วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

วศ.อว. ลงนาม MOU ร่วม CATARC Southeast Asia ยกระดับมาตรฐานการทดสอบยานยนต์ไทย รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

 วศ.อว. ลงนาม MOU ร่วม CATARC Southeast Asia ยกระดับมาตรฐานการทดสอบยานยนต์ไทย รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

      วันที่ 23 มิถุนายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยนายวันชัย สุวรรณหงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) กับบริษัท CATARC Southeast Asia Testing and Certification Service Co., Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและศูนย์วิจัยเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับสากลของประเทศจีน ในโอกาสพิธีเปิดตัวศูนย์ทดสอบและรับรองมาตรฐานยานยนต์แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการประชุมจับคู่ธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย–จีน ณ โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park กรุงเทพมหานคร 

       การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนามาตรฐาน การทดสอบ การรับรอง และการวิจัยด้านยานยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ระดับสากล  ท้้งนี้ CATARC Southeast Asia Testing and Certification Service Co., Ltd. เป็นบริษัทในเครือของ China Automotive Technology and Research Center Co., Ltd. (CATARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานชั้นนำด้านการวิจัย ทดสอบ และกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้จัดตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐานยานยนต์ในภูมิภาค

        สำหรับความร่วมมือระหว่าง วศ. และ CATARC Southeast Asia จะมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับศักยภาพด้านการทดสอบ การสอบเทียบ การตรวจวิเคราะห์ และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัตโนมัติ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศ 

      ภายในงานนอกจาก CATARC Southeast Asia ลงนามความร่วมมือกับ วศ. แล้วยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับหน่วยงานพันธมิตรสำคัญของไทย ได้แก่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สถาบันยานยนต์ (TAI) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และข้อมูลด้านมาตรฐานการทดสอบ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาห้องปฏิบัติการและโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (Quality Infrastructure) รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #ลงความความร่วมมือ #ไทย-จีน

ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ วช. จัดเสวนา “ ทางรอดของเกษตรกรไทยในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก ” ในงาน Thailand Research Expo 2026 ...

 ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ วช. จัดเสวนา “ ทางรอดของเกษตรกรไทยในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก ” ในงาน Thailand Research Expo 2026 ...

วช. เปิดเวทีเสวนา “ ทางรอดของเกษตรกรไทยในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก ” จัดโดย ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ ในงาน Thailand Research Expo 2026 ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เกษตรกรและผู้ประกอบการมั่นใจ ลู่ทางยังสดใส คาดปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้วไม่น่าจะเกิดอีก 

ที่ ห้องโลตัส 11 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ / เมื่อ 09.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ (Hub of Talents) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดเวทีเสวนา “ ทางรอดของเกษตรกรไทยในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก ” ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอต ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตร วช. เป็นประธานเปิดงาน มีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็นซี โคโคนัท จำกัด, คุณนงนุช สุขใจเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท คิง เฟรช ฟาร์ม จำกัด, คุณชวาล คงทรัพย์ นักวิชาการอิสระ และ คุณธราพงศ์ วงศ์วัฒนากิจ เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดและผู้ก่อตั้ง สวนมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์  



เวทีเสวนาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มตลาดมะพร้าวน้ำหอมในประเทศและต่างประเทศ ทั้งด้านความต้องการผู้บริโภค มาตรฐานการนำเข้า และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง เสนอแนวทางการพัฒนาและทางรอดที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรไทย ทั้งด้านนโยบาย การรวมกลุ่มเกษตรกร และ การใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ประเด็นการสนทนาได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการผลิตในภาวะโลกร้อน การแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด และการแปรรูปเชิงอุตสาหกรรม

รศ.ดร.พีรศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวว่า.. มะพร้าวน้ำหอม เป็นผลไม้เศรษฐกิจ 1 ใน 7 ชนิด ที่ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวฯ ดำเนินการขับเคลื่อนทั้งในด้าน รีสกิลอัพสกิล เพิ่มความรู้ความสามารถให้แก่นักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษา องค์ความรู้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำกลางนำ้และปลายน้ำ งานวิจัยเพื่อแก้ปัญหามะพร้าว อาทิเรื่องมะพร้าวขาดคอ การแก้ปัญหามะพร้าวราคาตกต่ำ เรื่องของเทคโนโลยีและตลาด การสร้างเครือข่ายงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ การจัดเวทีเสวนาเผยแพร่องค์ความรู้ก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญฯ ดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและเป็นการเตรียมรับมือกับปัญหาล่วงหน้าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว

“ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับมะพร้าวน้ำหอม ในปี 2568 คือ มะพร้าวขาดคอ เกิดจากการที่มะพร้าวในฤดูแล้งที่ผ่านมาไม่มีการผสมติด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำ ทำให้มะพร้าวในตลาดมีน้อย จนนักวิชาการต้องลงไปช่วยกันผสมพันธุ์เพื่อให้มะพร้าวติดผลได้มากขึ้น และ ความต้องการมะพร้าวในตลาดโลกสูง ทำให้เกิดการกักตุนมะพร้าวเนื่องจากราคาสูงกว่าปกติ ทำให้ราคามะพร้าวพุ่งสูง อย่างที่ได้ทราบว่า ลูกละ 20-30 บาทยังมี แต่ในปี 2569 ผลผลิตมะพร้าวดี จาก มะพร้าวขาดคอ กลายเป็น มะพร้าวล้นตลาด ราคาเหลือเพียง 1-2 บาท และ รัฐบาลที่เพิ่งเข้ามาใหม่เปิดประเด็นเรื่อง ล้งกลางเข้าไปอีก ”

เวทีเสวนานี้ เป็นข้อมูลของผู้ประกอบการและเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ที่เข้าร่วมต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะไม่เกิดสถานการณ์ราคามะพร้าวตกต่ำเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะผู้ประกอบการหันมาหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐ ที่ควบคุมกฎต่างๆ เพื่อให้ผ่อนปรนกฏกติกาที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ขณะเดียวยังมีความเชื่อมั่นในเสน่ห์มะพร้าวน้ำหอมของไทย ที่ตลาดใหม่ๆ พร้อมตอบรับ อาทิ.. ตุรกี รวมทั้งจะต้องหันมาใช้เทคโนโลยีเกษตรแบบแม่นยำ เข้ามาช่วย ให้มากขึ้น ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวยังมีลู่ทางที่สดใสในการปลูกมะพร้าวน้ำหอมให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกต่อไป ...

ถอดรหัส Thai Genius ปั้นเด็กอินเตอร์สู่ผู้นำระดับโลก ที่ไม่หลงลืมความเป็นไทย

 ถอดรหัส Thai Genius ปั้นเด็กอินเตอร์สู่ผู้นำระดับโลก ที่ไม่หลงลืมความเป็นไทย


ในยุคที่การส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของครอบครัวระดับแถวหน้า เรามักเห็นคนรุ่นใหม่ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมาตรฐานระดับโลกได้อย่างน่าชื่นชม แต่ท่ามกลางความสำเร็จเหล่านั้น กลับมีความท้าทายเงียบๆ แฝงอยู่ เมื่อความสามารถระดับสากลอาจมาพร้อมกับการทิ้งห่างภาษาแม่

เมื่อความอินเตอร์อาจกลายเป็นดาบสองคม

ดร.นิชา ผู้ก่อตั้ง Thai Genius ตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งของการศึกษาในชนชั้นนำในปัจจุบันว่า  ขณะที่เรากำลังเตรียมเด็กไทยให้พร้อมไปพิชิตโลก พวกเขากลับมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น "คนแปลกหน้าในวัฒนธรรมเดิมของตนเอง"

หลายครอบครัวพบว่าบุตรหลานที่ฉลาดปราดเปรื่องสามารถเขียนเรียงความเชิงวิชาการภาษาอังกฤษได้อย่างลึกซึ้ง แต่กลับประสบปัญหาในการอ่านเอกสารภาษาไทย หรือขาดความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้ใหญ่ในครอบครัว ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา แต่คือการสูญเสียรากฐานที่จะพาพวกเขาไปได้ไกลกว่าและลึกกว่า

ยกระดับทักษะทางปัญญา ก้าวข้ามการท่องจำแบบเดิม  

ในอดีตภาพจำของการเรียนเสริมภาษาไทยมักถูกตีกรอบอยู่กับการท่องจำและการคัดลายมือ ซึ่งเป็นแนวทางที่สวนทางกับธรรมชาติของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ ผู้ถูกปลูกฝังให้เรียนรู้ผ่านการตั้งคำถาม การวิเคราะห์ และการมีส่วนร่วมในห้องเรียน Thai Genius จึงเข้ามาพลิกโฉมวงการนี้ด้วยการสร้างหลักสูตรเอกสิทธิ์เฉพาะตัว ซึ่งผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศ ได้ลดรูปแบบท่องจำแบบเดิม ๆ แล้วแทนที่ด้วยหลักสูตรที่มุ่งเน้น 3 เสาหลักทางปัญญา ได้แก่

Reading Comprehension: ทักษะการอ่าน คิด เขียน ทำความเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อน

Critical Thinking: การฝึกคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีวิจารณญาณ

Academic Writing: การเขียนอย่างเป็นวิชาการและลุ่มลึก

มากกว่าความสามารถ คือ “ความฉลาดทางวัฒนธรรม”

ในยุคที่ AI และเทคโนโลยีการแปลภาษาเข้ามามีบทบาทสูง ข้อได้เปรียบที่แท้จริงของผู้นำธุรกิจในอนาคตไม่ใช่แค่ความสามารถในการพูด แต่คือ “Cultural Nuance” หรือความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อน

ดร.นิชา เน้นย้ำว่า "ผู้นำธุรกิจไทยและการเมืองในอนาคตจะไม่สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ หากพวกเขายังไม่สามารถเข้าใจบุคลากรในองค์กร และมีศักยภาพด้านภาษาไทยที่จะสร้างสัมพันธ์กับคนทุกระดับในประเทศไทย"


ด้วยเหตุนี้ Thai Genius ขอเป็นพื้นที่บ่มเพาะ "Global-Local Executive" หรือผู้นำระดับโลกที่เข้าใจรากเหง้าของตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง โดยผสมผสานความสามารถระดับสูงเข้ากับมารยาททางสังคมและคุณค่าวัฒนธรรมไทยอย่างเหมาะสม เพื่อตอบโจทย์ผู้ปกครองระดับ High-Net-Worth ที่ต้องการให้บุตรหลานเป็นทั้งผู้นำระดับโลกและคงอัตลักษณ์ไทยไปพร้อมกัน

คุณภาพของ “Thai Genius” ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้

กระแสตอบรับที่มีต่อคุณภาพของแบรนด์นั้นสะท้อนให้เห็นผ่านการเติบโตที่รวดเร็ว ปัจจุบัน Thai Genius ได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวชั้นนำ โดยมีนักเรียนในระบบมากกว่า 300 ราย


ด้วยพลังแห่งการบอกต่อในกลุ่มผู้ปกครองระดับสูง จนทำให้ Thai Genius และแบรนด์ในเครือด้านการสอนภาษาให้กับนักเรียนอินเตอร์อย่าง English Genius กลายเป็นระบบนิเวศทางการศึกษาที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “ความเป็นสากล” หรือ “ความเป็นไทย เพราะพวกเขาสามารถเฉิดฉายได้อย่างสง่างามในทั้งสองโลกพร้อมกัน



กสม. เปิดตัวแคมเปญ “ประชาชิน” หวังสังคมหยุดชินชาต่อปัญหาคอร์รัปชัน​ ชี้การทุจริตไม่ใช่แค่โกงงบประมาณ แต่คือการขโมยสิทธิของประชาชน

 กสม. เปิดตัวแคมเปญ “ประชาชิน” หวังสังคมหยุดชินชาต่อปัญหาคอร์รัปชัน​ ชี้การทุจริตไม่ใช่แค่โกงงบประมาณ แต่คือการขโมยสิทธิของประชาชน

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ “ประชาชิน: อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ เพราะการทุจริตคอร์รัปชันจนชินชา” ภายใต้กิจกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนและประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง โดยมุ่งสร้างความตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทุจริตคอร์รัปชันและการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปฏิเสธการทุจริตในทุกรูปแบบ ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ 

นางสาวพรประไพ กาญจนริทนร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงคำว่าการทุจริตคอร์รัปชัน ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงภาพของนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่โกงกินงบประมาณแผ่นดิน นึกถึงเงินทอนโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่ออำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง การทุจริตเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชนโดยตรง เพราะงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนควรถูกนำมาใช้เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิ มีสวัสดิการที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่เมื่อเงินเหล่านี้ถูกใช้ไปในกระบวนการทุจริต สิทธิอันชอบธรรมของประชาชนก็ถูกพรากไปด้วย



ผลกระทบจากการทุจริตปรากฏชัดในหลายมิติ เช่น ด้านกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางราย การช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้ลอยนวล หรือการยัดเยียดข้อหาให้แก่ผู้บริสุทธิ์ ซ้ำร้ายยังทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าคุกมีไว้ขังคนจน อันเป็นการทำลายหลักนิติธรรมขั้นพื้นฐาน และพรากสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ จากการละเลยการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมจนเกิดมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน หรือแม้กระทั่งการออกเอกสารสิทธิ์มิชอบด้วยกฎหมายในเขตป่าหรือที่ดินสาธารณะเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน หรือการใช้อำนาจรัฐขับไล่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมออกจากพื้นที่โดยไม่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความเสียหายของผืนป่า แต่คือการพรากวิถีชีวิต ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย

ด้านสาธารณสุข การจัดซื้อยาเกินราคาหรืออุปกรณ์แพทย์ที่มีค่าหัวคิว ส่งผลให้ประชาชนที่ยากจนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและเสียโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ด้านการศึกษา การจ่ายเงินใต้โต๊ะ งบประมาณค่าอาหารกลางวันเด็กที่ถูกยักยอก หรือสื่อการเรียนที่ไร้คุณภาพ คือ การลดทอนคุณภาพชีวิตและโอกาสในการได้รับการศึกษาที่ดีของเด็กและเยาวชน และด้านแรงงาน เช่น แรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บเบอร์รีป่าในต่างประเทศ ซึ่งต้องเผชิญกับขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ในการจัดหาคนงาน ต้องตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน อันเป็นการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดแจ้ง

ประธาน กสม. กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ผลกระทบของการทุจริต มักซ้ำเติมและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงที่สุดต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มคนยากจน คนไร้สถานะ ผู้พิการ คนไร้รัฐไร้สัญชาติ และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งขาดเครื่องมือและอำนาจต่อรองในการปกป้องสิทธิของตนและเมื่อการทุจริตกลายเป็นวัฒนธรรม ประกอบกับการใช้กระบวนการฟ้องปิดปากผู้ที่ออกมาเปิดโปงความไม่เป็นธรรม ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว จนในที่สุดก็นำไปสู่ความรู้สึกชินชา ต่อการทุจริตในสังคม

“กสม. มุ่งมั่นและอยากเห็นสังคมไทยตระหนักและเคารพในสิทธิมนุษยชน จึงต้องการให้เข้าใจว่า ทุกครั้งที่เกิดการทุจริต สิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่เพียงเงินภาษีหรือทรัพยากรของรัฐ แต่คือโอกาสของประชาชนในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้ ด้วยเหตุนี้ การผลักดันแนวคิดสิทธิมนุษยชนในการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เราต้องออกจากความรู้สึกชินชาและร่วมกันรณรงค์เพื่อยกระดับจากการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตที่มุ่งเน้นเพียงมิติทางเศรษฐกิจ การเงิน และข้อกฎหมาย ไปสู่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชน การเรียกร้องความโปร่งใส การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และความรับผิดชอบของรัฐ จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ภาคประชาชนสามารถตรวจสอบการทุจริตและปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างเข้มแข็ง” ประธาน กสม. กล่าว

ภายในงานแถลงข่าวยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “เมื่อการคอร์รัปชันคือการขโมยสิทธิของคนไทย: อย่าปล่อยให้ประชาชนกลายเป็นประชาชิน” โดยมีนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 

รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ก่อตั้งศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการทุจริตที่เชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน ผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และบทบาทของทุกภาคส่วนในการร่วมสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. อยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะประเด็นการทุจริตกับสิทธิมนุษยชน โดยจะมีการนำเสนอผลการศึกษาดังกล่าวในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซนทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

พร้อมกันนี้จะมีการรณรงค์ขับเคลื่อนแคมเปญ “ประชาชิน” ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการจัดกิจกรรมสาธารณะ onsite event เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างความตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยงของการทุจริตที่มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

สำนักงาน กสม. ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และผู้สนใจทั่วไป ติดตามเข้าร่วมกิจกรรมและแคมเปญ “ประชาชิน” ดังกล่าวข้างต้น เพื่อร่วมกันส่งเสียงว่าการทุจริตไม่ใช่เรื่องปกติ และสิทธิของประชาชนไม่ควรถูกพรากไปเพราะความเคยชินต่อการทุจริตคอร์รัปชัน

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

22 มิถุนายน 2569

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

DBD ปลุกกระแสกรีน! เปิดเวที 'Smart Sustainable Business Matching' ยกทัพผู้ประกอบการรักษ์โลก 77 ราย ชนยักษ์ใหญ่ค้าปลีก 18 องค์กร จับคู่เจรจา 239 คู่ สร้างมูลค่าซื้อขายทันที 9.7 ล้าน คาดทะลุ 64.99 ล้านบาทใน 1 ปี

 DBD ปลุกกระแสกรีน! เปิดเวที 'Smart Sustainable Business Matching' ยกทัพผู้ประกอบการรักษ์โลก 77 ราย ชนยักษ์ใหญ่ค้าปลีก 18 องค์กร จับคู่เจรจา 239 คู่ สร้างมูลค่าซื้อขายทันที 9.7 ล้าน คาดทะลุ 64.99 ล้านบาทใน 1 ปี

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน โดยจัดงานเชื่อมโยงธุรกิจ "Smart Sustainable Business Matching : ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกสู่ตลาดศักยภาพ" ณ ห้อง Amber 2-3 โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีจับคู่ธุรกิจสินค้าพรีเมียมรักษ์โลก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ช่องทางตลาดโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) และสร้างเครือข่ายพันธมิตรระยะยาว

นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานเปิดงาน 'Smart Sustainable Business Matching : ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกสู่ตลาดศักยภาพ' กล่าวว่า “โดยปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคและเมกะเทรนด์ธุรกิจทั่วโลกต่างมุ่งไปสู่ความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ สินค้ารักษ์โลกจึงไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตที่สูงมาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงเร่งยกระดับขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ SME ไทย ตระหนักถึงความสำคัญของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการนำวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่า ลดของเสียจากกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุนและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน”


ภายในงานมีผู้ประกอบการธุรกิจรักษ์โลกเข้าร่วมจำนวน 77 ราย ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจนวัตกรรมสีเขียว ได้แก่ 1) Recraft การนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ 2) Zero Waste การมุ่งลดของเสียจากกระบวนการผลิตให้เป็นศูนย์ 3) Upcycling การเพิ่มมูลค่าวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ใช้แล้ว และ 4) Carbon Credit การส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างยั่งยืน

โดยได้มีการจัดเวทีเจรจาธุรกิจกับองค์กรและผู้ซื้อชั้นนำจำนวน 18 ราย อาทิ สยามพิวรรธน์, ไอคอนสยาม, ซิกเนเจอร์, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, กูร์เมต์ เอ็นเตอร์ไพรส์, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน รวมถึงภาคเอกชนชั้นนำอื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายช่องทางการตลาดและเชื่อมโยงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม


ผลการจัดงานประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวมทั้งสิ้น 239 คู่ สามารถสร้างยอดสั่งซื้อทันทีจำนวน 9,754,000 บาท และมียอดคาดการณ์สั่งซื้อภายในระยะเวลา 1 ปี รวมประมาณ 55,242,900 บาท สะท้อนถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มธุรกิจรักษ์โลก และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากภาคธุรกิจในการนำสินค้าที่ยั่งยืนเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง

เวทีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การจับคู่เจรจาซื้อขายในระยะสั้นเท่านั้น แต่จะเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวเข้าสู่ 'ธุรกิจยั่งยืน' (Sustainable Business) อย่างเต็มตัว สอดรับกับทิศทางตลาดโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการวางรากฐานให้เศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจสีเขียวของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจใหม่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0 2547 4445 สายด่วน 1570 และดูข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th


#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์ #SmartSustainable #DBD

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะ Gen AI ตอบโจทย์การทำงานยุคดิจิทัล

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะ Gen AI ตอบโจทย์การทำงานยุคดิจิทัล

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่าการใช้ชีวิตและการทำงานในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะ Generative AI  หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Gen AI ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานในหลายวงการทั้ง Digital Marketing วงการเพลง วงการครีเอทีฟ กราฟิกดีไซเนอร์ วงการเทคโนโลยีและไอที เป็นต้น ให้ทำงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยสรุปงานเอกสารต่าง ๆ  การเติบโตของ Generative AI  ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในปัจุบัน จึงเป็นโอกาสดีที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จะต้องพัฒนาทักษะฝีมือในสาขานี้ให้กับแรงงานและประชาชนชนทั่วไป ตามนโยบายประยุกต์ใช้ AI for all เพิ่มขีดความสามมารถในการทำงานต่างๆ ของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานการพัฒนาทักษะด้าน Generative AI  และดิจิทัลอื่นๆ จะมีสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (DisDA) เป็นหน่วยงานเฉพาะทางในการพัฒนากำลังคนทั้งการฝึกอบรม ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และฐานข้อมูลสำคัญต่างๆ เช่น จัดฝึกอบรมหลักสูตรการใช้งาน Agentic AI เพื่อสร้างระบบ Automation อัจฉริยะ ระหว่างวันที่13–14 และ 20–21 มิถุนายน 2569 มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 25 คน หรือเปิดรับสมัครฝึกอบรมหลักสูตร AI-Assisted Coding Fundamentals ระหว่างวันที่4-5 และ 11-12 กรกฎาคม 2569 เป็นต้น และล่าสุดสถาบัน DisDA เปิดรับสมัครสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานสาขาพนักงานการใช้คอมพิวเตอร์ (Generative AI) ระดับ 2 รุ่นที่ 5 – 69 เพื่อเป็นการวัดทักษะฝีมือด้าน AI โดยกำหนดการทดสอบวันที่ 4 และ 5 กรกฎาคม 2569 (เลือกวันสอบได้ 1 วัน) มีสอบทั้งภาคความรู้และปฏิบัติ  ผู้ผ่านการทดสอบฯ สามารถการันตีฝีมือ เพิ่มความน่าเชื่อถือต่อยอดการทำงานในอาชีพ ซึ่งคุณสมบัติผู้เข้ารับการทดสอบต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป สัญชาติไทย มีประสบการณ์ทำงานในด้านนี้ไม่น้อยกว่า 3 เดือน หรือผ่านการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 3 ชม. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 2643 4981


“ซึ่งการพัฒนาทักษะด้านนี้ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะสถาบัน DisDA ในส่วนของต่างจังหวัดจะขับเคลื่อนโดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประทศ เพื่อให้เข้าถึงทักษะ Generative AI  ติดตามข่าวสารการพัฒนาทักษะฝีมือได้ที่เพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (www.facebook.com/dsdgothai)” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว


"นา​ ดาราวาไรตี้" และ​ "ดร.กู้​ ท่าน้ำนนท์​ นำทีมจัดงานเกียรติยศแห่งปี​ มอบรางวัลนพเก้าดาวมงกุฎเพชร​ 2569

 "นา​  ดาราวาไรตี้"  และ​  "ดร.กู้​  ท่าน้ำนนท์​  นำทีมจัดงานเกียรติยศแห่งปี​  มอบรางวัลนพเก้าดาวมงกุฎเพชร​ 2569

ผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่และน่าประทับใจ สำหรับพิธีมอบรางวัล “นพเก้าดาวมงกุฏเพชร ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 9 ชั้น 2 บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นและคึกคัก โดยมีผู้มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง




ภายในงานได้รับเกียรติจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป

การจัดงานในครั้งนี้นำโดย คุณจินตนา เมธากิตติพร หรือ “นา ดาราวาไรตี้” ประธานบริหารดาราวาไรตี้ ทีวีบันเทิง ร่วมกับ ดร.กู้ ท่าน้ำนนท์ ผู้บริหารคนสำคัญ ซึ่งได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการจัดงานให้ยิ่งใหญ่ สมเกียรติแก่ผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน

ภายในงานมีศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง ศิลปินตลก นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน ตลอดจนบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมจากหลากหลายสาขาอาชีพ เดินทางเข้ารับรางวัลเกียรติยศกันอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนถึงคุณค่าของการทำความดีและการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม



นอกจากพิธีมอบรางวัลแล้ว ยังมีการมอบทุนสนับสนุนให้แก่ผู้พิการ ศิลปินอาวุโสในวงการบันเทิง ทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี รวมถึงมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละและทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ


บรรยากาศตลอดทั้งงานเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม ความภาคภูมิใจ และรอยยิ้มของผู้ได้รับรางวัลและผู้ร่วมงาน โดยถือเป็นอีกหนึ่งงานประกาศเกียรติคุณที่สะท้อนพลังแห่งความดี และสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมไทยได้เป็นอย่างดี



ทั้งนี้ คุณจินตนา เมธากิตติพร และคณะผู้จัดงาน ได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุน ผู้ได้รับรางวัล สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมและเชิดชูบุคคลต้นแบบของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต

วศ.อว. ลงนาม MOU ร่วม CATARC Southeast Asia ยกระดับมาตรฐานการทดสอบยานยนต์ไทย รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

  วศ.อว. ลงนาม MOU ร่วม CATARC Southeast Asia ยกระดับมาตรฐานการทดสอบยานยนต์ไทย รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต       วันที่ 23 มิถุนายน 256...