วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคอีสาน รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคอีสาน รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท  

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2569 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  5 จังหวัดภาคอีสาน ประกอบด้วย จังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ และ ชัยภูมิ  โดยมีจังหวัดขอนแก่นเป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมี นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิจิตกุศลขอนแก่น ร่วมในพิธี ณ โรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น



การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของงานสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 51 ปี ในการสนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน  และในเดือนกันยายน  2569 มูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง และทุนการศึกษาในปีสุดท้ายของระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 910 ทุน และในวันนี้ (8 ตุลาคม 2569) มูลนิธิฯ มอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค  (5 จังหวัดภาคอีสาน)  โดยมีจังหวัดขอนแก่นเป็นจุดศูนย์กลาง รวม 53 สถาบัน

.

รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2569 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

.

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”



มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลต่างๆ กับทางมูลนิธิฯ “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต” 

.

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ไทยเตรียมโชว์ศักยภาพเกษตรไทยแหล่งอาหารของโลก ในงานมหกรรมพืชสวนโลก 2570 ที่โยโกฮามา

 ไทยเตรียมโชว์ศักยภาพเกษตรไทยแหล่งอาหารของโลก ในงานมหกรรมพืชสวนโลก 2570 ที่โยโกฮามา     

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัว Thailand Pavilion เตรียมนำศักยภาพ “เกษตรไทย” สู่สายตาโลก ในงาน GREEN×EXPO 2027 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเปิดเว็บไซต์ Thailand Pavilion และนับถอยหลังสู่วันเปิดงาน 19 มีนาคม 2570 ชูแนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” ถ่ายทอดเรื่องราวจากผืนดิน เกษตรกร อาหาร พืชสวน นวัตกรรม และความยั่งยืน เชื่อมโอกาสทางการค้า การท่องเที่ยว และความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการเข้าร่วมงาน International Horticultural Expo 2027 หรือ GREEN×EXPO 2027 มหกรรมพืชสวนนานาชาติระดับ A1 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 มีนาคม–26 กันยายน 2570 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยเตรียมนำเสนอ Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” หรือ “วิสัยทัศน์ของชีวิตไทยแห่งอนาคต”

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำสินค้าเกษตรและพืชสวนไทยไปจัดแสดง แต่เป็นการนำ “เรื่องราวของเกษตรไทย” ไปพบโลก ตั้งแต่ผืนดิน เกษตรกร อาหาร พืชสวน สมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปจนถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการเกษตรไทยมีทั้งคุณภาพ ความหลากหลาย นวัตกรรม และศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับโลก

“เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในมิติที่เชื่อมโยงกับอนาคตของโลก 

ทั้งการเกษตร พืชสวน ความหลากหลายทางชีวภาพ อาหาร การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนวัตกรรมทางการเกษตรแห่งอนาคต ประเทศไทยกำลังพาเกษตรไทยไปพบโลก เราต้องการให้ผู้คนจากทั่วโลกได้เห็นว่า จากผืนดินไทย เราสามารถสร้างทั้งอาหารคุณภาพ พืชสวนที่มีเอกลักษณ์ สินค้าเกษตรที่มีมาตรฐาน เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ ตลอดจนองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดไปสู่อนาคตได้” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว


GREEN×EXPO 2027 มหกรรมพืชสวนนานาชาติระดับ A1 

งาน International Horticultural Expo 2027 หรือ GREEN×EXPO 2027 เป็นมหกรรมพืชสวนนานาชาติระดับ A1 (World Horticultural Exhibition) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนนานาชาติ (AIPH) และได้รับการรับรองจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดงานมหกรรมโลก (BIE) โดยถือเป็นการจัดงานระดับ A1 Class ในประเทศญี่ปุ่นในรอบ 27 ปี

งานครั้งนี้ขึ้นที่เมืองโยโกฮามา จังหวัดคานางาวะ ห่างจากใจกลางกรุงโตเกียวประมาณ 30 กิโลเมตร ภายใต้แนวคิดหลัก “Scenery of the Future for Happiness” คาดว่าจะมีประเทศจากทั่วโลก

เข้าร่วมมากกว่า 175 ประเทศ และมีผู้เข้าชมงานประมาณ 15 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ซื้อบัตรเข้าชมมากกว่า 10 ล้านคน และผู้เข้าร่วมงานในส่วนอื่นประมาณ 5 ล้านคน

Thailand Pavilion เปิดมุมมองใหม่ของ “เกษตรไทย”

ประเทศไทยในนามทีมไทยแลนด์ เตรียมนำเสนอ Thailand Pavilion ในรูปแบบ “นิทรรศการ

มีชีวิต” (Living Exhibition) ที่ผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” หรือ “วิสัยทัศน์

ของชีวิตไทยแห่งอนาคต” บนพื้นที่จัดแสดง 619 ตารางเมตร การจัดแสดงจะไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงสินค้า

และพืชพรรณของไทย แต่จะถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่ ผืนดิน เกษตรกร อาหาร พืชสวน สมุนไพร เทคโนโลยี นวัตกรรม ไปจนถึงแนวคิดการทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้ชมจากทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตอาหารและสินค้าเกษตรคุณภาพ ตลอดจนความสามารถในการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่

นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลง และ “อาหาร การเกษตร สิ่งแวดล้อม” กลายเป็นประเด็นที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการเกษตรที่สามารถนำเสนอในระดับโลก ทั้งความหลากหลายของพืชสวนและอาหาร ผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนองค์ความรู้ของเกษตรกรไทย

“การไปครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำสินค้าไปจัดแสดง แต่คือการนำ ‘เรื่องราวของเกษตรไทย’ 

ไปสู่เวทีโลก ให้โลกได้รู้จักว่าเบื้องหลังอาหารและสินค้าที่มีคุณภาพ คือผืนดิน เกษตรกร องค์ความรู้ 

ภูมิปัญญาของเกษตรกรไทย และนวัตกรรมของคนไทย” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว


จากผืนดินไทยสู่เวทีโลก

หนึ่งในเรื่องราวสำคัญที่จะนำเสนอในงาน GREEN×EXPO 2027 คือบทบาทของ เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer (YSF) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทย โดยจะนำเสนอการผสานภูมิปัญญาและประสบการณ์จากท้องถิ่นเข้ากับ Smart Farming เทคโนโลยี 

การบริหารจัดการฟาร์มสมัยใหม่ และแนวคิดด้านความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน Thailand Pavilion จะสะท้อนความหลากหลายของพืชสวนไทย อาหาร ผลไม้ สมุนไพร และสินค้าเกษตรคุณภาพ รวมถึงองค์ความรู้ด้านการผลิตที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายสำคัญคือการทำให้คำว่า “Thai Agriculture” (การเกษตรไทย) มีความหมายมากกว่า “แหล่งผลิต” แต่สะท้อนภาพภาคการเกษตรที่มีทั้ง คุณภาพ นวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืน ผ่านประเด็นที่โลกให้ความสนใจ อาทิ อาหารคุณภาพและมาตรฐาน ความหลากหลายทางชีวภาพ พืชสวนและทรัพยากรทางการเกษตรที่มีเอกลักษณ์ ตลอดจนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“Living Exhibition” ถ่ายทอดวัฏจักรธรรมชาติผ่านอัตลักษณ์ไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Thailand Pavilion คือรูปแบบนิทรรศการ “Living Exhibition” ที่ผสาน

อัตลักษณ์ไทยเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ โดยโครงสร้างการเล่าเรื่อง (Exhibition Narrative) ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาจิตรกรรมไทยที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรธรรมชาติของดอกไม้ 

การนำเสนอถ่ายทอดผ่านแนวคิด “ดอกไม้ร่วง–ดอกไม้ลอย (Fallen Flower)” ซึ่งเปรียบเสมือนสัจธรรม

ของการร่วงโรยและการคืนกลับสู่ผืนดิน การย่อยสลายกลับคืนเป็นแร่ธาตุและเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมสืบทอดชีวิตใหม่ ก่อนเบ่งบานขึ้นอีกครั้งเป็น “ดอกไม้บาน (Blooming Flower)” สะท้อนวัฏจักรธรรมชาติที่ไม่มีวันสิ้นสุด ตลอดจนสื่อถึงความหวัง การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต และการเริ่มต้นใหม่ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมของโลก 

ด้านสถาปัตยกรรม จะนำเส้นสายของกลีบดอกไม้มาเป็นองค์ประกอบหลักในการออกแบบเส้นทางเดินชม เพื่อพาผู้เข้าชมผ่านพื้นที่จัดแสดงทั้งในร่มและกลางแจ้งอย่างกลมกลืน สำหรับ

ตราสัญลักษณ์ประจำอาคาร (Pavilion Logo) ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ดอกมณฑารพ” ซึ่งเป็น

ดอกไม้ทิพย์ตามวรรณคดีไทย โดยนำมาปรับรูปทรงให้มีความร่วมสมัย และออกแบบกลีบดอก

ให้สอดคล้องกับรูปทรงของ ดอกซากุระ เพื่อสื่อถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น

ขณะที่ตัวแทนสัญลักษณ์ “ไทโย”  ได้รับการออกแบบให้เป็นทูตสื่อสารเรื่องราวของธรรมชาติ 

ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ และพรรณไม้ไทย เพื่อถ่ายทอดความหลากหลายทางชีวภาพและวิสัยทัศน์

ด้านอนาคตสีเขียวของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก


ไทย–ญี่ปุ่น ครบรอบ 140 ปี เชื่อมเกษตรกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การเข้าร่วม GREEN×EXPO 2027 ยังมีความสำคัญในมิติความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น เนื่องจาก

ปี 2570 ตรงกับวาระ ครบรอบ 140 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น Thailand Pavilion จึงจะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สะท้อนมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ผ่านความร่วมมือด้านการเกษตร การพัฒนาบุคลากร นวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดกิจกรรมพิเศษตลอดระยะเวลาประมาณ 6 เดือน รวม 7 ครั้ง ครอบคลุม สงกรานต์ เทศกาลดอกไม้ไทย เทศกาลผลไม้ไทย เทศกาลอาหารแห่งอนาคต สัปดาห์ประเทศไทย เทศกาลผ้าไทย และเทศกาลสมุนไพร พร้อมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่นครบ 140 ปี

“จากวันนี้จนถึงวันเปิดงาน เราต้องทำให้คนไทยรู้สึกว่า นี่คือเวทีของเรา และเมื่อถึงวันที่ Thailand Pavilion เปิดประตูต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก ทุกคนจะได้เห็นว่าเกษตรไทยมีทั้งรากฐานจากภูมิปัญญา มีศักยภาพด้านนวัตกรรม และมีอนาคตที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับโลกได้” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว


นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวเสริมว่า การเข้าร่วม GREEN×EXPO 2027 ไม่ควรถูกมองเพียงการเข้า

ร่วมงานระดับนานาชาติ แต่ควรมองว่าเป็น “โอกาสของประเทศไทยและคนไทย” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตรไทย การเปิดตลาดใหม่ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างโอกาส

ทางธุรกิจ การเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร ขณะเดียวกัน การเข้าร่วม GREEN×EXPO 2027 ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับ Nakhon Ratchasima International Horticultural Expo 2029 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกในลำดับต่อไป

“เมื่อเกษตรไทยไปไกล โอกาสของคนไทยก็ไปไกลด้วย การนำเกษตรไทยไปสู่เวทีโลกจึงไม่ใช่เรื่องของการจัดนิทรรศการเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปิดประตูให้สินค้า เกษตรกร ผู้ประกอบการ และองค์ความรู้ของไทยได้เชื่อมต่อกับโลกมากขึ้น Thailand Pavilion จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงประเทศไทยในต่างแดน แต่เป็นพื้นที่ที่นำ ‘เกษตรไทย’ จากผืนดินสู่สายตาโลก และเปิดโอกาสใหม่กลับคืนสู่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และคนไทย” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าวปิดท้าย 


เตรียมพบกับ Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” หรือ “วิสัยทัศน์ของชีวิตไทยแห่งอนาคต” ระหว่างวันที่ 19 มีนาคม–26 กันยายน 2570 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น


กรมวิทยาศาสตร์บริการ ต้อนรับคณะผู้แทนนานาชาติจาก 19 ประเทศ ภายใต้มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เยี่ยมชมสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ

  📌กรมวิทยาศาสตร์บริการ ต้อนรับคณะผู้แทนนานาชาติจาก 19 ประเทศ ภายใต้มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เยี่ยมชมสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ

       เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 ดร.ปาษาณ กุลวานิช ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ (IRAV) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนา "The Big Wave: Innovation Policy in the Age of AI and Beyond" ของมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) จำนวน 26 ท่าน คณะผู้เยี่ยมชมประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ รัฐสภา สถาบันวิชาการ คลังสมอง ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จาก 19 ประเทศ ได้แก่ อาร์เมเนีย บราซิล บัลแกเรีย เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล เคนยา มาเลเซีย เม็กซิโก โมร็อกโก ปาเลสไตน์ เซเนกัล สโลวาเกีย แอฟริกาใต้ ตูนิเซีย ตุรกี เวเนซุเอลา เนปาล และไทย

      ดร.ปาษาณ ได้บรรยายถึงความเป็นมาและบริบทเชิงนโยบายในการจัดตั้งสถาบันฯ บทบาทในการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนวิสัยทัศน์ พันธกิจ ตัวอย่างความสำเร็จ และแผนการดำเนินงานในอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นคณะฯ ได้เยี่ยมชมสถาบันฯ


      นับเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพด้านหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติของไทยสู่สายตานานาชาติและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับสากล


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #วศ #กระทรวงอว #IRAV #สถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ #หุ่นยนต์ #ยานยนต์อัตโนมัติ #FNF #นวัตกรรม #AI #ความร่วมมือระหว่างประเทศ

STRiPS ผู้บุกเบิกนวัตกรรม ‘วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก’ ทางเลือกสุขภาพที่ทลายทุกข้อจำกัดของการกินอาหารเสริม

 STRiPS ผู้บุกเบิกนวัตกรรม ‘วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก’ ทางเลือกสุขภาพที่ทลายทุกข้อจำกัดของการกินอาหารเสริม


ปรากฏการณ์ใหม่ที่จะมาปฏิวัติวงการดูแลสุขภาพ! STRiPS (สตริปส์) ผู้บุกเบิกนวัตกรรม ‘วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก (Oral Strip)’ ชูจุดเด่นความเป็น 'ทางเลือกใหม่ ที่ทลายทุกข้อจำกัดของการกินวิตามิน' ออกแบบมาเพื่อคนเมืองยุคนี้โดยเฉพาะ ตอบโจทย์ชีวิตเร่งรีบด้วยความรวดเร็ว ขั้นตอนที่ง่ายขึ้น และมาพร้อมกับสามสูตรที่ครอบคลุมทุกวันของชีวิต

คุณกิรณี ยาวิชัย, คุณธีร ชุติวราภรณ์ และคุณกวิณ วิภาวีสันทัด ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดริปอินโนเทค จำกัด เปิดเผยว่า เป้าหมายของ STRiPS คือการเพิ่ม "ทางเลือกใหม่" ในการดูแลสุขภาพ มุ่งตอบโจทย์กลุ่มคนที่มองหานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ STRiPS จะเข้ามาทลายข้อจำกัดเดิมๆ ทำให้ไม่ต้องทนกลืนวิตามินหรืออาหารเสริมรูปแบบเม็ด ไม่ต้องพกพาให้ยุ่งยาก และมอบการบำรุงที่ตรงจุดโดยไม่ต้องเจ็บตัวจากการดริปวิตามิน 

ด้านคุณธีร ชุติวราภรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ STRiPS ระบุว่า “จุดเด่นของนวัตกรรมนี้คือการแก้ปัญหาทานวิตามินแล้วร่างกายเอาไปใช้ได้ไม่หมด หลักการทำงานของ STRiPS คือการบรรจุสารสำคัญไว้ในแผ่นฟิล์มบาง (Oral Strip) เพียงวางไว้บนลิ้น สารสำคัญก็จะค่อยๆ ละลายและดูดซึมผ่านช่องปาก เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ได้เลยโดยไม่รบกวนระบบทางเดินอาหาร ซึ่งวงการสุขภาพในต่างประเทศนิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะในฝั่งอเมริกา และเกาหลีใต้” ทางด้านผู้ร่วมพัฒนา STRiPS คุณณัฐพล ส่งพรประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่าไซแอนท์ จำกัด กล่าวเสริมว่า "เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่พัฒนาในวงการนวัตกรรมสุขภาพมาอย่างยาวนานจากแนวคิดที่ต้องการนำส่งสารสำคัญให้ร่างกายนำไปใช้ได้เร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหารูปแบบเดิมที่มักใช้เวลานาน ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับกลุ่มวิตามินและสารสกัดธรรมชาติ (Micronutrients) เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ"


สำหรับ STRiPS นั้น ก็มีสามสูตรด้วยกัน โดยคุณกิรณี กล่าวว่า "เราตั้งใจทำสามสูตรนี้ สำหรับใช้ได้ทั้งวัน ทุกวัน และทุกคน คือ ON มีส่วนผสมหลักจากสารสกัดจากชาเขียว ช่วยเพิ่มโฟกัส เติมสมาธิระหว่างวัน สูตรต่อไปคือ OFF มีส่วนผสมของทาร์ตเชอร์รี และสารสกัดจาก Saffron ที่มีส่วนช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและเตรียมความพร้อมร่างกายก่อนการพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ สูตรสุดท้ายคือ Gluta+ กลูตาไธโอนในรูปแบบแผ่น ดูดซึมนำไปใช้งานได้ดี ช่วยดูแลผิวพรรณได้อย่างตรงจุด โดยทั้งหมดเป็นสารสกัดที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัย ใช้ต่อเนื่องได้ และมีงานวิจัยรองรับ"


เป้าหมายของทีม STRiPS จึงไม่ใช่แค่การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการยกระดับมาตรฐานอาหารเสริม ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการกิน เพื่อแก้ข้อจำกัดเดิมๆ ที่ผู้บริโภคต้องเคยเจอ 


ไม่เพียงเท่านั้น ความมุ่งมั่นนี้ยังได้รับการการันตีความสำเร็จอันภาคภูมิ โดยล่าสุด STRiPS ได้คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด "The Visionary Innovation Leader" จากเวที 3C 45th Anniversary Gala: The Legacy of Trust & Innovation เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรางวัลที่เชิดชูแบรนด์ที่มีความโดดเด่นด้านการเป็นผู้นำนวัตกรรม และสร้างสรรค์โซลูชันแห่งความก้าวหน้าที่กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความสำเร็จดังกล่าว สอดคล้องกับมุมมองของคุณณัฐพล ที่ตอกย้ำว่า “Innovation ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือเทคโนโลยีที่ทำให้คนธรรมดาดูแลตัวเองได้ง่ายที่สุด”

สิ่งนี้จึงนำมาสู่บทสรุปของคุณกวิณ ที่มองว่าเป้าหมายสูงสุดของแบรนด์ คือการสร้างพฤติกรรมใหม่ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ไม่ชอบกินวิตามิน แต่อยากเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ “เรากำลังทำสิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับพวกเขา และหวังว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นมาตรฐานรูปแบบใหม่ในการดูแลตัวเอง ที่ทุกคนจะเข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ง่ายขึ้น”

สามารถติดตามรายละเอียดและสั่งซื้อได้ทางช่องทางออนไลน์ Shopee, TikTok Shop และ LINE Official: @theonlystrips

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

UniGrow และพันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย

UniGrow และพันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย

UniGrow มุ่งมั่นสู่พันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย ผ่านรากฐานทางโภชนาการตามหลักวิทยาศาสตร์และสูตรอาหารเฉพาะทางสำหรับช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต เพื่อมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการทางร่างกายอย่างมั่นคงและยั่งยืน

UniGrow มุ่งหวังที่จะเคียงข้างครอบครัวไทยในเส้นทางการเจริญเติบโตของเด็ก

สูตรอาหารรวมสำหรับช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต

UniGrow Optipro ได้รับการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 3 – 18 ปี โดยสูตรอาหารได้รับการพัฒนาขึ้นในทิศทางของการผสานคุณค่าของสารอาหารหลากหลายกลุ่ม เข้าด้วยกัน แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่ส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ระบบสูตรอาหารประกอบด้วยแหล่งแคลเซียมที่หลากหลาย, โปรตีน, DHA/EPA, Choline, Taurine, โคลอสตรุ้ม (น้ำนมเหลือง), Inulin, FOS, Beta-glucan ร่วมกับวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด

จากรากฐานดังกล่าว UniGrow Optipro จึงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบกระดูก ได้แก่ Bonepep®, แคลเซียม, CPP, วิตามิน D3 และ วิตามิน K2 นี่คือระบบส่วนประกอบสำคัญที่ได้รับการจัดวางไว้ ณ ตำแหน่งศูนย์กลางของสูตรอาหาร ควบคู่ไปกับฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม และโปรตีน เพื่อเติมเต็มสารอาหารหลากหลายชนิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างและคงสภาพโครงสร้างกระดูก

การผสานการทำงานเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการเข้าถึงอย่างชัดเจนของ UniGrow Optipro นั่นคือการสร้างสรรค์สูตรอาหารเฉพาะทางที่อาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มสารอาหารที่มีคุณลักษณะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันหลายกลุ่ม แทนที่จะตั้งความหวังไว้กับส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงมุ่งสู่การเคียงข้างความต้องการทางโภชนาการของเด็กๆ ตลอดช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต

UniGrow Optipro ได้รับการพัฒนาขึ้นตามทิศทางสูตรอาหารรวมสำหรับช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต

การสร้างสรรค์รากฐานการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับเด็ก

สำหรับ UniGrow แล้ว การส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวของผลิตภัณฑ์โภชนาการตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเส้นทางที่ต้องสร้างขึ้นจากหลากหลายปัจจัยที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป นอกเหนือจากโภชนาการที่เหมาะสมแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการเคียงข้างของครอบครัว ต่างมีส่วนช่วยสร้างรากฐานทางร่างกายที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่เด็ก

จากแนวทางการเข้าถึงดังกล่าว UniGrow จึงมุ่งหวังที่จะนำเสนอไม่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ง่ายเกี่ยวกับพัฒนาการ การเจริญเติบโต โภชนาการ และสุขภาพ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่ความคาดหวังในระยะสั้น UniGrow ได้เลือกที่จะเคียงข้างครอบครัวชาวไทยในกระบวนการดูแลและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็กในระยะยาว ตั้งแต่รากฐานทางโภชนาการไปจนถึงนิสัยการดำเนินชีวิตเชิงบวกในทุกวัน


โภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อน และการเคียงข้างของครอบครัว ร่วมกันมีส่วนช่วยสร้างรากฐานการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่เด็ก

การเคียงข้างเด็กและเยาวชนไทยรุ่นใหม่

สำหรับ UniGrow แล้ว เส้นทางการส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงของเด็กและเยาวชนไทย ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเป้าหมายในระยะสั้น แต่มือเป็นทิศทางที่ต้องอาศัยการเคียงข้างกันอย่างยั่งยืนระหว่างแบรนด์ ครอบครัว และกระบวนการเติบโตของเด็กๆ ด้วยเหตุนี้ นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์โภชนาการแล้ว UniGrow ยังมุ่งหวังที่จะสร้างความผูกพันในระยะยาวกับครอบครัวชาวไทย บนรากฐานของความเป็นวิทยาศาสตร์ ความโปร่งใส และความไว้วางใจ

ตั้งแต่สูตรอาหารที่หลากหลายด้วยสารอาหาร ไปจนถึงวิธีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย UniGrow ได้ค่อยๆ กำหนดบทบาทของตนเองในฐานะแบรนด์ที่เคียงข้างคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลรากฐานทางร่างกายของเด็กๆ ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวจึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกด้านโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางการปลูกฝังนิสัยเชิงบวกและการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ UniGrow Optipro จึงมุ่งสู่การเป็นพันธมิตรผู้เคียงข้างครอบครัวชาวไทย เพื่อร่วมมีส่วนช่วยสร้างสรรค์เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีรากฐานทางร่างกายที่ดี มีความมั่นใจ และพร้อมสำหรับทุกเส้นทางการเติบโตในอนาคต

UniGrow มุ่งมั่นที่จะเคียงข้างเส้นทางการส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กและเยาวชนไทยรุ่นใหม่




กรมพลศึกษา ชูภารกิจพัฒนา “ทุนมนุษย์” ขับเคลื่อนการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และนันทนาการ ให้เป็นวิถีชีวิต มุ่งสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนทั่วไทย

 กรมพลศึกษา ชูภารกิจพัฒนา “ทุนมนุษย์” ขับเคลื่อนการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และนันทนาการ ให้เป็นวิถีชีวิต มุ่งสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนทั่วไทย

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพประชากรไทยทุกช่วงวัย ชูวิสัยทัศน์ “คนไทยออกกำลังกาย เล่นกีฬา และประกอบกิจกรรมนันทนาการเป็นวิถีชีวิต เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน” พร้อมวางกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วน  และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชาติอย่างเป็นรูปธรรม

นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยถึงทิศทางและพันธกิจหลักของกรมพลศึกษาว่า หลายคนอาจมีภาพจำว่ากรมพลศึกษาเป็นเพียงหน่วยงานที่ส่งเสริมศักยภาพบุคลากรด้านพลศึกษา หรือจัดแข่งขันกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภารกิจของกรมพลศึกษามีขอบเขตกว้างขวางและครอบคลุมประชากรไทยทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน คนทำงาน ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ด้อยโอกาสตามพื้นที่ชายขอบ  ตลอดจนผู้พิการ โดยถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“วิสัยทัศน์ของกรมกรมพลศึกษาคือการสนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกาย เล่นกีฬา และทำกิจกรรมนันทนาการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ หรือเป็นวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อให้ประชาชนมีสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ” อธิบดีกรมพลศึกษากล่าว

เดินหน้าโครงการไฮไลต์ ครอบคลุมทุกมิติ ทุกช่วงวัย

ที่ผ่านมา กรมพลศึกษาได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมสำคัญต่างๆ เพื่อรองรับประชาชนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายโครงการประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง ได้แก่:

1. การแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ: จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม โดยมีพื้นที่แข่งขันครอบคลุม 10 เขตทั่วประเทศ (77 จังหวัด) เพื่อเฟ้นหาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านกีฬา หรือ “ค้นหาช้างเผือก” ส่งต่อไปยังสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อพัฒนาก้าวสู่นักกีฬาทีมชาติในระดับนานาชาติ

2. การแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย: จัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป มาร่วมกิจกรรมแข่งขันทั้งด้านกีฬา เช่น เกทบอล กรีฑา และการประกวดนันทนาการ เช่น เต้นลีลาศ ร้องเพลงคาราโอเกะ เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มและสุขภาวะที่ดี

3. โครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้: โครงการป้องกันอุบัติเหตุการจมน้ำในเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงตามสถิติของกรมอนามัย โดยกรมพลศึกษาได้จัดสรรงบประมาณกระจายไปยังทุกจังหวัด เพื่อฝึกทักษะการเอาชีวิตรอดทางน้ำ ซึ่งได้รับคำชื่นชมและทุนสนับสนุนอย่างกว้างขวาง

4. การแข่งขันฟุตบอลและกีฬานักเรียนขาสั้น (รุ่น 14, 16, 18 ปี ก): ฟุตบอลถ้วย ก กรมพลศึกษา ถือเป็นเวทีระดับตำนานที่คัดสรรและแจ้งเกิดนักฟุตบอลรุ่นเยาวชน รวมไปถึงการแข่งขันวอลเลย์บอล บาสเกตบอล และฟุตซอล ระหว่างโรงเรียนทั่วประเทศ

5. การแข่งขันกีฬาคนพิการระดับเยาวชน: เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนคนพิการเล่นกีฬาและออกกำลังกายที่สนใจ มีสมรรถภาพทางกายและจิตใจให้แข็งแรง สมบูรณ์ มีความอดทน มีระเบียบวินัย และมีความเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งเป็นผลทำให้มีคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี สร้างโอกาสและความเสมอภาค และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 

6. โครงการนันทนาการเติมฝัน ปันสุข และการประกวดทางวัฒนธรรม: เช่น การประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงระดับโลก และการประกวดวงโปงลางในภาคอีสาน ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนเข้าชมอย่างล้นหลาม

7. โครงการสถาบันอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย: เปิดคลาสสอนมวยไทยฟรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ณ ศูนย์อนุรักษ์ศิลปะมวยไทยและกีฬาไทย สนามศุภชลาศัย รวมถึงส่งครูมวยไทยไปเผยแพร่วัฒนธรรมและทักษะมวยไทยต้นตำรับยังต่างประเทศ เช่น ประเทศโมร็อกโก ซึ่งมีทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ฝึกสอน และนักกีฬามวยระดับแชมป์ เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน  

8. การจัดตั้งชมรมกีฬาและอาสาสมัครกีฬา (อสก.): ขับเคลื่อนการจัดตั้งชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาแล้วมากกว่า 8,041 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัด ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ (ซึ่งมี 7,255 ตำบล) พร้อมสนับสนุนการจัดอบรมจิตอาสากีฬาแล้วรวมทั้งสิ้น 10 รุ่น ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 1,396 คน เพื่อเป็นเครือข่ายแกนนำในการกระตุ้นให้คนในชุมชนออกมาออกกำลังกาย

ยกระดับ “วิทยาศาสตร์การกีฬา” และการบูรณาการเพื่อสุขภาวะ

นายมงคลกล่าวเสริมว่า ในยุคปัจจุบันกรมพลศึกษาเน้นการนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน โดยมีแอปพลิเคชัน DPE Fit Test ของสํานักวิทยาศาสตร์การกีฬา ให้ประชาชนดาวน์โหลดประเมินสมรรถภาพทางกาย และรับคำแนะนำในการพัฒนาตนเองให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน (BMI, มวลกล้ามเนื้อ, รอบเอว) เพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

นอกจากนี้ กรมพลศึกษายังได้ร่วมมือกับกรมการแพทย์และสภากายภาพบำบัด กระทรวงสาธารณสุข ในการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านเวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine) นำทีมนักวิทยาศาสตร์การกีฬาของกรมพลศึกษาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาการดูแลนักกีฬาตั้งแต่การตรวจประเมิน การรักษาและผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยมุ่งให้ผู้บาดเจ็บได้รับบริการที่เหมาะสมและกลับไปใช้ชีวิตหรือแข่งขันกีฬาได้อย่างปลอดภัย 

รวมถึงการวางแผนระยะยาว 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) ร่วมกับกรมอนามัย เพื่อพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพของเด็กไทย ผ่านโภชนาการและการออกกำลังกายที่ถูกวิธีในช่วงอายุ 10–18 ปี โดยตั้งเป้าหมายยกระดับส่วนสูงเฉลี่ยของเด็กไทยในอนาคต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล

ปรับใหญ่ “ความปลอดภัย-มาตรฐาน” พร้อมรองรับกระแสมวลชน

นายมงคลเปิดเผยว่า ทางกรมพลศึกษาได้เปิดเผย ร่างแผนประชาสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และแผนระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571–2575 เพื่อเปลี่ยนการรับรู้ของประชาชนสู่การมีส่วนร่วมจริง ภายใต้แนวคิด “ขยับกาย ขยายสุข ทุกช่วงวัย ทั่วไทย” (Move for Good, Move for All) มุ่งสร้างการรับรู้ควบคู่กับการชวนลงมือทำ ตอกย้ำภาพจำใหม่ว่า “กรมพลศึกษา คือหน่วยงานหลักที่ทำให้การขยับร่างกายเป็นเรื่องง่าย สนุก และเข้าถึงได้สำหรับคนไทยทุกคน”

นอกจากนี้ จากปรากฏการณ์ความนิยมในกีฬาเยาวชน เช่น การแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD รอบชิงชนะเลิศ ณ สนามศุภชลาศัย ที่มีแฟนบอลเข้ามาชมล้นสนามจนทะลักออกไปถึงริมถนนนั้น อธิบดีกรมพลศึกษาระบุว่า ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนถึงพลังของกีฬา แต่ในขณะเดียวกัน กรมพลศึกษาได้ถอดบทเรียนเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะโครงสร้างสนามศุภชลาศัยที่มีอายุมากกว่า 90 ปี โดยมีการตรวจเช็กโครงสร้างวิศวกรรมเพื่อกำหนดจํานวนผู้เข้าชมให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และจำกัดการเข้าชมในนัดสำคัญอย่างเข้มงวดในอนาคต


สำหรับแผนการขยายผลในอนาคต กรมพลศึกษามีแนวคิดที่จะยกระดับมาตรฐานกิจกรรมนันทนาการประเภทกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การกางเต็นท์ เดินป่า เล่นพายเรือคายัค แรลลี่ ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (Safe Sport & Safeguards) เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริการทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ


“กีฬาเป็นยาตอบโจทย์ชีวิต การออกกำลังกายคือการป้องกันที่ต้นเหตุก่อนร่างกายจะเจ็บป่วย  กรมพลศึกษาพร้อมเป็นแกนกลางในการประสานงานร่วมกับท้องถิ่น สสส. สปสช. กทม. และกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน และขอเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขยับร่างกายวันละนิด เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีไปด้วยกัน” อธิบดีกรมพลศึกษากล่าวทิ้งท้าย


หยุดวิกฤตสุขภาพ-ตายก่อนวัยอันควร​ เปิดข้อมูลชุมชนพบพฤติกรรมเสี่ยงเพียบ!

 หยุดวิกฤตสุขภาพ-ตายก่อนวัยอันควร​ เปิดข้อมูลชุมชนพบพฤติกรรมเสี่ยงเพียบ!

เปิดสถิติวิกฤตสุขภาพคนไทย "NCDs-อุบัติเหตุ" ต้นเหตุการตายก่อนวัยอันควร สสส. จับมือภาคีเดินหน้าใช้ข้อมูลเชื่อมโยงพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น ตั้งเป้านำร่อง 2,000 ชุมชนต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพ

จากรายงานข้อมูลภาระโรคและสถิติอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของคนไทย โดยสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ (HISO) พบว่า ปัจจุบันอายุเฉลี่ย (อายุคาดเฉลี่ย) ของคนไทยภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 78.1 ปี โดยเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 80.5 ปี ซึ่งยาวนานกว่า เพศชายที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 73.5 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาด้านปีที่สูญเสียสุขภาวะจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (Years of Life Lost: YLL) กลับพบตัวเลขที่น่ากังวล โดยคนไทยส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 71.19 เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็งตับ มะเร็งปอด และโรคเบาหวาน รองลงมาคือกลุ่มการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ ร้อยละ 15.52 ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมเสี่ยงสะสมตลอดช่วงชีวิต ทั้งการดื่มสุรา สูบบุหรี่ การกิน การขาดการออกกำลังกาย และการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย 

จากความสูญเสียทางสุขภาวะดังกล่าว สำนักนโยบายยุทธศาสตร์และนวัตกรรม (สนน.) ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) และฝ่ายติดตามและประเมินผล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้ข้อมูลเชื่อมโยงพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น” ให้กับศูนย์ฝึกอบรมการพัฒนาระบบข้อมูลตำบล และกลไกขับเคลื่อนงานของแผนสุขภาวะชุมชน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคืนข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและพฤติกรรมเสี่ยงให้กับชุมชนเป้าหมาย ช่วยให้ชุมชนสามารถวางแผนและเลือกชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ ได้สอดคล้องกับบริบทปัญหาจริง ตลอดจนพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการใช้ข้อมูลสารสนเทศขับเคลื่อนระบบสุขภาพในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน 

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาพที่แท้จริงต้องมุ่งเน้นที่การป้องกันและตัดต้นตอพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งสุรา บุหรี่ ภาวะอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นปัจจัยปูทางไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

จากประสบการณ์ตรงในฐานะแพทย์ที่เคยรักษาผู้ป่วยวัยเพียง 40–43 ปี ซึ่งต้องเสียชีวิตหรือกลายเป็นผู้พิการก่อนวัยอันควรจากการดื่มสุราและสูบบุหรี่อย่างหนัก ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การเตือนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นรายบุคคลแทบไม่ส่งผลสำเร็จ เนื่องจากพฤติกรรมเสี่ยงของคนถูกหล่อหลอมและสั่งสมมาจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ดังนั้นพลังในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพที่แท้จริงจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงคำแนะนำของหมอในโรงพยาบาล แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและพลังการขับเคลื่อนร่วมกันของคนในชุมชนท้องถิ่น

"การเตือนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นรายบุคคลโดยแพทย์ในโรงพยาบาลมีผลน้อยมาก แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน ท้องถิ่น และโรงพยาบาล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและมาตรการทางสังคมในการเปลี่ยนพฤติกรรมยกกลุ่ม โดยนำข้อมูลสถิติการตายมาคืนให้กับท้องถิ่นและชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริงได้นำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นพ.พงศ์เทพยังเน้นย้ำว่า ผู้ที่จะใช้ข้อมูลได้ดีที่สุดคือ "ท้องถิ่นและชุมชน" เพราะเป็นเจ้าของข้อมูลเอง และการจะสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดผลจริงต้องนำข้อมูลสถิติการตายและความพิการมาผนวกกับ "เรื่องเล่า" หรือรายละเอียดของกรณีต่างๆ ควบคู่กับพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อให้เห็นภาพเป็นบทเรียนที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงตัวเลข โดยโครงการนี้ตั้งเป้าขับเคลื่อนใน 2,000 ชุมชนทั่วประเทศ และเริ่มต้นก้าวสำคัญด้วย 22 ท้องถิ่น 57  ชุมชนนำร่อง เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น พร้อมย้ำว่างานนี้ทำเพื่อคนในชุมชนเองที่จะได้รับประโยชน์จากสุขภาพที่ดีขึ้น

ทางด้าน นพ.พินิจ ฟ้าอำนวยผล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ได้สะท้อนข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในชุมชนว่า คนไทยมักไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนกว่าจะเห็นผลลัพธ์สุดท้ายอย่างการเสียชีวิต ตรงกับสุภาษิตที่ว่า "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา" แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีใครเชื่อมโยงเหตุแห่งความตายกับพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ตาย เช่น สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่เมื่อมีคนเสียชีวิตเกิดขึ้นจริงในชุมชน ชุมชนกลับขาดการซึมซับและเรียนรู้ว่าการตายนั้นมาจากพฤติกรรมเสี่ยงใด หากเรานำข้อมูลสถิติการตายและข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงมาวิเคราะห์ร่วมกัน ชุมชนจะสามารถออกแบบมาตรการป้องกันเชิงรุกได้ตรงจุด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรให้เข้าใกล้ศูนย์ จากระบบข้อมูลสถิติการตาย พบรูปแบบสาเหตุการเสียชีวิตที่ชัดเจนตามช่วงวัย เช่น กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี มักเอาความสนุกเป็นหลัก จึงขาดความกังวลเรื่องความตาย สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ คือ อุบัติเหตุจากการขนส่ง โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ การทำร้ายตัวเอง และการถูกทำร้าย ซึ่งอุบัติเหตุมักเกิดบนถนนรองใกล้บ้านจากการขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย และดื่มแล้วขับ ส่วนกลุ่มวัยทำงานและผู้ใหญ่ อายุ 30-59 ปี สาเหตุการเสียชีวิตหลักเปลี่ยนเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งตับ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมสะสม เช่น สุรา บุหรี่ ภาวะอ้วน และคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีในระบบข้อมูลในเว็บไซต์ hiso.or.th ซึ่งมีการจำแนกสาเหตุการตายอย่างละเอียดถึง 91 สาเหตุ ทำให้แต่ละตำบลสามารถวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ของตนเองได้

"ข้อมูลก็เป็นส่วนหนึ่ง เหมือนกับบอก fact ที่มีอยู่ แต่สิ่งที่ต้องทำมากกว่านั้นคือต้องใช้วิธีการทางจิตวิทยา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกกลัวตายไปสู่ความคิดของคนในชุมชน แล้วนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ในที่สุด" นพ.พินิจ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร นักวิจัยสมรรถนะสูง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้บรรยายถึงแนวทางการนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนงานระดับพื้นที่ว่า การทำงานเพื่อลดการตายและเพิ่มอายุยืนยาวต้องเป็นไปในรูปแบบบูรณาการร่วมกัน 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว หมู่บ้าน ไปจนถึงหน่วยงานองค์กรในพื้นที่ โดยใช้ "ข้อมูลการตาย" เป็นตัวตั้ง ร่วมกับข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงจากระบบข้อมูลตำบล หรือ TCNAP ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และข้อมูลจากผู้นำชุมชน อสม. 

"คนทำงานในระดับพื้นที่ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่ต้องทำงานแบบ 'ร่วมด้วยช่วยกัน' เพื่อเชื่อมประสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน โดยใช้ข้อมูลการตายเป็นตัวตั้งในการบอกปัญหา แล้วย้อนกลับไปดูพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยง เพื่อนำมาวิเคราะห์และเติมเต็มแพ็คเกจงานให้ครอบคลุมก่อนบรรจุลงในแผนท้องถิ่น" รศ.ดร.ขนิษฐา กล่าว

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.ขนิษฐา ได้อธิบายกระบวนการนำข้อมูลไปใช้ขับเคลื่อนงานว่า ให้เริ่มจากการดึงข้อมูลการตายย้อนหลังและข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงในระดับหมู่บ้านและตำบลมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากระบบตำบลและภาคีในพื้นที่ เพื่อระบุกลุ่มประชากรเป้าหมายให้ชัดเจน จากนั้นให้นำมาเทียบเคียงกับงานเดิมที่ทำอยู่ หากพบว่ายังมีช่องโหว่หรือไม่ตอบโจทย์ ชุมชนสามารถขอรับการสนับสนุน "ชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ" จากศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ซึ่งมีถึง 20 เล่ม ครอบคลุม 11 กลุ่มประชากร และ 9 ประเด็นปัญหาเพื่อนำไปออกแบบและเติมเต็มงานใหม่ได้

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ขนิษฐา ได้เน้นย้ำขั้นตอนสำคัญว่า หลังจากได้แนวทางแล้ว ผู้เข้าร่วมต้องนำกลับไปหารือกับทีมงาน ผู้บริหารท้องถิ่น และกลไกขับเคลื่อนเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้บรรจุเข้าสู่แผนข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือแผนพัฒนาพื้นที่ระยะ 5 ปี เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคอีสาน รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท

  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแ...