วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

“โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” คนร่วมงานคึกคัก เปลี่ยนเกมเกษตรไทยสู่ B2B2C เชื่อมธุรกิจ–ตลาดโลกตั้งเป้าเงินสะพัด 250 ล้าน ดันมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 3,500 ล้าน มุ่งสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและธุรกิจเกษตรระดับเอเชีย

 “โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” คนร่วมงานคึกคัก เปลี่ยนเกมเกษตรไทยสู่ B2B2C เชื่อมธุรกิจ–ตลาดโลกตั้งเป้าเงินสะพัด 250 ล้าน ดันมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 3,500 ล้าน มุ่งสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและธุรกิจเกษตรระดับเอเชีย


เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักสำหรับงาน “โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) งานเกษตรแนวใหม่เพื่อผู้บริโภคครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Fromแ​อ​ Transformation to Tomorrow”  โดยได้รับเกียรติจาก นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด ท่ามกลางประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย และคนรุ่นใหม่เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น สะท้อนกระแสความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรไทย และโอกาสทางธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานครั้งนี้มุ่งสร้างพื้นที่กลางสำหรับ “เทคโนโลยี–นวัตกรรม–องค์ความรู้–การค้า” พร้อมตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าการซื้อขายภายในงานกว่า 250 ล้านบาท และสามารถต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3,500 ล้านบาท ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร ผู้ประกอบการ เทคโนโลยี นักลงทุน และผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและธุรกิจเกษตรระดับเอเชีย

การจัดงานครั้งนี้เกิดจากการผนึกกำลังครั้งสำคัญของพันธมิตรจากทุกภาคส่วน นำโดย โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในฐานะ Naming Sponsor พร้อมด้วย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA, บริษัท ซี แอล พี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (CLP Engineering), การยางแห่งประเทศไทย (RAOT), ธนาคารออมสิน (GSB), คูโบต้า, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ FTI Thai MACH EXPO ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศร่วมขับเคลื่อนองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรม แหล่งทุน และโอกาสทางธุรกิจ สร้าง Agricultural Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ นักลงทุน ไปจนถึงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนพลังของทุกภาคส่วน สู่การสร้างระบบนิเวศเกษตรแห่งอนาคต เพื่อเปลี่ยนศักยภาพของไทยให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และก้าวสู่เวทีธุรกิจเกษตรระดับเอเชีย

นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จของการจัดงานในปีนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘โลกเกษตรกำลังเปลี่ยน’ สนับสนุนแนวคิด “From Transformation to Tomorrow” จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการผลิต สู่การแข่งขันด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม การเข้าถึงตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม วันนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการจึงต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นผู้ผลิต สู่การเป็น ผู้สร้างธุรกิจและนวัตกรรม ที่สามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ

“เป้าหมายของฟาร์มเอ็กซ์โป คือ ร่วมกันขับเคลื่อนเกษตรไทย ไปเกษตรโลก เป็นพื้นที่กลางของอุตสาหกรรมเกษตร ที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนสำคัญใน Ecosystem เข้าด้วยกัน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิจัย Technology Provider นักลงทุน ไปจนถึงผู้ซื้อและพันธมิตรจากต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเชื่อมต่อเทคโนโลยี การจับคู่ธุรกิจ และความร่วมมือที่นำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ภายใน 3–5 ปีข้างหน้า เราต้องการผลักดัน ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย ให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน แพลตฟอร์มธุรกิจเกษตรสำคัญของภูมิภาคเอเชีย เป็นจุดหมายที่ผู้คนในอุตสาหกรรมเกษตรนึกถึงเมื่อต้องการค้นหา เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ สินค้าและตลาดใหม่ พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงโอกาสในการลงทุนและขยายธุรกิจ เพื่อเชื่อมศักยภาพของเกษตรไทยสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม”

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน คือ ARDA Agricultural International Forum 2026 เวทีระดับนานาชาติที่เปิดมุมมองอนาคตของ Agriculture, Food, Technology และ Sustainability รวบรวมผู้นำ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจจากไทยและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ Research & Innovation, Global Food Security, Climate Change, ASEAN Cooperation ไปจนถึง AI และเทคโนโลยีอาหารแห่งอนาคต โดยมี รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand Agriculture  For Tomorrow” พร้อมผู้เชี่ยวชาญและผู้นำจากประเทศไทย ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย รัสเซีย  และประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนการเชื่อมโยงอนาคตเกษตรไทยกับเทคโนโลยี การค้า ภูมิอากาศ ความมั่นคงและความยั่งยืนในระดับโลก

อีกหนึ่งกลไกสำคัญด้านธุรกิจคือ AGTX หรือ Agri Trade Exchange เป็นเวทีที่เชื่อมต่อโอกาสทางธุรกิจโดยตรง โดยเชิญผู้แทนและเครือข่ายจากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สปป.ลาว อินโดนีเซีย รัสเซีย คาซัคสถาน  และจีน มาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของแต่ละตลาด โอกาสทางการค้า พร้อมประเด็นหารือครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตร เทคโนโลยี การผลิต การแปรรูป Cross-border Trade สิ่งสำคัญคือ AGTX ไม่ได้ต้องการให้จบเพียงการพูดคุยบนเวที แต่ต้องการให้เกิด การพบปะ Business Matching และการเจรจาธุรกิจจริง ที่สามารถต่อยอดไปสู่การซื้อขายและความร่วมมือระหว่างประเทศได้

นอกจากนี้ภายในงานมีการจัดแสดงสินค้า บริการ และนวัตกรรมด้านการเกษตรกว่า 20 โซน จากผู้แสดงสินค้ากว่า 500 บูธ พร้อมตั้งเป้าผู้เข้าชมตลอด 4 วันประมาณ 65,000–70,000 คน ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องจักร เทคโนโลยี งานวิจัย ผลผลิตเกษตร อาหารแห่งอนาคต การแข่งขันนวัตกรรม AGRITHON by ARDA Live Pitching รอบ Final เฟ้นหานวัตกรรมเปลี่ยนงานวิจัยสู่การใช้งานจริง ผ่านการนำเสนอผลงาน การทดสอบแนวคิด การสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจ เปิดโอกาสต่อยอดสู่การลงทุนในอนาคต อีกทั้งยังมีเวทีเจรจาธุรกิจ  อาทิ FTI Thai MACH EXPO รวมพลังเครื่องจักรกลการเกษตรที่ออกแบบและผลิตโดยคนไทย สะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมไทยและโอกาสในการขยายสู่ตลาดสากล การสร้างมูลค่าเพิ่มจากภาคเกษตร พบกับผลิตภัณฑ์เด่นจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การปลูกข้าวญี่ปุ่นในประเทศไทย และพื้นที่เรียนรู้ “วิหารแห่งดิน” ที่นำเสนอองค์ความรู้ด้านดินและการจัดการทรัพยากร ขณะที่ Product Champion แห่ง Future Food นำเสนอศักยภาพ ไข่ผำไทย สู่ตลาดโปรตีนและอาหารแห่งอนาคต รวมถึง ตลาด ORGANIC ที่รวบรวมสินค้าเพื่อสุขภาพส่งตรงจากผู้ผลิต อีกทั้งยังมีโซนสร้างประสบการณ์และโอกาสใหม่ในภาคเกษตร อาทิ การแข่งขันคั่วกาแฟ โดยสมาคมกาแฟ, Fruit Day Exotic รวมผลไม้กว่า 1,000 รายการจากเกษตรกรไทย พร้อมกิจกรรมสร้างประสบการณ์ ตู้คีบทุเรียนยักษ์,ตู้กดผลไม้ชูใจ 1 บาทเรื่องราวของคนรุ่นใหม่ ลาออกจากงานประจำมาทำเกษตร ถ่ายทอดประสบการณ์จริงของผู้เปลี่ยนเส้นทางอาชีพ และสุราชุมชน ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สะท้อนภาพการเกษตรยุคใหม่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิต แต่เชื่อมโยงไปถึงนวัตกรรม อาหาร การท่องเที่ยว วิถีชีวิต การลงทุน และธุรกิจอย่างครบวงจรนอกเหนือจากนิทรรศการและเวทีธุรกิจแล้วงานยังเต็มไปด้วยกิจกรรมความบันเทิงและ Lifestyle สำหรับผู้เข้าชมทุกวัย ทั้งกิจกรรมดนตรีจาก Yamaha การแสดงและกิจกรรมจากศิลปินตลอดจนกิจกรรมพิเศษจากมิวสิก อาบูซูลูและกิจกรรมภายในบูธของพันธมิตรตลอดทั้ง 4 วัน

เตรียมสัมผัสงานเกษตรแนวใหม่เพื่อผู้บริโภคครั้งแรกของประเทศไทยที่รวมทั้งเทคโนโลยี–นวัตกรรม–องค์ความรู้–การค้าและแรงบันดาลใจไว้ในที่เดียว “โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) จึงไม่ใช่เพียงงานมหกรรมสินค้าเกษตร แต่เป็นพื้นที่ที่รวบรวม “วันนี้ และอนาคต” ของภาคการเกษตรมาไว้ในสถานที่เดียว โดยงานจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 5-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี สอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FarmExpothailand, LINE OA: @farmexpo หรือ www.farmexpo.co.th  

#ToyotaFarmExpoAsia2026 #FarmExpoAsia2026 #ฟาร์มเอ็กซ์โป #farmexpothailand #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรกรไทยเกษตรกรไทย #ToyotaFarmExpo #นวัตกรรมเกษตร #farmtoFuture #AgricultureEcosystem


วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

กรมพลศึกษา ยกระดับงานบริการด้านกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา และนันทนาการ ณ อาคารสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ศูนย์ฝึกกรมพลศึกษา จังหวัดปทุมธานี เสริมศักยภาพเยาวชนและประชาชนครบวงจร

 กรมพลศึกษา ยกระดับงานบริการด้านกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา และนันทนาการ ณ อาคารสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ศูนย์ฝึกกรมพลศึกษา จังหวัดปทุมธานี เสริมศักยภาพเยาวชนและประชาชนครบวงจร

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและพัฒนากีฬาไทย เปิดให้บริการ ณ อาคารสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ศูนย์ฝึกกรมพลศึกษา (งานบริการคลอง 6) จังหวัดปทุมธานี มุ่งเน้นการใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬา เวชศาสตร์การกีฬา และกิจกรรมนันทนาการ เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปอย่างครบวงจร

 


นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยว่า กรมพลศึกษามีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และทำกิจกรรมนันทนาการให้เป็นวิถีชีวิตเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืนของคนไทย โดยงานบริการคลอง 6 ณ อาคารสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ศูนย์ฝึกกรมพลศึกษา จังหวัดปทุมธานี ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและให้บริการแก่เยาวชน นักกีฬา และประชาชนในพื้นที่ โดยแบ่งการให้บริการออกเป็น 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย:

 




1. กิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อพัฒนาเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางการกีฬา เปิดให้บริการการทดสอบและประเมินศักยภาพทางการกีฬา (Sports Performance Test / Talent Identification) พร้อมวิเคราะห์ผลและเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน, คลาสฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพทางการกีฬา (Sports Training Class / Talent Development) และคลาสฝึกพัฒนาความสามารถทางการรู้คิดของสมอง (Cognitive Development) โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักกีฬาเยาวชนได้รับการประเมินและพัฒนาสมรรถภาพทางกายอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬามืออาชีพในอนาคต

2. งานบริการคลินิกการกีฬา ให้บริการด้านเวชศาสตร์การกีฬา ครอบคลุมการตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้น การส่งเสริม ป้องกัน และรักษาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายแก่ประชาชนทุกเพศทุกวัย พร้อมทั้งมีบริการให้คำปรึกษาการบาดเจ็บทางการกีฬาผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมุ่งเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ รวมถึงการจัดบุคลากรทางการแพทย์และรถพยาบาลพร้อมเวชภัณฑ์ประจำสนามแข่งขันและกิจกรรมต่างๆ ตามภารกิจของกรมพลศึกษา

3. กิจกรรมนันทนาการ ณ ศูนย์นันทนาการ "เติมฝัน ปันสุข" จังหวัดปทุมธานี เปิดให้บริการกิจกรรมนันทนาการแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 16.30 น. – 18.30 น. เพื่อส่งเสริมกิจกรรมนันทนาการตามความสนใจเฉพาะบุคคล ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะ พัฒนาจิตใจ ร่างกาย อารมณ์ และสังคม ตลอดจนส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อย่างชาญฉลาด

      4. ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย (ฟิตเนส กรมพลศึกษา) ให้บริการเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มุ่งพัฒนาองค์ความรู้และทักษะการออกกำลังกายที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมทั้งสร้างและพัฒนาเครือข่ายการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในรูปแบบต่างๆ โดยใช้กิจกรรมการออกกำลังกายเป็นสื่อกลางในการเสริมสร้างสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนอย่างยั่งยืน

 





นอกจากงานบริการคลอง 6 ที่จังหวัดปทุมธานี นายมงคลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีงานบริการ ณ สนามศุภชลาศัย ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็น เรียนมวยไทยกับกรมพลศึกษา ณ ศูนย์อนุรักษ์ศิลปะมวยไทยและกีฬาไทย กรมพลศึกษา ประตู 16 สนามศุภชลาศัย ที่จะส่งต่อภูมิปัญญามวยไทย ยกระดับ soft power และส่งเสริมให้เด็ก นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชน อนุรักษ์ศิลปะมวยไทย ได้ออกกำลังกายด้วยกีฬามวยไทย เกิดการฝึกซ้อม แข่งขัน สร้างความรัก ความสามัคคี มีวินัย มีน้ำใจนักกีฬา รวมถึงศูนย์นันทนาการ กรมพลศึกษา ที่จัดกิจกรรมนันทนาการหลากหลายรูปแบบ  เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมนันทนาการตามความถนัดหรือความสนใจเฉพาะบุคคล เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ การพัฒนาจิตใจให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนที่เข้าใช้บริการ พัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์

"กรมพลศึกษาต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย สามารถเข้าถึงบริการด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เวชศาสตร์การกีฬา และกิจกรรมนันทนาการได้อย่างทั่วถึง เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งสุขภาพและมอบความสุขให้กับมวลชนตามเป้าหมายของกรมพลศึกษา" นายมงคล กล่าวทิ้งท้าย


เกมพลิก “ดร.ณัฐวุฒิ” แจ้งจับ "สมชัย" อดีต กกต.พร้อมทนายความ พ่วง พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 เกมพลิก “ดร.ณัฐวุฒิ” แจ้งจับ "สมชัย" อดีต กกต.พร้อมทนายความ พ่วง พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

วันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ สน.ทองหล่อ : ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม มือกฎหมายมหาชน,ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG 42 บริษัท เดินทางไปกล่าวโทษกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหาทำร้ายร่างกายฯ,นายนรเศรษฐ์ หรือรอน นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิด ข้อหาร่วมกันแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพื่อกลั่นแกล้งให้ต้องรับโทษทางอาญา,สนับสนุนเจ้าพนักงานงานเปิดเผยความลับในสำนวนคดี และสนับสนุนเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ปอ.มาตรา 157,164,83,86,91 พรป.ปปช.มาตรา 172 และโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้ว ข้อความอันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14(1)(5) 

และดำเนินคดีอาญากับ พ.ต.ต.ณัฐวุฒิ รอดสูงเนิน พนง.สอบสวน สน.ทองหล่อ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ มาตรา 157,200 พรป.ปปช.มาตรา 4,172   เป็นเจ้าพนักงานเปิดเผยสำนวนคดีเอกสารลับทางราชการ ปอ.157,164 200 

ภายหลัง พนักงานสอบสวนได้ส่งหนังสือไปตรวจร่างกาย รพ.กรุงธนบุรีทวีวัฒนา ประกอบสำนวนคดี 

ดร.ณัฐวุฒิฯ กล่าวว่า ตนเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งโอนสำนวนคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงินตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จาก กองคดีอาญา โอนสำนวนคดีจาก สน.ทองหล่อ ให้กองบังคับการปราบปราม ทำคดี จึงมาแจ้งให้ ผกก.สน.ทองหล่อ ทราบ และแจ้งความกลับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 นายนรเศรษฐ์ หรือ รอน นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ 2 พ.ต.ต.ณัฐวุฒิ รอดสูงเนิน ผู้ต้องหาที่ 3

รมว.ยุติธรรม แถลงผลงาน “11 ปี กองทุนยุติธรรม ช่วยเหลือ เคียงข้างประชาชน” อนุมัติงบช่วย ปชช. ปี 69 เกือบ 300 ล้านบาท มุ่งยกระดับบริการ ลดขั้นตอน รวดเร็ว และเป็นธรรม

 รมว.ยุติธรรม แถลงผลงาน “11 ปี กองทุนยุติธรรม ช่วยเหลือ เคียงข้างประชาชน” อนุมัติงบช่วย ปชช. ปี 69 เกือบ 300 ล้านบาท มุ่งยกระดับบริการ ลดขั้นตอน รวดเร็ว และเป็นธรรม


กรุงเทพฯ, 23 กันยายน 2569 – พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในงานแถลงผลการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “11 ปี กองทุนยุติธรรม ช่วยเหลือ เคียงข้างประชาชน” ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ โดยมี ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้บริหาร ข้าราชการ ผู้แทนหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เครือข่ายภาคประชาชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และเป็นธรรม ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และตาม 1 ใน 7 นโยบายหลักในการขับเคลื่อนกระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ “กองทุนยุติธรรม” นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในการเข้าถึงความยุติธรรม เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสหรือมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ตามเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 



ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา กองทุนยุติธรรมได้อนุมัติความช่วยเหลือประชาชนไปแล้วกว่า 32,000 ราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 2,200 ล้านบาท และอบรมให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน นักเรียน และนักศึกษาปีละกว่า 40,000 ราย

สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กองทุนยุติธรรมได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือประชาชนรวมทั้งสิ้น 2,435 ราย คิดเป็นงบประมาณ 296,890,807.17 บาท แบ่งตาม 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ :

1. การช่วยเหลือประชาชนในการต่อสู้คดี (สนับสนุนค่าจ้างทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายดำเนินคดี): อนุมัติ 1,649 ราย รวมเป็นเงิน 40,736,114.50 บาท

2. การขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย (ทั้งในชั้นสอบสวน อัยการ และศาล): อนุมัติ 597 ราย รวมเป็นเงิน 237,618,660.67 บาท

3. การช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน: อนุมัติ 13 ราย รวมเป็นเงิน 1,485,702 บาท

4. การให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน: สนับสนุน 176 โครงการ รวมเป็นเงิน 17,050,330 บาท (มีประชาชนได้รับประโยชน์ 42,222 ราย)

รมว.ยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในก้าวต่อไป กระทรวงยุติธรรมมุ่งพัฒนาการบริการให้ “สะดวกและรวดเร็วขึ้น” สอดรับกับ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการประชาชน 

พ.ศ. 2569 ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ โดยพัฒนามาตรฐานระยะเวลาพิจารณาจากเดิมกว่า 

70 วัน ลดลงเหลือเพียง 18 วัน พร้อมเร่งทบทวนกฎหมายกองทุนยุติธรรมให้ทันสมัย เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว พร้อมขอบคุณ

ทุกภาคส่วน ศาล อัยการ ตำรวจ สภาทนายความฯ สื่อมวลชน และเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานอย่างเข้มแข็ง

ด้าน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถึงภาพรวมและกิจกรรมภายในงานว่า การจัดงานแถลงผลงาน



ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการสรุปบทเรียนและผลสัมฤทธิ์ตลอด 11 ปีของกองทุนยุติธรรมแล้ว ยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงาน เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือร่วมกับภาคประชาชนและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อรับฟังเสียงสะท้อน ข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานในอนาคต อันจะนำไปสู่การพัฒนากลไกการให้บริการของกองทุนยุติธรรมให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป



GOSEC Cybersecurity ผนึกกำลังสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง ถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดเวทีเสวนา “หยุดภัยไซเบอร์ ก่อนสายการผลิตหยุดชะงัก”ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ในงาน EEC HUMAN NEXT พลิกศักยภาพมนุษย์ สู่กำลังคนแห่งอนาคต

 GOSEC Cybersecurity ผนึกกำลังสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง ถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดเวทีเสวนา “หยุดภัยไซเบอร์ ก่อนสายการผลิตหยุดชะงัก”ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ในงาน EEC HUMAN NEXT พลิกศักยภาพมนุษย์ สู่กำลังคนแห่งอนาคต 


 เมื่อวันจันทร์ที่21กันยายน2569 ที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารบริษัท โกโซเชียล จำกัด และคณะวิจัยและพัฒนา GOSEC Cybersecurity นำโดย ดร.กฤษธนะทรรศน์ รัตนภูมิภักดี วิทยากรและเลขานุการสภาวิจัยสากล พร้อมด้วยนายธนาพัฒน์ เสถียรจารุพงศา ประธานบริหาร บริษัท โกโซเชียล จำกัด ร่วมกับ ดร.ไพฑูรย์ วชิรวงศ์ภิญโญ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จังหวัดระยอง โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และบุคลากรจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมงานกว่า 500 คน


การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาว จิตชญา อ่ำสาลิกา  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ ระบบการผลิต ข้อมูลขององค์กร และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในพื้นที่ EEC

ภายในงานมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ภัยไซเบอร์ในปัจจุบัน รูปแบบการโจมตีที่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมควรเฝ้าระวัง ตลอดจนแนวทางการประเมินความเสี่ยง การป้องกัน การตรวจจับ และการรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ทางไซเบอร์ โดยมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวางระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร​ อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือการเสวนาในหัวข้อ

“หยุดภัยไซเบอร์ ก่อนสายการผลิตหยุดชะงัก”

โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว และภาคเทคโนโลยี ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย

ดร.กฤษธนะทรรศน์ รัตนภูมิภักดีเลขานุการสภาวิจัยสากล และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นางสาว สิริญทิพย์ ทัพมงคลทรัพย์ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยองนาย ฐานะวัฒน์ บวรอนันตโรจน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยองดร.จิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุลอดีตผู้อำนวยการสถาบันไทย เยอรมัน นายธนาพัฒน์ เสถียรจารุพงศา    ประธานบริหาร บริษัท โกโซเชียล จำกัด ผู้นำด้านแพลตฟอร์ม Cybersecurity สัญชาติไทยดร. สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้ดำเนินรายการเวทีเสวนาได้ร่วมกันวิเคราะห์ภาพรวมภัยคุกคามทางไซเบอร์ในพื้นที่ EEC และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากมัลแวร์ แรนซัมแวร์ การโจรกรรมข้อมูล การเจาะระบบเครือข่าย และการโจมตีระบบควบคุมการผลิต ซึ่งอาจทำให้สายการผลิตหยุดชะงัก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลสำคัญ กระทบต่อคู่ค้าและลูกค้า ตลอดจนส่งผลต่อชื่อเสียงและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ


ผู้ร่วมเสวนายังได้แลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์ การเตรียมแผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน การพัฒนาทักษะของบุคลากร และการเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรสามารถตรวจพบความผิดปกติและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เหตุการณ์จะขยายตัวจนกระทบต่อกระบวนการผลิตและการดำเนินงานขององค์กร

นายธนาพัฒน์ เสถียรจารุพงศา กล่าวว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น โรงงานอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการทุกระดับจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันระบบ ข้อมูล และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย เพราะหากเกิดการโจมตีขึ้น ความเสียหายอาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงข้อมูลสูญหาย แต่อาจส่งผลให้สายการผลิตหยุดชะงักและกระทบต่อธุรกิจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง ภาคอุตสาหกรรม และ GOSEC Cybersecurity ในการสร้างความตระหนักรู้ พัฒนาทักษะบุคลากร และยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

GOSEC Cybersecurity และบริษัท โกโซเชียล จำกัด ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์ม Cybersecurity สัญชาติไทย ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่องค์กรและผู้ประกอบการไทย

“รู้ก่อน ป้องกันก่อน เพื่อให้สายการผลิตและธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง”


กรมพลศึกษาเดินหน้าขับเคลื่อน “จิตอาสากีฬา” สู่เครือข่ายชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาทั่วประเทศ จากเป้าหมาย 7,255 ชมรมในทุกตำบล สู่การจัดตั้งแล้วกว่า 8,041 แห่ง พร้อมสร้างพลังเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน

 กรมพลศึกษาเดินหน้าขับเคลื่อน “จิตอาสากีฬา” สู่เครือข่ายชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาทั่วประเทศ จากเป้าหมาย 7,255 ชมรมในทุกตำบล สู่การจัดตั้งแล้วกว่า 8,041 แห่ง พร้อมสร้างพลังเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมุ่งสร้างกลไกการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับชุมชน ผ่านการพัฒนา “จิตอาสากีฬา” ควบคู่กับการจัดตั้ง "ชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาประจำหมู่บ้าน" เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกิจกรรมทางกาย การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่




เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ได้แถลงแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว ณ ห้องประชุมบุญสม มาร์ติน สนามกีฬาแห่งชาติ โดยมี ดร.สุธน วิชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมพลศึกษา นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา ตลอดจนผู้บริหารกรมพลศึกษาเข้าร่วม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมการออกกำลังกายให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน



โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีเป้าหมายสำคัญในการปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปมีนิสัยรักการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และการมีสุขภาวะที่ดี ตลอดจนช่วยให้ประชาชนห่างไกลจากยาเสพติดและอบายมุข ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพด้านกีฬาได้รับการพัฒนาทักษะไปสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

“จิตอาสากีฬา” พลังสำคัญจากประชาชนสู่การพัฒนาชุมชน

หนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนงาน คือ การพัฒนา “จิตอาสากีฬา” ภายใต้โครงการส่งเสริมอาสาสมัครกีฬาและผู้นำการออกกำลังกาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกรมพลศึกษาดำเนินการร่วมกับหน่วยราชการในพระองค์ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภายใต้คณะทำงานด้านการส่งเสริมการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย และจิตอาสากีฬา



แนวคิดสำคัญคือการสร้างประชาชนที่มีความรู้ มีทักษะ และมีจิตสาธารณะ ให้สามารถทำหน้าที่เป็น “กำลังสำคัญระดับพื้นที่” เชื่อมโยงนโยบายของภาครัฐไปสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน เป็นผู้นำกิจกรรมการออกกำลังกายและกีฬา ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับฐานราก

ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมพลศึกษาได้สนับสนุนการจัดอบรมจิตอาสากีฬาแล้วรวมทั้งสิ้น 10 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 1,396 คน แบ่งเป็นการอบรมโดยใช้งบประมาณของกรมพลศึกษา 6 รุ่น จำนวน 873 คน ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เชียงราย นครศรีธรรมราช ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และบึงกาฬ และการอบรมที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัด อีก 4 รุ่น จำนวน 523 คน ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พิษณุโลก นนทบุรี และสมุทรปราการ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรการอบรมได้รับการออกแบบให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ทั้งด้านทฤษฎีและทักษะปฏิบัติ ครอบคลุมภาวะผู้นำกิจกรรมและนันทนาการในวิถีชีวิตใหม่ หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อการประเมินและพัฒนาสมรรถภาพทางกาย การออกแบบกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ การบริหารจัดการโครงการและการสร้างเครือข่าย ตลอดจนความรู้ด้านกีฬาและการจัดการแข่งขันกีฬา รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับจิตอาสาพระราชทาน สถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชกรณียกิจด้านกีฬา

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราสัญลักษณ์โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประดิษฐานบนวุฒิบัตรของผู้ผ่านการอบรมจิตอาสากีฬา พร้อมสิ่งของพระราชทานแก่ผู้เข้ารับการอบรม อันเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญในการนำความรู้ไปสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและชุมชนต่อไป



จากเป้าหมาย 7,255 ชมรม สู่เครือข่ายกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการจัดตั้ง “ชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาประจำหมู่บ้าน” โดยในระยะแรกกำหนดเป้าหมายจัดตั้งชมรมนำร่องอย่างน้อยตำบลละ 1 แห่ง รวม 7,255 แห่ง เพื่อสร้างพื้นที่และกลไกการมีส่วนร่วมด้านสุขภาพและกีฬาให้เกิดขึ้นใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด


การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระดับพื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่พลศึกษาของกรมพลศึกษาประจำอำเภอทำหน้าที่ประสาน อำนวยความสะดวก สนับสนุน และติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยจิตอาสากีฬาที่ผ่านการอบรม ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมของชมรม

ผลจากการดำเนินงานปรากฏว่า ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 กรมพลศึกษาได้รวบรวมข้อมูลการจัดตั้งชมรมจากเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอทั่วประเทศ พบว่ามีชมรมที่จัดตั้งขึ้นแล้วจำนวน 8,041 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัด สูงกว่าเป้าหมายเบื้องต้นที่กำหนดไว้ 7,255 แห่ง แสดงให้เห็นถึงการตอบรับและความร่วมมือของพื้นที่ในการนำกีฬาและการออกกำลังกายมาเป็นเครื่องมือพัฒนาสุขภาวะของประชาชน

นอกจากการดำเนินงานในส่วนภูมิภาค กรมพลศึกษายังให้ความสำคัญกับพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ โดยประสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการจัดตั้งชมรมนำร่อง 50 ชมรม ครบทั้ง 50 เขต เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมเมือง ซึ่งมีความแตกต่างทั้งด้านโครงสร้างประชากร พื้นที่สาธารณะ เวลา และรูปแบบการดำเนินชีวิต

เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย เติมองค์ความรู้ แหล่งทุน และโอกาสสู่ชุมชน

การผลักดันชมรมให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของกรมพลศึกษาเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในระยะต่อไป กรมพลศึกษาจะพัฒนาฐานข้อมูลชมรมให้เป็นระบบ สามารถแบ่งปันและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายใต้คณะทำงานฯ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนและสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาให้สอดคล้องกับพันธกิจ กรอบอำนาจหน้าที่ และบริบทของแต่ละพื้นที่

แนวทางดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากร แหล่งทุน และกลไกการบริหารจัดการเข้าสู่ชุมชน ทำให้ชมรมไม่เป็นเพียงพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นครั้งคราว แต่พัฒนาไปสู่ “ระบบการมีส่วนร่วมของชุมชน” ซึ่งประชาชนสามารถคิด วางแผน และร่วมกันดำเนินกิจกรรมด้านกีฬาและสุขภาพได้ด้วยตนเอง

เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนชมรมที่เพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างวัฒนธรรมที่ประชาชนมองการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และสร้างสภาพแวดล้อมให้คนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย สามารถเข้าถึงกิจกรรมทางกายได้อย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และสร้างชุมชนที่เข้มแข็งจากฐานราก

“จิตอาสากีฬา” สู่ความสำเร็จระดับประเทศ กับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569

ความสำเร็จของการพัฒนาจิตอาสากีฬา ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครกีฬาและผู้นำการออกกำลังกายให้เป็นกลไกการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนทุกช่วงอายุ ยังได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เมื่อกรมพลศึกษาได้รับ รางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (PGA) ประจำปี 2569 ประเภทเลื่องลือขยายผล ระดับดี จากผลงาน “การขยายผลการพัฒนาคนสู่การพัฒนาชุมชน ต่อยอดการจัดการกีฬาชุมชนอย่างยั่งยืน (Sport Society)”

รางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงผลสำเร็จของการใช้ “คนในชุมชน” เป็นหัวใจของการพัฒนา จากการสร้างผู้นำและจิตอาสากีฬา ไปสู่การขยายกิจกรรม การสร้างเครือข่าย และการบริหารจัดการกีฬาชุมชนที่สามารถต่อยอดและขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน

จากจิตอาสากีฬา 1,396 คน สู่เครือข่ายชมรมกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ จึงไม่ใช่เพียงผลสำเร็จเชิงตัวเลข หากแต่เป็นภาพสะท้อนของพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และประชาชน ที่ร่วมกันทำให้การออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเกิดขึ้นใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น



กรมพลศึกษายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างกลไกเหล่านี้ให้เติบโตและมีความเข้มแข็ง เพื่อเปลี่ยนจาก “กิจกรรมเชิงรณรงค์” ไปสู่ “วัฒนธรรมการออกกำลังกายของสังคมไทย” อย่างแท้จริง ให้ประชาชนมีสมรรถภาพทางกายที่ดี มีสุขภาวะที่แข็งแรง ชุมชนมีความเข้มแข็ง และสามารถร่วมกันสร้างสังคมแห่งการออกกำลังกายและกีฬาได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

เพราะเป้าหมายปลายทางของการขับเคลื่อนทั้งหมด คือการทำให้คำว่า “กรมพลศึกษา ส่งเสริมการออกกำลังกายให้เป็นวิถีชีวิต เพื่อคนไทยมีสุขภาวะดี อย่างยั่งยืน” เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ของประเทศ และนำไปสู่การ “มอบความสุขให้มวลชน” ผ่านพลังของการออกกำลังกาย กีฬา และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างยั่งยืน


“โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” คนร่วมงานคึกคัก เปลี่ยนเกมเกษตรไทยสู่ B2B2C เชื่อมธุรกิจ–ตลาดโลกตั้งเป้าเงินสะพัด 250 ล้าน ดันมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 3,500 ล้าน มุ่งสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและธุรกิจเกษตรระดับเอเชีย

  “โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” คนร่วมงานคึกคัก เปลี่ยนเกมเกษตรไทยสู่ B2B2C เชื่อมธุรกิจ–ตลาดโลกตั้งเป้าเงินสะพัด 250 ล้าน ดันมูลค่าเศ...