วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมการศาสนา ครบรอบ 85 ปี จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” เดินหน้าสู่ “Faith to Future” ขับเคลื่อน “ศรัทธา • สมาธิ • เศรษฐกิจ” ต่อยอดทุนทางศาสนา–วัฒนธรรม สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

 กรมการศาสนา ครบรอบ 85 ปี จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” เดินหน้าสู่ “Faith to Future” ขับเคลื่อน “ศรัทธา • สมาธิ • เศรษฐกิจ” ต่อยอดทุนทางศาสนา–วัฒนธรรม สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน




วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” ประจำปีพุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 85 ปี กรมการศาสนา ณ ห้องประชุมกรมการศาสนา ชั้น 2 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนองค์การทางศาสนา อดีตผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และสื่อมวลชนเข้าร่วม





นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนามีประวัติความเป็นมายาวนานหยั่งรากลึกในฐานะเสาหลักของชาติด้านการพระศาสนาที่เป็นศูนย์กลางความเชื่อและความศรัทธาบนผืนแผ่นดินไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีพัฒนาการและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ในยุคแรกที่ปรากฏชื่อการจัดตั้งหน่วยงานคือ “กรมสังฆการีขวา” ต่อมาในยุคที่ 2 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สังฆการีธรรมการ” ยุคที่ 3 เปลี่ยนเป็น “สังกระรียธรรมการ” และได้สืบทอดภารกิจเรื่อยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งเคยถูกเรียกขานในนาม “กรมสังฆการี” “กรมธรรมการสังฆการี” และ “กรมธรรมการ” โดยเป็นหน่วยงานสำคัญในการสนองพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน จนกระทั่งได้รับการสถาปนาเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมการศาสนา” เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2484 ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2484 จวบจนปัจจุบัน กรมการศาสนาได้ดำเนินภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐด้านศาสนา โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริม และให้ความอุปถัมภ์คุ้มครองกิจการด้านพระพุทธศาสนา ตลอดจนศาสนาอื่น ๆ ทั้ง 5 ศาสนาที่ทางราชการรับรอง ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ พร้อมทั้งประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับคณะสงฆ์ องค์การทางศาสนา และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และสร้างความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยนำหลักธรรมคำสอนของศาสนามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เป็นคนดีมีคุณธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความดีงามด้วยความเข้มแข็งของต้นทุนทางจริยธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข



อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า ในโอกาสครบรอบ 85 ปี กรมการศาสนา จึงนับเป็นวาระสำคัญในการน้อมรำลึกถึงคุณูปการของบุคคลที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อศาสนาและกรมการศาสนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยกรมการศาสนาได้จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 63 ตลอดปี พ.ศ. 2569 กรมการศาสนาได้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญทั้งด้านการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และศาสนพิธี การเสริมสร้างความสัมพันธ์และความสมานฉันท์ระหว่างศาสนา การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และการนำมิติทางศาสนาและวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างคุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ พิธีทางศาสนาเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ กิจกรรมศาสนิกสัมพันธ์ ค่ายเยาวชนศาสนิกสัมพันธ์ กิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา การสวดมนต์ข้ามปี การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ตลอดจนการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา เทศกาล และประเพณีทางศาสนา เพื่อเชื่อมโยงพลังศรัทธากับการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชน

ขณะเดียวกัน กรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน ภายใต้แนวคิดการสร้าง “เยาวชนไทยหัวใจสีขาว” เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านเครือข่ายและกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน การบรรยายธรรม และการสวดโอ้เอ้วิหารราย โดยมีเด็กและเยาวชนทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักคิดดี ทำดี มีจิตสาธารณะ และสามารถนำหลักธรรมทางศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคตสำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมการศาสนาพร้อมขานรับนโยบายของ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในการผลักดันวัฒนธรรมสู่การเป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถสร้างทั้งคุณค่าและมูลค่าให้แก่ประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อน 5C+1 และแนวคิด “Ministry of Culture New Era – กระทรวงวัฒนธรรมยุคใหม่ ก้าวไกลสู่สากล”

กรมการศาสนาจึงเตรียมยกระดับการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Faith to Future” เปลี่ยนพลังแห่งศรัทธาและทุนทางศาสนาให้เป็นพลังสร้างอนาคตของประเทศ ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ “Faith • Meditation • Economy” หรือ “ศรัทธา • สมาธิ • เศรษฐกิจ” เพื่อสร้างคุณค่าทั้งทางจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในมิติ “ศรัทธา” (Faith) จะมุ่งนำทุนทางศาสนา ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชุมชนมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางศาสนาและจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) เชื่อมโยงวัด ศาสนสถาน ชุมชน และแหล่งเรียนรู้ทางศาสนาทั่วประเทศ ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ทางจิตใจ พร้อมส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและจิตวิญญาณ ในมิติ “สมาธิ” (Meditation) กรมการศาสนาเตรียมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับนานาชาติ” (International Hub for Meditation Practice) โดยเชื่อมโยงเครือข่ายสถานปฏิบัติธรรมและองค์ความรู้ด้านสมาธิของประเทศไทย พัฒนากิจกรรมและหลักสูตรที่สามารถเข้าถึงประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ กิจกรรมสมาธิระดับนานาชาติ หลักสูตรปฏิบัติธรรมสำหรับชาวต่างชาติ และการส่งเสริมสติและสมาธิเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่คุณค่าของสมาธิและวิถีแห่งสติของไทยสู่ระดับสากล ส่วนมิติ “เศรษฐกิจ” (Economy) จะมุ่งเชื่อมโยงทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยต่อยอด “ชุมชนคุณธรรมพลังบวร” ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ใช้พลังของ “บ้าน วัด/ศาสนสถาน โรงเรียน/ราชการ” เชื่อมโยงกิจกรรมทางศาสนา วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเทศกาลประเพณี เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การก้าวเข้าสู่ปีที่ 85 ของกรมการศาสนา ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนมองประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจขององค์กรเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปข้างหน้า โดยนำทุนทางศาสนาที่ประเทศไทยมีอยู่มาสร้างคุณค่าให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ กรมการศาสนาจะเชื่อมโยง “พลังศรัทธา” กับ “พลังแห่งสติ” และ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ให้เกิดผลต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสร้างคนดี สร้างสังคมที่สงบสุข สร้างโอกาสและรายได้ให้แก่ชุมชน ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความโดดเด่นด้านศาสนา จิตวิญญาณ และวัฒนธรรม “Faith to Future จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดในการทำงาน แต่คือการนำพลังศรัทธาที่เป็นรากฐานของสังคมไทย มาต่อยอดด้วยพลังแห่งสติ และเชื่อมโยงสู่พลังทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ศาสนาเป็นพลังสำคัญในการสร้างคน สร้างชุมชน และสร้างอนาคตของประเทศอย่างยั่งยืน” \\\

“ซินโครตรอนแลนด์” ชวนเปิดโลกแห่งคลื่นแสง สี เสียง และอนุภาคในมหกรรมวิทย์ 2569

  “ซินโครตรอนแลนด์” ชวนเปิดโลกแห่งคลื่นแสง สี เสียง และอนุภาคในมหกรรมวิทย์ 2569 


รอบตัวเราเต็มไปด้วยคลื่น ส่วนแสงที่เรามองเห็นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของโลกแห่งคลื่น และเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถเดินทางได้ในสุญญากาศ เช่นเดียวกับแสงซินโครตรอนที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติปีนี้ขอเชิญมาร่วมเรียนรู้โลกของคลื่นใน “ซินโครตรอนแลนด์” แดนมหัศจรรย์แห่งคลื่น แสง และอนุภาค โดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569



นนทบุรี - สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ขอเชิญเยาวชน ครอบครัว และผู้สนใจร่วมสนุกกับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในบูธ “ซินโครตรอนแลนด์” ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 หรือ NST Fair 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–19.00 น. ณ อาคาร 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี




ปีนี้ซินโครตรอนแลนด์พร้อมพาทุกคนออกเดินทางสู่โลกของ “คลื่น” ผ่านกิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สนุก เข้าใจง่าย และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ลงมือปฏิบัติจริง จำนวน 4 ฐาน ได้แก่ 1. ฐานการทดลองเสียงแปลงร่างเป็นลาย (Chladni Plate) ตื่นตากับเม็ดทรายที่เรียงตัวเป็นลวดลายบนแผ่นเหล็กเมื่อเสียงสั่นสะเทือน สร้างงานศิลปะที่สวยงามผ่านวิทยาศาสตร์ 2. ฐานการทดลอง Mission: Light Beam! ภารกิจลับจับคลื่นแสง ฐานทดลองให้ร่วมปฏิบัติภารกิจลับ และสังเกตว่าคลื่นแสงเป็นอย่างไร? 3. ฐานการทดลองคลื่นแผ่นดินไหว จำลองการเกิดแผ่นดินไหว และเรียนรู้ว่าแรงสั่นสะเทือนเป็นคลื่นอย่างไร และ 4. ฐานการทดลองการเร่งอนุภาคด้วยคลื่น ฐานทดลองเพื่อเรียนรู้ว่า คลื่นสามารถเร่งอนุภาคได้อย่างไร ซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานสู่กำเนิด “แสงซินโครตรอน” 

นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกซินโครตรอนแลนด์นำวิดีโอเกมมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ภายในบูธ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบใหม่ ผ่านวิดีโอเกม 2 เกม ได้แก่ 1. Synchrotron Dash เกมที่จำลองให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นอิเล็กตรอน วิ่งสะสมพลังงานภายในท่อของเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน พร้อมเรียนรู้กระบวนการเพิ่มพลังงานของอิเล็กตรอนอย่างสนุกสนาน และ 2. Synchrotron Light Collector เกมภารกิจจับแสงและสะสมพลัง ให้ผู้เล่นได้ทดสอบความว่องไว พร้อมทำความรู้จักกับแสงซินโครตรอนผ่านการเล่นเกม


ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะภายในบูธยังมี บอร์ดเกมซินโครตรอน ทั้งเกมจับคู่การ์ดเหมือนและเกมจับคู่ภาพเหมือน ช่วยฝึกทักษะการสังเกต ความจำ และการเชื่อมโยงเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ เหมาะสำหรับผู้เข้าชมทุกช่วงวัย พร้อมด้วยของรางวัลอีกมากมาย


เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาร่วมทดลอง เล่นเกม และค้นพบว่าวิทยาศาสตร์เรื่องคลื่น แสง เสียง และอนุภาคอยู่ใกล้ตัวและสนุกกว่าที่คิด พบกันที่บูธ “ซินโครตรอนแลนด์” ภายในงาน NST Fair 2026 ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–19.00 น. ณ อาคาร 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มาเที่ยวซินโครตรอนแลนด์ แล้วออกเดินทางไปสนุกกับโลกวิทยาศาสตร์พร้อมกัน!


วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ปส. ประกาศความพร้อมกำกับดูแล SMR 9,000 เมกะวัตต์ ดัน พ.ร.บ. Nuclear Liability เข้าสภา ยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยระดับ IAEA

 ปส. ประกาศความพร้อมกำกับดูแล SMR 9,000 เมกะวัตต์ ดัน พ.ร.บ. Nuclear Liability เข้าสภา ยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยระดับ IAEA

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ชูความพร้อมเต็มพิกัดในการกำกับดูแล “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์” (SMR) กำลังการผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ขานรับนโยบาย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งผลักดันนวัตกรรมขั้นสูงตามแนวทาง BCG Model เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เปิดเผยว่า ปส. ได้เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในหลากหลายมิติ:

 คลอด พ.ร.บ. Nuclear Liability จ่อเสนอสภาฯ: จัดทำร่าง พ.ร.บ. Nuclear Liability (ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งเกี่ยวกับความเสียหายทางนิวเคลียร์) เสร็จสิ้นแล้ว โดยผ่านการทำประชาพิจารณ์และเห็นชอบจากคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เรียบร้อย อยู่ระหว่างเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร


 ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน 19 ด้าน: เดินหน้าเตรียมความพร้อมตามมาตรฐานสากล พร้อมประสานความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

 ตั้งศูนย์บริหารจัดการร่วมแห่งชาติ: เตรียมจัดตั้งกลไกกลางในการกำกับดูแลและออกใบอนุญาต SMR เพื่อให้กระบวนการอนุมัติ ตรวจสอบ และควบคุมความปลอดภัยเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรัดกุม

 ยกระดับบุคลากรมาตรฐาน IAEA: จัดตั้งคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง รองรับการกำกับดูแล การออกใบอนุญาต และการตรวจติดตามความปลอดภัยตามมาตรฐานขององค์กรพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

การเตรียมความพร้อมกำกับดูแล SMR ขนาด 9,000 เมกะวัตต์ ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการรองรับฉากทัศน์พลังงานใหม่ของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวลำปาง ลำพูน และเชียงราย รวมมูลค่ากว่า 1.1 ล้านบาท ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวลำปาง ลำพูน และเชียงราย รวมมูลค่ากว่า 1.1 ล้านบาท ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี



ระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ พร้อมด้วย  นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน และนายประถวี กุลบุตร รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงราย ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวม 3 จังหวัด รวมจำนวน 60 คน คิดเป็นมูลค่า 1,163,800 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนหกหมื่นสามพันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมี นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลําปาง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางศรีสุดา เถาเมืองใจ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง นายพงษ์ศักดิ์ ชูชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคเหนือ จังหวัดลำปาง และนางรชยา ฮั่นตระกูล ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ จังหวัดลำพูน ร่วมในพิธีมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพฯ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ลำปางและลำพูน ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคเหนือ จังหวัดลำปาง และ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอพาน นายนัธทวัฒน์ ธนโชติชัยพัชร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวจังหวัดเชียงราย และนางสาวณัฐธิดา เหลืองสุขโสภณ ผู้อำนวยการกลุ่มคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ผู้แทนกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ผู้แทนกรมกิจการสตรีและครอบครัว ร่วมในพิธีมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพฯ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่เชียงราย ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย พร้อมกันนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการแจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดลำปางและเชียงรายฟรี โดยมีประชาชนเข้ารับบริการอย่างคับคั่ง






โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป






ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

กรมการศาสนา “ส่งธรรมะถึงรั้วโรงเรียน” เปิดพื้นที่ปลอดภัย เติมธรรมะ เสริมสติ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจแก่เด็กและเยาวชน

 กรมการศาสนา “ส่งธรรมะถึงรั้วโรงเรียน” เปิดพื้นที่ปลอดภัย เติมธรรมะ เสริมสติ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจแก่เด็กและเยาวชน


เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนหอวัง เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา” (Dhamma Journey on Campus) พร้อมด้วย นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นางพีรานุช ไชยพิเดช ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนมูลนิธิโนอิ้งบุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะวิทยากรจากโครงการ hype school ภายใต้มูลนิธิโนอิ้งบุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา และมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต ตลอดจนคณะครูและนักเรียนโรงเรียนหอวัง จำนวน 600 คน เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ควบคู่กับการพัฒนาสติ สมาธิ และจิตใจของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงได้ดำเนินการตามนโยบาย Cultural Well-being ของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือกับคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมให้การเรียนรู้หลักธรรมและการฝึกสมาธิสามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชน ได้อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ การฝึกสมาธิและการมีสติไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่เป็นทักษะสำคัญที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้เด็กและเยาวชนมีความตั้งมั่นทางจิตใจ รู้เท่าทันอารมณ์และความคิดมีเหตุผลในการตัดสินใจ และสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง สามารถประยุกต์ใช้กับคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกบริบท 



สำหรับกิจกรรม “ธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา” มุ่งให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้คุณธรรมและเป็น “พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน” (Child & Youth Safe Space) ที่เอื้อต่อการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และส่งเสริมการเรียนรู้โดยเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีสิทธิในการตัดสินใจ มีส่วนร่วมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง สามารถแสดงความคิดเห็นและแสดงออกถึงความต้องการ พร้อมทั้งให้เกิดเรียนรู้จากความผิดพลาดหรือประสบการณ์จริง และให้เด็กกล้าที่จะขอความช่วยเหลือได้ โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง หรือการเลือกปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างให้เด็กและเยาวชนมีความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

คิดเป็น และมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม 



ซึ่งภายในกิจกรรม เด็กและเยาวชนจะได้เรียนรู้คุณธรรมจริยธรรมผ่านรูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย อาทิ กิจกรรม The Journey to Your Dream ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชน ผ่านการเรียนรู้การค้นหาศักยภาพและเป้าหมายชีวิต การสร้างแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จ ควบคู่กับการเรียนรู้หลักคุณธรรม ได้แก่ ศีล การให้ ความกตัญญู การให้อภัย และการคบคนดี พร้อมฝึกสมาธิเพื่อเสริมสร้างสติและปัญญา ตลอดจนกิจกรรมสันทนาการและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้เยาวชนสามารถนำหลักคุณธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม ในการพัฒนาคนผ่านมิติศาสนาและวัฒนธรรม ที่มุ่งสร้างคนดี มีคุณธรรม สร้างสังคมเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ การสร้างรากฐานด้านคุณธรรมตั้งแต่วัยเรียน ถือเป็นการลงทุนทางสังคมที่สำคัญ เพราะนอกจาก

จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่เด็กและเยาวชนแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

ทั้งนี้ กรมการศาสนาได้กำหนดจัดกิจกรรม “ธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา” ในสถานศึกษาที่มีความพร้อมและมีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวม 4 แห่ง ได้แก่ ครั้งแรก ณ โรงเรียนหอวัง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ครั้งที่สองและสามในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ และโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และครั้งที่สี่ ณ โรงเรียนสตรีวัดระฆัง ในวันที่ 21 กันยายน 2569 เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านคุณธรรม การฝึกสติ สมาธิและการพัฒนาจิตใจให้เข้าถึงเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกรมการศาสนา

ในการนำหลักธรรมมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของเด็กและเยาวชน สร้างการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย ไม่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน พร้อมส่งเสริมให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พื้นที่แห่งความเข้าใจ และพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยหล่อหลอมเด็กและเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีสติ มีคุณธรรม และมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ สามารถก้าวไปข้างหน้าและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมั่นคงและมีความสุข ///

กรมการศาสนา ครบรอบ 85 ปี จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” เดินหน้าสู่ “Faith to Future” ขับเคลื่อน “ศรัทธา • สมาธิ • เศรษฐกิจ” ต่อยอดทุนทางศาสนา–วัฒนธรรม สร้างคุณค่า สร้างรายได้ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

  กรมการศาสนา ครบรอบ 85 ปี จัดงาน “วันศาสนูปถัมภ์” เดินหน้าสู่ “Faith to Future” ขับเคลื่อน “ศรัทธา • สมาธิ • เศรษฐกิจ” ต่อยอดทุนทางศาสนา–วั...