วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569

อยากส่งออกทุเรียน แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน?3 วัน ที่จะเปลี่ยนคุณจากผู้สนใจหรือผู้ปลูกทุเรียน เป็นผู้เข้าใจธุรกิจส่งออกทั้งระบบ

  🔥 อยากส่งออกทุเรียน แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน?3 วัน ที่จะเปลี่ยนคุณจากผู้สนใจหรือผู้ปลูกทุเรียน เป็นผู้เข้าใจธุรกิจส่งออกทั้งระบบ 🌏



📢 อบรมเชิงปฏิบัติการ

“การผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออก”

โดยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ


🍈 เจาะลึกครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ  เรียนรู้การผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกอย่างมืออาชีพ


📅 วันที่ 25–27 มิถุนายน 2569

📍 บรรยายและเสวนา ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร  วันที่ 25-26 มิถุนายน 2569


🚌 พร้อมศึกษาดูงานแหล่งผลิตและส่งออกทุเรียนชั้นนำ วันที่ 26-27 มิถุนายน 2569

📍 จังหวัดระยอง และ จังหวัดจันทบุรี


🎯 เหมาะสำหรับ

✅ ผู้ประกอบการและนักธุรกิจ

✅ เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียน

✅ นักวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร

✅ ผู้สนใจลงทุนและพัฒนาธุรกิจทุเรียนส่งออก


📚 สิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ

✔️ แนวทางการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐานส่งออก

✔️ การคัดเกรด บรรจุภัณฑ์ และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

✔️ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

✔️ แนวโน้มตลาดและโอกาสทางธุรกิจทุเรียนไทย

✔️ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการตัวจริง


🎓 รับใบประกาศนียบัตรหลังการอบรม


⚠️ รับสมัครเพียง 50 ท่านเท่านั้น

สำรองที่นั่งก่อนเต็ม!


📞 สอบถามรายละเอียด

089-494-5172

📧 nhc12th@gmail.com


จัดโดย

สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน "มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569" ที่ HALL 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ท่ามกลางนักธุรกิจไทย-จีน และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

       นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน "มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569" ที่ HALL 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ท่ามกลางนักธุรกิจไทย-จีน และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

     วันที่ 3 มิ.ย.68 ที่ HALL 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรีให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน "มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569" โดยมีมิสเตอร์ เซียว กั๋ว กัง ประธานสมาคมส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีน อาเซี่ยนกล่าวรายงาน ร่วมด้วยนายสุวโรจน์ สุรักทวี  ประธาน บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด , ผู้แทนหอการค้าจากมณฑลหูหนาน , นักธุรกิจไทย-จีนเชิญ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ , สื่อมวลชน และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมในพิธีเปิดเป็นจำนวนมาก โดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานด้วยความคาดหวังว่า "งานมหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 ในครั้งนี้จะเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักธุรกิจไทย-จีน เป็นเหมือนการเชื่อมโยงด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจจีน รวมถึงนักลงทุนจากทุกภาคธุรกิจเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมเปิดมุมมองใหม่ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดโอกาสสู่ตลาดระดับสากล


       ทางด้านนายสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569" ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออนาคตแห่งการก่อสร้าง” เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และเทคโนโลยี Smart Living อย่างครบวงจร โดยมีนวัตกรรมล้ำสมัยกว่า 1,500 โรงงานจากประเทศไทยและประเทศจีนเข้าร่วมในงานมหกรรมนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 1,500 แห่งในประเทศจีน และนักธุรกิจไทยที่ได้จับมือเชื่อมโยงศักยภาพด้านอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ นวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อยกระดับมาตราฐานสินค้าอย่างมั่นคงทั้งด้านการผลิตวัสดุก่อสร้างด้วยระบบบ้านอัจฉริยะ เฟอร์นิเจอร์ยุคใหม่ และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยแห่งอนาคต

     นายโภคิน พลกุล อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า "เราเชื่อมั่นว่างานในครั้งนี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งโอกาส ที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ ทั่วภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน และการผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศจะสามารถผลักดันอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์โรงแรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างมาตราฐานใหม่ที่ตอบโจทย์ในโลกยุคดิจิตอลได้อย่างยั่งยืน







     อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานคือช่วงเวลา 14.00 น. - 17.30 น.ได้จัดเสวนาเหล่าผู้ประกอบการ ได้มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจนำมาแสดงในงานครั้งนี้ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

     จึงขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมในงาน "มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569" ระหว่างวันที่ 3 - 5 มิ.ย.69  ณ HALL ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 09.00 น. - 18.00 น.


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ



วันนี้ (วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ




ติดตามข่าวสาร กิจกรรม ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือคลิกเพื่อติดตามทางช่องทางอื่นๆ รวมถึงพิกัดของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

วธ. จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีมอบถุงยังชีพแก่ชุมชนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

 วธ. จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีมอบถุงยังชีพแก่ชุมชนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙







วันพุธที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีมอบถุงยังชีพแก่ชุมชนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ โดยมีพระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค ๑ เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นายปารเมศ โพธารากุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล  สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนหน่วยงาน องค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่ และประชาชน เข้าร่วม ณ อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมพระปิ่นเกล้า ชั้น ๑ วัดหงส์รัตนาราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร





นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ นับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าจะได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการบำเพ็ญคุณงามความดีถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ที่เสด็จพระราชดำเนินเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงปฏิบัติพระราชภารกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งยังทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภาระแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และพระราชจริยวัตรอันงดงาม พระองค์ทรงมีศรัทธา ในพระพุทธศาสนา โดยทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมบำรุงให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในพระราชพิธีต่าง ๆ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รวมทั้งพระอาราม และสถานที่ต่างๆ ตามที่มีผู้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีก็จะทรงติดตามเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลในพระราชพิธีดังกล่าวนั้นด้วย 

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเชิญชวนผู้นำองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ร่วมกันบำเพ็ญถวายพระราชกุศล โดยในส่วนกลาง กรมการศาสนาร่วมกับวัดหงส์รัตนาราม จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีมอบถุงยังชีพแก่ชุมชน การจัดพิธีทางศาสนา ๕ ศาสนา ในวันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๙ ณ โรงละครแห่งชาติ การจัดกิจกรรมวิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนท์วิหาร และจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม


พร้อมกันนี้ องค์การทางศาสนาทั้ง ๕ ศาสนา ได้ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติทั่วประเทศ อาทิ ศาสนาพุทธจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และกิจกรรมบำเพ็ญกุศล ศาสนาคริสต์ จัดพิธีมิสซาถวายพระพรและพิธีอธิษฐานภาวนา ศาสนาอิสลาม จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและขอพรเพื่อความสันติสุขของประเทศ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู จัดพิธีสวดมนต์ถวายพระพร ณ เทวสถานสำหรับพระนคร และศาสนาซิกข์จัดพิธีสวดกีรตัน อัรดาสถวายพระพรเเละเเจกสิ่งของเคริ่องอุปโภคเเละบริโภค ให้กับประชาชนทั่วไป จำนวน ๓๐๐ ชุด เพื่อถวายพระราชกุศล รวมถึงเปิดโรงครัวพระศาสดาในวัดเพื่ออุทิศตนรับใช้สังคมตามหลักศาสนา

สำหรับส่วนภูมิภาค กรมการศาสนาร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติถวายพระราชกุศลตามบริบทของแต่ละพื้นที่ อาทิ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การจัดกิจกรรมจิตอาสา และกิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ในมิติทางศาสนา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี และน้อมนำหลักธรรมทางศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิต อันจะนำไปสู่สังคมที่สงบร่มเย็น มีคุณธรรม และเข้มแข็งอย่างยั่งยืนสืบไป///

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สสส.-กสศ.ผนึกกำลังแก้เด็กนอกระบบ​ ชู “นครพนม” ต้นแบบจัดการครบทุกมิติ

 สสส.-กสศ.ผนึกกำลังแก้เด็กนอกระบบ​ ชู “นครพนม” ต้นแบบจัดการครบทุกมิติ

 

สานพลัง “นครพนม” เมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ เมื่อ สสส.จับมือกสศ.ร่วมกันขับเคลื่อนขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กเยาวชนนอกระบบควบคู่กับการจัดการปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เน้นการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ใช้รูปแบบเพื่อนช่วยเพื่อนควบคู่ข้อมูลเชิงลึกเมื่อแก้ไขให้ยั่งยืน

เมื่อเร็วๆนี้จังหวัดนครพนม ผนึกพลังทุกภาคส่วนจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ "สานพลังจังหวัดนครพนมเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้" โดยการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก3) สสส.

การลงนามนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อออกแบบการขับเคลื่อนสุขภาวะและการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้แก่คนนครพนม ควบคู่กับการกำหนดแนวทางจัดการปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่เป็นปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนนอกระบบ (Zero dropout) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาจังหวัดนครพนมในระยะยาวตามแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2566–2570 สู่เป้าหมาย "เมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ เคียงคู่เศรษฐกิจสีเขียว"

MOU ฉบับนี้จัดทำขึ้นระหว่าง 11 ภาคี ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยศูนย์การเรียน CYF ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส., กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), จังหวัดนครพนมโดยท้องถิ่นจังหวัด, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด, อำเภอนาแก อำเภอเรณูนคร อำเภอท่าอุเทน และอำเภอนาหว้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 34 แห่ง, มหาวิทยาลัยนครพนม, เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน)

นางสาวศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า การรวมพลังครั้งนี้คือหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของนครพนมที่บูรณาการเรื่องสุขภาพและการศึกษารวมเป็นเรื่องเดียวกัน

"เราไม่ได้มองเด็กนอกระบบเป็นเพียงแค่ปัญหาทางการศึกษา แต่มองว่านี่คือเรื่องของคุณภาพชีวิตของคนทั้งจังหวัด เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งหลุดจากระบบการเรียนรู้แล้ว ย่อมส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม ความมั่นคงของครอบครัว และอนาคตของชุมชนโดยรวม เวทีวันนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงเท่านั้น แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของจังหวัดนครพนมว่าการสร้างเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม" ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF กล่าว

พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF ยังย้ำถึงหลักการสำคัญในการทำงานว่า อยากให้ทุกคนมองว่านครพนมคือเมืองที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรัพยากรหรือโอกาสในการพัฒนา หากเราต้องการพัฒนาจังหวัดให้เข้มแข็งและเติบโตแข็งแรง การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่นามธรรม แต่เป็นการทำงานที่ชุมชนสามารถลุกขึ้นมาร่วมดูแลเด็กคนหนึ่งให้ครบทุกมิติได้อย่างแท้จริง เพื่อให้การเรียนรู้และสุขภาวะเป็นเรื่องเดียวกันที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนนครพนม

ด้าน นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  กล่าวถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาแบบครบวงจรภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout ว่าปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษากว่า 603,000 คน เฉพาะพื้นที่จังหวัดนครพนมมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในปี 2569 จำนวน 4,825 คน ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข

"แม้เด็กจะมีข้อจำกัดทั้งเรื่องความยากจน สุขภาพ หรือครอบครัวไม่พร้อม แต่หน้าที่ของเราคือการจัดระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้น้องๆ ไม่หลุดออกจากระบบ ความร่วมมือของ กสศ. และ สสส. ในครั้งนี้คือความพยายามในการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรทุกมิติ เพื่อให้ชีวิตของเขาอยู่ในเส้นทางการเรียนรู้ และเติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของบ้านเมืองต่อไป" นายพัฒนะพงษ์ กล่าว

ทางด้าน ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการใช้ "ข้อมูลนำทาง" เพื่อเชื่อมโยงปัญหาเข้ากับทุนทางสังคมในพื้นที่ โดย สสส. พร้อมสนับสนุนกลไกการทำงานของจังหวัดนครพนมผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้ง อบจ., มหาวิทยาลัยนครพนม และหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อออกแบบแผนงานและงบประมาณที่สอดคล้องกับบริบทจริง

ดร.นิสา ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการทำงานในรูปแบบ "เพื่อนช่วยเพื่อน" ที่เริ่มต้นจากการเสริมความเข้มแข็งในระดับครอบครัวและชุมชน แล้วค่อยขยายผลเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดตามลำดับ โดยใช้เครื่องมือเชิงลึก ทั้งงานวิจัยชุมชน (Recap) และการจัดทำข้อมูลรายบุคคลและครัวเรือน เพื่อออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างนครพนมให้เป็นต้นแบบด้านสุขภาวะและการเรียนรู้ที่ยั่งยืนสำหรับพื้นที่อื่นต่อไป

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ภาคีเครือข่ายจะร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การพัฒนาสุขภาวะประชาชนเพื่อลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (2) การพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพในรูปแบบ Data-Driven Healthcare โดยใช้ข้อมูลจากระบบข้อมูลตำบล การวิจัยชุมชน (RECAP) และข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ (3) การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบจำนวน 600 คน (4) การสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถาบันวิชาการเพื่อลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษา และ (5) การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและพัฒนานครพนมให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านสุขภาวะและการเรียนรู้ที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้ในอนาคต

การลงนาม MOU ครั้งนี้คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมของจังหวัดนครพนมในการลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยพลังของทุกภาคส่วนที่มาร่วมกันเป็นเจ้าของอนาคตของจังหวัด เมื่อสุขภาวะและการเรียนรู้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน และทุกคนในชุมชนร่วมกันขับเคลื่อน นครพนมก็จะก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในทุกมิติได้อย่างแท้จริง.-

รับลูก รมว.จุลพันธ์ กรมพัฒน์ฯ เปิดเทรน AI ทั่วประเทศ เร่งปั้นแรงงานทักษะสูงรับโลกงานยุคใหม่

 รับลูก รมว.จุลพันธ์ กรมพัฒน์ฯ เปิดเทรน AI ทั่วประเทศ เร่งปั้นแรงงานทักษะสูงรับโลกงานยุคใหม่

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขานรับนโยบายนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินหน้า Upskill/Reskill แรงงานไทยเร่งด่วน เปิดฝึกอบรมทักษะ AI และ Digital Technology ทั่วประเทศ มุ่งยกระดับแรงงานไทยสู่ High-Skilled Labour

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดแรงงานต้องการแรงงานที่มีคุณสมบัติ Skill แตกต่างกัน แรงงานต้องพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้การใช้ AI และเครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เสริมทักษะภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ สร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีและความต้องการของตลาด ดังนั้น กระบวนการ Upskill/Reskill จึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของ AI และเทคโนโลยีต่างๆ Technology Disruption เพื่อให้แรงงานไทยเหล่านั้นกลายเป็นแรงงานทักษะสูง (High-Skilled Labour) รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ด้วยเหตุผลดังกล่าว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงกำชับให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดำเนินการยกระดับทักษะให้แก่แรงงานโดยมุ่งเน้นทักษะด้าน AI และเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเร่งด่วน


นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า ปี 2569 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีโครงการยกระดับผลิตภาพและพัฒนากำลังคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม พัฒนาสมรรถนะบุคลากรดิจิทัลรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต (D-Workforce) เป้าหมายดำเนินการ 10,000 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 5,938 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569) ซึ่งจัดฝึกอบรมโดยหน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้แก่ สถาบัน /สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 นี้กำลังเปิดรับสมัครฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียด้วยเทคโนโลยี Generative AI หลักสูตร AI Assisted Coding Fundamentals พัฒนานวัตกรรมดิจิทัลด้วย AI และหลักสูตรที่เกี่ยวข้องดังกล่าวอยู่หลายแห่ง เช่น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 10 ลำปาง วันที่ 30 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี วันที่ 6 – 24 มิถุนายน  สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 21 ภูเก็ต วันที่ 14 – 18 มิถุนายน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 32 จันทบุรี อบรมระหว่างวันที่ 15 – 26 มิถุนายน เป็นต้น นอกจากนี้ กรมยังมีหน่วยฝึกอบรมเฉพาะทางที่เกี่ยวกับ AI และดิจิทัลต่างๆ คือ สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล สามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา ซึ่งมีหมวดโปรแกรมคอมพิวเตอร์และทักษะดิจิทัลที่ DSD Online Training หรือเว็บไซต์ https://onlinetraining.dsd.go.th/

  



การที่แรงงานไทยเรียนรู้ทักษะด้าน AI (ปัญญาประดิษฐ์) มีประโยชน์มากทั้งต่อ “ตัวแรงงานเอง” และ “ตลาดแรงงานในอนาคต” เพราะ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแทบทุกอาชีพ ไม่ใช่เฉพาะสายไอทีเท่านั้น ทำให้เพิ่มโอกาสในการได้งาน การเติบโตในสายอาชีพได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดงานซ้ำๆ เช่น พิมพ์เอกสาร สรุปข้อมูล แปลภาษา ทำกราฟิก หรือจัดตารางงาน ทำให้แรงงานมีเวลาไปพัฒนางานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ต่อยอดสู่งานใหม่ๆ ได้ เช่น นักสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ การตลาดดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูล หรือขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งหลายอาชีพมีรายได้สูงขึ้นจากการใช้ AI ช่วยทำงาน สำหรับผู้ที่สนใจต้องการฝึกทักษะเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกแห่งทั่วประเทศ หรือดูกำหนดการเปิดฝึกอบรมได้ที่ เว็บไซต์กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.dsd.go.th หัวข้อกำหนดการเปิดฝึกอบรม อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

วว. วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเซรั่มสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก “Phyceae” มุ่งยกระดับผิวแข็งแรงด้วยสารสกัดแคโรทีนอยด์

 วว. วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเซรั่มสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก “Phyceae”  มุ่งยกระดับผิวแข็งแรงด้วยสารสกัดแคโรทีนอยด์


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศคช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับประเทศ ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญจากงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ใช้ได้จริง ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “Phyceae Facial Serum” (เซรั่มทาหน้าจากสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก) ผลงานวิจัยที่เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลให้กลายเป็นขุมทรัพย์แห่งการฟื้นฟูผิว ยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยด้วยวิทยาศาสตร์อย่างยั่งยืน 

จากงานวิจัยเข้มข้นสู่ “สูตรลับ” ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร  ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลสำเร็จจาก โครงการการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่ประเภทแคโรทีนอยด์จากสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก โดยมี ดร.นารินทร์ จันทร์สว่าง นักวิจัยอาวุโส ศคช. เป็นหัวหน้าโครงการ และได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรเรื่อง “สูตรและกรรมวิธีการผลิตเซรั่มที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก” (เลขที่คำขอ 2303001726) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

“Phyceae” เซรั่มกู้ผิว ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว  ด้วยพลังของสารสกัดแคโรทีนอยด์เข้มข้นจากสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก ส่งผลให้ Phyceae Facial Serum มีคุณสมบัติเด่นที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของคนยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด ดังนี้ 

1.Super Skin Shield  ช่วยปกป้องผิวจากแสงอาทิตย์และรังสีอย่างมีประสิทธิภาพ 

           2.Youthful & Firming   ช่วยลดเลือนริ้วรอย พร้อมกระชับรูขุมขนให้ผิวดูเรียบเนียนอย่างเห็นได้ชัด 

3.Deep Hydration     เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวแลดูแข็งแรง ทรงพลัง สุขภาพดีจากภายใน 

4.Lightweight Texture  เนื้อเซรั่มสูตรอ่อนละมุน ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ 

วิธีใช้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด  เพียงหยดเซรั่ม 2-3 หยดลงบนใบหน้าที่สะอาด แล้วใช้นิ้วกลางและนิ้วนางเกลี่ยเบาๆ เป็นประจำ 

วว. การันตีความปลอดภัยและคุณภาพระดับสากล   เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่สนใจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด 

1.ปลอดภัย ไร้พิษ   สารสกัดจากสาหร่ายผ่านการทดสอบแล้วว่า ไม่เป็นพิษต่อเซลล์เพาะเลี้ยงชนิด L929 

2.อ่อนโยน ไม่แพ้  ผลการทดสอบยืนยัน ไม่มีการระคายเคือง (Non-irritating) 

3.คงตัวดีเยี่ยม   ผ่านตามเกณฑ์ (การทดสอบภายใต้สภาวะเร่ง 6 รอบ) 

สร้าง Impact ทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจ    ความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาเซรั่ม “Phyceae” โดย วว.  ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพของไทย และเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมความงามที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับ มีเอกลักษณ์ และมีความปลอดภัยสูง เพื่อตอบสนองกระแส "Green Beauty" ที่กำลังมาแรงทั่วโลก

วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อนำผลงานวิจัยนี้ไปสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยฐานนวัตกรรม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”

#สาหร่าย  #สาหร่ายทะเลขนาดเล็ก  #เซรั่ม   #ผิว  #เพิ่มมูลค่า  #สารสกัด #วทน

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  #อว  #วว  #TISTR  #ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ


อยากส่งออกทุเรียน แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน?3 วัน ที่จะเปลี่ยนคุณจากผู้สนใจหรือผู้ปลูกทุเรียน เป็นผู้เข้าใจธุรกิจส่งออกทั้งระบบ

  🔥 อยากส่งออกทุเรียน แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน?3 วัน ที่จะเปลี่ยนคุณจากผู้สนใจหรือผู้ปลูกทุเรียน เป็นผู้เข้าใจธุรกิจส่งออกทั้งระบบ 🌏 📢 อบรม...