วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปลัด ทส. ชูพลัง รัฐ–เอกชน มอบรางวัล “สัตว์มีค่า ป่ามีคุณ” ปีที่ 31 ปลุกพลังสังคมร่วมอนุรักษ์ป่าไทย

 ปลัด ทส. ชูพลัง รัฐ–เอกชน มอบรางวัล “สัตว์มีค่า ป่ามีคุณ” ปีที่ 31 ปลุกพลังสังคมร่วมอนุรักษ์ป่าไทย


วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 13.30 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่าย “สัตว์มีค่า ป่ามีคุณ” ครั้งที่ 31 ประจำปี 2568 พร้อมกันนี้ เน้นย้ำบทบาทกิจกรรมเพื่อสังคมในการสร้างพลังการมีส่วนร่วมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร กลุ่มธุรกิจความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้บริหารกระทรวงฯ และคณะกรรมการตัดสินผลงานฯ ร่วมมอบรางวัล ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร



โครงการประกวดภาพถ่าย “สัตว์มีค่า ป่ามีคุณ” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 31 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือรัฐและเอกชนในการปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์มากกว่า 3 ทศวรรษ ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและเยาวชนถ่ายทอดคุณค่าของสัตว์ป่า ป่าไม้ และระบบนิเวศทางทะเล ผ่านพลังภาพถ่ายที่เข้าถึงสังคมในวงกว้าง โดยโครงการนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลเกียรติยศประเภท “สัตว์มีค่า” และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประทานถ้วยรางวัลเกียรติยศประเภท “ป่ามีคุณ” นับเป็นเกียรติสูงสุดแก่ผู้ได้รับรางวัลจากทั่วประเทศ


สำหรับผลการประกวดปีนี้ ประเภท “สัตว์มีค่า” รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ภาพ “วิ่งนี้เพื่อครอบครัว” โดย นายจักรกฤษณ ตรงดี และประเภท “ป่ามีคุณ” รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ภาพ “อุดมสมบูรณ์” โดย นายธนเกียรติ ธีระกาญจน์ ซึ่งสะท้อนความงดงามและความสำคัญของระบบนิเวศไทยได้อย่างลึกซึ้ง 



โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงฯ  ได้กล่าวขอบคุณภาคเอกชน คณะกรรมการ และสื่อมวลชนที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้แสดงความยินดีกับผู้ได้รางวัลและชื่นชมผลงานที่ไม่เพียงถ่ายทอดความงดงามของผืนป่าและสัตว์ป่าไทย แต่ยังเป็นผลงานทางวิชาการที่สื่อความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่ปลุกจิตสำนึกและสะท้อนคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ เพราะทรัพยากร ธรรมชาติไม่สามารถสร้างได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และเยาวชน ในการร่วมกันปกป้องและดูแลอย่างจริงจัง




ทั้งนี้ ขอเชิญประชาชนร่วมเข้าชมและร่วมเป็นพลังสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ผ่านผลงานภาพถ่ายที่ทรงคุณค่า ทั้งในรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการ การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ โดยนิทรรศการภาพถ่ายที่ผ่านการคัดเลือก ประชาชนสามารถรับชมได้ ณ บริเวณโถงนิทรรศการ ชั้น 1 และบริเวณ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569  และสามารถ คลิกลิ้งก์

https://online.fliphtml5.com/tpcga/rhip/

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ยกระดับช่างแอร์มืออาชีพให้ทันสมัย เข้าใจระบบ Inverter ครอบคลุม 13 จังหวัด

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ยกระดับช่างแอร์มืออาชีพให้ทันสมัย เข้าใจระบบ Inverter ครอบคลุม 13 จังหวัด

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมมือกับบริษัท มาเวล คอร์ปปอเรชั่น พัฒนาฝีมือแรงงานช่างเครื่องปรับอากาศ ในหลักสูตรเทคนิคการติดตั้งเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์อย่างช่างมืออาชีพซึ่งช่างเครื่องปรับอากาศเป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงและมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จึงจัดฝึกอบรม ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 13 จังหวัดทั่วประเทศ


นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์อาชีพช่างแอร์ในปัจจุบันมีความต้องการสูงและมั่นคงมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในประเทศไทย ทำให้การล้าง ติดตั้ง และซ่อมแซมแอร์เป็นบริการจำเป็นตลอดปี โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่งานเข้าต่อเนื่อง และด้วยยุคสมัยที่มีการนำเทคโนโลยีอย่างระบบ Inverter เข้ามา ทำให้ผู้ประกอบอาชีพช่างแอร์ต้องมีความรู้ ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้บริการผู้รับบริการได้อย่างถูกต้อง และปลอดภัย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงร่วมมือกับบริษัท มาร์เวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ ดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงาน ยกระดับความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือของช่างเครื่องปรับอากาศให้มีมาตรฐาน ผ่านการเปิดฝึกอบรม หลักสูตรเทคนิคการติดตั้งเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์อย่างช่างมืออาชีพขึ้น


ในปี 2569 โดยมีแผนการเปิดฝึกอบรมหลักสูตรเทคนิคการติดตั้งเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์อย่างช่างมืออาชีพ ในพื้นที่ 13 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเพชรบูรณ์ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี เพชรบุรี สิงห์บุรี พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ น่าน และนครพนม ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวนประมาณ 30–50 คน ทั้งนี้ ได้เริ่มฝึกอบรมจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นที่แรก ณ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานเพชรบูรณ์  เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา



กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอเชิญชวน ช่างเครื่องปรับอากาศจากร้านค้าตัวแทนจำหน่าย รวมถึงประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมการฝึกอบรมตามหลักสูตรดังกล่าว เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และนำไปประกอบอาชีพหรือพัฒนาต่อยอดการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัคร และกำหนดการฝึกอบรมได้ที่สำนักงาน และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานทั้ง 13 จังหวัดที่เปิดฝึกอบรม หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 4 นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย


วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วช. ผนึกกำลังภาคีระดับโลก สานต่อ “เริ่มด้วยใจ” เฟส 2 ขับเคลื่อนไทยสู่ชุมชนคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

 วช. ผนึกกำลังภาคีระดับโลก สานต่อ “เริ่มด้วยใจ” เฟส 2 ขับเคลื่อนไทยสู่ชุมชนคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน


วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 — สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พร้อมทั้งผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ United Nations Industrial Development Organization (UNIDO) และ Japan International Cooperation Agency (JICA) จัดงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “เริ่มด้วยใจ เปลี่ยนผ่านไทยสู่ชุมชนคาร์บอนต่ำ ระยะ 2” ซึ่งป็นกิจกรรมภายใต้โครงการคุณธรรมในสังคมไทยท่ามกลางกระแสสังคมคาร์บอนต่ำในมิติชุมชนและมิตินโยบาย ระยะ 2 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)



ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ นางสาวโฮโนะ มาซูกิ ผู้อำนวยการฝ่ายญี่ปุ่นศึกษาและความร่วมมือระดับโลก เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ร่วมกล่าวแสดงความยินดีด้วย



พร้อมกันนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ยังได้กล่าวถึงความร่วมมือภาคีที่ช่วยขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเป็นวาระเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศ และการจะผลักดันให้เรื่องนี้สำเร็จเป็นจริงได้จะต้องเริ่มต้นที่ ‘ชุมชน’ โดยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและระบบท้องถิ่นเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและการใช้งานวิจัยเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบาย

“บทบาทของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คือการลงทุนในงานวิจัยที่สร้าง ‘กลไกการเปลี่ยนผ่าน’ ไม่ใช่เพียงรายงานวิชาการเท่านั้น เราจึงสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือ ต้นแบบ และกระบวนการที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่และขยายผลได้ในระดับประเทศ สำหรับเราแล้ว Net Zero จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพชุมชนไทยอย่างยั่นยืน” ดร.วิภารัตน์ กล่าว

ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติยังระบุอีกว่า การต่อยอดผลงานวิจัยนี้จะมุ่งไปที่ 2 แกนสำคัญ โดยแกนแรก คือการขยายเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วในพื้นที่จริง อาทิ “บันได 9 ขั้น” ซึ่งเป็นเครื่องมือวินิจฉัยระดับความพร้อมของบุคคลและชุมชน ที่ช่วยทำให้เห็นว่าพื้นที่หรือชุมชนดังกล่าวอยู่ในขั้นตระหนักรู้ ขั้นลงมือทำ หรือขั้นสร้างระบบที่ยั่งยืน โดยข้อมูลนี้จะทำให้สามารถออกแบบนโยบายหรือการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด

แกนที่ 2 คือการส่งต่อเครื่องมือและโมเดลเหล่านี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อขยายผลความเป็นไปได้ในระดับนโยบาย สะท้อนภาพการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นระบบที่สามารถเดินต่อได้ในระยะยาว

นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายภูมิภาคของไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่านับหมื่นล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากสภาวะ “อากาศรวน” ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวและแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงได้ปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี คือจากปี 2065 เป็นปี 2050 การสร้างชุมชนคาร์บอนต่ำให้สำเร็จจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการผลักดันชุมชนคาร์บอนต่ำ ปัจจุบัน มีเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) กว่า 300,000 คน เป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนผ่านนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น ตั้งแต่การรณรงค์การบริโภคอย่างมีสติและการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ สนับสนุนการใช้เครื่องไฟฟ้าประหยัดพลังงานและการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ไปจนถึงการส่งเสริมวิถีเกษตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” นายปวิช กล่าว

สำหรับการประยุกต์ผลงานวิจัยไปใช้ในการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงาน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหา แต่คือการลงทุนเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต กรมฯ จึงมุ่งเน้นไปที่การป้องกันก่อนเกิดภัย ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเยียวยาภายหลัง โดยใช้โมเดล “บันได 9 ขั้น” เป็นคู่มือที่ย่อยข้อมูลวิชาการที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งบูรณาการงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ


รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าชุดโครงการฯ กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาวิชาการในครั้งนี้นับเป็นการสานต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยคุณธรรมของไทย โดยเน้นบทบาทของชุมชนเป็นสำคัญ ผ่านการนำเสนอผลจากการวิจัยและต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำที่สะท้อนให้เห็นความเป็นไปได้ในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ พร้อมกันนี้ ยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในการยกระดับชุมชนของไทยให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้สำเร็จตามเป้าหมายของประเทศที่ผูกพันไว้ในเวทีสากลได้




ภายในงานยังมีการมอบประกาศนียบัตรต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 9 แห่ง ได้แก่  เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม สระบุรี น่าน ประจวบคีรีขันธ์ และเลย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา และเทศบาลตำบลอุโมงค์

ในช่วงท้ายยังมีการจัดเสวนาอีก 2 เรื่อง ได้แก่ “เสียงจากพื้นที่ คุณธรรมกับสังคมคาร์บอนต่ำ: เมื่อหัวใจนำทาง การเปลี่ยนแปลงก็ยั่งยืน” โดยมี 9 ตัวแทนจาก ทสม. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น และอีกวงเสวนาคือ “ถอดบทเรียนคุณธรรม: สู่เส้นทาง Net Zero ของไทย” โดยตัวแทนจากภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นพร้อมกัน



การจัดงานสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 คน สะท้อนความร่วมมือที่เข้มแข็งและเป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมีคุณธรรม โดยมีรากฐานสำคัญคือการเสริมสร้างชุมชนให้เข้าใจและเข้าถึงกลไกการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้ที่เกี่ยวข้องในสหสาขาวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป


เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จับมือสายการบิน Bangkok Airwaysเปิดตัวแคมเปญ All Inclusive Cancer Care with PET/CT Scan ครบ จบ มั่นใจ ในการดูแลโรคมะเร็ง

 เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จับมือสายการบิน Bangkok Airwaysเปิดตัวแคมเปญ All Inclusive Cancer Care with PET/CT Scan ครบ จบ มั่นใจ ในการดูแลโรคมะเร็ง

เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ นำโดย โรงพยาบาลวัฒโนสถ Cancer Hospital และโรงพยาบาลในเครือข่าย ผนึกกำลัง ร่วมกับ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways) เปิดตัวบริการ All Inclusive Cancer Care with PET/CT Scan โปรแกรมตรวจติดตามประเมินระยะและความรุนแรงของโรคมะเร็งระดับพรีเมียม ออกแบบมาเพื่อมอบความมั่นใจ และความสะดวกสบายให้ผู้รับบริการในทุกขั้นตอน  ภายใต้แนวคิด Complete. Seamless. Trusted. ด้วยการรวมทุกกระบวนการตรวจวินิจฉัยและรักษาไว้ในครั้งเดียว (One Stop Service)

ศ.พิเศษ นายแพทย์ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ Cancer Hospital “กล่าวว่า เนื่องในเดือนมะเร็งโลก World Cancer Day โรงพยาบาลวัฒโนสถให้ความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการรักษาอย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าผู้ป่วยจะอยู่ที่ใดก็สามารถได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ท่ามกลางสถานการณ์ที่จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลฯ มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพด้านการรักษาอย่างไม่หยุดยั้ง ภายใต้แนวคิด  “Care Beyond Cure  ที่รวมเอกลักษณ์ของการรักษาไม่เหมือนใคร” มากกว่าการรักษาคือการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง  อยากให้ทุกคนเข้าใจรูปแบบการรักษาโรคมะเร็งและดูแลป้องกันตนเองให้มีสุขภาพแข็งแรงและห่างไกลโรคมะเร็งไปด้วยกัน โรงพยาบาลจึงผสานองค์ความรู้ของทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาวิชาชีพเข้ากับเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย ตั้งแต่การตรวจคัดกรองเชิงรุก การวินิจฉัยเชิงลึก ไปจนถึงการกำหนดแนวทางการรักษาที่ครอบคลุม ทั้งการผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด ยาเฉพาะเจาะจง และภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาวะแทรกซ้อน และสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ  

รพ.วัฒโนสถ ได้จัดทำโครงการตรวจ PET/CT Scan นี้ขึ้นเพื่อขยายโอกาสให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงเทคโนโลยีวินิจฉัยมะเร็งที่ทันสมัยในขณะที่จำนวนเครื่อง PET/CT ในประเทศไทยยังมีจำนวนจำกัด เรามีความพร้อมให้บริการตรวจจำนวน  2 เครื่อง พร้อมด้วยเครื่องผลิตสารเภสัชรังสีที่เป็นเครื่องของโรงพยาบาลเอง  จึงทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ ตรวจได้รวดเร็ว และตอบโจทย์จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายแพทย์เธียรชัย บรรณาลัย  ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ Cancer Hospital และผู้ช่วยบริหารฝ่ายการแพทย์ ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า “PET/CT Scan (เพทซีทีสแกน) นวัตกรรมการตรวจติดตามประเมินระยะและความรุนแรงของโรคมะเร็ง เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเวชศาสตร์นิวเคลียร์ขั้นสูงด้านรังสีวินิจฉัยในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine และ Precision Oncology) ช่วยให้แพทย์เข้าใจลักษณะของโรคมะเร็งของผู้ป่วยเชิงลึก สามารถระบุตำแหน่งและความผิดปกติของการทำงานของเซลล์มะเร็งได้อย่างเฉพาะเจาะจง ประเมินระยะและความรุนแรงของโรค รวมถึงการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งได้อย่างตรงจุด อันเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ซึ่งโรงพยาบาลมีประสบการณ์ตรวจวินิจฉัยด้วย PET/CT Scan มายาวนานกว่า 20 ปี โดยมีผู้รับบริการตรวจโดยเครื่อง PET/CT Scan จากสถิติย้อนหลังในปี 2021-2025 มีมากกว่า 14,000 ราย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการแพทย์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความชำนาญของทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที

นายแพทย์ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กรรมการบริหารบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)และประธานคณะผู้บริหารโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่ม 3 และกลุ่ม 6 กล่าวว่า “โปรแกรมนี้พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ นำโดยโรงพยาบาลวัฒโนสถ Cancer Hospital โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง และโรงพยาบาลในเครือข่ายในพื้นที่ต่างจังหวัด อาทิ  โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต  โรงพยาบาลกรุงเทพสมุย โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ โดยผสานความชำนาญของทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับสูงอย่าง PET/CT Scan ซึ่งมีให้บริการเฉพาะในกรุงเทพมหานครและโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐ และระบบการส่งต่อผู้ป่วยที่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ลดความซับซ้อน ยกระดับการดูแลสุขภาพ ต่อยอดสู่การเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง Cancer Center of Excellence ที่ครอบคลุมทุกสาขาผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้จากทุกภูมิภาคของไทย


เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ นำโดย โรงพยาบาลวัฒโนสถ Cancer Hospital และโรงพยาบาลในเครือข่าย สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดบริการโปรแกรมตรวจติดตามประเมินระยะและความรุนแรงของโรคมะเร็งแบบ All-Inclusive Cancer Care with PET/CT Scan เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย พร้อมทั้งจังหวัดใกล้เคียง ที่เดินทางด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สามารถเข้ารับการตรวจติดตามเพื่อกำหนดระยะของโรคมะเร็งด้วยเครื่อง PET/CT Scan ณ โรงพยาบาลวัฒโนสถ  Canner Hospital ที่กรุงเทพมหานครได้อย่างสะดวกและราบรื่น ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการวินิจฉัยตามระยะของโรค และนำข้อมูลไปใช้วางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โปรแกรมการตรวจ All Inclusive Cancer Care with PET/CT Scan ด้วยมาตรฐานระดับสูงในการดูแลทางการแพทย์ ลดขั้นตอน และลดความกังวลของผู้รับบริการในคุณภาพการดูแลทางการแพทย์ในระดับสูง เปิดให้บริการตั้งแต่ 18 กุมภาพันธ์ –  31 ธันวาคม 2569 ประกอบด้วย

• ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ก่อนและหลังทราบผลการตรวจ 

• ตรวจเลือดขั้นต้น ณ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้แก่ รพ.กรุงเทพภูเก็ต  รพ.กรุงเทพสมุย รพ.กรุงเทพเชียงใหม่ 

• ตรวจ PET/CT Scan ที่รพ. วัฒโนสถ Cancer Hospital  กรุงเทพมหานคร

• ที่พัก 1 คืน ณ โรงแรมชีวา กรุงเทพ (Chiva Bangkok Hotel) ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร

• บัตรโดยสารเครื่องบินไป-กลับ โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในเส้นทาง สมุย / ภูเก็ต / เชียงใหม่ – กรุงเทพฯ**

**หากต้องการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว สามารถรับบริการโดยมีอัตราค่าบริการแตกต่างจากบัตรโดยสารเครื่องบิน สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนรับบริการ

คุณเพลินพิศ โกศลยุทธสาร   ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวและพันธมิตร สายการบิน Bangkok Airways  กล่าวว่า บางกอกแอร์เวย์สให้ความสำคัญและสนับสนุนให้ผู้ป่วยเดินทางเข้าถึงการรักษาได้อย่างสะดวกและปลอดภัย เพราะเราเชื่อว่าการเดินทางที่ราบรื่นคือส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยอย่างครบครัน ด้วยมาตรฐานการให้บริการระดับพรีเมียมของสายการบิน ทั้งด้านความปลอดภัย ความตรงต่อเวลา และการบริการด้วยความใส่ใจ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยที่เดินทางมารับการรักษาโรคมะเร็ง ณ โรงพยาบาลวัฒโนสถ ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับบริการได้ที่  รพ. วัฒโนสถ  Cancer Hospital โทร. 02-755-1188 / รพ.กรุงเทพภูเก็ต โทร. 076 254 425 /รพ.กรุงเทพสมุย โทร. 077-429-500 ต่อ 3157 / ศูนย์ออนโคโลยี รพ.กรุงเทพเชียงใหม่ โทร. 052-089-861 หรือ Contact Center โทร. 1719 




ปลัด ทส. ชูพลัง รัฐ–เอกชน มอบรางวัล “สัตว์มีค่า ป่ามีคุณ” ปีที่ 31 ปลุกพลังสังคมร่วมอนุรักษ์ป่าไทย

  ปลัด ทส. ชูพลัง รัฐ–เอกชน มอบรางวัล “สัตว์มีค่า ป่ามีคุณ” ปีที่ 31 ปลุกพลังสังคมร่วมอนุรักษ์ป่าไทย วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 13.30 ...