วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

 รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน จนสามารถจับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีการบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการลักลอบเข้ามาตัดสายไฟในเขตพื้นที่รถไฟฟ้าบ่อยครั้ง นอกจากนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และการสื่อสารมวลชน โดยมี พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานคณะ ซึ่งมีการดำเนินมาตรการเชิงรุก และติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินการจนเกิดผลสำเร็จในครั้งนี้ พ.ต.อ.กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7 ได้สั่งการไปยัง พ.ต.อ.มนต์ชัย อรุณส่องแสงดี ผกก.สน.ตลิ่งชัน พ.ต.ท.พงษ์ธวัช คงเสือ รอง ผกก.สส.สน.ตลิ่งชันและฝ่ายสืบสวนสอบสวน สน.ตลิ่งชัน เพื่อติดตามคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้ โดยเมื่อช่วงเวลา 10.30 น. ของวันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัทฯได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลางเป็นขดลวดสายไฟสีเงินประมาณ 10 กิโลกรัม , คีมตัดสายไฟ 1 อัน , มีดคัตเตอร์ 1 อัน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีดำ ที่ใช้ขี่ไปก่อเหตุ โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักภายในซอยราชพฤกษ์ 26 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร


โดยจากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ให้การรับสารภาพ ทั้งนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิดในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร ซึ่งบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยินดีจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งจับกุมกลุ่มผู้ร่วมกระทำการลักลอบตัดสายไฟในพื้นที่รถไฟฟ้าอย่างเต็มความสามารถ 

บริษัทฯยังคงมีมาตรการในด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มมาตรการเชิงรุกร่วมกันระหว่างฝ่ายรักษาความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวัน เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟในระบบของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รวมถึงยังคงยึดมั่นในการดูแลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th


“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”

     

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน​ จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน”

 สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน​ จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน”

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้รับรางวัล “เลิศรัฐ” ประจำปี พ.ศ. 2569 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) ระดับดี จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” ซึ่งมอบโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นับเป็น 1 ใน 17 ผลงานทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลในประเภทนี้ สะท้อนการปรับบทบาทองค์กรจากการกำกับดูแลตามกฎหมาย สู่การเปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม

รางวัลประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน เป็นรางวัลที่สำนักงาน ก.พ.ร. มอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในการเปิดระบบราชการ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในระดับการให้ข้อมูลข่าวสารและระดับการปรึกษาหารือ


ผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” สะท้อนการปรับบทบาทของ สคส. จากการทำหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย มาสู่การเปิดระบบราชการและทำงานร่วมกับประชาชนตั้งแต่ต้นทาง โดย สคส. เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สิทธิของตนเอง เข้าถึงความช่วยเหลือได้เมื่อถูกละเมิด และมีช่องทางร่วมสะท้อนความคิดเห็นกลับมายังหน่วยงาน แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของการขยายช่องทางบริการ การสร้างความรู้ความเข้าใจในวงกว้าง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า “รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าทิศทางการทำงานที่ สคส. เลือกเดินมาถูกทาง เราปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแลตามกฎหมาย มาเป็นหน่วยงานที่เปิดรับฟังและทำงานร่วมกับประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สิทธิของตนเอง และรู้ว่ามีที่พึ่งที่เข้าถึงได้จริงเมื่อสิทธินั้นถูกละเมิด”


การดำเนินงานเชิงรุกของ สคส. ครอบคลุมทั้งการขยายศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) สู่ภูมิภาคเพื่อรับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในพื้นที่ การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ Government Platform for PDPA Compliance (GPPC) ที่มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมใช้งานจำนวนมาก พร้อมเครือข่ายเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ตลอดจนการเปิดระบบเรียนรู้ออนไลน์ PDPC e-Learning ให้ประชาชนและองค์กรเข้าถึงความรู้ด้าน PDPA ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย


รางวัลในปีนี้นับเป็นการได้รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากในปี 2568 สคส. ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประเภทขับเคลื่อนเห็นผล ระดับดี จากผลงานศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) ขณะเดียวกัน ในปี 2569 ผลงานของ สคส. ยังได้รับการยอมรับในระดับสากล จากการที่แพลตฟอร์ม GPPC คว้ารางวัล Champion Project จากเวที WSIS Prizes 2026 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส


“ก้าวต่อไปของ สคส. คือการทำให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในทุกช่องทาง พร้อมยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะการใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สคส. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย


รองนายก “ศุภจี” เผยความคืบหน้าการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เดินหน้าสู่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ระดับนานาชาติ

 รองนายก “ศุภจี” เผยความคืบหน้าการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เดินหน้าสู่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะสงฆ์ และคณะกรรมการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษเข้าร่วมการประชุม เพื่อรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการและพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เป็นโครงการสำคัญดำเนินการในนามรัฐบาล โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อถวายพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย และทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก รวมทั้งเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าถึงประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ


สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 45 เล่ม รวม 21,941 หน้า แบ่งเป็นพระวินัยปิฎก 8 เล่ม พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม และพระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา คณะอนุกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) โดยมีพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ได้ขับเคลื่อนการแปล และตรวสอบความถูกต้องของการจัดทำพระไตรปิฎกฯ ตามแผนการดำเนินงาน ทั้งนี้ยังได้จัดทำต้นฉบับ ที่เป็นรูปเล่มเรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 หมวด หมวดละ 1 เล่ม รวมจำนวน 3 เล่ม ได้แก่ หมวดพระวินัยปิฎก (เล่มมหาวิภังค์ ปฐมภาค) จำนวน 1 เล่ม หมวดพระสุตตันตปิฎก (เล่มทีฆนิกาย สีลขันธวรรค) จำนวน 1 เล่ม และหมวดพระอภิธรรมปิฎก (เล่มธรรมสังคณีปกรณ์) จำนวน 1 เล่ม


รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการเร่งรัดกระบวนการแปล การตรวจสอบ และการบรรณาธิการให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ ตลอดจนการจัดทำสื่อองค์ความรู้และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถเข้าถึงและนำหลักธรรมคำสอนไปศึกษา และประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเตรียมการจัดพิมพ์พระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง รวมถึงการจัดทำในรูปแบบ E-book เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ช่วยให้ประชาชนและผู้สนใจสามารถศึกษา ค้นคว้า และทำความเข้าใจเนื้อหาพระไตรปิฎกได้โดยสะดวก ซึ่งเป็นอีกช่องทางสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและหลักธรรมึสู่สังคมไทยและนานาชาติอย่างกว้างขวาง


โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ 2) คณะอนุกรรมการแปลพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ และ 3) คณะอนุกรรมการบรรณาธิการพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนและ ขับเคลื่อนงานในแต่ละด้านให้มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญร่วมดำเนินงานดังกล่าว


ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะ และเสนอให้ รองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการฯ พิจารณาลงนามลงนาม เพื่อให้คณะอนุกรรมการสามารถดำเนินงานและขับเคลื่อนโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


การดำเนินโครงการดังกล่าว นับเป็นความร่วมมือสำคัญในการสืบทอดและเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยมุ่งให้พระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เป็นแหล่งศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถเข้าถึงและนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการ เผยแพร่มรดกทางพระพุทธศาสนาของไทยสู่ประชาคมโลก ///

รมว.วธ. นำผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมและผู้นำ 5 ศาสนา วางพวงมาลาและถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

 รมว.วธ. นำผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมและผู้นำ 5 ศาสนา วางพวงมาลาและถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้นำองค์การทางศาสนาและผู้แทนศาสนิกชน 5 ศาสนา ประกอบด้วย ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ รวมจำนวน 150 คน เข้าวางพวงมาลาและถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง



ในการนี้ มีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน


การเข้าถวายสักการะพระศพในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้ประสานผู้นำองค์การทางศาสนาและผู้แทนศาสนิกชนทั้ง 5 ศาสนา เข้าร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ โดยแต่ละศาสนาได้ปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนเอง สะท้อนถึงความพร้อมเพรียงของพสกนิกรต่างศาสนาในการแสดงความจงรักภักดีและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส พระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องเป็นที่ประจักษ์และอยู่ในความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพสกนิกรชาวไทย


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า การที่ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้นำองค์การทางศาสนา และศาสนิกชนทั้ง 5 ศาสนา มาร่วมถวายสักการะพระศพในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันของประชาชนทุกศาสนาที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังสะท้อนถึงความสามัคคีของคนไทย แม้จะมีความแตกต่างทางศาสนา แต่ทุกศาสนาต่างมีหลักคำสอนที่มุ่งให้คนทำความดี มีเมตตาต่อกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ศาสนิกชนทุกศาสนาได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการทำงานร่วมกันขององค์การทางศาสนา เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน การที่ผู้นำและศาสนิกชนทั้ง 5 ศาสนามาร่วมกันในวันนี้ จึงเป็นอีกภาพหนึ่งที่แสดงถึงความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันของคนไทยบนพื้นฐานของความเคารพในความแตกต่าง

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา มีภารกิจในการอุปถัมภ์ ทำนุบำรุง และส่งเสริมกิจการทางศาสนา ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา โดยประสานความร่วมมือกับองค์การทางศาสนาและเครือข่ายศาสนิกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และเป็นพลังสำคัญในการสร้างความสามัคคี ความเอื้ออาทร และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมไทย

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ/สมาคมจีนต่างๆ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยต่อเนื่อง ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยบริเวณชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ รวมมูลค่ากว่า 1.8 แสนบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือมูลนิธิฯ/สมาคมจีนต่างๆ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยต่อเนื่อง ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยบริเวณชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ รวมมูลค่ากว่า 1.8 แสนบาท 



วันนี้ (วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายชูเดช เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัยและแผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบเงินสดพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนภายในชุมชนรุ่งมณีพัฒนา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ (เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ) มีผู้ประสบภัยที่เข้ารับความช่วยเหลือในวันนี้ จำนวน 17 ครอบครัว รวม 39 คน มูลนิธิฯ มอบเงินสด คนละ 3,500 บาท เป็นเงิน 136,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว จำนวน 12 ชุด ชุดละ 2,500 บาท เป็นเงิน 30,000 บาท มอบเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคล จำนวน 5 ชุด ชุดละ 1,500 บาท เป็นเงิน 7,500 บาท รวมคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 174,000 บาท และ มูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี มอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม เป็นเงิน 7,800 บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 181,800 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมี นางสาวอรุณี อินถนอม ผู้อำนวยการเขตวังทองหลาง พร้อมด้วย อาสาฯ ศิลปิน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อาทิ นายภัทรพล ฐิติภวัตสกุล ,นายกวิน ชาตะวนิช, นายสุขสันต์ วันสว่าง นางสาวเบญญาภา จันใจ รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมลงพื้นที่มอบ ณ วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 



ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”




ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกรวมถึงพิกัดมูลนิธิฯ ได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน? 

“จุลพันธ์” ผนึกพลังรัฐ-เอกชน ปั้นแรงงานโลจิสติกส์ ตรงงาน ตรงทักษะ สร้างรายได้

 “จุลพันธ์” ผนึกพลังรัฐ-เอกชน ปั้นแรงงานโลจิสติกส์ ตรงงาน ตรงทักษะ สร้างรายได้

วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมตามโครงการความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานด้านโลจิสติกส์ โดยมี นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย สมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้อง Grand Ballroom ชั้น 2 โรงแรม Graph Hotel Bangkok แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อ การจัดเก็บสินค้า การบริหารคลังสินค้า การขนส่ง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดังนั้น การพัฒนากำลังแรงงานให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ จึงเป็นภารกิจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาทักษะและมาตรฐานฝีมือแรงงาน ขณะที่ภาคเอกชนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง

นางสาวบุปผา เรืองสุด กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน บูรณาการความร่วมมือกับสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย และสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย ดำเนินการฝึกอบรมภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เพื่อพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน



สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดฝึกอบรมยกระดับฝีมือให้แก่กำลังแรงงาน ระยะเวลา 120–240 ชั่วโมง จำนวน 5 หลักสูตร ได้แก่ ธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ การปฏิบัติการธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ การจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตรายเพื่อการขนส่งข้ามแดนในเขตอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (CLMVT) ตัวแทนออกของเพื่อการส่งออกและนำเข้า และการพัฒนาศักยภาพตัวแทนออกของด้านการนำเข้า–ส่งออกและโลจิสติกส์ มีผู้ผ่านการฝึกอบรมรวม 355 คน ใช้งบประมาณดำเนินการ 5,317,400 บาท



ผลจากการฝึกอบรมพบว่า มีสถานประกอบกิจการที่เป็นสมาชิกของสมาคมดังกล่าวรับผู้สำเร็จการฝึกอบรมเข้าทำงาน จำนวน 147 บริษัท ผู้สำเร็จการฝึกอบรมมีรายได้รวม 3,994,600 บาทต่อเดือน คิดเป็นรายได้ประมาณ 47,935,200 บาทต่อปี สะท้อนผลสำเร็จของการพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงกับความต้องการของภาคประกอบการ สามารถสร้างโอกาสในการมีงานทำและสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในวันนี้มีผู้สำเร็จการฝึกอบรมเข้ารับวุฒิบัตร จำนวน 200 คน

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนดเป้าหมายจัดฝึกอบรมตามโครงการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ จำนวน 600 คน เพื่อเดินหน้าพัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน สนับสนุนการมีงานทำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569

วศ.อว. ปลื้ม! รับรางวัลเลิศรัฐ 2569 การันตีคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ให้ความสำคัญผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 วศ.อว. ปลื้ม! รับรางวัลเลิศรัฐ 2569 การันตีคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ให้ความสำคัญผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย


        วันที่ 10 กันยายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมด้วยนายวันชัย สุวรรณหงษ์ รองอธิบดี เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รายหมวด (PMQA) หมวด 3 ด้านการมุ่งเน้นผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประจำปี 2569 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “CHANGE for a Better Future เปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

        ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิยดี รักษาราชการแทนอธิบดี วศ. กล่าวว่า รางวัลเลิศรัฐในครั้งนี้นับเป็นความภาคภูมิใจของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือของบุคลากร วศ. ทุกภาคส่วนที่มุ่งมั่นพัฒนางานและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นสำคัญ ทั้งนี้ วศ. จะนำความสำเร็จดังกล่าวเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาองค์กรและยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและประเทศได้อย่างต่อเนื่อง



       ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินงานของ วศ. ในการนำความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนางานและยกระดับคุณภาพการให้บริการ สอดคล้องกับบทบาทของ วศ. ในฐานะหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับตามมาตรฐานระดับสากล ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรหลักในการนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน” ซึ่งมุ่งสร้างคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #กรมวิทย์ฯบริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #อว #อุดมศึกษา #วิจัยและนวัตกรรม 

#รางวัลเลิศรัฐ2569 #เลิศรัฐ

รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

  รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินมาต...