วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“โง้วเต็กเซ้ง” ตำนานร้านผ้าม่าน 50 ปีแห่งพาหุรัด ส่งไม้ต่อทายาทรุ่นที่ 3 ยกร้านขึ้นออนไลน์เต็มรูปแบบ ยอดติดตั้งสะสมทะลุ 10,000 ห้อง

 “โง้วเต็กเซ้ง” ตำนานร้านผ้าม่าน 50 ปีแห่งพาหุรัด ส่งไม้ต่อทายาทรุ่นที่ 3 ยกร้านขึ้นออนไลน์เต็มรูปแบบ ยอดติดตั้งสะสมทะลุ 10,000 ห้อง

จากร้านห้องแถวบนถนนพาหุรัดในยุครุ่นปู่ สู่เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียในมือทายาทรุ่นที่ 3 — NTS Curtain (โง้วเต็กเซ้ง) พิสูจน์ว่างานฝีมือแบบดั้งเดิมไปต่อได้ในโลกออนไลน์ ด้วยจุดยืนเดียวกับวันแรก: โรงงานตัดเย็บของตัวเอง ราคาตรงจากแหล่งผลิต และงานติดตั้งที่ประณีต

กรุงเทพฯ — ถนนพาหุรัด ย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร อาจไม่คึกคักเท่ายุครุ่งเรืองเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ร้านผ้าม่านเล็ก ๆ ชื่อ “โง้วเต็กเซ้ง” ยังคงเปิดไฟต้อนรับลูกค้าทุกเช้าต่อเนื่องมากว่า 50 ปี และวันนี้ชื่อของร้านกำลังเดินทางไกลกว่าเดิม — ไปอยู่บนหน้าจอของลูกค้าทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ NTS Curtain

ร้านโง้วเต็กเซ้งก่อตั้งโดยรุ่นคุณปู่ซึ่งเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน เริ่มต้นจากการขายผ้าและรับตัดเย็บผ้าม่านในย่านพาหุรัด ก่อนส่งต่อกิจการจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงทายาทรุ่นที่ 3 ผู้ดูแลกิจการในปัจจุบัน ความผูกพันกับลูกค้าคือสิ่งที่ร้านภูมิใจที่สุด

“ลูกค้าของรุ่นปู่ทุกวันนี้กลายเป็นลูกค้ารุ่นที่ 3 แล้วครับ บางครอบครัวสั่งผ้าม่านกับเรามาสามชั่วอายุคน” ทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านกล่าว

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าตกแต่งบ้านผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะที่หน้าร้านในย่านการค้าเก่าเงียบลงตามลำดับ ทายาทรุ่นที่ 3 จึงตัดสินใจนำกิจการครอบครัวเข้าสู่โลกออนไลน์เต็มรูปแบบ ผ่านเว็บไซต์ ntscurtain.com พร้อมช่องทาง TikTok และ Facebook (@ntscurtain) ที่ลูกค้าสามารถชมผลงานติดตั้งจริง อ่านบทความความรู้เรื่องผ้าม่าน ขอใบเสนอราคา และนัดวัดหน้างานฟรีได้โดยไม่ต้องเดินทางมาที่ร้าน

“หน้าร้านพาหุรัดไม่ได้คึกคักเหมือน 30 ปีก่อน แต่ฝีมือกับความตรงไปตรงมาที่รุ่นปู่สอนไว้ยังขายได้เสมอครับ เราแค่ย้ายที่พบลูกค้า จากหน้าร้านไปอยู่บนหน้าจอ” เขากล่าวเสริม

สิ่งที่ทำให้ร้านผ้าม่าน NTS Curtain อายุครึ่งศตวรรษแห่งนี้ยังแข่งขันได้คือการมีโรงงานตัดเย็บเป็นของตัวเอง ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ทุกผืนและตั้งราคาตรงจากแหล่งผลิตโดยไม่ผ่านคนกลาง ปัจจุบันร้านมีผ้าม่านให้เลือกกว่า 2,000 แบบ มียอดติดตั้งสะสมมากกว่า 10,000 ห้อง ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ร้านค้า สปา ไปจนถึงงานโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่ไว้วางใจใช้บริการต่อเนื่องเดือนละหลายสิบยูนิต

บริการของ NTS Curtain ครอบคลุมครบวงจร ตั้งแต่วัดหน้างานฟรีถึงบ้าน ให้คำปรึกษาเรื่องผ้าและโทนสี ตัดเย็บที่โรงงานของร้านเอง ไปจนถึงติดตั้งโดยทีมช่างประจำ สินค้ามีทั้งผ้าม่านทุกทรง (ม่านจีบ ม่านลอน ม่านพับ ม่านหลุยส์) ม่านม้วน มู่ลี่ไม้และอลูมิเนียม วอลเปเปอร์ ฟิล์มกรองแสงติดอาคาร รวมถึงม่านไฟฟ้าที่สั่งงานผ่านระบบสมาร์ทโฮมได้ และผ้าที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล OEKO-TEX สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กหรือผู้ที่เป็นภูมิแพ้

ก้าวต่อไปของร้านคือการทำให้ลูกค้าทั่วประเทศเข้าถึงงานผ้าม่านคุณภาพจากพาหุรัดได้ง่ายเหมือนมีร้านอยู่ใกล้บ้าน ปัจจุบันให้บริการติดตั้งครอบคลุมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ขอนแก่น ภูเก็ต และจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ

ช่างโฮมโปร x พฤกษา​ ส่งทีมช่างมืออาชีพซ่อมฟรี! ถึงบ้าน ผ่านกิจกรรม "Pruksa x HomePro Fix Free Day" เติมเต็มคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีในทุกวัน

 ช่างโฮมโปร x พฤกษา​ ส่งทีมช่างมืออาชีพซ่อมฟรี! ถึงบ้าน ผ่านกิจกรรม "Pruksa x HomePro Fix Free Day" เติมเต็มคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีในทุกวัน

บ้านที่ดี…ไม่ได้จบลงเพียงแค่วันที่ส่งมอบกุญแจบ้าน แต่คือบ้านที่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง 

เพราะการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ไม่ได้วัดเพียงความสวยงามของบ้าน แต่รวมถึงการดูแล ซ่อมแซม และบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในบ้านให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อให้ทุกๆ วันของการอยู่อาศัยเต็มไปด้วยความสะดวก ความอุ่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


ด้วยแนวคิดดังกล่าว บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ "ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า" ที่มุ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน พร้อมส่งเสริมการซ่อมแซมเพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าและลดการสร้างขยะอย่างยั่งยืน สู่การให้บริการเชิงรุก ด้วยการผนึกความร่วมมือกับ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม "Pruksa x HomePro Fix Free Day" ส่งทีมช่างโฮมโปร มืออาชีพลงพื้นที่ให้บริการซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! ค่าแรง แก่ลูกบ้านโครงการพฤกษา พร้อมมอบสิทธิพิเศษด้านการดูแลบ้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้าตลอดทุกช่วงเวลาการใช้ชีวิตภายในบ้าน

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากโครงการ "ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า" ของโฮมโปร ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนนำเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือช่างเข้ารับบริการซ่อมโดยไม่มีค่าแรง สู่การให้บริการเชิงรุกผ่านทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมลงพื้นที่ดูแลลูกค้าถึงโครงการที่อยู่อาศัย สะท้อนความตั้งใจของโฮมโปรในการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการดูแลบ้านมาสร้างคุณค่าให้กับสังคม ควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐาน สะดวก และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า 

“โฮมโปรเชื่อว่าการดูแลลูกค้าไม่ควรสิ้นสุดเพียงวันที่ลูกค้าเลือกซื้อสินค้า แต่ต้องต่อเนื่องไปตลอดอายุการใช้งาน เราจึงเดินหน้าพัฒนางานบริการดูแลบ้านครบวงจร พร้อมต่อยอดโครงการ 'ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า' ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการจากทีมช่างมืออาชีพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐาน


ความร่วมมือกับพฤกษาในครั้งนี้ เป็นการนำศักยภาพของทั้งสององค์กรมาร่วมสร้างประโยชน์ให้กับลูกบ้าน โดยโฮมโปรนำทีมช่างมืออาชีพและความเชี่ยวชาญด้านการซ่อมแซมและดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้ามาให้บริการถึงที่พักอาศัย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวก และสร้างความอุ่นใจในการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายบริการของโฮมโปรให้เข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น"

 


กิจกรรม "Pruksa x HomePro Fix Free Day" เปิดโอกาสให้ลูกบ้านพฤกษา ได้รับบริการซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! ค่าแรงจากทีมช่างมืออาชีพของโฮมโปร พร้อมรับสิทธิพิเศษส่วนลดค่าอะไหล่ และบริการล้างเครื่องปรับอากาศในราคาพิเศษ ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาภายในบ้าน


โฮมโปรยังคงเดินหน้าพัฒนาบริการดูแลบ้านครบวงจร พร้อมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายภาคส่วน เพื่อขยายโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการด้านการติดตั้ง ซ่อมแซม บำรุงรักษา และบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ตอกย้ำบทบาทการเป็น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน ที่พร้อมดูแลทุกเรื่องบ้าน และร่วมสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะดวก อุ่นใจ และยั่งยืนให้กับคนไทยในทุกช่วงของการใช้ชีวิต


ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: HomePro Thailand หรือ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน: CHANG HomePro


#โฮมโปรxพฤกษา #HomeProxPruksa #ซ่อมก่อนทิ้งกับช่างโฮมโปร #ซ่อมฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้ากับช่างโฮมโปร #ยืดอายุการใช้งานสินค้า #CHANGHomePro #ช่างโฮมโปร #ช่างโฮมโปรมือโปรประจำบ้านคุณ #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #เมกาโฮม #MegaHome #ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #ช่างเลือกเมกาโฮม #Homepropr

###

เกี่ยวกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร 

ผู้นำธุรกิจด้าน Home Solution and Living Experience ในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจบนยุทธศาสตร์ความยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในทุกความเปลี่ยนแปลงของช่วงชีวิตผู้บริโภค “We Make A Better Living”

Website : https://www.homepro.co.th Facebook : https://www.facebook.com/homeprothailand

Tiktok : https://www.tiktok.com/@homepro_th?lang=en 




กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดงาน “มหกรรมอาหารเด็ด ของดีอีสาน” 20 จังหวัด 1 มหกรรมความอร่อย ยกอีสานมาเสิร์ฟถึงที่ 6–10 กรกฎาคมนี้ คาดสร้างรายได้กว่า 5 ล้านบาท

 กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดงาน “มหกรรมอาหารเด็ด ของดีอีสาน” 20 จังหวัด 1 มหกรรมความอร่อย ยกอีสานมาเสิร์ฟถึงที่ 6–10 กรกฎาคมนี้ คาดสร้างรายได้กว่า 5 ล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบึงกาฬ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเที่ยว ชิม ช้อป ในงาน “มหกรรมอาหารเด็ด ของดีอีสาน” ภายใต้โครงการยกระดับการค้าภาคอีสานสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระหว่างวันที่ 6–10 กรกฎาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี เพื่อเปิดตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชื่อมโยงสินค้าไทยคุณภาพจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

นายผกายเนติ์ เล่งอี้  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs ผ่านการเพิ่มช่องทางการตลาด การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และการประชาสัมพันธ์สินค้าอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ 

เพื่อยกระดับรายได้ เพิ่มมูลค่าสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน 

ภายในงานรวบรวมสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์แปรรูป และนวัตกรรมด้านอาหาร กว่า 50 คูหา จากผู้ประกอบการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ สินค้า GI ผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าเกษตร SMEs OTOP และร้านค้า “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่คัดสรรสินค้าคุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ ไก่ย่างเขาสวนกวาง หมูยอ ปลาส้ม น้ำหมากเม่า ไส้กรอกอีสาน ก๋วยจั๊บญวน น้ำพริกพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์เด่น

จากชุมชนอีกมากมาย ให้ประชาชนได้เลือกชิม เลือกซื้อ และอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากทั่วภาคอีสานในที่เดียว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายตลอดทั้ง 5 วัน ได้แก่ กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและขยายเครือข่ายธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมกิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารโดยเชฟ ที่จะรังสรรค์เมนูจากวัตถุดิบและอาหารพื้นถิ่นอีสาน ถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์ของอาหารไทยผ่านพลัง Soft Power สู่ผู้บริโภค พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน กิจกรรมส่งเสริมการขาย อาทิ คูปองส่วนลดมูลค่า 100 บาท สินค้านาทีทอง ของรางวัล และของที่ระลึก ตลอดจนมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

6 ก.ค. – อิสร์ อิสรพงศ์

7 ก.ค. – เจน Super Valentine

8 ก.ค. – นุ่น Super Valentine

9 ก.ค. – เอิร์น เดอะสตาร์

10 ก.ค. – เต๋า ภูศิลป์

เพื่อสร้างสีสันและมอบประสบการณ์เที่ยว ชิม ช้อป พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของอาหารและวัฒนธรรมอีสานอย่างใกล้ชิด

โดยคาดว่าตลอดระยะเวลาการจัดงานทั้ง 5 วัน จะก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาธุรกิจและการซื้อขายสินค้าภายในงานรวมกว่า 5 ล้านบาท พร้อมสร้างเครือข่ายทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น 

ทั้งนี้ การจัดงานสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพิ่มช่องทางการตลาด ส่งเสริมการค้าชายแดน และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสมัยใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยกระดับรายได้และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเที่ยว ชิม ช้อป และอุดหนุนสินค้าไทยคุณภาพจากผู้ประกอบการทั้ง 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในงาน “มหกรรมอาหารเด็ด ของดีอีสาน” ระหว่างวันที่ 6–10 กรกฎาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตไทยโดยตรง และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการบริโภคสินค้าในประเทศ



วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

EBC Financial Group และภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ต่ออายุความร่วมมือด้านการศึกษาเศรษฐศาสตร์สู่สาธารณชน

 EBC Financial Group และภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ต่ออายุความร่วมมือด้านการศึกษาเศรษฐศาสตร์สู่สาธารณชน

ความร่วมมือระยะ 3 ปี มุ่งขยายการเข้าถึงงานวิจัยเศรษฐศาสตร์ผ่านซีรีส์เว็บบินาร์ What Economists Really Do

(ลอนดอน, 29 มิถุนายน 2569) — EBC Financial Group ("EBC") ประกาศต่ออายุความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เป็นระยะเวลาอีกสามปี สานต่อพันธกิจร่วมในการนำองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และงานวิจัยระดับแนวหน้าออกสู่สาธารณชนในวงกว้างทั่วโลก

ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ EBC จะให้การสนับสนุนซีรีส์เว็บบินาร์ What Economists Really Do ของภาควิชาปีละหนึ่งครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย ศิษย์เก่า และสาธารณชนได้รับประโยชน์จากงานวิจัยเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญและข้อค้นพบที่น่าสนใจจากแต่ละเว็บบินาร์จะถูกนำมาพัฒนาเป็นวิดีโอสั้นสำหรับช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ผู้ชมออนไลน์สามารถเข้าถึงแนวคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ได้อย่างสะดวกและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มต้นความร่วมมือ ซีรีส์เว็บบินาร์ What Economists Really Do ในฉบับที่ EBC ให้การสนับสนุนได้พาผู้ชมสำรวจประเด็นเศรษฐกิจระดับโลกที่ทรงความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ ได้แก่ นโยบายภาษีและความโปร่งใสทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน โดยแต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมชมสดเฉลี่ยประมาณ 200 คน และยอดชมสะสมจากบันทึกการถ่ายทอดทั้งหมดสูงกว่า 3,600 ครั้ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเนื้อหาของเว็บบินาร์ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้หลังจากการถ่ายทอดสดจะสิ้นสุดลงแล้ว

ความร่วมมือนี้ตั้งอยู่บนพันธกิจร่วมที่ชัดเจน นั่นคือการทำให้องค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ตลาดการเงิน การกำกับดูแล หรือการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ยังเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของสาธารณชนอย่างมีวิจารณญาณต่อประเด็นที่กำลังหล่อหลอมอนาคตของโลก

ในมิติของการมีส่วนร่วมกับสังคม ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้งานวิจัยเชิงวิชาการของภาควิชาก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่วงสนทนาที่กว้างขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจหลักของภาควิชาในการเชื่อมโยงการศึกษากับสังคม

ความคิดริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจด้าน CSR ของ EBC ที่มุ่งขจัดอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในระยะยาว ด้วยการเชื่อมโยงความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับการประยุกต์ใช้ในโลกความเป็นจริง EBC ยังคงเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาเศรษฐศาสตร์และการมีส่วนร่วมของสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

"ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง การเข้าถึงความรู้ทางการเงินที่เชื่อถือได้จึงไม่ใช่สิทธิพิเศษ หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สะท้อนพันธกิจของ EBC ในการเสริมพลังให้แก่ผู้คนด้วยองค์ความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล ควบคู่ไปกับการบ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนระบบการเงินแห่งอนาคต" Christopher Stiegeler, Executive Director, EBC Financial Group (Cayman) Limited กล่าวไว้


Stiegeler กล่าวเพิ่มเติมว่า "นอกเหนือจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด EBC ยังคงขับเคลื่อนการศึกษาด้านการเงินสู่คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย ความร่วมมือเชิงวิชาการ และบันทึกความเข้าใจร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก ทั้งมหาวิทยาลัยแห่งชาติอิสระแห่งเม็กซิโก (UNAM) มหาวิทยาลัยนานาชาติอูลานบาตาร์ (IUU) สถาบันเทคโนโลยีมอนเตร์เรย์ (Tecnológico de Monterrey) Escuela Bancaria y Comercial และมหาวิทยาลัยอิสระแห่งบูการามังกา (UNAB) พร้อมกันนี้ ทีมงานของเรายังอยู่ระหว่างการสำรวจความร่วมมือใหม่กับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำเพิ่มเติมในหลายภูมิภาคทั่วโลก"

ศาสตราจารย์ Johannes Abeler หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า "การมีส่วนร่วมกับสาธารณชนและการศึกษาคือแก่นแท้ของพันธกิจภาควิชา ผ่านซีรีส์ What Economists Really Do เรามุ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐศาสตร์สามารถสนับสนุนการกำหนดนโยบายที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นที่กำลังหล่อหลอมโลกได้อย่างไร  เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือกับ EBC Financial Group ซึ่งการสนับสนุนของ EBC ช่วยให้เราขยายการเข้าถึงองค์ความรู้เศรษฐศาสตร์และส่งต่อกิจกรรมทางการศึกษาไปยังผู้ชมกลุ่มใหม่ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น"


ในสามปีข้างหน้า ความร่วมมือนี้จะยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างงานวิจัยเชิงวิชาการกับสาธารณชนในวงกว้าง เพื่อให้องค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ยังคงเข้าถึงได้ มีความหมาย พร้อมสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนและมีความหมายต่อสาธารณชนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง


ข้อจำกัดความรับผิดชอบด้านความเสี่ยง

การซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) และสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) บนมาร์จิ้นมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทุกราย ผลขาดทุนอาจเกินกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงผลลัพธ์ในอนาคต กรุณาพิจารณาวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และความสามารถในการรับความเสี่ยงของท่านอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและภาควิชาเศรษฐศาสตร์มิได้รับรองหรือแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการเชิงพาณิชย์ใด ๆ ของ EBC Financial Group ความร่วมมือนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและการเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชนเท่านั้น


เกี่ยวกับ EBC Financial Group

EBC Financial Group (EBC) ก่อตั้งขึ้นในกรุงลอนดอน เป็นแบรนด์การเงินระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านความเชี่ยวชาญด้านนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และการบริหารสินทรัพย์ ผ่านบริษัทในเครือที่ได้รับการกำกับดูแลในเขตอำนาจทางการเงินชั้นนำ ทั้งในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หมู่เกาะเคย์แมน มอริเชียส และภูมิภาคอื่น ๆ EBC เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนมืออาชีพ และนักลงทุนสถาบันสามารถเข้าถึงตลาดการเงินโลกและโอกาสการซื้อขายในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งสกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ CFDs และอื่น ๆ

ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนในกว่า 100 ประเทศ EBC ได้รับการยอมรับในระดับอุตสาหกรรมผ่านรางวัลอันทรงเกียรติ อาทิ Best Trading Platform และ Most Trusted Broker รวมถึงรางวัลจาก World Finance อีกหลายประเภท ด้วยสถานะการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งและพันธกิจด้านความโปร่งใส EBC จึงได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนทุกกลุ่มทั่วโลก สำหรับโซลูชันการซื้อขายที่ปลอดภัยและยึดประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ

บริษัทในเครือของ EBC ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลในเขตอำนาจของตนเอง ดังนี้ EBC Financial Group (UK) Limited กำกับดูแลโดย Financial Conduct Authority (FCA) แห่งสหราชอาณาจักร EBC Financial Group (Cayman) Limited กำกับดูแลโดย Cayman Islands Monetary Authority (CIMA) EBC Financial Group (Australia) Pty Ltd และ EBC Asset Management Pty Ltd กำกับดูแลโดย Australian Securities and Investments Commission (ASIC) และ EBC Financial (MU) Ltd ได้รับอนุญาตและกำกับดูแลโดย Financial Services Commission Mauritius (FSC)

แกนหลักของ EBC คือทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปีในสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ผ่านการรับมือกับวงจรเศรษฐกิจที่สำคัญตั้งแต่ Plaza Accord วิกฤตค่าเงินฟรังก์สวิสปี 2558 ไปจนถึงความผันผวนของตลาดในช่วงการระบาดของโควิด-19 องค์กรของเราดำเนินงานบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ การให้เกียรติ และการปกป้องสินทรัพย์ของลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าทุกความสัมพันธ์กับนักลงทุนได้รับการดูแลด้วยความรับผิดชอบสูงสุด

EBC เป็นพันธมิตรแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างเป็นทางการของ FC Barcelona และยังคงขับเคลื่อนความร่วมมือที่สร้างคุณค่าต่อสังคม ผ่านโครงการของ UN Foundation's United to Beat Malaria ภาควิชาเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และพันธมิตรในการพัฒนาด้านสุขภาพโลก เศรษฐศาสตร์ การศึกษา และความยั่งยืน


https://www.ebc.com/


Media Contact: 

Aldric Tinker Toyad

Global PR Lead

aldric.tinker@ebc.com 

Faiz Alavi Sulaiman

Senior PR Executive

faiz.sulaiman@ebc.com

THEOS-3: ดาวเทียมที่คนไทยมีส่วนร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 THEOS-3: ดาวเทียมที่คนไทยมีส่วนร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์

GISTDA นำวิศวกรไทยออกแบบ ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ดาวเทียมสำรวจโลกเพื่อวางรากฐานระบบนิเวศอวกาศที่ยั่งยืน

กรุงเทพมหานคร — [7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569]

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยความก้าวหน้าโครงการ THEOS-3 ดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นโครงการพัฒนาดาวเทียมที่มีการมีส่วนร่วมของบุคลากรไทยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเป็นการต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการ THEOS-2A สู่การพัฒนาดาวเทียมที่วิศวกรไทยมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบภารกิจ การผลิตโครงสร้าง การพัฒนาวงจรอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ควบคุมดาวเทียม ไปจนถึงการพัฒนาระบบสถานีภาคพื้นดินแบบครบวงจร

โครงการ THEOS-3 มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยกว่า 1,000 คน ครอบคลุมวิศวกร นักศึกษา และคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ พร้อมทั้งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ อาทิ ห้องคลีนรูม อุปกรณ์ทดสอบ และระบบซอฟต์แวร์ที่จำเป็นสำหรับการประกอบและทดสอบดาวเทียมภายในประเทศ

นอกจากนี้โครงการยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศผ่านการพัฒนามาตรฐานการผลิตในระดับ Space-grade เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันและขยายตลาด สู่ระดับสากลในอนาคต

ด้านการนำข้อมูลดาวเทียมไปใช้ประโยชน์ THEOS-3 ได้รับการออกแบบจากความ ต้องการของหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกว่า 30 หน่วยงาน โดยมุ่งสนับสนุนภาค เกษตรกรรม การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ การประเมินความชื้นในดิน การติดตามและประเมินคาร์บอนเครดิต การวิเคราะห์พื้นที่สีเขียว การติดตามจุดกักเก็บความร้อนในเขตเมือง และการประเมินดัชนีความแห้งแล้งในพื้นที่ เกษตรกรรม

ปัจจุบันโครงการมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยอุปกรณ์ต้นแบบระดับ Engineering Model (EM) ชุดแรก ซึ่งประกอบด้วยระบบประมวลผลดาวเทียม ระบบจัดการข้อมูลภารกิจ และระบบกล้องถ่ายภาพหลัก ได้ถูกส่งถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   ขณะนี้ทีมวิศวกรไทยอยู่ระหว่างดำเนินการทดสอบสมรรถนะของอุปกรณ์ในระดับ Unit-level เพื่อยืนยันความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการบูรณาการร่วมกับระบบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยบุคลากรไทย

สำหรับอุปกรณ์ Engineering Model (EM) ชุดถัดไปมีกำหนดส่งมอบในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของโครงการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการประกอบและทดสอบดาวเทียมทั้งระบบ (Flat Sat) ภายในห้องคลีนรูมของศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ (NAIT) ภายในไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2570

THEOS-3 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการก้าวจากผู้ใช้เทคโนโลยี อวกาศสู่การเป็นผู้พัฒนาและเจ้าของเทคโนโลยีอวกาศด้วยตนเอง สร้างความมั่นคงด้านข้อมูล ของประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และวางรากฐานสำคัญสู่การเติบโตของ เศรษฐกิจอวกาศไทยในอนาคต

เกี่ยวกับ GISTDA

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  — www.gistda.or.th


วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

MERCARE แบรนด์สกินแคร์ ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Sensitive Skin ด้วยนวัตกรรม Clean & Gentle Beauty

 MERCARE  แบรนด์สกินแคร์ ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Sensitive Skin ด้วยนวัตกรรม Clean & Gentle Beauty 

MERCARE แบรนด์สกินแคร์กลุ่ม Sensitive Skin ด้าน “ Sensitive Skin Care Innovation ที่ช่วยให้ทุกคนมีผิวแข็งแรง สุขภาพดี และมั่นใจได้ในทุกวัน ผ่านการผสานนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความอ่อนโยนที่ผิวต้องการ” พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ผิวในทุกวัยและทุกวัน ด้วยไลน์สินค้าที่ครอบคลุมการดูแลผิวครบวงจร ได้แก่ GlowRush Pumping Pads, Kombucha Hydra Rejuvenating Essence, MERCARE Gentle Revive Intensive Softcream และ Aquaglow Smooth Water-Based Sunscreen SPF50+ PA++++  แบรนด์มุ่งเน้นนวัตกรรมการดูแลผิวแบบ Clean & Gentle Beauty มุ่งเน้นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณภาพและตัวสินค้าต้องผ่านการทดสอบความอ่อนโยนจากแพทย์ผิวหนัง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค พร้อมรองรับการเติบโตในตลาดสกินแคร์สำหรับผิวแพ้ง่ายที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

คุณวิศวัศฉริยา โชติพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท AEC Resources development โรงงานผู้ผลิต ซึ่งได้ร่วมพัฒนาสินค้าให้กับแบรนด์ Marcare กล่าวว่า “ AEC ได้เห็นความใส่ใจ มุ่งมั่น การเน้นคุณภาพ ใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกสารสกัด การดูผลจากงานวิจัย การส่งสินค้าไปทดสอบกับสถาบันต่างๆ ของแบรนด์ MERCARE กว่าจะออกมาเป็นสินค้าสู่ผู้บริโภค การได้ร่วมมือกันกับ MERCARE ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการใส่ใจ การคำนึงถึงปัญหาผิวและหาทางแก้ปัญหาได้แบบยั่งยืน และครอบคลุม เพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวได้อย่างแท้จริง ของ แบรนด์ Mercare และนั่นคือการเติบโตเข้ามาเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ได้อย่างไม่ลังเล และเติบโตขึ้นแบบไม่หยุดยั้งในตลาดสุขภาพผิว และ AEC พร้อมที่จะเป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจเป้าหมายและพร้อมเติบโตไปด้วยกัน”

ภัทรพงศ์” เผย ICAO ยก “สถาบันการบินพลเรือน” แชมป์ผลิตบุคลากรการบินสูงสุดในเอเชียและแปซิฟิก สะท้อนความสำเร็จนโยบายคมนาคม พร้อมดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก

 ภัทรพงศ์” เผย ICAO ยก “สถาบันการบินพลเรือน” แชมป์ผลิตบุคลากรการบินสูงสุดในเอเชียและแปซิฟิก สะท้อนความสำเร็จนโยบายคมนาคม พร้อมดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความสำเร็จของสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ในโอกาสสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างยิ่งใหญ่ หลังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้ประกาศยกย่องอย่างเป็นทางการ  ให้ สบพ.เป็น “สถาบันฝึกอบรมที่มีจำนวนบุคลากรด้านการบินเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร ICAO Training Packages สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี 2568” (Highest Number of Aviation Professionals Trained in the APAC Region ICAO Training Packages 2025) โดยพิธีประกาศเกียรติคุณดังกล่าวจัดขึ้นภายในงานประชุมระดับโลก ICAO Global Implementation Support Symposium (GISS) 2026 ณ ราชอาณาจักรโมร็อกโก

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า รางวัลอันทรงเกียรติจาก ICAO ในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องสะท้อนความสำเร็จอันเด่นชัดของ สบพ. ในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานคมนาคมขนส่งทางอากาศของไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของ สบพ. ในฐานะฟันเฟืองสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินระดับโลก (World-Class Aviation Training Hub) และยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) อย่างแท้จริง

“รางวัลระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันถึงคุณภาพและมาตรฐานการเรียนการสอนของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและขีดความสามารถอันไร้ขีดจำกัดของ สบพ. ในการเดินหน้าพัฒนาทักษะบุคลากรการบิน ทั้งการเพิ่มพูนทักษะ (Upskilling) และการรีสกิล (Reskilling) เพื่อรองรับการเติบโต การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการบิน ตลอดจนการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินระดับโลกอย่างยั่งยืนต่อไป”

นายภัทรพงศ์ กล่าว


ด้านนางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน กล่าวเพิ่มเติมว่า นับเป็นประวัติศาสตร์ของ สบพ. ที่ควรค่าแก่การจารึกไว้ ในฐานะสมาชิกโครงการ ICAO Trainair plus ระดับ Platinum ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สบพ. ได้ยกระดับมาตรฐานการศึกษาและการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น โดยดำเนินการจัดฝึกอบรมรวมทั้งสิ้น 14 รุ่น ครอบคลุม 9 หลักสูตรสำคัญ และสามารถพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการบินเข้าสู่ระบบได้สำเร็จรวมกว่า 197 คน 

อีกทั้งยังสะท้อนถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ สบพ. ที่สามารถไต่ระดับสมาชิกภาพมาตั้งแต่ระดับ Associate Member, Full Member, Regional Training Center of Excellence จนก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุดคือ Platinum หรือ Training Center of Excellence (TCE) ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน โดยจากสมาชิกทั้งหมด 151 สถาบัน/องค์กร จาก 76 ประเทศทั่วโลก สบพ. ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มสมาชิกภาพระดับสูงสุดนี้ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 20 สถาบันด้านการบินจากทั่วโลก และเป็น 1 ใน 6 จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น 








โดยความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ สบพ. ไม่หยุดพัฒนา พร้อมเดินหน้ายกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันสมัยเท่าทันเทคโนโลยีการบินระดับโลก เพื่อมุ่งมั่นรักษามาตรฐานการศึกษาในระดับสูงสุด ตลอดจนสร้างบุคลากรการบินที่มีคุณภาพอันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่อุตสาหกรรมการบินไทยในเวทีสากลอย่างยั่งยืนต่อไป


#ภัทรพงศ์ภัทรประสิทธิ์

#ภัทรพงศ์ปักหมุดไทยสู่AviationHub

#WorldClassAviationHub

#การบินคิดถึงนอร์ท

#นอร์ทพลัสNoพัก

“โง้วเต็กเซ้ง” ตำนานร้านผ้าม่าน 50 ปีแห่งพาหุรัด ส่งไม้ต่อทายาทรุ่นที่ 3 ยกร้านขึ้นออนไลน์เต็มรูปแบบ ยอดติดตั้งสะสมทะลุ 10,000 ห้อง

  “โง้วเต็กเซ้ง” ตำนานร้านผ้าม่าน 50 ปีแห่งพาหุรัด ส่งไม้ต่อทายาทรุ่นที่ 3 ยกร้านขึ้นออนไลน์เต็มรูปแบบ ยอดติดตั้งสะสมทะลุ 10,000 ห้อง จากร้า...