วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

UniGrow และพันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย

UniGrow และพันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย

UniGrow มุ่งมั่นสู่พันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย ผ่านรากฐานทางโภชนาการตามหลักวิทยาศาสตร์และสูตรอาหารเฉพาะทางสำหรับช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต เพื่อมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการทางร่างกายอย่างมั่นคงและยั่งยืน

UniGrow มุ่งหวังที่จะเคียงข้างครอบครัวไทยในเส้นทางการเจริญเติบโตของเด็ก

สูตรอาหารรวมสำหรับช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต

UniGrow Optipro ได้รับการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 3 – 18 ปี โดยสูตรอาหารได้รับการพัฒนาขึ้นในทิศทางของการผสานคุณค่าของสารอาหารหลากหลายกลุ่ม เข้าด้วยกัน แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่ส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ระบบสูตรอาหารประกอบด้วยแหล่งแคลเซียมที่หลากหลาย, โปรตีน, DHA/EPA, Choline, Taurine, โคลอสตรุ้ม (น้ำนมเหลือง), Inulin, FOS, Beta-glucan ร่วมกับวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด

จากรากฐานดังกล่าว UniGrow Optipro จึงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบกระดูก ได้แก่ Bonepep®, แคลเซียม, CPP, วิตามิน D3 และ วิตามิน K2 นี่คือระบบส่วนประกอบสำคัญที่ได้รับการจัดวางไว้ ณ ตำแหน่งศูนย์กลางของสูตรอาหาร ควบคู่ไปกับฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม และโปรตีน เพื่อเติมเต็มสารอาหารหลากหลายชนิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างและคงสภาพโครงสร้างกระดูก

การผสานการทำงานเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการเข้าถึงอย่างชัดเจนของ UniGrow Optipro นั่นคือการสร้างสรรค์สูตรอาหารเฉพาะทางที่อาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มสารอาหารที่มีคุณลักษณะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันหลายกลุ่ม แทนที่จะตั้งความหวังไว้กับส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงมุ่งสู่การเคียงข้างความต้องการทางโภชนาการของเด็กๆ ตลอดช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต

UniGrow Optipro ได้รับการพัฒนาขึ้นตามทิศทางสูตรอาหารรวมสำหรับช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต

การสร้างสรรค์รากฐานการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับเด็ก

สำหรับ UniGrow แล้ว การส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวของผลิตภัณฑ์โภชนาการตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเส้นทางที่ต้องสร้างขึ้นจากหลากหลายปัจจัยที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป นอกเหนือจากโภชนาการที่เหมาะสมแล้ว การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการเคียงข้างของครอบครัว ต่างมีส่วนช่วยสร้างรากฐานทางร่างกายที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่เด็ก

จากแนวทางการเข้าถึงดังกล่าว UniGrow จึงมุ่งหวังที่จะนำเสนอไม่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ง่ายเกี่ยวกับพัฒนาการ การเจริญเติบโต โภชนาการ และสุขภาพ แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่ความคาดหวังในระยะสั้น UniGrow ได้เลือกที่จะเคียงข้างครอบครัวชาวไทยในกระบวนการดูแลและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็กในระยะยาว ตั้งแต่รากฐานทางโภชนาการไปจนถึงนิสัยการดำเนินชีวิตเชิงบวกในทุกวัน


โภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อน และการเคียงข้างของครอบครัว ร่วมกันมีส่วนช่วยสร้างรากฐานการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่เด็ก

การเคียงข้างเด็กและเยาวชนไทยรุ่นใหม่

สำหรับ UniGrow แล้ว เส้นทางการส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงของเด็กและเยาวชนไทย ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเป้าหมายในระยะสั้น แต่มือเป็นทิศทางที่ต้องอาศัยการเคียงข้างกันอย่างยั่งยืนระหว่างแบรนด์ ครอบครัว และกระบวนการเติบโตของเด็กๆ ด้วยเหตุนี้ นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์โภชนาการแล้ว UniGrow ยังมุ่งหวังที่จะสร้างความผูกพันในระยะยาวกับครอบครัวชาวไทย บนรากฐานของความเป็นวิทยาศาสตร์ ความโปร่งใส และความไว้วางใจ

ตั้งแต่สูตรอาหารที่หลากหลายด้วยสารอาหาร ไปจนถึงวิธีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย UniGrow ได้ค่อยๆ กำหนดบทบาทของตนเองในฐานะแบรนด์ที่เคียงข้างคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลรากฐานทางร่างกายของเด็กๆ ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวจึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกด้านโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางการปลูกฝังนิสัยเชิงบวกและการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ UniGrow Optipro จึงมุ่งสู่การเป็นพันธมิตรผู้เคียงข้างครอบครัวชาวไทย เพื่อร่วมมีส่วนช่วยสร้างสรรค์เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีรากฐานทางร่างกายที่ดี มีความมั่นใจ และพร้อมสำหรับทุกเส้นทางการเติบโตในอนาคต

UniGrow มุ่งมั่นที่จะเคียงข้างเส้นทางการส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กและเยาวชนไทยรุ่นใหม่




กรมพลศึกษา ชูภารกิจพัฒนา “ทุนมนุษย์” ขับเคลื่อนการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และนันทนาการ ให้เป็นวิถีชีวิต มุ่งสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนทั่วไทย

 กรมพลศึกษา ชูภารกิจพัฒนา “ทุนมนุษย์” ขับเคลื่อนการออกกำลังกาย เล่นกีฬา และนันทนาการ ให้เป็นวิถีชีวิต มุ่งสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนทั่วไทย

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพประชากรไทยทุกช่วงวัย ชูวิสัยทัศน์ “คนไทยออกกำลังกาย เล่นกีฬา และประกอบกิจกรรมนันทนาการเป็นวิถีชีวิต เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน” พร้อมวางกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วน  และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชาติอย่างเป็นรูปธรรม

นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยถึงทิศทางและพันธกิจหลักของกรมพลศึกษาว่า หลายคนอาจมีภาพจำว่ากรมพลศึกษาเป็นเพียงหน่วยงานที่ส่งเสริมศักยภาพบุคลากรด้านพลศึกษา หรือจัดแข่งขันกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภารกิจของกรมพลศึกษามีขอบเขตกว้างขวางและครอบคลุมประชากรไทยทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน คนทำงาน ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ด้อยโอกาสตามพื้นที่ชายขอบ  ตลอดจนผู้พิการ โดยถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“วิสัยทัศน์ของกรมกรมพลศึกษาคือการสนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกาย เล่นกีฬา และทำกิจกรรมนันทนาการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ หรือเป็นวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อให้ประชาชนมีสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ” อธิบดีกรมพลศึกษากล่าว

เดินหน้าโครงการไฮไลต์ ครอบคลุมทุกมิติ ทุกช่วงวัย

ที่ผ่านมา กรมพลศึกษาได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมสำคัญต่างๆ เพื่อรองรับประชาชนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายโครงการประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง ได้แก่:

1. การแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ: จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม โดยมีพื้นที่แข่งขันครอบคลุม 10 เขตทั่วประเทศ (77 จังหวัด) เพื่อเฟ้นหาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านกีฬา หรือ “ค้นหาช้างเผือก” ส่งต่อไปยังสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อพัฒนาก้าวสู่นักกีฬาทีมชาติในระดับนานาชาติ

2. การแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย: จัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป มาร่วมกิจกรรมแข่งขันทั้งด้านกีฬา เช่น เกทบอล กรีฑา และการประกวดนันทนาการ เช่น เต้นลีลาศ ร้องเพลงคาราโอเกะ เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มและสุขภาวะที่ดี

3. โครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้: โครงการป้องกันอุบัติเหตุการจมน้ำในเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงตามสถิติของกรมอนามัย โดยกรมพลศึกษาได้จัดสรรงบประมาณกระจายไปยังทุกจังหวัด เพื่อฝึกทักษะการเอาชีวิตรอดทางน้ำ ซึ่งได้รับคำชื่นชมและทุนสนับสนุนอย่างกว้างขวาง

4. การแข่งขันฟุตบอลและกีฬานักเรียนขาสั้น (รุ่น 14, 16, 18 ปี ก): ฟุตบอลถ้วย ก กรมพลศึกษา ถือเป็นเวทีระดับตำนานที่คัดสรรและแจ้งเกิดนักฟุตบอลรุ่นเยาวชน รวมไปถึงการแข่งขันวอลเลย์บอล บาสเกตบอล และฟุตซอล ระหว่างโรงเรียนทั่วประเทศ

5. การแข่งขันกีฬาคนพิการระดับเยาวชน: เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนคนพิการเล่นกีฬาและออกกำลังกายที่สนใจ มีสมรรถภาพทางกายและจิตใจให้แข็งแรง สมบูรณ์ มีความอดทน มีระเบียบวินัย และมีความเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งเป็นผลทำให้มีคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี สร้างโอกาสและความเสมอภาค และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 

6. โครงการนันทนาการเติมฝัน ปันสุข และการประกวดทางวัฒนธรรม: เช่น การประกวดวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานฯ ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงระดับโลก และการประกวดวงโปงลางในภาคอีสาน ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนเข้าชมอย่างล้นหลาม

7. โครงการสถาบันอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย: เปิดคลาสสอนมวยไทยฟรีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ณ ศูนย์อนุรักษ์ศิลปะมวยไทยและกีฬาไทย สนามศุภชลาศัย รวมถึงส่งครูมวยไทยไปเผยแพร่วัฒนธรรมและทักษะมวยไทยต้นตำรับยังต่างประเทศ เช่น ประเทศโมร็อกโก ซึ่งมีทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ฝึกสอน และนักกีฬามวยระดับแชมป์ เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คน  

8. การจัดตั้งชมรมกีฬาและอาสาสมัครกีฬา (อสก.): ขับเคลื่อนการจัดตั้งชมรมส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาแล้วมากกว่า 8,041 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัด ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ (ซึ่งมี 7,255 ตำบล) พร้อมสนับสนุนการจัดอบรมจิตอาสากีฬาแล้วรวมทั้งสิ้น 10 รุ่น ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 1,396 คน เพื่อเป็นเครือข่ายแกนนำในการกระตุ้นให้คนในชุมชนออกมาออกกำลังกาย

ยกระดับ “วิทยาศาสตร์การกีฬา” และการบูรณาการเพื่อสุขภาวะ

นายมงคลกล่าวเสริมว่า ในยุคปัจจุบันกรมพลศึกษาเน้นการนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน โดยมีแอปพลิเคชัน DPE Fit Test ของสํานักวิทยาศาสตร์การกีฬา ให้ประชาชนดาวน์โหลดประเมินสมรรถภาพทางกาย และรับคำแนะนำในการพัฒนาตนเองให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน (BMI, มวลกล้ามเนื้อ, รอบเอว) เพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

นอกจากนี้ กรมพลศึกษายังได้ร่วมมือกับกรมการแพทย์และสภากายภาพบำบัด กระทรวงสาธารณสุข ในการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านเวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine) นำทีมนักวิทยาศาสตร์การกีฬาของกรมพลศึกษาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาการดูแลนักกีฬาตั้งแต่การตรวจประเมิน การรักษาและผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยมุ่งให้ผู้บาดเจ็บได้รับบริการที่เหมาะสมและกลับไปใช้ชีวิตหรือแข่งขันกีฬาได้อย่างปลอดภัย 

รวมถึงการวางแผนระยะยาว 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) ร่วมกับกรมอนามัย เพื่อพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพของเด็กไทย ผ่านโภชนาการและการออกกำลังกายที่ถูกวิธีในช่วงอายุ 10–18 ปี โดยตั้งเป้าหมายยกระดับส่วนสูงเฉลี่ยของเด็กไทยในอนาคต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล

ปรับใหญ่ “ความปลอดภัย-มาตรฐาน” พร้อมรองรับกระแสมวลชน

นายมงคลเปิดเผยว่า ทางกรมพลศึกษาได้เปิดเผย ร่างแผนประชาสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และแผนระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571–2575 เพื่อเปลี่ยนการรับรู้ของประชาชนสู่การมีส่วนร่วมจริง ภายใต้แนวคิด “ขยับกาย ขยายสุข ทุกช่วงวัย ทั่วไทย” (Move for Good, Move for All) มุ่งสร้างการรับรู้ควบคู่กับการชวนลงมือทำ ตอกย้ำภาพจำใหม่ว่า “กรมพลศึกษา คือหน่วยงานหลักที่ทำให้การขยับร่างกายเป็นเรื่องง่าย สนุก และเข้าถึงได้สำหรับคนไทยทุกคน”

นอกจากนี้ จากปรากฏการณ์ความนิยมในกีฬาเยาวชน เช่น การแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD รอบชิงชนะเลิศ ณ สนามศุภชลาศัย ที่มีแฟนบอลเข้ามาชมล้นสนามจนทะลักออกไปถึงริมถนนนั้น อธิบดีกรมพลศึกษาระบุว่า ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนถึงพลังของกีฬา แต่ในขณะเดียวกัน กรมพลศึกษาได้ถอดบทเรียนเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะโครงสร้างสนามศุภชลาศัยที่มีอายุมากกว่า 90 ปี โดยมีการตรวจเช็กโครงสร้างวิศวกรรมเพื่อกำหนดจํานวนผู้เข้าชมให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และจำกัดการเข้าชมในนัดสำคัญอย่างเข้มงวดในอนาคต


สำหรับแผนการขยายผลในอนาคต กรมพลศึกษามีแนวคิดที่จะยกระดับมาตรฐานกิจกรรมนันทนาการประเภทกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การกางเต็นท์ เดินป่า เล่นพายเรือคายัค แรลลี่ ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (Safe Sport & Safeguards) เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริการทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ


“กีฬาเป็นยาตอบโจทย์ชีวิต การออกกำลังกายคือการป้องกันที่ต้นเหตุก่อนร่างกายจะเจ็บป่วย  กรมพลศึกษาพร้อมเป็นแกนกลางในการประสานงานร่วมกับท้องถิ่น สสส. สปสช. กทม. และกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน และขอเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขยับร่างกายวันละนิด เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีไปด้วยกัน” อธิบดีกรมพลศึกษากล่าวทิ้งท้าย


หยุดวิกฤตสุขภาพ-ตายก่อนวัยอันควร​ เปิดข้อมูลชุมชนพบพฤติกรรมเสี่ยงเพียบ!

 หยุดวิกฤตสุขภาพ-ตายก่อนวัยอันควร​ เปิดข้อมูลชุมชนพบพฤติกรรมเสี่ยงเพียบ!

เปิดสถิติวิกฤตสุขภาพคนไทย "NCDs-อุบัติเหตุ" ต้นเหตุการตายก่อนวัยอันควร สสส. จับมือภาคีเดินหน้าใช้ข้อมูลเชื่อมโยงพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น ตั้งเป้านำร่อง 2,000 ชุมชนต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพ

จากรายงานข้อมูลภาระโรคและสถิติอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของคนไทย โดยสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ (HISO) พบว่า ปัจจุบันอายุเฉลี่ย (อายุคาดเฉลี่ย) ของคนไทยภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 78.1 ปี โดยเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 80.5 ปี ซึ่งยาวนานกว่า เพศชายที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 73.5 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาด้านปีที่สูญเสียสุขภาวะจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (Years of Life Lost: YLL) กลับพบตัวเลขที่น่ากังวล โดยคนไทยส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 71.19 เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็งตับ มะเร็งปอด และโรคเบาหวาน รองลงมาคือกลุ่มการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ ร้อยละ 15.52 ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมเสี่ยงสะสมตลอดช่วงชีวิต ทั้งการดื่มสุรา สูบบุหรี่ การกิน การขาดการออกกำลังกาย และการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย 

จากความสูญเสียทางสุขภาวะดังกล่าว สำนักนโยบายยุทธศาสตร์และนวัตกรรม (สนน.) ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) และฝ่ายติดตามและประเมินผล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้ข้อมูลเชื่อมโยงพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น” ให้กับศูนย์ฝึกอบรมการพัฒนาระบบข้อมูลตำบล และกลไกขับเคลื่อนงานของแผนสุขภาวะชุมชน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคืนข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและพฤติกรรมเสี่ยงให้กับชุมชนเป้าหมาย ช่วยให้ชุมชนสามารถวางแผนและเลือกชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ ได้สอดคล้องกับบริบทปัญหาจริง ตลอดจนพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการใช้ข้อมูลสารสนเทศขับเคลื่อนระบบสุขภาพในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน 

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาพที่แท้จริงต้องมุ่งเน้นที่การป้องกันและตัดต้นตอพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งสุรา บุหรี่ ภาวะอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นปัจจัยปูทางไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

จากประสบการณ์ตรงในฐานะแพทย์ที่เคยรักษาผู้ป่วยวัยเพียง 40–43 ปี ซึ่งต้องเสียชีวิตหรือกลายเป็นผู้พิการก่อนวัยอันควรจากการดื่มสุราและสูบบุหรี่อย่างหนัก ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การเตือนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นรายบุคคลแทบไม่ส่งผลสำเร็จ เนื่องจากพฤติกรรมเสี่ยงของคนถูกหล่อหลอมและสั่งสมมาจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ดังนั้นพลังในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพที่แท้จริงจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงคำแนะนำของหมอในโรงพยาบาล แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและพลังการขับเคลื่อนร่วมกันของคนในชุมชนท้องถิ่น

"การเตือนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นรายบุคคลโดยแพทย์ในโรงพยาบาลมีผลน้อยมาก แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน ท้องถิ่น และโรงพยาบาล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและมาตรการทางสังคมในการเปลี่ยนพฤติกรรมยกกลุ่ม โดยนำข้อมูลสถิติการตายมาคืนให้กับท้องถิ่นและชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริงได้นำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นพ.พงศ์เทพยังเน้นย้ำว่า ผู้ที่จะใช้ข้อมูลได้ดีที่สุดคือ "ท้องถิ่นและชุมชน" เพราะเป็นเจ้าของข้อมูลเอง และการจะสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดผลจริงต้องนำข้อมูลสถิติการตายและความพิการมาผนวกกับ "เรื่องเล่า" หรือรายละเอียดของกรณีต่างๆ ควบคู่กับพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อให้เห็นภาพเป็นบทเรียนที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงตัวเลข โดยโครงการนี้ตั้งเป้าขับเคลื่อนใน 2,000 ชุมชนทั่วประเทศ และเริ่มต้นก้าวสำคัญด้วย 22 ท้องถิ่น 57  ชุมชนนำร่อง เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น พร้อมย้ำว่างานนี้ทำเพื่อคนในชุมชนเองที่จะได้รับประโยชน์จากสุขภาพที่ดีขึ้น

ทางด้าน นพ.พินิจ ฟ้าอำนวยผล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ได้สะท้อนข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในชุมชนว่า คนไทยมักไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนกว่าจะเห็นผลลัพธ์สุดท้ายอย่างการเสียชีวิต ตรงกับสุภาษิตที่ว่า "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา" แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีใครเชื่อมโยงเหตุแห่งความตายกับพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ตาย เช่น สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่เมื่อมีคนเสียชีวิตเกิดขึ้นจริงในชุมชน ชุมชนกลับขาดการซึมซับและเรียนรู้ว่าการตายนั้นมาจากพฤติกรรมเสี่ยงใด หากเรานำข้อมูลสถิติการตายและข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงมาวิเคราะห์ร่วมกัน ชุมชนจะสามารถออกแบบมาตรการป้องกันเชิงรุกได้ตรงจุด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรให้เข้าใกล้ศูนย์ จากระบบข้อมูลสถิติการตาย พบรูปแบบสาเหตุการเสียชีวิตที่ชัดเจนตามช่วงวัย เช่น กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี มักเอาความสนุกเป็นหลัก จึงขาดความกังวลเรื่องความตาย สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ คือ อุบัติเหตุจากการขนส่ง โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ การทำร้ายตัวเอง และการถูกทำร้าย ซึ่งอุบัติเหตุมักเกิดบนถนนรองใกล้บ้านจากการขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย และดื่มแล้วขับ ส่วนกลุ่มวัยทำงานและผู้ใหญ่ อายุ 30-59 ปี สาเหตุการเสียชีวิตหลักเปลี่ยนเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งตับ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมสะสม เช่น สุรา บุหรี่ ภาวะอ้วน และคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีในระบบข้อมูลในเว็บไซต์ hiso.or.th ซึ่งมีการจำแนกสาเหตุการตายอย่างละเอียดถึง 91 สาเหตุ ทำให้แต่ละตำบลสามารถวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ของตนเองได้

"ข้อมูลก็เป็นส่วนหนึ่ง เหมือนกับบอก fact ที่มีอยู่ แต่สิ่งที่ต้องทำมากกว่านั้นคือต้องใช้วิธีการทางจิตวิทยา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกกลัวตายไปสู่ความคิดของคนในชุมชน แล้วนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ในที่สุด" นพ.พินิจ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร นักวิจัยสมรรถนะสูง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้บรรยายถึงแนวทางการนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนงานระดับพื้นที่ว่า การทำงานเพื่อลดการตายและเพิ่มอายุยืนยาวต้องเป็นไปในรูปแบบบูรณาการร่วมกัน 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว หมู่บ้าน ไปจนถึงหน่วยงานองค์กรในพื้นที่ โดยใช้ "ข้อมูลการตาย" เป็นตัวตั้ง ร่วมกับข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงจากระบบข้อมูลตำบล หรือ TCNAP ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และข้อมูลจากผู้นำชุมชน อสม. 

"คนทำงานในระดับพื้นที่ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่ต้องทำงานแบบ 'ร่วมด้วยช่วยกัน' เพื่อเชื่อมประสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน โดยใช้ข้อมูลการตายเป็นตัวตั้งในการบอกปัญหา แล้วย้อนกลับไปดูพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยง เพื่อนำมาวิเคราะห์และเติมเต็มแพ็คเกจงานให้ครอบคลุมก่อนบรรจุลงในแผนท้องถิ่น" รศ.ดร.ขนิษฐา กล่าว

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.ขนิษฐา ได้อธิบายกระบวนการนำข้อมูลไปใช้ขับเคลื่อนงานว่า ให้เริ่มจากการดึงข้อมูลการตายย้อนหลังและข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงในระดับหมู่บ้านและตำบลมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากระบบตำบลและภาคีในพื้นที่ เพื่อระบุกลุ่มประชากรเป้าหมายให้ชัดเจน จากนั้นให้นำมาเทียบเคียงกับงานเดิมที่ทำอยู่ หากพบว่ายังมีช่องโหว่หรือไม่ตอบโจทย์ ชุมชนสามารถขอรับการสนับสนุน "ชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ" จากศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ซึ่งมีถึง 20 เล่ม ครอบคลุม 11 กลุ่มประชากร และ 9 ประเด็นปัญหาเพื่อนำไปออกแบบและเติมเต็มงานใหม่ได้

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ขนิษฐา ได้เน้นย้ำขั้นตอนสำคัญว่า หลังจากได้แนวทางแล้ว ผู้เข้าร่วมต้องนำกลับไปหารือกับทีมงาน ผู้บริหารท้องถิ่น และกลไกขับเคลื่อนเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้บรรจุเข้าสู่แผนข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือแผนพัฒนาพื้นที่ระยะ 5 ปี เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป


วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมถือศีล อิ่มบุญ อิ่มใจ ละเว้นเนื้อสัตว์ ในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 สักการะหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเป็นสิริมงคล รับบริการอาหารเจฟรี พร้อมร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมถือศีล อิ่มบุญ อิ่มใจ ละเว้นเนื้อสัตว์ ในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 สักการะหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเป็นสิริมงคล รับบริการอาหารเจฟรี พร้อมร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

ระหว่างวันที่ 9 - 19 ตุลาคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์และสาธุชนทุกท่าน ร่วมถือศีล อิ่มบุญ อิ่มใจ ละเว้นเนื้อสัตว์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อความเป็นสิริมงคล ทำบุญประทีปโคมไฟ (เต็งลั้ง) ถวายหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเจริญรุ่งเรือง และในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 ขอเชิญร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมขอพรหลวงปู่ไต้ฮง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลเจ้าฯ คุ้มครองตนเองและครอบครัวแคล้วคลาดปลอดภัย ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ



ระหว่างวันที่ 9 - 18 ตุลาคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีบริการอาหารเจ [บรรจุใส่ถุง] แก่ประชาชนฟรี วันละ 2 มื้อ (มื้อเช้า และ กลางวัน) โดยเริ่มบริการตั้งแต่มื้อกลางวันของวันที่ 9 ตุลาคม ณ บริเวณทางเข้าสำนักงานมูลนิธิฯ ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ขอความกรุณาประชาชนผู้เข้ารับบริการอาหารเจนำถุงหิ้ว/ถุงผ้ามาบรรจุอาหารด้วยทุกครั้ง

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 8 – 19 ตุลาคม 2659 ขอเชิญชวนประชาชนชมอุปรากรจีน (งิ้ว) ที่คณะลูกศิษย์หลวงปู่ไต้ฮงจัดถวายรวม 12 คืน ณ บริเวณฝั่งสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ


และในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากเทพเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง จึงขอเชิญชวนสาธุชน ร่วมพิธีในวันและเวลาดังกล่าว [ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์เข้าร่วมพิธี โปรดตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าร่วมพิธี] 

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป

.

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

กรมพัฒน์ เปิดตัวเลขศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนกว่า 16,000 คน จากอุทกภัย

 กรมพัฒน์ เปิดตัวเลขศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนกว่า 16,000 คน จากอุทกภัย

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้รับมอบหมายจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จัดตั้งศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” จำนวน 89 แห่ง ครอบคลุม 30 จังหวัด โดยร่วมมือกับเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน ระดมเจ้าหน้าที่ วิทยากร ครูฝึก ผู้เข้ารับการฝึกอบรม และจิตอาสา ให้บริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ และเครื่องมือทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งมีประชาชนได้รับการบรรเทาความเดือดร้อนแล้วจำนวน 16,355 คน รถจักรยานยนต์ได้รับการซ่อมแซมจำนวน 3,904 คัน รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือการเกษตรอีก 4,065 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569)




“กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาก จึงมีประชาชนเข้ารับความช่วยเหลือมากที่สุด สำหรับจังหวัดอื่น ๆ เช่น นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม ฉะเชิงเทรา ระยอง อ่างทอง ลพบุรี ก็มีประชาชนเข้ามารับบริการที่ศูนย์ฯ เป็นจำนวนมากเช่นกัน ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนและจิตอาสาทุกท่านที่เสียสละแรงกายแรงใจร่วมมือกันบรรเทาความเดือดร้อน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สิน ซึ่งนับเป็นกำลังใจสำคัญให้พี่น้องประชาชนสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว




ทั้งนี้ ประชาชนที่ต้องการนำยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายมารับบริการซ่อมแซม สามารถตรวจสอบจุดที่ตั้งศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” ได้ที่ Facebook แฟนเพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, เว็บไซต์ https://eit.dsd.go.th/rep หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. เปิดมุมมอง SMR กับโจทย์พลังงานไทย ชี้ “ความมั่นคง” ต้องเดินคู่ “ความปลอดภัย” สู่เป้าหมาย Net Zero

 ปรมาณูเพื่อสันติ  กระทรวง อว. เปิดมุมมอง SMR กับโจทย์พลังงานไทย ชี้ “ความมั่นคง” ต้องเดินคู่ “ความปลอดภัย” สู่เป้าหมาย Net Zero

วันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวที Green Talk หัวข้อ “SMR กับอนาคตพลังงานไทย: บทบาทของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กต่อความมั่นคงทางพลังงานและเป้าหมาย Net Zero” ณ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด (สำนักงานใหญ่) กรุงเทพฯ โดยร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทางพลังงานนิวเคลียร์ของไทย ท่ามกลางโจทย์สำคัญของประเทศทั้งด้าน ความมั่นคงทางพลังงานและการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero โดยมีนายชวนินทร์ เพชรเกตุ ที่ปรึกษา ฝ่ายวิศวกรรม บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้ดำเนินรายการ

การร่วมเวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ ปส. ในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการกำกับดูแลการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และรังสี โดยมี “ความปลอดภัย” เป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พร้อมมองการพัฒนาพลังงานอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็น SMR ที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะเทคโนโลยีทางเลือก พลังงานสะอาดสำหรับอนาคต ที่จำเป็นต้องมองอย่างรอบด้านตลอดวงจร ตั้งแต่เทคโนโลยี ความปลอดภัย การกำกับดูแล ไปจนถึงการจัดการกากกัมมันตรังสี เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์เป็นไปอย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมไทย SMR เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกการตัดสินใจด้านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของอนาคตคนไทย ปส. จึงมุ่งสร้างความมั่นใจว่า หากประเทศไทยก้าวสู่พลังงานนิวเคลียร์เพื่อเดินหน้าสู่ Net Zero ความปลอดภัยของประชาชน สิ่งแวดล้อม และคนรุ่นต่อไป จะต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน


ในการจัดงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทเชิงรุกของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานในอนาคต บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่างรอบด้าน โดยยึดหลักการบริหารจัดการที่รัดกุม ซึ่งการนำเทคโนโลยี SMR มาพิจารณานั้น เชฟรอนและผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องว่า “ความปลอดภัย” ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ครอบคลุมตั้งแต่วงจรเทคโนโลยี มาตรฐานการกำกับดูแล ไปจนถึงการจัดการกากกัมมันตรังสีอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบ

โดย เชฟรอนเชื่อมั่นว่า การขับเคลื่อนองค์กรและประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่คือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ที่ต้องทำอย่างสมดุล ทั้งในแง่ของการลดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน การเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่าง ปส. ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญของเชฟรอนในการร่วมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกก้าวของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย จะเกิดประโยชน์สูงสุด ปลอดภัยต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป


วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

วว. ชวนผู้ประกอบการ เปลี่ยน "ไอเดียอาหาร" สู่ "ผลิตภัณฑ์จริง" กับโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร FISP

 วว. ชวนผู้ประกอบการ เปลี่ยน "ไอเดียอาหาร" สู่ "ผลิตภัณฑ์จริง" กับโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร  FISP 

ข่าวดี! สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่มีไอเดียสร้างสรรค์  โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (FISP) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับอนุญาตขยายขอบเขตการผลิตครอบคลุมผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีหลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นชา-กาแฟพร้อมดื่ม เครื่องดื่มในภาชนะปิดสนิท ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาหารที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ อาหารในภาชนะปิดสนิท ตลอดจนอาหารทั่วไปอย่างน้ำตาลและไซรัป ด้วยมาตรฐานการผลิตระดับสากลและระดับมืออาชีพ





การขยายขอบเขตการผลิตของ FISP วว. จะช่วยปลดล็อกให้ผู้ประกอบการและผู้มีไอเดีย เปลี่ยนแนวคิดให้เป็น "ผลิตภัณฑ์จริง" ได้อย่างครบวงจรครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพ ซึ่งช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดภาระการลงทุนตั้งโรงงาน และขับเคลื่อนสินค้าไทยให้เติบโตสู่ตลาดได้อย่างมั่นใจและเป็นรูปธรรม






#FISP #วว #โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร #พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร #ทดลองผลิตอาหาร

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย


UniGrow และพันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย

UniGrow และพันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย UniGrow มุ่งมั่นสู่พันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่ว...