องการพัฒนาทักษะด้านภาษาสามารถเข้ารับการฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นอกจากพิธีลงนามแล้ว ยังมีพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือชิ้นงานเหล็กท่อต่อชนตามมาตรฐานสากล 6G จำนวน 16 คน พร้อมพิธีส่งมอบผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรช่างเชื่อม ให้แก่บริษัท ไทย นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เพื่อบรรจุเข้าทำงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ผ่านการฝึกอบรมและได้รับการบรรจุเข้าทำงานทันที ซึ่งจะได้รับรายได้สูงสุดถึง 80,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ขอขอบคุณ บริษัท ไทย นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้







ด้านนายสท้านภพ อ่ำสุพรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า พิธีลงนามในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจแต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานกำลังคนของประเทศไทย” ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตคุณภาพของงานเชื่อม ไม่ใช่เพียงเรื่องของทักษะ แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเชื่อมโยงมาตรฐานของประเทศไทย สู่มาตรฐานสากล” ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การพัฒนาหลักสูตร นำมาตรฐานระดับโลก เช่น CSWIP และ BGAS-CSWIP มาบูรณาการกับระบบของประเทศไทย 2. การยกระดับบุคลากร พัฒนาศักยภาพครูฝึกและผู้เชี่ยวชาญให้สามารถรองรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม และ 3. การสร้าง Platform ต้นแบบ เพื่อเป็นรากฐานของระบบการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับสากลที่สามารถขยายผลไปยังอุตสาหกรรมอื่นในอนาคตต่อไป


สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568​ อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 จากปีที่แล้ว

 สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568​ อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 จากปีที่แล้ว           


              

ดร.เอกพงษ์  หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่าการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้างเป็นโครงการที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากทะเบียนผู้ขออนุญาตก่อสร้างและต่อเติมหรือดัดแปลงสิ่งก่อสร้างทั้งที่เป็นอาคารโรงเรือน และไม่ใช่อาคารโรงเรือน จากหน่วยงานผู้ให้อนุญาตก่อสร้างตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้แก่ สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ สำหรับผลการประมวลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568 สรุปได้ดังนี้

ปี 2568 มีผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างใหม่และต่อเติมหรือดัดแปลงสิ่งก่อสร้างทั้งที่เป็นอาคารโรงเรือน และไม่ใช่อาคารโรงเรือนทั้งสิ้น 189,974 ราย โดยภาคกลางมีจำนวนผู้ได้รับอนุญาตฯ สูงสุด 49,710 ราย รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40,717 ราย ภาคใต้ 33,429 ราย ภาคเหนือ 32,033 ราย ปริมณฑล 25,113 ราย และกรุงเทพมหานคร 8,972 ราย

เมื่อพิจารณาจำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตทั้งสิ้น 241,255 แห่ง พบว่า เป็นการก่อสร้างฯ ในภาคกลางสูงสุด 67,886 แห่ง รองลงมาเป็นภาคใต้ 43,228 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 42,826 แห่ง ปริมณฑล 39,559 แห่ง ภาคเหนือ 35,386 แห่ง และกรุงเทพมหานคร 12,370 แห่ง 


เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของการขออนุญาตก่อสร้างอาคารโรงเรือน ตั้งแต่ปี 2558–2568 พบว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารโรงเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นเริ่มลดลง อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารโรงเรือนลดลงร้อยละ 2.4 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

สำหรับจำนวนอาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตฯ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในปี 2566-2568 จำนวนอาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2568 ลดลงร้อยละ 8.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

ส่วนพื้นที่อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ มีแนวโน้มทรงตัว ตั้งแต่ปี 2559-2566  แต่ในปี 2567 และปี 2568 พื้นที่อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 และ 2.5  เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566  และ 2567 ตามลำดับ 

เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของการขออนุญาตก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างที่ไม่ใช่อาคารโรงเรือนและมีหน่วยวัดเป็นความยาว ตั้งแต่ปี 2558–2568 พบว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างค่อนข้างมีความผันผวนสลับขึ้นลงในปี 2558-2566 หลังจากนั้นมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2568 ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 17.4 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

และเมื่อพิจารณาจำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562-2566 แต่ในปี 2567 และปี 2568 จำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 31.6 และ 21.9  เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ

สำหรับความยาวสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ตั้งแต่ปี 2558–2568 มีแนวโน้มทรงตัว โดยในปี 2568 ความยาวสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 

เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของการขออนุญาตก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างที่ไม่ใช่อาคารโรงเรือนและมีหน่วยวัดเป็นพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2558-2568 พบว่า จำนวนผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ค่อนข้างมีความผันผวนสลับขึ้นลงเป็นระยะ โดยในปี 2568 ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

สำหรับจำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ค่อนข้างมีความ  ผันผวนสลับขึ้นลงเป็นระยะ ในทำนองเดียวกับจำนวนผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง และในปี 2568 พบว่า สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 4.1 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

สำหรับพื้นที่สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2564-2566 แต่ในปี 2567 และปี 2568 พื้นที่สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 20.7 และ 10.5 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ 


กองสถิติเศรษฐกิจ  กลุ่มสถิติอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 02 142 1236 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  eindust@nso.go.th

ร่วมรับมหาบุญ มหากุศล สักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดป่า คลอง 15 เริ่ม 1-11 พฤษภาคม 2569

 ร่วมรับมหาบุญ มหากุศล สักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดป่า คลอง 15 เริ่ม 1-11 พฤษภาคม 2569


     

          พระอาจารย์จำรัส ปภัสสโร ขอเชิญชวนพุทธบริษัทชาวไทย ร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเสริมสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง ณ สำนักสงฆ์ป่าเทสก์รังสี มหาวีโร คลอง 15 หรือ วัดป่าคลอง 15 จังหวัดนครนายก ระหว่างวันที่ 1-11 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.

ในวาระมหามงคลนี้ พระอาจารย์จำรัส ปภัสสโร เจ้าอาวาส วัดป่าคลอง 15 ได้เป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 3 แผ่นดิน ศรีลังกา – อินเดีย และไทย สู่ราชอาณาจักรไทย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ สำนักสงฆ์ป่าเทสก์รังสี มหาวีโร คลอง 15 หรือ วัดป่าคลอง 15 จังหวัดนครนายก จากนั้น พระอาจารย์จำรัส ปภัสสโร พร้อมคณะผู้ร่วมอัญเชิญ ซึ่งประกอบด้วยพระเถระระดับสูงจากประเทศศรีลังกา และเหล่าศิษยานุศิษย์ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากสนามบินสุวรรณภูมิไปประดิษฐาน ณ วัดป่าคลอง 15 จังหวัดนครนายก ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนและผู้ศรัทธาชาวไทยมากมาย


ครั้นขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระอาจารย์จำรัส ปภัสสโร ได้นำประกอบพิธีอัญเชิญอย่างสมพระเกียรติและสง่างาม ณ มณฑลพิธี ท่ามกลางข้าราชการ คหบดี พุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศ เปล่งเสียง..สาธุ..สาธุ..สาธุ..ดังกึกก้อง



พระอาจารย์จำรัส ปภัสสโร เจ้าอาวาส วัดป่าคลอง 15 กล่าวว่า การสักการะพระบรมสารีริกธาตุถือเป็นมงคลสูงสุด เปรียบเสมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะยังทรงพระชนม์ชีพ โดยชาวพุทธนิยมบูชาด้วยดอกไม้ หอมเทียน เพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมสร้างบารมี และปิดอบายภูมิ การบูชาเน้นความตั้งใจมั่น ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ก่อนกราบสักการะ ซึ่งในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนพุทธบริษัททุกท่านร่วมกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยประทานพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขสวัสดิ์ จตุรพิธพรชัย มั่นคงด้วยบารมีและกิจการงานสืบไปชั่วกาลนานได้ระหว่างวันที่ 1-11 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.


สถานที่และขั้นตอนการสักการะ สถานที่สำคัญ ณ วัดป่าคลอง 15 จังหวัดนครนายก ระหว่างวันที่ 1-11 พฤษภาคม 2569 ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุสำคัญ



สำหรับขั้นตอนการสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว :


- ชำระร่างกายและจิตใจให้ผ่องใส


- จัดเตรียมดอกไม้ (นิยมดอกมะลิ) หรือธูปเทียน


- ตั้งสมาธิ กราบ 3 ครั้ง


ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ มูลนิธิปั้นเด็กดี แอดไลน์ไอดี @pundekdee

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จัดโครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ” จับมือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน

 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จัดโครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ” จับมือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน ณ บริเวณด้านหน้ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สวนรื่นฤดี  เขตดุสิต กรุงเทพฯ



วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569) พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.สมท.กอ.รมน.) นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คณะมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และคณะภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมในพิธีเปิดโครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน” มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อย และประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดทีมเจ้าหน้าที่สาธารณภัย  และเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย นำถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด รวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาท ร่วมสนับสนุนในโครงการดังกล่าว ณ บริเวณด้านหน้ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สวนรื่นฤดี  เขตดุสิต กรุงเทพฯ




ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”


ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สกศ. ผนึกกำลังสถาบันชั้นนำ แนะนำเส้นทางวิชาชีพ “การศึกษาเฉพาะทาง” ดึงระบบ ISTEd จัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษาไทย

  สกศ. ผนึกกำลังสถาบันชั้นนำ แนะนำเส้นทางวิชาชีพ “การศึกษาเฉพาะทาง” ดึงระบบ ISTEd จัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษาไทย วันที่ 30 เมษายน – 1 พ...