วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

กรมพัฒน์ เตรียมพร้อมเยาวชนไทย ลุยศึก WorldSkills Shanghai 2026

 กรมพัฒน์ เตรียมพร้อมเยาวชนไทย ลุยศึก WorldSkills Shanghai 2026

วันที่ 24 เมษายน  2569  นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเตรียมความพร้อมก่อนเก็บตัวฝึกซ้อมของเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 (WorldSkills Shanghai 2026) โดยมีผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขัน ล่าม เยาวชน ร่วมในพิธีดังกล่าว ณ โรงแรมดีวารี จอมเทียนบีช พัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี


นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีดังกล่าวว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2569  เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้ ทักษะทางเทคนิค ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ในบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และคุณลักษณะที่จำเป็น รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ การแก้ไขปัญหา การบริหารจัดการเวลา และการปฏิบัติงานภายใต้สภาวะกดดัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการแข่งขันฝีมือแรงงาน เพื่อให้การเก็บตัวฝึกซ้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าสัมมนาเป็นเยาวชนที่จะเก็บตัวฝึกซ้อม ผู้เชี่ยวชาญ ล่ามและหัวหน้าทีมผู้แข่งขัน ที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 จำนวน 80 คน



นายสมชาติ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ที่จะเกิดขึ้นนั้นมีกำหนดการแข่งขันระหว่างวันที่ 22 – 27 กันยายน 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านทักษะฝีมือแรงงานและเทคโนโลยีของประเทศในระดับนานาชาติ ครั้งนี้ประเทศไทยส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 22 สาขา ประกอบด้วย 1. สาขาเมคคาทรอนิกส์ (ประเภททีม) 2. สาขาการเขียนแบบวิศวกรรมเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ 3. สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม 4. สาขาการปูกระเบื้อง 5. สาขาเทคโนโลยีเว็บ 6. สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร 7. สาขาการก่ออิฐ 8. สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ (ประเภททีม) 9. สาขาไม้เครื่องเรือน 10. สาขาการแต่งผม 11. สาขาการประกอบอาหาร 12. สาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม 13. สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น 14. สาขากราฟิกดีไซน์ 15. สาขาการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย 16. สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ 17. สาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ประเภททีม) 18. สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกลึง) 19. สาขาอุตสาหกรรม 4.0 (ประเภททีม) 20. สาขาการบูรณาการระบบหุ่นยนต์ (ประเภททีม) 21. สาขาการซ่อมตัวถังรถยนต์ และ 22. สาขาเทคโนโลยีสีรถยนต์

ซึ่งกรมได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ บริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด มหาวิทยาลัยขอนแก่น บริษัท ฟานัคไทย จำกัด และบริษัท แอสเวลล์ โซลูชั่น จำกัด บริษัท เค คอนซัลติ้ง แอนด์ ซัพพลาย จำกัด ในการสนับสนุนงบประมาณ องค์ความรู้และทรัพยากรในการพัฒนาทักษะของเยาวชนไทย



ขอให้น้อง ๆ เยาวชนไทยตั้งใจในการสัมมนาและเก็บเกี่ยวความรู้ให้เต็มที่ เพื่อจะได้มีความพร้อมในเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ และเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะสามารถพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ และสามารถคว้ารางวัล สร้างชื่อเสียงความภาคภูมิใจให้กับประเทศได้ นายสมชาติ กล่าวทิ้งท้าย

สคส. ลุยตรวจสอบ “สภาวิศวกร” ถูกแฮก เร่งคุ้มครองสิทธิประชาชนสั่งทบทวนมาตรการ-ขยายผลเอาผิดถึงที่สุด

 สคส. ลุยตรวจสอบ “สภาวิศวกร” ถูกแฮก เร่งคุ้มครองสิทธิประชาชนสั่งทบทวนมาตรการ-ขยายผลเอาผิดถึงที่สุด

 


สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. เร่งตรวจสอบกรณี “สภาวิศวกร” ถูกแฮกระบบข้อมูล พร้อมกำกับให้เร่งแก้ไข ระงับความเสียหาย แจ้งเตือนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามกฎหมาย PDPA อย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างติดตามและทบทวนมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ หากพบการฝ่าฝืนหรือมีผู้เสียหายร้องเรียน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และอาจขยายผลถึงความผิดทางอาญาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนมายัง สคส. ได้ทันที เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเต็มที่

.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าว “สภาวิศวกร” ถูกแฮกระบบข้อมูลว่า ขณะนี้ สคส. ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำกับดูแลการดำเนินงานของสภาวิศวกรอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบโดยทันที

ทั้งนี้ สคส. ได้กำชับให้สภาวิศวกรดำเนินมาตรการแก้ไข ระงับยับยั้งความเสียหาย ตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ครบถ้วนตามหลักกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พร้อมเข้าตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม เพื่อทบทวนมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต

เลขาธิการ สคส. กล่าวต่อว่า หากการตรวจสอบพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA เช่น การไม่มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม หรือมีผู้เสียหายร้องเรียนเข้ามา สคส. จะรวบรวมข้อเท็จจริงเสนอคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาโทษทางปกครองตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับเหตุการณ์เบื้องต้น สภาวิศวกรตรวจพบการละเมิดข้อมูลเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 และได้ดำเนินการแก้ไขระงับเหตุ รวมถึงแจ้งเหตุละเมิดมายัง สคส. แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการแจ้งให้เจ้าของข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบรับทราบ พร้อมทั้งทบทวนและยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูล

สคส. อยู่ระหว่างติดตามและตรวจสอบการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมขยายผลการบังคับใช้กฎหมายให้เต็มศักยภาพ หากพบการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น เช่น การเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ก็จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีทางอาญากับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว


ทั้งนี้ สคส. ขอให้ประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว สามารถใช้สิทธิร้องเรียนมายัง PDPC ได้ โดย สคส. พร้อมดูแลและคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA อย่างเต็มที่


📌 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1BPsAsWAfZ/

สบพ. จัดกิจกรรม TG – CATC Aircraft Maintenance Open House สร้างฝันเด็กไทย สู่เส้นทาง “ช่างอากาศยานมืออาชีพ” พร้อมทุนเรียนฟรี

 สบพ. จัดกิจกรรม TG – CATC Aircraft Maintenance Open House สร้างฝันเด็กไทย สู่เส้นทาง “ช่างอากาศยานมืออาชีพ” พร้อมทุนเรียนฟรี

สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ร่วมกับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม “TG – CATC Aircraft Maintenance Open House” เปิดบ้านสู่เส้นทางนายช่างภาคพื้นดิน เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและผู้สนใจ เรียนรู้เส้นทางสู่อาชีพช่างอากาศยานแบบเจาะลึก พร้อมสัมผัสประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการบิน โดยมีนางสาววรินทร เลี่ยมนาค ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและพัฒนาธุรกิจการบิน ผู้แทนผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน พร้อมคณาจารย์ สบพ. ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ณ สบพ. กรุงเทพฯ 






ภายในงานได้รับเกียรติจากคุณก้องเกียรติ ดำรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายปฏิบัติการซ่อมบำรุงอากาศยาน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นศิษย์เก่า สบพ. จำนวน 6 ท่าน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงสายอาชีพช่างอากาศยาน ตั้งแต่เส้นทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ ไปจนถึงการทำงานในสายอาชีพระดับมืออาชีพอย่างอบอุ่น นำโดย และคุณอรรถกฤต วานิชชินชัย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการซ่อมบำรุงอากาศยานสุวรรณภูมิ (ศิษย์เก่าศูนย์ฝึกการบิน รุ่นที่ 24) พร้อมด้วยทีมวิศวกรและช่างอากาศยานผู้มีประสบการณ์ ได้แก่ คุณสายฟ้า จันทร์ฉาย (CM รุ่น 26) คุณกุศล สืบพันธ์โกย (CM รุ่น 41) และคุณทักษ์ ลอยด์ (AM รุ่น 59)



รวมทั้งการเปิดเผยรายละเอียดทุนการศึกษาจำนวน 38 ทุน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สบพ. และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าสู่สายงานช่างอากาศยาน เป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงทั้งในประเทศและระดับสากล สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน และการขยายตัวของธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ในภูมิภาค ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ปี โดยให้ทุนการศึกษา 100% แก่เยาวชนที่เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนายช่างภาคพื้นดิน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป และความพิเศษคือ นักศึกษาที่จบการศึกษาหลักสูตร 2 ปี 4 เดือน จะได้รับโอกาสเข้าทำงานร่วมกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทันที เพื่อสร้างความมั่นคงในสายอาชีพ 

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “เส้นทางสู่อาชีพช่างอากาศยาน เริ่มต้นที่นี่” เพื่อแนะแนวการศึกษาต่อในหลักสูตรนายช่างภาคพื้นดิน ได้แก่ สาขาวิชาช่างเครื่องบิน (วิชาเอกเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ – B1.1, B1.2) และสาขาวิชาช่างเอวิโอนิกส์ (B2) โดยคณาจารย์จากกองวิชาช่างอากาศยาน สบพ. ซึ่งมุ่งพัฒนาทักษะด้านเทคนิคทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุมโครงสร้างอากาศยาน เครื่องยนต์ และระบบเอวิโอนิกส์ ตามมาตรฐานสากล อาทิ การรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) มาตรฐาน ICAO และ EASA Part-147

รวมทั้ง ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์การเรียนการสอนด้านช่างอากาศยานอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจในการเลือกเส้นทางอาชีพ

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยง “โอกาสทางการศึกษา” สู่ “โอกาสทางอาชีพ” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสนับสนุนทุนการศึกษาจากสายการบินแห่งชาติ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมการบิน และต่อยอดสู่การทำงานอย่างมั่นคงในอนาคต

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

ค้าภายในผนึก 4 สมาคมปุ๋ย เคาะ “ราคาแนะนำรายจังหวัด” อิงต้นทุนจริงถึงอำเภอเมือง สกัดโก่งราคา – เตรียม ไทยช่วยไทยลดปัจจัยเกษตร ขายปุ๋ยถูกตั้งแต่ พ.ค.เป็นต้นไป

 ค้าภายในผนึก 4 สมาคมปุ๋ย เคาะ “ราคาแนะนำรายจังหวัด” อิงต้นทุนจริงถึงอำเภอเมือง สกัดโก่งราคา – เตรียม ไทยช่วยไทยลดปัจจัยเกษตร ขายปุ๋ยถูกตั้งแต่ พ.ค.เป็นต้นไป

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนด “ราคาแนะนำจำหน่ายปุ๋ยเคมีรายจังหวัด” โดยคำนวณราคาจากหน้าโรงงาน บวกค่าขนส่งและค่ายก จนถึงระดับอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัด เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่ และให้เกษตรกรใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการตัดสินใจซื้อ โดยจะเริ่มประกาศราคาแนะนำได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า ผ่านเว็บไซต์กรมการค้าภายใน และแจ้งไปยังคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อใช้กำกับดูแลราคาในพื้นที่อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จะครอบคลุมปุ๋ยสูตรหลักที่ใช้แพร่หลาย เช่น 16-0-0, 21-0-0, 0-0-60, 15-15-15, 16-20-0 และ 16-8-8

นายวิทยากร ระบุว่า ปัญหาที่พบในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าโรงงาน แต่เป็นช่วงรอยต่อไปถึงร้านค้าปลีก ซึ่งมีการปรับราคาสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร บางพื้นที่พบการบวกเพิ่มถึง 300–500 บาทต่อกระสอบ ทั้งที่ผู้ผลิตยืนยันว่าไม่ได้ปรับขึ้นราคา ในด้านการกำกับดูแล กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปุ๋ยแล้ว 1,135 แห่ง พบกระทำความผิด 51 แห่ง และดำเนินคดีแล้ว 6 แห่ง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม


ขณะเดียวกัน กรมยังได้หารือกับผู้ผลิตปุ๋ยในการขับเคลื่อนโครงการ “ธงเขียวพลัส” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมตามชนิดพืชและพื้นที่ โดยร่วมกับ  กรมวิชาการเกษตร  กรมส่งเสริมสหกรณ์  กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งผลักดันให้ลดการใช้ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งขณะนี้ราคาปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมประมาณตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็นกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีความเสี่ยงด้านต้นทุน โดยสามารถใช้ปุ๋ยสูตรอื่นทดแทนได้ในหลายกรณี


นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ยังได้หารือร่วมกับสมาคมปุ๋ยและเคมีเกษตรในการเตรียมจัดงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต : ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” โดยภาคเอกชนมีความพร้อมเข้าร่วมเพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล ซึ่งโครงการจะดำเนินการในช่วงเดือนเพาะปลูก ตั้งแต่เมษายนเป็นต้นไป โดยได้รับการยืนยันแล้วครอบคลุม 10 จังหวัด จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กำแพงเพชร กาญจนบุรี อุทัยธานี และราชบุรี จากนั้นจัดต่อเนื่องอีก 20 จังหวัด และมีแผนจัดต่อให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกที่สำคัญทั่วประเทศ





โดยจะสนับสนุนชดเชยราคาปุ๋ยเพิ่มเป็น 300 บาทต่อกระสอบ (5 กระสอบ) จากเดิม 200 บาท และหากซื้อสารเคมีทางการเกษตรเพิ่มเติม จะได้รับส่วนลดอีก 50 บาท รวมช่วยเหลือเฉลี่ยครัวเรือนละประมาณ 1,550 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรต้องมีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” และหากมีบัตรดินดี ได้รับรองมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จะสามารถซื้อปุ๋ยเพิ่มได้อีก 1 กระสอบ รวมเป็น 6 กระสอบ พร้อมรับคูปองส่วนลดปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท ส่งผลให้ผู้ที่เข้าเงื่อนไขครบจะได้รับการสนับสนุนรวมสูงสุดประมาณ 2,100 บาท

ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยจากแหล่งใหม่ ผู้นำเข้าประสานเจรจานำเข้าจากประเทมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง  ในด้านราคาจำหน่ายผู้ผลิตยังไม่ได้ยื่นขอปรับขึ้นราคาจำหน่าย แม้ว่าต้นทุนจะเริ่มใกล้เพดานที่เคยได้รับอนุมัติ โดยยังคงต้องติดตามสถานการณ์ราคาตลาดโลกอย่างใกล้ชิดต่อไป

ไม่ต้องขึ้น VAT ก็เพิ่มรายได้รัฐได้: ถึงเวลาปฏิรูป ‘ภาษี’ ให้มีประสิทธิภาพ”

 ไม่ต้องขึ้น VAT ก็เพิ่มรายได้รัฐได้: ถึงเวลาปฏิรูป ‘ภาษี’ ให้มีประสิทธิภาพ”

สว.ถอย ปรับ VAT ร้อยละ 10 นักวิชาการชี้ยังไม่มีความชัดเจนในเชิงนโยบาย ซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชนในช่วงนี้ แนะทางเลือกที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพกว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ตรงเป้ามากกว่าการเก็บภาษีแบบวงกว้างที่กระทบคนทุกคน 


ต่อแนวคิดนี้ แม้จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศแต่ในภาวะฝืดเคืองและความไม่แน่นอนของพลังงานที่กระทบในทุกๆ มิติของประเทศ การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเป็นการถาโถมภาระให้กับผู้บริโภคจนมากเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย เพราะถึงแม้ว่า VAT จะเป็นการเก็บภาษีตามการบริโภค ใช้มาก กินมาก ก็เสียภาษีมาก แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้ เท่ากับว่าผู้มีรายได้น้อยเสีย VAT ในสัดส่วนที่มากกว่า


แต่หากไม่ขึ้น VAT แล้ว รัฐจะเพิ่มประสิทธิภาพรายได้ได้อย่างไร คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “การเก็บเพิ่ม” หรือ “เพิ่มอัตรา” แต่คือ “การเก็บให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น” หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “ภาษีบุหรี่” ปัญหาไม่ใช่แค่ “อัตรา” แต่คือ “โครงสร้าง”

โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา (2 Tier) ของไทย ถูกออกแบบมาด้วยเจตนาที่ดี แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย เพราะการมีภาษี 2 อัตราทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ผู้ผลิตหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์บุหรี่ต่างพากันใช้กลยุทธ์ราคาต่ำเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีในอัตราสูง ผลลัพธ์คือ การบริโภคไม่ได้ลดลงจริง รายได้รัฐไม่เพิ่มตามศักยภาพ ตลาดบิดเบือน

การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็น “อัตราเดียว” (Single Tier) ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวเลข

แต่คือการเปลี่ยนความเป็นเหตุเป็นผลของระบบ ที่จะส่งผลให้ลดแรงจูงใจในการ down-trade เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ทำให้รายได้รัฐมีเสถียรภาพมากขึ้น สนับสนุนเป้าหมายด้านสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องบุหรี่เถื่อน จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปิดช่องโหว่ระบบติดตามสินค้าและหยุดเครือข่ายการค้าผิดกฎหมาย

นักวิชาการสนับสนุนแนวคิดของ รมว.คลังและรองนายกฯ เรื่องการปรับภาษีบุหรี่ซึ่งเป็นนโยบายที่ถูกต้องทั้งเหตุผลและจังหวะ เป็นทางเลือกที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพกว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้ตรงเป้ามากกว่าการเก็บภาษีแบบวงกว้างที่กระทบคนทุกคน

นักวิชาการระบุ “ภาษีที่ดีไม่ใช่แค่เก็บได้มากขึ้น แต่ต้องออกแบบให้ ‘เปลี่ยนพฤติกรรม’ ได้ด้วย การทำโครงสร้างให้เรียบง่ายขึ้น จะทำให้ทั้งการจัดเก็บมีประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ด้านสุขภาพดีขึ้นพร้อมกัน”


การปฏิรูปภาษีบุหรี่ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ “ขึ้นภาษี” แต่คือ “การออกแบบระบบภาษีใหม่ให้ทำงานได้จริง”


วศ. ผนึก วว. เสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการไทยสู่มาตรฐานสากล ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

 วศ. ผนึก วว. เสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการไทยสู่มาตรฐานสากล ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

     วันที่ 22 เมษายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และ ดร.โศรดา วัลภา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม ผู้แทน ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรจากทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการให้บริการทดสอบและสอบเทียบของประเทศให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล

       เป้าหมายสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว ทั้ง วศ. และ วว. มุ่งสนับสนุนและส่งเสริมการให้บริการทดสอบและสอบเทียบให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจชุมชน และชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล พร้อมทั้งส่งเสริมการถ่ายโอนภารกิจในขอบข่ายที่หน่วยงานมีศักยภาพ ตลอดจนร่วมกันกำหนดทิศทางและวางแผนพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของประเทศ

       ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดี วศ. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการภารกิจด้านห้องปฏิบัติการของประเทศ เพื่อยกระดับงานทดสอบและสอบเทียบให้มีความน่าเชื่อถือ ได้มาตรฐานสากล และสามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจชุมชน และประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมถึงการถ่ายโอนภารกิจที่เหมาะสมและการใช้ทรัพยากรและศักยภาพร่วมกันอย่างคุ้มค่า อันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

       ด้าน ดร.โศรดา วัลภา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรามีเป้าหมายสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้เป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และขีดความสามารถของประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมการให้บริการทดสอบและสอบเทียบให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจชุมชน และชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งดำเนินการถ่ายโอนภารกิจในขอบข่ายที่ วว. มีศักยภาพและความพร้อมควบคู่กับการร่วมกำหนดทิศทางและพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของประเทศ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม


      นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิธีการทดสอบและสอบเทียบ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ โดยจะร่วมกันดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ สนับสนุนการใช้ทรัพยากร องค์ความรู้ และบุคลากรร่วมกัน พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลการให้บริการ เพื่อยกระดับห้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และขับเคลื่อนการพัฒนาห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระบบคุณภาพอย่างยั่งยืน

ด่วน​ "เคนโด้" เจ้าพ่อพริก​ อดีตผู้ประกาศคนดัง เข้าแจ้งความ โดนอินฟลูฯ หญิงรายหนึ่ง โพสต์คุกคาม 2 ปี ข้อความมีลักษณะอาฆาตมาดร้าย และติดตามความเคลื่อนไหวในการดำเนินชีวิตตลอดเวลา เกิดความกังวลจะถึงตัวถึงชีวิต

 ด่วน​  "เคนโด้" เจ้าพ่อพริก​  อดีตผู้ประกาศคนดัง เข้าแจ้งความ โดนอินฟลูฯ หญิงรายหนึ่ง โพสต์คุกคาม 2 ปี ข้อความมีลักษณะอาฆาตมาดร้าย และติดตามความเคลื่อนไหวในการดำเนินชีวิตตลอดเวลา เกิดความกังวลจะถึงตัวถึงชีวิต 

เรียกว่าทนมาอย่างยาวนาน สำหรับอดีตผู้ประกาศคนดัง "เคนโด้" เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ที่มีบทบาทช่วยเหลือประชาชนมาในหลายคดีดัง วันนี้ขอช่วยเหลือตัวเองบ้าง เพราะโดนอินฟลูฯหญิงรายหนึ่ง โพสต์โซเชียลข้อความมีลักษณะ ใส่ความ คุกคาม อาฆาตมาดร้าย ต่อเนื่องถึง 2 ปี มากกว่า 100 โพสต์ ใช้ภาษาหยาบคาย ซึ่งหลายโพสต์เป็นข้อความลักษณะใส่ความ หมิ่นประมาท จนเคนโด้ได้ดำเนินคดีอาญาไปก่อนหน้า และศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว 

เคนโด้เผย อินฟลูฯ รายนี้ Inbox มาของานเคนโด้ทำ โดยบอกว่าตัวเองไม่มีปัญหาคดียกฟ้องทั้งหมด เคนโด้จึงให้โอกาสเข้ามาร่วมกัน แต่สุดท้ายร่วมงานกันแล้วเคนโด้เพิ่งทราบข้อเท็จจริงบางอย่างจนเคนโด้ไม่ไว้วางใจที่จะร่วมงานกันต่อไป แต่เธอคนนี้ไม่หยุดโจมตีทางโซเชียล บางวันโพสต์พาดพิงเคนโด้ถึง 20-30 โพสต์ ต่อวัน ล่าสุดนำรูปเคนโด้ไปแขวนและใส่ร้ายโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เคนโด้กังวลใจในความปลอดภัยต่อชีวิต เพราะอินฟลูฯหญิงรายนี้ ได้โพสต์ถึงเคนโด้เนื้อหาโพสต์มีลักษณะรู้ความเคลื่อนไหวของเคนโด้ตลอดเวลา ไม่ว่าเคนโด้จะไปที่ไหน จะทำอะไร โดยข้อความในโพสต์หลายข้อความยังมีลักษณะใส่ความ คุกคาม อาฆาตมาดร้ายด้วย บ่ายวันนี้​ (23  เมษายน​ 2569)  จึงเข้าแจ้งความกับ กองบังคับการ 1 (บก.สอท.1 - ศูนย์ราชการฯ) อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี ว่าที่ พ.ต.อ.โรจน์ศักดิ์ นัยผ่องศรี ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (ผกก.2 บก.สอท.1) เป็นนายตำรวจ หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน รับเอกสาร เรื่องราวร้องทุกข์ ในข้อหา "หมิ่นประมาท คุกคาม พรบ.คอมพิวเตอร์" เพื่อให้ดำเนินคดีถึงที่สุดกับ อินฟลูฯหญิงรายนี้ต่อไป  

เคนโด้กล่าวทิ้งท้ายว่า พฤติกรรมของอินฟลูฯหญิงรายนี้ ทำให้ตนมีความกังวลในการใช้ชีวิตเดินทางไปไหนมาไหน เพราะจากเนื้อหาการโพสต์ของอินฟลูฯ หญิงรายนี้ มีพฤติกรรมสอดส่องคอยติดตามเคนโด้ตลอด จึงต้องมาแจ้งความเพื่อปกป้องตัวเองและใช้สิทธิทางกฎหมายและให้สื่อมวลชนได้รับรู้ว่าเคนโด้โดนกระทำจริง 

กรมพัฒน์ เตรียมพร้อมเยาวชนไทย ลุยศึก WorldSkills Shanghai 2026

  กรมพัฒน์ เตรียมพร้อมเยาวชนไทย ลุยศึก WorldSkills Shanghai 2026 วันที่ 24 เมษายน  2569   นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน  เป็...