วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Smart Agri Growth Summit 2025 เปิดเวทีใหญ่ครั้งแรกของไทย พลิกอนาคต “การตลาดเพื่อการเกษตร” ผสานมาตรฐาน–เทคโนโลยี–AI ปิด Pain Point ใหญ่ของภาคเกษตรไทย

 Smart Agri Growth Summit 2025 เปิดเวทีใหญ่ครั้งแรกของไทย พลิกอนาคต “การตลาดเพื่อการเกษตร” ผสานมาตรฐาน–เทคโนโลยี–AI ปิด Pain Point ใหญ่ของภาคเกษตรไทย

งานสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์รวมผู้เชี่ยวชาญ Young Smart Farmer ภาครัฐ–เอกชน และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ร่วมวางรากฐานมาตรฐานสินค้าเกษตร ยกระดับเทคโนโลยี IoT ผสาน AI–Data–Storytelling เพื่อผลักดันเกษตรกรไทยให้ “ขายได้จริง” พร้อมกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจใน Sitdown Dinner สุดพิเศษ จัดวันที่ 13–14 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 55

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตร เมื่อ Pain Point ใหญ่ที่สุดของเกษตรไทยไม่ได้อยู่ที่ “การผลิต” แต่คือ “การตลาด” ที่ยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้อย่างเต็มศักยภาพ แม้เกษตรกรจะผลิตได้ดี นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น แต่รายได้กลับไม่เติบโตตาม เพราะยังขาดระบบการตลาด มาตรฐาน และทักษะการสร้างแบรนด์อย่างมืออาชีพ

เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม นางสาวจุฑามาศ ทาวงค์ ผู้จัดงาน Smart Agri Growth Summit 2025 จึงลุกขึ้นจัดงานใหญ่ครั้งแรกของไทย โดยมุ่งสร้าง “ระบบการตลาดเกษตร” ที่ครบวงจร เชื่อมผู้ผลิต–มาตรฐาน–เทคโนโลยี–นักการตลาด–ผู้ซื้อ เข้าไว้ในงานเดียว เพื่อผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถ “ขายได้จริง” และทำให้ผลผลิตเกษตรไทยมีมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

งาน Smart Agri Growth Summit 2025 จะจัดขึ้นในวันที่ 13–14 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 55 พร้อมความร่วมมือจาก กองมาตรฐานสินค้าเกษตร – กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานสำคัญที่ทำหน้าที่ออกใบอนุญาต รับรองมาตรฐาน และให้เกณฑ์ข้อกำหนดด้านคุณภาพ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญต่อการเข้าสู่ตลาดพรีเมียมและตลาดส่งออก

นางสาวจุฑามาศกล่าวว่า “เราต้องการสร้างพื้นที่ที่เกษตรกรเข้าถึงความรู้ด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และการตลาดที่ถูกต้อง เพราะการตลาดที่ดีสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้หลายเท่า และช่วยให้ธุรกิจเติบโตแบบยั่งยืนโดยไม่ต้องแข่งขันด้วยราคา”

สำหรับเนื้อหาตลอด 2 วัน: ความรู้ครบทั้งมาตรฐาน–เทคโนโลยี–กลยุทธ์การตลาด

Day 1 : สร้างฐานรากด้วยมาตรฐานและเทคโนโลยีเกษตร

หัวข้อสำคัญ ได้แก่

● มาตรฐานวิชาการเกษตร เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรให้เข้าสู่ตลาดพรีเมียม และเป็น “หลักฐานยืนยันคุณภาพ” ที่ช่วยสร้าง Brand Premium

● Young Smart Farmer ตัวจริง แชร์ประสบการณ์ใช้ IoT บริหารสวนทุเรียน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ฟาร์มเติบโตแบบยั่งยืน

● โมเดลธุรกิจครบวงจร จากผู้ประกอบการอินทผลัม ที่เปลี่ยนจากฟาร์มสู่ธุรกิจต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ พร้อมควบคุมกำไรได้ด้วยตัวเอง

● Zero Waste Success Story กรณีศึกษาฟาร์มที่ใช้ความยั่งยืนสร้างแบรนด์ให้โดดเด่นในตลาด

Day 2 : ยกระดับการตลาดด้วย AI–Storytelling–Data

ครอบคลุมทักษะการตลาดที่จำเป็นในยุคใหม่ ได้แก่

● Data-Driven Selling การวางแผนธุรกิจเกษตรด้วยข้อมูล เตรียมรับการเติบโตปี 2026

● AI วิเคราะห์ Insight ลูกค้า เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างสินค้า–คอนเทนต์ตรงกลุ่มเป้าหมาย

● Content Funnel & Storytelling เทคนิคสร้างแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเพราะ “มั่นใจในแบรนด์”

● กลยุทธ์ลดการแข่งขันด้านราคา ทำให้สินค้าไม่ล้นสต๊อก และขายได้อย่างสม่ำเสมอ


สร้างเครือข่ายธุรกิจใน Sitdown Dinner

ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้พบปะพูดคุยกับ

วิทยากร

Young Smart Farmer

ผู้ประกอบการเกษตร

ผู้เชี่ยวชาญมาตรฐาน

ที่ปรึกษาด้านการตลาดและเทคโนโลยี

ในบรรยากาศที่เหมาะต่อการสร้างความร่วมมือและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

สร้าง Community เกษตรยุคใหม่

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานสัมมนา แต่คือ การสร้างระบบนิเวศใหม่ของธุรกิจเกษตรไทย ที่รวมมาตรฐาน เทคโนโลยี AI การตลาด และผู้เชี่ยวชาญตัวจริงไว้ด้วยกัน เพื่อผลักดันเกษตรไทยสู่ยุคใหม่แห่งการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ข้อมูลการจัดงาน

ชื่องาน: Smart Agri Growth Summit 2025

วันที่: 13–14 ธันวาคม 2568

เวลา: 09.00 – 16.30 น.

สถานที่: โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 55

รูปแบบ: Conference – Workshop – Panel Talk – Networking – Innovation Showcase

ช่องทางลงทะเบียน

LINE: https://lin.ee/xSiV3sb

โทร: 063-356-4965


วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568

กรมทะเล อัปเดตอาการเต่าทะเลกินสายรัดข้อมือ คาดขับออกเองภายใน 30–40 วัน

 กรมทะเล อัปเดตอาการเต่าทะเลกินสายรัดข้อมือ คาดขับออกเองภายใน 30–40 วัน

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับรายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือเต่าทะเลที่นักท่องเที่ยวได้ยื่น สายรัดข้อมือ (wristband) ให้กินระหว่างดำน้ำตื้นบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ติดตามพบเต่าทะเลตัวดังกล่าวบริเวณเกาะห้า–เกาะหก ก่อนนำส่งยังท่าเรือทับละมุ เพื่อส่งต่อให้ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน ทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน



ทีมสัตวแพทย์ ประจำศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร ของศูนย์วิจัยฯ ได้ตรวจสุขภาพร่างกายของเต่าและทำการตรวจวินิจฉัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่เกิดเหตุการณ์ เพื่อระบุตำแหน่งของสายรัดข้อมือที่อยู่ในทางเดินอาหาร โดยใช้กล้องส่องตรวจทางเดินอาหาร ควบคู่กับการถ่ายภาพเอกซเรย์ ในเทคนิคเอกเรย์ร่วมกับการกลืนสารทึบรังสี (Barium swallow) เพื่อประเมินการเคลื่อนที่ของวัตถุแปลกปลอมอย่างละเอียด รวมทั้งตรวจสุขภาพโดยรวมของเต่าทะเล เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนการรักษา ซึ่งผลการตรวจร่างกายและตรวจเลือด พบว่า ความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ในระดับดีมาก (BCS 4/5) ไม่พบบาดแผลภายนอก ตอบสนองปกติ ค่าเลือดอยู่ในระดับปกติ และผลจากการเอกซเรย์ พบสายรัดข้อมืออยู่บริเวณส่วนกลางของทางเดินอาหาร ตลอดจนพบสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารตามธรรมชาติที่อาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย ซึ่งจากการประเมินของทีมสัตวแพทย์ คาดว่าจะสามารถขับออกมาเองภายใน 30–40 วัน โดยจะมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการรักษา 



กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขอฝากถึงผู้ใช้บริการท่องเที่ยวทางทะเลทุกท่าน งดให้สัตว์ทะเลกินสิ่งแปลกปลอมทุกชนิด รวมถึงงดสัมผัสหรือรบกวนสัตว์ทะเลในทุกรูปแบบ เนื่องจากการกระทำเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตสัตว์ทะเล อาจก่อให้เกิดการอุดตันภายในทางเดินอาหาร บาดเจ็บ ติดเชื้อ หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขอความร่วมมือทุกคน ช่วยกันปฏิบัติตามกฎการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อร่วมรักษาระบบนิเวศทางทะเลที่เปราะบางของประเทศไทยให้ยังคงอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นต่อไป

สพพ. ร่วมกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย)

 สพพ. ร่วมกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย)


นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) นำบุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด ปลุกพลัง "HERO OF THE TRUTH" ร่วมหยุดคอร์รัปชัน เพื่ออนาคตไทยที่โปร่งใสและยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรมีวัฒนธรรมองค์กรในการปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตามมาตรฐานทางจริยธรรม ณ อาคารซันทาวเวอร์ส กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

เสนอเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้มีอัตราเดียวหลังรัฐสูญรายได้กว่า 7 หมื่นล้าน

 เสนอเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้มีอัตราเดียวหลังรัฐสูญรายได้กว่า 7 หมื่นล้าน

ล่าสุดกรมสรรพสามิตได้เผยแพร่ข่าวข้อเสนอการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้กระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ภายในเดือน ธันวาคมนี้ หลังมีการศึกษามายาวนาน 

รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการอิสระ ซึ่งได้เข้าร่วมรับฟังผลการศึกษางานวิจัยเรื่องภาษีสรรพสามิตบุหรี่ของกรมสรรพสามิตเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 และได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของกลุ่มเกษตรกรยาสูบพื้นที่จังหวัดสุโขทัย มีความเห็นว่า “การสร้างความชัดเจนของโครงสร้างภาษีบุหรี่มีความจำเป็นอย่างมากต่อกลุ่มเกษตรกรในฐานะผู้ผลิต ซึ่งรัฐบาลควรเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะล่าสุดของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังที่จะปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่จาก 2 อัตราให้เป็นอัตราเดียวโดยเร็วที่สุด เพราะผลการศึกษายืนยันแล้วว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ตามมูลค่า 2 อัตรานั้น ไม่มีประสิทธิภาพทั้งด้านรายได้และผลกระทบโดยรวมทางด้านสาธารณสุข หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ คาดว่าจะทำให้รัฐสูญรายได้มากกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยาสูบมีการเติบโตติดลบ กระทบกับกลุ่มเกษตรกรยาสูบตั้งแต่มีการใช้โครงสร้าง 2 อัตราในปี 2560 เป็นต้นมา” 

“โครงสร้างภาษีอัตราเดียวไม่ได้มีผลกระทบต่อบุหรี่ผิดกฎหมายหากมีการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งในวันที่ได้เข้าร่วมรับฟังผลงานวิจัยทางกรมสรรพสามิตก็ได้รับทราบประเด็นดังกล่าวและรวมไว้ในผลการศึกษาอยู่แล้ว การปรับโครงสร้างภาษีเป็นอัตราเดียวในครั้งนี้จึงไม่น่ามีผลต่อการเพิ่มขึ้นของบุหรี่เถื่อน ในทางกลับกันบุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการปรับภาษี 2 อัตรา โดยเฉพาะหลังเดือนตุลาคม 2564 ที่มีการปรับนโยบายภาษีบุหรี่ครั้งล่าสุด ซึ่งทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นสูงจากการที่รัฐบาลยุคนั้นยังคงเลือกที่จะคงโครงสร้างบุหรี่แบบ 2 อัตราไว้จนถึงปัจจุบัน”

รศ. ดร. ภัทรกิตติ์ ยังเสริมว่า “รายงาน WHO Report on the Global Tobacco Epidemic (2025) ได้เสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของภาษียาสูบ โดยรวมถึงการตรวจสอบโครงสร้างภาษีที่ไม่เป็นมาตรฐานและการยกเว้นโครงสร้างภาษีที่เอื้อประโยชน์ให้ยาสูบบางประเภท จึงอาจอนุมานได้ว่าสำหรับประเทศไทย เรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ โครงสร้างภาษียาสูบแบบหลายอัตรา (Multiple Tiers) ซึ่งเอื้อให้ตลาดยาสูบราคาถูกขยายตัว โดยรายงานของ WHO ยังคงพบปัญหานี้ใน 31 ประเทศ จาก 178 ประเทศ ซึ่งใช้ระบบภาษีหลายอัตรา ทำให้มาตรการภาษียาสูบไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการใช้ภาษีอัตราเดียวหรือที่เรียกว่า Uniform Tax Rate

นอกจากนี้ รายงาน WHO ยังได้ยกตัวอย่างประเทศปากีสถาน ซึ่งกำหนดภาษียาสูบมีความซับซ้อน เนื่องจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยาสูบ โดยในปี 2556 ปากีสถานได้นำระบบภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบ 2 อัตรามาใช้ แม้รายได้ภาษีจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่หลายปีต่อมารายได้ของรัฐบาลกลับลดลง ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่ผู้ผลิตรายงานยอดผลิตสินค้าต่ำกว่าความจริง ทำให้ในปี 2560 รัฐได้กำหนดเพิ่มอัตราภาษีอีก 1 ชั้น รวมเป็นอัตราภาษี 3 อัตรา เพื่อลดภาษีให้กับบุหรี่ราคาถูก แต่มาตรการนี้กลับส่งผลเสีย ทำให้รายได้จากภาษียาสูบของรัฐบาลลดลงประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2561 เพียงปีเดียว และเป็นเหตุให้ประเทศปากีสถานยุบรวมภาษี 3 อัตราจนเหลือ 2 อัตรา ในปี 2562” 

รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจให้โครงสร้างภาษีบุหรี่ เป็นอัตราเดียว โดยไม่ควรรอรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง เพราะส่งผลต่อรายได้ของรัฐบาลจากภาษีบุหรี่สูญหายไปจำนวนมาก

Pilgrym แบรนด์น้ำหอมสายมู จัดพิธีมงคลส่งท้ายปีเก่าด้วยพลังแห่งศรัทธา

 Pilgrym แบรนด์น้ำหอมสายมู จัดพิธีมงคลส่งท้ายปีเก่าด้วยพลังแห่งศรัทธา

แบรนด์น้ำหอมสายมู Pilgrym (พิวกริม) โดย บริษัท พลัส 1 จำกัด จัดมหาพิธีบูชาสามมหาเทพ พระพิฆเนศ พระแม่ลักษมี และพระวิษณุ เพื่อส่งท้ายปีเก่าด้วยศรัทธา โดยมีดารานักแสดง มายด์ ณภศศิ สุรวรรณ, เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า และ หยก ทอง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังใน TikTok มาร่วมงาน เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ณ เรือนไทยนวลจันทร์ กรุงเทพฯ  

พิธีเริ่มด้วยการแห่และภารตะนาฏยัม (รำถวาย) เป็นการสื่อสารศรัทธาผ่านร่างกาย จิตใจ และดนตรี เพื่ออัญเชิญพลังศักดิ์สิทธิ์ เสริมมงคล ชำระจิตใจ และเชื่อมศรัทธา ของผู้ร่วมงานกับเทพโดยตรง ทำให้ทุกก้าวของการรำ เป็นทั้งบทสรรเสริญและพลังบวกที่ใหลเข้าสู่ชีวิต จากนั้น ตามด้วยพิธีบูชาสามมหาเทพ ได้แก่ พระพิฆเนศ พระแม่ลักษมี และพระวิษณุ โดยผู้ร่วมงานได้ร่วมขอพร เพื่อความเป็นการรับพลังงานดีๆ สุขสมหวังในทุกพรที่ปรารถนา ต้อนรับปีใหม่ที่กำลังมาถึง ช่วยเสริมพลังและความเป็นสิริมงคล

สำหรับน้ำหอมสายมู Pilgrym ชื่อมาจากคำว่า Pilgrim ที่หมายถึง “ผู้เดินทางแสวงบุญ” ตัวตนของแบรนด์จึงเกิดจากความเชื่อในพลังแห่งเทพฮินดู ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านน้ำหอม จนเกิดเป็น “น้ำหอมสายมู” ที่ใช้กลิ่นเป็นพลังเสริมบุคลิก ความมั่นใจ และดึงดูดพรดี ๆ ให้กับผู้ใช้  

น้ำหอม Pilgrym รุ่นพิเศษ ผ่านการปลุกเสกในพิธีบูชามหาเทพฮินดู ผ่านพิธีปูจา (ปลุกเสกน้ำหอม) จากพราหมณ์ที่ประเทศเนปาล และนำไปบูชาในวัดที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญ 3 แห่งในเนปาล

โดยเนปาลเป็นดินแดนที่หลอมรวมรากฐานของพุทธและฮินดู เป็นแผ่นดินประสูติของพระพุทธเจ้า และที่ตั้งของเทวสถานฮินดูที่สืบทอดมาหลายพันปี มีความเป็นธรรมชาติ พลังบริสุทธิ์ มีเทือกเขาหิมาลัย ที่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ

 ​น้ำหอม Pilgrym รุ่นพิเศษ ได้แก่

Pashmina Kiss – น้ำหอมแห่งความรักและความร่ำรวย (พระแม่ลักษมี)

ปลุกเสกที่ วัดปัญจมหาลักษมี เทวสถานศักดิ์สิทธิ์แรกในโลกที่อุทิศให้กับประทับของ พระแม่ลักษมีทั้ง 5 ปาง ที่หาได้ยากมากๆ ได้แก่ Dhana (ความมั่งคั่ง), Dhanya (ความอุดมสมบูรณ์), Santana (บุตรหลาน), Vijaya (ชัยชนะ) และ Aishwarya (ความรุ่งเรือง) ผู้คนมาขอพรเรื่องโชคลาภ การงานรุ่งเรือง ครอบครัวมีความสุข 

Mantra Mist – น้ำหอมแห่งโชคลาภและความแคล้วคลาด (พระวิษณุ)

ปลุกเสกที่ วัดชางกูนารายัน วัดโบราณอายุกว่า 1,500 ปี (ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4) และเป็นมรดกโลก UNESCO ประดิษฐานองค์พระวิษณุ ผู้คนเชื่อว่ามีอำนาจปกป้องจากภัยร้าย และช่วยให้ครอบครัวมั่นคง

Everest Dreams – น้ำหอมแห่งความสำเร็จ (พระพิฆเนศ)

ปลุกเสกที่ วัดกมลาฑีคเนศ เทวสถานสำคัญกลางกาฐมาณฑุ ประดิษฐานองค์พระพิฆเนศ ผู้ขจัดอุปสรรคและเปิดทางสู่ความสำเร็จ

ความพิเศษอีกหนึ่งอย่าง คือ กลิ่นน้ำหอมของ Pilgrym ถูกออกแบบโดยนักปรุงน้ำหอมระดับประเทศ ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี และส่วนผสมต่างๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้น้ำหอม Pilgrym นั้นนอกจากจะเต็มไปด้วยพลังแห่งเทพแล้ว ยังมาพร้อมคุณภาพให้ลูกค้าทุกคนสามารถฉีดได้อย่างมั่นใจ

แบรนด์ Pilgrym เป็นน้ำหอมที่ยึดมั่นในคุณค่าแห่งศรัทธา ความประณีตสร้างสรรค์ และพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เพื่อให้ผู้ใช้สัมฤทธิ์ผลในทุกคำอธิษฐานและพรที่ตั้งใจขอ


 

“เพลิน เพลิน คอนโด” โชว์ฟอร์มแรง เปิดใหม่ 2 ตึก Sold Out 2 ตึก ในไม่ถึงเดือน”พร้อมเตรียมลุย โครงการใหม่ “คอนโดล้านต้น เลี้ยงสัตว์ได้”และ “รุกแนวราบ พระราม 7” ภายในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาจเป็นเดือนที่ ภาพรวมอสังหาฯ มีความท้าทาย แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดขาย “เพลิน เพลิน คอนโด” ก็สร้างปรากฏการณ์ “Sold Out ยกตึก” ถึง 2 ตึกใหม่ที่เพิ่งเปิดทั้ง “เพลิน เพลิน คอนโด พระราม5-สะพานเจษฯ” และ “เพลิน เพลิน คอนโด ราชพฤกษ์-เวสต์วิลล์ 2” ตอกย้ำพลังของแบรนด์ “เล็กแต่แรง” ที่มาพร้อมโปรดักส์ “คุ้มค่าทุกบาทที่จ่าย” และ “เดินทางสะดวก” โดย “เพลิน เพลิน คอนโด” แบรนด์ที่เติบโตอย่างเงียบๆ แต่มั่นคง ใน 10 ปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารของสองพี่น้องจากตระกูลผู้รับเหมาก่อสร้าง ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางจาก “งานโปรเจกต์รับจ้าง” มาสู่ “ผู้พัฒนาอสังหาฯ” ที่สร้างแบรนด์ของตัวเอง “คุณฟ้า–นาถวนิต รวมทรัพย์” และ “คุณแดน–อธิภัทร รวมทรัพย์” ผู้เชื่อมั่นว่า “บ้านที่ดี ต้องเข้าถึงได้จริง” คุณแดน–อธิภัทร รวมทรัพย์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า เราเริ่มจากความกลัวว่าโครงการจะขายไม่ออก จึงต้องคิดทุกมุม ตั้งแต่ทำเลที่คนอยากอยู่ ราคาแบบที่พนักงานเงินเดือนหลักหมื่นจะไหว และสิ่งไหนควรตัดออก เพื่อให้บ้านดีจริงแต่ไม่แพงเกินไป จากจุดเริ่มต้นของความกลัววันนั้น กลายเป็นแรงผลักให้ เพลิน เพลิน คอนโด เติบโตด้วยความเข้าใจจริง โดยเลือกตั้งราคาขายใกล้เคียงกับต้นทุนจริงของผู้รับเหมา มากกว่าการบวกกำไรสูงขึ้นแบบตลาดทั่วไป ที่สำคัญบริษัทก่อสร้างเองทั้งหมด ทำให้สามารถ ควบคุมต้นทุนรวมทั้งคุมคุณภาพได้ทุกขั้นตอน โดยโครงการแรกของ เพลิน เพลิน คอนโด เข้าสู่ตลาดคอนโดมิเนียมของไทยครั้งแรกที่ซอยศรีสมาน ซึ่งทำเลเรียบง่ายที่หลายคนมองข้าม แต่กลับ Sold Out ภายใน 4 เดือน เพราะรายล้อมด้วยโรงงานและบริษัทมากกว่า 10 แห่ง นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของแบรนด์ และยังเป็นจิ๊กซอว์ ตัวสำคัญที่ทำให้แบรนด์ “เพลิน เพลิน คอนโด” ประสบความสำเร็จมาตลอด 10 ปี “หัวใจของความสำเร็จของแบรนด์ เกิดจากแนวคิดตั้งราคาขายใกล้ต้นทุน ทำให้ราคาคอนโดเฉลี่ยเพียง 30,000 บาท/ตร.ม. ในขณะที่ตลาดทั่วไปเริ่มต้นกว่า 60,000 บาท/ตร.ม. อีกจุดขายที่สวนทางตลาดคือ ตัดส่วนกลางที่ไม่จำเป็น เช่น ฟิตเนสหรือสระว่ายน้ำ แล้วนำงบไปเพิ่มที่จอดรถ 60–100% ของจำนวนยูนิต เพื่อให้ลูกค้าอยู่สบาย ไม่ต้องแย่งที่จอด หรือแบกรับค่าส่วนกลางสูงเกินจำเป็น เราทำงานเหมือนมันคือห้องที่เราจะให้ญาติเราอยู่จริงๆ รายละเอียดเล็กๆ อย่างการขยายทางเดินครัว 10 เซนติเมตร หรือเพิ่มหน้าต่างเพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้มากขึ้น เราไม่เคยมองข้าม” คุณแดน–อธิภัทร เผย คุณฟ้า–นาถวนิต รวมทรัพย์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า เราคิดจากภาพในหัวของลูกค้า ว่าห้องต้องอยู่สบายได้จริง ไม่อึดอัดจนต้องย้ายหนีไปไหน ปัจจุบัน เพลิน เพลิน คอนโด เปิดมาแล้วกว่า 40–46 โครงการ สร้างยอดขายเฉลี่ย ปีละ 500–700 ล้านบาท โดยไม่ต้องพึ่งโปรโมชันหรือการลดราคา ถึงแม้จะผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันโครงการของเพลิน เพลิน หลายแห่งก็ยังได้รับการตอบรับดีเยี่ยม เช่น เพลิน เพลิน คอนโด พระราม 5–สะพานเจษฯ และเพลิน เพลิน คอนโด ราชพฤกษ์–เวสต์วิลล์ 2 ที่ปิดการขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ ในธันวาคม 2568 นี้ เพลิน เพลิน คอนโด เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด “เพลิน เพลิน คอนโด นนทบุรี–รัตนาธิเบศร์ 2” ใกล้รถไฟฟ้า และเซ็นทรัล นอร์ธวิลล์ โดยมี 1 โครงการใหม่ อย่าง “เพลิน เพลิน คอนโด นนทบุรี–รัตนาธิเบศร์ 2” พร้อมจุดเด่น “เลี้ยงสัตว์ได้” เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่รักสัตว์และต้องการพื้นที่ของตัวเอง และในปี 2569 บริษัทเตรียมขยายพัฒนาในหลายทำเลศักยภาพ อาทิ นวนคร, ม.กรุงเทพฯ, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์, วงศ์สว่าง, รถไฟฟ้าสถานี แยกติวานนท์ และมุ่งเน้นขยายไปยังตลาดแนวราบมากขึ้น ทั้งทาวน์โฮมและบ้านแฝด ในโซน พระราม 7 โดยปรัชญาที่ไม่เปลี่ยนของ “เพลิน เพลิน คอนโด” นั่นก็คือ "เงินล้านของเรา คือรายได้ แต่เงินล้านของเขา คือทั้งชีวิต" นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ "เพลิน เพลิน คอนโด" ไม่ได้แค่ขายหมดเร็ว แต่ยัง "สร้างความมั่นใจให้คนตัวเล็ก" ว่าเขาก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของบ้านดีๆ ได้เช่นกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : เพลิน เพลิน คอนโดฯ โดย วิถีไทย - Ploen Ploen Condo Youtube : Ploen Property | เพลินเพลินคอนโด Line : @ploenploencondo Tiktok : ploenploen.condo เพลิน เพลิน คอนโดมิเนียม ________________________________

 “เพลิน เพลิน คอนโด” โชว์ฟอร์มแรง เปิดใหม่ 2 ตึก Sold Out 2 ตึก ในไม่ถึงเดือน”พร้อมเตรียมลุย โครงการใหม่ “คอนโดล้านต้น เลี้ยงสัตว์ได้”และ “รุกแนวราบ พระราม 7”

ภายในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาจเป็นเดือนที่ ภาพรวมอสังหาฯ มีความท้าทาย แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดขาย “เพลิน เพลิน คอนโด” ก็สร้างปรากฏการณ์ “Sold Out ยกตึก” ถึง 2 ตึกใหม่ที่เพิ่งเปิดทั้ง “เพลิน เพลิน คอนโด พระราม5-สะพานเจษฯ” และ “เพลิน เพลิน คอนโด ราชพฤกษ์-เวสต์วิลล์ 2” ตอกย้ำพลังของแบรนด์ “เล็กแต่แรง” ที่มาพร้อมโปรดักส์ “คุ้มค่าทุกบาทที่จ่าย” และ “เดินทางสะดวก” 

โดย “เพลิน เพลิน คอนโด” แบรนด์ที่เติบโตอย่างเงียบๆ แต่มั่นคง ใน 10 ปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารของสองพี่น้องจากตระกูลผู้รับเหมาก่อสร้าง ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางจาก “งานโปรเจกต์รับจ้าง” มาสู่ “ผู้พัฒนาอสังหาฯ” ที่สร้างแบรนด์ของตัวเอง “คุณฟ้า–นาถวนิต รวมทรัพย์” และ “คุณแดน–อธิภัทร รวมทรัพย์”  ผู้เชื่อมั่นว่า “บ้านที่ดี ต้องเข้าถึงได้จริง” 

คุณแดน–อธิภัทร รวมทรัพย์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า เราเริ่มจากความกลัวว่าโครงการจะขายไม่ออก จึงต้องคิดทุกมุม ตั้งแต่ทำเลที่คนอยากอยู่ ราคาแบบที่พนักงานเงินเดือนหลักหมื่นจะไหว และสิ่งไหนควรตัดออก เพื่อให้บ้านดีจริงแต่ไม่แพงเกินไป จากจุดเริ่มต้นของความกลัววันนั้น กลายเป็นแรงผลักให้ เพลิน เพลิน คอนโด เติบโตด้วยความเข้าใจจริง โดยเลือกตั้งราคาขายใกล้เคียงกับต้นทุนจริงของผู้รับเหมา มากกว่าการบวกกำไรสูงขึ้นแบบตลาดทั่วไป ที่สำคัญบริษัทก่อสร้างเองทั้งหมด ทำให้สามารถ ควบคุมต้นทุนรวมทั้งคุมคุณภาพได้ทุกขั้นตอน

 โดยโครงการแรกของ เพลิน เพลิน คอนโด เข้าสู่ตลาดคอนโดมิเนียมของไทยครั้งแรกที่ซอยศรีสมาน ซึ่งทำเลเรียบง่ายที่หลายคนมองข้าม แต่กลับ Sold Out ภายใน 4 เดือน เพราะรายล้อมด้วยโรงงานและบริษัทมากกว่า 10 แห่ง นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของแบรนด์ และยังเป็นจิ๊กซอว์ ตัวสำคัญที่ทำให้แบรนด์ “เพลิน เพลิน คอนโด” ประสบความสำเร็จมาตลอด 10 ปี


หัวใจของความสำเร็จของแบรนด์ เกิดจากแนวคิดตั้งราคาขายใกล้ต้นทุน ทำให้ราคาคอนโดเฉลี่ยเพียง 30,000 บาท/ตร.ม. ในขณะที่ตลาดทั่วไปเริ่มต้นกว่า 60,000 บาท/ตร.ม. อีกจุดขายที่สวนทางตลาดคือ ตัดส่วนกลางที่ไม่จำเป็น เช่น ฟิตเนสหรือสระว่ายน้ำ แล้วนำงบไปเพิ่มที่จอดรถ 60–100% ของจำนวนยูนิต เพื่อให้ลูกค้าอยู่สบาย ไม่ต้องแย่งที่จอด หรือแบกรับค่าส่วนกลางสูงเกินจำเป็น เราทำงานเหมือนมันคือห้องที่เราจะให้ญาติเราอยู่จริงๆ รายละเอียดเล็กๆ อย่างการขยายทางเดินครัว 10 เซนติเมตร หรือเพิ่มหน้าต่างเพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้มากขึ้น เราไม่เคยมองข้าม” คุณแดน–อธิภัทร เผย


คุณฟ้า–นาถวนิต รวมทรัพย์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า เราคิดจากภาพในหัวของลูกค้า ว่าห้องต้องอยู่สบายได้จริง ไม่อึดอัดจนต้องย้ายหนีไปไหน ปัจจุบัน เพลิน เพลิน คอนโด เปิดมาแล้วกว่า 40–46 โครงการ สร้างยอดขายเฉลี่ย ปีละ 500–700 ล้านบาท โดยไม่ต้องพึ่งโปรโมชันหรือการลดราคา ถึงแม้จะผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันโครงการของเพลิน เพลิน หลายแห่งก็ยังได้รับการตอบรับดีเยี่ยม เช่น เพลิน เพลิน คอนโด พระราม 5–สะพานเจษฯ และเพลิน เพลิน คอนโด ราชพฤกษ์–เวสต์วิลล์ 2 ที่ปิดการขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์

ในธันวาคม 2568 นี้ เพลิน เพลิน คอนโด เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด “เพลิน เพลิน คอนโด นนทบุรี–รัตนาธิเบศร์ 2” ใกล้รถไฟฟ้า และเซ็นทรัล นอร์ธวิลล์ โดยมี 1 โครงการใหม่ อย่าง “เพลิน เพลิน คอนโด นนทบุรี–รัตนาธิเบศร์ 2” พร้อมจุดเด่น “เลี้ยงสัตว์ได้” เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่รักสัตว์และต้องการพื้นที่ของตัวเอง


และในปี 2569 บริษัทเตรียมขยายพัฒนาในหลายทำเลศักยภาพ อาทิ นวนคร, ม.กรุงเทพฯ, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์, วงศ์สว่าง, รถไฟฟ้าสถานี แยกติวานนท์ และมุ่งเน้นขยายไปยังตลาดแนวราบมากขึ้น ทั้งทาวน์โฮมและบ้านแฝด ในโซน พระราม 7


โดยปรัชญาที่ไม่เปลี่ยนของ “เพลิน เพลิน คอนโด” นั่นก็คือ "เงินล้านของเรา คือรายได้ แต่เงินล้านของเขา คือทั้งชีวิต" นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ "เพลิน เพลิน คอนโด" ไม่ได้แค่ขายหมดเร็ว แต่ยัง "สร้างความมั่นใจให้คนตัวเล็ก" ว่าเขาก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของบ้านดีๆ ได้เช่นกัน

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

 Facebook : เพลิน เพลิน คอนโดฯ โดย วิถีไทย - Ploen Ploen Condo

Youtube : Ploen Property | เพลินเพลินคอนโด

Line : @ploenploencondo

Tiktok : ploenploen.condo เพลิน เพลิน คอนโดมิเนียม


________________________________


รองอธิบดี กพร. ลงพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามผล MOU พัฒนาช่างและบริการ​ พร้อมรับมอบอุปกรณ์ช่างสนับสนุนการฝึกอบรม

 รองอธิบดี กพร. ลงพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามผล MOU พัฒนาช่างและบริการ​  พร้อมรับมอบอุปกรณ์ช่างสนับสนุนการฝึกอบรม

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานในกลุ่มช่าง งานสนับสนุนช่าง และงานบริการลูกค้า ณ ศูนย์บริการซัมซุง จังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 19 เชียงใหม่ โดยมี นายเด่นดวง ลำเพยพล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 19 เชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ นายธนากร สุขศรี รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท ไทย ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์การดำเนินงาน 

นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ในนามของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานผมขอขอบคุณบริษัท ไทย ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้การสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ช่างเครื่องปรับอากาศ จำนวน 5 ชุด (22 รายการ) มูลค่า 174,287 บาท (หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นสี่พันสองร้อยแปดสิบเจ็ดบาทถ้วน) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเครื่องปรับอากาศตามแผนงานปกติของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และเข้าร่วมติดตามผลการดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานในกลุ่มช่าง งานสนับสนุนช่าง และงานบริการลูกค้า ในวันนี้ ต้องขอแสดงความชื่นชมบริษัท ไทย ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ในฐานะสถานประกอบกิจการเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ในประเทศไทยที่เห็นความสำคัญในการพัฒนาฝีมือแรงงาน และได้บูรณาการความร่วมมือร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาร่วมกันจัดฝึกอบรมหลักสูตรการติดตั้งและซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก การซ่อมบำรุงโทรศัพท์เคลื่อนที่ซัมซุง และการติดตั้งและซ่อมบำรุงรักษาจอแสดงผลเพื่อประชาสัมพันธ์ มีผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 361 คน และบริษัทยังมอบชุดเครื่องมือและเครื่องปรับอากาศซัมซุง มูลค่ากว่า 1.6 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างเครื่องปรับอากาศ





นายภัทรวุธ กล่าวต่อไปว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเป็นนโยบายหลักประการหนึ่งของรัฐบาล ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานมาตลอด รวมทั้งได้ตระหนักเสมอว่าภาคเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนากำลังแรงงานของประเทศ ดังนั้น การสนับสนุนของบริษัท ไทย ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด จึงเป็นความร่วมมือที่ช่วยผลักดันให้กำลังแรงงานได้มีโอกาสพัฒนาทักษะฝีมือให้มีความเป็นมืออาชีพ อันเป็นการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานของประเทศให้มีศักยภาพสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะนำเครื่องมือและอุปกรณ์ช่างเครื่องปรับอากาศที่ได้รับมอบในครั้งนี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อจัดทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 1 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และสร้างสรรค์สังคมตามเจตนารมณ์ของบริษัทต่อไป




กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอขอบคุณบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนอันดีอย่างเสมอมา ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มทักษะและผลิตภาพแรงงาน แต่ยังช่วยสร้างแรงงานคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของตลาด และสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคอีกด้วย” นายภัทรวุธ กล่าวในตอนท้าย

Smart Agri Growth Summit 2025 เปิดเวทีใหญ่ครั้งแรกของไทย พลิกอนาคต “การตลาดเพื่อการเกษตร” ผสานมาตรฐาน–เทคโนโลยี–AI ปิด Pain Point ใหญ่ของภาคเกษตรไทย

  Smart Agri Growth Summit 2025 เปิดเวทีใหญ่ครั้งแรกของไทย พลิกอนาคต “การตลาดเพื่อการเกษตร” ผสานมาตรฐาน–เทคโนโลยี–AI ปิด Pain Point ใหญ่ของภ...