วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เคาะแผนขับเคลื่อนคุณธรรมปี 2569​ เดินหน้าสร้างสังคมไทยเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

 คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เคาะแผนขับเคลื่อนคุณธรรมปี 2569​  เดินหน้าสร้างสังคมไทยเข้มแข็งอย่างยั่งยืน


วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วยนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการประเมินบุคคล ชุมชน องค์กร อำเภอ  และจังหวัดคุณธรรม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ นายประเสริฐ  เล็กสรรเสริญ ประธานอนุกรรมการด้านวิชาการการส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทย นายธาดา เศวตศิลา ประธานอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์การส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทย นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กรรมการและเลขานุการ รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม         (องค์การมหาชน) กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นกรรมการ เข้าร่วมประชุม       ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์  กระทรวงวัฒนธรรม



นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการระดับนโยบาย จำนวน 4 คณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งประกอบด้วย คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ คณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์ และคณะอนุกรรมการด้านการประเมินบุคคล ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม โดยแผนดังกล่าวมุ่งเน้นการบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน การใช้กลไกสื่อสารสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ และการติดตามประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อให้การขับเคลื่อนคุณธรรมของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับบริบทสังคมไทยในปัจจุบัน






นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้กรมการศาสนาแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประเมินชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมทั้งการประกาศยกย่องบุคคล ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับส่งเสริมคุณธรรม ระดับพัฒนาคุณธรรม และระดับคุณธรรมต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 42,951 แห่ง โดยจะได้รับเกียรติบัตรจากประธานอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับกระทรวง ระดับจังหวัด กรุงเทพมหานคร และประธานอนุกรรมการด้านการประเมินชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ตามประเภทและระดับที่ประเมิน และชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น รวมจำนวน 251 แห่ง เพื่อเข้ารับโล่เชิดชูเกียรติของนายกรัฐมนตรี โดยมีกำหนดจัดพิธีมอบโล่ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม อันเป็นการสร้างแรงจูงใจและขยายผลการทำความดีในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง และรับทราบการขยายผลโครงการ “คนดีศรีจังหวัด” และ “คนดีศรีกรุงเทพมหานคร” โดยการถอดบทเรียนและการสร้างความรับรู้ ด้านพฤติกรรมการทำความดีทางสื่อมวลชนและการจัดค่ายเยาวชนคนคุณธรรม เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นแกนนำด้านคุณธรรมในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู รวมทั้งการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในระดับพื้นที่ 

รองนายกรัฐมนตรี  กล่าวต่อว่า การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการส่งเสริมคุณธรรมของประเทศในปีงบประมาณ 2569 และประเด็นสำคัญให้มีการศึกษาคุณธรรมของสื่อในสังคม คุณธรรม 5 ประการ ข้อธรรมะทางศาสนา ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม   มีความเข้มแข็งทางจิตใจ และมีการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ อันเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความผาสุกของประเทศในระยะยาว เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมของทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรม “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” มุ่งสู่สังคมคุณธรรมที่คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม สร้างสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน





กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกขนส่งฯ เปิดอบรมขับรถบรรทุก ยกระดับความปลอดภัยถนนสระแก้ว

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกขนส่งฯ เปิดอบรมขับรถบรรทุก ยกระดับความปลอดภัยถนนสระแก้ว

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรการขับรถบรรทุก (ท.2) ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ขับรถขนส่งเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและกรมการขนส่งทางบก โดยมี ดร.ยุทธศักดิ์ ประเสริฐ ขนส่งจังหวัดสระแก้ว กล่าวต้อนรับ และนางสาวยุวดี เก้าเอี้ยน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 31 สระแก้ว กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ พร้อมด้วย นายชาติวุฒิ  ทองกัน ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดสระแก้ว อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว


นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะผู้ขับรถขนส่งให้มีความรู้ ความสามารถ และมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยได้ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบกบูรณาการทรัพยากรร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร เครื่องมือ หรือสถานที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกอบการ พนักงานขับรถ และที่สำคัญที่สุดคือสวัสดิภาพในการเดินทางของพี่น้องประชาชนเพื่อยกระดับมาตรฐานการขับขี่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทางร่วมกัน ลดการขาดแคลนแรงงานในภาคการขนส่งโดยพัฒนาพนักงานขับรถที่มีฝีมือตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ส่งเสริมระบบมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่ง หรือ Q Mark และ Q Cold Chain และมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่งจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นให้กับระบบโลจิสติกส์ของไทยในระดับสากล






ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 31 สระแก้ว ดำเนินการฝึกอบรมร่วมกับสำนักงานขนส่งจังหวัดสระแก้ว จำนวน 1 รุ่น หลักสูตรการขับรถบรรทุก (ท.2) ระยะเวลาการฝึก 34 ชั่วโมง มีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 30 คน ระหว่างวันที่ 2–6 กุมภาพันธ์ 2569 และดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดสระแก้ว โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สามารถขับรถบรรทุกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และนำทักษะที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่มุ่งยกระดับสมรรถนะฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือ ปอศ. กวาดล้างสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปูพรมตรวจห้างดังใน กทม. คู่ขนานกับตลาดในภาคเหนือ - ตะวันออกครึ่งเดือนแรกปีนี้ ยึดของกลางกว่าหมื่นชิ้น มูลค่า 14.9 ลบ.

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือ ปอศ. กวาดล้างสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปูพรมตรวจห้างดังใน กทม. คู่ขนานกับตลาดในภาคเหนือ - ตะวันออกครึ่งเดือนแรกปีนี้ ยึดของกลางกว่าหมื่นชิ้น มูลค่า 14.9 ลบ.

 



กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรฐกิจ (บก.ปอศ.) และตัวแทนผู้รับมอบอำนาจเจ้าของสิทธิ ลุยตรวจสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่วางขายในห้างและร้านค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร คู่ขนานกับพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออก ผลการดำเนินงานในเดือนแรก (ช่วงวันที่ 15-31 มกราคม 2569) จับกุม 32 คดี ตรวจยึดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 11,802 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 14.9 ล้านบาท

 


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยผลการดำเนินงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ บก.ปอศ. และเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ในการปูพรมเดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยในเดือนแรกของปีนี้ได้ร่วมกันจัดชุดปฏิบัติการลงพื้นที่ส่วนกลางและภูมิภาคตรวจสกัดสินค้าละเมิดฯ อย่างเข้มข้น แบ่งเป็น (1) ชุดจรยุทธ์ลงตรวจพื้นที่ศูนย์การค้าและย่านการค้าสำคัญในเขตกรุงเทพมหานคร เช่น ห้างสรรพสินค้าย่านปทุมวันและราชเทวี และ (2) ชุดระดมตรวจสอบแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเก็บสินค้าในพื้นที่ภาคเหนือ (พิษณุโลก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พะเยา น่าน และเชียงใหม่) และภาคตะวันออก (นครนายก สระแก้ว จันทบุรี ตราด และชลบุรี) เช่น ตลาดโรงเกลือ ตลาดไนท์บาซาร์ ห้างสรรพสินค้าไมค์ชอปปิ้งมอลล์ บริเวณหาดพัทยา เป็นต้น เพื่อสกัดกั้นและตัดตอนแหล่งค้าปลีก-ค้าส่งสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งเน้นพื้นที่เป้าหมายที่เป็นอาคารเก็บสินค้า ย่านการค้า และแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ เพื่อป้องกันการกระจายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยว ว่าไทยไม่ใช่แหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ พร้อมกับรณรงค์ไม่ให้นักท่องเที่ยวสนับสนุนสินค้าดังกล่าว โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (15-31 มกราคม 2569) สามารถจับกุมผู้ต้องหา 25 คน รวม 32 คดี ยึดของกลางจำนวน 11,811 ชิ้น ซึ่งเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าแบรนด์ดัง เช่น Chanel, Valentino, Chloe, Louis Vuitton, Hermes, Dior, Gucci, Lancôme, YSL, Adidas, Nike เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทรองเท้า เสื้อ กางเกง กระเป๋า ถุงเท้า น้ำหอม แก้วเก็บความเย็น เครื่องเขียน และโซ่ใบเลื่อย โดยเจ้าหน้าที่ได้นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 





ทั้งนี้ ในปี 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้บูรณาการการทำงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บก.ปอศ) กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จับกุมดำเนินคดีรวม 1,180 คดี ลดลง 17.37% (จากปี 2567) แต่ได้ของกลาง 3,506,078 ชิ้น เพิ่มขึ้น 24.32% (จากปี 2567)มีมูลค่าความเสียหายรวม 1,175,736,896 บาท เพิ่มขึ้น 64.10% (จากปี 2567)

 




นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยขอความร่วมมือทุกภาคส่วนไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าปลอมทุกรูปแบบ พร้อมเน้นย้ำว่ากรมฯ จะเดินหน้าเฝ้าระวังและปราบปรามสินค้าละเมิดฯในพื้นที่เศรษฐกิจ ย่านการค้า ศูนย์การค้า และแหล่งท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการค้าและการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นแนวร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ สามารถแจ้งเบาะแสผ่านทางเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ “แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” หรือ แจ้งทางสายด่วน โทร. 1368

 

------------------

โรงไฟฟ้า SMR พลังงานทางเลือกปลอดภัยสูง อนาคตของประเทศที่มั่นคงยั่งยืน ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ร่วมกับ ปตท. และ GPSC สร้างกลไกร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย เตรียมความพร้อม สร้างความเข้าใจ“

 “โรงไฟฟ้า SMR พลังงานทางเลือกปลอดภัยสูง อนาคตของประเทศที่มั่นคงยั่งยืน ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ร่วมกับ ปตท. และ GPSC สร้างกลไกร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย เตรียมความพร้อม สร้างความเข้าใจ“

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชนด้านพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางความร่วมมือในการศึกษาและพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) โดยมีผู้บริหารจากบริษัท ปตท. จำกัด บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GPSC) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด และ ปส. เข้าร่วมประชุม



การประชุมมี นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการ ปส. เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของ ปส. ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมพลังงานมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม อาทิ ดร. รสยา เธียรวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กิจการพิเศษ 2 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายมนัสชัย คงรักษ์กวิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและดีคาร์บอนไนเซชัน และ ดร. พงศ์ศักดิ์ ครุกานันต์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสดีคาร์บอนไนเซชันเทคโนโลยี จากบริษัท GPSC เพื่อร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีและนโยบายพลังงาน รวมถึง วางแผนสร้างกลไกร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย เตรียมความพร้อม สร้างความเข้าใจ

ที่ประชุมได้หารือแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR เป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสากล โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งนี้ นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวถึงการดำเนินงานของ ปส. ในการเตรียมความพร้อมของประเทศ อาทิ การจัดทำพระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์เสร็จแล้ว การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านโรงไฟฟ้า SMR  และ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเขตภาคตะวันออก รวมถึงการจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ยังได้ระบุถึงปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่มีผลต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในประเทศไทย ได้แก่ 1) การให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน 2) ขับเคลื่อนความต่อเนื่องของนโยบายระดับประเทศ 3) การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และ 4) การพิจารณาและเตรัยมความพร้อมพื้นที่ก่อสร้างอย่างเหมาะสมและรอบด้าน ซึ่งกลไกร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างมียุทธศาสตร์และโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญช่วยให้สามารถนำเทคโนโลยีขั้นสูงดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยอย่างเหมาะสมในอนาคต

โรงไฟฟ้า SMR ถือเป็นพลังงานทางเลือกที่มีระบบความปลอดภัยสูง สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ



โรงเจบ้วนชุนตั๊ว เชิงสะพานกรุงแทพ จัดงานพิธีประจำปี “เสี่ยซิ้ง”พิธีขอบคุณเทพเจ้า พร้อมประมูลวัตถุมงคลเพื่อนำมาใช้ต่อสาธารณะประโยชน์

 โรงเจบ้วนชุนตั๊ว เชิงสะพานกรุงแทพ จัดงานพิธีประจำปี “เสี่ยซิ้ง”พิธีขอบคุณเทพเจ้า พร้อมประมูลวัตถุมงคลเพื่อนำมาใช้ต่อสาธารณะประโยชน์


โรงเจบ้วนชุนตั๊ว(เชิงสะพานกรุงเทพ) ธนบุรี พิธีทางศาสนาอันเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ “เสี่ยซิ้ง”(ตามปฏิทินจีน) ระหว่างวันที่ 1- 3 กุมภาพันธ์ 2569  เป็นประเพณีการขอบคุณเทพเจ้าที่ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ให้การคุ้มครอง ทุกคนในครอบครัว ปัดเป่าทุกข์ภัย ผ่อนหนักเป็นเบา ตามความเชื่อของชาวไทยเชื่อสายจีน โดย งานนี้มีพันตรีประวีร์ จินดาวรรณ เป็นประธานประกอบพิธี ร่วมถึงศิษยานุศิษย์และคณะจัดงาน 



นอกจากการเข้าร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคลชีวิตแล้ว ยังมีการแสดงงิ้วจาก คณะงิ้วไซ้ย่งฮง ให้ได้ชมกันด้วย พร้อมทั้งการประมูลของมงคลศักดิ์สิทธิ์ เพื่อนำรายได้มาช่วยเหลือสังคมต่อไป โดยงานเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 - 19.00 น. ซึ่งงานในปีนี้ ก็เช่นเคยที่ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น

โรงเจบ้วนชุนตั๊ว ยังเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าจีนให้ผู้คนกราบไหว้ขอพร มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ดังนั้นเมื่อมาที่โรงเจแห่งนี้ จึงได้ทั้งความสบายใจและได้เห็นสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางศาสนาชื่อดังของชาวฝั่งธน

โรงเจบ้วนชุนตั๊ว พร้อมต้อนรับทุกท่านมาขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล สอบถามได้ที่โทร. 02-476-2170




สมุทรสงคราม เตรียมจัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

 สมุทรสงคราม เตรียมจัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน



        3​ กุมภาพันธ์​  2569​  ที่โรงแรมริเวอร์ตั้น อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หน่วยงานภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสงคราม” ภายใต้แนวคิด “กินส้มโอดี มีเฮง มหามงคล ปีม้าทอง” ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างเวลา 11.00 ถึง 20.00 น. เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมี นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธาน พร้อมด้วย น.ส.ปรียา สิงหาเจริญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม น.ส.ยุพา นาคา พาณิชย์จังหวัดสมุทรสงคราม และนายชัยวิทย์ เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม เข้าร่วมให้ข้อมูล

  










นายชยชัย กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงครามเป็นแหล่งปลูกส้มโอขาวใหญ่ที่สำคัญของประเทศ  ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมาก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 สะท้อนถึงคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของจังหวัด ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 12,204 ไร่ ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปีมากกว่า 17,793 ตัน ในด้านเศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท สำหรับการจัดงานตลอด 5 วันนี้ ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉพาะภายในงานประมาณ 2-3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดมุ่งหวังผลลัพธ์ในภาพรวมมากกว่าตัวเลขภายในงาน โดยต้องการดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว ทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน และที่พัก

คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เคาะแผนขับเคลื่อนคุณธรรมปี 2569​ เดินหน้าสร้างสังคมไทยเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

  คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เคาะแผนขับเคลื่อนคุณธรรมปี 2569​  เดินหน้าสร้างสังคมไทยเข้มแข็งอย่างยั่งยืน วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ...