วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ถุงบรรจุภัณฑ์ที่คิดใหม่ให้โลกดีขึ้นได้เบื้องหลังถุงรีฟิลของใช้ในบ้าน กับการออกแบบ ‘วัสดุเดียว’ ที่ช่วยให้รีไซเคิลง่าย

 ถุงบรรจุภัณฑ์ที่คิดใหม่ให้โลกดีขึ้นได้เบื้องหลังถุงรีฟิลของใช้ในบ้าน กับการออกแบบ ‘วัสดุเดียว’ ที่ช่วยให้รีไซเคิลง่าย

น้ำยาถูพื้น สบู่เหลว และน้ำยาล้างจาน คือของใช้ประจำบ้านที่แทบทุกครัวเรือนขาดไม่ได้ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการเลือกซื้อบรรจุภัณฑ์ชนิดรีฟิลหรือถุงเติมมากขึ้น ทั้งเพราะประหยัด ใช้สะดวก และช่วยลดการใช้ขวดใหม่แต่เบื้องหลังถุงบรรจุภัณฑ์ที่เราคุ้นเคยกันนั้น ยังมีรายละเอียดด้านการออกแบบที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง โดยเฉพาะหลังจากใช้งานเสร็จแล้ว

ที่ผ่านมา ถุงบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในบ้านจำนวนมากถูกออกแบบให้มีหลายชั้น หลายวัสดุ เพื่อให้แข็งแรง ไม่รั่ว และเก็บสินค้าได้นาน แม้จะตอบโจทย์การใช้งาน แต่กลับทำให้การรีไซเคิลเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะวัสดุที่ผสมกันอยู่ในถุงเดียว มักแยกออกจากกันได้ยาก


หนึ่งในแนวคิดที่เริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้น คือ ถุงบรรจุภัณฑ์แบบ “วัสดุเดียว” หรือที่เรียกว่า โมโนแมททีเรียล (Monomaterial) ซึ่งหมายถึงการออกแบบถุงให้ทำจากวัสดุชนิดเดียวตลอดทั้งชิ้น


สำหรับถุงรีฟิลของผลิตภัณฑ์อย่างน้ำยาถูพื้น สบู่เหลว และน้ำยาล้างจาน แนวคิดวัสดุเดียวช่วยให้บรรจุภัณฑ์มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องผ่านขั้นตอนการแยกวัสดุหลายประเภท ลดความซับซ้อนของระบบจัดการขยะ และช่วยให้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่มีคุณภาพดีขึ้น


แม้ในทางปฏิบัติ การรีไซเคิลยังต้องอาศัยความร่วมมือและความพยายามของผู้บริโภคในการแยกขยะอยู่ แต่การออกแบบถุงบรรจุภัณฑ์จากวัสดุเดียวช่วยทำให้ขั้นตอนนั้น ง่ายขึ้นและซับซ้อนน้อยลง โดยลดอุปสรรคตั้งแต่ต้นทาง และเพิ่มโอกาสที่บรรจุภัณฑ์จะถูกนำกลับไปรีไซเคิลได้จริงมากขึ้น


“แนวคิดของถุงบรรจุภัณฑ์แบบวัสดุเดียว เราไม่ได้มองแค่ปลายทางเรื่องการรีไซเคิล แต่เริ่มคิดตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบให้ใช้งานได้ปลอดภัย แข็งแรง ดูดีน่าซื้อ และช่วยรักษาคุณภาพรวมถึงอายุของผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันก็ออกแบบให้โครงสร้างถุงเรียบง่ายและเข้ากับระบบการรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสที่บรรจุภัณฑ์จะถูกนำกลับไปรีไซเคิลได้จริงมากขึ้น” นางสาวชมพูนุช จันทร์บัว ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาตลาด กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดและบรรจุภัณฑ์ กล่าว

เบื้องหลังถุงบรรจุภัณฑ์จากวัสดุเดียวเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากการปรับเปลี่ยนเพียงข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการพัฒนาและการทดลองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านวัสดุ โครงสร้างถุง และกระบวนการผลิต เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ยังคงแข็งแรง ใช้งานได้ดี พร้อมรักษาคุณภาพและอายุของผลิตภัณฑ์ได้ตามมาตรฐาน ขณะเดียวกันก็ลดความซับซ้อนของวัสดุลงให้รีไซเคิลง่ายขึ้น การปรับสมดุลระหว่างการใช้งานจริง ความสวยงาม และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม จึงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยนวัตกรรม ความตั้งใจ และความร่วมมือในการวิจัยระหว่างผู้ผลิตวัสดุ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ และแบรนด์ที่นำไปใช้


ในช่วงหลัง เราจึงเริ่มเห็นแบรนด์บางรายปรับถุงรีฟิลของใช้ในบ้านให้เป็นถุงจากวัสดุเดียว เพื่อให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น แม้จะต้องลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ยังใช้งานได้ดี ไม่รั่วซึม และสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค


สำหรับผู้บริโภค การมีส่วนร่วมอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกใช้ถุงเติมแทนขวดใหม่ การปฏิบัติตามคำแนะนำการทิ้งบรรจุภัณฑ์ หรือการสังเกตและให้กำลังใจแบรนด์ที่ตั้งใจออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น แม้ทางเลือกเหล่านั้นอาจยังไม่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่สะท้อนถึงความพยายามจริงในการขยับไปในทิศทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


เพราะการเดินทางไปสู่ความยั่งยืนอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการค่อย ๆ เปลี่ยนของใช้ธรรมดาในบ้าน ให้ส่งผลดีกับโลกมากขึ้นในทุกวัน ถุงบรรจุภัณฑ์ที่เราใช้เป็นประจำอาจยังดูไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่เมื่อแนวคิดเบื้องหลังเปลี่ยนไป ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็มีโอกาสเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน และพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้น ก็เริ่มต้นได้จากการเลือกของใช้ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ทุกคน


###

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูกว่า 100 ชีวิต ดูงาน“ดรุณาราชบุรี”ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ใช้ Active Learning ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

 อบจ.มหาสารคาม ส่งครูกว่า 100 ชีวิต ดูงาน“ดรุณาราชบุรี”ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ใช้ Active Learning ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี สถานศึกษาในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) มหาสารคาม ได้เข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และการพัฒนาผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps       

โดยนายพลพัฒน์ จรัสเสถียร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)มหาสารคาม กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด อบจ.มหาสารคาม มีอยู่ 21 โรง  ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียน กว่า 4,500 คน เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นเด็กด้อยโอกาส มีครูประมาณ 400 กว่าคน แต่โรงเรียนก็มีปัญหาขาดครูสอนภาษาอังกฤษ แต่ไม่สามารถรับเพิ่มได้ เพราะครูเกินอัตรานักเรียน จึงต้องแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีโดยเราจัดห้องสมาร์ทคาสรูมเพื่อช่วยให้การเรียนการสอนทั่วถึง ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ตนอยากให้เด็กคิดเป็น มีทักษะการวางแผนที่ไม่ใช่การท่องจำผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็น Active  Learning เพราะเมื่อเด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะเป็น ต่อไปเมื่อไปเรียนที่ไหนก็จะอยู่ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่อยากให้เกิดขึ้นกับเด็กในสังกัด อบจ.มหาสารคาม

ผมสนใจการเรียนการสอนแบบ Active Learning มานานแล้ว อยากให้เด็กสังกัด อบจ.มหาสารคาม ได้เรียนรู้แบบ Active  Learning วันนี้พาครูมาศึกษาดูงานก็อยากให้ครูนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษเหมือนเด็กในเมือง เราจึงใช้เทคโนโลยีใส่ในสิ่งที่เค้าขาดลงไปให้ โดยไม่ต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มขึ้น ผมไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะต้องไปสอบแข่งขันหรือว่าต้องสอบติดหมอ แต่ขอให้เด็กมีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแล้วทำงานในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว”นายก อบจ.มหาสารคามกล่าว 

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า โรงเรียนยินดีช่วยเผยแพร่เรื่องของการเรียนรู้แบบActive Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพราะเราเห็นผลจากที่เด็กสามารถคิดเป็นระบบได้ ซึ่งความคิดชั้นสูงจะเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ พัฒนาเด็ก เพราะเราเห็นว่าในสามปีที่เราใช้ Active Learning สามารถพัฒนาเด็กได้จริง อย่างไรก็ตามก่อนจะไปพัฒนาเด็กได้ เราต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีความคิด มีความเชี่ยวชาญจนสามารถมองได้ว่า บนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ จะมาจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เมื่อครูสามารถจัดได้ความเป็น Active Learning ก็จะออกมา ทำให้เด็กมีความสุขและผลสัมฤทธิ์ก็จะดี เพราะฉะนั้นในความคิดของพ่อคือ Active Learning ทำให้เด็กปฏิบัติได้ เด็กก็สนุกกับการเรียนและมีความสุข 

เวลาที่ทำการเรียนการสอนกลไกสำคัญ คือ ผู้บริหารจะให้นโยบายได้  แต่ผู้บริหารต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่คนที่ลงมือปฏิบัติจริง ๆ คือ ครู เพราะฉะนั้นครูต้องการกำลังใจ ต้องการการสนับสนุน ต้องการการช่วยเหลือ ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีให้ครู เพื่อครูจะได้มีพลังที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นกลไกสำคัญ เครื่องมือใดที่สามารถช่วยให้ครูพัฒนาได้ ผู้บริหารต้องส่งเสริม เมื่อครูมีกำลังใจในการทำงาน ผลลัพธ์จะออกมาที่ตัวเด็ก ครูก็มีความสุข เด็กก็มีความสุขและสามารถไปต่อได้  เป็นการสร้างความภูมิใจให้ครู เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถพัฒนาเด็กให้สามารถคิดกระบวนการคิดชั้นสูงได้เขาก็สามารถต่อยอดได้ ถึงแม้ว่าจะจบจากโรงเรียนไปแล้ว ก็สามารถไปต่อยอดได้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นความยั่งยืนกับตัวเด็ก”บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว

คุณพ่ออภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่จะมองการสร้างนวัตกรรมของเด็กในแบบผู้ใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้ววัยของเด็กจะเป็นเรื่องของจินตนาการตามวัย โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการสอนให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบตั้งแต่อนุบาล คิดจากง่าย ๆ ไปสู่ยาก จากที่ไม่สลับซับซ้อนไปสู่สลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเด็กจะมีความสุขกับการเรียน เพราะได้เรียนและได้ปฏิบัติไปพร้อมกัน ได้ลงมือทำ ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว และเมื่อสร้างฐานได้แล้วเราก็จะสามารถขยับสร้างนวัตกรรมได้  ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง AI กับ Active Learning ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ คือ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการคิด เวลาเด็กต้องทำนวัตกรรมจะต้องคิดรวบรวมข้อมูล หาแหล่งข้อมูลซึ่งมาจากกระบวนการ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กคิดเป็น ก็จะสั่งการออกมาได้ คือ คิดว่าจะทำอะไร ก็ย้อนกลับมาเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ถ้าต้องการแบบนี้จะต้องมีอะไรบ้าง ทำให้กระบวนการคิดเกิดขึ้นทันที  เช่นเดียวกันเวลาทำ AI  ต้องให้เราเขียน prompt ซึ่งการเขียนจะต้องรู้จักคิดว่าจะให้ AI ทำอะไร วิธีนี้ก็เป็นการเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าเรามีกระบวนการคิดก็จะสามารถสั่งได้ตามที่เราต้องการ ไม่ใช่ AI เป็นนายเราแต่เราเป็นนาย AI ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีวาดภาพว่า เราเป็นครีเอเตอร์ เราเป็นคนสร้างให้เด็กคิดจนเกิดเป็นผลงานนวัตกรรมมากมาย โดยปลูกฝังเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมลงไปด้วย เช่น เด็กคิดจะทำรถให้ครูที่เป็นสโตรก โดยมีโจทย์ว่า ครูสามารถมาสอนได้เพียงแค่เดินไม่สะดวก แสดงว่าพื้นฐานเด็กต้องมีจริยธรรมที่มองเห็นว่า การกระทำไหนเป็นการช่วยเหลือสังคม ซึ่งถ้าสังคมมีคนแบบนี้เยอะ ๆ สังคมก็จะมีความสุข 

 


ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว.กล่าวว่า โลกยุคใหม่ทำให้ “ความรู้มีวันหมดอายุ” และ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เหนือกว่ามนุษย์ การศึกษาที่เน้นท่องจำเพื่อสอบจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พร้อมเตือนว่า วิกฤตสำคัญของไทยไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือ “ความล้าสมัยของกระบวนการเรียนรู้” ที่ทำให้ประเทศขาดนวัตกรและติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง


“การอบรมครั้งนี้เน้นการใช้ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ สร้าง Metacognition หรือ “การคิดถึงกระบวนการคิดของตนเอง” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ระยะยาว สามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมได้จริงและโรงเรียนดรุณาราชบุรี ถือเป็นโมเดลความสำเร็จระดับประเทศ หลังนำ GPAS 5 Steps มาประยุกต์ใช้จนสามารถพัฒนานักเรียนสู่ “นวัตกรรุ่นเยาว์” ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม โดย พว. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการมายาวนานกว่า 25 ปี” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า ตนยังเชื่อมั่นว่า การปฏิรูปจาก “ล่างขึ้นบน” ที่เริ่มจากห้องเรียน จะเริ่มเห็นผลชัดภายใน 1-3 ปี โดยปีแรกจะเกิด “ครูนวัตกร” ปีที่สองเกิด “นวัตกรรมผู้เรียน” และปีที่สามจะสะท้อนผ่านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและทัศนคติของเด็กที่เปลี่ยนจาก “ผู้รอรับ” เป็น “ผู้สร้าง” พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประเทศแห่งนวัตกร” อย่างยั่งยืนในอนาคต

“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท. พร้อมมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ

 “สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท. พร้อมมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมผลักดันระบบขนส่งทางรางให้มีความสะดวก และทันสมัย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัย เป็นสำคัญ โดยมีนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ประธานกรรมการบริษัทฯ นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงาน ให้การต้อนรับ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบาย "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 106% โดยได้มอบหมายให้ รฟฟท. หารือกับธนาคารกรุงไทย พิจารณาเพิ่มจำนวน Gate EMV เพื่อรองรับการใช้งานของผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความสะดวก และทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเต็มความสามารถ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยเล็งเห็นว่า ระบบขนส่งทางรางในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเป็นอย่างมาก โดยได้รับมอบหมายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านระบบรางหลายหน่วยงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด โดยเร่งผลักดันและเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งทางรางของประเทศ ส่งเสริมในการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้กับการดำเนินภารกิจของหน่วยงานอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างมีระบบ สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน รวมถึงเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นให้ระบบขนส่งทางราง มีความทันสมัย และคล่องตัว อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง โดยหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ แทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อลดมลพิษในอากาศ แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมัน เนื่องจากรัฐบาลมีแผนผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 พร้อมเน้นย้ำว่าประชาชนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงต่อเวลา รวมถึงต้องดำเนินงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล อีกทั้งได้กำชับให้ รฟฟท.คำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรอยู่เสมอ เนื่องจากบุคลากรทุกคนนั้น มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ได้สั่งการให้ รฟฟท. บริหารการใช้งบประมาณอย่างมีระบบ โดยเฉพาะเรื่องค่าแรงและค่าล่วงเวลา ควรจะดำเนินการอย่างเหมาะสม


ทางด้าน นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ พร้อมขานรับนโยบาย โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญแบ่งออกเป็น  2 ด้าน ได้แก่


ด้านที่ 1 ด้านการให้บริการประชาชน


ดำเนินงานตามโครงการ พัฒนางานบริหารสู่มาตรฐาน Omotenashi “Year of Omotenashi Service” คือ การให้บริการด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม สร้างความสุขให้แก่ผู้ใช้บริการ เอาใจใส่ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการพัฒนามาตรฐานงานบริการ ควบคู่กับความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในด้านงานบริการให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด อีกทั้งจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้โดยสารเกิดความประทับใจ และเลือกมาใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษา และออกแบบจัดทำโครงการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มการเข้าถึง (Feeder) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก โดยมีการดำเนินโครงการที่สำคัญ ดังนี้

1. บูรณาการความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถไฟดีเซลรางในเส้นทาง ธนบุรี - ตลิ่งชัน - นครปฐม (ใช้เวลาเดินทางเพียง 55 นาที และอัตราค่าโดยสาร 20 บาท เท่านั้น) เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดนครปฐมเชื่อมเข้าสู่สนามบินดอนเมือง(สถานีดอนเมือง) ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว


2. บูรณาการความร่วมมือกับ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) จัดรถขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Bus) หรือ EV Bus พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมต่อระหว่าง สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง(สถานีหลักสี่) จุดจอดบริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 5 ไปยังศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B และ C (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)


ทั้งนี้ รฟฟท. ยังคงเดินหน้าพัฒนาการเดินทางระบบการขนส่งรองด้วยระบบ Feeder อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 13 สถานี ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย

 

ด้านที่ 2 ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม


รฟฟท. มีแผนยกระดับการบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีแดงสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้ Concept : The Smart Railway Ecosystem โดยจะมีการติดตั้งระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบฝังตัวในขบวนรถไฟฟ้าเพื่อการบำรุงรักษาแบบแม่นยำสำหรับทางวิ่งและระบบไฟฟ้า (Embedded Smart Monitoring and Diagnostic System in On-Service Train for Predictive Maintenance of Redline Track and OCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยมีการฝังอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ภายในขบวนรถไฟฟ้าที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านการสั่นสะเทือนของตัวรถ และนำมาเป็นข้อมูลสำหรับวางแผนการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมั่นได้ว่า รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีระบบการควบคุมการเดินรถที่มีความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยมขององค์กร ที่มุ่งเน้นเรื่องการเดินรถไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด

อย่างไรก็ตาม หลังจากการมอบนโยบายดังกล่าวแล้ว บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จะรายงานความก้าวหน้าของแผนการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯจะมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน


โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th


“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”


รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง


SACIT เชิดชูเกียรติสุดยอดครูศิลป์แห่งปี 2569 เผยโฉม 5 “ครูศิลป์ของแผ่นดิน”ผู้ชุบชีวิตผ้าไทยระดับตำนานและงานประณีตศิลป์ชั้นสูง​ เตรียมผลักดันมรดกภูมิปัญญาไทยสู่สากล

 SACIT เชิดชูเกียรติสุดยอดครูศิลป์แห่งปี 2569 เผยโฉม 5 “ครูศิลป์ของแผ่นดิน”ผู้ชุบชีวิตผ้าไทยระดับตำนานและงานประณีตศิลป์ชั้นสูง​ เตรียมผลักดันมรดกภูมิปัญญาไทยสู่สากล

กรุงเทพฯ (20 เมษายน 2569) – สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT (สศท.) จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย ประจำปี 2569” ณ บ้านปาร์คนายเลิศ   เพื่อยกย่องบุคคลผู้เป็นที่สุดแห่งงานศิลปหัตถกรรมไทย รวม 22 ท่าน นำโดย 5 ครูศิลป์ของแผ่นดิน ผู้สืบทอดงานผ้าไทยและประณีตศิลป์ระดับ Masterpieces ที่หาชมได้ยากยิ่ง พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ดันงานฝีมือไทยก้าวสู่สากล

ดร.เสรี นนทสูติ ประธานสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ประธานในพิธี เปิดเผยว่า “งานศิลปหัตถกรรมไทยคือรากแก้วของมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของความเป็นไทย การเชิดชูเกียรติบุคคลผู้ทรงคุณค่าในปีนี้ได้คัดสรรอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้สุดยอดผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย ประจำปี 2569 แบ่งเป็น ครูศิลป์ของแผ่นดิน 5 ท่าน, ครูช่างศิลปหัตถกรรม 10 ท่าน และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม 7 ท่าน เพื่อให้ทุกท่านเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญในการส่งต่อมรดกภูมิปัญญาที่ไม่มีวันตาย และเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนงานหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลกอย่างยั่งยืน”


ไฮไลต์สำคัญ: 5 ปรมาจารย์ผู้ชุบชีวิตหัตถศิลป์ระดับตำนาน

ในปีนี้ SACIT ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับงานผ้าไทยที่สะท้อนความประณีต เพื่อรำลึกพระมหากรุณาธิคุณและรักษางานผ้าไหมไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง        ที่ทรงอุทิศพระองค์อนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมไทย สร้างอาชีพและรายได้ให้ราษฎรในถิ่นทุรกันดาร รวมทั้งงานประณีตศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวหาผู้สืบทอดได้ยากในปัจจุบัน ได้แก่:

1. นางเหรียญ ผลงาม (ผ้าจกไทยวน): ปรมาจารย์ผู้รักษาลวดลาย "ผ้าจกไทยวน" ที่มีความละเอียดอ่อนในทุกฝีเข็ม สะท้อนอัตลักษณ์ที่สั่งสมมานับร้อยปี

2. นางสมใจ คงชัยภูมิ (ผ้าไหมมัดหมี่): ผู้สร้างสรรค์ผ้าไหมมัดหมี่ที่ผสานเทคนิคการย้อมและการทอเข้ากับจินตนาการ จนเกิดเป็นลายผ้าที่มีมิติและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์

3. นางประจวบ จันทร์นวล (ผ้าไหม): ผู้เชี่ยวชาญการทอผ้าไหมด้วยเทคนิคโบราณที่เน้นความนุ่มนวลและเงางามของเส้นใยไหมธรรมชาติ

4. นางสาวตาบทิพย์ แก้วดวงใหญ่ (หัวโขน): ศิลปินผู้สืบสานงานจิตรกรรมและประติมากรรมชั้นสูงในการสร้างสรรค์หัวโขนที่งดงามและถูกต้องตามหลักราชสำนัก

5. นางอุไร แตงเอี่ยม (เครื่องเบญจรงค์): ผู้รักษาวิธีการเขียนลายเบญจรงค์ที่ใช้ความประณีตของฝีแปรงและน้ำทอง มอบความอลังการในแบบงานศิลป์ชั้นสูง

ผศ.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่มอบโล่เชิดชูเกียรติ แต่ยังรวมผลงานระดับ Masterpieces ของครูทุกท่านมาจัดแสดงเพื่อให้เห็นงานศิลปหัตถกรรมไทยชั้นสูง ที่มีความละเอียด ประณีต สามารถใช้ได้จริง และเสริมสร้างเสน่ห์และความหรูหราให้กับเจ้าของและผู้สวมใส่ ปัจจุบันงานศิลปหัตถกรรมไทยมีความต้องการสูงและมีศักยภาพในการแข่งขันระดับสากล โดย SACIT จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมนำพาผลงานเหล่านี้เข้าสู่สายตาชาวโลกและไลฟ์สไตล์ระดับ world class”


ภายในงานยังมีการฉายวิดีทัศน์สรุปเกียรติประวัติอันทรงคุณค่าและการสัมภาษณ์พิเศษถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานหัตถกรรมไทยในยุคดิจิทัล เพื่อให้งานศิลป์เหล่านี้เข้าถึงหัวใจของคนรุ่นใหม่และคนทั่วโลก

ทั้งนี้ SACIT เตรียมจัดงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” สานภูมิปัญญาไทยสู่ความยั่งยืน เวทีที่รวบรวมสุดยอดงานศิลปหัตถกรรมไทยจากบรมครูทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 นี้ ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน:

หรรษา ติ่งสุวรรณ ตัวแทนประชาสัมพันธ์งานพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติฯ  

โทรศัพท์  081-694-4134








SACIT Honors 2026 “Master Artisans” 

Ennobling Traditional Thai Heritage

and Unique Craftmanship to The Global Stage


BANGKOK (April 20, 2026) – The Sustainable Arts and Crafts Institute of Thailand (Public Organization), (SACIT), hosted a prestigious ceremony at Nai Lert Park to honor 22 distinguished artisans. The event was led by the unveiling of five "Master Artisans of Thailand, whose masterpiece works represent the finest of Thai arts and crafts and the enduring royal legacy of Her Majesty Queen Sirikit, The Queen Mother.


Dr. Seree Nonthasoot, Chairman of SACIT, stated: "Thai craftsmanship is the foundation of our cultural heritage. By honoring these 22 individuals—including 5 Master Artisans of Thailand, 10 Master Craftsmen, and 7 Craftsmen Descendants    we are preserving the soul of our nation. These masters are the vital link in passing down undying wisdom and driving Thai crafts to sustain a legacy on the global stage."


This year, SACIT highlights rare textiles and refined arts that mirror the royal devotion of Her Majesty Queen Sirikit, The Queen Mother, who dedicated her life to empowering local communities through craft preservation:

1. Mrs. Rian Phonngam (Thai-Yuan ‘Jok’ Weaving): A custodian of century-old intricate ethnic patterns.

2. Mrs. Somjai Kongchaiyaphum (Mudmii Silk): Renowned for weaving imaginative, multidimensional ikat patterns.

3. Mrs. Prajuab Channuan (Traditional Silk): A master of hand-reeled silk, celebrated for its natural luster and ancient techniques.

4. Ms. Thaptip Kaewdongyai (Khon Masks): A guardian of royal sculptural arts and classical theatrical painting.

5. Ms. Urai Tang-aeum (Benjarong Porcelain): Famed for exquisite hand-painted patterns using gold accents.

Asst. Prof. Anucha Thirakanont, CEO of SACIT, added: "These masterpieces prove that traditional Thai crafts are synonymous with 'World-Class Luxury.' Our mission is to bridge these priceless heritages with modern lifestyles, meeting the high global demand for authentic, handcrafted excellence."


Following this ceremony, SACIT will host "The 17th Identity of Siam" from April 22nd–26th, 2026, at EmQuartier, Bangkok. This hallmark event will gather the nation’s finest artisans to showcase the sustainability of Thai wisdom.



Media Contact:

Ms. Hansa Tingsuwan

Public Relations Representative

Tel: +66 81-694-4134





วว. /พันธมิตร บูรณาการวิจัย นวัตกรรม ยกระดับเกษตรปลอดภัย แก้วิกฤตฝุ่น PM 2.5 สู่เมืองเชียงรายน่าอยู่ยั่งยืน

 วว. /พันธมิตร บูรณาการวิจัย นวัตกรรม ยกระดับเกษตรปลอดภัย แก้วิกฤตฝุ่น PM 2.5 สู่เมืองเชียงรายน่าอยู่ยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จับมือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เทศบาลนครเชียงราย และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วย “การวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน” ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย ภายใต้ “โครงการการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5”  ซึ่ง  ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่อื่นต่อไปอย่าง




พิธีลงนามในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารทั้ง 4 หน่วยงาน ได้แก่  ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา ด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. รศ.ดร.กัญจน์  ศิลป์ประสิทธิ์ ผู้แทนมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.วันชัย จงสุทธานามณี  นายกเทศมนตรีนครเชียงราย  และนางอัมพร  จันทนะเปลิน  ผู้อำนวยการ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ร่วมแสดงความมุ่งมั่นในการผสานองค์ความรู้และทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่น ยั่งยืน โอกาสนี้ นายมนตรี  แก้วดวง รักษาการ ผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) วว. ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ  นักวิจัยอาวุโส ศนก. และหัวหน้าโครงการฯ พร้อมผู้บริหาร นักวิจัย บุคลากรภาคีเครือข่ายเข้าร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีด้วย 

โดยกรอบความร่วมมือมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการเกษตรมูลค่าสูง การส่งเสริมการทำเกษตรปลอดการเผาเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงการใช้นวัตกรรมไม้ดอกไม้ประดับสร้างมูลค่าเพิ่มและปรับภูมิทัศน์เพื่อเป็น "ปอดใจกลางเมือง" พร้อมต่อยอดสู่นวัตกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อเยาวชนในระยะยาว 

ดร.พงศธร ประภักรางกูล  กล่าวว่า ความร่วมมือเชิงบูรณาการระดับพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มายกระดับภาคการเกษตรแบบวิถีดั้งเดิมสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) วว. มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะเกษตรมูลค่าสูง การพัฒนาปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุน/ลดปัญหาราคาปุ๋ย และส่งเสริมเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดการเผา ซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในจังหวัดเชียงราย ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือเกษตรคาร์บอนต่ำ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน 

รศ.ดร.กัญจน์  ศิลป์ประสิทธิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้จากภาควิชาการ งานวิจัย และท้องถิ่น โดยใช้พลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนและสังคมอย่างยั่งยืน  ซึ่ง มศว. มีความพร้อมด้านบุคลากรและงานวิจัยระดับสหสาขาวิชาที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมุ่งหวังให้เกิด "พื้นที่แห่งการเรียนรู้" ที่เชื่อมโยงวิชาการเข้ากับภูมิปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม โดยยกให้โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย เป็นต้นแบบการเรียนรู้ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

ดร.วันชัย จงสุทธานามณี  กล่าวแสดงความตั้งใจในความร่วมมือว่า เทศบาลนครเชียงรายมุ่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เมืองน่าอยู่ นครแห่งความสุข” การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ เทศบาลนครเชียงรายยินดีเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนพื้นที่ทำแปลงสาธิตทางการเกษตรและประสานความร่วมมือกับชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ควบคู่กับการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

นางอัมพร  จันทนะเปลิน  กล่าวว่า โรงเรียนมุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้และทักษะชีวิตผ่านการลงมือปฏิบัติจริง โดยการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อสร้าง "ยุวชนเกษตร" และขับเคลื่อนโรงเรียนสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน ที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมเด่นอย่างการทำเกษตรอินทรีย์ และร่วมมือกับ วว. ในโครงการสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสร้างพื้นที่แห่งโอกาสในการต่อยอดคลังความรู้ พัฒนาการเรียนการสอน และช่วยให้นักเรียนสามารถนำทักษะไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน


ทั้งนี้ ภายในงานลงนามฯ ยังได้มีกิจกรรมร่วมปลูกพรรณไม้เฉลิมพระเกียรติ (ต้นมหาพรหมราชินี) ซึ่งเป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกและเป็นพืชเฉพาะถิ่นของประเทศไทยเท่านั้น วว. โดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น  อดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษ  ค้นพบบริเวณที่แคบของยอดเขาสูงชันที่ระดับความสูง 1,100 เมตร  ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อแสดงออกถึงสัญลักษณ์ความร่วมมือในการรักษาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับจังหวัดเชียงรายต่อไป 

#แก้วิกฤตฝุ่นPM #วทน #โครงการการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่นPM 

#สิ่งแวดล้อม #พื้นที่สีเขียว #อว #วว #วช #เชียงราย


วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำจับมือ “พว.” พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย “GPAS 5 Steps” มุ่งปั้น “นวัตกร” สอดรับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

 3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำจับมือ “พว.” พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย “GPAS 5 Steps” มุ่งปั้น “นวัตกร” สอดรับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ 

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 ที่สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ(MOU)ครั้งสำคัญ ร่วมกับ 3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำ ได้แก่ โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา โรงเรียนปรีชานุศาสน์(โรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณทลจันทบุรี(รสจ.) และโรงเรียนประเสริฐสุข เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนแบบท่องจำสู่การสร้างนิสัยการคิด ผ่านนวัตกรรม “GPAS 5 Steps”พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้เรียน โดยเน้นการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design และการวัดผลตามสภาพจริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และคุณธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมส่งเสริมศักยภาพตามแนวพหุปัญญา

ขณะที่ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวบรรยายพิเศษว่า ทิศทางการศึกษาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการให้คำตอบกับผู้เรียน แต่ต้องสร้าง “ทักษะการคิด” และ “นิสัยการคิด” ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ Active Learning  ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังทักษะการสังเกต การคิดวิเคราะห์ วางแผน และการกำกับตนเอง พร้อมมุ่งสร้าง “ครูนวัตกร” ที่สามารถโค้ชให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมเด็กไทยสู่การเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีคุณภาพในอนาคต   เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือของ พว.กับ 3 โรงเรียนในครั้งนี้ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กให้ “คิดเป็น” มากกว่าการท่องจำ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเก็บข้อมูล วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่นวัตกรรมได้จริง เด็กไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต การใช้ Active Learning จะช่วยสร้างนิสัยการคิด วิเคราะห์ และการประเมินตนเอง จนเกิดเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21


 “ผมขอฝากถึงโรงเรียนทั่วประเทศว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องเริ่มจาก “ห้องเรียน” ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์หรือเปลี่ยนแปลงเชิงภาพลักษณ์ และขอชื่นชมทั้ง 3 โรงเรียนที่กล้าเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง และหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน”ดร.พิเชฐ กล่าว

ด้านบาทหลวง ดร.ลือชัย จันทร์โป๊ ผู้ลงนามแทนผู้รับในอนุญาต ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา กล่าวว่า ความร่วมมือวันนี้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน โดยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการที่ชี้ให้เห็นว่าเรามีนักวิชาการไทยที่สร้างกระบวนการเรียนรู้เป็นของเราเอง ถ้าเราใช้วิธิการของคนไทย กับบริบทของเด็กไทย เด็กจะสามารถใช้ความคิดเอง สามารถลงมือทำและเกิดความภาคภูมิในผลงานของตัวเอง ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เด็กจะรู้สึกไม่ล้าหลังทันเหตุการณ์ ขณะที่ครูจะมีความเชื่อมั่นว่าเด็กสามารถเติบโตในยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและครูก็จะเป็นโค๊ชที่มีความเชื่อมั่นในการสอนให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก จนเกิดเป็นผลงาน

ศน. จัดกิจกรรม ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน​ ชวนสัมผัสวิถีชุมชน “ชิมหนม ชมหลาด ตักบาตร @หลาดลองแล”

 ศน. จัดกิจกรรม ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน​ ชวนสัมผัสวิถีชุมชน “ชิมหนม ชมหลาด ตักบาตร @หลาดลองแล”




วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. นายชัยพล สุขเอี่ยม  อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธี งานโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน “ชิมหนม ชมหลาด ตักบาตร @หลาดลองแล” โดยมีพระประสาธน์สารโสภณ เจ้าคณะจังหวัดพังงา ระนอง (ธ) เจ้าอาวาสวัดควนกะไหล ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นางสาวอุไรวรรณ แดงงาม วัฒนธรรมจังหวัดพังงา  นางสาวฐิติมา สุภภัค ผู้อำนวยการกองศาสนูปถัมภ์ ผู้แทนส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชนประชาชนจังหวัดพังงา และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา เข้าร่วม ณ หลาดลองแล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา





อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดพังงา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพังงา จัดงานโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุน ชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชน การสร้างรายได้ให้กับชุมชนทั้งด้านสินค้าและบริการ เช่น อาหาร การแต่งกาย ของที่ระลึก ที่พักโฮมสเตย์ โรงแรมและเส้นทางท่องเที่ยว รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริม การนำภูมิปัญญาท้องถิ่น และรวมทั้งเป็นการขยายโอกาส ให้พุทธศาสนิกชน ได้ทำบุญตักบาตร รักษาศีล และเจริญภาวนา นอกเหนือจากวันธรรมสวนะและในโอกาสต่างๆ โดยจัดกิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน “ชิมหนม ชมหลาด ตักบาตร @หลาดลองแล” ณ หลาดลองแล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ในช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 นำโดยอธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร และประชาชน เข้าร่วม กิจกรรมตรวจเยี่ยมเครือข่ายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ กิจกรรมปล่อยปูแสมคืนสู่ป่าชายเลน เข้าพบผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชน ณ โรงเรียนบ้านสามช่อง กราบนมัสการ พระประสาธน์สารโสภณ เจ้าคณะจังหวัดพังงา ระนอง (ธ)  เจ้าอาวาสวัดควนกะไหล กราบนมัสการ พระอธิการธนารักษ์ พุทฺธรกฺขิโต เจ้าอาวาสวัดสุวรรณคูหา ชมโบราณสถานถ้ำสุวรรณคูหา กิจกรรมพายเรือแคนูชมอุโมงค์ป่าโกงกาง ยังถือเป็นกิจกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของทางภาคใต้ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ของผืนป่าชายเลน กับเส้นทางน้ำที่คดเคี้ยวลอดผ่านแนวต้นโกงกางหนาทึบ จนเกิดเป็น “อุโมงค์ป่าโกงกาง” เยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนบ้านสามช่องเหนือที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานธรรมชาติของจังหวัดพังงา พบปะผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชน และยังได้มอบถุงยังชีพให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่  โดยต่อเนื่องในวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 มีกิจกรรมประกอบด้วย สักการะศาลพ่อตาแรด พิธีเจริญพระพุทธมนต์และตักบาตรพระสงฆ์ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ชุดโนราตัวอ่อน โดย โรงเรียนเทศบาลบ้านบางเตย บริเวณลานสร้างสรรค์ @หลาดลองแล ชมการสาธิตการจัดทำผลิตภัณฑ์ชุมชน และอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นต้น







กิจกรรม “ชิมหนม ชมหลาด ตักบาตร @หลาดลองแล” ณ บริเวณถนนสายบุญหลาดลองแล และตลาดลองแล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและความสมบูรณ์หลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ขับเคลื่อนการดำเนินการด้วยการใช้พื้นที่สวนปาล์มของชุมชนเป็นพื้นที่ดำเนินการ และนำทุนทางวัฒนธรรม เช่น อาหารพื้นถิ่น วัตถุดิบท้องถิ่น วัสดุธรรมชาติ ได้แก่ พืชผัก กุ้ง หอย ปู ปลา ผลไม้ตามฤดูกาล มาประกอบและจำหน่ายตลอดจนนำการละเล่น งานฝีมือ การแสดงทางวัฒนธรรม มาจัดแสดงเพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้และให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ทั้งในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ได้ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เสริมสร้างความสามัคคี และได้พัฒนาศักยภาพ ด้วยการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผลประโยชน์ สำหรับการจัดงานโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน กรมการศาสนา ดำเนินงานต่อยอดและขยายผลจากปีที่ผ่านมา โดยร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด คัดเลือกสถานที่ ที่มีประเพณีโดดเด่น มีวัดอยู่ใกล้ชุมชน มีการให้บริการจัดของตักบาตรให้กับนักท่องเที่ยว การบริการเช่าชุดพื้นถิ่น การจัดพื้นที่แสดงสินค้าสำหรับชุมชน ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชน 


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดงานโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ประสบความสำเร็จ โดยมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมโครงการฯ ทั่วประเทศประมาณ 58,000 คน ส่งผลให้เกิดกระแสการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวชาวพุทธ โดยพาครอบครัวหิ้วตะกร้าเข้าวัดทำบุญ และอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนตามจุดเช็คอินต่าง ๆ ทำให้ในแต่ละจังหวัดได้พื้นฟูประเพณีเก่าแก่ ชุดแต่งกายประจำท้องถิ่น และอาหารของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมด้านการท่องเที่ยวในมิติศาสนา ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชน โรงแรม ที่พัก และโฮมสเตย์ โดยรอบชุมชน ส่งผลให้มีการพัฒนาต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในเมืองหลักและเมืองรอง จึงเห็นควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนส่งเสริม การสำรวจ การจัดทำองค์ความรู้ เร่งฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม เพื่อรองรับและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวในมิติศาสนาแต่ละชุมชมเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดกระแสเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนมากยิ่งขึ้น และเป็นการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมด้วยการบ่มเพาะปลุกจิตสำนึก 




อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า โครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน หรือเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันพระนั้น มีส่วนช่วยท้องถิ่นและส่งเสริมสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชน ได้เข้าวัดทำบุญเป็นประจำทั้งในวันพระและในโอกาสอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพิ่มมากขึ้น ช่วยปลูกจิตสำนึกให้พุทธศาสนิกชนรักและหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติ รวมทั้งมีการยึดมั่นในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้านการท่องเที่ยวในมิติทางศาสนาก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนรอบวัด โดยมีวัดหรือพุทธศาสนสถานเป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายรายได้สู่ชุมชน ก่อให้เกิดการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรม///

ถุงบรรจุภัณฑ์ที่คิดใหม่ให้โลกดีขึ้นได้เบื้องหลังถุงรีฟิลของใช้ในบ้าน กับการออกแบบ ‘วัสดุเดียว’ ที่ช่วยให้รีไซเคิลง่าย

  ถุงบรรจุภัณฑ์ที่คิดใหม่ให้โลกดีขึ้นได้เบื้องหลังถุงรีฟิลของใช้ในบ้าน กับการออกแบบ ‘วัสดุเดียว’ ที่ช่วยให้รีไซเคิลง่าย น้ำยาถูพื้น สบู่เหลว...