วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วว. ผนึกกำลัง วช. มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดอบรมเสริมศักยภาพนักวิจัย สู่เวทีนานาชาติ

 วว. ผนึกกำลัง วช. มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดอบรมเสริมศักยภาพนักวิจัย สู่เวทีนานาชาติ

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยนเรศวร ศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ และศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ จัดกิจกรรม “การถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ พร้อมเสริมศักยภาพการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย การตีพิมพ์บทความวิชาการ และการนำเสนอผลงานนวัตกรรมระดับนานาชาติ” เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องรวยเพชร ชั้น 1 โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร

โดยได้รับเกียรติจาก นางสุภาพร โชคเฉลิมวงศ์ ผู้อำนวยการ กองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการอบรม และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอต ประธานคณะกรรมการกำกับและติดตามการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) ด้านเศรษฐกิจและการเกษตร สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรม  รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ และนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานและแนะนำบทบาทของศูนย์ฯ  ผศ.ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว..และในฐานะผู้บริหารจัดการศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ นำเสนอวิสัยทัศน์ บทบาท และภารกิจของศูนย์ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับของประเทศ 





กิจกรรมอื่นๆ ภายในงานประกอบด้วยภาควิชาการช่วงเช้า ได้รับเกียรติจาก นางสุนันทา สมพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ บรรยายหัวข้อ “เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย” ถ่ายทอดแนวทางการจัดทำข้อเสนอโครงการให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับเกณฑ์การพิจารณาทุนวิจัย รศ ดร.ธีระชัย ธนานันต์ อดีตบรรณาธิการวารสารวิจัยและพัฒนา บรรยายหัวข้อ “เทคนิคการเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ” เพื่อยกระดับคุณภาพผลงานวิชาการของนักวิจัย

ภาคบ่ายแบ่งการอบรมออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่   🔹 กลุ่มที่ 1 มุ่งพัฒนาศักยภาพการเผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติ ประกอบด้วย * “เทคนิคการเขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ” โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สายชล เกตุษา  * “เทคนิคการจัดเตรียมผลงานนวัตกรรมสู่เวทีประกวดระดับนานาชาติ” โดย นางศศิวิมล หิรัญวิทย์ ผู้อำนวยการกลุ่มรางวัลและกิจกรรมยกย่องเชิดชู สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  * “เทคนิคการนำเสนอผลงานนวัตกรรมระดับนานาชาติ” โดย รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  🔹 กลุ่มที่ 2 กิจกรรมเชิงปฏิบัติการด้านการจัดทำและปรับปรุงข้อเสนอโครงการวิจัย โดย นางสุนันทา สมพงษ์ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับคุณภาพข้อเสนอโครงการให้พร้อมสำหรับการยื่นขอรับทุนวิจัย


การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือของเครือข่ายหน่วยงานด้านการวิจัยในการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย การสร้างผลงานวิชาการที่มีคุณภาพ การตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ตลอดจนการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่เวทีประกวดระดับสากล อันจะช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรม และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

#HubOfKnowledge #HubOfTalents #ไม้ดอกไม้ประดับ 

#Floriculture #Research #Innovation #InternationalPublication #InternationalInnovation

#วว #TISTR #วช #NRCT #มหาวิทยาลัยนเรศวร 


วธ. เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทยยุค AI เปิดเวที "ธรรมะวัยใส" พัฒนาสติ ทักษะชีวิต​ และคุณธรรม สร้างครอบครัวเข้มแข็ง

 วธ. เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทยยุค AI เปิดเวที "ธรรมะวัยใส" พัฒนาสติ ทักษะชีวิต​ และคุณธรรม สร้างครอบครัวเข้มแข็ง




วันเสาร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานพิธีมอบเกียรติบัตร กิจกรรม "ธรรมะวัยใส" ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙พร้อมด้วย มูลนิธิโนอิ้งบุดด้า (Knowing Buddha) เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่ เด็กและผู้ปกครอง เข้าร่วม ณ มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต เขตสวนหลวงกรุงเทพมหานคร


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม “ธรรมะวัยใส" ณ มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง ๘-๑๒ ปี (Pre-Teen)  เป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้และมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านอารมณ์ ความคิด แลถพฤติกรรม ให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา




กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาเด็กและเยาวชนบนพื้นฐานความเข้าใจธรรมชาติของช่วงวัย ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการ โดยนำหลักธรรมทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการฝึกสติ สมาธิ และจิตภาวนา เพื่อให้เด็กสามารถรู้เท่าทันอารมณ์และความคิดของตนเอง มีสติในการดำเนินชีวิต ควบคุมตนเองได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและภูมิคุ้มกันทางปัญญา ให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง เห็นคุณค่าของชีวิต และเติบโตเป็นเยาวชนที่มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดยการเรียนรู้ภายในกิจกรรมเน้นรูปแบบที่สนุกและเหมาะสมกับวัย ผ่านกิจกรรมสันทนาการ เกมฝึกสติ การฝึกสมาธิอานาปานสติ การสื่อสารเชิงบวก และการปลูกฝังคุณธรรมสำคัญ ๕ ประการ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน



สำหรับกิจกรรม "ธรรมะวัยใส" จัดขึ้น ๒ ครั้ง ได้แก่ วันเสาร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ และวันเสาร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ โดยเปิดพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ปกครอง ผ่านกิจกรรมอบรมสำหรับผู้ปกครองยุค Al กิจกรรม Journey to the Mind Meditation การฝึกสมาธิเบื้องตัน กิจกรรม "ไขความลับพลังบวก" ทั้ง ๕ ด่าน คือ "ด่านที่ ๑ เข้าใจเหตุสุข" "ด่านที่ ๒ บุญ บาป พลังแห่งคำพูด ความรัก เมตตา พลังความกล้าหาญ และการเห็นคุณค่าของผู้อื่น" "ด่านที่ ๓ สมาธิ อะไรก็เป็นไปได้ ถ้ามีความสงบสุขภายในใจ" "ด่านที่ ๔ ผลแห่งกรรมดีและไม่ดีพลังบุญหนุนชีวิต" "ด่านที่ ๕ Empathy ผ่านกิจกรรมปลาวาฬ ๕๒ Hz/๓ คำที่ควรจดจำ" ซึ่งสอดแทรดแทรกหลักธรรมและการพัฒนาทักษะชีวิต ตลอดจนกิจกรรมฝึกสมาธิแผ่เมตตา และกิจกรรมพลังแห่งการกอด เพื่อส่งเสริมควานเสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว

นอกจากนี้ กรมการศาสนายังบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครคณะสงฆ์ และภาคีเครือข่าย รวมถึงมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้งบุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ทั้งความเครียด ภาวะซึมเศร้า การกลั่นแกล้ง การติดเกม และแรงกดดันจากลังคม โดยมีนางสาวธนันรดา ธนานาถ (ครูพี่แอม) และทันตแพทย์หญิงศิริกุล เวษฎาพันธุ์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ผ่านกิจกรรมที่บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการพัฒนาทักษะชีวิต พร้อมจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ปกครอง ในการดูแลบุตรหลานในยุค AI ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ประกอบด้วยกิจกรรม "ธรรมะฟันน้ำนม" และ "ธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา" ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ๒๕๖๙เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ คิดอย่างมีเหตุผล บริหารจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติ

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนาคาดหวังให้กิจกรรม "ธรรมะวัยใส" เป็นจุดเริ่มบ่มเพาะเมล็ตพันธุ์แห่งสติ คุณธรรม และความรักความเข้าใจในครอบครัว ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประประเทศชาติต่อไป//

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี​ ต่อยอดความเชี่ยวชาญโรคซับซ้อน สู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์​ ภายใต้แนวคิด “SELF-CARE IS HEALTHCARE”

 โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี​ ต่อยอดความเชี่ยวชาญโรคซับซ้อน สู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์​ ภายใต้แนวคิด “SELF-CARE IS HEALTHCARE”

 


ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ โรงพยาบาลพระรามเก้ามุ่งพัฒนาคุณภาพการรักษาและการบริการอย่างต่อเนื่อง  ในโอกาสครบรอบ 34 ปี โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านโรคซับซ้อน สู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด “SELF-CARE IS HEALTHCARE” สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลที่ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ  กรรมการผู้อำนวยการ  โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “ตลอด 34 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือคุณภาพการรักษาและความไว้วางใจของผู้รับบริการ เราจึงพัฒนาทั้งทีมแพทย์ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง และเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่เหมาะสมและมีผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้น”

แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านผลลัพธ์ทางการแพทย์ในหลายสาขา อาทิ การผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่มีอัตราความสำเร็จ 96.7% การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวดที่มีอัตราความสำเร็จ 98% รวมถึงการดูแลผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน ซึ่งสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดได้เร็วที่สุดภายใน 24 นาที โดยผู้ป่วย 90% สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติ ขณะที่ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 88% สามารถเริ่มเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ทั้งนี้ โรงพยาบาลฯ ได้นำเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ระบบ Stroke Fast Track ที่ใช้ MRI ช่วยประเมินและวางแผนการรักษา เครื่องเอกซเรย์หลอดเลือดสองระนาบ (Biplane Neuro Intervention) และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด da Vinci มาใช้สนับสนุนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย


นอกเหนือจากผลลัพธ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้ายังได้รับรางวัล Sustainability Excellence จาก SET Awards 2025 และรางวัลล่าสุด Asia Responsible Enterprise Awards 2026 จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life” สะท้อนการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพการรักษา ความยั่งยืน และการนำความเชี่ยวชาญไปสร้างประโยชน์แก่ผู้ป่วยและสังคมในวงกว้าง

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “เราอยากให้ทุกคนเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เพราะการตรวจสุขภาพและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จะช่วยให้แต่ละคนรู้ว่าควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ตรงกับวัยและรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง  การดูแลเชิงป้องกันจึงไม่ใช่แค่การค้นหาโรคให้เร็วขึ้น แต่คือการวางพื้นฐานให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิต   ที่ดีในระยะยาว”


ในโอกาสครบรอบ 34 ปี โรงพยาบาลพระรามเก้าจึงเปิดตัวแคมเปญ “SELF-CARE IS HEALTHCARE” หรือ "ดูแลตัวเองวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ" พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพและโปรแกรมคัดกรองโรคเฉพาะทางกว่า 70 รายการ ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่ชื่นชอบ รูปแบบการใช้ชีวิต ช่วงวัย และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจสุขภาพเชิงลึก ไปจนถึงการคัดกรองโรคสำคัญ อาทิ โรคหัวใจ โรคไต โรคสมอง โรคกระดูกและข้อ ในราคา เริ่มต้น 2,900 บาท เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น และสามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ


นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ  กล่าวทิ้งท้ายว่า “34 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของโรงพยาบาล แต่คือความไว้วางใจที่ผู้รับบริการมอบให้เรา ความสำเร็จและรางวัลที่ได้รับจึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจและแรงผลักดันให้เราพัฒนาต่อไป จากนี้โรงพยาบาลพระรามเก้าจะเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคซับซ้อน ควบคู่กับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย”


สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดแคมเปญครบรอบ 34 ปี และแพ็กเกจตรวจสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ www.praram9.com สอบถามข้อมูล โทร. 1270 หรือ LINE Official: @praram9hospital ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงพยาบาลกำหนด

NEDA รับประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติจาก UNFPA Thailand

 NEDA รับประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติจาก UNFPA Thailand

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 8 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ NEDA ได้เข้าร่วมกิจกรรม United Nations Population Fund (UNFPA) เนื่องในวันประชากรโลก ประจำปี 2569 ประเทศไทย เติมเต็มความหวังและความฝันของเยาวชน เพื่อวันนี้และอนาคต และร่วมรับมอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ (Certificate of Recognition) จากคุณสิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงาน UNFPA ประจำประเทศไทย เพื่อแสดงความขอบคุณ NEDA ในความร่วมมืออันดียิ่งในการดำเนินงานร่วมกันเสมอมา


นอกจากการเปิดตัวรายงานสถานะประชากรโลกและการเฉลิมฉลองวันประชากรโลก ประจำปี 2569 แล้ว ในงานยังจัดกิจกรรมสำคัญ อาทิ การปาฐกถาพิเศษ “บทบาทของเยาวชนในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และสังคมสูงวัยในประเทศไทย” การเสวนาเพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร: กรอบการพัฒนาตลอดช่วงชีวิตและการเกื้อกูลระหว่างรุ่น และการนำเสนอแนวคิดจากนิสิตนักศึกษาเพื่อสร้างนวัตกรรมสร้างสรรค์รับมือเตรียมพร้อมทางประชากรและความร่วมมือระหว่างวัย (Youth Vision Pitch) เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบาย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เยาวชน และผู้สูงอายุ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมที่ทุกช่วงวัยสามารถมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนการพัฒนา “เศรษฐกิจสีเงิน” (Silver Economy) และระบบการดูแลที่เข้มแข็ง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายใต้หัวข้อหลักประจำปี คือ “เสริมพลังทุกวัย เพื่ออนาคตไทยที่ยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร” (Intergenerational Solidarity: Empowering Thailand Towards Demographic Resilience for a Sustainable Future)

บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อนโดยรองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน

 บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อนโดยรองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน

ประเทศไทยเป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ซึ่งสินค้าที่ผลิตในประเทศสมาชิกและมีการนำเข้ามาไทยส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร ในกรณีของบุหรี่ ผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายยังมีภาระภาษีจากอัตราสรรพสามิต และภาระจากภาษี Ear Mark Tax ต่างๆ เช่น สสส. หรือ Thai PBS เป็นต้น ในขณะที่ผู้ผลิตก็ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับผู้นำเข้า โดยล่าสุดบทความวิจัย เรื่อง The Structural Design of Tobacco Control and the Shadow Economy: Revenue Integrity and Illicit Tobacco Trade in Selected ASEAN Countries เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 โดย Friedrich Schneider จาก Johannes Kepler University และ Alban Asllani จาก University of East London ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของ 6 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างภาษี การบังคับใช้กฎหมาย และปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมาย


งานวิจัยฯ พบว่า ปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับโครงสร้างภาษีด้วย ประเทศที่ใช้ระบบภาษีเรียบง่าย โปร่งใส และคาดการณ์ได้ ส่วนใหญ่มีการจัดเก็บรายได้มีประสิทธิภาพมากกว่าและมีช่องโหว่น้อยกว่า ขณะที่ระบบภาษีที่ซับซ้อนหรือแบ่งหลายอัตรามักสร้างแรงจูงใจให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษี การบิดเบือนราคา และการย้ายไปสู่สินค้านอกระบบที่ไม่เสียภาษี


อินโดนีเซียเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่เคยมีโครงสร้างภาษีบุหรี่ที่ซับซ้อนมาก โดยเคยมีอัตราภาษีถึง 19 ขั้น ก่อนจะทยอยลดลงเหลือ 8 ขั้นในปัจจุบัน งานวิจัยฯ พบว่า ความซับซ้อนเปิดช่องให้ผู้ผลิตพยายามคงการผลิตให้อยู่ในกลุ่มภาษีต่ำ หรือปรับรูปแบบสินค้าเพื่อเสียภาษีน้อยลง ส่งผลให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีและการผลิตนอกระบบอย่างแพร่หลาย บทเรียนจากอินโดนีเซียชี้ให้เห็นว่า ระบบภาษียิ่งซับซ้อน การจัดเก็บภาษีก็ยิ่งยาก และตลาดผิดกฎหมายก็ยิ่งมีพื้นที่เติบโตมากขึ้น


ด้านมาเลเซียสะท้อนอีกมิติหนึ่งของปัญหา หลังการปรับขึ้นภาษีบุหรี่อย่างรวดเร็วในปี 2558 ช่องว่างระหว่างราคาบุหรี่ถูกกฎหมายกับบุหรี่เถื่อนขยายตัวอย่างมาก จนมาเลเซียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายสูงที่สุดในภูมิภาค งานวิจัยชี้ว่า หากราคาสินค้าถูกกฎหมายสูงขึ้นเร็วกว่าศักยภาพในการปราบปรามการลักลอบนำเข้า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการขยายตัวของตลาดผิดกฎหมายแทน


ในทางกลับกัน ฟิลิปปินส์ถูกยกเป็นกรณีศึกษาความสำเร็จที่สำคัญ ก่อนปี 2555 ฟิลิปปินส์ใช้ระบบภาษีบุหรี่หลายอัตราเช่นเดียวกับไทย แต่ได้ปฏิรูปครั้งใหญ่ผ่านกฎหมาย Sin Tax Reform โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบภาษีอัตราเดียว ทำให้รายได้ภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การจัดเก็บมีความโปร่งใสมากขึ้น และรัฐสามารถนำรายได้ไปสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพได้มากขึ้น แม้ยังมีปัญหาบุหรี่ลักลอบนำเข้าบางส่วน แต่โครงสร้างภาษีที่เรียบง่ายทำให้การจัดเก็บภาษีบุหรี่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


สิงคโปร์เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะใช้อัตราภาษีในระดับสูง แต่ใช้โครงสร้างภาษีที่เรียบง่าย โดยใช้ภาษีปริมาณเพียงอย่างเดียว ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ส่งผลให้สัดส่วนตลาดบุหรี่ผิดกฎหมายอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค บทเรียนจากสิงคโปร์คือ ความเรียบง่ายของระบบภาษีช่วยให้รัฐสามารถตรวจสอบการจัดเก็บภาษีและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ส่วนเวียดนามกำลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปภาษีผ่านการทยอยลดการพึ่งพาภาษีตามมูลค่าและเพิ่มบทบาทของภาษีตามปริมาณ เหตุผลสำคัญคือภาษีตามมูลค่าสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตกำหนดราคาสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษี ขณะที่ภาษีตามปริมาณมีความโปร่งใสกว่าและช่วยให้รัฐคาดการณ์รายได้ได้ดีขึ้น เวียดนามจึงเป็นอีกประเทศที่กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกับแนวปฏิบัติสากล


เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย จะพบว่าไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ยังคงใช้ระบบภาษีบุหรี่ 2 อัตรา โดยกำหนดอัตราภาษีตามมูลค่าที่แตกต่างกันตามระดับราคาขายปลีก โครงสร้างดังกล่าวสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการตั้งราคาสินค้าให้อยู่ในช่วงที่ได้รับประโยชน์ทางภาษี และทำให้ตลาดเกิดการแข่งขันบริเวณจุดตัดของภาษีมากกว่าการแข่งขันตามกลไกปกติของตลาด

งานวิจัยข้างต้น ยังระบุว่าประเทศไทยมีสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายประมาณร้อยละ 28.1 ของตลาด ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ทางตรง และทางอ้อมปีละประมาณ 560–920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.8-3.0 หมื่นล้านบาทต่อปี) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาของไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการลักลอบนำเข้า แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากระบบภาษีซึ่งสร้างช่องว่างทางราคาและแรงจูงใจให้บุหรี่ผิดกฎหมายเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ง่ายขึ้น


เมื่อเปรียบเทียบบทเรียนจากอาเซียน จะเห็นว่าฟิลิปปินส์เลือกยกเลิกระบบหลายอัตรา อินโดนีเซียพยายามลดความซับซ้อนของโครงสร้างภาษี เวียดนามกำลังเพิ่มสัดส่วนภาษีตามปริมาณ ขณะที่สิงคโปร์ยังคงใช้ระบบที่เรียบง่ายมาโดยตลอด แนวโน้มของภูมิภาคจึงชัดเจนว่า ประเทศต่าง ๆ กำลังมุ่งไปสู่ระบบภาษีที่บริหารง่ายและมีช่องโหว่น้อยลง ไม่ใช่ระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น

งานวิจัยดังกล่าว เสนอแนะว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐจะเพิ่มขึ้น หากใช้ระบบภาษีบุหรี่อัตราเดียว (Uniform tax rate) และเพิ่มน้ำหนักของภาษีตามปริมาณ (Specific tax) มากขึ้น เพื่อให้ระบบภาษีมีความเรียบง่าย โปร่งใส ลดการบิดเบือนราคา และเพิ่มประสิทธิภาพด้านรายได้รัฐควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปรับภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไปและคาดการณ์ได้ พร้อมยกระดับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายโดยใช้ข้อมูลและการสืบสวนเชิงลึกมากขึ้น


กล่าวโดยสรุปการใช้ระบบภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราในประเทศไทย ผ่านมาเป็นระยะเวลากว่า 9 ปีแล้ว ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดที่นำเสนอให้มีการจัดทำ โครงสร้างภาษีที่เรียบง่าย โปร่งใส และคาดการณ์ได้ จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกๆ ฝ่าย ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการรักษารายได้รัฐ ลดปัญหาบุหรี่เถื่อน และยกระดับประสิทธิภาพของนโยบายภาษีในระยะยาว การเดินหน้าสู่โครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวจึงเป็นแนวทางที่สมควรได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้โดยเร็ว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา"ร่วมงานมหาบุญมหากุศล​ ครั้งใหญ่แห่งปี​ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569”

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา"ร่วมงานมหาบุญมหากุศล​ ครั้งใหญ่แห่งปี​ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569” 

ทำบุญชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ พร้อมทำทานให้ผู้ยากไร้ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม - 8 กันยายน พ.ศ. 2569และครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าศตวรรษ! ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ สาทร พุทธสถานบนผืนแผ่นดินสุสานฯ กว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธา

"ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 "

สักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ โดยผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมทำบุญได้ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ“ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh2 โดย มูลนิธิฯ กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภครวม 3 แห่ง ได้แก่ แห่งที่ 1  วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร แห่งที่ 2 วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และแห่งที่ 3 วันที่ 9 กันยายน 2569 ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ ติดตามข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิฯ ได้ที่ https://linktr.ee/Pohtecktung

และระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม–20 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าศตวรรษ! ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร พุทธสถานบนผืนแผ่นดินสุสานฝังศพไร้ญาติประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาสักการะองค์ไต้ฮงกงหินหยกขาว องค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนซีอิมผ่อสัก) พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ตี่จั๋งอ้วงผ่อสัก) และเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ 8 องค์ พร้อมทำบุญชุดข้าวสารในประเพณีทิ้งกระจาด อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ และดวงวิญญาณไร้ญาติ ทั้งที่ หลุมบรรพชน ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ (สุสานวัดดอน อันเป็นสุสานเก่าของมูลนิธิฯ) และ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร (สุสานมูลนิธิฯ ในปัจจุบัน) และในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 จะมีพิธีสงฆ์ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ หลังจากนั้น ในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 มูลนิธิฯ จะมีพิธีปล่อยคาราวานเครื่องอุปโภคบริโภคออกเดินทางจากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร ติดตามข่าวสารกิจกรรมของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ / พิกัดการเดินทางได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

ในปี 2569 นี้ มูลนิธิฯ ได้ขยายการลงพื้นที่แจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ จึงขอเชิญชวนสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมทำบุญบริจาคทรัพย์เพื่อสมทบทุนในการจัดซื้อชุดข้าวสาร อาหารแห้ง พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อให้ผู้ยากไร้ได้รับสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ประเพณีทิ้งกระจาด  เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาทุกปีเป็นเวลาช้านานไม่ต่ำกว่าอายุการก่อตั้งมูลนิธิฯ กว่า 116 ปี และคาดว่าจะเป็นมูลนิธิแห่งแรกที่จัดงานทิ้งกระจาดอย่างเป็นทางการและเป็นกิจจะลักษณะ เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีผู้ใจบุญจะนำเครื่องเซ่นไหว้ เช่น ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบไหว้หลวงปู่ เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศล  ซึ่งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ พร้อมนำมอบองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

.

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

กรมการศาสนา (ศน.) เปิดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากร ปี ๒๕๖๙​ ยกระดับศักยภาพพระสงฆ์สู่การเผยแผ่ธรรมะในยุคดิจิทัล

 กรมการศาสนา (ศน.) เปิดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากร ปี ๒๕๖๙​ ยกระดับศักยภาพพระสงฆ์สู่การเผยแผ่ธรรมะในยุคดิจิทัล


เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเปิดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรในการเผยแผ่ธรรมะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ณ วัดบรมสถล เขตสาทร กรุงเทพมหานคร โดยมี พระธรรมวชิรเมธี เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม เจ้าคณะภาค ๑ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ กล่าวสัมโมทนียถา และนายธนพล พรมสุวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ผู้แทนอธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราส พร้อมด้วยพระธรรมวิทยากร จำนวน ๑๖๐ รูปจากทั่วประเทศ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา เข้าร่วมพิธีเปิดโดยพร้อมเพรียง 

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมและเผยแพร่การพระศาสนาแห่งประเทศไทย ได้จัดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรในการเผยแผ่ธรรมะ ประจำปี ๒๕๖๙ ขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ วัดบรมสถล เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาศักยภาพพระธรรมวิทยากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมยุคใหม่ สามารถประยุกต์ใช้พุทธวิธี เทคนิคการสื่อสาร และสื่อดิจิทัลในการถ่ายทอดหลักธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายพระธรรมวิทยากรทั่วประเทศให้ร่วมขับเคลื่อนงานส่งเสริมคุณธรรมและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ




การอบรมครั้งนี้มีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติหน้าที่พระธรรมวิทยากรจากทุกภูมิภาคของประเทศเข้าร่วม จำนวน ๑๖๐ รูป เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการเป็นวิทยากร การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเผยแผ่ธรรมะ





ทั้งนี้ พระธรรมวิทยากรที่เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้จากพระเถรานุเถระ และการถวายความรู้จาก ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ในหัวข้อสำคัญ อาทิ การสื่อสารเชิงรุกสำหรับพระธรรมวิทยากรยุคใหม่ การออกแบบสื่อเสริมการเรียนธรรมะ การผลิตและเผยแพร่สื่อธรรมะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การประสานเครือข่ายพระธรรมวิทยากร การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในบริบทสังคมปัจจุบัน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม





อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนาคาดหวังว่า พระธรรมวิทยากรที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้ จะสามารถนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับไปพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ถ่ายทอดหลักธรรมได้อย่างเหมาะสมกับทุกช่วงวัย ใช้สื่อและเทคโนโลยีได้อย่างสร้างสรรค์ เกิดเครือข่ายพระธรรมวิทยากรที่เข้มแข็งครอบคลุมทุกจังหวัด และร่วมกันขยายผลการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน อันจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมคุณธรรมและเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจของสังคมไทยอย่างยั่งยืน ///

วว. ผนึกกำลัง วช. มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดอบรมเสริมศักยภาพนักวิจัย สู่เวทีนานาชาติ

  วว. ผนึกกำลัง วช. มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดอบรมเสริมศักยภาพนักวิจัย สู่เวทีนานาชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย...