วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2569

มาดามพิม จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง​ ส่งวันชนะ คว้าชัย ศึกมวยสเปน

 มาดามพิม จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง​ ส่งวันชนะ คว้าชัย ศึกมวยสเปน

 มาดามพิม – วิชาดา เดอ สมิท ประธานกรรมการบริหารค่ายมวย จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง และเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังKnockout นำทัพนักมวยฝีมือดีอย่าง "วันชนะ จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง" บินลัดฟ้าข้ามทวีปไปประชันฝีมือบนเวที ศึกแสนชัย อินเตอร์เนชันแนล คัพ (Saenchai International Cup) ที่เมืองมูร์เซีย ประเทศสเปน และสามารถคว้าชัยชนะกลับมาสู่ประเทศไทยได้สำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้วงการมวยไทยและค่ายจิ้มแจ่มบ็อกซิ่งอย่างภาคภูมิใจ

ศึกนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ที่สนามกีฬา Pabellón Municipal Paco Marín เมืองมูร์เซีย ประเทศสเปน  โดยเป็นการนำนักมวยไทยปะทะนักมวยสเปนและยุโรป เพื่อเผยแพร่ศิลปะมวยไทยสู่สายตาชาวโลก และสานต่อเจตนารมณ์ของ แสนชัย ศุภชัย แสนพงษ์ ตำนานนักมวยที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก

คู่เอกฝั่งไทยคือ วันชนะ จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ซึ่งต้องเจอกับคู่ชกเจ้าถิ่นอย่าง เดวิด นักมวยชาวสเปนที่มีชื่อเสียง และประสบการณ์การแข่งขันในต่างประเทศมากมาย ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนมวยท้องถิ่นที่แน่นขนัด

ตลอดการชก วันชนะ แสดงให้เห็นถึงศิลปะการต่อสู้ที่ครบเครื่อง ทั้งหมัด เข่า ศอก และการคลุมตัวที่เหนือกว่า ใช้ความรวดเร็วและความแม่นยำในการอ่านเกม สวนกลับจังหวะที่คู่ต่อสู้เปิดโอกาส แม้จะเจอคู่ชกที่มีประสบการณ์สูงแต่ก็ใช้เทคนิคและประสบการณ์บดบังข้อเสียเปรียบได้อย่างยอดเยี่ยม ยกที่3 ใช้จังหวะศอกเข้ากลางหน้าผากคู่ต่อสู้แตก จนกรรมการต้องยุติการชก 

"ภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ส่งนักมวยจากค่ายจิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ออกไปสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ นี่คือโอกาสที่สำคัญ ที่จะแสดงให้โลกเห็นว่า มวยไทยไม่ได้แพ้ใคร และเรายังส่งต่อความมุ่งมั่นตามแนวทางของศึกแสนชัย คัพ ที่ต้องการสร้างนักมวยรุ่นใหม่ให้ยืนได้บนเวทีระดับโลก จุดมุ่งหมายของจิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ไม่ใช่เพียงแค่การชนะหรือแพ้ แต่คือการสร้างโอกาสให้เยาวชน โดยเฉพาะคนรากหญ้า ได้ใช้กีฬามวยเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ ทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และการพัฒนตนเอง"มาดามพิมกล่าว

การคว้าชัยชนะครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง ที่ยืนยันถึงมาตรฐานการฝึกฝนและพัฒนานักมวยของค่าย ที่ไม่เพียงแต่สร้างผลงานในประเทศ แต่ยังส่งออกศิลปะมวยไทยไปทั่วโลก ควบคู่ไปกับธุรกิจอาหารภายใต้แบรนด์ "จิ้มแจ่ม" ซอสพริกและเครื่องปรุงรสที่มีมาตรฐานระดับโลก  — สร้างชื่อเสียงทั้งในวงการมวยและอาหารไทย

มาดามพิม ยังย้ำว่า จะยังคงเดินหน้าสานต่อโครงการต่างๆ ทั้งด้านมวยและสังคม ตามแนวทางที่ตั้งใจไว้ คือ "ทุกหมัดคือโอกาส ทุกความพยายามคือก้าวแรกสู่ความสำเร็จ" พร้อมผลักดันนักมวยรุ่นใหม่ให้ได้ไปแสดงฝีมือในเวทีระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มวยไทยยังคงเป็นมรดกและความภาคภูมิใจของคนไทยตลอดไป


วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

SASOM ชวนสายแฟชั่นเปิดประสบการณ์ช้อปแบรนด์เนมใน “Brandname Fest” 7 วันเต็ม มอบส่วนลดรวมสูงสุด 750,000 บาท พร้อมดีล One Price เริ่มต้นเพียง 3,900 บาท

 SASOM ชวนสายแฟชั่นเปิดประสบการณ์ช้อปแบรนด์เนมใน “Brandname Fest” 7 วันเต็ม มอบส่วนลดรวมสูงสุด 750,000 บาท พร้อมดีล One Price เริ่มต้นเพียง 3,900 บาท

SASOM แพลตฟอร์มช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นที่ให้บริการตรวจสอบความแท้ของสินค้าก่อนจัดส่ง เดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนรักแฟชั่นและสินค้าแบรนด์เนมอีกครั้งกับแคมเปญ “Brandname Fest” จัดเต็มตลอด 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 24–30 กันยายน 2569 บนแอป SASOM ชวนเหล่าแฟชั่นเลิฟเวอร์ออกตามหาไอเทมชิ้นโปรดจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมดีลพิเศษและโปรโมชั่นที่คัดสรรมาให้ช้อปได้อย่างคุ้มค่า โดยตลอดแคมเปญมอบส่วนลดรวมสูงสุดถึง 750,000 บาท

ภายในแคมเปญรวบรวมไอเทมจากแบรนด์แฟชั่นระดับโลกหลากหลายแบรนด์ อาทิ Dior, Goyard, Celine, Bvlgari, Saint Laurent และ Prada ครอบคลุมทั้งไอเทมแฟชั่นยอดนิยม ไปจนถึงชิ้นที่สายแฟชั่นและนักสะสมกำลังมองหา พร้อมไฮไลต์อย่าง One Price ดีลพิเศษสำหรับสินค้า Brand New ราคาเริ่มต้นเพียง 3,900 บาท หรือส่วนลดสูงสุดถึง 61% เติมความคุ้มค่าด้วย Daily Coupon ที่แจกทุกวัน วันละ 2 รอบ เวลา 10.00 น. และ 20.00 น. มีทั้งส่วนลด 150 บาทแบบไม่มีขั้นต่ำ ไปจนถึงส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท เมื่อช้อปครบ 50,000 บาท โดยสิทธิ์มีจำนวนจำกัดและใช้ได้ครั้งเดียวต่อผู้ใช้งาน

สำหรับไอเทมไฮไลต์ที่น่าสนใจภายในแคมเปญ ได้แก่ Celine Triomphe Metal 01 Sunglasses จากราคา 24,500 บาท เหลือเพียง 3,900 บาท, Dior CD Garden Earrings Gold จาก 17,000 บาท เหลือ 5,900 บาท และ Goyard Saint-Sulpice Card Wallet จาก 15,900 บาท เหลือ 7,900 บาท พร้อมไอเทมจาก Saint Laurent, Bvlgari และ Goyard อีกหลากหลายรายการ เปิดโอกาสให้แฟชั่นเลิฟเวอร์ได้เติมเต็มคอลเลกชันและค้นหาไอเทมที่ใช่ในราคาที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

นอกจากดีลบนแอปแล้ว SASOM ยังเตรียมเสิร์ฟความพิเศษผ่าน SASOM Live ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 20.00–22.00 น. ชวนสายแฟชั่นมาช้อปสินค้าแบรนด์เนมมือสองที่คัดสรรจากผู้ขายบน SASOM พร้อมดีลและโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในไลฟ์ รวมถึงกิจกรรมแจก Travel Size Perfume จากแบรนด์ดัง อาทิ Burberry และ Calvin Klein ตลอดการไลฟ์ ผู้ที่สนใจสามารถกดแจ้งเตือน Live ผ่านแอป SASOM เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนดีลพิเศษเริ่มต้น

สำหรับ SASOM การสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อยังคงเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์การช้อป โดยสินค้าจะผ่านกระบวนการตรวจสอบความแท้ก่อนจัดส่งถึงมือผู้ซื้อ และหากสินค้าไม่ตรงตามเงื่อนไข ผู้ซื้อสามารถขอคืนสินค้าได้ภายใน 3 วันหลังได้รับสินค้า โดยสินค้าต้องอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีการตัดป้าย SASOM Tag ออกจากตัวสินค้า และ Authentication Tag ต้องสแกนตรงกับสินค้าที่จัดส่ง

เตรียมพบกับ “Brandname Fest” ตั้งแต่วันที่ 24–30 กันยายน 2569 บนแอป SASOM พร้อมเปิดประสบการณ์ช้อปไอเทมแบรนด์เนมจากหลากหลายแบรนด์ดัง ในราคาพิเศษตลอด 7 วัน ทั้ง One Price, Daily Coupon และดีลสุดคุ้มที่มาพร้อมส่วนลดรวมสูงสุดถึง 750,000 บาท งานนี้สายแฟชั่นไม่ควรพลาด เพราะไอเทมและสิทธิ์พิเศษมีจำนวนจำกัด


“อธิบดีบุปผา” รับเสด็จ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ชมงานของดีเมืองนรา สพร.25 นราธิวาส จัดนิทรรศการสืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาฝีมือแรงงาน สร้างอาชีพสู่ชุมชน

 “อธิบดีบุปผา” รับเสด็จ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ชมงานของดีเมืองนรา สพร.25 นราธิวาส จัดนิทรรศการสืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาฝีมือแรงงาน สร้างอาชีพสู่ชุมชน

วันที่ 17 กันยายน 2569 นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานทางวิชาการ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านและเกษตรกร ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพพิเศษ และผลงานโครงการพระราชดำริ ภายในงานของดีเมืองนรา โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส ร่วมจัดนิทรรศการภายใต้ชื่อ “สืบสานพระราชปณิธาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน สานประโยชน์สุข สู่ปวงประชา” พร้อมทูลเกล้าฯ ถวายผ้าไหมเพ้นท์ลาย โดยมีผู้บริหารร่วมรับเสด็จ ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา (สวน ร.5) ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส



นางสาวบุปผา เปิดเผยว่า นิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานตามแนวพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมประชาสัมพันธ์ภารกิจด้านการส่งเสริมอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ โดยนำผลงานจากการพัฒนาทักษะและฝึกอาชีพของกลุ่มเป้าหมายมาจัดแสดง เพื่อให้เห็นถึงการนำทักษะไปต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม


จุดเด่นของนิทรรศการอยู่ที่การนำเสนอผลงานที่เชื่อมโยงกับโครงการพระราชดำริ อาทิ การพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ตำรวจตระเวนชายแดนและประชาชนในพื้นที่ชายแดน การสนับสนุนฟาร์มตัวอย่างฯ ตามพระราชดำริ การฝึกอาชีพแก่ผู้ต้องขังตามโครงการกำลังใจในพระดำริ โดยบูรณาการร่วมกับเรือนจำจังหวัดนราธิวาส การสนับสนุนศูนย์ฝึกอาชีพพระราชทานจังหวัดนราธิวาส และการต่อยอดอาชีพให้แก่สมาชิกโครงการนาข้าวขั้นบันไดบ้านยาเด๊ะ อำเภอสุคิริน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนและผู้ขาดโอกาสมีทักษะประกอบอาชีพ มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้


ภายในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงและสาธิตงานฝีมือที่โดดเด่น โดยเฉพาะการประดิษฐ์ดอกไม้แห่งความภักดีและงานผ้า ซึ่งเป็นผลงานจากผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดนราธิวาส อาทิ ดอกไม้จากกระดาษอัดย่นตามพรรณไม้ที่มีชื่อพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” ได้แก่ กุหลาบควีนสิริกิติ์ บัวควีนสิริกิติ์ และแคทลียาควีนสิริกิติ์ สะท้อนการนำทักษะงานฝีมือมาสร้างคุณค่าและต่อยอดเป็นอาชีพให้แก่ผู้ขาดโอกาสในกระบวนการยุติธรรม


อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ การสาธิตงานแทงหยวกและงานแกะสลักเชิงวัฒนธรรม ซึ่งนำทักษะช่างมาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้กาบกล้วยตานีฉลุลวดลายอย่างประณีตและสมมาตร รวมถึงการแกะสลักพืชผักผลไม้เนื้อแน่น เช่น ฟักทอง สำหรับประดับตกแต่งสถานที่และอาหาร สะท้อนการอนุรักษ์และสืบสานงานช่างพื้นถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพและสร้างมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส ระหว่างปี 2565–2569 สามารถพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ประชาชนและกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ได้มากกว่า 1,000 คน ครอบคลุมด้านช่างอาชีพ พลังงานทดแทน เกษตรแปรรูป อาหาร งานบริการ และการตลาดออนไลน์ ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีงานทำ สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชน สอดคล้องกับภารกิจของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการพัฒนาทักษะเพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

"ดร.ณัฐวุฒิ" แฉวงการสภาทนายความ ยื่นฟ้องคณะกรรมการ 25 คน กล่าวหาปลอมเอกสาร-ถอนชื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 "ดร.ณัฐวุฒิ" แฉวงการสภาทนายความ ยื่นฟ้องคณะกรรมการ 25 คน กล่าวหาปลอมเอกสาร-ถอนชื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. ที่ สน.บางเขน ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม มือกฎหมายรัฐมนตรีสุชาติ ชมกลิ่น,ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่(MD) บจ.AURELIN GROP และบริษัทในเครือ AG เดินทางไปกล่าวโทษดำเนินคดีอาญา กับนายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ และคณะกรรมการสภาทนายความ พ่วง นายสมชัย ศรีสุทธิยา และ นายเรือบิน ลูกน้องของนายสมชัยฯ ปมร่วมกันหรือสนับสนุนสนุนนายทะเบียนสภาทนายความใช้อำนาจโดยมิชอบจำหน่ายชื่อโดยไม่ชอบ และสมคบคิดกันจำหน่ายสมาชิกสภาทนายความประเภทตลอดชีพโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 


พร้อมแฉประวัตินายธนพลฯ หรือนพ กรณีตะบัดสัดลูกความ ขาดคุณสมบัติและไม่ได้รับความไว้วางใจ โดยขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสภานายกพิเศษ ดำเนินการ “ถอดถอน” ออกจากคำแหน่ง นายกสภาทนาย 

ดร.ณัฐวุฒิ วงษ์เนียม ยืนยันดำเนินคดีกับคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ชุดที่นำโดย นายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก รวมทั้งอดีตกรรมการการเลือกตั้ง ในข้อหาหนัก อาทิ ปลอมแปลงเอกสาร,นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อถอนชื่อออกจากทะเบียนสมาชิกสภาทนายความ


ดร.ณัฐวุฒิฯ ระบุว่า คณะกรรมการบริหารสภาทนายความได้ออกมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ถอนชื่อและจำหน่ายชื่อของตนออกจากทะเบียนสมาชิก โดยอ้างอิงตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ แต่การกระทำดังกล่าว ไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย เนื่องจากตนไม่มีประวัติความผิด และไม่เข้าเงื่อนไขการพ้นจากสภาพสมาชิกตามกฎหมาย

ตนดำรงตำแหน่งประธานบริหาร บริษัทในเครือ 42 แห่ง มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้จากการว่าความ แต่การถูกถอนชื่อกระทบจิตใจและชื่อเสียงอย่างมาก และยังส่งผลกระทบต่อระบบสภาทนายความทั้งหมดหากปล่อยให้การใช้อำนาจเช่นนี้ดำเนินต่อไป

ดร.ณัฐวุฒิฯ เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่ผู้ต้องหาที่ 1 ถึง 25 ประกอบด้วย นายทะเบียนสภาทนายความ,นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ถูกกล่าวหาร่วมกันดำเนินการ นายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ  เลขาธิการสภาทนายความ และคณะกรรมการบริหารทั้งชุด


โดยได้เข้าแจ้งความในหลายข้อหา อาทิ ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารทางราชการ — แก้ไขข้อมูลในทะเบียนสมาชิก นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ — ไม่มีอำนาจตามกฎหมายถอนชื่อ ฉ้อโกงประชาชน / ร่วมกันฟอกเงิน — กรณีรับบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร


ดร.ณัฐวุฒิฯ ระบุว่า เกรงว่าคณะกรรมการที่ถูกร้องจะใช้วิชามารดึงเอกสารออกจากระบบ จึงได้เตรียมยื่นหนังสือโดยตรงต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ เพื่อให้คืนความเป็นธรรมและตรวจสอบการบริหารงานทั้งระบบ 


"ผมไม่ได้เข้าไปทำลายสภาทนายความ แต่ขอให้คืนสิ่งที่ถูกต้องให้กลับมา หากปล่อยให้การใช้อำนาจอย่างนี้ดำเนินต่อไป พี่น้องทนายความทั่วประเทศจะได้รับผลกระทบทั้งหมด"


ดร.ณัฐวุฒิฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เน้นทำธุรกิจ และกำลังเปิดตัวธุรกิจ "ช้างพลัส" ลอตเตอรี่ออนไลน์ ในงวดวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ พร้อมยืนยันพร้อมสู้คดีเต็มที่

Unigrow Optipro เดินหน้าโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์"มอบทุนสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

 Unigrow Optipro เดินหน้าโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์"มอบทุนสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

UniGrow Optipro จัดกิจกรรม CSR ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา มุ่งสนับสนุนนักเรียนผ่านการมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้

UniGrow Optipro เดินหน้าโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์" ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา

วันที่ 14 กันยายน ที่ ผ่านมาแบรนด์ Unigrow Optipro ได้จัดโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์" ณ โรงเรียนสุเหร่า แคราย จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี กุ๊กไก่ มานิสา พงษ์พรต Mrs.Universe Thailand 2017 และอดีตผู้ประกาศข่าว เป็นตัวแทนของแบรนด์ ร่วมกิจกรรมโครงการนี้ เพื่อมุ่งสนับสนุนนักเรียนของโรงเรียนผ่านกิจกรรม เสริมสร้างการเรียนรู้ การร่วมสนุก เพื่อกระชับความ สัมพันธ์พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้แบ่งปันความฝัน ของตนเอง

โครงการที่มุ่งเน้นการสนับสนุนนักเรียนและการศึกษาอย่างยั่งยืน

หนึ่งในสาระสำคัญหลักของโครงการ คือการมอบการสนับสนุนแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่มีความเพียรพยายามและมีผลการเรียนที่ดี

นอกเหนือจากการมอบสิ่งของสนับสนุนแล้ว โครงการยังได้จัดสรรเวลาสำหรับ กิจกรรมมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน (Interactive Activities) โดยให้นักเรียนได้เข้าร่วมการตอบคำถามเป็นทีม ร่วมสนุกในกิจกรรม และรับของขวัญที่ระลึก ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่เปิดให้เด็กๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะเป็นเพียงผู้รับมอบการสนับสนุนแต่เพียงฝ่ายเดียว

แนวทางการดำเนินงานลักษณะนี้ เป็นการจัดวางโครงสร้างกิจกรรมให้มีความหลากหลายและมีมิติที่ครอบคลุม ตั้งแต่ด้านการเรียนรู้ การกระชับความสัมพันธ์ ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้แสดงออกถึงความคิดและความปรารถนาของตนเอง

"กำแพงแห่งความฝัน" หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์สำคัญของโครงการ

ไฮไลต์ที่น่าสนใจของโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์" คือกิจกรรม "กำแพงแห่งความฝัน" โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เขียนความปรารถนาหรือเป้าหมายความฝันของตนเองลงบน "การ์ดหัวใจแห่งความฝัน" แล้วนำไปประดับติดไว้บนกำแพงขนาดใหญ่

กิจกรรมนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับนักเรียน ช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้แสดงออกถึงมุมมองความคิดเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง ผ่านรูปแบบกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย อบอุ่น และเหมาะสมกับช่วงวัย


UniGrow Optipro ผสานกิจกรรมเพื่อสังคม ร่วมกับการเปิดประสบการณ์ด้านโภชนาการ

ภายในกรอบการจัดกิจกรรม โครงการยังได้จัดเตรียมพื้นที่โซนเปิดประสบการณ์สัมผัสผลิตภัณฑ์ UniGrow Optipro โดยมีการมอบผลิตภัณฑ์รวมทั้งสิ้นจำนวน 240 กระป๋อง

กิจกรรมชิมนมนี้ถูกออกแบบขึ้นให้กลมกลืนไปกับกิจกรรมอื่นๆ ของโครงการ โดยคำนึงถึงและปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางโรงเรียน ตลอดจนมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ แผนการดำเนินงานยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบรายชื่อนักเรียนที่มีประวัติแพ้อาหารล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมแนวทางการดูแลได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

มุ่งสู่คุณค่าอันยั่งยืน เพื่อการศึกษาและการเติบโตของเด็กเยาวชน

การดำเนินโครงการ ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในครั้งนี้ เป็นไปตามทิศทางและเจตนารมณ์ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ของ UniGrow Optipro ที่มุ่งหวังสร้างประโยชน์อย่างแท้จริง โดยแทนที่จะมุ่งเน้นเพียงกิจกรรมการมอบของขวัญแบบทั่วไป โครงการนี้กลับถูกออกแบบโครงสร้างอย่างพิถีพิถันผ่าน 3 มิติสำคัญที่ดำเนินไปพร้อมกัน ได้แก่ การมอบสิ่งของสนับสนุน, กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์ และ การเปิดพื้นที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความฝันของตนเอง

แนวทางการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ ช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่แค่เพียงช่วงเวลาของการมอบของขวัญ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในหลากหลายรูปแบบ ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทางโรงเรียน ด้วยเหตุนี้ ประสบการณ์ที่เด็กๆ ได้รับจึงไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเพียงชั่วครู่ แต่คือโอกาสในการเรียนรู้ การกระชับความสัมพันธ์ และการได้แสดงออกถึงมุมมองความคิดต่ออนาคตของตนเองอย่างแท้จริง


วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569

กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

 กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

กรมการศาสนา ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เผยผลการประเมินตัวชี้วัด “จำนวนประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาสถานการณ์พฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง และนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประกอบการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) รวมถึงเป็นฐานข้อมูลสำหรับการพัฒนานโยบายและแนวทางการส่งเสริมคุณธรรมในระยะต่อไป 

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า ในปี 2569 ผลการประเมินพบว่า ประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไปมีพฤติกรรมหรือกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรมในภาพรวม 6 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือผู้อื่น การตอบแทนผู้มีพระคุณ การให้อภัย ความพอเพียง ความมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริต อยู่ที่ร้อยละ 91.37 เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 91.29 คิดเป็นร้อยละ 0.09 สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงมีระดับพฤติกรรมคุณธรรมอยู่ในเกณฑ์สูงขึ้น ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การประเมินดังกล่าวดำเนินการภายใต้กรอบแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 10 การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม และแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 ซึ่งกำหนดตัวชี้วัดให้ประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี เมื่อเทียบกับข้อมูลปีฐาน พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาครอบคลุมคุณธรรมจริยธรรม 6 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือผู้อื่น การตอบแทนผู้มีพระคุณ การให้อภัย ความพอเพียง ความมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นการประเมินพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนไทย สำหรับการสำรวจในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีกลุ่มตัวอย่างประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 18,871 คน ครอบคลุม 76 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยครอบคลุม

กลุ่มประชากรหลากหลายช่วงวัย ระดับการศึกษา และอาชีพ เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนพฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนในระดับประเทศ โดยผลการสำรวจพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การตอบแทนผู้มีพระคุณ 

ร้อยละ 92.80 รองลงมา ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 92.60 ความมีวินัย ร้อยละ 92.45 การให้อภัย ร้อยละ 90.20 การช่วยเหลือผู้อื่น ร้อยละ 90.20 และความพอเพียง ร้อยละ 90.00 ตามลำดับ

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปีฐาน พ.ศ. 2565 พบว่า พฤติกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมของคนไทยในภาพรวมอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 90.18 ปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 91.07 และปี 2567 เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นร้อยละ 92.06 ก่อนปรับลดลงเล็กน้อยในปี 2568 มาอยู่ที่ร้อยละ 91.29 และในปี 2569 เป็นร้อยละ 91.37 ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมตามบริบทพื้นที่ โดยประชากรที่พักอาศัยนอกเขตเทศบาลหรือในภูมิภาค ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมคุณธรรมในภาพรวมสูงกว่าประชากรในเขตเทศบาลขนาดใหญ่หรือกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างช่วงวัยก็มีอิทธิพลต่อรูปแบบการทำความดี โดยกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ (41 ปีขึ้นไป) มักมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดในภาพรวมและการถ่ายทอดคุณค่าผ่านหลักศาสนาและการเป็นต้นแบบ ขณะที่กลุ่มวัยทำงาน (อายุ 25 - 40 ปี) แสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้และการปฏิบัติตนด้านความสุจริตและความรับผิดชอบต่อหน้าที่การทำงาน และกลุ่มเยาวชน (อายุ 13 - 24 ปี) แม้จะมีสัดส่วนคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มอื่นแต่มีแนวโน้มพัฒนาการที่ดีขึ้นในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 ยังคงต้องขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 

จากผลการศึกษาดังกล่าว นำไปสู่การวางทิศทางขับเคลื่อนคุณธรรมร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะการเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ผ่านการผสานพลังความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา องค์กรเอกชน และภาครัฐ พร้อมดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ บุคคลต้นแบบ อินฟลูเอนเซอร์ ระบบพี่เลี้ยง และสื่อดิจิทัล เข้ามาช่วยเติมเต็มทักษะทางอารมณ์และสังคม เพื่อให้คุณธรรมกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เข้าถึงคนทุกช่วงวัย


นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนยังเตรียมพร้อมผลักดัน 4 แนวทางสำคัญที่ได้จากการลงพื้นที่ติดตามผลของกลไกอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรม ใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การทำความดีเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน ได้แก่ 1. ปักหมุด “วันคุณธรรม/สัปดาห์คุณธรรม” รณรงค์ปลุกกระแสการทำความดีพร้อมกันทั่วประเทศ 2. ยกระดับการส่งเสริมคุณธรรมให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ผนึกกำลังทุกหน่วยงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างจริงจัง 3. สร้าง “ระบบเครดิตคุณธรรม” เพื่อเป็นกลไกจูงใจและให้รางวัลคนทำดีที่ตอบโจทย์คนในชุมชน และองค์กร เช่น การมอบสิทธิประโยชน์ โอกาสเข้าทำงานหรือศึกษาต่อ หรือการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้คนดีมีกำลังใจทำดีต่อไป 4. จัดตั้งกองทุนส่งเสริมคุณธรรม เพื่อเป็นกองทุนและกลไกหลักในการสนับสนุนกิจกรรมทำความดีอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ ผลการประเมินพฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนไทยตลอดช่วงปี พ.ศ. 2566–2569 นับเป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนทั้งจุดแข็ง ความท้าทาย และทิศทางการพัฒนาคุณธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะการรักษาระดับพฤติกรรมคุณธรรมให้อยู่เหนือร้อยละ 90 การส่งเสริมคุณธรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละช่วงวัย และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดเป็น “สังคมคุณธรรม” ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน 

วศ. จัดประชุมวิชาการ QI-NetS 2026 เปิดเวที 7 ผลงานวิจัย เสริมพลังเครือข่ายห้องปฏิบัติการไทย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ

  📌วศ. จัดประชุมวิชาการ QI-NetS 2026 เปิดเวที 7 ผลงานวิจัย เสริมพลังเครือข่ายห้องปฏิบัติการไทย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ

      กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมวิชาการ “1st QI Network Symposium 2026 (QI-NetS 2026)” เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และหน่วยงานด้านห้องปฏิบัติการ มุ่งพัฒนากลไกเครือข่ายห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย และขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure: NQI) ให้เข้มแข็งและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

      วันที่ 16 กันยายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ โดย สถาบันพัฒนาเครือข่ายวิทยาศาสตร์บริการ  จัดการประชุมวิชาการ “1st QI Network Symposium 2026 (QI-NetS 2026)” ณ ห้องแซฟไฟร์ สวีท ชั้น 7 โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธีเปิด และ นายเดช บัวคลี่ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเครือข่ายวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวรายงาน


       การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แผนงานวิจัย “การศึกษาและพัฒนากลไกสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจำนวน 7 ทุน โดยมุ่งศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการของประเทศไทยให้มีความเชื่อมโยง เป็นระบบ และสามารถสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด จาก The National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประเทศญี่ปุ่น บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การปรับตัวขององค์กร วทน. ในต่างประเทศและบทเรียนสำหรับ วศ.” พร้อมร่วมอภิปรายและให้ข้อเสนอแนะต่อผลงานวิจัย ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ข้อเสนอเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ การรับรองผลิตภัณฑ์  การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างความน่าเชื่อถือต่อผลการวัด และการพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการ

      นายเดช บัวคลี่ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็น ก้าวแรกและหมุดหมายสำคัญ ในการนำผลผลิตจากงานวิจัยมาแลกเปลี่ยนและเผยแพร่สู่สาธารณะ พร้อมสร้างพื้นที่สำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะระหว่างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือของเครือข่ายห้องปฏิบัติการให้มีความเข้มแข็งและเป็นระบบ

       ด้าน ดร.พจมาน ท่าจีน กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยการพัฒนาระบบมาตรวิทยา มาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองให้เข้มแข็ง น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล จะเป็นกลไกสำคัญต่อการยกระดับศักยภาพของประเทศไทย

       QI-NetS 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีนำเสนอผลงานวิจัย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยง “งานวิจัย องค์ความรู้ และเครือข่าย” สู่การพัฒนากลไกการทำงานจริง เพื่อร่วมกันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศไทยให้เข้มแข็ง ทันสมัย และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต

 

#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #วศ #QI_NetS2026 #NQI #ห้องปฏิบัติการ #วิทยาศาสตร์บริการ

มาดามพิม จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง​ ส่งวันชนะ คว้าชัย ศึกมวยสเปน

  มาดามพิม จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง​ ส่งวันชนะ คว้าชัย ศึกมวยสเปน   มาดามพิม – วิชาดา เดอ สมิท ประธานกรรมการบริหารค่ายมวย จิ้มแจ่มบ็อกซิ่ง และเจ้าข...