วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

โฮมโปร ตัวจริงที่ทำ Circular Economy ครบวงจรยกระดับสู่ “มาตรฐานใหม่การใช้ชีวิต” ที่กำลัง ‘เปลี่ยน’ พฤติกรรมคนไทยสู่การใช้ชีวิตยั่งยืน ผนึก เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์กว่า 300 แบรนด์ จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 25,621 ตัน พร้อมส่งมอบสินค้ารักษ์โลกกว่า 8.5 ล้านชิ้นสู่ผู้บริโภค ตอกย้ำเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจริง

 โฮมโปร ตัวจริงที่ทำ Circular Economy ครบวงจรยกระดับสู่ “มาตรฐานใหม่การใช้ชีวิต” ที่กำลัง ‘เปลี่ยน’ พฤติกรรมคนไทยสู่การใช้ชีวิตยั่งยืน ผนึก เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์กว่า 300 แบรนด์ จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 25,621 ตัน พร้อมส่งมอบสินค้ารักษ์โลกกว่า 8.5 ล้านชิ้นสู่ผู้บริโภค ตอกย้ำเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจริง


ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 445,899 ตันต่อปี แต่มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี สะท้อนถึงความท้าทายสำคัญของช่องว่างระบบการจัดการของเสีย ที่ภาคธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านสามารถเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาได้โดยตรง

“โฮมโปร” ในฐานะผู้นำธุรกิจ Home Solution & Living Experience ของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แบบครบวงจรต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ร่วมกับ เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์ 324 แบรนด์ เพื่อบริหารจัดการวงจรชีวิตสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านโมเดลธุรกิจที่ผสานสินค้า บริการ และระบบการจัดการของเก่าอย่างถูกวิธีที่ได้ตามมาตรฐานสากล ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค มุ่งยกระดับสู่ ‘มาตรฐานใหม่การใช้ชีวิต’ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ากลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และเข้าถึงได้จริงสำหรับผู้บริโภค 

3 ปีแห่งการพิสูจน์: เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่จับต้องได้จริง

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (ม.ค.2566 - เม.ย.2569) โฮมโปรสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยสามารถนำสินค้าและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากบ้านลูกค้าของโฮมโปรและเมกาโฮม นำกลับเข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกวิธี ได้มากกว่า 590,869 ชิ้น คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 25,621 ตัน พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าในกลุ่มสินค้ารักษ์โลก (Circular Products) ได้มากกว่า 

532 SKUs และส่งมอบสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่ผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่ากับ 35 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 2.3 ล้านต้น สะท้อนความสำเร็จของการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน ร่วมกับเอสซีจี และเครือข่ายพันธมิตรแบรนด์ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและพัฒนาสินค้ารักษ์โลกไปสู่ผู้บริโภค

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “โฮมโปรไม่ได้มอง Circular Economy เป็นเพียงแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว เพื่อทำให้การใช้ชีวิตแบบรักษ์โลกเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ และเกิดขึ้นได้จริงในทุกๆ วันของผู้บริโภค นอกจากนี้ ปัญหาขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ในครัวเรือนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ “Retail ยุคใหม่ ไม่ได้จบแค่วันที่ขายสินค้า แต่โฮมโปรเลือกที่จะเป็นแบรนด์ที่รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตสินค้า 

ตั้งแต่วันที่ลูกค้าซื้อ ไปจนถึงวันที่สินค้าชิ้นนั้นจะได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ทั้งนำไปต่อยอดเป็นวัสดุหมุนเวียนได้ไม่รู้จบ”


4 กลไกขับเคลื่อน Circular Economy ครบวงจร

โฮมโปรขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่าน 4 กลไกหลัก ที่ทำงานเชื่อมโยงกันตลอดวงจรชีวิตสินค้า 

เริ่มจาก “การยืดอายุการใช้งานสินค้า” ผ่านบริการจาก “ช่างโฮมโปร” (CHANG HomePro) ที่มุ่งเน้นซ่อมแซมและบำรุงรักษาก่อนการเปลี่ยนใหม่ ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยยืดอายุสินค้าให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 97,006 ชิ้น ลดการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทาง ทดแทนการซื้อสินค้าใหม่

กลไกที่สองคือ “การรับคืนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้ว ผ่านโครงการ แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ (Trade-In)

 ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้านำสินค้าเก่ามาแลกรับส่วนลดเพื่อซื้อสินค้าใหม่ โดยปัจจุบันมีพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำเข้าร่วมโครงการแล้ว 324 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 11,110 รายการ และสามารถรับสินค้าเก่ากลับจากบ้านลูกค้าได้แล้วกว่า 590,869 ชิ้น

กลไกที่สามคือ “การจัดการของเก่าอย่างถูกวิธี” ผ่านกระบวนการคัดแยกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และดำเนินการโดยพันธมิตรที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ครอบคลุมการจัดการของเก่ารวมกว่า 25,621 ตัน โดยหลีกเลี่ยงการฝังกลบให้เป็นทางเลือกสุดท้าย 

ส่วนกลไกที่สี่คือ “การสร้างมูลค่าใหม่จากวัสดุหมุนเวียน” ในรูปแบบของสินค้ารักษ์โลก (Circular Products) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 30 ราย เพื่อนำพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและวัสดุที่ผ่านการจัดการแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต พัฒนาเป็นสินค้ารักษ์โลกถึง 532 SKUs และส่งมอบสู่มือผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น

พลังพันธมิตร: ขับเคลื่อน Circular Economy ทั้ง Ecosystem

ด้าน นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 

เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุ ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีกับโฮมโปรเป็นการร่วมสร้าง Circular Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การออกแบบวัสดุ 

การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน ภายใต้แนวคิด Inclusive Green Growth เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”


หัวใจสำคัญของความสำเร็จตลอด 3 ปี คือความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเครือเอสซีจีผู้นำความยั่งยืนระดับโลก ที่ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับ ESG ในการผลักดัน Circular Economy สู่ชีวิตประจำวัน ผ่านการขับเคลื่อนของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก:


SCGC (เอสซีจี เคมิคอลส์): รีไซเคิลระบบปิด (Closed-Loop) นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ฟิล์ม และสายรัดพลาสติก มาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงมาตรฐานสากล (SCGC GREEN POLYMER™) พัฒนาสู่สินค้ารักษ์โลกที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1.1 ล้าน kgCO2e (เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 93,000 ต้น)

SCGP (เอสซีจี แพคเกจจิ้ง): บริหารจัดการขยะกระดาษจากโฮมโปรทุกสาขาผ่านเครื่องอัดเศษกระดาษ 

ณ ศูนย์กระจายสินค้า หมุนเวียนกลับสู่โรงงานรีไซเคิลแล้วกว่า 6,000 ตัน ลดก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 34 ล้าน kgCO2e

SCGD (เอสซีจี เดคคอร์): สร้างระบบหมุนเวียนวัสดุ (Material Circularity) นำสุขภัณฑ์เก่ามาเป็นวัตถุดิบผลิตกระเบื้องเซรามิกใหม่ ช่วยลดขยะและลดก๊าซเรือนกระจกสะสมตลอด 3 ปีได้รวม 70,949 kgCO2e (เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 4,730 ต้น)


แนวทางดำเนินธุรกิจโฮมโปรสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) 

ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน โฮมโปรเดินหน้าขยายเครือข่ายพันธมิตรทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตเพื่อพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานให้สอดรับกับเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบสินค้า เลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการอย่างถูกวิธี


ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนสะท้อนบทบาทโฮมโปรในฐานะต้นแบบองค์กรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เกิดขึ้นได้จริงทั้งในเชิงพาณิชย์ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคควบคู่กัน


สามารถสร้างผลลัพธ์เกิดขึ้นได้จริงทั้งในเชิงพาณิชย์ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคควบคู่กัน โฮมโปรเชื่อว่า Circular Economy ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “วิถีการใช้ชีวิตใหม่” ของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และทำให้การใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลกกลายเป็นเรื่องปกติของทุกครัวเรือนภายใต้เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 นายวีรพันธ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย


ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชนติดต่อ กรุณาติดต่อ: 

ฝ่ายสื่อสารองค์กร โฮมโปร - บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

ฉัฐวีณ์  ตรีสุคนธรัตน์ (พอนด์) / โทร. 061-549-7466 / chattaveet@homepro.co.th

ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ บริษัท โฟรฮันเดรท จำกัด

ธัญชนก  ผ่านการ (ปุ้ย) / โทร. 096-415-1543 / pui_pr4h@hotmail.com, thunchanok@4h.co.th




“ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ผนึก CTBTO ยกระดับบทบาทไทยสู่เวทีโลก พัฒนาศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติ เสริมศักยภาพเตือนภัยแผ่นดินไหว สึนามิ ภัยพิบัติ และภัยนิวเคลียร์”

  “ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ผนึก CTBTO ยกระดับบทบาทไทยสู่เวทีโลก พัฒนาศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติ เสริมศักยภาพเตือนภัยแผ่นดินไหว สึนามิ ภัยพิบัติ และภัยนิวเคลียร์”

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ พณฯ ภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา กระทรวงการต่างประเทศ เข้าหารือทวิภาคีกับ Dr. Robert Floyd เลขาธิการบริหารองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization, CTBTO) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการเตรียมการสำหรับองค์การ CTBTO สมัยที่ 66 (66th Session of the CTBTO Preparatory Commission) ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย การหารือครั้งนี้มุ่งกำหนดแนวทางยกระดับบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมของ CTBTO ในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการส่งเสริมสถาปัตยกรรมระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายของประชาคมโลกสู่โลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ พัฒนาศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติและผลักดันการใช้ประโยชน์จากข้อมูลของ CTBTO ในด้านการเตือนภัยพิบัติ แผ่นดินไหว สึนามิ สาธารณภัย และภัยนิวเคลียร์ รวมถึงการศึกษาสิ่งแวดล้อม การเฝ้าระวังการฟุ้งกระจายของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของ ศ. ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ของสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty, CTBT) นายแพทย์รุ่งเรืองได้แสดงความยินดีกับ CTBTO พร้อมย้ำว่าสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานสากลในการต่อต้านการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

นายแพทย์รุ่งเรืองได้เน้นย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์ฝึกอบรมของ CTBTO ในภูมิภาคอาเซียน และในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก โดยไทยมีความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี RN65 สถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพ PS41 ตลอดจนการบริหารจัดการข้อมูลของศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Centre, NDC) และการตรวจ ณ ที่เกิดเหตุ (On-Site Inspection, OSI) ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจาก Dr. Robert Floyd ที่พร้อมสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมภายใต้กรอบ CTBT ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

นายแพทย์รุ่งเรือง ได้ชื่นชมถึงความพยายาของ CTBTO ในการพัฒนาความถูกต้องและแม่นยำของระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์ของข้อมูลดังกล่าว ในหลากหลายมิติที่นอกเหนือจากภารกิจหลักด้านการเฝ้าตรวจการทดลองนิวเคลียร์ อาทิ การเตือนภัยสึนามิ ซึ่งประเทศไทยใช้ข้อมูลดังกล่าวผ่านศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ การแจ้งเตือนเถ้าถ่านภูเขาไฟเพื่อความปลอดภัยด้านการบิน การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การศึกษาทางธรณีวิทยา รวมถึงการติดตามการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีในชั้นบรรยากาศ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสนับสนุนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของโลก โดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการใช้ประโยชน์ดังกล่าวในประเทศไทยให้เกิดเป็นรูปธรรมผ่านทางเครือข่ายหน่วยงานวิจัย และสถาบันอุดมศึกษา    


ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนไทยยังได้เยี่ยมชมระบบเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้ระบอบการตรวจพิสูจน์ยืนยันของ CTBTO ทั้งระบบเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี ระบบตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพ ระบบตรวจวัดคลื่นเสียงความถี่ต่ำ ศูนย์ข้อมูลระหว่างประเทศ และศูนย์สนับสนุนเทคโนโลยีและการฝึกอบรม (TeST Centre) พร้อมหารือเชิงเทคนิคร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของ CTBTO เพื่อนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยด้านการเฝ้าระวัง เตรียมความพร้อม และการรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี โดยจะเชื่อมโยงการทำงานกับเครือข่ายสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีแห่งชาติ 23 สถานีทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนภัยได้อย่างทันท่วงทีบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ อันจะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชนไทย


ในตอนท้าย นายแพทย์รุ่งเรืองได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ต่อการดำเนินงานของ CTBTO และพร้อมสนับสนุนกิจกรรมและโครงการริเริ่มต่าง ๆ ขององค์การในอนาคต เพื่อส่งเสริมทั้งความเป็นสากลของสนธิสัญญา CTBT และการใช้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคเพื่อประโยชน์ของประชาคมโลกอย่างยั่งยืน


วธ. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” พร้อมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระกุศล “สมเด็จพระสังฆราช” เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา

 วธ. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” พร้อมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระกุศล “สมเด็จพระสังฆราช” เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา


วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา 26 มิถุนายน 2569 ณ โถงชั้น 1 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา คณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน



นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ 99 พรรษา ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 นับเป็นวาระสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ รัฐบาลจึงมอบหมายให้หน่วยงานภาครัฐจัดกิจกรรมถวายพระกุศลและเฉลิมพระเกียรติ เพื่อแสดงความสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพระพุทธศาสนา ประเทศชาติ และประชาชน โดยตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งในฐานะองค์สังฆบิดรแห่งคณะสงฆ์ ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน และทรงปฏิบัติพระศาสนกิจนานัปการเพื่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ทั้งในประเทศและนานาชาติ





ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังสำนักพระราชวังมีประกาศเรื่อง การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานพระดำริให้การจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา เป็นไปด้วยความเหมาะสม โดยให้มีการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระองค์ควบคู่กับการถวายพระกุศลเนื่องในวาระสำคัญดังกล่าว และปรับกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาแห่งการถวายความอาลัย อันเป็นแบบอย่างแห่งเมตตาธรรม ความกตัญญูกตเวที และการธำรงไว้ซึ่งคุณค่าของสถาบันหลักของชาติ



กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้สนองพระดำริและน้อมรับนโยบายของรัฐบาล โดยมอบหมายให้กรมการศาสนาดำเนินการจัดพิธีดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจด้านกฎหมาย การยุติธรรม การพัฒนาสังคม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การศาสนา และการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนมาโดยตลอด




นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในวาระฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา พร้อมน้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความสามัคคีในสังคม ตลอดจนร่วมกันธำรงรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคง

ทั้งนี้ การเจริญพระพุทธมนต์เป็นพิธีอันเป็นมรดกทางจิตใจที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาและความผูกพันของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา การจัดพิธีในครั้งนี้จึงเป็นทั้งการถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวาระมงคลแห่งการทรงเจริญพระชนมายุ 99 พรรษา และการรวมพลังแห่งความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวที และความสามัคคีของพสกนิกรชาวไทยในการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมร่วมกันสืบสานคุณค่าทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมอันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทยให้ดำรงอยู่สืบไป

ททท. ชวนเที่ยวแบบสุขใจ ทดลองใช้ Festival Database Platform พร้อมตอบแบบสอบถาม รับของที่ระลึก 100 รางวัล

 ททท. ชวนเที่ยวแบบสุขใจ ทดลองใช้ Festival Database Platform พร้อมตอบแบบสอบถาม รับของที่ระลึก 100 รางวัล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม “สุขใจ ชวนเที่ยว” เปิดประสบการณ์ค้นหาเทศกาล งานประเพณี และกิจกรรมท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ผ่าน Festival Database Platform แพลตฟอร์มฐานข้อมูลเทศกาลของประเทศไทย ที่รวบรวมข้อมูลเทศกาลจากทั่วประเทศไว้ในที่เดียว เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาข้อมูล วางแผนการเดินทาง และเติมแรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวผ่านเทศกาลที่หลากหลายตลอดทั้งปี

Festival Database Platform มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้การค้นหาเทศกาลเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Festival Calendar ปฏิทินรวบรวมข้อมูลเทศกาลทั่วประเทศ ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถติดตามกำหนดการและวางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้าได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึง สุขใจ Chatbot ผู้ช่วยค้นหาเทศกาลและกิจกรรมท่องเที่ยว ที่สามารถเข้าใช้งานได้ผ่านไอคอนมุมขวาล่างของหน้าจอ เพื่อแนะนำข้อมูลเทศกาลและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้ใช้งาน

กิจกรรม “สุขใจ ชวนเที่ยว” เชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจทดลองใช้งานฟีเจอร์ภายใน Festival Database Platform พร้อมตอบแบบประเมินความพึงพอใจในการใช้งานระบบ โดยผู้ร่วมกิจกรรมมีสิทธิ์รับของที่ระลึกจากโครงการ จำนวนทั้งสิ้น 100 รางวัล

วิธีเข้าร่วมกิจกรรม

เข้าสู่ระบบเพื่อใช้งาน Festival Database Platform ผ่านเว็บไซต์

https://ai.festivaldatabaseplatform.com/th

ทดลองใช้งานฟีเจอร์ภายในระบบ ได้แก่

Festival Calendar ปฏิทินรวบรวมข้อมูลเทศกาลทั่วประเทศสุขใจ Chatbot ผู้ช่วยค้นหาเทศกาลและกิจกรรมท่องเที่ยว โดยสามารถเข้าใช้งานได้ผ่านไอคอนมุมขวาล่างของหน้าจอตอบแบบประเมินความพึงพอใจในการใช้งานระบบผ่าน สุขใจ Chatbotบันทึกภาพหน้าจอหลังตอบแบบประเมินความพึงพอใจเรียบร้อยแล้ว และคอมเมนต์ภาพดังกล่าวใต้โพสต์กิจกรรมบน Facebook Page: Thailand Festival เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม

ผู้ร่วมกิจกรรมมีสิทธิ์รับของที่ระลึกจากโครงการ จำนวน 100 รางวัล เป็นผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่สะท้อนอัตลักษณ์ เสน่ห์ และความหลากหลายของวัฒนธรรมไทยจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยกิจกรรมเปิดให้ร่วมสนุกตั้งแต่วันนี้ – 10 กรกฎาคม 2569 และจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับของที่ระลึกในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Facebook Page: Thailand Festival  สามารถร่วมกิจกรรมและทดลองใช้งาน สุขใจ Chatbot และ Festival Calendar ได้แล้ววันนี้ที่ https://ai.festivaldatabaseplatform.com/th 

กรมวิทยาศาสตร์บริการลงพื้นที่ จ.เชียงราย ปรับปรุง ส่งมอบ "ห้องสมุดสีเขียว" และติดตั้งเครื่องกรองน้ำ ในโครงการ "PEA หมู่บ้านช่อสะอาด" ประจำปี 2569

 กรมวิทยาศาสตร์บริการลงพื้นที่ จ.เชียงราย ปรับปรุง ส่งมอบ "ห้องสมุดสีเขียว" และติดตั้งเครื่องกรองน้ำ ในโครงการ "PEA หมู่บ้านช่อสะอาด" ประจำปี 2569

       ระหว่างวันที่ 16 - 18 มิถุนายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบ้านห้วยทรายขาว ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินการปรับปรุง "ห้องสมุดสีเขียว Green Library" และติดตั้ง "เครื่องกรองน้ำดื่มสะอาดกรมวิทยาศาสตร์บริการ" ให้แก่โรงเรียน ภายใต้โครงการ "PEA หมู่บ้านช่อสะอาด" ประจำปี 2569

      ตลอดการลงพื้นที่ คณะเจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์บริการได้ร่วมกันจัดเตรียมและจัดระบบห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ พร้อมทั้งติดตั้งและทดสอบระบบเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาดกรมวิทยาศาสตร์บริการให้พร้อมใช้งาน  เพื่อให้นักเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย และมีน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย อันเป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตและการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะอาจารย์และนักเรียนภายในโรงเรียน

       ต่อมาในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 ได้มีพิธีส่งมอบโครงการ "PEA หมู่บ้านช่อสะอาด" ประจำปี 2569 โดยมี นายอุดมศักดิ์ เต็มวงษ์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานในพิธี ร่วมกับมูลนิธิต่อต้านการทุจริต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการนี้ นางสาวอุดมลักษณ์ เวียนงาม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลวิทยาศาสตร์บริการ ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้ร่วมเปิดใช้และส่งมอบห้องสมุดสีเขียว คอมพิวเตอร์ และเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาดกรมวิทยาศาสตร์บริการ ให้แก่โรงเรียนบ้านห้วยทรายขาวอย่างเป็นทางการ

       นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการยังได้ร่วมจัด กิจกรรมอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อมภายในงาน เพื่อเสริมสร้างความตระหนักด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ให้แก่นักเรียนและชุมชน

      การดำเนินงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมวิทยาศาสตร์บริการในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสนับสนุนการพัฒนาสถานศึกษาและชุมชนอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและร่วมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมที่โปร่งใสต่อไป


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #ห้องสมุดสีเขียว

วช. ผนึกกำลัง มธ. และ มวล. เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ผ่านการอบรมหลักสูตร RUSH เฟส 2 ภาคใต้

 วช. ผนึกกำลัง มธ. และ มวล. เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ผ่านการอบรมหลักสูตร RUSH เฟส 2 ภาคใต้ 

วันที่ 16 มิถุนาย 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) และ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.) จัดอบรม “หลักสูตรเสริมสมรรถนะบุคลากรสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อพัฒนางานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ (RUSH) ระยะที่ 2 ภาคใต้”ณ โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ 

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม และมี ศ. ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ รศ. ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม ร่วมต้อนรับ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมากล่าวปาฐกถาเพื่อให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมการอบรม 

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ ได้กล่าวว่าการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ควบคู่กับสังคมศาสตร์ เพราะงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีพลังสำคัญในการทำความเข้าใจมนุษยชาติ วัฒนธรรม และปัญหาสังคมที่ซับซ้อน วช. จึงมุ่งส่งเสริมให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงการอธิบายปัญหาในรายงานวิชาการ แต่ต้องเป็นเครื่องมือชี้ทางออกและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ประเทศ ผ่านกลไก "หลักสูตร RUSH" ซึ่งเป็นกระบวนการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่องโดยผู้เชี่ยวชาญที่จะร่วมขัดเกลาเพื่อให้ได้งานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมการสร้างเครือข่ายนักวิจัยทั้งแนวระนาบเพื่อร่วมคิดร่วมทำ และแนวตั้งเพื่อรับคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว งานวิจัยที่มีคุณค่าต้องไม่ใช่แค่คำตอบทางวิชาการ แต่ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นคำตอบของสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะได้อย่างเป็นรูปธรรม

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการปาฐกถาพิเศษโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่ได้มาเปิดมุมมองใหม่ๆ ศ.พิเศษ ดร.เอนก ชี้ให้เห็นว่า โลกตะวันออกมีรากฐานภูมิปัญญาที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธศาสนา ที่สอนเรื่องเสรีภาพในการตั้งคำถาม (กาลามสูตร) และการพึ่งพาตนเอง ศาสนาพราหมณ์ ที่สอนให้มนุษย์รับผิดชอบต่อประโยชน์สุขของโลก (โลกสังคหะ) หรือ ปรัชญาอี้จิง ที่สอนเรื่องการเปลี่ยนแปลงอันเป็นสัจนิรันดร์

"ปัจเจกนิยมแบบตะวันตก มักทำให้เราละเลยความสำคัญของครอบครัวและชุมชน เห็นแต่ตัวเรา แต่ปัจเจกนิยมแบบตะวันออกจะไม่ตัดขาดจากส่วนรวม... ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสร้างสังคมศาสตร์แบบตะวันออก แบบไทย ขึ้นมา เลิกเป็นทาสผู้จงรักภักดีของทฤษฎีตะวันตก แล้วหันมาสร้าง 'อธิปไตยทางวิชาการ' ของเราเอง"

นอกจากนี้ ศ.พิเศษ ดร.เอนก ยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จในการบริหารงานของ ศ. ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ว่าเป็นภาพสะท้อนของการใช้ “ความเป็นผู้นำแบบไทย” ที่ต้องมีความเด็ดขาด เข้มแข็ง ในการฝ่าฟันแรงต้าน ซึ่งทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์แบบตะวันตกอาจมีข้อจำกัดในการอธิบายได้

สำหรับการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 ในภาคใต้ (The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II) โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มุ่งผลักดันและต่อยอดงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ทั้งระดับนโยบาย ชุมชน และพาณิชย์ ซึ่งได้มีการจัดอบรมไปแล้ว 2 ครั้ง ในกรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัย ราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก




วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เปิดฉากอย่างเป็นทางการ! การแข่งขัน Youth Muaythai Stage Dance Contest 2026 ดึงเยาวชนสืบสานมวยไทยผ่านศิลปะการเต้นร่วมสมัย ชิงรวมกว่า 5 แสนบาท

 เปิดฉากอย่างเป็นทางการ! การแข่งขัน Youth Muaythai Stage Dance Contest 2026 ดึงเยาวชนสืบสานมวยไทยผ่านศิลปะการเต้นร่วมสมัย ชิงรวมกว่า 5 แสนบาท


เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ MCC Hall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค มีพิธีเปิดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ “Youth Muaythai Stage Dance Contest 2026” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโครงการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานศิลปะมวยไทยเข้ากับการแสดง Stage Dance ร่วมสมัย โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย), กรมพลศึกษา, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ในการนี้ ดร.ปัญญา หาญลำยวง อุปนายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยมี นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ในฐานะตัวแทนคณะทำงานและผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย คณะกรรมการ คณะทำงาน และผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ประกอบด้วย นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา, พลตรีรินธนธ์ ปุณโณทก เลขานุการสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย), ดร.ดารณี ลิขิตวรศักดิ์ กรรมการสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย), คุณชัญญ์ญาณ์ ธำรงวินิจฉัย ผู้จัดการใหญ่กิจกรรมการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน), คุณเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานบริษัท สยามอินดัสเตรียลพาร์ค จำกัด, คุณฉัตรชัย เล่งอี้ คณะกรรมการด้านจีน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณเชาว์ชัย เจียมวิจิตร คณะกรรมการด้านจีน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายปณิธาน หงส์ทอง ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์ศิลปะมวยไทยและกีฬาไทย สำนักการกีฬา กรมพลศึกษา, นายนิธิพงศ์ กิมาวหา หัวหน้างานมาตรฐานและติดตามประเมินผลกีฬามวย ผู้แทนการกีฬาแห่งประเทศไทย, นายวันกล้า ขวัญแก้ว กรรมการสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย), นายสุธน วิชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา, นายอดุลยชาติ ขันธมะ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรการพลศึกษาและการกีฬา และคุณธีรวัฒน์ ยิ้วยิ้ม กรรมการสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) ร่วมเป็นเกียรติและสักขีพยานในพิธีเปิดอย่างพร้อมเพรียง


โดยนางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ ได้เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับศิลปะมวยไทย และมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการอนุรักษ์เผยแพร่มรดกภูมิปัญญาของชาติผ่านรูปแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การวางแผน การทำงานเป็นทีม ตลอดจนส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกาย และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้คุณค่าของวัฒนธรรมไทย สำหรับรูปแบบการชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศนี้ นางสาวรินทร์ลิตาระบุว่า จะใช้เกณฑ์คะแนนด้านทักษะความสามารถ 70 คะแนน ร่วมกับคะแนน Popular Vote อีก 30 คะแนน (ซึ่งกำหนดให้ 1 Like เท่ากับ 1 คะแนน และ 2 Share เท่ากับ 1 คะแนน) ในส่วนของรูปแบบการแสดงของแต่ละทีมในวันนี้ จะแบ่งโครงสร้างออกเป็น 3 ช่วงอย่างชัดเจน ประกอบด้วย ช่วงนำเข้า ความยาว 1 นาที, ช่วง Step Dance ผสมผสานการไหว้ครูและท่ามวยไทย ความยาว 2 นาที และช่วงแดนซ์ประยุกต์ ความยาว 2 นาที รวมเวลาการแสดงทั้งหมดต้องไม่เกิน 5 นาที หากเกินเวลาที่กำหนดจะถือว่าผิดกติกาและไม่ได้รับการพิจารณาตัดสิน ทั้งนี้นางสาวรินทร์ลิตาได้กล่าวย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการตัดสินคือการทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ และการนำศิลปะมวยไทยมาเป็นแกนหลักในการออกแบบการแสดงร่วมกับการเต้นสมัยใหม่ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ สามารถต่อยอดเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายหรือสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในวงกว้างได้

นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้จัดเตรียมรางวัลสำหรับผู้ชนะในแต่ละรุ่น รวมมูลค่าเงินรางวัลตลอดการแข่งขันกว่า 500,000 บาท ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 50,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 20,000 บาท, รางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท, รางวัล Popular Vote เงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลปลอบใจสำหรับทีมที่ไม่ได้รางวัล ทีมละ 5,000 บาท โดยทุกทีมที่ได้รับรางวัลจะได้รับโล่รางวัลจาก ดร.สุทิน คลังแสง นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและกองเชียร์ที่มาร่วมชมการประชันความสามารถของเยาวชนไทยในรอบชิงชนะเลิศอย่างเนืองแน่น