วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569

กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียน “ปลาสลิดบ้านแพ้ว”เป็นสินค้า GI น้องใหม่ของจังหวัดสมุทรสาครมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร–ต่อยอดสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน

 กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียน “ปลาสลิดบ้านแพ้ว”เป็นสินค้า GI น้องใหม่ของจังหวัดสมุทรสาครมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร–ต่อยอดสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน

 




​กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับฐานการผลิตไทย สู่เป้าหมายเกษตรมูลค่าสูงของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากลำไยพวงทองบ้านแพ้ว มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ตอกย้ำคุณภาพสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณภาพโดดเด่นและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมยกระดับสู่สินค้า GI ระดับพรีเมียม สร้างรายได้ให้ชุมชนในมิติต่างๆ อย่างยั่งยืน

 


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากปลาสลิดแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลมีระบบชลประทานครอบคลุมทั้งพื้นที่ น้ำมีคุณภาพดีใช้ได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีสภาพน้ำกร่อยที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์และมีหญ้าที่ช่วยสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติ ประกอบกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาสลิดบ้านแพ้วแบบดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีการขุดบ่อให้มีความลึกมากพอ จนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้นบ่อ ทำให้อุณหภูมิน้ำมีความเย็น ส่งผลให้ปลาสลิดสดมีสีเทาอ่อน ซึ่งสีไม่เข้มเท่าปลาสลิดจากแหล่งอื่น เนื้อปลาละเอียด นุ่ม แน่น ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อปลาสดที่ทอดจะมีรสชาติหวาน และเมื่อนำปลาสดมาผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดเลือกปลาที่มีขนาดเหมาะสม การผ่าทำความสะอาด การหมักเกลือในสัดส่วนที่พอดี และการตากแดดตามวิธีดั้งเดิมของชุมชน จนได้เป็นปลาสลิดแดดเดียวและปลาสลิดหอมที่มีเนื้อแน่น แห้ง ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เมื่อทอดสุกเนื้อปลาจะมีความนุ่ม รสชาติเค็มพอดี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตปลาสลิดบ้านแพ้วอยู่ที่ 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดได้สูงถึง 740 ล้านบาทต่อปี

 


นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” ในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยกรมฯ มีแนวทางส่งเสริมและยกระดับสินค้าอย่างครบวงจร ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ GI ให้เหมาะกับตลาดพรีเมียม ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ การจัดหาช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ เป็นต้น โดยสินค้า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีศักยภาพจากจุดเด่นในด้านคุณภาพ รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และของฝากคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน

 


นอกจากนี้ กรมฯ ยังมุ่งมั่นส่งเสริมการต่อยอดแหล่งผลิตสินค้า GI ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว สอดรับกับนโยบาย “365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งยกระดับสินค้าและบริการสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ของสินค้าในท้องถิ่นสร้างรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GIที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 256 รายการ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนรวมกว่า 115,979 ล้านบาท

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยผลักดันให้ “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต และต่อยอดการพัฒนาสินค้า GI ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและ Soft Power ด้านอาหารของไทย ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งผลิตเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน อันจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

----------------------

“ค้าภายใน” สั่งคุมเข้มรับซื้อปาล์มหลังสงกรานต์ ลุยเช็กลานเท–โรงงานทันที กันกดราคา ,เพิ่มสัดส่วนพลังงานหนุนราคาขยับ

 “ค้าภายใน” สั่งคุมเข้มรับซื้อปาล์มหลังสงกรานต์ ลุยเช็กลานเท–โรงงานทันที กันกดราคา ,เพิ่มสัดส่วนพลังงานหนุนราคาขยับ

นายวิทยากร มณีเนตร กล่าวว่า สถานการณ์ปาล์มน้ำมันในช่วงนี้มีทิศทางราคาปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากอุปทานที่เข้าสู่ระบบลดลงชั่วคราวในช่วงเทศกาล สงกรานต์ เนื่องจากลานเทและโรงงานสกัดบางส่วนหยุดดำเนินการ ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มขยับตัว

นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ภายใต้นโยบายน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ส่งผลให้ปริมาณการใช้ CPO เพิ่มจากประมาณ 71,600 ตันต่อเดือน เป็นราว 140,000 ตันต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้ระบบสามารถดูดซับผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อระดับราคาในช่วงนี้

ทั้งนี้ ราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 อยู่ที่ 7.00–7.90 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.45 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.95 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ที่ 40.50–41.00 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.75 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 35.38 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 15% สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงรองรับ และเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในระดับราคาที่ดี

ในด้านการกำกับดูแล วิทยากร มณีเนตร กล่าวว่า ภายหลังช่วงสงกรานต์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ปลูกปาล์ม ลงพื้นที่ตรวจสอบลานเทและโรงงานสกัดทันที เพื่อกำกับดูแลการเปิดรับซื้อให้เป็นปกติและเป็นธรรม ต้องแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน และห้ามกดราคารับซื้อจากเกษตรกรอย่างเด็ดขาด หากพบการเอาเปรียบจะดำเนินการตามกฎหมายทันที

ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์หน้า กรมการค้าภายในเตรียมประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ร่วมกับผู้แทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งด้านปริมาณและราคา พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเชื่อว่าจากปัจจัยด้านอุปสงค์และการบริหารจัดการที่เข้มข้น จะช่วยให้ราคาปาล์มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับมาตรการกำกับการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป โดยเป็นการบริหารจัดการปริมาณเชิงรุก ผ่านระบบขออนุญาตล่วงหน้า เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอกับการใช้ในประเทศเป็นลำดับแรก ก่อนพิจารณาส่งออก ซึ่งไม่ใช่การห้ามส่งออก แต่เป็นการจัดสมดุลการใช้ในภาพรวม

การดำเนินการในช่วงนี้ เป็นการดูแลทั้งระบบอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การกำกับการรับซื้อในพื้นที่ ไปจนถึงการบริหารปริมาณและความต้องการใช้ เพื่อให้ราคาปาล์มอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงต่อเนื่อง” นายวิทยากร กล่าว

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569

“ค้าภายใน” ดำเนินคดีเครื่องชั่งดิจิทัลเถื่อนออนไลน์ เสี่ยงโกงน้ำหนัก ผู้บริโภคเสียเปรียบ ผู้ค้าเสี่ยงผิดกฎหมาย-เครื่องชำรุดง่าย

 “ค้าภายใน” ดำเนินคดีเครื่องชั่งดิจิทัลเถื่อนออนไลน์ เสี่ยงโกงน้ำหนัก ผู้บริโภคเสียเปรียบ ผู้ค้าเสี่ยงผิดกฎหมาย-เครื่องชำรุดง่าย

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าให้เกิดความเป็นธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้ามีความผันผวน ประชาชนต้องได้รับสินค้าที่มีปริมาณครบถ้วนตามน้ำหนักจริง การใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานจึงเป็นหัวใจสำคัญในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในระบบการค้า กรมการค้าภายใน โดยกองชั่งตวงวัด จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องชั่งที่ใช้ในทางการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งพบว่ามีการลักลอบขายเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการรับรอง และมีความเสี่ยงทำให้น้ำหนักคลาดเคลื่อน

นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “เจ้าหน้าที่สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขต 1-7 เชียงราย ได้ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย วางแผนล่อซื้อและเข้าตรวจสอบผู้จำหน่ายเครื่องชั่งผ่านเฟซบุ๊กในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 โดยผลการตรวจสอบพบว่า เครื่องชั่งดังกล่าวไม่มีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย จึงได้ตรวจยึดของกลางจำนวน 32 เครื่อง เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติมาตรการชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม


โดยการจำหน่ายเครื่องชั่งดิจิทัลที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องมีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในลักษณะซีล (Seal) ที่แสดงว่าเครื่องชั่งผ่านการตรวจสอบแล้ว รวมทั้งต้องมีสติ๊กเกอร์ QR Code เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลแหล่งที่มาและสถานะการรับรองได้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ เมื่อมีการนำเครื่องชั่งไปใช้งานในตลาดหรือสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของเครื่องชั่งเป็นประจำทุกปี และจะมีการติดสติ๊กเกอร์แสดงการตรวจสอบประจำปี เพื่อยืนยันว่าเครื่องยังคงมีความแม่นยำตามมาตรฐาน“

นางสาวญาณี กล่าวว่า ”การใช้เครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้น้ำสินค้าขาด ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนแต่ได้รับสินค้าไม่ครบ ส่งผลให้เกิดความเสียหายสะสมในวงกว้าง และยังบิดเบือนกลไกราคา กระทบต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งชี้ว่า เครื่องชั่งที่ลักลอบนำเข้าหรือไม่ได้รับการรับรอง ส่วนใหญ่มักไม่มีคุณภาพมาตรฐาน อายุการใช้งานสั้น และมีโอกาสชำรุดเสียหายได้ง่าย พ่อค้าแม่ค้าที่เลือกใช้เครื่องชั่งประเภทนี้ นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายและเสี่ยงถูกดำเนินคดีแล้ว ยังต้องแบกรับต้นทุนจากการเปลี่ยนเครื่องบ่อยครั้ง ไม่คุ้มค่าในระยะยาวอีกด้วย


“กรมการค้าภายในขอแนะนำผู้ประกอบการให้จำหน่ายและใช้เฉพาะเครื่องชั่งที่มีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย โดยการจำหน่ายเครื่องชั่งโดยไม่มีหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มงวดทั้งในตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย และคุ้มครองผู้บริโภค หากพบเห็นการใช้เครื่องชั่งโกงน้ำหนักหรือไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานชั่งตวงวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขานรับนโยบาย 10+ รุกป้อง SMEs ไทยในต่างประเทศ เผยความคืบหน้าโครงการ Trademark Monitor ไตรมาสแรก ปี 69 พบเคสฉวยโอกาสจดเครื่องหมายการค้า “เต่าบิน” ในเวียดนาม เร่งแจ้งเตือนผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิคัดค้านทันที!

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขานรับนโยบาย 10+ รุกป้อง SMEs ไทยในต่างประเทศ เผยความคืบหน้าโครงการ Trademark Monitor ไตรมาสแรก ปี 69 พบเคสฉวยโอกาสจดเครื่องหมายการค้า “เต่าบิน” ในเวียดนาม เร่งแจ้งเตือนผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิคัดค้านทันที!

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เผยความคืบหน้าโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังต่างชาติฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าของคนไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ ล่าสุดพบกรณียื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมาย “เต่าบิน” ของไทยในประเทศเวียดนาม จึงเร่งประสานเจ้าของเครื่องหมายการค้าคนไทยยื่นคัดค้านการจดทะเบียนได้ทันท่วงที ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันและเสริมศักยภาพแบรนด์ไทยในตลาดโลก ตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่มุ่งเสริมสร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลปกป้องผู้ประกอบการ SMEs ไทย 

โดยมอบหมายให้กรมฯ ขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนองต่อนโยบาย 10+ ของรัฐบาล ทั้งนโยบาย “SMEs Plus” ด้านการค้าที่มุ่งสร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย ผ่านการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับนโยบาย “Trade Plus” ที่เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก โดยยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศและการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 

กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขานรับนโยบายดังกล่าวและเดินหน้าโครงการ Trademark Monitor อย่างเข้มข้น โดยเฝ้าระวังการนำเครื่องหมายการค้าของคนไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ มุ่งเป้าในตลาดจีนและอาเซียนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยมีการตรวจสอบในขั้นการประกาศโฆษณา ซึ่งเป็นขั้นตอนการเผยแพร่ข้อมูลคำขอต่อสาธารณะก่อนรับจดทะเบียนของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาต่างประเทศ โดยจะมีระยะเวลาให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ ยื่นคัดค้านได้ภายใน 60 - 90 วัน ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ หากตรวจพบการนำเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้ประกอบการไทยไปจดทะเบียนในประเทศเหล่านี้ กรมฯ จะแจ้งเตือนเพื่อให้เจ้าของเครื่องหมายดำเนินการยื่นคัดค้านการจดทะเบียนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อดูแลปกป้องผลประโยชน์และเป็นที่พึ่งให้กับผู้ประกอบการไทยท่ามกลางภาวะการแข่งขันทางการค้าที่เข้มข้นในปัจจุบัน 

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ได้ดำเนินโครงการ Trademark Monitor ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการมากกว่า 100 ราย เพื่อรับบริการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งปีนี้กรมฯ ได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรก ปี 2569 มีการตรวจพบผู้ประกอบการต่างชาติยื่นคำขอจดเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้า “เต่าบิน” ของบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของไทย ในประเทศเวียดนาม โดยเป็นการจดทะเบียนในกลุ่มรายการสินค้าเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ กรมฯ จึงได้เร่งแจ้งให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าทราบเพื่อดำเนินการยื่นคัดค้านการจดทะเบียนก่อนวันครบกำหนดการใช้สิทธิตามกฎหมาย พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการคัดค้านดังกล่าวอย่างใกล้ชิด 

ทั้งนี้ จากสถิติในปี 2568 ตลาดส่งออกเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ไทยในกลุ่มประเทศ CLMV มีมูลค่ากว่า 1,705 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดเวียดนามมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 24 ของตลาดส่งออกที่มีศักยภาพของไทย สะท้อนให้เห็นว่าโครงการ Trademark Monitor ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยจะถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าและสูญเสียตลาดในต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมพลังให้ภาคธุรกิจไทยสามารถขยายตลาดในประเทศเป้าหมายได้อย่างมั่นใจ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงมุ่งมั่นดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าไทยได้รับความคุ้มครองทางการค้าในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เวทีการค้าโลกได้อย่างเข้มแข็ง

สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับคำปรึกษาเรื่องเครื่องหมายการค้า สามารถติดต่อ กองเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0-2547-5006 หรือสายด่วน 1368 เว็บไซต์ www.ipthailand.go.th


------------------------------------------ 


วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งมอบความสุข และความห่วงใย แจกจ่าย “ชุดของขวัญคลายร้อน” พร้อมรณรงค์และให้ความรู้ด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ประชาชนที่เดินทาง-ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งลงพื้นที่ให้กำลังใจ และมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นแก่ผู้สูงวัยในสถานสงเคราะห์ เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งมอบความสุข และความห่วงใย แจกจ่าย “ชุดของขวัญคลายร้อน” พร้อมรณรงค์และให้ความรู้ด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ประชาชนที่เดินทาง-ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งลงพื้นที่ให้กำลังใจ และมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นแก่ผู้สูงวัยในสถานสงเคราะห์ เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569








ระหว่างวันที่ 9-11 เมษายน พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งความสุข ห่วงใยประชาชนที่สัญจร เดินทางกลับภูมิลำเนา-ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นการเดินทางในช่วงสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน – ร้อนมาก รวมถึง ใส่ใจผู้สูงวัยในสถานสงเคราะห์ ฯลฯ จึงมอบหมายให้คณะกรรมการ นำโดย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล รักษาการผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสุทิศา ยกสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคลและฝึกอบรม จัดโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง คลายร้อน” ครั้งที่ 4 นำทีมลงพื้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) และ สถานีรถไฟนครปฐม มอบพัดลมมือถือ และยาดม รวม 2,800 ชุด ให้แก่ประชาชนที่สัญจรกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางไปยังต่างจังหวัด โดยที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ รณรงค์สงกรานต์ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน  จัดบูธกิจกรรมให้ความรู้ในการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) โดยทีมบรรเทาสาธารณภัย อาสาสมัคร และทีมฝึกอบรม และแจกจ่ายชุดเครื่องเขียนให้กับเด็กและเยาวชน โดยทีมหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย  นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน  นายยุทธนา ทาโคตร์ รักษาการหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย นายสุชีพ บุญเส็ง หัวหน้าแผนกอาสาสมัคร นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่  และอาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายกวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร (หยวน-กวินรัฏฐ์) นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) นางสาวพัชรมัย บุญเลิศกุล (แพรว พัชรมัย) นางสาวพรชดา วราพชระ (มะเหมี่ยว-พรชดา) ฯลฯ กระจายกำลังสร้างความสุขให้กับประชาชนทั้ง 2 แห่ง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น 




พร้อมกันนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดโครงการ "ป่อเต็กตึ๊ง สร้างสุข ใส่ใจ ผู้สูงวัย" ลงพื้นที่มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น อาทิ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป น้ำยาฆ่าเชื้อโรค แผ่นรองซับ ผงซักฟอก ทิชชูเปียก ปิโตรเลียมเจลลี่ (สำหรับผู้ป่วยติดเตียง) ให้แก่ผู้สูงวัย ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุปทุมธานี สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี และสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จ.ปทุมธานี สถานสงเคราะห์หญิงชราไร้ที่พึ่ง บ้านสุทธาวาส เฉลิมพระเกียรติฯ จ.นครนายก ศูนย์สงเคราะห์ผู้สูงอายุ คามิลเลียน จ.ปราจีนบุรี สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อลำใยอุปถัมภ์) จ.กาญจนบุรี สถานสงเคราะห์คนชรานครปฐม และสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) จ.นครปฐม สถานสงเคราะห์คนชราบ้านเขาบ่อแก้ว จ.นครสวรรค์ และ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จ.พระนครศรีอยุธยา รวม 10 แห่ง คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 634,580 บาท (หกแสนสามหมื่นสี่พันห้าร้อยแปดสิบบาทถ้วน) เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้สูงวัย เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569



เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอให้ทุกท่านเดินทางขับขี่ปลอดภัย ท่องเที่ยวโดยสวัสดิภาพตลอดช่วงเทศกาล ทั้งนี้ หากท่านพบ ประสบเหตุฉุกเฉิน ต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วนและแอปพลิเคชัน ป่อเต็กตึ๊ง 1418 ทุกที่ ทั่วประเทศ ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ววันนี้ ทั้งในระบบ Play Store และ App Store 

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569

สงกรานต์ 2569 เดินทางคึกคัก “ค้าภายใน” ลุยตรวจหัวจ่ายน้ำมัน–เครื่องชั่ง สกัดฉวยโอกาสซ้ำเติมค่าครองชีพ

 สงกรานต์ 2569 เดินทางคึกคัก “ค้าภายใน” ลุยตรวจหัวจ่ายน้ำมัน–เครื่องชั่ง สกัดฉวยโอกาสซ้ำเติมค่าครองชีพ




กคัก “ค้าภายใน” ลุยตรวจหัวจ่ายน้ำมัน–เครื่องชั่ง สกัดฉวยโอกาสซ้ำเติมค่าครองชีพ




นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่งผลให้การใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพจากปัจจัยต้นทุนที่ผันผวน โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก กรมการค้าภายในจึงเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าและบริการ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับราคาหรือเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอ้างต้นทุนน้ำมันหรือสถานการณ์เศรษฐกิจ



ทั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ปตท. บรมราชชนนี 97 และตลาดสดธนบุรี โดยเน้นกำกับดูแลทั้งด้านราคาสินค้าและความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งตวงวัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนในการซื้อขายและใช้บริการ


เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 ครอบคลุมเครื่องชั่งในตลาดสด เครื่องชั่งกระเป๋าในท่าอากาศยาน และมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานีบริการ เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งตรวจสอบการแสดงราคาน้ำมันให้ตรงกันระหว่างป้ายหน้าสถานีและหน้าหัวจ่าย เพื่อป้องกันความสับสนและการเอาเปรียบผู้บริโภค


ผลการตรวจสอบ ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ในภาพรวมทั่วประเทศ พบว่า ได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันแล้ว 2,406 สถานี รวม 48,557 หัวจ่าย พบมาตรวัดสิ้นอายุคำรับรองจำนวน 122 หัวจ่าย ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ สมุทรปราการ นนทบุรี นครศรีธรรมราช เพชรบุรี และสุรินทร์ โดยได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับรวมเป็นเงิน 80,000 บาท


ขณะที่การตรวจสอบเครื่องชั่งกระเป๋าในท่าอากาศยาน ดำเนินการแล้ว 30 แห่ง ใน 29 จังหวัด รวม 1,067 เครื่อง พบว่ามีความเที่ยงตรงตามมาตรฐาน ส่วนการตรวจสอบเครื่องชั่งในตลาดสดจำนวน 17,509 เครื่อง พบเครื่องชั่งผิดกฎหมาย 35 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้เพื่อทำลายทั้งหมด เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้งานซ้ำ



นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถสังเกตเครื่องชั่งเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น เครื่องชั่งสปริงต้องตั้งศูนย์ก่อนใช้งาน หน้าปัดชัดเจน เข็มไม่ค้างหรือแกว่งผิดปกติ ส่วนเครื่องชั่งดิจิทัลต้องแสดงค่าเป็นศูนย์ก่อนชั่ง และมีสติกเกอร์คำรับรองจากเจ้าหน้าที่ สำหรับเครื่องชั่งในสนามบินจะมีเครื่องชั่งกลางให้ตรวจสอบเปรียบเทียบได้

ในส่วนของการเติมน้ำมัน ขอให้ประชาชนตรวจสอบราคาที่ป้ายหน้าสถานีให้ตรงกับราคาหน้าหัวจ่าย และสังเกตสติกเกอร์คำรับรองซึ่งมีอายุ 1 ปี โดยวันที่บนสติกเกอร์คือวันหมดอายุการรับรอง หากพบความผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่หรือร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดทั่วประเทศ


ทั้งนี้ กรมการค้าภายในย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้เครื่องชั่งหรือมาตรวัดที่ไม่ผ่านการรับรอง หรือดัดแปลงแก้ไขโดยเด็ดขาด โดยมีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าในช่วงเทศกาลสำคัญนี้

กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยหนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

 กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยหนุนคุ้มครองงานดีไซน์ ต่อยอดผ้าไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์



​กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมการคุ้มครอง “ผ้าไทย” ในมิติทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการผลักดันการใช้ประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย ปลุกกระแสความภาคภูมิใจในการสวมใส่ผ้าไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่วัฒนธรรมไทยได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ถือเป็นโอกาสในการนำเสนอเอกลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติ

 


​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสการแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากโครงการและการรณรงค์ต่างๆ อาทิ โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา การรณรงค์ “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” และเทรนด์การแต่งกายร่วมสมัย “ห่มสไบใส่ยีนส์” เป็นต้น สะท้อนความตื่นตัวของผู้คนในสังคมที่หันมาให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การสวมใส่ผ้าไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพิธีการหรือโอกาสพิเศษ แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย กลายเป็นไอเท็มที่มีความสนุก สดใส และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น กระแสดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย ผลักดันให้ช่างฝีมือ นักออกแบบ และผู้ผลิตผ้าไทยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบลวดลายใหม่ๆ เพื่อให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์

 



​กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งส่งเสริมให้การแต่งกายด้วยผ้าไทยเป็นมากกว่ากระแสในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นการสร้างความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยผ้าไทยถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญา รากเหง้า วิถีชีวิต และความหลากหลายของชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและนักออกแบบไทย และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้เข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา จะเป็นการสร้างหลักประกันทางกฎหมายและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว โดยจะช่วยปกป้อง “องค์ความรู้และภูมิปัญญาการผลิตแบบดั้งเดิม” ผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งปัจจุบันกรมฯ ได้ขึ้นทะเบียน GI ผ้าไทยแล้ว 19 รายการ อาทิ ผ้าตีนจกแม่แจ่ม (เชียงใหม่) ผ้าฝ้ายทอผสมขนแกะบ้านห้วยห้อม (แม่ฮ่องสอน) ผ้าไหมยกดอกลำพูนผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ผ้าไหมปักธงชัย (นครราชสีมา) ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์ ผ้าหมักโคลนหนองสูง (มุกดาหาร) ผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) เป็นต้น รวมทั้งปกป้อง “ผลงานสร้างสรรค์ใหม่” ผ่านการคุ้มครองลิขสิทธิ์และจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

 




​นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากลไกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการถ่ายทอดความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ชุมชนผู้ผลิต อาทิ การสร้างแบรนด์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า การจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ เป็นต้น การต่อยอดงานออกแบบร่วมสมัยที่ยังคงอัตลักษณ์ไทยและสามารถพัฒนาเป็นสินค้าในตลาดได้จริง ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ขยายโอกาสทางการตลาด และเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าและวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

 







​โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการหารือร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ถึงแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทยและชุดไทยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการออกแบบลวดลาย การพัฒนาเทคนิคการทอ และข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการอ้างอิง และสนับสนุนผู้ประกอบการ นักออกแบบ และชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และสื่อสารอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างเป็นระบบ โดยการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการผลักดันชุดไทยสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม อยู่ระหว่างการเสนอขึ้นทะเบียนชุดไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อ UNESCO โดยมุ่งเน้นการนำเสนอคุณค่าเชิงองค์ความรู้ งานช่างฝีมือ และวิถีการแต่งกายที่สะท้อนอัตลักษณ์ของไทยไว้อย่างรอบด้าน

 

 

---------------------

กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียน “ปลาสลิดบ้านแพ้ว”เป็นสินค้า GI น้องใหม่ของจังหวัดสมุทรสาครมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร–ต่อยอดสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน

  กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียน “ปลาสลิดบ้านแพ้ว”เป็นสินค้า GI น้องใหม่ของจังหวัดสมุทรสาครมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร–ต่อยอดสู่แ...