วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วธ. เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาทางศาสนา ผนึกภาคีเครือข่ายยกระดับแหล่งเรียนรู้ ปลูกฝังคุณธรรมเด็กและเยาวชน สู่สังคมพหุวัฒนธรรมสันติสุข

 วธ. เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาทางศาสนา ผนึกภาคีเครือข่ายยกระดับแหล่งเรียนรู้ ปลูกฝังคุณธรรมเด็กและเยาวชน สู่สังคมพหุวัฒนธรรมสันติสุข






วันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมพหุภาคีเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารและจัดการศึกษาอิสลาม และเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิดโดดเด่น ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีนายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา นายอาชัญ วันแอเลาะ นายกสมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการสมาคม หัวหน้าเขตการศึกษา หัวหน้าหน่วยสอบ คณะครูสอนศาสนาอิสลาม เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามประจำจังหวัดนนทบุรี เฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา





นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่กับการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงของสถาบันศาสนา จึงมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ขับเคลื่อนการศึกษาทางศาสนาร่วมกับองค์กรศาสนาและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังคุณธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เคารพความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม และอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสันติสุข

กรมการศาสนาได้บูรณาการความร่วมมือกับคณะสงฆ์ องค์การศาสนา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ส่งเสริมการศึกษาทางศาสนาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ผ่านแหล่งเรียนรู้ของแต่ละศาสนา เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ปลูกฝังคุณธรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ในส่วนของพระพุทธศาสนา กรมการศาสนาส่งเสริมการดำเนินงานของ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ซึ่งคณะสงฆ์จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ฝึกปฏิบัติธรรม และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย โดยใช้หลักสูตรธรรมศึกษาของคณะสงฆ์เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณธรรม ควบคู่กับการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตและองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ปัจจุบันในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ กรมการศาสนาให้การสนับสนุนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ทั่วประเทศ จำนวน ๒,๖๔๕ ศูนย์ มีเด็ก เยาวชน และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า ๗๘๐,๘๒๒ คน


สำหรับศาสนาอิสลาม กรมการศาสนาส่งเสริมการจัดการศึกษาผ่าน ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด (ศอม.) โดยบูรณาการความร่วมมือกับสมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาอิสลามให้มีคุณภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยใช้หลักสูตรวิชาศาสนาอิสลามภาคบังคับ (ฟัรฎูอัยน์) เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการดำรงชีวิตตามหลักศาสนา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนมุสลิมให้มีความรู้คู่คุณธรรมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติ ปัจจุบันมีศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิดที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งแล้ว จำนวน ๑,๐๕๖ ศูนย์ ครอบคลุม ๓๖ จังหวัด ทั่วประเทศ



การประชุมพหุภาคีครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาอิสลามของประเทศ พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรศาสนา และเครือข่ายผู้จัดการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย และตอบสนองต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ ๒๑

ภายในงาน กรมการศาสนาได้มอบรางวัลศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิดโดดเด่น ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๑๐ ศูนย์ จาก ๑๐ เขตการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ศูนย์อบรมฯ ที่มีผลการดำเนินงานเป็นแบบอย่างในการพัฒนาการศึกษาอิสลามและการปลูกฝังคุณธรรมแก่เด็กและเยาวชน



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนาจะเดินหน้าส่งเสริมการศึกษาทางศาสนาของทุกศาสนาอย่างต่อเนื่อง พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางศาสนาให้เป็นพื้นที่สร้างคุณธรรม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และพัฒนาศักยภาพของเด็ก เยาวชน และประชาชน โดยใช้หลักธรรมของแต่ละศาสนาเป็นพลังในการพัฒนาคน พัฒนาชุมชน และเสริมสร้างสังคมไทยให้สงบสุข สมานฉันท์ และเข้มแข็งอย่างยั่งยืน


กทปส. ผนึก มหิดล ปั้นเยาวชนสู่ "ครีเอเตอร์มืออาชีพ" อัดฉีดทักษะดิจิทัล-AI หนุนซอฟต์พาวเวอร์ไทย

 กทปส. ผนึก มหิดล ปั้นเยาวชนสู่ "ครีเอเตอร์มืออาชีพ" อัดฉีดทักษะดิจิทัล-AI หนุนซอฟต์พาวเวอร์ไทย

กรุงเทพมหานคร, 4 กรกฎาคม 2569 – ท่ามกลางการดิสรัปชันของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาพลิกโฉมทุกมิติของเศรษฐกิจและสังคม กองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว "โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาเยาวชนให้มีศักยภาพด้านทักษะดิจิทัล" อย่างเป็นทางการ ณ ห้องอเนกประสงค์ ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เพื่อเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) และยกระดับเยาวชนไทยจาก "ผู้ใช้งาน" สู่การเป็น "ผู้ผลิตสื่อมืออาชีพ"

อุดช่องโหว่ทักษะดิจิทัล สร้างนิเวศสื่อปลอดภัย

แม้เยาวชนยุคใหม่จะเติบโตมาในฐานะ Digital Native แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ผลิตสื่อที่มีความรับผิดชอบและรู้เท่าทันกฎหมายยังคงเป็นความท้าทายระดับชาติ โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยมุ่งเป้าป้อนบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมกระจายเสียงและโทรทัศน์ พร้อมผลักดันการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริม Soft Power ของไทย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม อาหาร หรือวิถีชีวิตท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระดับสากล

รองศาสตราจารย์ ดร.พสชนัน นิรมิตรไชยนนท์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลหัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า "โลกดิจิทัลในวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องการพลเมืองดิจิทัลที่มีความรับผิดชอบ รู้เท่าทันข้อมูล และสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์คุณค่าให้กับสังคม โครงการนี้จึงออกแบบให้เยาวชนได้ลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาชุมชน"

ด้านรองศาสตราจารย์ดร.กมลพร สอนศรีอาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักวิจัยร่วมโครงการฯ กล่าวว่า "เยาวชนยุคปัจจุบันใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว แต่อาจยังขาดการรู้เท่าทันและจริยธรรมในการใช้สื่อ จึงเป็นที่มาของการจัด "โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาทักษะเยาวชนให้มีศักยภาพด้านทักษะดิจิทัล" โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะให้เยาวชนสามารถนำความรู้กลับไปช่วยเหลือชุมชน รวมถึงส่งต่อความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุในท้องถิ่นอีกด้วย"

โรดแมปโครงการ: ปูพรมเฟ้นหา 600 เยาวชนทั่วประเทศ

เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม โครงการเตรียมจัดกิจกรรม Roadshow สัญจรไปยังสถาบันการศึกษา 15 แห่ง ครอบคลุม 6 พื้นที่ทั่วประเทศ ดังนี้:

 * ภาคเหนือ: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 * ภาคกลาง: มหาวิทยาลัยศิลปากร และ มหาวิทยาลัยรังสิต

 * ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

 * ภาคตะวันออก: มหาวิทยาลัยบูรพา และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

 * ภาคใต้: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ มหาวิทยาลัยทักษิณ

 * กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ สถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ไฮไลต์กิจกรรมการฝึกอบรม (เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย)

เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 600 คน (ภูมิภาคละ 100 คน) จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแคมป์พัฒนาทักษะดิจิทัลเข้มข้น 3 วัน 2 คืน ในพื้นที่ใกล้ภูมิลำเนา โดยหลักสูตรจะครอบคลุมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้แก่:

 * Digital Mindset: การสร้างกรอบความคิดดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อ

 * Data Storytelling: ศิลปะการเล่าเรื่องด้วยข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

 * AI & Tech Tools: การผลิตสื่อด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI อย่างมืออาชีพ

 * Digital Ethics & Law: จริยธรรม จรรยาบรรณ และข้อกฎหมายในการสร้างสังคมดิจิทัล

หลังสิ้นสุดการอบรม จะมีการจัดกิจกรรม Pitching เพื่อคัดเลือกเยาวชนหัวกะทิ 30 คน มารับทุนและโอกาสในการพัฒนาโครงการผลิตสื่อสร้างสรรค์ (เช่น วิดีโอโปรโมตการท่องเที่ยว, สินค้าชุมชน หรือการอนุรักษ์วัฒนธรรม) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดในระดับชุมชนและสังคมต่อไป

เงื่อนไขและช่องทางการรับสมัคร

โอกาสสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถของตนเอง 

เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้

 * คุณสมบัติ: เยาวชนอายุระหว่าง 15–22 ปี จากทั่วประเทศ

 * วิธีการสมัคร: ถ่ายคลิปวิดีโอแนะนำตนเอง (ความยาวประมาณ 3 นาที) บอกเล่าถึง "เหตุผลและความมุ่งมั่นที่อยากเข้าร่วมโครงการ" พร้อมนำเสนอไอเดียว่า "จะนำความรู้ด้านดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร"

 * ระยะเวลารับสมัคร: วันนี้ – 25 กรกฎาคม 2569 (หมายเหตุ: ผู้สมัครไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น)

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม กติกาการส่งคลิป และประกาศผลการคัดเลือกได้ทาง Facebook Page: โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาเยาวชนให้มีศักยภาพด้านทักษะดิจิทัล


SME ไทยในยุค AI

 SME ไทยในยุค AI 

Searchธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกดิจิทัล จากเดิมที่การมีเว็บไซต์ เฟซบุ๊กเพจ หรือข้อมูลบน Google Maps อาจเพียงพอสำหรับการสร้างตัวตนออนไลน์ ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปสู่การค้นหาข้อมูลผ่านหลายช่องทางมากขึ้น ทั้ง Google, Social Media, แผนที่ออนไลน์ รีวิว และเครื่องมือ AI เช่น ChatGPT, Gemini และ Perplexity

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ SME ไทยต้องมองเรื่องการตลาดออนไลน์กว้างกว่าเดิม เพราะลูกค้าไม่ได้ค้นหาเพียง “สินค้า” หรือ “บริการ” แต่กำลังค้นหาความน่าเชื่อถือ คำแนะนำ และเหตุผลก่อนตัดสินใจซื้อ

ข้อมูลจาก Move Marketing Co., Ltd. ระบุว่า ธุรกิจไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการมองเห็นบนทั้ง Google และ AI Search มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว คลินิก ร้านอาหาร และบริษัท B2B ที่ลูกค้ามักค้นหาข้อมูลหลายรอบก่อนตัดสินใจติดต่อ

ลูกค้าต้องการความมั่นใจก่อนตัดสินใจ

ในอดีต SME จำนวนมากอาจเติบโตจากการบอกต่อ ทำเลที่ดี หรือฐานลูกค้าเดิม แต่ในยุคปัจจุบัน ลูกค้าส่วนใหญ่ค้นหาข้อมูลก่อนติดต่อธุรกิจจริง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านรีวิว ดูเว็บไซต์ ตรวจสอบรูปภาพ เปรียบเทียบราคา หรือถาม AI เพื่อขอคำแนะนำ

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าอาจไม่ได้ค้นหาเพียง “ร้านอาหารใกล้ฉัน” แต่ถามว่า “ร้านอาหารแบบไหนเหมาะกับครอบครัว” หรือไม่ได้ค้นหาเพียง “คลินิกความงาม” แต่ถามว่า “ควรดูอะไรบ้างก่อนเลือกคลินิก”

พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนว่า ลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงรายชื่อธุรกิจ แต่ต้องการข้อมูลที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจก่อนตัดสินใจ

จากการมองเห็นสู่ความน่าเชื่อถือ

การตลาดออนไลน์ยุคใหม่ไม่ได้วัดผลเพียงจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์หรือยอดไลก์บนโซเชียลมีเดีย แต่ต้องดูว่าข้อมูลของธุรกิจช่วยให้ลูกค้าเชื่อถือมากขึ้นหรือไม่

สำหรับ SME ความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น เว็บไซต์ที่อธิบายบริการชัดเจน รีวิวจากลูกค้าจริง ข้อมูลติดต่อที่ถูกต้อง รูปภาพที่น่าเชื่อถือ และเนื้อหาที่ตอบคำถามของลูกค้าได้ตรงจุด

สิ่งที่ลูกค้าเห็น

ผลต่อความรู้สึกของลูกค้า


เว็บไซต์มีข้อมูลครบ

ธุรกิจดูจริงจังและน่าเชื่อถือ


รีวิวดีและตอบกลับสุภาพ

ลูกค้ารู้สึกมั่นใจมากขึ้น


ข้อมูลติดต่อชัดเจน

ลดความลังเลก่อนติดต่อ


รูปภาพจริง

ช่วยให้เห็นคุณภาพและบรรยากาศ


บทความตอบคำถาม

แสดงความเชี่ยวชาญ


ข้อมูลตรงกันทุกช่องทาง

สร้างความมั่นใจว่าธุรกิจมีตัวตนจริง

ความน่าเชื่อถือเหล่านี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะกับมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยให้ระบบค้นหาเข้าใจธุรกิจได้ดีขึ้น

AI Search ทำให้ข้อมูลต้องชัดขึ้น

เมื่อผู้บริโภคเริ่มใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยค้นหาข้อมูล ธุรกิจจำเป็นต้องทำให้ข้อมูลของตนชัดเจนและเป็นระบบมากกว่าเดิม เพราะ AI มักประมวลผลจากหลายแหล่งข้อมูล แล้วสรุปเป็นคำตอบให้ผู้ใช้

หากเว็บไซต์ของธุรกิจมีข้อมูลน้อย ไม่มีรายละเอียดบริการ ไม่มีบทความที่ตอบคำถามลูกค้า หรือข้อมูลในแต่ละช่องทางไม่ตรงกัน โอกาสที่แบรนด์จะถูกเข้าใจอย่างถูกต้องก็อาจลดลง

ในทางกลับกัน ธุรกิจที่มีข้อมูลครบ มีโครงสร้างเว็บไซต์ดี และแสดงความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า

เว็บไซต์ยังเป็นฐานข้อมูลหลักของ SME

แม้หลายธุรกิจจะใช้ Facebook, LINE, TikTok หรือ Instagram เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับลูกค้า แต่เว็บไซต์ยังคงมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจควบคุมข้อมูลได้เองมากที่สุด

เว็บไซต์ที่ดีไม่ควรเป็นเพียงหน้ารวมเบอร์โทรศัพท์หรือรูปภาพสินค้า แต่ควรทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลหลักของธุรกิจ อธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่า ธุรกิจทำอะไร เหมาะกับใคร ให้บริการพื้นที่ใด และแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร

สิ่งที่เว็บไซต์ SME ควรมี ได้แก่

หน้าอธิบายบริการหรือสินค้าอย่างชัดเจน

หน้าเกี่ยวกับธุรกิจที่ให้ข้อมูลจริง

ข้อมูลติดต่อ ที่อยู่ และช่องทางติดต่อที่ถูกต้อง

รีวิวหรือกรณีศึกษาจากลูกค้า

คำถามที่พบบ่อย

รูปภาพจริงของสถานที่ สินค้า หรือทีมงาน

บทความที่ตอบคำถามก่อนการตัดสินใจ

โครงสร้างที่ใช้งานง่ายบนมือถือ

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจก่อนติดต่อ และช่วยให้ Google รวมถึงระบบ AI เข้าใจบริบทของธุรกิจได้ดีขึ้น

ธุรกิจท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญกับการค้นหาใกล้ตัว

สำหรับ SME ที่มีหน้าร้านหรือให้บริการในพื้นที่ Local Search เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ลูกค้าจำนวนมากค้นหาธุรกิจจากมือถือในช่วงเวลาที่ต้องการตัดสินใจทันที เช่น ร้านอาหารใกล้ฉัน คลินิกใกล้บ้าน โรงแรมใกล้สถานที่ท่องเที่ยว หรือบริการในจังหวัดที่ตนอยู่

ธุรกิจจึงควรดูแลข้อมูลบน Google Business Profile ให้ถูกต้องและอัปเดตอยู่เสมอ ทั้งชื่อธุรกิจ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เวลาเปิดทำการ รูปภาพ รีวิว และลิงก์ไปยังเว็บไซต์

หากข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ไม่ชัดเจน ลูกค้าอาจเลือกคู่แข่งที่ให้ข้อมูลครบกว่า แม้คุณภาพบริการจริงอาจไม่ได้แตกต่างกันมากก็ตาม

คอนเทนต์ช่วยสร้างความเชี่ยวชาญ

หนึ่งในวิธีที่ SME สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้คือการผลิตคอนเทนต์ที่ตอบคำถามของลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องเป็นบทความยาวหรือใช้ภาษาซับซ้อน แต่ควรให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น

ร้านอาหารอาจเขียนคำแนะนำสำหรับลูกค้าที่มากับครอบครัว

คลินิกอาจอธิบายขั้นตอนบริการและสิ่งที่ควรรู้ก่อนจอง

บริษัททัวร์อาจแนะนำฤดูกาลท่องเที่ยวและรูปแบบทริปที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม

บริษัท B2B อาจอธิบายวิธีเลือกผู้ให้บริการและข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

ร้านค้าออนไลน์อาจเปรียบเทียบสินค้าและตอบคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย

คอนเทนต์เหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะต่อ SEO แต่ยังช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าธุรกิจมีความเข้าใจปัญหาของตนจริง

มือถือคือจุดเริ่มต้นของการติดต่อ

ผู้บริโภคจำนวนมากค้นหาข้อมูลผ่านมือถือ หากเว็บไซต์ของธุรกิจโหลดช้า อ่านยาก หรือปุ่มติดต่อไม่ชัดเจน โอกาสที่จะเสียลูกค้าก็สูงขึ้น

SME จึงควรตรวจสอบประสบการณ์ใช้งานบนมือถืออย่างจริงจัง ไม่ใช่ดูเพียงความสวยงามบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

เว็บไซต์โหลดเร็วหรือไม่

เบอร์โทรศัพท์กดโทรได้ทันทีหรือไม่

ปุ่ม LINE หรือแบบฟอร์มติดต่อชัดเจนหรือไม่

ข้อความอ่านง่ายหรือไม่

รูปภาพแสดงผลดีหรือไม่

ลูกค้าหาข้อมูลสำคัญได้ภายในไม่กี่วินาทีหรือไม่

แผนที่และเวลาเปิดทำการดูง่ายหรือไม่

รายละเอียดเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของลูกค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่ลูกค้าต้องการติดต่อทันที

เริ่มต้นจากพื้นฐานที่ทำได้จริง

การปรับตัวสู่ยุค AI Search ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากงบประมาณสูงหรือระบบซับซ้อนเสมอไป SME สามารถเริ่มจากการจัดระเบียบข้อมูลพื้นฐานของตนเองให้ชัดเจนก่อน

สิ่งที่ควรเริ่มทำ ได้แก่

ตรวจสอบข้อมูลธุรกิจในทุกช่องทางให้ตรงกัน

ปรับเว็บไซต์ให้มีรายละเอียดบริการครบถ้วน

อัปเดต Google Business Profile

ขอรีวิวจากลูกค้าจริงอย่างเหมาะสม

เขียนคำถามที่พบบ่อยจากประสบการณ์จริง

เพิ่มรูปภาพจริงของธุรกิจ

สร้างบทความที่ตอบคำถามลูกค้าก่อนตัดสินใจ

ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ใช้งานได้ดีบนมือถือ

เชื่อมโยงข้อมูลจากเว็บไซต์ไปยังช่องทางติดต่อหลัก

แม้จะเป็นขั้นตอนพื้นฐาน แต่หากทำอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ธุรกิจมีฐานข้อมูลออนไลน์ที่แข็งแรงขึ้น

SME ที่ชัดเจนจะได้เปรียบ

ในยุคที่ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลจากหลายช่องทาง ธุรกิจที่อธิบายตัวเองได้ชัดเจนจะมีความได้เปรียบมากขึ้น เพราะลูกค้าสามารถเข้าใจบริการ เปรียบเทียบตัวเลือก และตัดสินใจได้ง่ายกว่า

AI Search ไม่ได้ทำให้การตลาดออนไลน์ซับซ้อนขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้ความชัดเจนของข้อมูลมีค่ามากขึ้นด้วย ธุรกิจที่มีเว็บไซต์ดี รีวิวจริง เนื้อหาที่ตอบคำถาม และข้อมูลที่สอดคล้องกัน จะมีโอกาสถูกค้นพบและถูกเชื่อถือมากกว่าธุรกิจที่ยังไม่มีฐานข้อมูลดิจิทัลที่เป็นระบบ

สำหรับ SME ไทย การสร้างความน่าเชื่อถือออนไลน์จึงไม่ใช่งานเสริมอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ลูกค้าค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจเร็วขึ้นกว่าเดิม


วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ศน. เดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” ยกระดับสุขภาวะทางจิตใจ สู่ Thailand Meditation Hub ณ โพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 ศน. เดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” ยกระดับสุขภาวะทางจิตใจ สู่ Thailand Meditation Hub ณ โพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา


เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ณ โพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา ผู้แทนอธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “สมาธิเสริมคุณธรรม นำชีวิตสู่สมดุล : Moral Meditation for Life Balance” ภายใต้กิจกรรมวิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 และเพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายกองเอก อดุลย์ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางพิมพ์เพ็ญ พัฒโน ผู้แทนโพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายทางวัฒนธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง


นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา มูลนิธิโนอิ้งบุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมส่งเสริมการฝึกสมาธิ ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวาระฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยดำเนินการตามประกาศของเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก





กิจกรรมดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาจิตใจผ่านการฝึกสมาธิ เสริมสร้างสติ ความตระหนักรู้ในตนเอง ความเข้มแข็งทางจิตใจ และการบริหารจัดการอารมณ์ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสังคมแห่งคุณธรรม ในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตของผู้คนในปัจจุบัน

ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการปฏิบัติธรรมและการฝึกสมาธิ ด้วยสำนักปฏิบัติธรรมและสถานที่ฝึกสมาธิกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จึงพร้อมผลักดันสู่การเป็น “Thailand Meditation Hub” หรือศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 150 คน ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติธรรม 50 คน และผู้เข้าร่วมพิธีเปิด 100 คน โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การฝึกอานาปานสติ การเดินจงกรม และการเรียนรู้ผ่านหลักสูตร Journey to the Mind ซึ่งมุ่งพัฒนาสติ สมาธิ และการปรับกรอบความคิด (Mindset) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง นำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม



นอกจากนี้ การดำเนินงานดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัย ผ่านการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเสริมสร้างสติปัญญา ความสงบภายใน และคุณภาพชีวิต พร้อมขับเคลื่อนการสร้างสังคมคุณธรรมด้วยพลัง “บวร” ได้แก่ บ้าน วัด และราชการ เพื่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน ///

วศ. ถ่ายทอดนวัตกรรม "ลดความฝาดเฝื่อนถั่วดาวอินคา" หนุนภาคเอกชนต่อยอดโปรตีนทางเลือกสู่ตลาดโลก

 วศ. ถ่ายทอดนวัตกรรม "ลดความฝาดเฝื่อนถั่วดาวอินคา" หนุนภาคเอกชนต่อยอดโปรตีนทางเลือกสู่ตลาดโลก

       กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยทีมวิจัยด้านนวัตกรรมอาหารของ วศ. ถ่ายทอดเทคโนโลยี "กระบวนการลดความฝาดเฝื่อนในถั่วดาวอินคา" ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้รับอนุสิทธิบัตร ให้แก่ บริษัท นิเคโอะ คอร์เปอเรชัน จำกัด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 โดยมี นายวัชรินทร์ สวัสดี พร้อมทีมวิจัยของบริษัท เข้าร่วมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์โปรตีนไอโซเลทจากถั่วดาวอินคาให้มีรสชาติที่ดีขึ้น ตอบโจทย์ตลาดโปรตีนทางเลือกที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง


         ถั่วดาวอินคา (Sacha Inchi) เป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในฐานะแหล่งโปรตีนทางเลือก เนื่องจากอุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีนคุณภาพดี แต่หนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมคือ "รสฝาดเฝื่อน" ที่ติดมากับผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง การดำเนินงานที่สำคัญทีมวิจัย วศ. ได้คิดค้นกระบวนการที่ช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอยู่ในกระบวนการยื่นการรับรองด้วยอนุสิทธิบัตร และเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม



        ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ วศ. ในการเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภาคอุตสาหกรรม ช่วยยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้สามารถผลิตสินค้านวัตกรรมที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ

        ทั้งนี้ วศ. พร้อมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #นวัตกรรมอาหาร  #ถั่วดาวอินคา #โปรตีนทางเลือก

TRT ปรับโครงสร้างทุนบริษัทย่อย เสริมฐานการเงินรับการเติบโต​ คาด Q2 ผลงานใกล้เคียง Q1 พร้อมลุ้นปันผลระหว่างกาล หาก Cash Flow แข็งแกร่ง

 TRT ปรับโครงสร้างทุนบริษัทย่อย เสริมฐานการเงินรับการเติบโต​  คาด Q2 ผลงานใกล้เคียง Q1 พร้อมลุ้นปันผลระหว่างกาล หาก Cash Flow แข็งแกร่ง

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าของไทย เดินหน้าปรับฐานการเงินกลุ่มบริษัท เสริมแกร่ง รองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ล่าสุดบอร์ดอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุน บริษัท แอล.ดี.เอส.เมทัล เวิร์ค จำกัด (LDS Metal Work) บริษัทย่อย เพื่อยกระดับฐานะการเงิน ล้างผลขาดทุนสะสม เพิ่มทุนปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มใกล้เคียงไตรมาสแรก พร้อมพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล หากกระแสเงินสดเป็นไปตามแผน

 

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุนของ บริษัท แอล.ดี.เอส.เมทัล เวิร์ค จำกัด (LDS Metal Work) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TRT ถือหุ้นในสัดส่วน 92.50% เพื่อฟื้นฐานะทางการเงินและรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต

 

สำหรับแผนดังกล่าว ประกอบด้วยการ ลดทุนจดทะเบียน ผ่านการลดมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ของหุ้น เพื่อล้างผลขาดทุนสะสมของบริษัทย่อย ก่อนดำเนินการ เพิ่มทุนจดทะเบียน เพื่อนำเงินที่ได้รับไปใช้ปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) รองรับการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับฐานทางการเงินให้มีความเหมาะสมกับทิศทางการเติบโตในอนาคต มากกว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจแต่อย่างใด

 

ภายใต้แผนดังกล่าว บริษัทย่อยจะลดทุนจดทะเบียนจาก 120 ล้านบาท เหลือ 30 ล้านบาท ผ่านการลดมูลค่าหุ้นจาก 100 บาท เหลือ 25 บาทต่อหุ้น ก่อนเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกไม่เกิน 515 ล้านบาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็นไม่เกิน 545 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป

 

นายสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารเงินลงทุนภายในกลุ่มบริษัท เพื่อให้ทุกบริษัทในเครือมีฐานะการเงินที่แข็งแรง สามารถรองรับโครงการขนาดใหญ่และการขยายธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลกยังมีความต้องการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายระบบส่งไฟฟ้า การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน รวมถึงโครงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition)

 

"TRT ไม่ได้มองเพียงผลประกอบการระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างฐานการเงินที่มั่นคงในทุกบริษัทภายในกลุ่ม เพื่อรองรับการเติบโตในอีกหลายปีข้างหน้า การปรับโครงสร้างทุนของ LDS จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว"

 

ในส่วนของผลการดำเนินงาน บริษัทประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มใกล้เคียงกับไตรมาสแรกของปี โดยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ (Backlog) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงคำสั่งซื้อจากโครงการด้านระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่ทยอยส่งมอบอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและรองรับแผนการลงทุนในอนาคต

 

สำหรับนโยบายการจ่ายเงินปันผล นายสัมพันธ์ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากผลการดำเนินงานและ กระแสเงินสด (Cash Flow) เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทมีโอกาสพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ตามความเหมาะสม

 

"เรายังคงยึดหลักการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต กับการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้น หากสถานะกระแสเงินสดมีความแข็งแรงเพียงพอ คณะกรรมการก็พร้อมพิจารณาการจ่ายเงินปันผลตามนโยบายของบริษัท"

 

นายสัมพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า TRT ยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การก้าวสู่ Global Energy Infrastructure Player โดยมุ่งขยายธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่และอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้าสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วโลก การขยายโครงข่ายไฟฟ้า การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ส่งผลให้ความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

วธ. เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาทางศาสนา ผนึกภาคีเครือข่ายยกระดับแหล่งเรียนรู้ ปลูกฝังคุณธรรมเด็กและเยาวชน สู่สังคมพหุวัฒนธรรมสันติสุข

  วธ. เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาทางศาสนา ผนึกภาคีเครือข่ายยกระดับแหล่งเรียนรู้ ปลูกฝังคุณธรรมเด็กและเยาวชน สู่สังคมพหุวัฒนธรรมสันติสุข วันเส...