วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

กรมการศาสนาจัดงานวิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา เสริมสร้างพลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน

 กรมการศาสนาจัดงานวิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา เสริมสร้างพลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน  




ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดเชียงราย จัดงานโครงการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมวิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา “เหนือสุดแดนสยาม พลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีพระครูประยุตเจติยานุการ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยเวา  เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชูชีพ  พงษ์ไชย  ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประธานฝ่ายฆราวาส  โดยนายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา เข้าร่วมพิธีฯ พร้อมด้วย 








นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ผู้แทนส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ วัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายและศาสนสถานในพื้นที่ จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา


นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า เนื่องด้วยวันวิสาขบูชา เป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชน เนื่องจากล้วนมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน และองค์การสหประชาชาติ ได้มีมติกำหนดให้วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลของโลก ในปี พ.ศ. 2569 กรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา “วิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา เหนือสุดแดนสยาม พลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2569 ณ วัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และวัดพระธาตุสายเมือง จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อสานความสัมพันธ์อันดีในภูมิภาคอาเซียนในมิติศาสนา ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ 



รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า กิจกรรม ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ วัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จะมีกิจกรรมเสวนาเรื่อง “เส้นทางบุญ เหนือสุดแดนสยาม พลังศรัทธา พุทธศาสนา 2 แผ่นดิน” การแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองแผ่นดิน พิธีทอดผ้าป่าสามัคคี พิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจุดประทีป 1,000 ดวง และเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุดอยเวา จากนั้นในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 จะเดินทางข้ามไปพรมแดนเมียนมา ไปยังวัดพระธาตุสายเมือง จังหวัดท่าขี้เหล็ก เพื่อร่วมพิธีตักบาตรสองแผ่นดิน พิธีทอดผ้าป่า และถวายข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภคแด่ พระภิกษุและสามเณรที่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม  พร้อมสักการะพระมหามัยมุนี เจดีย์ชเวดากององค์จำลอง และเยี่ยมชมอนุสาวรีย์พระเจ้าบุเรงนอง 


รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “วันวิสาขบูชา”ถือเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งน้อมนำหลักธรรมคำสอนมาประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ทั้งในด้านการมีสติ เมตตา กรุณา และการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ในสังคม อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจของประชาชนสืบไป ตลอดจนสะท้อนถึงคุณค่าแห่งพระพุทธธรรมที่สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในทุกยุคสมัย เพื่อพัฒนาทั้งตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสืบสานพลังศรัทธา และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมาในโอกาสวันสำคัญทางศาสนานี้

โดยพร้อมเพรียงกัน //////


น้อมรำลึกวันตรัสรู้ ศน. - คณะพระธรรมทูตอินเดีย–เนปาล จัดยิ่งใหญ่ “วิสาขบูชา 2569” สืบสานพิธีกวนข้าวมธุปายาส ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี

 น้อมรำลึกวันตรัสรู้ ศน. - คณะพระธรรมทูตอินเดีย–เนปาล จัดยิ่งใหญ่ “วิสาขบูชา 2569” สืบสานพิธีกวนข้าวมธุปายาส ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี




เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569 วันสำคัญสากลของโลก ซึ่งจัดขึ้นโดยวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี คณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย–เนปาล ร่วมกับกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีพระเถรานุเถระ คณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน นักเรียน เยาวชน และประชาชนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียง 




ภายในงานได้ประกอบพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา เริ่มตั้งแต่พิธีบวชชีพรหมโพธิ (เนกขัมมะปฏิบัติ) จำนวน 14 คน เพื่อร่วมประกอบศาสนพิธีกวนข้าวมธุปายาส จากนั้นได้ประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดา บริเวณปะรำพิธีกวนข้าวมธุปายาส และพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสาธารณรัฐอินเดีย เวียนประทักษิณจำนวน 3 รอบ ก่อนอัญเชิญเข้าประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์

“พิธีกวนข้าวมธุปายาส” จำนวน 8 กระทะใบบัวในวันนี้ ถือเป็นพิธีสำคัญที่สืบทอดมาจากพุทธประวัติ โดย “ข้าวมธุปายาส” หรือ “ข้าวทิพย์” เป็นอาหารที่นางสุชาดาถวายแด่พระมหาบุรุษ ก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ หรือพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดียในปัจจุบัน ภายหลังจากทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยามาเป็นเวลายาวนาน จนพระวรกายซูบผอม ข้าวมธุปายาสจึงเปรียบเสมือนอาหารที่ทำให้พระองค์ทรงมีกำลังพระวรกายที่แข็งแรงในการบำเพ็ญเพียร จนตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6 หรือวันวิสาขบูชา


พิธีกวนข้าวมธุปายาส จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งการให้ การเสียสละ และความสามัคคีของพุทธศาสนิกชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่าทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหตุการณ์สำคัญก่อนการตรัสรู้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเผยแผ่พระธรรมคำสอนสู่มวลมนุษยชาติ


วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลของโลกที่องค์การสหประชาชาติให้การรับรอง กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และสร้างการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน โดยการบูรณาการความร่วมมือกับคณะสงฆ์ วัด และเครือข่ายพระธรรมทูตทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืน 

ภายหลังพิธีกวนข้าวมธุปายาส คณะผู้ร่วมงานได้ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการและการจัดโต๊ะหมู่บูชา พร้อมประกอบพิธีถวายดิน น้ำนม และน้ำ แด่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ รวมถึงเวียนเทียนรอบพระมหาเจดีย์พุทธคยา เพื่อความเป็นสิริมงคล และน้อมถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาอีกมากมาย อาทิ การบรรยายธรรม การประกวดวาดภาพส่งเสริมพระพุทธศาสนา การตอบปัญหาธรรมะ กิจกรรมสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ตลอดจนพิธีจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา จำนวน 2,569 ดวง รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนทุกช่วงวัยได้ร่วมเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และร่วมกันสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของไทย

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569 ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญระหว่างภาครัฐ คณะสงฆ์ และภาคประชาชน ในการส่งเสริมบทบาทของพระพุทธศาสนาในการพัฒนาจิตใจ สร้างความสงบสุขในสังคม และเชื่อมโยงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจากประเทศไทยสู่ดินแดนพุทธภูมิอย่างงดงามและยั่งยืน ///

ชาวเน็ตถกเดือด แห่แสดงความเห็นมาตรการ สธ. แบนสิทธิ์ซื้อบุหรี่ตามปีเกิด​ ชี้คุมไม่ได้จริง รุมตั้งคำถามรัฐบาลสีน้ำเงิน จ้องจำกัดสิทธิ์ประชาชนเกินไปหรือไม่

 ชาวเน็ตถกเดือด แห่แสดงความเห็นมาตรการ สธ. แบนสิทธิ์ซื้อบุหรี่ตามปีเกิด​ ชี้คุมไม่ได้จริง รุมตั้งคำถามรัฐบาลสีน้ำเงิน จ้องจำกัดสิทธิ์ประชาชนเกินไปหรือไม่






เกิดเป็นกระแสถกเถียงบนโลกออนไลน์อย่างร้อนแรง หลังมีการรายงานข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณา “มาตรการแบนการซื้อบุหรี่ตามปีเกิด” หรือ Nicotine-Free Generation ซึ่งเป็นแนวทางที่บางประเทศเริ่มประกาศใช้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ที่เกิดหลังปีที่กำหนดจะไม่มีสิทธิ์ซื้อบุหรี่ได้ตลอดชีวิต แม้อายุจะถึงเกณฑ์บรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม

ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในเพจ Facebook ของสื่อออนไลน์หลายแห่ง โดยพบว่าความคิดเห็นของชาวเน็ตแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งเห็นว่าเป็นมาตรการที่ช่วยป้องกันเยาวชนจากการเริ่มสูบบุหรี่ และเป็นแนวทางด้านสาธารณสุขที่ควรสนับสนุน โดยมองว่า “หากช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี” และเห็นว่ารัฐมีหน้าที่ปกป้องสุขภาพของประชาชน ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป อาจจะเป็นกฎหมายที่ทำไม่ได้จริง และบางส่วนเห็นถึงช่องโหว่ที่อาจทำให้เกิดอาชีพที่ผิดกฎหมายได้ เช่น การค้าบุหรี่ใต้ดิน และการรับจ้างซื้อบุหรี่ให้แก่ผู้ที่เกิดหลังปีที่กำหนด

“เห้อ ดูก็เห็นตั้งแต่ก่อนทำแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ตราบในที่สินค้ายังอยู่ คนใช้ก็จะหาช่องทางเอามาใช้อยู่ดี ยิ่งของที่มีผลแบบบุหรี่นี่ ยิ่งหนักเลย”

“เหมือน UK ที่รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า เด็กที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 ถูกห้ามซื้อบุหรี่ตลอดชีวิต เพื่อสร้างสังคมปลอดบุหรี่ในอนาคต” 

“ห้ามสูบห้ามซื้อแต่ไม่ห้ามผลิตห้ามขาย บุหรี่ไม่มีประโยชน์เลิกได้ก็เลิก เลิกไม่ได้ก็สูบให้เป็นที่เป็นทางอย่าให้กลิ่นควันรบกวนคนอื่น และกฎหมายที่มีควรจะนำมาใช้อย่างจริงจังหน่อย สงสารคนไม่สูบบ้างเถอะ คนไม่สูบมันเหม็นและอันตรายนะครับ”

“กล้าปิดโรงงานยาสูบไหมครับ”

“การห้ามถือว่าจำกัดสิทธิหรือเปล่า มันขัดกับการให้มีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไหม”

“เปรียบเทียบง่ายๆนะครับ เหมือนจะไม่ให้เด็กรุ่นใหม่ไปซื้อร้านข้าวที่อร่อย ร้านที่ไม่อร่อยก็ตายสิครับ มันก็แค่กฎหมาย ผมมองว่าควบคุมสื่อหรือออกสื่อให้ หรือให้ตระหนักเกี่ยวกับบุหรี่เยอะๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า”

ที่น่าสนใจคือ เมื่อประเด็นเดียวกันถูกนำเสนอผ่านเพจข่าวภาษาอังกฤษซึ่งมีชาวต่างชาติเข้ามาแสดงความคิดเห็น กลับพบว่าความเห็นส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางที่ไม่เห็นด้วย หลายคนตั้งคำถามถึงหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมองว่าผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะควรมีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะบริโภคสินค้าใด แม้สินค้านั้นอาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพก็ตาม บ้างก็แสดงความกังวลต่อปัญหาตลาดสินค้าเถื่อนและการทุจริตรีดไถของเจ้าหน้าที่ โดยยกตัวอย่างประเทศออสเตรเลียที่พยายามใช้มาตรการกึ่งห้ามโดยพฤตินัย ผ่านการเก็บภาษีบุหรี่สูงๆ แต่กลายเป็นการเปิดช่องให้บุหรี่เถื่อนเข้ามาเติมตลาดแทน และทำให้รายได้ภาษีของรัฐลดลงอีกด้วย ขณะเดียวกัน อัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชนก็กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

ใน​


บางความคิดเห็นระบุว่า หากรัฐบาลสามารถกำหนดได้ว่า “คนเกิดปีไหนซื้อบุหรี่ไม่ได้” ในอนาคตอาจมีการใช้แนวคิดลักษณะเดียวกันกับสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติม มีหลายความคิดเห็นที่เสนอแนะว่าการแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ควรเน้นที่การให้ข้อมูล การศึกษา และการควบคุมการเข้าถึงของเยาวชน มากกว่าการใช้มาตรการห้ามแบบถาวร ในขณะที่บางรายอ้างถึงนโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทย พร้อมตั้งคำถามว่า ซื้อบุหรี่ไม่ได้ แต่ให้ซื้อกัญชาได้งั้นหรือ 

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สพพ. ร่วมแสดงความยินดีกับกรมธนารักษ์ เนื่องในโอกาสวันสถาปนาครบรอบ 93 ปี

 สพพ. ร่วมแสดงความยินดีกับกรมธนารักษ์ เนื่องในโอกาสวันสถาปนาครบรอบ 93 ปี

   


นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมธนารักษ์ ครบรอบ 93 ปี พร้อมร่วมสมทบทุนกองทุนสวัสดิการกรมธนารักษ์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์และงานการกุศล โดยมีนายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ให้การต้อนรับ ณ กรมธนารักษ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 

“สายสีแดง” เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

 “สายสีแดง” เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ชำระผ่านแอป “เป๋าตัง” เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569


นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องเผชิญกับสภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานซึ่งเกิดจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งรัฐบาลจะร่วมจ่ายในสัดส่วน 60% และประชาชนชำระเอง 40% โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการ สามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าโดยสารผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารทุกสถานี ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 รวมระยะเวลา 4 เดือน โดยมีเงื่อนไขสำหรับผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการที่สำคัญ ดังนี้

- ต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

- ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

- ต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งทุกเฟสที่ผ่านมาในอดีต

- สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส" ใช้ได้สำหรับการซื้อเหรียญโดยสารเท่านั้น

- ไม่สามารถขอคืนหรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ (Refund)


หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส โทรหมายเลข. 0 2111 1122 (กด 2 สำหรับประชาชน และกด 3 สำหรับร้านค้า) ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตลอด 24 ชั่วโมง


โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th


“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”


รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง


DITP ขยับหมากเศรษฐกิจ - การค้า หนุนปั้นผู้ส่งออก 3 ธุรกิจศักยภาพสูง ‘อาหาร–ศิลปะ–ไลฟ์สไตล์ไทย’ สร้างแต้มต่อใหม่ พร้อมหนุนเพิ่มดีมานด์ในตลาดโลก

 DITP ขยับหมากเศรษฐกิจ - การค้า หนุนปั้นผู้ส่งออก 3 ธุรกิจศักยภาพสูง ‘อาหาร–ศิลปะ–ไลฟ์สไตล์ไทย’ สร้างแต้มต่อใหม่ พร้อมหนุนเพิ่มดีมานด์ในตลาดโลก

ชูแคมเปญเรือธง THINK THAILAND : NEXT LEVEL ปิดการขายตลาดต่างประเทศ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้กล่าวถึงบทบาทในการผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทย ผ่านแคมเปญ THINK THAILAND: Next Level โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2567 เพื่อเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม ไปจนถึงการหาคู่ค้าและปิดการขาย เสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยในทุกมิติ ทั้งด้านการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดโลก การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การวางกลยุทธ์การตลาด การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่โดดเด่น ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ในต่างประเทศ ถือเป็นแคมเปญเชิงยุทธศาสตร์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ด้วยการทำงานขับเคลื่อนกลไกยกระดับความสามารถแข่งขันของสินค้าและบริการไทย ใน 3 มิติที่ทำงานพร้อมกัน คือ ด้านภาพลักษณ์ประเทศ บ่มเพาะความพร้อมผู้ประกอบการ ไปสู่การปิดการขายในตลาดต่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

กลไกสำคัญของ DITP ในการขยายตลาดภายใต้แคมเปญนี้ เริ่มตั้งแต่แนวคิด Thai to Global, From Local Value to Global Vision การชูจุดเด่นสินค้าไทย เล่าประเทศไทยในเวอร์ชันใหม่ จากภาพจำแบบดั้งเดิมไปสู่ความร่วมสมัย สร้างสรรค์ และมีเรื่องเล่า ภายใต้ THINK THAILAND : NEXT LEVEL ได้มีการกำหนดกรอบการสื่อสารสินค้าและบริการไทยให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้การ ประชาสัมพันธ์และการผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน โดยแบ่งสินค้าและบริการออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ Food & Fruit (อาหารและผลไม้ไทย) Art & Fashion (ศิลปะและแฟชั่น) และ Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพ งานสร้างสรรค์และงานออกแบบที่ต่อยอดทุนวัฒนธรรม ไปจนถึงสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่

“ในกลุ่มสินค้า Food & Fruit มุ่งยกระดับการนำเสนอวัตถุดิบ อาหาร และผลไม้ไทยให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ผ่านการชูจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะแหล่งกำเนิดวัตถุดิบคุณภาพ สู่รสชาติที่มีเอกลักษณ์ และต่อยอดด้วยนวัตกรรมอาหาร ด้วยการผลักดันผู้ประกอบการด้านวัตถุดิบและอาหารไทย อาทิ โครงการ “Thai Food Thai Farm” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอาหารไทย ยกระดับสินค้าด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงตลาดโลก ที่มีทั้งการบรรยายให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมเวิร์กชอป ตลอดจนการรับรองตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อรับรองร้านอาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่สะท้อนรสชาติไทยแท้ ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายร้านและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองในหลายประเทศทั่วโลก

ขณะที่ กลุ่มสินค้า Art & Fashion การผลักดันทุนทางวัฒนธรรม งานออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ของไทยให้เป็นสากล ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งงานศิลปกรรมและหัตถศิลป์ที่มีรากฐานเข้มแข็ง ทั้งงานช่าง 10 หมู่ งานทอผ้า งานเครื่องประดับ และงานฝีมือเชิงช่างต่าง ๆ โดยสนับสนุนให้คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ ควบคู่การพัฒนาแนวคิดและการออกแบบให้ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างของแบรนด์ในตลาดโลก


ส่วนกลุ่มสินค้า Lifestyle เน้นศักยภาพสินค้าและบริการไทยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต สุขภาพ และความงาม สามารถยกระดับเป็น “ประสบการณ์” ที่ได้มาตรฐานสากล สะท้อนรสนิยมและตัวตนของผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการผสานจุดแข็งด้านดีไซน์ คุณภาพ วัสดุท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของไทยเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ สินค้าของตกแต่งบ้าน ของใช้ ของขวัญ งานคราฟต์ หรือผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและความสวยงาม”


นอกจากสินค้าใน 3 หมวดหมู่ข้างต้นแล้ว แนวทางการขับเคลื่อนภายใต้แคมเปญดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์สำคัญของตลาดโลก เพื่อสนับสนุนความเป็น “NEXT LEVEL” อย่างยั่งยืน ได้แก่ Sustainability (สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม), Wellness (สุขภาพกาย–ใจ) และ Aging Consumers (สินค้าและบริการรองรับสังคมสูงวัย) เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม สื่อสารได้ตรงกลุ่ม และแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกอย่างต่อเนื่อง






สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมรับการส่งเสริมจากโครงการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของ DITP สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เว็บไซต์ www.ditp.go.th Facebook: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ DITP LINE Official: @DITP หรือโทร. 1169 และ https://thinkthailand.ditp.go.th/

#####

ขอขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่ข่าวและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ 





“อบต.บาโงย” ขับเคลื่อนทุกมิติ​ รวมพลังสร้างชุมชนปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน

 “อบต.บาโงย” ขับเคลื่อนทุกมิติ​  รวมพลังสร้างชุมชนปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสูบบุหรี่ยังคงเป็นหนึ่งในพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพที่พบได้อย่างต่อเนื่องในชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งมักใช้การสูบบุหรี่เป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดจากการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต ขณะเดียวกัน ยังพบแนวโน้มการเริ่มสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชนบางส่วน อันมีสาเหตุมาจากการได้รับอิทธิพลจากบุคคลใกล้ชิด ทั้งจากสมาชิกในครอบครัวและกลุ่มเพื่อน ส่งผลให้การสูบบุหรี่กลายเป็นพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในบางบริบทของชุมชน

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุถึงสถานการณ์บุหรี่ในปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงน่าห่วงในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นมากในกลุ่มเยาวชน ข้อมูลล่าสุดปี 2567 พบผู้สูบบุหรี่ทุกชนิดอายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณ 9.8 ล้านคน คิดเป็น 16.5% ของประชากร ในขณะที่ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2564 และมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชน 

ที่ตำบลบาโงย อ.รามัน จ.ยะลา ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่มีการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในอัตราส่วนที่สูง ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบาโงยจึงเข้าร่วมขับเคลื่อนเป็น “อปท.ปลอดบุหรี่” ร่วมกับเครือข่าย อปท.ทั่วประเทศ ภายในการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. บูรณาการร่วมกันในการช่วยควบคุมการสูบบุหรี่ –บุหรี่ไฟฟ้า ที่เชื่อมร้อยภาคีเครือข่ายในท้องถิ่น

นางสาวต่วนกษมา กุโน กล่าวว่า จากบริบทและสถานการณ์การสูบบุหรี่ในพื้นที่ตำบลบาโงย พบว่าการสูบบุหรี่ยังคงแพร่หลายในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ผู้สูงอายุ วัยทำงาน เยาวชน ไปจนถึงเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น อาชีพกรีดยางพารา ซึ่งมีแนวโน้มการสูบบุหรี่ในระดับสูง สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย ดำเนินโครงการรณรงค์และมาตรการเชิงรุก เพื่อขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งสถานที่ราชการ โรงเรียน และพื้นที่ชุมชน เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่

พื้นที่บาโงยมีกลไกการทำงานและเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง โดยอาศัยพลังการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนในชุมชน และมีการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การดูแลสุขภาพ และการช่วยเหลือผู้ต้องการเลิกบุหรี่

หนึ่งในกลไกสำคัญคือเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งทำหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจ ตรวจสุขภาพ และจัดเก็บข้อมูลผู้สูบบุหรี่ในแต่ละครัวเรือน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และส่งต่อผู้ที่มีความประสงค์เลิกบุหรี่เข้าสู่กระบวนการบำบัดร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) นอกจากนี้ อสม. ยังมีบทบาทสำคัญในการติดตาม ให้คำปรึกษา และทำหน้าที่เป็น “แรงบันดาลใจใกล้บ้าน” ที่ช่วยเสริมกำลังใจให้ผู้ต้องการเลิกบุหรี่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนผู้นำท้องถิ่นและผู้นำท้องที่ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย จัดกิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ผ่านเวทีชุมชนและกิจกรรมระดับตำบล เพื่อสร้างความตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทำหน้าที่ดูแลผู้สูบบุหรี่เข้าสู่กระบวนการบำบัดและติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเลิกบุหรี่

สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย ได้ดำเนินโครงการร่วมกับสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยบรรจุไว้ในข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนห่างไกลจากบุหรี่และยาเสพติด ผ่านกิจกรรมอบรมให้ความรู้ โครงการ “เยาวชนต้นแบบปลอดบุหรี่” และการรณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลก รวมถึงการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกและเครือข่าย อปท. ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการควบคุมการบริโภคบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่

“นอกจากนี้ อบต.ยังจัดกิจกรรม “อัลกอร์ (Al-Gore) ทำเป็นประจำทุกวันหลังละหมาด (เวลาประมาณ 15.00–16.00 น.) เพื่อให้ความรู้ทางศาสนาเกี่ยวกับโทษของบุหรี่และยาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานชาย ผลลัพธ์คือปัจจุบัน ไม่มีพนักงานชายคนใดสูบบุหรี่ใน อบต. ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ชัดเจนและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อชุมชน” นางสาวต่วนกษมา กล่าว

อบต.บาโงยจัดกิจกรรม “พบปะยามเช้า” เพื่อเปิดเวทีให้ผู้นำท้องที่และหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกันคิด วางแผน และกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ปลอดบุหรี่ในตำบล โดยผลจากการระดมความคิดเห็นดังกล่าวได้นำไปสู่การจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพชุมชน” ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และถือเป็นข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ในการสร้างสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวต่วนกษมา กล่าวถึงเป้าหมายในการขับเคลื่อนสู่ “ตำบลต้นแบบปลอดบุหรี่” อย่างยั่งยืน โดยมุ่งดำเนินงานใน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดจำนวนผู้สูบบุหรี่เดิมผ่านกระบวนการให้คำปรึกษา การบำบัด และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ควบคู่กับการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน รวมถึงการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สมการใหม่: ลดปัจจัยเสี่ยง + ลดรายจ่าย = ยกระดับสุขภาวะ แนวคิดหลักของการขับเคลื่อนงานชุมชนท้องถิ่นปลอดบุหรี่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเดินรณรงค์ห้ามสูบบุหรี่แบบเดิม ๆ แต่เป็นการมองภาพรวมเชิงระบบ ผ่านมุมมองที่ว่า การลดรายจ่ายจากปัจจัยเสี่ยงหลัก (บุหรี่ สุรา พนัน) คือจุดเริ่มต้นของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ได้ฉายภาพให้เห็นถึง "ระบบนิเวศแห่งการขับเคลื่อนชุมชน" ว่า แกนนำตำบลต้องทำงานเชื่อมโยงกับใครบ้าง ตั้งแต่ ท้องถิ่นที่คอยสนับสนุนนโยบายและงบประมาณ, รพ.สต. ที่ขับเคลื่อนงานป้องกันโรค NCDs, ไปจนถึงหน่วยงานส่งเสริมอาชีพเกษตร หรือพอช. ที่เข้ามาหนุนเสริมรายได้ การทำงานร่วมกันเป็นใยแมงมุมนี้ จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ "สถิติผู้ป่วยลดลง รายจ่ายลดลง และเงินออมเพิ่มมากขึ้น"

ฉะนั้นการขับเคลื่อนพื้นที่ปลอดบุหรี่ของ อบต.บาโงย สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของคนในชุมชนที่ร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะ ผ่านการบูรณาการงานทั้งด้านสุขภาพ ศาสนา การศึกษา และการบริหารท้องถิ่นอย่างมีระบบและต่อเนื่อง จากความตั้งใจของทุกภาคส่วน ทำให้ตำบลบาโงยก้าวสู่การเป็น “ตำบลต้นแบบปลอดบุหรี่” ที่ไม่เพียงลดการสูบบุหรี่ในพื้นที่ แต่ยังสร้างวัฒนธรรมใหม่แห่งสุขภาพที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป


---------------------------------------------

 

กรมการศาสนาจัดงานวิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา เสริมสร้างพลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน

  กรมการศาสนาจัดงานวิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา เสริมสร้างพลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน    ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 16....