วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2569

โฮมโปร คว้ารางวัล “OUTSTANDING CFO”จากเวที “IAA Awards for Listed Companies 2026”

 โฮมโปร คว้ารางวัล “OUTSTANDING CFO”จากเวที “IAA Awards for Listed Companies 2026”

 


ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านบริหารการเงิน สะท้อนความเชื่อมั่นจากตลาดทุน พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” (HMPRO) ตอกย้ำศักยภาพการบริหารจัดการทางการเงินและความเชื่อมั่นจากตลาดทุนไทย ด้วยการคว้ารางวัล “OUTSTANDING CFO” จากเวที “IAA Awards for Listed Companies 2026” จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (Investment Analysts Association: IAA) โดยมี นางวรรณี จันทามงคล รองกรรมการผู้จัดการ – กลุ่มธุรกิจการเงินและการลงทุน เป็นผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านการบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 


เวที IAA Awards for Listed Companies ถือเป็นหนึ่งในรางวัลสำคัญของตลาดทุนไทย ที่มุ่งยกย่องผู้บริหารและทีมงานของบริษัทจดทะเบียนที่มีผลงานโดดเด่น โดยพิจารณาจากการลงคะแนนของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ครอบคลุมทั้งวิสัยทัศน์ ความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจและการเงิน ความโปร่งใสในการดำเนินงาน การเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและสม่ำเสมอ ตลอดจนศักยภาพในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

สำหรับรางวัล “OUTSTANDING CFO” ที่มอบให้แก่ นางวรรณี จันทามงคล ในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทผู้นำด้านการเงินที่มีความโดดเด่น ทั้งการบริหารโครงสร้างเงินทุน การรักษาสภาพคล่อง การบริหารต้นทุนทางการเงิน และการกำกับดูแลความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันทางธุรกิจที่มีความท้าทายอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนทิศทางการลงทุนและการขยายธุรกิจของโฮมโปรให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตในระยะยาว

 


ความสำเร็จดังกล่าวยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโฮมโปรในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทางการเงินอย่างมีวินัย การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ควบคู่กับการวางกลยุทธ์ทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างสมดุลและยั่งยืน

 

รางวัล OUTSTANDING CFO จึงนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโฮมโปร ที่สะท้อนถึงการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนไทย และตอกย้ำความแข็งแกร่งขององค์กรทั้งด้านการบริหารการเงิน การกำกับดูแลกิจการที่ดี และความพร้อมในการสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ภายใต้ความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า

และผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน

 

#IAAAwardsforListedCompanies2026 #CFO #โฮมโปร #HomePro ##HomeLifetimeCompanion

“พาณิชย์” ลุย เคหะร่มเกล้า จัดไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ ขนสินค้าจำเป็นกว่า 100 รายการ ลดสูงสุด 62% ช่วยประชาชนฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

 “พาณิชย์” ลุย เคหะร่มเกล้า จัดไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ ขนสินค้าจำเป็นกว่า 100 รายการ ลดสูงสุด 62% ช่วยประชาชนฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

กรมการค้าภายใน เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” นำสินค้าจำเป็นและเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาพิเศษช่วยประชาชน ลดสูงสุด 62% พร้อมประสานการเคหะฯ สำรวจความต้องการสินค้าในพื้นที่ ย้ำเดินหน้าดูแลประชาชนเต็มที่ คาดเฟส 1 ช่วยลดภาระค่าครองชีพไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท


วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2569 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่หลังน้ำท่วม จึงได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์และดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน 

กรมฯ ได้เร่งขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้รับการประสานจากการเคหะแห่งชาติให้จัดจุดจำหน่ายบริเวณตรงข้ามซอยเคหะร่มเกล้า 58 เขตลาดกระบัง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น


สำหรับการจัดจำหน่ายครั้งนี้ มีสินค้า 5 หมวด กว่า 100 รายการ ลดสูงสุด 62% โดยเฉพาะสินค้าไฮไลท์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 100% ขนาด 5 กิโลกรัม จำหน่ายถุงละ 120 บาท จากราคาตลาด 165–180 บาท ลดสูงสุด 33% ข้าวขาวขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 90 บาท จากราคาตลาด 100–120 บาท ลดสูงสุด 25% ไข่ไก่เบอร์ M คละเบอร์ 2–3 จำนวน 30 ฟองต่อแผง ราคา 110 บาท จากราคาตลาด 140 บาท ลด 21% น้ำตาลทรายขนาด 1 กิโลกรัม ราคา 22 บาท จากราคาตลาด 26–28 บาท ลดสูงสุด 21% และน้ำมันปาล์มขนาด 1 ลิตร ราคา 42 บาท จากราคาตลาด 47–50 บาท ลดสูงสุด 16%

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์ทำความสะอาดอีก 76 รายการ ครอบคลุมของใช้ประจำวัน ลด 10–61% ผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย อาทิ ครีมอาบน้ำ แชมพู สบู่เหลว และครีมทาผิว ลด 8–59% ผลิตภัณฑ์ซักล้าง อาทิ น้ำยาถูพื้น น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน และผงซักฟอก ลด 11–54% อาหารและเครื่องปรุงรส อาทิ ซอสหอยนางรม ซอสพริก ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำผลไม้ และนม ลด 8–42% และอุปกรณ์ทำความสะอาด อาทิ ม็อบถูพื้น ไม้กวาด และแปรงขัดพื้น ลด 42–62% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงประชาชนที่ต้องฟื้นฟูบ้านเรือนหลังประสบอุทกภัย


ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นถึงความจำเป็นของเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ในครัวเรือนที่ประชาชนอาจได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม จึงได้รับความร่วมมือจากบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) โดยร้านค้าปลีกโลตัส นำสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ประจำวันมาร่วมจำหน่ายกว่า 30 รายการ อาทิ เตาปิ้งย่าง ACONATIC ขนาด 1,700 วัตต์ ลดจาก 1,990 บาท เหลือ 890 บาท ลด 55% กาต้มน้ำ ACONATIC ขนาด 1.8 ลิตร ลดจาก 599 บาท เหลือ 299 บาท ลด 50% และหม้อหุงข้าว ACONATIC ขนาด 0.8 ลิตร ลดจาก 890 บาท เหลือ 459 บาท ลด 48% รวมถึงเตารีดไอน้ำ เครื่องดูดฝุ่น ผ้านวม ผ้าปู กล่องล้อเลื่อน ตะกร้าผ้า และตู้ลิ้นชัก


นายวัฒนศักย์กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ร่วมสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าในราคาพิเศษ โดยสินค้าเป็นสินค้าจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน พร้อมขอบคุณบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) และโลตัส ที่ให้ความร่วมมือในการนำสินค้ามาช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนสำนักงานเขตที่อำนวยความสะดวกด้านสถานที่และดูแลความปลอดภัยในการจัดจำหน่าย


“กรมการค้าภายในพร้อมประสานการเคหะแห่งชาติและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรับทราบว่าประชาชนต้องการสินค้าประเภทใดและพื้นที่ใดมีความจำเป็นเพิ่มเติม เราต้องการให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างตรงจุด ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงพาณิชย์จะทำงานอย่างเต็มที่และดีที่สุดเพื่อพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเป็นอย่างยิ่ง”


สำหรับการดำเนินโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2570 จัดจุดจำหน่าย 25 จุดต่อสัปดาห์ ในทุกวันอังคาร วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ เปิดจำหน่ายเวลา 08.00–16.00 น. ประชาชนสามารถตรวจสอบจุดจำหน่ายผ่าน QR Code ของ LINE Official ตามช่องทางประชาสัมพันธ์ของกรมการค้าภายใน เพื่อวางแผนการเดินทางและเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก




อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้รับความสนใจและผลตอบรับที่ดีจากประชาชน โดยในเบื้องต้นคาดว่าโครงการเฟส 1 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้จริง และกรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์และดูแลความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการเอาเปรียบทางการค้า เช่น การใช้เครื่องชั่งไม่ถูกต้อง การจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม หรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

สพพ. ร่วมวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2569

 สพพ. ร่วมวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2569




นายภัทรกร การะพิมพ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) เป็นผู้แทน สพพ. นำคณะเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ประจำปี พ.ศ. 2569 เนื่องในวันปิยมหาราช เพื่อเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569

วว. ยกทัพนวัตกรรมลงพื้นที่โคราช ถ่ายทอดเทคโนโลยี AI-ชีวภัณฑ์ แปรรูปผักเศรษฐกิจ เสริมสร้างรายได้ชุมชนเข้มแข็ง

 วว. ยกทัพนวัตกรรมลงพื้นที่โคราช ถ่ายทอดเทคโนโลยี AI-ชีวภัณฑ์ แปรรูปผักเศรษฐกิจ เสริมสร้างรายได้ชุมชนเข้มแข็ง

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  นำโดย  ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ พร้อมคณะนักวิจัย ลงพื้นที่จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ การพัฒนาศักยภาพการผลิตผักปลอดภัย สู่การแปรรูปเพิ่มมูลค่า ภายใต้โครงการปลูกผักเศรษฐกิจเสริมรายได้ให้กับชุมชน (ระยะที่ 2) ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ บ้านไร่นายายคำ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน ประกอบด้วย  เกษตรกร และผู้ประกอบการ ทั้งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดขอนแก่น เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุม 4 หัวข้อสำคัญ ได้แก่

- การใช้ระบบ AI ในการควบคุมระบบปลูกเลี้ยงผักและหน่อไม้ฝรั่ง โดย ผศ.ดร.ชานนท์ ลาภจิตร (มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

- การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร โดย ผศ.ดร.เจนจิรา พกาวัลย์ (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี)

- การใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช โดย ดร.ตันติมา  กำลัง  ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ วว.

- การพัฒนาวัสดุปรับปรุงดินเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตผักปลอดภัย โดย ดร.นิตยา แก้วแพรก และนางปณิตา ทวีถาวร ศูนย์นวัตกรรมวัสดุ วว.






นอกจากการจัดอบรมดังกล่าวแล้ว ยังมีพิธีเปิดป้ายกลุ่มบ้านไร่นายายคำ เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงคนในชุมชน รวบรวมและจำหน่ายสินค้าผักเศรษฐกิจและผลิตภัณฑ์แปรรูป อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าอีโคปริ้น สร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่ง วว. ได้นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้จริง เพื่อยกระดับการผลิต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน


#ผลิตผักปลอดภัย #วทน  #แปรรูป #เพิ่มมูลค่า  #เศรษฐกิจ #เสริมราย #ชุมชน 

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

#อว #วว #TISTR


วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569

จุฬาฯ เปิดตัว “CHULA​ XL HUB” พลิกโฉมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเปิดองค์ความรู้จุฬาฯ สู่ทุกคน ทุกองค์กร เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

 

จุฬาฯ เปิดตัว “CHULA​ XL HUB” พลิกโฉมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเปิดองค์ความรู้จุฬาฯ สู่ทุกคน ทุกองค์กร เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2569 – ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย – World Economic Forum ประเมินว่าภายในปี 2030 ราว 39% ของทักษะที่คนทำงานมีอยู่จะล้าสมัย ทักษะใหม่จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน และการเรียนรู้นั้นไม่ได้จบแค่ในรั้วมหาวิทยาลัย คำถามที่ตามมาคือ เราจะไปเติมทักษะใหม่ได้ที่ไหน ในจังหวะที่ชีวิตไม่เคยหยุดรอใคร?

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบคำถามนี้ด้วยการเปิดตัว “Chula XL Hub” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตของวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) ที่รวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์จากคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ศิษย์เก่าจุฬาฯ จากหลากหลายวงการ และเครือข่ายพันธมิตร มาไว้ในที่เดียว เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกช่วงวัย


แพลตฟอร์มบูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์เข้ากับรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ทั้งหลักสูตร Non-Degree, Micro-credentials และการ Upskill–Reskill ที่เชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิต ให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงานในอนาคต



Chula XL Hub จึงไม่ใช่เพียงแหล่งรวมความรู้ แต่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของจุฬาฯ และขยายโอกาสการเรียนรู้สู่สังคม ที่เชื่อมผู้เรียน ผู้สอน ภาคอุตสาหกรรม และระบบคลังหน่วยกิตเข้าด้วยกัน และเป็นการเปิดประตูให้ใครก็เรียนที่ “จุฬาฯ” ได้

ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า "109 ปีที่ผ่านมา จุฬาฯ สร้างและส่งต่อความรู้ผ่านห้องเรียนสู่นิสิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า วันนี้เราเปิดประตูสู่จักรวาลการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ Chula XL Hub ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของมหาวิทยาลัย"

ในโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทักษะและความรู้ที่เคยเรียนมาในระบบการศึกษาแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับการทำงานทั้งชีวิตอีกต่อไป การเรียนรู้จึงไม่อาจจบลงเพียงแค่วันที่ได้รับปริญญา แต่มหาวิทยาลัยต้องเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถกลับมาพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill-Reskill) ได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยหรืออาชีพใดก็ตาม


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้พลิกบทบาทครั้งสำคัญ จากการเป็นสถาบันที่เน้นเฉพาะการผลิตบัณฑิตในระบบปริญญา สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” เรามุ่งมั่นที่จะปลดล็อกองค์ความรู้และงานวิจัยอันทรงคุณค่าที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนและคณะต่างๆ ออกไปสู่สังคมในวงกว้าง โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก “การสอนแบบเดิม” สู่ “การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้” ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์เส้นทางชีวิตอันหลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน


สะสมการเรียนรู้ตลอดชีวิต


ทุกคนสามารถเริ่มต้นการเป็นผู้เรียนในระบบได้ทันที เพียงแค่สมัครสมาชิกบนแพลตฟอร์ม Chula XL Hub และค้นหาคอร์สเรียนที่สนใจผ่าน 6 หมวดได้แก่ (1) Digital & AI ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (2) Engineering & Technology วิศวกรรมและเทคโนโลยี (3) Languages & Global Communication ภาษาและการสื่อสารสากล (4) Life Skills & Society ทักษะชีวิตและสังคม (5) Health & Well-being สุขภาพและสุขภาวะ และ (6) Creative & Culture ความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยปัจจุบันคอร์สทั้งหมดเป็นแบบ On-Demand ที่เรียนด้วยตนเองตามจังหวะของผู้เรียน มีทั้งแบบเปิดลงทะเบียนได้ตลอดเวลาและแบบกำหนดรอบลงทะเบียน และมีทั้งคอร์สเรียนฟรีและคอร์สที่มีค่าใช้จ่าย


ผู้เรียนสามารถดูวิดีโอ อ่านและดาวน์โหลดเอกสารประกอบ และทำแบบทดสอบได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน โดยไม่ต้องติดตั้งแอป ระบบจะบันทึกความคืบหน้าอัตโนมัติ ให้กลับมาเรียนต่อจากจุดเดิมได้เสมอ เมื่อผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ผู้เรียนจะได้รับใบรับรอง (Badge) หรือใบประกาศนียบัตร (Certificate) แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละคอร์ส ที่รับรองโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับใช้ประกอบการสมัครงาน ต่อยอดสายอาชีพ ยื่นเป็นหลักฐานการพัฒนาทักษะต่อหน่วยงานต้นสังกัด หรือศึกษาต่อ 


ผู้เรียนยังสามารถอัปเกรดบัญชีเป็น Lifelong Learner ID (CXL ID) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้เรียนตลอดชีวิตของจุฬาฯ ไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่ในช่วงวัยหรือสถานะใดของชีวิต ประวัติและผลการเรียนทั้งหมด รวมถึงใบรับรองและใบประกาศนียบัตรที่ได้รับ จะสะสมไว้ภายใต้ตัวตนเดียวที่ผ่านการยืนยันแล้ว เป็น Learning Record ประจำตัวที่พร้อมเป็นรากฐานสำหรับการเชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติในอนาคต ตามเกณฑ์ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำหนด


สอนโดยผู้ที่ทำจริง รู้จริง ผ่านประสบการณ์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากแต่ละวงการChula XL Hub รวบรวมทั้งผู้ที่ทำจริง รู้จริง ผ่านประสบการณ์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากแต่ละวงการ โดย


คอร์สเรียนแบ่งเป็น 2 ประเภท General Course คือคอร์สความรู้จากคณาจารย์จุฬาฯ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาการของมหาวิทยาลัย และ Signature Course คือคอร์สจากผู้เชี่ยวชาญและศิษย์เก่าตัวจริงในแต่ละวงการ ซึ่งเป็นจุดเด่นของแพลตฟอร์ม โดยวิทยากรทุกคนได้รับการคัดเลือกผ่านเครือข่ายศิษย์เก่าและคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญในเนื้อหานั้นโดยตรง


Signature Course ชุดแรกคือซีรีส์ Learning How to Learn – เรียนรู้ “วิธีเรียน” ก่อนจะเรียนอะไรก็ตาม เพราะในโลกที่ความรู้เปลี่ยนทุกวัน คนที่ได้เปรียบไม่ใช่คนที่รู้มากที่สุด แต่คือคนที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุด คนที่ “เรียนรู้เป็น” จึงไม่มีวันตกยุค ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน

ซีรีส์นี้เปิดให้เรียนฟรีทั้ง 9 ตอน โดยคณาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ ประกอบด้วย ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (Why Learning Never Stops), ดร.สันติธาร เสถียรไทย (What Should Humans Learn Next?), คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร (Unlearn to Move Forward), ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน (Make Knowledge Stick), คุณพชร อารยะการกุล (Learn Smarter with AI), คุณรวิศ หาญอุตสาหะ (Learn Out Loud), คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ (Let Nature Be Your Teacher), และ เชฟป้อม-ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล (Beyond the Recipe) และคุณศิรัถยา อิศรภักดี (From Knowing to Doing: Lessons from Money) นอกจากนี้ยังมีโครงการ Creative Network ที่เปิดให้บุคลากรทุกคณะในจุฬาฯ ร่วมแปลงองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นคอร์สเรียนที่คนทั่วประเทศเข้าถึงได้

ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) กล่าวว่า “ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีความรู้หรือทักษะใหม่ แต่คือความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ การคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ และการแยกแยะข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ล้วนเป็นทักษะจำเป็นในปัจจุบัน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพราะความรู้และทักษะอาจล้าสมัยได้ แต่ความสามารถในการเรียนรู้จะช่วยให้เราพัฒนาตนเองต่อไปได้ตลอดชีวิต”

อัปสกิลทั้งองค์กร เติบโตไปพร้อมกันทั้งทีม 


สำหรับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน Chula XL Hub มีบริการหลายรูปแบบตามโจทย์และความต้องการของแต่ละองค์กร ตั้งแต่การใช้ระบบ LMS พร้อมคอร์สเรียนของจุฬาฯ หรือพาร์ทเนอร์เพื่ออบรมบุคลากร การนำคอร์สที่องค์กรมีอยู่แล้วมาจัดอบรมบนระบบ ไปจนถึงการร่วมผลิตคอร์สและหลักสูตรออนไลน์ด้วยกัน


ทุกรูปแบบมีทีมงานดูแลครบวงจร ตั้งแต่ร่วมหารือและจับคู่บริการที่เหมาะกับองค์กร ประชาสัมพันธ์ก่อนเปิดหลักสูตร ติดตามและดูแลผู้เรียนระหว่างเรียน ไปจนถึงสรุปผลเมื่อปิดหลักสูตร โดยองค์กรจะได้รับรายงานสถานะการเรียนของบุคลากรแต่ละคนเพื่อนำไปวางแผนพัฒนาบุคลากรได้อย่างต่อเนื่อง


ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วคือความร่วมมือกับสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมด้วยความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และองค์กรอื่นๆ ในการใช้ Chula XL Hub เพื่ออบรมบุคลากร อบรมต่ออายุใบรับรอง พัฒนาทักษะ หรือเผยแพร่ความรู้ต่อบุคคลทั่วไป

จุดหมายถัดไปของ Chula XL Hub

จุฬาฯ คาดหวังผลลัพธ์จาก Chula XL Hub ใน 3 ระดับ – สำหรับผู้เรียน คือการที่คนไทยทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้คุณภาพของจุฬาฯ ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือช่วงวัยใด สำหรับสังคม คือระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมผู้เรียน องค์กร และสมาคมวิชาชีพเข้าด้วยกัน ให้คนไทย Upskill และ Reskill ได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต และสำหรับภาคการศึกษา คือต้นแบบของมหาวิทยาลัยที่ขยายบทบาทจากการผลิตบัณฑิต สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ


ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า เราอยากเห็น Chula XL Hub เป็นหนึ่งในพื้นที่การเรียนรู้ที่คนไทยนึกถึง ไม่ว่าจะต้องการพัฒนาทักษะเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ต่อยอดการศึกษา หรือเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง โดยสามารถกลับมาเรียนรู้และสะสมผลการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้ไม่ควรสิ้นสุดลงพร้อมกับการได้รับปริญญา”

ก้าวต่อไปของแพลตฟอร์ม คือการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สิ่งที่เรียนบนแพลตฟอร์มเชื่อมกับการใช้งานจริงและความต้องการทักษะของตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มคอร์สให้ครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่ม และขยายรูปแบบการเรียนสู่ On-site, Live และ Blended Learning

Chula XL Hub พร้อมเปิดประตูสู่จักรวาลการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบแล้ววันนี้ เริ่มเรียนได้ที่ chulaxlhub.com องค์กรและหน่วยงานที่สนใจใช้บริการ ติดต่อได้ที่ chulaxl.chula@gmail.com (ติดต่อบริการ Chula XL Hub) หรือ Chulaxl@chula.ac.th (ติดต่อบริการผลิตและ/หรือถ่ายทำหลักสูตร)

“วัชระพล” เปิดตำนาน 10 ปี จากความฝันสู่ความจริง! “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” พลิกผืนดินหนองแดสู่แลนด์มาร์กระดับโลก ชูศักยภาพเกษตรไทยสู่สายตานานาชาติ ปักหมุดขุมพลังเศรษฐกิจใหม่แห่งอีสาน

  “วัชระพล” เปิดตำนาน 10 ปี จากความฝันสู่ความจริง! “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” พลิกผืนดินหนองแดสู่แลนด์มาร์กระดับโลก ชูศักยภาพเกษตรไทยสู่สายตานานาชาติ ปักหมุดขุมพลังเศรษฐกิจใหม่แห่งอีสาน

กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2569 – กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร จัดงานแถลงข่าวประกาศความพร้อม “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในงานแถลงข่าว พร้อมด้วย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงความพร้อมในการจัดงาน ขณะที่ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี มอบหมายให้ นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมแถลงความพร้อมของจังหวัดในการต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก โดยมี นายธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วย นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ และ ดร.เดวิด มกรพงศ์ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมเป็นเกียรติในงานแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย

โดยมหกรรมครั้งนี้ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) และจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) ชูไฮไลต์ สวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็น

สวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และ สวนนานาชาติภายในอาคาร 16 สวน สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทย 16 สวน สวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน และไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น พร้อมนิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ตั้งเป้าผู้เข้าชม 3.6 ล้านคน คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท พร้อมผลักดันจังหวัดอุดรธานีสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)

ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดงานแถลงข่าวมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พุทธศักราช 2569 ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพด้านการเกษตรพืชสวน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความงดงามของวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมนานาชาติ งานมหกรรมพืชสวนโลกในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living” หรือ “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเกื้อกูลระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาภาคการเกษตรให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ

นายวัชระพล ยังเล่าถึงความเป็นมาของมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานีในครั้งนี้ว่า นายวิเชียร ขาวขำ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี หรือ อดีตนายก อบจ.อุดรธานี ได้พูดกับตนในห้องนอนที่บ้าน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อยากให้มีงานพืชสวนโลก ที่อุดรธานี พร้อมชวนไปหาพื้นที่ ที่สามารถจัดงานพืชสวนโลกได้ จนมาถึงอำเภอเมือง ที่บริเวณหนองแด ที่พี่น้องประชาชนชาวกุดสระ ชาวนากว้าง ชาวนาข่า ชาวหมู่ม่น เอาไว้ใช้ทำเกษตร เป็นพื้นที่หาปลาของชาวประมง เป็นพื้นที่ที่พี่น้องปลูกข้าว ทำไร่ ทำสวน และชาวอุดรฯ อยากได้สวนสาธารณะแห่งใหญ่ เป็นพื้นที่ปอด เป็นพื้นที่ที่ชาวอุดร และจังหวัดใกล้เคียง จะได้ใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งตนก็ไม่เชื่อว่า คำพูดที่ไม่มีวันเป็นไปได้ ณ ตอนนั้น จะมาถึงวันนี้ได้

นายวัชระพล ยังเล่าว่า อดีตนายก อบจ.อุดรธานี ได้เสนอเรื่องการเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลกไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเรื่องค้างอยู่ที่กระทรวงฯ เกือบ 2 ปี ไม่มีความคืบหน้า แต่ภาครัฐ และเอกชนในจังหวัด ได้รวมใจกันผลักดันเดินต่อ ทั้งที่ ขณะนั้นเอง ตนยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ว่า จะทำได้ และจะทำเสร็จ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของภาครัฐและภาคเอกชนจังหวัดอุดรธานี ก็เดินต่อจนมาถึงขั้นตอนที่จะต้องหาแหล่งเงินทุน และสรุปพื้นที่


นายวัชระพล ยังมั่นใจว่า ในวันนี้เราไม่ได้เพียงสวนสาธารณะ แต่ยังได้แหล่งเศรษฐกิจแหล่งใหญ่ ให้กับชาวอีสาน และทำให้อุดรธานี เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศไทย และเกิดงานวันนี้ขึ้น จึงขอขอบคุณประธานสภาอุตสาหกรรม กรรมการหอการค้าอุดรธานี และทุกภาคส่วนในจังหวัดอุดรธานี พร้อมขอบคุณนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้อนุมัติงบประมาณ 2,500 ล้าน และผลักดันงบประมาณให้กับงานนี้ด้วย รวมถึงนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุก ๆ คน รวมถึงทุก ๆ หน่วยงาน ที่ร่วมใจร่วมแรงกัน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เพราะนายอนุทิน ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้การจัดงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี

นายวัชระพล ยังเปิดเผยว่า ตนรู้สึกภูมิใจมากที่สุด และหลังจากนี้จะต้องช่วยกันดูแลงานพืชสวนโลกนี้ต่อไป และทำให้ สวนสาธารณะแห่งใหญ่นี้ อยู่กับชาวอุดรธานีและคนไทยตลอดไป จะดูแลรักษาให้คงสภาพให้ได้ดีที่สุด และประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เป็นแหล่งให้เรียนรู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา เป็นแหล่งพื้นที่ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมได้เรียนรู้วิธีปลูกต่อยอดอาชีพ และชาวอุดรธานี และพี่น้องภาคอีสานทั้งหมด จะต้องมีส่วนร่วมกับสวนนี้ และงานนี้อย่างแน่นอน

ขณะที่ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเตรียมจัดงานมีความพร้อมอย่างไร และมีการบูรณาการความร่วมมือเพื่อรองรับการจัดงานตลอด 134 วันว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี และภาคีที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมทั้งด้านพื้นที่จัดแสดง เนื้อหาวิชาการ สวนนานาชาติ และกิจกรรมภายในงาน พร้อมประสานการดำเนินงานในแต่ละส่วนให้สอดคล้องกัน การจัดงานตลอด 134 วัน จำเป็นต้องดูแลทั้งคุณภาพของการจัดแสดง และความต่อเนื่องของกิจกรรม ควบคู่กับการประสานจังหวัดในด้านการอำนวยความสะดวกและการดูแลผู้เข้าชม เพื่อให้ประชาชนได้รับทั้งความรู้ ความประทับใจ และประสบการณ์ที่ดีตลอดช่วงเวลาจัดงาน

ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังเปิดเผยจุดเด่นของงานว่า เป็นการรวบรวมพืชพรรณ การออกแบบสวน และองค์ความรู้ด้านการเกษตรไว้ในพื้นที่เดียว ทั้งสวนนานาชาติ การจัดแสดงพรรณไม้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร ตลอดจนการเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรสามารถนำแนวคิดด้านการจัดการการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และนวัตกรรมที่เหมาะสมกลับไปปรับใช้ ขณะที่ประชาชนและเยาวชนจะได้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ ผ่านการจัดแสดงและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน รวมถึงได้สัมผัสภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอีสาน

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานหลักร่วมกับจังหวัดอุดรธานีและสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมงานครั้งนี้มีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานีในทุกมิติ พร้อมได้รับการตอบรับและสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างดี โดยมีประเทศภาคีสมาชิกและองค์กรนานาชาติตอบรับเข้าร่วมจัดแสดงสวนนานาชาติรวม 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็น สวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และ สวนนานาชาติภายในอาคาร 16 สวน พร้อมด้วย สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทย 16 สวน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี สวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกจำนวนหลายหมื่นต้น อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ ต้นงิ้ว สนใบพาย และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีน ซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท พร้อมจัดแสดงไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้น ตลอดระยะเวลาการจัดงาน มีการจัดนิทรรศการ 16 นิทรรศการ แบ่งเป็น นิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคาร 

8 นิทรรศการ การประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และกิจกรรมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว

โดยแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการข้อมูลแก่ผู้เข้าชม 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพรรณไม้ พร้อมอาคารสำคัญ เช่น เรือนอีสาน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น 3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วย อาคารเรือนกระจก สำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการ สำหรับจัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร โรงเรือนไม้ในร่มที่จัดแสดงไม้ประดับและกล้วยไม้ และ โรงเรือนจัดแสดงสวนพืชทะเลทราย ที่จัดแสดงพืชตระกูลแคคตัส 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร สวนไม้ดอกไม้และกล้วยไม้และสวนบัว และนิทรรศการคาร์บอนเครดิต และ 6. โซนสวน

พรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทางการเยี่ยมชม

อีกหนึ่งจุดเด่นคือสถาปัตยกรรมที่ผสานอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานเข้ากับธรรมชาติ ด้วยการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ได้แก่ 1. อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง และ “ข้อง” ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา 2. อาคารเฉลิมพระเกียรติ ที่ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัวโดยภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” พร้อมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” 3. อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน 4. อาคารเรือนกระจก ได้รับ

แรงบันดาลใจจาก “เฮือนแฝด” ผสานการออกแบบร่วมสมัย เน้นความโปร่งโล่งและการถ่ายเทอากาศ 5. หมู่บ้านอีสาน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและความผูกพันของครอบครัวชาวอีสาน ผ่านการจำลองเรือนพื้นถิ่นดั้งเดิมรูปแบบต่างๆ


ด้านกิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่อง ในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อม จัดแสดงพระราชกรณียกิจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร นอกจากนี้ ยังมี การแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการตลอด 134 วัน ณ “ลานตุ้มโฮม”รวมถึงเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ ตลอดจน “ตลาดชุมชนริมน้ำ” ที่รวบรวมร้านค้าท้องถิ่น 50 ร้าน หมุนเวียนจำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมการคัดแยกขยะ


นายรพีภัทร์ กล่าวเสริมว่า มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานีให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด การจัดการขยะและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวทาง ISO 20121 และ ESG โดยได้รับการรับรองฉลาก Carbon Neutral Self-Declaration พร้อมจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Green City Conference เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเมืองสีเขียวและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนวางแผนพัฒนาพื้นที่หลังจบงานให้เป็น แหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน ศูนย์อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ศึกษาระบบนิเวศ และสวนสาธารณะ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนจากหลากหลายพื้นที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้และใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ด้าน นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติ และ ยืนยันความพร้อมต้อนรับผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและต่างชาติตลอด 134 วัน โดยบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งด้านคมนาคม ที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก และความปลอดภัย พร้อมพื้นที่จอดรถภายนอกงานและบริการรถรับ–ส่ง อีกทั้งมุ่งผลักดันให้ มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงและอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) วัดป่าภูก้อน คำชะโนด และ ทะเลบัวแดง ซึ่ง CNN ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 15 ทะเลสาบที่แปลกที่สุดในโลก พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวสู่จังหวัดใกล้เคียงและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับอุดรธานีสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค

ขณะที่ ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กล่าวว่า การได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 สะท้อนศักยภาพและความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย พร้อมเป็นโอกาส ยกระดับภาพลักษณ์และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ระดับนานาชาติ ดึงดูดนักท่องเที่ยวส่งเสริมการค้า การลงทุน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการไทย โดย TCEB มุ่งผลักดันอุดรธานีสู่ศูนย์กลางการจัดงานไมซ์และงานนานาชาติในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาคสู่ระดับประเทศ และเสริมความเชื่อมั่นในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกในอนาคต 


ขอเชิญประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัส “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ระหว่างวันที่

1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เปิดทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บัตรบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท สำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน พร้อมบัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์สอบถามรายละเอียดที่ www.udonthaniexpo2026.com  หรือ LINE Official Account: @organizer.udonexpo

# # #

ข้อมูลเพิ่มเติมและช่องทางติดต่อ 

LINE Official Account: @udonexpo2026

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดการจัดงาน

Facebook: UdonThaniExpo2026

Website: www.udonthaniexpo2026.com 

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“สคส. เคลียร์ใจสื่อ” ชวนสื่อร่วมสร้างความเข้าใจ PDPA เปิด 4,210 เรื่องร้องเรียน พร้อมเจาะ 1,650 เหตุข้อมูลรั่ว

  “สคส. เคลียร์ใจสื่อ” ชวนสื่อร่วมสร้างความเข้าใจ PDPA เปิด 4,210 เรื่องร้องเรียน พร้อมเจาะ 1,650 เหตุข้อมูลรั่ว

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC จัดงาน “สคส. เคลียร์ใจสื่อ ตอบทุกข้อคำถามเรื่อง PDPA” เปิดพื้นที่พูดคุยกับสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดสถิติเรื่องร้องเรียนและข้อปรึกษา 4,210 เรื่อง และสถิติการรับแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล 1,650 เรื่อง สะท้อนสถานการณ์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย ตลอดจนเคลียร์ประเด็นที่สังคมและสื่อยังเข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งข้อจำกัดและกระบวนการตรวจสอบของ สคส. ก่อนวินิจฉัยว่า “ผิดหรือไม่ผิด PDPA” ดราม่าบนหน้าสื่อจากการตีความกฎหมาย แนวทางนำเสนอข่าวเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลโดยไม่ซ้ำเติมผู้เสียหาย รวมถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการแนะนำประชาชนเมื่อถูกละเมิดข้อมูล เพื่อให้การสื่อสารเรื่อง PDPA ถูกต้อง เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ประชาชนเข้าใจสิทธิด้านข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ PDPA มักเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว ก่อนถูกนำเสนอและขยายผลผ่านสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ และสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ความถูกต้องของข้อมูลตั้งแต่ต้นจึงมีผลโดยตรงต่อความเข้าใจของประชาชน

“สคส. มองว่าสื่อมวลชนไม่ใช่เพียงผู้รายงานข่าว แต่เป็นพันธมิตรสำคัญในการทำให้เรื่อง PDPA ซึ่งอาจดูเป็นกฎหมายที่ซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจง่าย รู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไร และองค์กรมีหน้าที่อย่างไร เราจึงต้องการเปิดพื้นที่ให้สื่อสามารถสอบถามได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือกำลังเป็นประเด็นในสังคม” 

นอกจากนี้ สคส. ยังได้สรุปผลการดำเนินงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั้งในมิติเชิงรุกและเชิงรับ พร้อมเปิดเผย สถิติเรื่องร้องเรียนและข้อปรึกษา 4,210 เรื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนการตื่นตัวของประชาชนต่อสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล 

จากข้อมูลดังกล่าว พบว่าผู้ถูกร้องเรียนเป็น ภาคเอกชน 3,889 เรื่อง และภาครัฐ 321 เรื่อง โดย 3 ประเด็นที่มีการร้องเรียนสูง ได้แก่ มาตรา 27 การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม 1,025 เรื่อง, มาตรา 4 ประเด็นข้อยกเว้นเรื่องประโยชน์ส่วนตน 724 เรื่อง และมาตรา 24/26 เรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล 586 เรื่อง 

นอกเหนือจากสถิติเรื่องร้องเรียนและข้อปรึกษาแล้ว อีกข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล คือ สถิติการรับแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 สคส. ได้รับแจ้งเหตุรวม 1,650 เรื่อง โดยจำแนกเป็น Non-cyber 849 เรื่อง คิดเป็น 51.45% Cyber 747 เรื่อง คิดเป็น 45.27% และสาเหตุอื่น ๆ 54 เรื่อง คิดเป็น 3.28% ทั้งนี้ ในกลุ่ม Cyber พบเหตุจาก Cyber Threat 567 เรื่อง และ Social Media 180 เรื่อง ขณะที่กลุ่ม Non-cyber ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ Human Error

ในด้านประเภทหน่วยงานที่มีการแจ้งเหตุสูงสุด พบว่า กลุ่มการเงิน การลงทุน และการประกัน 723 เรื่อง รองลงมา ได้แก่ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ 206 เรื่อง ธุรกิจการค้าปลีก-ส่งและการค้าออนไลน์ 204 เรื่อง กลุ่มพลังงาน สาธารณูปโภคและอุตสาหกรรมการผลิต 105 เรื่อง และด้านสาธารณสุข 87 เรื่อง ขณะที่สถานะการดำเนินการจากเหตุทั้งหมด 1,650 เรื่อง แบ่งเป็น อยู่ระหว่างดำเนินการ 569 เรื่อง เฝ้าระวังและติดตาม 1,071 เรื่อง เสนอคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 9 เรื่อง และส่งเรื่องให้ศูนย์ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน 1 เรื่อง

“ตัวเลข 1,650 เหตุ ทำให้เราเห็นชัดว่าเรื่องข้อมูลรั่วไหลไม่ได้มีคำตอบเพียงว่า ‘ถูกแฮกหรือไม่’ เพราะมากกว่าครึ่งอยู่ในกลุ่ม Non-cyber และ Human Error การป้องกันจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี บุคลากร กระบวนการทำงาน ไปจนถึงวัฒนธรรมการคุ้มครองข้อมูลภายในองค์กร” พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าว

ด้าน นางสาววีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ สคส. ต้องการ “เคลียร์” ให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าใจตรงกันมากที่สุด คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ PDPA ซึ่งพบได้ทั้งในฝั่งประชาชนและฝั่งองค์กร โดยประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่า PDPA เป็นกฎหมายที่เข้มงวดจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การถ่ายภาพติดบุคคลอื่นในพื้นที่สาธารณะหรือการโพสต์ภาพลงสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งที่หากเป็นการใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีเจตนาแสวงหาประโยชน์ทางการค้า หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ก็อาจอยู่ในขอบเขตที่สามารถดำเนินการได้ตามหลักกฎหมาย 

ขณะที่ในฝั่งองค์กรและหน่วยงาน ยังพบความเข้าใจผิดว่า “การเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณีต้องขอ Consent” จนเกิดภาวะ Over-compliance และสร้างภาระแก่ประชาชน ทั้งที่ PDPA กำหนดฐานทางกฎหมายสำหรับการประมวลผลข้อมูลไว้หลายรูปแบบ เช่น ฐานสัญญา ฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือฐานประโยชน์อันชอบธรรม ดังนั้น หากเป็นการใช้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการให้บริการหรือการปฏิบัติตามสัญญาอยู่แล้ว องค์กรไม่จำเป็นต้องขอ Consent ซ้ำซ้อนให้เป็นภาระแก่ประชาชน 

“PDPA ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องต้องขอความยินยอม และไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องดูว่าการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลนั้นมีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ และดำเนินการอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมหรือไม่” นางสาววีรินทร์ กล่าว

สำหรับ มาตรา 4 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ประชาชนสอบถามเข้ามาจำนวนมาก นางสาววีรินทร์ อธิบายว่า กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัว เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น การบันทึกภาพครอบครัว หรือการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัยภายในรั้วบ้านของตนเอง อย่างไรก็ตาม “จุดตัดสำคัญ” อยู่ที่ขอบเขตการใช้งาน หากกล้องถูกหันไปบันทึกพื้นที่ส่วนตัวภายในบ้านของผู้อื่น หรือมีการนำภาพของบุคคลอื่นไปเผยแพร่ประจานในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีดังกล่าวอาจพ้นจากขอบเขตของการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและเข้าสู่ประเด็นการละเมิดสิทธิได้ 

“ประเด็นเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ สคส. ต้องการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด เพราะการตีความ PDPA แบบสั้นหรือสุดโต่ง เช่น “ถ่ายรูปติดคนอื่นก็ผิด” “ทุกอย่างต้อง Consent” หรือ “อ้าง PDPA แล้วเปิดเผยข้อมูลไม่ได้ทุกกรณี” อาจทำให้สังคมเข้าใจกฎหมายคลาดเคลื่อน สื่อจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยแยกแยะข้อเท็จจริง อธิบายบริบท และทำให้ประชาชนเข้าใจว่า PDPA มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ข้อมูลกับการคุ้มครองสิทธิ ไม่ใช่เพื่อสร้างภาระหรือปิดกั้นการดำเนินชีวิตตามปกติ” นางสาววีรินทร์ กล่าวสรุปในตอนท้าย


###


โฮมโปร คว้ารางวัล “OUTSTANDING CFO”จากเวที “IAA Awards for Listed Companies 2026”

  โฮมโปร คว้ารางวัล “OUTSTANDING CFO”จากเวที “IAA Awards for Listed Companies 2026”   ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านบริหารการเงิน สะท้อนความเชื่อมั่...