วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

DMT ร่วมสนับสนุน การแข่งขันกอล์ฟการกุศล “DMT Charity Golf 2026 มอบโอกาส สานทางฝัน”

 DMT ร่วมสนับสนุน การแข่งขันกอล์ฟการกุศล “DMT Charity Golf 2026 มอบโอกาส สานทางฝัน”

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน การแข่งขันกอล์ฟการกุศล “DMT Charity Golf 2026 มอบโอกาส สานทางฝัน” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อระดมทุนสนับสนุนการศึกษาของนิสิตและนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ มูลนิธิทาง สู่ฝัน ปั้นคนเก่ง ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2556 และได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังให้เป็นองค์การสาธารณกุศล ลำดับที่ 968 โดยมีพันธกิจสำคัญในการมอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีแบบให้เปล่า (ไม่มีข้อผูกพันการชดใช้ทุน) แก่นิสิตและนักศึกษาที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และมีศักยภาพ

ปัจจุบัน มูลนิธิได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วรวมทั้งสิ้น 245 คน โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้วจำนวน 162 คน และอยู่ระหว่างการศึกษา 83 คน นักศึกษาทุนเหล่านี้ได้เข้าศึกษาใน 4 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ได้แก่

• จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

• มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

• มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

• มหาวิทยาลัยมหิดล

นักศึกษาทุนทุกคนล้วนเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และกำลังสำคัญของสังคมไทยในอนาคต

ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก DMT ไม่เพียงสนับสนุนด้านทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ เพื่อให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเยาวชน

ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของผู้สนับสนุนทุกภาคส่วน DMT ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้มีอุปการคุณ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน ที่ร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษา และร่วมกัน “มอบโอกาส สานทางฝัน” ให้กับเยาวชนไทย

DMT เชื่อมั่นว่า การลงทุนด้านการศึกษา คือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด และเราจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศต่อไป


พรพิมล มั่นฤทัย” หวนคืนจอใหญ่ในรอบ 30 ปี ปั้นโปรเจกต์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ “ล่าคืนร่าง” ดึง “เคน ภูภูมิ” ประกบ “กชเบล” พร้อมนักแสดงอินเตอร์ร่วมทัพ

 พรพิมล มั่นฤทัย” หวนคืนจอใหญ่ในรอบ 30 ปี ปั้นโปรเจกต์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ “ล่าคืนร่าง” ดึง “เคน ภูภูมิ” ประกบ “กชเบล” พร้อมนักแสดงอินเตอร์ร่วมทัพ


วงการภาพยนตร์ไทยคึกคักอีกครั้ง เมื่อผู้สร้างหญิงแกร่งแห่งค่ายโคลีเซี่ยมฟิล์ม พรพิมล มั่นฤทัย ประกาศหวนคืนสู่จอภาพยนตร์ในรอบกว่า 30 ปี กับโปรเจกต์แอ็คชั่นฟอร์มใหญ่เรื่อง “ล่าคืนร่าง” หลังจากฝากผลงานภาพยนตร์ระดับตำนานไว้กับเรื่อง “ตะวันเพลิง” ก่อนจะหันไปสร้างละครโทรทัศน์เรตติ้งสูงให้กับช่อง 7 มายาวนานกว่า 25 ปี





การกลับมาครั้งนี้ พรพิมลจับมือร่วมทุนกับพระเอกและผู้กำกับคนดัง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เด็กปั้นในอดีต เพื่อสร้างภาพยนตร์แอ็คชั่น–ทริลเลอร์เข้มข้นแนวไล่ล่าสุดระทึก ระหว่างมนุษย์และสัตว์ ที่ต้องต่อสู้เพื่อชิงชีวิตและเอาตัวรอด ภายใต้ชื่อบริษัท โคลีเซี่ยม เม่าท์เท่น อาร์ต จำกัด ร่วมกับ บิณฑ์ บูม บิซิเนส จำกัด โดยได้ผู้กำกับมือเก๋า ธนิตย์ จิตนุกูล มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์


ด้านทีมนักแสดงถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ เมื่อได้พระเอกชื่อดัง เคน–ภูภูมิ พงศ์ภาณุ มาประกบคู่กับนางเอกนางงามกระแสแรง กชเบล–ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ เป็นครั้งแรกบนจอภาพยนตร์ พร้อมเสริมทัพด้วยนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตา แดเนียล สร้อยฟ้า พระเอกลูกครึ่งจากสวิตเซอร์แลนด์ และ อลิศ–ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน นักร้องสาวเสียงดีที่ก้าวขึ้นสู่จอเงินเป็นครั้งแรก



นอกจากนี้ยังมีนักแสดงฝีมือคุณภาพร่วมสร้างสีสัน อาทิ หมู–สมภพ เบญจาธิกุล, ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง, ก้อย–วาสนา สิทธิเวช และ อ้อย–จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา มาร่วมแสดงในบทบาทพิเศษล่าสุดภาพยนตร์ “ล่าคืนร่าง” ได้จัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องอย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ วัดจักรวรรดิราชาวาส มหาวรวิหาร (วัดสามปลื้ม) เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของทีมผู้สร้างและนักแสดง

แฟนภาพยนตร์เตรียมสัมผัสความมันส์ของภาพยนตร์แอ็คชั่นไทยฟอร์มใหญ่ ที่ผสานความระทึกและดราม่าเข้มข้นใน “ล่าคืนร่าง” ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายทั่วประเทศช่วงปลายปี 2569 อย่างแน่นอน

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

ญี่ปุ่นปลื้มคุณภาพมันสำปะหลังไทย ผลักดันโอกาสสู่อุตสาหกรรมระดับพรีเมียม

กรมการค้าต่างประเทศเผยผลสำเร็จจากการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากภาครัฐและผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น เคมีภัณฑ์ ไบโอพลาสติก เป็นต้น ซึ่งผู้นำเข้าหลายรายของญี่ปุ่นแสดงความสนใจและมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตมากขึ้น 








นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนฯ นำโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วยนักวิชาการและภาคเอกชนรวมกว่า 37 ราย เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะสินค้ามันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม โดยการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนฯ ได้พบกับหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับสินค้ามันสำปะหลัง เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้สินค้ามันสำปะหลังเพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมสำคัญของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ผู้ประกอบการในภาคปศุสัตว์ เช่น สหพันธ์สมาคมการเกษตรแห่งชาติ (ZEN-NOH) เพื่อส่งเสริมการใช้มันอัดเม็ดของไทยเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผศ ดร. เลอชาติ บุญเอก) ได้ให้ข้อมูลด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของสูตรอาหารสัตว์ที่มีมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ 




โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีการนำเข้ามันอัดเม็ดไปเป็นอาหารสุกร เพราะทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพดี กรมฯ จึงมีเป้าหมายในการต่อยอดจากอาหารสุกรด้วยการสนับสนุนให้มันอัดเม็ดเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ เนื่องจากญี่ปุ่นมีประชากรโคจำนวนมาก และเกษตรกรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพที่ส่งผลดีต่อคุณภาพของเนื้อและนม 





สอดคล้องกับคุณประโยชน์ของมันสำปะหลังไทย นอกจากนี้ คณะผู้แทนฯ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้นำเข้ารายสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ บริษัท ITOCHU Corporation บริษัท Toyota Tsusho Corporation บริษัท Sojitz Foods Corporation เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น แป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modified Starch) โดยปัจจุบันญี่ปุ่นมีการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูป ชนิด acetylated ไปใช้ในอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการจับตัว  (binding) นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังของไทยสามารถแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ยังได้รับความสนใจจากภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นอย่างมากอีกด้วย 



การเดินทางครั้งนี้ช่วยยกระดับสินค้ามันสำปะหลังไทยได้เป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่า เช่น แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ชูจุดแข็งในการเป็นสินค้าที่ไม่มีกลูเตน (Gluten free) และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) รวมทั้งต่อยอดและขยายความต้องการจากสินค้าเดิมที่ไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นอยู่แล้ว เช่น มันอัดเม็ดสำหรับอาหารโคนมโคเนื้อ แป้งมันสำปะหลังแปรรูปสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง ยิ่งกว่านั้น พลาสติกชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังไทยที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการค้าสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ซึ่งกรมฯ จะติดตามผลการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขยายผลให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในภาพรวมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาว” 

นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกจำนวนมาก ประกอบกับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย การแสดงความสนใจจากผู้ประกอบการรายสำคัญของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และพันธกิจของกรมการค้าต่างประเทศ ที่มุ่งผลักดันผลผลิตสู่ตลาดเป้าหมาย (Demand Driven) ทั้งนี้ การขยายตลาดมันสำปะหลังไปยังญี่ปุ่นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าผลผลิตของตนมีตลาดรองรับที่มั่นคง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในระยะยาวต่อไป

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคกลาง โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรี เปิดงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ยกระดับ SME 17 จังหวัด สู่ตลาดสากล ณ ซีคอนบางแค

 สำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคกลาง โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรี เปิดงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ยกระดับ SME 17 จังหวัด สู่ตลาดสากล ณ ซีคอนบางแค


พาณิชย์เปิดงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ยกระดับ SME 17 จังหวัด สู่ตลาดสากล ณ ซีคอนบางแค

กรุงเทพมหานคร (4 มีนาคม 2569) – นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง : Central Thai Identity Fair” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายชัยรัตน์ ชื่นเจริญ พาณิชย์จังหวัดสระบุรี ในฐานะหน่วยงานผู้ดำเนินการจัดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มจังหวัดภาคกลาง 17 จังหวัด และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น B ศูนย์การค้าซีคอนบางแค เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการฐานราก และสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นของพื้นที่ภาคกลางให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง


สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ส่งเสริมพัฒนาขีดความสามารถ SMEs เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากกลุ่มจังหวัดภาคกลาง” ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรีได้รับมอบหมายให้เป็นหัวเรือใหญ่ในการบูรณาการร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคกลางทั้ง 17 จังหวัด (ประกอบด้วย สระบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าอัตลักษณ์ และสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้าระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่กับกลุ่มคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ



ภายในงานได้มีการคัดสรรผู้ประกอบการศักยภาพสูงจำนวน 60 ราย นำผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมมาจัดแสดงและจำหน่ายอย่างครบครัน ทั้งสินค้ากลุ่ม SME และสินค้าที่ได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวภาคกลางได้อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็น ผ้าทอและเครื่องแต่งกายดีไซน์ร่วมสมัย ของใช้ของตกแต่งบ้านจากวัสดุธรรมชาติ สมุนไพรไทย อาหารสดและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ตลอดจนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเจาะลึกนวัตกรรมสินค้าเกษตรและสินค้า GI เกรดพรีเมียมที่หาชมยาก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้สนใจและนักลงทุนที่เข้าเยี่ยมชมงาน

นอกเหนือจากการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพแล้ว งานนี้ยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมความบันเทิงและโปรโมชั่นพิเศษเพื่อคืนกำไรให้ผู้บริโภค อาทิ การจำหน่ายสินค้านาทีทองโดยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง และสิทธิ์ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกวันเมื่อซื้อสินค้าครบทุก 300 บาท พร้อมชมการแสดงจากศิลปินชื่อดังตลอดการจัดงาน อาทิ ตรี ชัยณรงค์, ธัญญ่า อาร์สยาม, เจมส์ จตุรงค์, ต้นข้าว อาร์สยาม, กานต์ ทศน และ หญิง ธิติกานต์ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนและเลือกชมสินค้าในงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ได้ตั้งแต่วันที่ 4 – 9 มีนาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น B ศูนย์การค้าซีคอนบางแค กรุงเทพมหานคร


ศปว. จัดสัมมนา “New ERA: One Click to Science Knowledge” ขับเคลื่อน AI และ Open Science สู่การเข้าถึงความรู้วิทยาศาสตร์แบบ “คลิกเดียว”

 ศปว. จัดสัมมนา “New ERA: One Click to Science Knowledge”  ขับเคลื่อน AI และ Open Science สู่การเข้าถึงความรู้วิทยาศาสตร์แบบ “คลิกเดียว”

     วันที่ 4 มีนาคม 2569 ศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศปว.) ภายใต้การดำเนินงานของหอสมุดวิทยาศาสตร์ ดร.ตั้ว ลพานุกรม สถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลวิทยาศาสตร์บริการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ จัดสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “ศปว. New ERA: One Click to Science Knowledge – AI & Open Science” เพื่อยกระดับการเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) ของประเทศ โดยการให้เชื่อมโยงการสืบค้นอย่างเป็นระบบ การตอบสนองที่สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ผู้ใช้ในยุคดิจิทัล ณ ห้องประชุมวิทยวิถี ชั้น 6 อาคารสถาบันนักวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์บริการ 


     การสัมมนาฯ ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวถึงทิศทางการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศว่า “ในยุคที่ข้อมูลคือขุมพลังสำคัญของการพัฒนา ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบสารสนเทศที่ทำให้ข้อมูล สารสนเทศ และองค์ความรู้ที่มีอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ ไม่กระจัดกระจาย แต่เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาแพลตฟอร์มการสืบค้นแบบ Single Search ภายใต้แนวคิด AI และ Open Science จะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูล สารสนเทศ ตลอดจนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การศึกษา ค้นคว้า การวิจัย และพัฒนา การกำหนดนโยบาย และการพัฒนาประเทศ


     ด้าน ดร.ภูวดี ตู้จินดา ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลวิทยาศาสตร์บริการ และประธานคณะทำงานศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า “ความท้าทายในปัจจุบันไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือการที่ข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานเครือข่าย ศปว. New ERA คือยุคใหม่แห่งการเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ด้วยการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นให้สืบค้นได้ในคลิกเดียว ด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกัน และต่อยอดด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงความรู้ของประเทศ”



   การจัดงานครั้งนี้มีผู้บริหารและบุคลากรจากหน่วยงานเครือข่ายสารนิเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 120 หน่วยงาน รวมถึงสถาบันอุดมศึกษา นักวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยี และบุคลากรด้านสารสนเทศ เข้าร่วมทั้งในรูปแบบ On-site และ Online รวมประมาณ 250 คน เพื่อแลกเปลี่ยน Best Practice และแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกัน

    ศปว. New ERA มุ่งพัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลแบบบูรณาการ (Single Search) ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหน่วยงานเครือข่าย พร้อมต่อยอดด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยสืบค้น วิเคราะห์ และสรุปสาระสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวคิด Open Science ที่ส่งเสริมการเปิดกว้างของข้อมูลอย่างเหมาะสม โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ

     การขับเคลื่อนครั้งนี้สะท้อนบทบาทของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ ตลอดจนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต่อยอดสู่การจัดการองค์ความรู้ของประเทศ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจฐานความรู้ และการพัฒนาที่ยั่งยืน


#ศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #กรมวิทยาศาสตร์บริการ  #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว

DMT ร่วมสนับสนุน การแข่งขันกอล์ฟการกุศล “DMT Charity Golf 2026 มอบโอกาส สานทางฝัน”

  DMT ร่วมสนับสนุน การแข่งขันกอล์ฟการกุศล “DMT Charity Golf 2026 มอบโอกาส สานทางฝัน” บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน กา...