วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

DITP ขยับหมากเศรษฐกิจ - การค้า หนุนปั้นผู้ส่งออก 3 ธุรกิจศักยภาพสูง ‘อาหาร–ศิลปะ–ไลฟ์สไตล์ไทย’ สร้างแต้มต่อใหม่ พร้อมหนุนเพิ่มดีมานด์ในตลาดโลก

 DITP ขยับหมากเศรษฐกิจ - การค้า หนุนปั้นผู้ส่งออก 3 ธุรกิจศักยภาพสูง ‘อาหาร–ศิลปะ–ไลฟ์สไตล์ไทย’ สร้างแต้มต่อใหม่ พร้อมหนุนเพิ่มดีมานด์ในตลาดโลก

ชูแคมเปญเรือธง THINK THAILAND : NEXT LEVEL ปิดการขายตลาดต่างประเทศ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้กล่าวถึงบทบาทในการผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทย ผ่านแคมเปญ THINK THAILAND: Next Level โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2567 เพื่อเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม ไปจนถึงการหาคู่ค้าและปิดการขาย เสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยในทุกมิติ ทั้งด้านการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดโลก การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การวางกลยุทธ์การตลาด การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่โดดเด่น ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ในต่างประเทศ ถือเป็นแคมเปญเชิงยุทธศาสตร์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ด้วยการทำงานขับเคลื่อนกลไกยกระดับความสามารถแข่งขันของสินค้าและบริการไทย ใน 3 มิติที่ทำงานพร้อมกัน คือ ด้านภาพลักษณ์ประเทศ บ่มเพาะความพร้อมผู้ประกอบการ ไปสู่การปิดการขายในตลาดต่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

กลไกสำคัญของ DITP ในการขยายตลาดภายใต้แคมเปญนี้ เริ่มตั้งแต่แนวคิด Thai to Global, From Local Value to Global Vision การชูจุดเด่นสินค้าไทย เล่าประเทศไทยในเวอร์ชันใหม่ จากภาพจำแบบดั้งเดิมไปสู่ความร่วมสมัย สร้างสรรค์ และมีเรื่องเล่า ภายใต้ THINK THAILAND : NEXT LEVEL ได้มีการกำหนดกรอบการสื่อสารสินค้าและบริการไทยให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้การ ประชาสัมพันธ์และการผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน โดยแบ่งสินค้าและบริการออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ Food & Fruit (อาหารและผลไม้ไทย) Art & Fashion (ศิลปะและแฟชั่น) และ Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพ งานสร้างสรรค์และงานออกแบบที่ต่อยอดทุนวัฒนธรรม ไปจนถึงสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่

“ในกลุ่มสินค้า Food & Fruit มุ่งยกระดับการนำเสนอวัตถุดิบ อาหาร และผลไม้ไทยให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ผ่านการชูจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะแหล่งกำเนิดวัตถุดิบคุณภาพ สู่รสชาติที่มีเอกลักษณ์ และต่อยอดด้วยนวัตกรรมอาหาร ด้วยการผลักดันผู้ประกอบการด้านวัตถุดิบและอาหารไทย อาทิ โครงการ “Thai Food Thai Farm” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอาหารไทย ยกระดับสินค้าด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงตลาดโลก ที่มีทั้งการบรรยายให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมเวิร์กชอป ตลอดจนการรับรองตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อรับรองร้านอาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่สะท้อนรสชาติไทยแท้ ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายร้านและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองในหลายประเทศทั่วโลก

ขณะที่ กลุ่มสินค้า Art & Fashion การผลักดันทุนทางวัฒนธรรม งานออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ของไทยให้เป็นสากล ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งงานศิลปกรรมและหัตถศิลป์ที่มีรากฐานเข้มแข็ง ทั้งงานช่าง 10 หมู่ งานทอผ้า งานเครื่องประดับ และงานฝีมือเชิงช่างต่าง ๆ โดยสนับสนุนให้คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ ควบคู่การพัฒนาแนวคิดและการออกแบบให้ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างของแบรนด์ในตลาดโลก


ส่วนกลุ่มสินค้า Lifestyle เน้นศักยภาพสินค้าและบริการไทยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต สุขภาพ และความงาม สามารถยกระดับเป็น “ประสบการณ์” ที่ได้มาตรฐานสากล สะท้อนรสนิยมและตัวตนของผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการผสานจุดแข็งด้านดีไซน์ คุณภาพ วัสดุท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของไทยเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ สินค้าของตกแต่งบ้าน ของใช้ ของขวัญ งานคราฟต์ หรือผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและความสวยงาม”


นอกจากสินค้าใน 3 หมวดหมู่ข้างต้นแล้ว แนวทางการขับเคลื่อนภายใต้แคมเปญดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์สำคัญของตลาดโลก เพื่อสนับสนุนความเป็น “NEXT LEVEL” อย่างยั่งยืน ได้แก่ Sustainability (สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม), Wellness (สุขภาพกาย–ใจ) และ Aging Consumers (สินค้าและบริการรองรับสังคมสูงวัย) เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม สื่อสารได้ตรงกลุ่ม และแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกอย่างต่อเนื่อง






สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมรับการส่งเสริมจากโครงการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของ DITP สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เว็บไซต์ www.ditp.go.th Facebook: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ DITP LINE Official: @DITP หรือโทร. 1169 และ https://thinkthailand.ditp.go.th/

#####

ขอขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่ข่าวและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ 





“อบต.บาโงย” ขับเคลื่อนทุกมิติ​ รวมพลังสร้างชุมชนปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน

 “อบต.บาโงย” ขับเคลื่อนทุกมิติ​  รวมพลังสร้างชุมชนปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสูบบุหรี่ยังคงเป็นหนึ่งในพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพที่พบได้อย่างต่อเนื่องในชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งมักใช้การสูบบุหรี่เป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดจากการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต ขณะเดียวกัน ยังพบแนวโน้มการเริ่มสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชนบางส่วน อันมีสาเหตุมาจากการได้รับอิทธิพลจากบุคคลใกล้ชิด ทั้งจากสมาชิกในครอบครัวและกลุ่มเพื่อน ส่งผลให้การสูบบุหรี่กลายเป็นพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในบางบริบทของชุมชน

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุถึงสถานการณ์บุหรี่ในปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงน่าห่วงในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นมากในกลุ่มเยาวชน ข้อมูลล่าสุดปี 2567 พบผู้สูบบุหรี่ทุกชนิดอายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณ 9.8 ล้านคน คิดเป็น 16.5% ของประชากร ในขณะที่ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2564 และมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชน 

ที่ตำบลบาโงย อ.รามัน จ.ยะลา ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่มีการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในอัตราส่วนที่สูง ทางองค์การบริหารส่วนตำบลบาโงยจึงเข้าร่วมขับเคลื่อนเป็น “อปท.ปลอดบุหรี่” ร่วมกับเครือข่าย อปท.ทั่วประเทศ ภายในการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. บูรณาการร่วมกันในการช่วยควบคุมการสูบบุหรี่ –บุหรี่ไฟฟ้า ที่เชื่อมร้อยภาคีเครือข่ายในท้องถิ่น

นางสาวต่วนกษมา กุโน กล่าวว่า จากบริบทและสถานการณ์การสูบบุหรี่ในพื้นที่ตำบลบาโงย พบว่าการสูบบุหรี่ยังคงแพร่หลายในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ผู้สูงอายุ วัยทำงาน เยาวชน ไปจนถึงเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น อาชีพกรีดยางพารา ซึ่งมีแนวโน้มการสูบบุหรี่ในระดับสูง สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย ดำเนินโครงการรณรงค์และมาตรการเชิงรุก เพื่อขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งสถานที่ราชการ โรงเรียน และพื้นที่ชุมชน เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่

พื้นที่บาโงยมีกลไกการทำงานและเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง โดยอาศัยพลังการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนในชุมชน และมีการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การดูแลสุขภาพ และการช่วยเหลือผู้ต้องการเลิกบุหรี่

หนึ่งในกลไกสำคัญคือเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งทำหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจ ตรวจสุขภาพ และจัดเก็บข้อมูลผู้สูบบุหรี่ในแต่ละครัวเรือน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และส่งต่อผู้ที่มีความประสงค์เลิกบุหรี่เข้าสู่กระบวนการบำบัดร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) นอกจากนี้ อสม. ยังมีบทบาทสำคัญในการติดตาม ให้คำปรึกษา และทำหน้าที่เป็น “แรงบันดาลใจใกล้บ้าน” ที่ช่วยเสริมกำลังใจให้ผู้ต้องการเลิกบุหรี่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนผู้นำท้องถิ่นและผู้นำท้องที่ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย จัดกิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ผ่านเวทีชุมชนและกิจกรรมระดับตำบล เพื่อสร้างความตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทำหน้าที่ดูแลผู้สูบบุหรี่เข้าสู่กระบวนการบำบัดและติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเลิกบุหรี่

สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลบาโงย ได้ดำเนินโครงการร่วมกับสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยบรรจุไว้ในข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนห่างไกลจากบุหรี่และยาเสพติด ผ่านกิจกรรมอบรมให้ความรู้ โครงการ “เยาวชนต้นแบบปลอดบุหรี่” และการรณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลก รวมถึงการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกและเครือข่าย อปท. ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการควบคุมการบริโภคบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่

“นอกจากนี้ อบต.ยังจัดกิจกรรม “อัลกอร์ (Al-Gore) ทำเป็นประจำทุกวันหลังละหมาด (เวลาประมาณ 15.00–16.00 น.) เพื่อให้ความรู้ทางศาสนาเกี่ยวกับโทษของบุหรี่และยาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานชาย ผลลัพธ์คือปัจจุบัน ไม่มีพนักงานชายคนใดสูบบุหรี่ใน อบต. ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ชัดเจนและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อชุมชน” นางสาวต่วนกษมา กล่าว

อบต.บาโงยจัดกิจกรรม “พบปะยามเช้า” เพื่อเปิดเวทีให้ผู้นำท้องที่และหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกันคิด วางแผน และกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ปลอดบุหรี่ในตำบล โดยผลจากการระดมความคิดเห็นดังกล่าวได้นำไปสู่การจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพชุมชน” ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และถือเป็นข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ในการสร้างสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวต่วนกษมา กล่าวถึงเป้าหมายในการขับเคลื่อนสู่ “ตำบลต้นแบบปลอดบุหรี่” อย่างยั่งยืน โดยมุ่งดำเนินงานใน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดจำนวนผู้สูบบุหรี่เดิมผ่านกระบวนการให้คำปรึกษา การบำบัด และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ควบคู่กับการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน รวมถึงการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สมการใหม่: ลดปัจจัยเสี่ยง + ลดรายจ่าย = ยกระดับสุขภาวะ แนวคิดหลักของการขับเคลื่อนงานชุมชนท้องถิ่นปลอดบุหรี่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเดินรณรงค์ห้ามสูบบุหรี่แบบเดิม ๆ แต่เป็นการมองภาพรวมเชิงระบบ ผ่านมุมมองที่ว่า การลดรายจ่ายจากปัจจัยเสี่ยงหลัก (บุหรี่ สุรา พนัน) คือจุดเริ่มต้นของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ได้ฉายภาพให้เห็นถึง "ระบบนิเวศแห่งการขับเคลื่อนชุมชน" ว่า แกนนำตำบลต้องทำงานเชื่อมโยงกับใครบ้าง ตั้งแต่ ท้องถิ่นที่คอยสนับสนุนนโยบายและงบประมาณ, รพ.สต. ที่ขับเคลื่อนงานป้องกันโรค NCDs, ไปจนถึงหน่วยงานส่งเสริมอาชีพเกษตร หรือพอช. ที่เข้ามาหนุนเสริมรายได้ การทำงานร่วมกันเป็นใยแมงมุมนี้ จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ "สถิติผู้ป่วยลดลง รายจ่ายลดลง และเงินออมเพิ่มมากขึ้น"

ฉะนั้นการขับเคลื่อนพื้นที่ปลอดบุหรี่ของ อบต.บาโงย สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของคนในชุมชนที่ร่วมกันสร้างสังคมสุขภาวะ ผ่านการบูรณาการงานทั้งด้านสุขภาพ ศาสนา การศึกษา และการบริหารท้องถิ่นอย่างมีระบบและต่อเนื่อง จากความตั้งใจของทุกภาคส่วน ทำให้ตำบลบาโงยก้าวสู่การเป็น “ตำบลต้นแบบปลอดบุหรี่” ที่ไม่เพียงลดการสูบบุหรี่ในพื้นที่ แต่ยังสร้างวัฒนธรรมใหม่แห่งสุขภาพที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป


---------------------------------------------

 

เวที “Youth Transformation Conference” จุดประกายพลังเยาวชน สู่การเปลี่ยนแปลงชุมชนอย่างยั่งยืน

 เวที “Youth Transformation Conference” จุดประกายพลังเยาวชน สู่การเปลี่ยนแปลงชุมชนอย่างยั่งยืน

มูลนิธิดรุณาทร จัดงานสัมมนา “ผู้นำสู่การเปลี่ยนแปลง (Youth Transformation Conference)” ณ Horizon Village and Resort จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เปิดพื้นที่ให้เยาวชนกว่า 400 คน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอผลงาน และสร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสังคมจากชุมชนของตนเอง

บรรยากาศของเสียงพูดคุยอย่างครึกครื้น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการนำเสนอผลงานของเยาวชนกว่า 400 คน ภายในโรงแรม Horizon Village and Resort จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เต็มไปด้วยพลังที่กำลังส่งต่อความคิด ความหวัง และความตั้งใจในการขับเคลื่อนชุมชนจากจุดเล็ก ๆ ของตนเอง ด้วยแรงผลักดันที่เชื่อว่า พวกเขาจะไม่เป็นเพียงผู้เฝ้ามองปัญหาสังคมอีกต่อไป แต่กำลังลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

 


งานสัมมนา “ผู้นำสู่การเปลี่ยนแปลง (Youth Transformation Conference)” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิดรุณาทร ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 56 ของการทำงานด้านเด็กและเยาวชน ไม่ได้มุ่งเพียงให้เยาวชนมานั่งฟังการบรรยายเท่านั้น หากแต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้มองเห็นคุณค่าของตัวเอง ในฐานะคนธรรมดาที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชุมชนได้จริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิดรุณาทรทำงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน โดยเชื่อว่าการเติบโตของเยาวชนไม่ใช่แค่เรื่องของการศึกษา แต่คือการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเอง เข้าใจสังคม และกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำบางอย่างเพื่อส่วนรวม

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาผ่านเรื่องราวของเครือข่ายเยาวชนผู้นำ P2J ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างมูลนิธิดรุณาทรและคริสตจักรท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย กรุงเทพฯ บึงกาฬ หนองบัวลำภู และแม่ฮ่องสอน ฯลฯ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ถึงมีนาคม 2569 เยาวชนกลุ่มนี้ได้ร่วมกันพัฒนาโครงการเพื่อสังคมใน 28 ชุมชน ตั้งแต่กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันยาเสพติด การต่อต้านการค้ามนุษย์ ไปจนถึงการรู้เท่าทันภัยออนไลน์และการส่งเสริมสิทธิเด็ก หลายโครงการเริ่มต้นจากปัญหาเล็ก ๆ ที่พวกเขาพบในชีวิตประจำวัน ก่อนจะค่อย ๆ ขยายผลจนกลายเป็นกิจกรรมที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

 

โดยเฉพาะโครงการด้านสิ่งแวดล้อมจำนวน 16 โครงการ ที่สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนรุ่นใหม่ไม่ได้มองปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังพยายามหาวิธีดูแลพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ผ่านการลงมือทำจริง

เบื้องหลังความเคลื่อนไหวเหล่านี้ คือผู้นำเยาวชน P2J จำนวน 134 คน อายุระหว่าง 15–22 ปี พร้อมพี่เลี้ยงอีก 44 คน ที่ช่วยกันประสานงานและจัดกิจกรรมในพื้นที่ของตนเอง ขณะเดียวกัน พวกเขายังชวนเพื่อนเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมได้มากกว่า 2,660 คน รวมถึงมีผู้ปกครองและคนในชุมชนเข้ามาร่วมสนับสนุนอีกจำนวนมาก จนเกิดเป็นเครือข่ายการทำงานที่มีผู้มีส่วนร่วมจำนวนกว่า 5,482 คน

 


ภายในงานสัมมนา เยาวชนหลายคนได้ขึ้นเวทีเล่าประสบการณ์ของตัวเอง ทั้งเรื่องความสำเร็จ ความผิดพลาด และอุปสรรคที่ต้องเผชิญ บางคนเคยไม่กล้าพูดในที่สาธารณะ บางคนไม่คิดว่าตัวเองจะมีบทบาทสำคัญในชุมชนได้ แต่การได้ลองทำโครงการเล็ก ๆ กลับทำให้พวกเขาเริ่มเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

 

หนึ่งในช่วงสำคัญของงาน คือการบรรยายหัวข้อ “7 พลังขับเคลื่อนสังคม” หรือ The Seven Mountains of Influence โดย อาจารย์ ดร.กัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและจริยศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ชวนให้เยาวชนมองเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับนโยบาย แต่เกิดขึ้นได้จากคนธรรมดาในหลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สื่อ หรือวัฒนธรรมรอบตัว

 

นอกจากนี้ ยังมีเวิร์กชอปที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้พูดคุยและเรียนรู้ประเด็นใกล้ตัว ทั้งเรื่องการป้องกันความรุนแรง สุขภาพจิต และการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ซึ่งกลายเป็นวงสนทนาที่เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างตรงไปตรงมา

 

ในพิธีเปิด นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวชื่นชมเยาวชนที่อุทิศเวลาและพลังของตัวเองเพื่อส่วนรวม พร้อมย้ำว่าความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จากการทำอย่างต่อเนื่อง และผู้ใหญ่พร้อมเป็นแรงสนับสนุนให้เยาวชนได้เติบโตและเดินหน้าต่อไป โดยมีนายภมร ธาราวิไลสุขสกุล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาคู่มิตร มูลนิธิดรุณาทร กล่าวรายงานสรุปผลการขับเคลื่อนงานเยาวชนของมูลนิธิดรุณาทรในช่วงปีที่ผ่านมา และศาสนาจารย์สมบัติ สาคร ศิษยาภิบาลอาวุโสคริสตจักรเมืองฮอด ได้ให้เกียรติร่วมแบ่งปันปัจจัยความสำเร็จของงานพัฒนาเยาวชนผู้นำในบริบทท้องถิ่นที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องยาวนานมากว่า 20 ปี

 

แม้งานสัมมนาจะสิ้นสุดลงภายในวันเดียว แต่เวที “Youth Transformation Conference” ไม่ได้จบลงพร้อมเสียงปรบมือในห้องประชุม แต่กำลังเดินทางต่อไปพร้อมกับเยาวชนแต่ละคนที่กลับสู่ชุมชนของตนเอง พร้อมประสบการณ์ ความมั่นใจ และความเชื่อว่าพวกเขาสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง จากพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเอง สู่การขับเคลื่อนสังคมในวงกว้าง เพราะเมื่อเยาวชนได้รับโอกาสในการเติบโต ได้เรียนรู้ และได้ลงมือทำอย่างมีความหมาย พลังที่เกิดขึ้นย่อมไม่หยุดอยู่แค่บนเวทีสัมมนา แต่จะค่อย ๆ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต.

 

#มูลนิธิดรุณาทร #CompassionThailand #การพัฒนาเด็กและเยาวชนแบบองค์รวม #เยาวชน #YouthLeader #YouthTransformationConference #55ปีดรุณาทร

 

ติดตามพันธกิจของมูลนิธิดรุณาทรเพิ่มเติมได้ที่

เว็บไซต์: www.compassionthailand.com

YouTube: www.youtube.com/@compassionth

นักวิชาการหนุนกรมสรรพสามิตเร่งปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียวหลังยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

 นักวิชาการหนุนกรมสรรพสามิตเร่งปรับภาษีบุหรี่อัตราเดียวหลังยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

ล่าสุดกรมสรรพสามิตได้เผยแพร่ข่าวเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างเสนอการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้กระทรวงการคลังพิจารณาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 

รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการอิสระ ซึ่งได้เข้าร่วมรับฟังผลการศึกษางานวิจัยเรื่องภาษีสรรพสามิตบุหรี่ของกรมสรรพสามิตเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 และได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของกลุ่มเกษตรกรยาสูบพื้นที่จังหวัดสุโขทัย มีความเห็นว่า “รัฐบาลควรเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะล่าสุดของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังที่จะปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่จาก 2 อัตราให้เป็นอัตราเดียวโดยเร็วที่สุด เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่มีการใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตราในปี 2560 นั้นมีแต่ด้านลบ ไม่มีด้านบวกเลย โดยจากการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ตามมูลค่า 2 อัตรา ไม่มีประสิทธิภาพทั้งด้านรายได้และด้านสาธารณสุข แถมยังกระทบชาวไร่ยาสูบความบิดเบือนของกลไกราคาในตลาดที่ไปเร่งให้เกิดการแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้นในตลาดบุหรี่ราคาถูกอีกด้วย หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ คาดว่าจะทำให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้ ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยาสูบมีการเติบโตติดลบ กระทบกับกลุ่มเกษตรกรยาสูบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

โครงสร้างภาษีอัตราเดียวเป็นแนวทางสากลที่ใช้กันมากที่สุดในโลก โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลกปี 2568 ชี้ว่ามี 147 ประเทศจากทั้งหมด 178 ประเทศ ที่ใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว ทั้งนี้ ทั้งองค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียต่างก็สนับสนุนโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากมีความเรียบง่ายและไม่กระตุ้นให้เกิดการลดราคาบุหรี่แข่งกัน ทำให้มีประสิทธิภาพทั้งในด้านสุขภาพและการสร้างรายได้รัฐ

โครงสร้างแบบอัตราเดียวนั้นไม่มีผลกระทบกับปัญหาบุหรี่เถื่อน เนื่องจากปัญหาบุหรี่เถื่อนนั้นไม่ใช่ผลของโครงสร้างภาษี หากแต่เป็นผลของระดับภาษีว่าสูงเกินไปกว่าสภาพเศรษฐกิจหรือไม่ เพียงใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการป้องกันและปราบปรามที่มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ถ้ากำหนดระดับภาษีให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ และปราบปรามการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มงวด ควบคู่กันไปก็จะช่วยบรรเทาปัญหาบุหรี่เถื่อนลงได้ สำหรับประเทศไทยนั้นชัดเขนว่าบุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการภาษี 2 อัตรา โดยเฉพาะหลังเดือนตุลาคม 2564 ที่มีการปรับนโยบายภาษีบุหรี่ครั้งล่าสุด ซึ่งทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นสูงจากการที่รัฐบาลยุคนั้นเลือกที่จะขึ้นภาษีบุหรี่ภายใต้โครงสร้างบุหรี่แบบ 2 อัตราไว้จนเกิดขึ้นมาถึงปัจจุบัน”

รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจให้โครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว โดยไม่ควรรอรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง เพราะส่งผลต่อรายได้ของรัฐบาลจากภาษีบุหรี่สูญหายไปจำนวนมาก



“ภัทรพงศ์” ลงพื้นที่หัวหิน หนุนสนามบินหัวหินรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค

 “ภัทรพงศ์” ลงพื้นที่หัวหิน หนุนสนามบินหัวหินรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค 


นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจติดตามแผนงานของหน่วยงานด้านการบินในพื้นที่ท่าอากาศยานหัวหิน ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พร้อมมอบนโยบายยกระดับขีดความสามารถท่าอากาศยานหัวหิน เร่งแก้ปัญหาด้านเทคนิคทางวิ่งให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ ควบคู่กับการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ยกระดับบริการผู้โดยสาร โดยมี นายดนัย เรืองสอน อธิบดี ทย. นายธนิต วงศ์ปิยนันทกุลที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางอากาศ นายสุรชัย หนูพรหม รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. นางสาววราภรณ์ เต็มแก้ว รองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร รักษาการแทน ผู้ว่าการ สบพ. นายขจรพัฒน์ มากลิ่น รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) สายงานกำกับมาตรฐานความปลอดภัยการบินพลเรือน นำเสนอภารกิจและร่วมตรวจราชการ 

นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวว่า ท่าอากาศยานหัวหินมีอาคารที่พักผู้โดยสารรองรับผู้โดยสารได้ 300 คนต่อชั่วโมง ความยาวทางวิ่งขนาด 2,100 x 35 เมตร ลานจอดสามารถรองรับอากาศยาน A320 หรือ B737-800 ได้ 2 ลำในเวลาเดียวกัน ที่ผ่านมาในปี 2561 – 2563 เคยรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศสายการบินแอร์เอเชียเบอร์ฮัด เส้นทางกัวลาลัมเปอร์ - หัวหิน – กัวลาลัมเปอร์ และหยุดให้บริการเนื่องจากสถานการณ์โควิด – 19 ปัจจุบันมีสายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้บริการเส้นทาง เชียงใหม่ - หัวหิน - เชียงใหม่ วันละ 1 เที่ยวบิน ทุกวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์ ทั้งนี้ ทย. พร้อมดำเนินการให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของ กพท. และตามมาตรฐานสากล โดย ทย. จะดำเนินการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการขยายตัวด้านธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวในอนาคต สำหรับการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานหัวหิน ทย. เร่งดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์ถนนและอุโมงค์รถไฟ คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2569 นี้ 



นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า บวท. พร้อมยกระดับการบริหารน่านฟ้า ขับเคลื่อนไทย สู่ World-class Aviation Hub โดยดำเนินมาตรการลดภาระต้นทุนของสายการบินควบคู่กับการบริหารการเดินอากาศให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ นำระบบการบริหารจัดการความคล่องตัวจราจรทางอากาศ หรือ Air Traffic Flow Management (ATFM) มาใช้งาน เพื่อลดความล่าช้าเที่ยวบิน และลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของอากาศยาน เป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้ประกอบการสายการบิน ในช่วงที่อุตสาหกรรมการบินที่ผชิญความผันผวนด้านพลังงาน นอกจากนี้ บวท. ยังเร่งพัฒนาการบริหารจัดการห้วงอากาศและเส้นทางบิน และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ การนำระบบติดตามอากาศยานด้วยดาวเทียม (ADS-B) ระบบหอควบคุมจราจรทางอากาศดิจิทัล (Digital Tower) ระบบการส่งข้อมูลข่าวสารการบินผ่านเครือข่ายคลาวน์อัตโนมัติ (System Wide Information Services : SWIM) เข้าใช้งาน เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางการบิน รองรับปริมาณจราจรทางอากาศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ให้เชื่อมโยงการเดินทางอากาศแบบไร้รอยต่อ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ปัจจุบันท่าอากาศยานหัวหิน มีเที่ยวบินพาณิชย์ภายในประเทศ จำนวน 8 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์) อากาศยานฝึกบินขนาดเล็ก ของ สบพ. อากาศยานส่วนบุคคล อากาศยานเช่าเหมาลำ และอากาศยานทั่วไป รวมถึงอากาศยานของส่วนราชการ อากาศยานทางการทหาร อีกประมาณ 70 เที่ยวบินต่อวัน



น.ส. วราภรณ์ เต็มแก้ว รองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.)  กล่าวว่า สบพ. พร้อมพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านการบินของประเทศ และเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินที่มีศักยภาพรองรับทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ปัจจุบัน สบพ. มีการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกการบินหัวหินและสิ่งก่อสร้างประกอบ พร้อมครุภัณฑ์ วงเงินรวมกว่า 522.5 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการระยะที่ 1 วงเงิน 396.9 ล้านบาท และระยะที่ 2 วงเงิน 125.6 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาศักยภาพการฝึกบิน การซ่อมบำรุงอากาศยานและการพัฒนาบุคลากรด้านการบินอย่างครบวงจร ศูนย์ฝึกการบินหัวหินมีความพร้อมทั้งด้านอากาศยาน เครื่องฝึกบินจำลอง และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ โดยปัจจุบันมีอากาศยานฝึกบินรวม 27 ลำ และเครื่องฝึกบินจำลองหลายประเภท รองรับการฝึกนักบินทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงมีแนวโน้มความต้องการเรียนด้านการบินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค สบพ. พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับท่าอากาศยานหัวหินสู่มาตรฐานสากล ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านการบินที่มีคุณภาพ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน





พร้อมกันนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หอการค้าจังหวัด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ตัวแทนผู้ประกอบการสายการบิน และโรงแรม เพื่อหารือถึงแนวทางในการขับเคลื่อนการเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศและการเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานหัวหินให้เกิดเป็นรูปธรรม โดย นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมรับนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยจะผลักดันให้เกิดการจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอำเภอหัวหินให้มีศักยภาพควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน สร้างรายได้สู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืน


วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เดินหน้าการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON 2027 มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เวทีวิทยาศาสตร์ระดับสากล

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เดินหน้าการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON 2027 มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เวทีวิทยาศาสตร์ระดับสากล

       วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมด้วย ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา นักวิทยาศาสตร์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการสถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Pure and Applied Chemistry International Conference 2027 (PACCON 2027) ครั้งที่ 3/2569 ณ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

      ในการประชุมดังกล่าว ได้มีการติดตามความก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ อาทิ การดำเนินงานด้านวิชาการ การคัดเลือกวิทยากร การพิจารณาบทความวิจัย ระบบการลงทะเบียน การบริหารจัดการพื้นที่จัดงาน การสนับสนุนจากภาคเอกชน (Sponsors) ตลอดจนการจัดแสดงผลงานวิจัย เพื่อรองรับนักวิจัยและนักวิชาการจากนานาประเทศตามมาตรฐานสากล


      การจัดงาน PACCON 2027 นับเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยด้านเคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกต์ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในภูมิภาคต่อไป


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา

อบต.เขาล้าน สานเจตนา “สังฆะเพื่อสังคม”ปลุกจิตอาสาด้วย “บวรแชร์ แคร์ชุมชน”

 อบต.เขาล้าน สานเจตนา “สังฆะเพื่อสังคม”ปลุกจิตอาสาด้วย “บวรแชร์ แคร์ชุมชน”

ท่ามกลางเทือกเขาตะนาวศรีที่โอบล้อมตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาพพระสงฆ์ออกบิณฑบาตในยามเช้าดูเหมือนเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ทั่วไป แต่ที่นี่ทุกย่างก้าวบนเส้นทางนั้นคือการมองเห็นและสัมผัสถึงความทุกข์ยากของคนในชุมชน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลไปทั้งตำบล

เมื่อพระสงฆ์มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน จึงริเริ่ม “โครงการสังฆะเพื่อสังคม วัดทุ่งกลาง” ขึ้น ก่อนที่ อบต.เขาล้าน จะเข้าร่วมและขยายความร่วมมือออกไปในวงกว้าง จนเกิดเป็น “โครงการบวรแชร์ แคร์ชุมชน” ที่ดึงพลังของบ้าน วัด ราชการ และภาคีเครือข่าย มาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

จากที่เริ่มต้นเพียงการแจกอาหารแห้งให้กลุ่มเปราะบาง วันนี้ขยายไปสู่การดูแลคุณภาพชีวิตครบทั้งสี่มิติ ทั้งกาย ใจ สังคม และปัญญา บนความเชื่อที่ว่า “คนเขาล้านจะไม่ทิ้งกัน”

พระปลัดวัชระ ธมมวชิโร เจ้าอาวาสวัดทุ่งกลาง คือผู้จุดประกายแรก ด้วยความเชื่อว่าพระสงฆ์ไม่ควรนิ่งดูดายเมื่อเห็นความลำบากของชาวบ้านระหว่างการบิณฑบาต ท่านจึงริเริ่ม 'โครงการสังฆะเพื่อสังคม' โดยปรับเปลี่ยนให้ผู้มาทำบุญหันมาถวายข้าวสาร อาหารแห้ง และนมกล่องแทนสังฆทานแบบเดิม เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นส่งตรงถึงมือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ที่วัดค้นพบจากการลงพื้นที่ ส่วนอาหารเช่น แกงถุง หากเหลือก็นำไปแจกจ่ายกับผู้ป่วยติดเตียง

"อาตมาไม่อยากให้คนมองว่าพระอยู่อย่างสบายในขณะที่ชาวบ้านยังหิวโหย การช่วยคนยากจนหรือผู้ป่วยติดเตียงไม่ใช่หน้าที่ของราชการฝ่ายเดียว แต่เป็นกิจของสงฆ์ที่ต้องสงเคราะห์โลก วัดกับชุมชนคือเนื้อเดียวกัน ถ้าชาวบ้านอยู่ไม่ได้ วัดก็อยู่ไม่ได้ การเปลี่ยนสังฆทานให้เป็นข้าวสาร คือการเปลี่ยนศรัทธาให้เป็นลมหายใจของเพื่อนมนุษย์" เจ้าอาวาสวัดทุ่งกลาง กล่าว


 ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ความอิ่มท้อง เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านที่มาทำบุญที่วัดทุ่งกลางต่างรู้ดีว่า ข้าวสารหนึ่งถุงหรือนมหนึ่งกล่องที่พวกเขานำมาทำบุญ จะถูกส่งต่อถึงมือคนที่ต้องการจริงๆ นอกจากนี้วัดยังสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียให้ผู้ใจบุญได้เห็นว่าของที่ถวายไปนั้นใช้งานจริง สร้างทั้งความโปร่งใสและศรัทธาที่จับต้องได้

"ผลที่ชัดที่สุดคือ ใจคนที่เปลี่ยนไป คนทำบุญก็ชื่นใจที่เห็นของถึงมือผู้ยากไร้จริงๆ คนรับก็มีกำลังใจว่าสังคมไม่ทิ้งเขา ส่วนพระเองก็ได้ทำหน้าที่ตามหลักธรรมจริงๆ และเมื่อเราจับมือกับ อบต. อย่างเข้มแข็ง ความช่วยเหลือมันก็ยิ่งขยายไปได้ไกลและเป็นระบบมากขึ้น" พระปลัดวัชระ ธมมวชิโร 

เมื่อความเมตตาจากวัดเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อบต.เขาล้าน จึงเข้ามาหนุนเสริมโครงการสังฆะเพื่อสังคม นำจิตอาสา เช่นกลุ่มสภาเด็กและเยาวชน ต.เขาล้าน และอสม. มาร่วมกันแจกจ่ายอาหารให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง ขณะเดียวกันก็จัดระเบียบข้อมูลให้เป็นระบบและขยายผลให้ครอบคลุมและเป็นระบบมากขึ้น ด้วยโครงการ "บวรแชร์ แคร์ชุมชน" 

นายชัชวาล เกิดมาก หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ สำนักปลัด อบต.เขาล้าน เล่าว่าสิ่งที่ท้องถิ่นให้ความสำคัญคือ "กระบวนการ" ที่มากกว่าการสงเคราะห์ แต่เป็นการสร้างพลเมืองที่ตื่นรู้ เนื่องจากในพื้นที่ยังมีเคสที่ซับซ้อนซึ่งกฎหมายหรือระเบียบราชการอาจเอื้อมไม่ถึง โดยเฉพาะปัญหา "ความอดอยาก" ที่เป็นกำแพงด่านแรกของการเยียวยาคุณภาพชีวิต

"กระบวนการขับเคลื่อนของเราคือการทำหน้าที่เป็น 'สะพานเชื่อม' เราไม่ได้แค่เอาของไปวางทิ้งไว้ แต่เรามีระบบข้อมูลที่แม่นยำจาก อสม. และ อบต. มีการจัดการระบบขนส่งผ่านจิตอาสา และที่สำคัญคือเราเปลี่ยนภาพจำจากการที่คนต้องเดินไปหาความเมตตาจากวัด ให้กลายเป็น 'วัดและท้องถิ่นเดินเข้าไปหาประชาชน' เพื่อยืนยันว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" นายชัชวาล กล่าว 

สิ่งที่ทำให้ "เขาล้าน" กลายเป็นต้นแบบที่หลายพื้นที่อยากทำตาม ไม่ใช่เพียงเพราะการมีผู้นำที่เข้มแข็งอย่างเจ้าอาวาสวัดทุ่งกลาง หรือการสนับสนุนจาก อบต. เท่านั้น แต่คือการดึงเอาพลังของคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านนวัตกรรมอย่างโครงการ "เด็กล่าแต้ม" ที่เปลี่ยนเด็กๆ ให้เป็น ‘Grab Bike แห่งความสุข’ ทำหน้าที่ส่งอาหารให้ผู้ป่วย แลกกับคะแนนความดี

เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้โครงการที่ต่อยอดมาอย่าง "บวรแชร์ แคร์ชุมชน" ประสบความสำเร็จ คุณชัชวาลให้คำนิยามสั้นๆ ว่าคือ "ความไว้วางใจ"

"ปัจจัยความสำเร็จที่แท้จริงคือ ความไว้วางใจระหว่างกัน เมื่อชาวบ้านเชื่อใจวัด วัดเชื่อใจราชการ และราชการเชื่อมั่นในพลังชุมชน งบประมาณจะกลายเป็นเรื่องรองทันที เพราะพลังของการเป็น ‘ผู้ให้’ มันถูกปลูกลงไปในใจคนทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง” นายชัชวาล กล่าวสรุป 


หากพระสงฆ์และท้องถิ่นคือผู้วางนโยบายและจัดเตรียมวัตถุดิบ “อสม.” ก็คือเส้นเลือดใหญ่ที่ทำให้โครงการนี้ไหลเวียนไปได้จริงในทุกตรอกซอกซอย “พี่เอื้อง” มลภรณ์ เพชรประดับ อสม. ประจำ รพ.สต.บ้านดอนใจดี คือหนึ่งในฟันเฟืองนั้น เธอไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ตรวจวัดความดันหรือดูแลสุขอนามัยเบื้องต้น แต่ในวันนี้เธอคือ “พลเมืองตื่นรู้” ที่คอยขี่จักรยานยนต์คู่ใจนำ ข้าวปลาอาหาร รวมไปถึงข้าวสารและอาหารแห้งจากวัดทุ่งกลางไปส่งถึงมือกลุ่มเป้าหมาย

"ทุกวันนี้ที่ทำอยู่ไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไร เราเป็น อสม. เรารู้ว่าบ้านไหนลำบาก พอพระอาจารย์บอกว่ามีอาหารนะ เราก็แค่ใช้แรงและน้ำมันรถของเราขับไปส่ง มันคุ้มค่าเมื่อเห็นแววตาของผู้รับที่เขารู้สึกว่าสังคมยังไม่ลืมเขา บางคนเห็นเราขี่รถเข้าไปเขาก็ยิ้มรอแล้ว มันคือความสุขที่เงินหาซื้อไม่ได้ สิ่งนี้ทำให้ชุมชนเขาล้านของเราเข้มแข็งขึ้น เพราะเราดูแลกันเหมือนญาติพี่น้องจริงๆ" พี่เอื้องกล่าวด้วยความภูมิใจ

หัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการ “สังฆะเพื่อสังคม” เติบโตและขยายผลมาสู่ “บวรแชร์ แคร์ชุมชน” ได้อย่างมั่นคงนั้น ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่มาจาก รูปแบบการพัฒนาที่เชื่อมโยง “บ้าน–วัด–ราชการ–ภาคีเครือข่าย” เข้าด้วยกันอย่างสมดุลภายใต้การขับเคลื่อนของอบต.เขาล้านนั่นเอง

อบต.เขาล้าน เข้าร่วมกับเครือข่ายตำบลสุขภาวะ ในฐานะเป็นศูนย์จัดการเครือข่ายสุขภาวะชุมชน (ศจค.เขาล้าน) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส.เมื่อต้นปี 2569 และได้ใช้โครงการ “บวรแชร์ แคร์ชุมชน” เป็นธงนำด้วยหวังว่าจะช่วยสร้างพลังทางสังคมในการดูแลเกื้อกูลกัน จนนำไปสู่การเสริมสร้างความสามัคคีและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้าน กล่าวว่า เป้าหมายปลายทางไม่ใช่แค่การให้อิ่มท้องชั่วคราว แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

"ก้าวต่อไปเราจะเน้นการสร้างคนรุ่นต่อรุ่น โดยเฉพาะเด็กๆ ในสภาเด็กที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นสื่อกลางนำของไปส่ง ให้เขาได้เห็นสภาพชีวิตจริงของผู้ด้อยโอกาส ได้ฝึกความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ส่วนทาง อบต. เราจะสนับสนุนด้านข้อมูลและการเข้าถึงบริการอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของเราคือการทำให้โครงการนี้เป็นวิถีชีวิตที่คนเขาล้านดูแลกันเองแบบญาติพี่น้อง เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีทั้งทางกาย ใจ สังคม และปัญญา อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว" นายก อบต.เขาล้าน กล่าว 

ขณะที่เสียงสะท้อนจากตัวแทน สสส. อย่าง ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) กล่าวว่า กิจกรรมสังฆะเพื่อสังคมเป็นโครงการที่น่าสนใจมาก และพุทธศาสนิกชนไทยก็น่าจะประสบกับตัวเองมาแล้ว เมื่อมีงานทำบุญที่วัด เราจะพบเห็นข้าวของที่นำไปถวายวัดมากมายเต็มไปหมด ทางเจ้าอาวาสวัดจึงมีดำริว่าของถวายเหล่านี้ พระสงฆ์ไม่น่าจะใช้หมด จึงอยากจะนำไปเผื่อแผ่ แบ่งปันให้กับคนในชุมชนได้ใช้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่

“นับเป็นเรื่องดีมากที่ชุมชนท้องถิ่นนำโดยอบต.เขาล้าน สานต่อจนกลายมาเป็น “โครงการบวรแชร์ แคร์ชุมชน” จะได้ใช้เป็นแนวปฏิบัติทั้งตำบล ซึ่ง สสส.ก็หวังว่าโครงการนี้จะช่วยเสริมพลังโครงข่ายทางสังคม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ให้ได้รับประโยชน์ให้ได้มากที่สุด” ดร.นิสา ให้ความเห็น

จากแรงศรัทธาที่แปรเปลี่ยนเป็นข้าวปลาอาหาร จากบาตร สู่การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของ “บ้าน–วัด–ราชการ–ภาคีเครือข่าย”  วันนี้ตำบลเขาล้านได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อทุกภาคส่วนหันหน้าเข้าหากันและใช้ต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่มาบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด ชุมชนก็สามารถกลายเป็นที่พึ่งของกันและกันได้อย่างยั่งยืน โดยไม่มีใครต้องเผชิญกับความหิวโหยเพียงลำพังอีกต่อไป สมกับคำว่า “คนเขาล้านไม่ทิ้งกัน”.-


DITP ขยับหมากเศรษฐกิจ - การค้า หนุนปั้นผู้ส่งออก 3 ธุรกิจศักยภาพสูง ‘อาหาร–ศิลปะ–ไลฟ์สไตล์ไทย’ สร้างแต้มต่อใหม่ พร้อมหนุนเพิ่มดีมานด์ในตลาดโลก

  DITP ขยับหมากเศรษฐกิจ - การค้า หนุนปั้นผู้ส่งออก 3 ธุรกิจศักยภาพสูง ‘อาหาร–ศิลปะ–ไลฟ์สไตล์ไทย’ สร้างแต้มต่อใหม่ พร้อมหนุนเพิ่มดีมานด์ในตลา...