วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วศ.อว. ให้ความร่วมือสำนักงานเขตบางนา เก็บตัวอย่างน้ำจากลำรางสาธารณะ ส่งแลปตรวจสอบรอพิสูจน์ผล เพื่อแก้ปัญหาข้อร้องทุกข์ ปชช. หลังพบสีของน้ำไม่เป็นธรรมชาติ

 วศ.อว. ให้ความร่วมือสำนักงานเขตบางนา เก็บตัวอย่างน้ำจากลำรางสาธารณะ  ส่งแลปตรวจสอบรอพิสูจน์ผล เพื่อแก้ปัญหาข้อร้องทุกข์ ปชช. หลังพบสีของน้ำไม่เป็นธรรมชาติ

      เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) มอบหมายนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่กลุ่มสิ่งแวดล้อม ศูนย์ห้องปฏิบัติการอ้างอิงเคมี สถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ ลงพื้นที่ร่วมกับฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขตบางนา จัดเก็บตัวอย่างน้ำจากลำรางสาธารณะในพื้นที่เขตบางนา กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการในการแก้ไขปัญหาน้ำในลำรางสาธารณะ กรณีได้รับคำร้องทุกข์จากประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน Traffy Fondue โดยประชาชนสังเกตพบว่าสีของน้ำไม่เป็นธรรมชาติ และเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

      ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดี วศ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ วศ. ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำจากลำรางสาธารณะในจุดที่เกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างนำไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ โดยเมื่อทราบผลการตรวจวิเคราะห์แล้ว จะประสานแจ้งไปยังสำนักงานเขตบางนา เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป




     สำหรับแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมืองที่พัฒนาโดยเนคเทค (NECTEC) สวทช. กระทรวง อว. เพื่อเป็นช่องทางรับแจ้งปัญหาและข้อร้องเรียนจากประชาชน และส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการแก้ไข โดยประชาชนสามารถแจ้งปัญหาผ่าน LINE Official Account : @traffyfondue หรือ Web Application ของ Traffy Fondue เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับทราบปัญหาและนำไปสู่การดำเนินการแก้ไขอย่างเหมาะสมต่อไป


วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กองทุนววน. (สกสว.-บพข.)-ม.รามคำแหง ร่วมกับ AEN และเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนชุมพร เปิดตัว “Nature Positive Tour” ท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกจังหวัดชุมพร

 กองทุนววน. (สกสว.-บพข.)-ม.รามคำแหง ร่วมกับ AEN และเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนชุมพร เปิดตัว “Nature Positive Tour” ท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกจังหวัดชุมพร

ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนสู่การท่องเที่ยงเชิงฟื้นสร้าง “Regenerative Tourism” ชวนนักท่องเที่ยวร่วมฟื้นฟูทะเล–เก็บดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม (eDNA) ครั้งแรกของไทย เชื่อมความหลากหลายทางชีวภาพ วิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองและการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ สู่การปฏิบัติจริง

ช่วงวันที่ 7-9 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัยจาก​ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ร่วมกับสมาคมการค้าเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงนิเวศเอเชีย (AEN) และท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดชุมพร เปิดโปรแกรมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก โดยให้นักท่องเที่ยวร่วมเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental DNA: eDNA เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ณ บ้านท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร โดยเปิดพื้นที่ทดลองรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แนวใหม่ภายใต้กิจกรรมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” โดยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-based Tourism) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Conservation) การฟื้นฟูระบบนิเวศ (Restoration) การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism: CNT) วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่ไม่เพียงลดผลกระทบต่อธรรมชาติ แต่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่ทะเลและชุมชน

การท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ได้รับการออกแบบให้เป็นการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์และการลงมือทำจริง หรือ Experience-based Tourism นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้เดินทางมาเพียงชมทิวทัศน์หรือพักผ่อน แต่ได้เรียนรู้ระบบนิเวศทางทะเล สัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง เรียนรู้จากนักอนุรักษ์ในพื้นที่ และทำกิจกรรมร่วมกับนักวิจัย ตั้งแต่การสร้างและจัดวาง “บ้านปลา” การดำน้ำตื้นอย่างรับผิดชอบ การเรียนรู้การอนุรักษ์เต่าทะเล การเก็บขยะชายหาด ไปจนถึงการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อศึกษาดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental DNA: eDNA

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ได้สัมผัสกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นทางของการอนุรักษ์ ไปจนถึงการนำวิทยาศาสตร์และงานวิจัยเข้ามาสนับสนุนการจัดการทรัพยากรทางทะเลของชุมชน สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้มาเยือน” มาเป็น “ผู้มีส่วนร่วม” และ “ผู้ร่วมฟื้นฟู” ธรรมชาติได้

การออกแบบเชิงบูรณาการงานวิจัย จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism)                 สู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism)

หัวใจของการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” เกิดจากการยกระดับแนวคิดของการออกแบบเชิงบูรณาการงานวิจัย จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่มุ่ง “ลดผลกระทบให้น้อยที่สุด”        ไปสู่ Regenerative Tourism หรือ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” ซึ่งตั้งคำถามที่ก้าวไปอีกขั้นว่า                “เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เราจะทำให้ธรรมชาติและชุมชนอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร”

ผศ. สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. (ด้านการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน) , ประธานคณะทำงานกลั่นกรองแผนงาน          การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. และกรรมการและเลขานุการ คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy กล่าวว่าแนวคิด Nature Positive มิได้เพียงการทำกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่ให้ความสำคัญตั้งแต่การหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบการปกป้องธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ การฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจผู้มาเยือน      (Visitor Economy) และพฤติกรรมของผู้คน เพื่อมุ่งสู่การหยุดยั้งและพลิกฟื้นการสูญเสียธรรมชาติ  และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

สำหรับบ้านท้องตมใหญ่ แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดจากทฤษฎีสู่การลงมือทำ ผ่านกิจกรรม ที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้จริง ตั้งแต่การลดขยะ การเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบ การไม่รบกวนสิ่งมีชีวิตขณะดำน้ำ ไปจนถึงการฟื้นฟูแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำและช่วยสร้างข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ*ของพื้นที่ นับเป็นความสำเร็จของกองทุนววน.ในการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Sciences)  วิจัย (Research) และนวัตกรรม (Innovation) มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคน ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ           ดั่งวิสัยทัศน์ “SRI For All” และการขับเคลื่อนนโยบาย “Thailand Open Science for ALL”        ภายใต้แนวคิด 'เปิดโลกนวัตกรรม เปิดรับวิทยาการ ร่วมสร้างอนาคตไทย' 


จากเมืองคุมาโมโตะ ( Kumamoto) สู่ ชุมพร: เปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกสู่การปฏิบัติในพื้นที่

นายนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น ผู้ก่อตั้ง trekking THAI และอุปนายกสมาคมการค้าเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงนิเวศเอเชีย (Association of Asia Ecotourism Network: AEN) ได้ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการต่อยอดองค์ความรู้จากการประชุมสุดยอดระดับโลกด้านธรรมชาติเชิงบวก ปี 2026 (Global Nature Positive Summit 2026) และ ปฏิญญาคุมาโมโตะ (The Kumamoto Declaration) สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยสาระสำคัญคือการทำให้คำว่าการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive” ไม่หยุดอยู่บนเวทีการประชุมระดับโลก แต่ถูกแปลงเป็นกิจกรรมที่ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่การลดขยะ การเลือกบริโภคอย่างรับผิดชอบ การดำน้ำโดยไม่ทำลายระบบนิเวศ การฟื้นฟูแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ การติดตามความหลากหลายทางชีวภาพไปจนถึงการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนเจ้าของพื้นที่

การทดลองการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกที่บ้านท้องตมใหญ่จึงเป็นก้าวหนึ่งที่สำคัญของการค้นหาคำตอบว่าเส้นทางการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tourism” ในบริบทของประเทศไทยควรมีรูปแบบอย่างไร และจะสามารถขยายผลไปสู่ชุมชนท่องเที่ยวอื่นได้อย่างไร


เมื่องานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการมาพบโลกของการท่องเที่ยว

รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน รศ.ดร. มาฆมาส สุทธาชีพ ผศ.ดร. วิชิน สืบปาละ ดร. สิทธิพร เพ็งสกุล และคณะนักวิจัยจากกลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จาก “โครงการการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการสนับสนุนด้านเทคนิคเพื่อเสริมสร้างและบูรณาการการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ           การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนของประเทศไทย” (สนับสนุนโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน: GIZ ประเทศไทย) , “โครงการการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions) เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์บนเกาะในอ่าวไทย” และ “โครงการการยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ระยะที่ 2 (Together NZT Phase 2)” (สนับสนุนโดย สกสว. บพข. และ รวพ.) ซึ่งมุ่งยกระดับผู้ประกอบการและพัฒนาต้นแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ มาประยุกต์กับการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว ทำให้แนวคิดที่อาจดูซับซ้อน เช่น การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Conservation) การฟื้นฟูระบบนิเวศ (Ecosystem Restoration) การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism: CNT) วิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) เชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบและเข้าใจง่าย เพื่อให้เห็นถึงบทบาทของแต่ละแนวคิดในการสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ช่วยอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติและชุมชน กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเรียนรู้และสัมผัสได้จากประสบการณ์จริง และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญการเปิดโอกาสให้ชุมชนและนักท่องเที่ยวร่วมเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อนำไปวิเคราะห์ดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม (Environmental DNA หรือ eDNA) ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) เพื่อศึกษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและสร้างข้อมูลพื้นฐานสำหรับการติดตามทรัพยากรทางทะเล

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่นำการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม              โดยนักท่องเที่ยวและชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ถักทอกับการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” โดยผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียงเรียนรู้ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตจากสิ่งที่มองเห็นด้วยตา แต่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในน้ำ ตามแนวทางการเก็บตัวอย่างที่ประยุกต์องค์ความรู้จากเครือข่ายตรวจสอบดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อมแห่งชาติญี่ปุ่น (ANEMONE: All Nippon eDNA Monitoring Network) ซึ่งเป็นเครือข่ายสังเกตการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพของญี่ปุ่น ก่อตั้งโดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ เครือข่ายนี้ทำแผนที่ระบบนิเวศทางน้ำและชายฝั่งโดยการสกัดดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อมจากตัวอย่างน้ำอย่างง่าย เพื่อระบุชนิดของสิ่งมีชีวิตและติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการเก็บตัวอย่าง การบันทึกข้อมูลพื้นที่ การกรองน้ำทะเลและรักษาสภาพตัวอย่าง ตลอดจนการป้องกันการปนเปื้อน เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและสามารถนำมาเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่หรือช่วงเวลาได้

เครือข่าย ANEMONE ไม่ได้มองดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อมเป็นเทคโนโลยีสำหรับนักวิจัยเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และประชาชน เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของข้อมูล ความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ และขีดความสามารถในการติดตามระบบนิเวศในระยะยาว การนำดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อมเข้ามาอยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวจึงเปลี่ยนนักท่องเที่ยวจากผู้ชมธรรมชาติ ไปสู่การเป็น Citizen Scientist หรือ นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง และเปลี่ยนคำถามจาก“วันนี้เราเห็นปลาอะไรบ้าง?” ไปสู่คำถามที่มีความหมายต่อการจัดการพื้นที่ในระยะยาว “ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และสิ่งที่เราลงมือฟื้นฟูกำลังช่วยให้ธรรมชาติดีขึ้นจริงหรือไม่?”

เสียงสะท้อนจากผู้ร่วมกิจกรรมยังชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการบูรณาการ “โลกของงานวิจัย” เข้ากับ “โลกของการท่องเที่ยวยุคใหม่” และการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่มีฐานการอนุรักษ์เข้มแข็งอยู่แล้ว จากเดิมที่นักท่องเที่ยวอาจเดินทางกลับพร้อมภาพถ่าย ของฝาก และความทรงจำ ต้องการเพิ่มอีกสิ่งหนึ่งให้กับการเดินทาง นั่นคือ ความรู้ ความเข้าใจ ความผูกพันกับพื้นที่ และความรู้สึกว่าตนเองได้มีส่วนสร้างประโยชน์บางอย่างกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งเป็นการขยับจากจากประสบการณ์การท่องเที่ยว (Tourist Experience) สู่ประสบการณ์เชิงเปลี่ยนแปลง (Transformative Experience) และประสบการณ์ระหว่างการเดินทางสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เดินทางได้ในระยะยาว

ชุมชนถ่ายทอดภูมิปัญญา นักท่องเที่ยวลงมือสร้าง “บ้านปลา”

หนึ่งในประสบการณ์สำคัญของทริปคือกิจกรรม “สร้างบ้านปลา คืนชีวิตสู่ทะเล” โดย ว่าที่พันตรี วัชรินทร์ แสวงการ (ครูไก่) เลขานุการสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งประเทศไทย ได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านปลา วิถีชีวิตของสัตว์น้ำ และระบบนิเวศชายฝั่ง ก่อนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมลงมือประกอบและนำบ้านปลาไปจัดวางในทะเล 

บ้านปลามีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่หลบภัยและแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นพื้นที่อนุบาลของสัตว์น้ำวัยอ่อน ทั้งปลา กุ้ง ปู หอย และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในระบบนิเวศชายฝั่ง ทำให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างถิ่นอาศัย ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรประมง และความมั่นคงของชุมชนชายฝั่ง ผ่านประสบการณ์จริง กิจกรรมดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาทำงานร่วมกับภูมิปัญญาและความรู้ท้องถิ่น (Local Knowledge) เพราะการฟื้นฟูทรัพยากรจะมีความยั่งยืนมากขึ้นเมื่อชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับกิจกรรมจากภายนอก แต่เป็นผู้ร่วมออกแบบ ถ่ายทอดความรู้ และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง นักท่องเที่ยวยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ รวมถึงเรื่องราวของม้าน้ำและสิ่งมีชีวิตชายฝั่งที่ชุมชนให้ความสำคัญในการดูแลรักษา สะท้อนให้เห็นว่า “ธรรมชาติที่สมบูรณ์” และ “ชุมชนที่เข้มแข็ง” เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ 

พลัง “Silver Gen” เปลี่ยนบทบาทจากผู้มาเยือน สู่ “ผู้ฟื้นฟูธรรมชาติ”

คณะศิษย์เก่าโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จ.พิษณุโลก (รุ่นพะยอม 18-20) จำนวน 16 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยววัยเกษียณศักยภาพสูง (Silver Gen Travelers) จากหลากหลายอาชีพ อาทิ ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักการธนาคาร ผู้ประกอบการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงอายุ     (Silver Economy) ผ่านโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงบวก “Nature Positive Tour” โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประทับใจกับการดีไซน์โปรแกรมที่นำวิทยาศาสตร์และงานวิจัย มาผสานกับการจัดการทรัพยากรทางทะเลของชุมชนได้อย่างลงตัว เปลี่ยนบทบาทของพวกเขาจาก “ผู้มาเยือน” ให้กลายเป็น “ผู้มีส่วนร่วมฟื้นฟูธรรมชาติอย่างแท้จริง” นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์สนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งของชุมชน สะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สร้างประโยชน์คืนสู่ธรรมชาติและเจ้าของพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม "ร้อยใจศิษย์เก่าเฉลิมขวัญสตรี พิษณุโลก เปลี่ยนวัยเกษียณให้เป็นพลังขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ชุมชน รังสรรค์ธรรมชาติเชิงบวก เพื่อคืนความสมบูรณ์และงดงามให้แก่ท้องทะเลไทย" สมกับความมุ่งมั่นตั้งใจในการเดินทางในครั้งนี้  


เมื่อการอนุรักษ์ต้องสร้างประโยชน์ที่มองเห็นได้ 

การท่องเที่ยวโดยชุมชนชุมพรเปิดโปรแกรมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tourism” ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยเทคโนโลยีหรือกิจกรรมฟื้นฟูเพียงอย่างเดียว แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ   คนในชุมชนต้องเห็นคุณค่าของธรรมชาติและได้รับประโยชน์จากการดูแลทรัพยากร ในกิจกรรมในครั้งนี้        นายอำพล ธานีครุฑ (ผู้ใหญ่หรั่ง) นายกสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนแห่งประเทศไทย ได้ถ่ายทอดบทเรียนจากประสบการณ์การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ บ้านเกาะพิทักษ์ จังหวัดชุมพร โดยเน้นย้ำว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างกิจกรรมหรือที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการ ให้ความรู้และเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชุมชน ให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพราะธรรมชาติคือฐานของทั้งวิถีชีวิต อาหาร อาชีพ และรายได้จากการท่องเที่ยว

หัวใจสำคัญคือการอนุรักษ์ต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ที่มองเห็นและจับต้องได้ เช่น เมื่อชุมชนดูแลทรัพยากรดีขึ้น พื้นที่มีคุณภาพและมีความน่าสนใจมากขึ้น นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา รายได้กระจายเข้าสู่ครัวเรือนและผู้ประกอบการมากขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวเห็นด้วยตนเองว่าการรักษาธรรมชาติสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตได้จริง ก็จะเกิดการเรียนรู้ การเลียนแบบ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามมา และเป็นเป้าหมายของการท่องเที่ยวโดยชุมชน “Community-based Tourism” เพราะการอนุรักษ์ไม่ควรเป็นภาระที่ชุมชนต้องรับไว้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องสร้างแรงจูงใจและผลประโยชน์ที่ทำให้คนในพื้นที่ต้องการรักษาทรัพยากรด้วยตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากต้องการให้ธรรมชาติได้รับการดูแลในระยะยาว คนที่อยู่กับธรรมชาติจะต้องสามารถมองเห็นคุณค่า และได้รับประโยชน์จากการรักษาธรรมชาตินั้นด้วย


เชื่อมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ “Biodiversity” กับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ “Carbon Neutral Tourism”

โปรแกรมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก “Nature Positive Tour” ยังเชื่อมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ “Carbon Neutral Tourism” และการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ “Net Zero Tourism” เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันและไม่ควรถูกจัดการแยกออกจากกัน

ตลอดกิจกรรมการท่องเที่ยวจึงมีการส่งเสริมแนวทางลดผลกระทบจากการท่องเที่ยว ตั้งแต่การพกกระบอกน้ำส่วนตัวเพื่อลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว การเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรกับปะการัง การดำน้ำโดยไม่สัมผัสหรือรบกวนสิ่งมีชีวิต การรับประทานอาหารแบบ “ปิ่นโตรักษ์โลก” เพื่อลดบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการเลือกอาหารทะเลจากประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แนวทางนี้ต่อยอดจากงานวิจัยด้านแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) และการท่องเที่ยวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Tourism Pathway) ที่มุ่งประเมินและลดรอยเท้าคาร์บอน(Carbon Footprint) จากกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล ควบคู่กับการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่  การท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวกจึงไม่ได้ถามเพียงว่า “เราจะเที่ยวอย่างไรให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง?”แต่เพิ่มอีกคำถามสำคัญว่า“เราจะท่องเที่ยวอย่างไรให้ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศดีขึ้นไปพร้อมกัน?” เพื่อทำให้การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง Regenerative Tourism    ได้เกิดขึ้นจริงในจังหวัดชุมพร


วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“รมว.อว. ยศชนัน” รุกนโยบายพลังงานแห่งอนาคต ส่ง ปส. จับมือ NNSA จีน ยกระดับความปลอดภัยนิวเคลียร์ไทย เดินหน้าสู่ยุค SMR

  “รมว.อว. ยศชนัน” รุกนโยบายพลังงานแห่งอนาคต ส่ง ปส. จับมือ NNSA จีน ยกระดับความปลอดภัยนิวเคลียร์ไทย เดินหน้าสู่ยุค SMR

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นวัตกรรมระดับประเทศ มุ่งปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่พลังงานสะอาดโลก โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้วางแนวนโยบายเชิงรุก Frontier Innovation และ Green Energy Innovation Thailand เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตอย่าง SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ ควบคู่กับการสร้างระบบกำกับดูแลความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อความอุ่นใจของประชาชน

เพื่อขานรับและขับเคลื่อนนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) พร้อมคณะผู้บริหาร จึงได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เข้าร่วมการประชุมหารือทวิภาคีกับ Mr. Hou Yingdong รองผู้อำนวยการใหญ่และผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลความปลอดภัยพลังงานนิวเคลียร์ แห่ง National Nuclear Safety Administration (NNSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ระดับโลกของจีน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ อว. โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในการวางรากฐานพลังงานสะอาด (Green Energy Transition) ขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยี SMR ล่วงหน้า ทั้งการพัฒนากฎหมาย กฎระเบียบ การออกใบอนุญาต และระบบตรวจสอบที่เข้มงวด เพื่อให้ไทยก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย ด้วยการต่อยอดนวัตกรรมขั้นสูงเพื่อคุณภาพชีวิต นำองค์ความรู้นิวเคลียร์สมัยใหม่ตามกรอบ Frontier Innovation ไปประยุกต์ใช้ยกระดับชีวิตประชาชน ทั้งด้านการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) อุตสาหกรรมไฮเทค เกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ มุ่งเน้นการสร้างระบบเฝ้าระวัง การเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน และการจัดการกากกัมมันตรังสีอย่างรัดกุม ตลอดจนสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม ด้วยการยกระดับความร่วมมือระดับนานาชาติ ผลักดันให้ ปส. วางรากฐานสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ NNSA ในการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร และการศึกษาวิจัยระบบกำกับดูแลมาตรฐานโลก 

การเดินหน้าเชื่อมความร่วมมือระดับสากลในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญตามทิศทางนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์และนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคตจะถูกนำมาใช้ในประเทศไทยอย่างปลอดภัย มั่นคง และยั่งยืน


กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าจัดใหญ่ “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ขนทัพสินค้ารักษ์โลกกว่า 1,000 รายการ จาก 76 จังหวัดทั่วไทย ชูกลยุทธ์เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

 กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าจัดใหญ่ “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ขนทัพสินค้ารักษ์โลกกว่า 1,000 รายการ จาก 76 จังหวัดทั่วไทย ชูกลยุทธ์เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน 


 กระทรวงพาณิชย์ โดยร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 (ต่อยอดจากแนวคิด BCG ในช่วงสองปีแรก 2566-2567) เพื่อขยายช่องทางตลาดสินค้าชุมชน สร้างความเข้มแข็ง และยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการชุมชนและ SMEs ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเน้น 3 เรื่อง 1. การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าด้วยอัตลักษณ์ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ 2. การส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัว  และพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน 3. การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ภายใต้วิสัยทัศน์กระทรวงพาณิชย์ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน (eMpower and Optimise Commerce plus Sustainable Growth: MOC+)”

ไฮไลต์สำคัญภายในงานประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่:


1. การแสดงและจำหน่ายสินค้ารักษ์โลก (กว่า 200 บูธ / กว่า 1,000 รายการ): คัดสรรสินค้าดีมีคุณภาพจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็น 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่:

◦ กลุ่มอาหาร: อาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็งและแปรรูป ผัก-ผลไม้แปรรูป ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส รวมถึง Future Food / Super Food


◦ กลุ่มเครื่องดื่ม: กาแฟ และเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ


◦ กลุ่มแฟชั่น เครื่องหนัง และเครื่องประดับ: กระเป๋าจากใยตาล, กระจูด, รองเท้าจากเศษยางที่เหลือทิ้ง และสินค้าแฟชั่นจากวัสดุธรรมชาติที่ดีไซน์ทันสมัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม



◦ กลุ่มผ้าและเครื่องแต่งกาย: ผ้าย้อมสีธรรมชาติ และผ้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น


◦ กลุ่มเครื่องใช้ ของตกแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์: ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ เศษไม้ หรือการนำขยะกลับมาแปรรูป


◦ กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม: เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากวัตถุดิบปลอดภัยและออร์แกนิค


2.การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching): เชื่อมโยงผู้ผลิตท้องถิ่นกับห้างสรรพสินค้า โรงแรม และคู่ค้าต่างชาติ มุ่งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

3.กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นใหม่: เวทีเสวนา “ความยั่งยืนเริ่มจากชีวิตประจำวัน”, Workshop สอนทำผลิตภัณฑ์จากของเหลือใช้ และการแสดงดนตรีจากศิลปิน พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองทำผลิตภัณฑ์จริง

นอกจากนี้ บนเวทีกลางยังมีการเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญ ในหัวข้อสำคัญ อาทิ “ความยั่งยืนเริ่มจากชีวิตประจำวัน”, “ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาส” และ “รายได้จากความยั่งยืน” ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าร่วมได้ฟรี


กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เห็นถึงความก้าวหน้าของผู้ประกอบการไทยในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่กำลังมองหาสินค้าไปจำหน่าย และประชาชนทุกเพศทุกวัย ร่วมชมและเลือกซื้อสินค้าในงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026”


• วันที่จัดงาน: 21 – 23 สิงหาคม 2569


• สถานที่: Hall 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


• ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Facebook: Local SDGs+


#ThailandLocalSDGsPlusExpo2026

#กระทรวงพาณิชย์ 

#สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์

#MOC

#LocalSDGsPlus


วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“แอฟฟิโนม”ผนึกกำลัง มศว.ดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยผงาดเวทีโลก​ การันตีชุดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์จากน้ำลายรับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ

 “แอฟฟิโนม”ผนึกกำลัง มศว.ดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยผงาดเวทีโลก​ การันตีชุดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์จากน้ำลายรับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ



  บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลายรายแรกของประเทศไทย ยืนยันช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลและรักษาผู้ป่วย ย้ำเป็นงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ การันตีด้วย 3 รางวัลเกียรติยศจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

  คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร  บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมมือกับสำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการพัฒนานวัตกรรม “อัลแอดเซนส์ (Alz@sense)” เทคโนโลยีต้นแบบในการตรวจคัดกรองโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม โดยนวัตกรรมดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยผ่านการตรวจวิเคราะห์จากน้ำลาย ช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากในการเจาะเลือด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลรักษาของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที  

“ถือเป็นความภาคภูมิใจในการยกระดับศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยที่พร้อมขับเคลื่อนสู่เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงเซ็นเซอร์หนึ่งชิ้น แต่เราต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ผู้สูงอายุได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ง่ายขึ้น เพื่อการดูแลตนเองและเก็บรักษาความทรงจำให้ได้ยาวนานที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย และพร้อมก้าวสู่ระดับสากล"

  คุณสุรกิจ กุนอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทฯ ได้นำนวัตกรรมดังกล่าวมาแสดงและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Thailand Medical Wellness Expo 2026 ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากความโดดเด่นของนวัตกรรมดังกล่าวที่ได้รับการการันตีคุณภาพจากเวทีระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลใหญ่ถึง 3 รางวัลจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย  1. WIPO National Award for Inventors จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก  2.รางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) จากเวที SIIF 2025   3. รางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จในการผสานศักยภาพระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ไทยสู่มาตรฐานสากล 

  อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีเป้าหมายในการพัฒนาแพลตฟอร์มไบโอเซ็นเซอร์ สำหรับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพหลายชนิด เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ ไม่ได้จำกัดเพียง Amyloid-beta เพียงตัวเดียว แต่ยังต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจคัดกรองโรคสำคัญ เช่น มะเร็ง วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคติดเชื้ออื่น ๆ โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่ตรวจได้รวดเร็ว ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับการใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจที่มีคุณภาพได้มากขึ้น หวังว่าผลงานวิจัยของคนไทยจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย และต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า นวัตกรรมนี้เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย โดยใช้เทคโนโลยีไบโอเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้การตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ทำได้ง่าย รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว โดยเปลี่ยนจากการตรวจแบบเดิมที่ต้องใช้เลือดมาเป็นการตรวจจากน้ำลาย ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นชุดตรวจ ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care Testing) ในอนาคต 

  นอกจากนี้แล้วนวัตกรรมดังกล่าวยังมีจุดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ที่มีความไวสูง สามารถตรวจจับโปรตีน Amyloid-beta 1–42 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้สำคัญของโรคอัลไซเมอร์ พร้อมทั้งให้ผลมีความสอดคล้องกับวิธีมาตรฐานอย่าง ELISA ในการประเมินเบื้องต้น 

“นวัตกรรมชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลาย จะช่วยให้การตรวจโรคที่เคยทำได้เฉพาะในห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีเป้าหมายจะขยายการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างทางคลินิกที่ใหญ่ขึ้น และพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์ตรวจแบบพกพาที่สามารถใช้งานได้ในโรงพยาบาล คลินิก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ในระยะยาวเราหวังว่าจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยติดตามความเสี่ยงของผู้ป่วยและสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” รศ.ดร.ธงชัยกล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เลขที่ 667/15 อาคารอรรถบูรณ์ ชั้นที่ 5 ห้องเลขที่ 503 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 โทรศัพท์ 02-013-3989



“แอฟฟิโนม”ผนึกกำลัง มศว.ดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยผงาดเวทีโลก​ การันตีชุดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์จากน้ำลายรับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ

 “แอฟฟิโนม”ผนึกกำลัง มศว.ดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยผงาดเวทีโลก​ การันตีชุดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์จากน้ำลายรับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ



  บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลายรายแรกของประเทศไทย ยืนยันช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลและรักษาผู้ป่วย ย้ำเป็นงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ การันตีด้วย 3 รางวัลเกียรติยศจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

  คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร  บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมมือกับสำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการพัฒนานวัตกรรม “อัลแอดเซนส์ (Alz@sense)” เทคโนโลยีต้นแบบในการตรวจคัดกรองโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม โดยนวัตกรรมดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยผ่านการตรวจวิเคราะห์จากน้ำลาย ช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากในการเจาะเลือด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลรักษาของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที  

“ถือเป็นความภาคภูมิใจในการยกระดับศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยที่พร้อมขับเคลื่อนสู่เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงเซ็นเซอร์หนึ่งชิ้น แต่เราต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ผู้สูงอายุได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ง่ายขึ้น เพื่อการดูแลตนเองและเก็บรักษาความทรงจำให้ได้ยาวนานที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย และพร้อมก้าวสู่ระดับสากล"

  คุณสุรกิจ กุนอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทฯ ได้นำนวัตกรรมดังกล่าวมาแสดงและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Thailand Medical Wellness Expo 2026 ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากความโดดเด่นของนวัตกรรมดังกล่าวที่ได้รับการการันตีคุณภาพจากเวทีระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลใหญ่ถึง 3 รางวัลจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย  1. WIPO National Award for Inventors จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก  2.รางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) จากเวที SIIF 2025   3. รางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จในการผสานศักยภาพระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ไทยสู่มาตรฐานสากล 

  อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีเป้าหมายในการพัฒนาแพลตฟอร์มไบโอเซ็นเซอร์ สำหรับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพหลายชนิด เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ ไม่ได้จำกัดเพียง Amyloid-beta เพียงตัวเดียว แต่ยังต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจคัดกรองโรคสำคัญ เช่น มะเร็ง วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคติดเชื้ออื่น ๆ โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่ตรวจได้รวดเร็ว ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับการใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจที่มีคุณภาพได้มากขึ้น หวังว่าผลงานวิจัยของคนไทยจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย และต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า นวัตกรรมนี้เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย โดยใช้เทคโนโลยีไบโอเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้การตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ทำได้ง่าย รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว โดยเปลี่ยนจากการตรวจแบบเดิมที่ต้องใช้เลือดมาเป็นการตรวจจากน้ำลาย ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นชุดตรวจ ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care Testing) ในอนาคต 

  นอกจากนี้แล้วนวัตกรรมดังกล่าวยังมีจุดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ที่มีความไวสูง สามารถตรวจจับโปรตีน Amyloid-beta 1–42 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้สำคัญของโรคอัลไซเมอร์ พร้อมทั้งให้ผลมีความสอดคล้องกับวิธีมาตรฐานอย่าง ELISA ในการประเมินเบื้องต้น 

“นวัตกรรมชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลาย จะช่วยให้การตรวจโรคที่เคยทำได้เฉพาะในห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีเป้าหมายจะขยายการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างทางคลินิกที่ใหญ่ขึ้น และพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์ตรวจแบบพกพาที่สามารถใช้งานได้ในโรงพยาบาล คลินิก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ในระยะยาวเราหวังว่าจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยติดตามความเสี่ยงของผู้ป่วยและสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” รศ.ดร.ธงชัยกล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เลขที่ 667/15 อาคารอรรถบูรณ์ ชั้นที่ 5 ห้องเลขที่ 503 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 โทรศัพท์ 02-013-3989


 

GEELY RIDDARA พิสูจน์ความเชื่อมั่นผู้บริโภค สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 409 คัน ก้าวสู่แบรนด์อันดับ 4 รถกระบะสี่ประดู ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

 GEELY RIDDARA พิสูจน์ความเชื่อมั่นผู้บริโภค สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 409 คัน ก้าวสู่แบรนด์อันดับ 4 รถกระบะสี่ประดู ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 

GEELY RIDDARA ประเทศไทย เดินหน้าสร้างสถิติใหม่ในตลาดกระบะพลังงานใหม่ของไทย หลังทำยอดจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 409 คัน พร้อมก้าวขึ้นสู่อันดับ 4 ในกลุ่มตลาดรถกระบะ 4 ประตู จากยอดจดทะเบียนสะสมปี 2026 ทั้งยังคงครองอันดับ 1 ตลาดรถกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทย ตอกย้ำการเป็นผู้นำรถกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทยด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อรถกระบะพลังงานใหม่ในฐานะทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานจริง ความคุ้มค่า พร้อมสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายในยุคปัจจุบัน

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของตลาดรถกระบะไทย ซึ่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้งาน ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานของรถมากขึ้น ส่งผลให้รถกระบะพลังงานใหม่เริ่มได้รับความสนใจในวงกว้าง ไม่เพียงในฐานะยานยนต์ทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ใช้รถกระบะ ทั้งในเชิงพาณิชย์ การประกอบธุรกิจ รวมถึงการใช้งานในครอบครัวและในชีวิตประจำวันอีกด้วย

 


หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของ GEELY RIDDARA คือการวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้ใช้กระบะ 2 กลุ่มหลัก โดย RIDDARA ECON Series ถูกพัฒนาให้เป็นกระบะพลังงานใหม่สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์และงานบรรทุก สำหรับผู้ประกอบการและมืออาชีพที่ต้องการรถกระบะที่ใช้งานคุ้มค่า บรรทุกได้จริง และช่วยบริหารต้นทุนทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ RIDDARA RD6 Series วางตำแหน่งเป็นกระบะพลังงานใหม่สำหรับการใช้งานแบบอเนกประสงค์ สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรถกระบะที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงาน ครอบครัว และไลฟ์สไตล์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลในแบบ SUV ภายใต้แนวคิด “Function as a Pickup, Drive as an SUV”


ปัจจุบัน GEELY RIDDARA มีผลิตภัณฑ์รวม 5 รุ่นย่อย ครอบคลุมช่วงราคาตั้งแต่ 739,000–1,149,000 บาท โดยแบ่งเป็น RIDDARA ECON จำนวน 1 รุ่น ได้แก่ 63 kWh 2WD  ซึ่งเจาะกลุ่มตลาด Economy ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า แรงบิดสูง การใช้งานเชิงพาณิชย์ และความสามารถในการบรรทุก ส่วน RIDDARA RD6 จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ 73.9 kWh 2WD,73.9 kWh 4WD, 86 kWh 2WD และ 86 kWh 4WD มุ่งตอบโจทย์ตลาด Dual-Purpose สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสมรรถนะ เทคโนโลยี ความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบายในการขับขี่ ทั้งสองผลิตภัณฑ์ช่วยให้ GEELY RIDDARA สามารถครอบคลุมความต้องการหลักของตลาดกระบะไทยได้อย่างหลากหลายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นอกจากความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์ GEELY RIDDARA ยังเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมทดลองขับ การสื่อสารผลิตภัณฑ์ รวมถึงโปรโมชั่นที่ต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและเข้าถึงได้ การขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย รวมถึงการยกระดับบริการหลังการขาย โดยปัจจุบันมีโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 29 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากระบะพลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ GEELY RIDDARA เดินหน้ายกระดับบริการหลังการขาย ด้วยความพร้อมด้านอะไหล่และทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อมอบบริการที่มีคุณภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทย


GEELY RIDDARA เชื่อว่าการเติบโตของยอดจดทะเบียนในเดือนกรกฎาคมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จด้านตัวเลข แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดรถกระบะไทยกำลังเปิดรับรถกระบะพลังงานใหม่มากขึ้นในฐานะทางเลือกที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ โดย GEELY RIDDARA จะเดินหน้าผลักดันตลาดกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับมาตรฐานของรถกระบะไทยสู่อนาคตของยานยนต์พลังงานใหม่อย่างยั่งยืน


วศ.อว. ให้ความร่วมือสำนักงานเขตบางนา เก็บตัวอย่างน้ำจากลำรางสาธารณะ ส่งแลปตรวจสอบรอพิสูจน์ผล เพื่อแก้ปัญหาข้อร้องทุกข์ ปชช. หลังพบสีของน้ำไม่เป็นธรรมชาติ

  วศ.อว. ให้ความร่วมือสำนักงานเขตบางนา เก็บตัวอย่างน้ำจากลำรางสาธารณะ  ส่งแลปตรวจสอบรอพิสูจน์ผล เพื่อแก้ปัญหาข้อร้องทุกข์ ปชช. หลังพบสีของน้...