วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

TRT คว้าออเดอร์ กฟน. 760 ล้าน เสริมพอร์ตงานทุ่ม 126 ล้านบาท ลุยลงทุนขยายโรงงาน คาดรายได้ปี 69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 TRT คว้าออเดอร์ กฟน. 760 ล้าน เสริมพอร์ตงานทุ่ม 126 ล้านบาท ลุยลงทุนขยายโรงงาน คาดรายได้ปี 69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์ระบบไฟฟ้ากำลังของไทย เดินหน้าขยายธุรกิจรับกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หลังคว้างานจัดหาหม้อแปลงไฟฟ้าจาก การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มูลค่ารวมประมาณ 760 ล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งของงานในมือ (Backlog) เพิ่มเป็น 2,230 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลงทุนขยายกำลังการผลิตกว่า 126 ล้านบาท รองรับดีมานด์หม้อแปลงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศและต่างประเทศ โดยบริษัทคาดว่ารายได้ปี 2569 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับคำสั่งซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายชนิด Completely Self-Protected Type (CSP) แรงดัน 24 กิโลโวลต์ แบบ 3 เฟส 4 สาย ขนาด 150 กิโลโวลต์แอมแปร์ จากการไฟฟ้านครหลวง จำนวน 750 ชุด มูลค่า 565.36 ล้านบาท กำหนดส่งมอบภายในไตรมาส 2 ปี 2569

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มเติมสำหรับหม้อแปลงชนิดเดียวกันอีก 259 ชุด มูลค่า 195.24 ล้านบาท ส่งผลให้ TRT ได้รับงานจาก กฟน. รวม 1,009 ชุด มูลค่ารวมประมาณ 760 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

การได้รับคำสั่งซื้อดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะการขยายตัวของโครงข่ายไฟฟ้าในเขตเมืองและปริมณฑล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง



นายสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน บริษัทได้เดินหน้าเสริมศักยภาพธุรกิจในระยะยาว โดยเข้าซื้อ ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่กว่า 9 ไร่ มูลค่าการลงทุนรวม 126.49 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายพื้นที่ผลิตและระบบจัดเก็บฉนวนหม้อแปลงไฟฟ้า

ซึ่งโครงการดังกล่าวใช้แหล่งเงินทุนจากเงินกู้ระยะยาวจากธนาคารกรุงเทพจำนวน 90 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทสำหรับส่วนที่เหลือ โดยการลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสายการผลิต โลจิสติกส์ และรองรับคำสั่งซื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต


“บริษัทมองว่า การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ TRT เพื่อรองรับโอกาสจากการเติบโตของตลาดหม้อแปลงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง” นายสัมพันธ์ กล่าว และกล่าวอีกว่า 


ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท TRT มี Backlog ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีมูลค่างานในมือรวมประมาณ 2,230 ล้านบาท แบ่งเป็น โดยแบ่งเป็นธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) มูลค่า 2,021 ล้านบาท ซึ่งจะส่งมอบในปี 2569 จำนวน 2,008 ล้านบาท ส่งมอบในปี 2570 จำนวน 13 ล้านบาท ขณะที่ กลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่หม้อแปลง (Non-Transformer) เช่น งานโครงสร้างเหล็ก รถกระเช้า และงานบริการบำรุงรักษา มี Backlog ประมาณ 209 ล้านบาท 


“โดยโครงสร้างรายได้ของ TRT ยังคงมาจากธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นหลัก โดยคาดว่าในปี 2569 สัดส่วนรายได้จะมาจากหม้อแปลงไฟฟ้าประมาณ 91% และธุรกิจอื่น ๆ อีก 9%”


ในด้านโอกาสทางธุรกิจ บริษัทมีมูลค่างานที่อยู่ระหว่างเสนอราคา (Bids & Quotations in Process) ณ สิ้นปี 2568 รวมกว่า 13,363 ล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มหม้อแปลงไฟฟ้า มูลค่าประมาณ 10,765 ล้านบาท จากลูกค้าหลัก เช่น การไฟฟ้านครหลวง (MEA), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), ลูกค้าเอกชนในประเทศ และตลาดส่งออก และกลุ่มธุรกิจ Non-Transformer มูลค่าประมาณ 2,598 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าอัตราการได้งาน (Success Rate) จะอยู่ในระดับ 20–25%

 “สำหรับทิศทางธุรกิจปี 2569 บริษัทคาดว่ารายได้จากธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าจะเติบโตประมาณ 72% จากปี 2568 จากการรับรู้รายได้ของงานในมือที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายตลาดในต่างประเทศ ในขณะที่ธุรกิจ Non-Transformer คาดว่ารายได้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับโครงสร้างบางธุรกิจ แต่ยังคงมีบทบาทสนับสนุนรายได้ของกลุ่มบริษัท” นายสัมพันธ์ กล่าว


และบริษัทตั้งเป้ารักษา อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 18–20% ผ่านการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง


สำหรับแนวโน้มการลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกกำลังเร่งตัว โดยเฉพาะการพัฒนา Smart Grid, การขยายระบบพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และการเติบโตของ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้ความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


“TRT มุ่งเน้นการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและนวัตกรรม เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคต” นายสัมพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย


###

*ศิษย์เก่า วปอ.57 - ซินโครตรอนเดินหน้าเสริมสมรรถนะแพทย์ทหารต่อเนื่อง​ ส่งมอบสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนให้ รพ.ค่ายสุรนารี ปกป้องกำลังพลชายแดน*

  *ศิษย์เก่า วปอ.57 - ซินโครตรอนเดินหน้าเสริมสมรรถนะแพทย์ทหารต่อเนื่อง​ ส่งมอบสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนให้ รพ.ค่ายสุรนารี ปกป้องกำลังพลชายแดน*

คณะศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 57 และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเสริมสมรรถนะแพทย์ทหารอย่างต่อเนื่อง ส่งมอบสายรัดห้ามเลือดให้แก่โรงพยาบาลค่ายสุรนารีจำนวน 1,000 ชิ้น หลังประสบความสำเร็จในการพัฒนาและทดสอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้ในราชการภาคสนามสำหรับปฐมพยาบาลและช่วยเหลือกำลังพลชายแดนที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 


นครราชสีมา - คณะศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 57 และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ผลิตและส่งมอบรายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนหรือทูนิเก้ (Combat Application Tourniquet: CAT) จำนวน 1,000 ชิ้น ให้แก่ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ณ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี โดยมี นายศศิศ มนต์เสรีนุสรณ์ ประธานรุ่น วปอ.57 เป็นประธานในพิธีมอบ 

นายศศิศ มนต์เสรีนุสรณ์ ประธานรุ่น วปอ.57 กล่าวว่า “คณะศิษย์เก่า วปอ. 57 ได้บริจาคเงินในการผลิตห้ามเลือดแบบก้านหมุนนี้ ซึ่งเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากหลายภาคส่วน โดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้พัฒนาให้สามารถผลิตสายรัดห้ามเลือดได้ในราคาที่ประหยัดลง แต่มีคุณภาพดีเทียบเท่าสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ ผลิตได้ในเมืองไทย ทำให้ผลิตได้มากขึ้น สามารถรักษาชีวิตกำลังพลได้มากขึ้น ส่วนโรงพยาบาลค่ายสุรนารีได้ให้การรักษาพยาบาลทางการแพทย์ในภาวะเสี่ยงอันตรายด้วยความเสียสละและกล้าหาญ และขอขอบคุณ พล.อ.สุรศักดิ์ ถนัดศีลธรรม อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี และศิษย์เก่า วปอ.รุ่น 57 ที่จุดประกายให้เกิดโครงการสนับสนุนการผลิตสายรัดห้ามเลือดนี้”


“ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบคณะศิย์เก่า วปอ.57 ได้หารือกัน และตระหนักถึงความเสียสละของน้องๆ ทหารแนวหน้าที่ปกป้องอธิปไตยให้แนวหลังอยู่อย่างสงบปลอดภัย โครงการสนับสนุนการผลิตสายรัดห้ามเลือดนี้จะเป็นสิ่งที่แนวหลังได้ตอบแทนการเสียสละของแนวหน้า เรายึดหลักการว่าจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราหวังว่าสายรัดห้ามเลือดที่มอบให้แก่น้องๆ ทหารจะไม่ถูกหยิบออกมาใช้ เพราะนั่นหมายความว่าท่านปลอดภัย แต่ถ้าถูกหยิบออกมาใช้ก็ขอให้ท่านได้กลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รักอย่างปลอดภัย” ประธานรุ่น วปอ.57 กล่าว  


พันเอก รัฐสรรค์ ภูวนาถวรกิตติ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี กล่าวว่า  “สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนที่ได้รับมาในครั้งนี้ หน่วยสายการแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จะนำไปใช้ประโยชน์การสนับสนุนกองกำลังสุรนารีในภารกิจป้องกันประเทศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยโรงพยาบาลค่ายสุรนารีจะเป็นแม่ข่ายในการแจกจ่ายให้แก่กำลังพลเพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน” 

นายสำเริง ด้วงนิล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนที่มอบให้แก่โรงพยาบาลค่ายในครั้งนี้ เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สถาบันฯ และโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ร่วมกันพัฒนาและทดสอบจนประสบความสำเร็จในการนำไปใช้ในราชการภาคสนามของกองทัพภาคที่ 2 แต่สถานการณ์ด้านความมั่นคงและการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์นี้ให้เพียงพอและต่อเนื่อง คณะศิษย์เก่า วปอ.57 จึงสนับสนุนงบประมาณ โดยสถาบันฯ รับผิดชอบในการจัดทำสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนนี้” 




สำหรับสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนนี้เป็นอุปกรณ์สำคัญทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ที่ใช้เพื่อควบคุมภาวะเลือดออกรุนแรงจากบาดแผลที่แขนหรือขา ซึ่งไม่สามารถหยุดเลือดได้ด้วยวิธีกดแผลโดยตรง ซึ่งแถบที่กว้างของสายรัดจะกระจายแรงกดและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด จึงมีประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่าวัสดุชั่วคราว อาทิ เชือก หรือผ้าแคบ ซึ่งการพัฒนาสายรัดห้ามเลือดนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนเพื่อความมั่นคงของประเทศ


วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง

 วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง

วันที่ 12 มีนาคม 2569 – โครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการอบรมหลักสูตร "เสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (RUSH)" ระยะที่ 2 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและขยายผลงานวิจัยให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ของแต่ละภูมิภาค พร้อมทั้งสนับสนุนการผลักดันข้อเสนอโครงการที่มีศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการอบรมหลักสูตร RUSH ว่า “โครงการนี้ถือเป็นความริเริ่มอันดีของ วช. ที่ต้องการเห็นบุคลากรในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีเครือข่ายที่เข้มแข็งและได้รับการเสริมศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีแรก สำหรับในระยะที่ 2 เราได้ยกระดับการดำเนินงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง ท้ายที่สุดนี้ จากความสำเร็จในระยะแรกที่นักวิจัยสามารถยื่นขอรับทุนสนับสนุนในลักษณะงานวิจัยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย ทำให้เรามั่นใจว่าเครือข่ายที่เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ขึ้นในปีนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความพยายาม ความหวัง และความห่วงใย จะนำพาทุกท่านไปสู่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ตลอดจนร่วมกันยกระดับการพัฒนาประเทศไปสู่อีกขั้นหนึ่ง

การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี ดร.เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ร่วมกล่าวแสดงความยินดี 

โดยระบุว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องเข้าใจตนเองและเข้าใจโลกไปพร้อมกัน เรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลึกซึ้ง และมีทุนทางสังคมที่ทรงคุณค่า ทว่าการจะนำทุนเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยที่เข้าใจทั้งทฤษฎีและสภาพความเป็นจริง สามารถทำงานบูรณาการร่วมกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรด้านมนุษยธรรมได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสามารถสื่อสารองค์ความรู้เหล่านั้นให้ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนเข้าใจ ตลอดจนนำไปปฏิบัติได้จริง ผมขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าอบรมทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมหลักสูตรนี้ ท่านคือกำลังสำคัญของชาติทั้งในมิติขององค์ความรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวลา 3 วันหลังจากนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือ ที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ทางวิชาการ แต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นที่พึ่งพิงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางได้อย่างแท้จริง


นอกจากนี้ คุณแก้วเกศร์ ถาวรพันธ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ได้ร่วมกล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า “การอบรมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นเป้าหมายในการร่วมกันผลักดันการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม หลายคนมักตั้งคำถามว่า งานวิจัยที่ดีนั้นอยู่ที่ไหน อาจจะอยู่ในห้องสมุดหรืออยู่บนหิ้ง ความท้าทายที่สำคัญคือ เราจะนำงานวิจัยที่ดีเหล่านั้นลงจากหิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ดิฉันขอชื่นชมหลักสูตรนี้ที่มีความมุ่งมั่นในการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายสาธารณะ ด้านสังคมและชุมชน หรือด้านพาณิชย์ก็ตาม สำหรับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสนับสนุนงานของวุฒิสภา ทั้งด้านการประชุม ด้านกฎหมาย และด้านวิชาการ เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ จึงได้สนับสนุนให้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลงานทางวิชาการและงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป”


พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในบริบทไทย: จากรากฐานตะวันตกสู่การสร้างสรรค์ทฤษฎีของเราเอง” 

โดยระบุว่า “เราจะต้องสร้างสังคมศาสตร์ของเราให้เป็นสังคมศาสตร์อีกรูปแบบหนึ่งที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เป็นการศึกษาที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบชาติตะวันตกทั้งหมด แต่เป็นการเรียนรู้จากตะวันตกโดยไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจ พร้อมทั้งนำมาประยุกต์ให้เป็นแม่แบบสำหรับประเทศที่มีบริบทหรือต้นทุนทางสังคมคล้ายคลึงกับไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม แม้กระทั่งในเรื่องของการทูต สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างแนวทางการทูตแบบไทยขึ้นมา เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งวิถีทาง (Approach) ที่น่าสนใจ อาจไม่ใช่รูปแบบประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ในความหมายเดิมเสียทีเดียว แต่เป็นการรวมตัวกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างของใคร ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ในปัจจุบัน มักถูกมองว่าเป็นความเป็นสากล (Universal Science) แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ความเป็นสากลเสมอไป ทว่าขึ้นอยู่กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสามารถในการสร้างสรรค์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ของแต่ละพื้นที่มากกว่า

สำหรับการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มีกำหนดจัดการอบรมทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยการอบรมในครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศได้เข้าร่วม ตลอดระยะเวลาการอบรมรูปแบบผสมผสานทั้ง Online และ On-site รวม 4 วัน ผู้เข้าอบรมจะได้รับการบ่มเพาะความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ ผ่านการฝึกปฏิบัติการ (Workshop) และการให้คำปรึกษา (Coaching) อย่างครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด หลังจากนั้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้พัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีความสมบูรณ์ โดยทางโครงการฯ จะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้มีการนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายต่อผู้เชี่ยวชาญในลำดับต่อไป


วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

*ศน. เดินหน้าบวชภาคฤดูร้อน ปี 2569 ชวนเยาวชนทั่วไทย “บวชเรียน เปลี่ยนชีวิต”* *ถวายพระราชกุศล*

  *ศน. เดินหน้าบวชภาคฤดูร้อน ปี 2569 ชวนเยาวชนทั่วไทย “บวชเรียน เปลี่ยนชีวิต”* *ถวายพระราชกุศล*


กรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณร และบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน พร้อมชูแนวคิด 



“บวชเรียนเปลี่ยนชีวิต” มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เด็กและเยาวชนไทย

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า ศน. จัดโครงการบวชภาคฤดูร้อนต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี และได้รับความสนใจจากครอบครัวทั่วประเทศอย่างล้นหลาม ซึ่งในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 150,000 คน ซึ่งสะท้อนพลังศรัทธาและความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อการใช้ “หลักธรรม” เป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชน โดยหลักสูตรอบรมระยะสั้น 15 วัน ดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม เน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ พุทธประวัติ ศาสนพิธี วินัยสงฆ์ การเทศนา และการภาวนา โดยมีพระธรรมวิทยากรถ่ายทอดความรู้ควบคู่การฝึกวินัยและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำหลักธรรมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน







สำหรับปี 2569 กรมการศาสนาได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ และได้รับความเมตตาอนุเคราะห์

จากมหาเถรสมาคมโดยมีมติให้วัดที่มีความพร้อมทั่วประเทศจัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบท และบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ มีความรู้ประสบการณ์จากการบวชมาพัฒนาตนเอง







ด้านคุณธรรม วินัย และการมีจิตสาธารณะ ในส่วนกลาง กรมการศาสนาร่วมกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ในวันพุธที่ 1 เมษายน 2569 เวลา13.30 น. 





ทั้งนี้ ผู้ปกครองที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 222 7831 และ 092 582 4164 ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569 นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับวัด จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ วัดนาคปรก วัดกก วัดทอง วัดเรืองยศสุทธาราม วัดเลียบราษฎร์บำรุง วัดสะพาน วัดศรีบุญเรือง วัดภคินีนาถ และวัดบรมสถล จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทและบวชเนกขัมมจาริณี




ส่วนภูมิภาค ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและวัดในพื้นที่จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีระดับภาค จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดกิจกรรม ในวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ณ วัดพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม  ภาคเหนือ จัดกิจกรรมในวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569 ณ วัดพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  ภาคกลาง จัดกิจกรรมในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ณ วัดลาดเป้ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม และภาคใต้ จัดกิจกรรมในวันจันทร์

ที่ 6 เมษายน 2569 ณ วัดไทรงาม อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา และยังได้สนับสนุนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอีก 72 จังหวัด ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวด้วย 


นายชัยพล สุขเอี่ยม กล่าวเพิ่มเติมว่า การบวชในพระพุทธศาสนา ถือเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดมาอย่างยาวนานในสังคมไทย โดยเฉพาะการบวชของบุตรหลานซึ่งถือเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี เป็นการทดแทนพระคุณพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ตลอดจนบูชาครูอาจารย์ ผู้ที่ได้เข้ามาอุปการะเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนให้เติบโตเป็นคนดีของสังคม การได้เข้ามาบวชเรียนแม้เพียงระยะเวลาหนึ่ง นอกจากจะได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ฝึกฝนตนเองให้มีระเบียบวินัย มีสติ และรู้จักการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย รู้จักความพอเพียง การอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบแบบแผน และการเคารพกฎกติกาของสังคม อันเป็นการหล่อหลอมให้เกิดความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม

นอกจากนี้ การบวชยังเป็นเวทีสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน ทั้งด้านความกตัญญู ความมีวินัย ความอดทน และการเสียสละ ซึ่งเป็นคุณลักษณะพื้นฐานของการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยสืบสานพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป เมื่อเยาวชนได้ผ่านประสบการณ์การบวชเรียนแล้ว ย่อมสามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต การศึกษา และการทำงานในอนาคต อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และสังคมไทยให้มีความเข้มแข็ง โครงการบวชภาคฤดูร้อนของกรมการศาสนา ไม่เพียงเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย แต่ยังเป็นเวทีสร้าง “พลังใจรุ่นใหม่” ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ พร้อมร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยบนพื้นฐานของคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างยั่งยืน ///

TRT คว้าออเดอร์ กฟน. 760 ล้าน เสริมพอร์ตงานทุ่ม 126 ล้านบาท ลุยลงทุนขยายโรงงาน คาดรายได้ปี 69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

  TRT คว้าออเดอร์ กฟน. 760 ล้าน เสริมพอร์ตงานทุ่ม 126 ล้านบาท ลุยลงทุนขยายโรงงาน คาดรายได้ปี 69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ บริษัท ถิรไทย จำกัด (...