วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569

กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

 กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

กรมการศาสนา ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เผยผลการประเมินตัวชี้วัด “จำนวนประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาสถานการณ์พฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง และนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประกอบการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) รวมถึงเป็นฐานข้อมูลสำหรับการพัฒนานโยบายและแนวทางการส่งเสริมคุณธรรมในระยะต่อไป 

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า ในปี 2569 ผลการประเมินพบว่า ประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไปมีพฤติกรรมหรือกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรมในภาพรวม 6 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือผู้อื่น การตอบแทนผู้มีพระคุณ การให้อภัย ความพอเพียง ความมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริต อยู่ที่ร้อยละ 91.37 เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 91.29 คิดเป็นร้อยละ 0.09 สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงมีระดับพฤติกรรมคุณธรรมอยู่ในเกณฑ์สูงขึ้น ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การประเมินดังกล่าวดำเนินการภายใต้กรอบแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 10 การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม และแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 ซึ่งกำหนดตัวชี้วัดให้ประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี เมื่อเทียบกับข้อมูลปีฐาน พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาครอบคลุมคุณธรรมจริยธรรม 6 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือผู้อื่น การตอบแทนผู้มีพระคุณ การให้อภัย ความพอเพียง ความมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นการประเมินพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนไทย สำหรับการสำรวจในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีกลุ่มตัวอย่างประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 18,871 คน ครอบคลุม 76 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยครอบคลุม

กลุ่มประชากรหลากหลายช่วงวัย ระดับการศึกษา และอาชีพ เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนพฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนในระดับประเทศ โดยผลการสำรวจพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การตอบแทนผู้มีพระคุณ 

ร้อยละ 92.80 รองลงมา ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 92.60 ความมีวินัย ร้อยละ 92.45 การให้อภัย ร้อยละ 90.20 การช่วยเหลือผู้อื่น ร้อยละ 90.20 และความพอเพียง ร้อยละ 90.00 ตามลำดับ

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปีฐาน พ.ศ. 2565 พบว่า พฤติกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมของคนไทยในภาพรวมอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 90.18 ปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 91.07 และปี 2567 เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นร้อยละ 92.06 ก่อนปรับลดลงเล็กน้อยในปี 2568 มาอยู่ที่ร้อยละ 91.29 และในปี 2569 เป็นร้อยละ 91.37 ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมตามบริบทพื้นที่ โดยประชากรที่พักอาศัยนอกเขตเทศบาลหรือในภูมิภาค ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมคุณธรรมในภาพรวมสูงกว่าประชากรในเขตเทศบาลขนาดใหญ่หรือกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างช่วงวัยก็มีอิทธิพลต่อรูปแบบการทำความดี โดยกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ (41 ปีขึ้นไป) มักมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดในภาพรวมและการถ่ายทอดคุณค่าผ่านหลักศาสนาและการเป็นต้นแบบ ขณะที่กลุ่มวัยทำงาน (อายุ 25 - 40 ปี) แสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้และการปฏิบัติตนด้านความสุจริตและความรับผิดชอบต่อหน้าที่การทำงาน และกลุ่มเยาวชน (อายุ 13 - 24 ปี) แม้จะมีสัดส่วนคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มอื่นแต่มีแนวโน้มพัฒนาการที่ดีขึ้นในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 ยังคงต้องขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 

จากผลการศึกษาดังกล่าว นำไปสู่การวางทิศทางขับเคลื่อนคุณธรรมร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะการเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ผ่านการผสานพลังความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา องค์กรเอกชน และภาครัฐ พร้อมดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ บุคคลต้นแบบ อินฟลูเอนเซอร์ ระบบพี่เลี้ยง และสื่อดิจิทัล เข้ามาช่วยเติมเต็มทักษะทางอารมณ์และสังคม เพื่อให้คุณธรรมกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เข้าถึงคนทุกช่วงวัย


นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนยังเตรียมพร้อมผลักดัน 4 แนวทางสำคัญที่ได้จากการลงพื้นที่ติดตามผลของกลไกอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรม ใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การทำความดีเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน ได้แก่ 1. ปักหมุด “วันคุณธรรม/สัปดาห์คุณธรรม” รณรงค์ปลุกกระแสการทำความดีพร้อมกันทั่วประเทศ 2. ยกระดับการส่งเสริมคุณธรรมให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ผนึกกำลังทุกหน่วยงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างจริงจัง 3. สร้าง “ระบบเครดิตคุณธรรม” เพื่อเป็นกลไกจูงใจและให้รางวัลคนทำดีที่ตอบโจทย์คนในชุมชน และองค์กร เช่น การมอบสิทธิประโยชน์ โอกาสเข้าทำงานหรือศึกษาต่อ หรือการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้คนดีมีกำลังใจทำดีต่อไป 4. จัดตั้งกองทุนส่งเสริมคุณธรรม เพื่อเป็นกองทุนและกลไกหลักในการสนับสนุนกิจกรรมทำความดีอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ ผลการประเมินพฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนไทยตลอดช่วงปี พ.ศ. 2566–2569 นับเป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนทั้งจุดแข็ง ความท้าทาย และทิศทางการพัฒนาคุณธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะการรักษาระดับพฤติกรรมคุณธรรมให้อยู่เหนือร้อยละ 90 การส่งเสริมคุณธรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละช่วงวัย และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดเป็น “สังคมคุณธรรม” ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน 

วศ. จัดประชุมวิชาการ QI-NetS 2026 เปิดเวที 7 ผลงานวิจัย เสริมพลังเครือข่ายห้องปฏิบัติการไทย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ

  📌วศ. จัดประชุมวิชาการ QI-NetS 2026 เปิดเวที 7 ผลงานวิจัย เสริมพลังเครือข่ายห้องปฏิบัติการไทย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ

      กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมวิชาการ “1st QI Network Symposium 2026 (QI-NetS 2026)” เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และหน่วยงานด้านห้องปฏิบัติการ มุ่งพัฒนากลไกเครือข่ายห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย และขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure: NQI) ให้เข้มแข็งและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

      วันที่ 16 กันยายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ โดย สถาบันพัฒนาเครือข่ายวิทยาศาสตร์บริการ  จัดการประชุมวิชาการ “1st QI Network Symposium 2026 (QI-NetS 2026)” ณ ห้องแซฟไฟร์ สวีท ชั้น 7 โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธีเปิด และ นายเดช บัวคลี่ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเครือข่ายวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวรายงาน


       การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แผนงานวิจัย “การศึกษาและพัฒนากลไกสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจำนวน 7 ทุน โดยมุ่งศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการของประเทศไทยให้มีความเชื่อมโยง เป็นระบบ และสามารถสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด จาก The National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประเทศญี่ปุ่น บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การปรับตัวขององค์กร วทน. ในต่างประเทศและบทเรียนสำหรับ วศ.” พร้อมร่วมอภิปรายและให้ข้อเสนอแนะต่อผลงานวิจัย ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ข้อเสนอเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ การรับรองผลิตภัณฑ์  การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างความน่าเชื่อถือต่อผลการวัด และการพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการ

      นายเดช บัวคลี่ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็น ก้าวแรกและหมุดหมายสำคัญ ในการนำผลผลิตจากงานวิจัยมาแลกเปลี่ยนและเผยแพร่สู่สาธารณะ พร้อมสร้างพื้นที่สำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะระหว่างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือของเครือข่ายห้องปฏิบัติการให้มีความเข้มแข็งและเป็นระบบ

       ด้าน ดร.พจมาน ท่าจีน กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยการพัฒนาระบบมาตรวิทยา มาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองให้เข้มแข็ง น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล จะเป็นกลไกสำคัญต่อการยกระดับศักยภาพของประเทศไทย

       QI-NetS 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีนำเสนอผลงานวิจัย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยง “งานวิจัย องค์ความรู้ และเครือข่าย” สู่การพัฒนากลไกการทำงานจริง เพื่อร่วมกันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศไทยให้เข้มแข็ง ทันสมัย และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต

 

#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #วศ #QI_NetS2026 #NQI #ห้องปฏิบัติการ #วิทยาศาสตร์บริการ

“ดร.ณัฎฐ์” งัดคำพิพากษา “ดับกระแส” คดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ “รัฐ” เท่านั้นเป็นผู้สียหาย

  “ดร.ณัฎฐ์” งัดคำพิพากษา “ดับกระแส” คดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ “รัฐ” เท่านั้นเป็นผู้สียหาย 

ส่วน มติ กกต. 5 - 2 หรือ 4 - 3 มติเสียงข้างมาก เป็น “ใบขาว” “มันจบแล้วครับนาย” กระแทกกลับ “สิทธิโชติ” กกต.เสียงข้างน้อย อาจถูกล้มช้างมากว่า กรรมการในองค์กรอิสระฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง 

       

วันที่ 17 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากมติที่ประชุมใหญ่ กกต. 5-2 ยกคำร้องฝ่ายการเมือง และมติ 4-3 ยกคำร้อง สว.และวินิจฉัยชี้ขาด 26 สว.กับพวก ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันสนั่นโซเชี่ยลว่า สามารถฟ้องตรงดำเนินคดีกับ กกต.ได้หรือไม่นั้น 

       


ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน,ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่(MD) บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG กล่าวว่า มติที่ประชุมใหญ่ กกต.วินิจฉัยชี้ขาดในชั้น กกต.เป็นขั้นตอนสุดท้ายโดยถือมติเสียงข้างมากและไม่มีคำวินิจฉับชี้ขาดส่วนตัว เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน การวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 การยกคำร้อง เป็นการให้ “ใบขาว” คดีในชั้น กกต.เป็นที่สุดแล้ว ไม่อาจรื้อร้องฟ้องใหม่ได้และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบมาตรา 224(2) ส่วนคนที่เห็นต่างเป็นสีสันทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะ กกต.ให้ใบขาว ย่อมเป็นที่สุด “มันจบแล้วครับนาย”

ส่วนใบแดงและใบดำพรป.สว.บัญญัติให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องรอคำวินิจฉัยกลาง คาดว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 60 วัน ระหว่างที่ กกต.ยังไม้ได้มอบอำนาจให้ นิติกรไปฟ้องคดี สว.ที่ถูกกล่าวหายังมีอำนาจเต็ม จนกว่าจะยื่นคำร้องต่อศาล แต่บทบัญญัติ พรป.สว.บัญญัติเด็ดขาด เมื่อ กกต.ยื่นคำร้องเพิกถอนสิทธิต่อศาล จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว แตกต่างจากคดี 44 ก้าวไกล ที่ศาลมีดุลพินิจเป็นอย่างอื่น แต่ สว.ที่ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด กระบวนการยาวไกล เพราะศาลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย 

ส่วน สว.สีส้ม ยังต้องรอลุ้นระทึก ส่วน สว.สำรองฟ้องเพิกถอนศาลฎีกา เป็นเพียงอีเวนต์รายวัน กลุ่มนี้ เคยไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลยกฟ้องทุกคดี

ส่วนปัญหาข้อถกเถียงกันว่า ผู้สมัคร สว.มีอำนาจฟ้อง กกต.ได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ มีคำพิพากษาของศาลอาญาทุจริต คดีหมายเลขดำที่ อท 185/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 50/2569 ยกฟ้องในชั้นตรวจฟ้อง โดยวินิจฉัยข้อสาระสำคัญว่า รัฐเป็นผู้เสียหาย บุคคลที่มีอำนาจฟ้องแทนรัฐได้ คือ พนักงานอัยการ ดังนั้น ปมขู่จะฟ้อง กกต.ต้องถามกลับว่า ฟ้องในฐานะอะไร บุคคลเหล่านี้ โหนกระแส ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.จะนำเงินของกลางคดีฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินไปว่าจ้างทนายความฟ้อง กกต.เป็นการยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวนคดี เจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ชัดเจนเพราะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน ส่วนที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ลงถนนเดินขบวนร่วมกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์หรือยิ่งชีพ ไอลอว์ ซึ่งตกเป๋นผู้ต้องหาที่ 3 ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พรบ.คอมฯ ฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน มีพี่สาวแท้ๆ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง เข้ามาจุ้นคดีอาญาที่ สน.ทองหล่อ แล้วได้เจอกัน ตนมีข้อมูลหมด ยี่ห้อตน กัดไม่ปล่อยอยู่แล้ว 

ส่วน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย นำความลับในสำนวนคดีมาเปิดเผย ก่อนคำวินิจฉัยกลาง ต้องไปถาม คุณสิทธิโชติฯ เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ให้ไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 และจริยธรรมร้ายแรง พ.ศ.2561 การนำความลับในสำนวนคดี โดยเป็นสำนวนคดีเดียวกันมาเปิดเผย ก่อนศาลฎีกาชี้ขาด อาจเจอสอยฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติมาตรฐานจริยะธรรมร้ายแรง จะเจอล้มช้างมากกว่า มาประดิษฐ์ประดอยวาทกรรม และคุณเปิดเผยความลับในสำนวนโดยคดีไม่ถึงที่สุด ทำให้สังคมสับสน เพราะความเห็นต่าง มติเสียงข้างมาก ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนคำวินิจฉัยเป็นมติเอกฉันท์หรือไม่ ไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่อง มั่ว พูดภาษาชาวบ้าน คือ แพ้มติในที่ประชุมแล้วพาล 


โดยในวันนี้ เวลา 15.00 น.ตนจะเดินทางไป สน.บางเขน กล่าวโทษกับนายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ กับพวก ร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และนายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ร่วมกับนายทะเบียนสภาทนายความกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายแอบดอดถอนชื่อตนออกจากสมาชิกทนายความ ให้พี่น้องสื่อมวลชนติดตาม ตนได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สภานายกพิเศษ ตาม พรบ.ทนายความ มาตรา 20 แล้วตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 เพราะเพิ่งทราบเรื่องเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยตนได้แจ้งให้พนักงานสอบสวน สน.ธรรมศาลาไว้แล้วประกอบส่วนหนึ่งของอุทธรณ์ ใครทำอะไรไว้ ต้องรับผิดชอบ สมัยหน้า อย่าไปเลือกนายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความและผู้บริหารสภาพทนายความ มืออ่อนหัดและเครือข่ายพรรคส้ม โดยเอาองค์กรวิชาชีพไปให้บุคคลอื่นเอื้อประโยชน์โดยไม่ยึดหลักความถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันนี้ ตนจะไปแฉที่ สน.บางเขน ว่า นายธนพลฯ ขาดคุณสมบัติ มาตรา 35(4) หรือไม่ ปมตัดสินลูกความและศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ในขณะเดียวก้น ตนไม่มีประวัติต้องอาชญากรรม และได้ยื่น แสดงต่อนายทะเบียนสภาทนายความ แต่ขณะนี้อาจใช้วิชามารชักออกไปแล้ว แต่ตนจะนำหลักฐานทั้งตนและนายธนพลฯให้ สภานายกพิเศษวินิจฉัยชี้ขาด หากนายธนพล คงเจี้ยง ขาดคุณสมบัติ ให้เลือกนายกสภาทนายความคนใหม่ เอาคนที่รักองค์กรและไม่นำองค์กรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ฝากพี่น้องทนายความทั้งประเทศอย่าไปเลือกทีมนายธนพล คงเจี้ยง ที่มีนโยบายประชานิยม โดยเอาเงินนายสมชีพ เทพอักษร คู่กรณีบ้านอยู่ภูเก็ตไปแจก อันนี้ตนไม่ยืนยัน แต่มีหลักฐานวันนี้จะนำไปแฉ แน่จริงอย่าหนีตน วันก่อนไปสภาทนายความให้จักจี้เอว หนีไปไหนล่ะ อย่าเก่งแต่ปาก เก่งแต่โซเชี่ยล แต่บริหารงานไม่เป็น ยี่ห้อตนบอกได้เลยว่า “กูกัดไม่ปล่อยแน่” เอาให้ติดคุกให้ได้ หากไม่มีเงิน 500 ล้าน อย่ามาค้าความกับตน แล้วจะหนาว พวกคุณต้องเจอนายกรัฐมนตรี


#คดีฮั้วสว #มติที่ประชุมใหญ่กกต #สวปี2567 #มติกกตเสียงข้างมาก  #กกตเสียงข้างน้อย #ดรณัฏฐ์ #ดรณีฐวุฒิวงศ์เนียม #สิทธิโชติอินทรวเศษ #อนุทินชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี

ดีอี ผลักดันนโยบายยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย – สคส. ขับเคลื่อน D/ID สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย สร้างความเชื่อมั่น และการจัดส่งที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน

 ดีอี ผลักดันนโยบายยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย – สคส. ขับเคลื่อน D/ID สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย สร้างความเชื่อมั่น และการจัดส่งที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน

กรุงเทพฯ 16 กันยายน 2569 - กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้าผลักดันนโยบายยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ขับเคลื่อนการพัฒนา Digital Post ID หรือ D/ID รหัสจัดส่งดิจิทัล เพื่อยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลในกระบวนการรับ–ส่งพัสดุ ลดการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น เพิ่มความสะดวกและความแม่นยำในการระบุจุดจัดส่ง และวางรากฐานสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลดิจิทัลของประเทศ ควบคู่การเตรียมความพร้อมสู่การได้รับ Certificate Trust Mark เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัลแก่ประชาชน

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน Digital Transformation ในทุกมิติ โดยหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาคือระบบ Digital Post ID หรือ D/ID ซึ่งไปรษณีย์ไทยได้ดำเนินการขับเคลื่อนการยกระดับมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการจัดการข้อมูลของประเทศให้มีความปลอดภัย เป็นระบบ และรองรับการใช้งานในอนาคต ซึ่งหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่กำลังเร่งแก้ไขคือเรื่องสแกมเมอร์และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ทั้งชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ความร่วมมือระหว่าง สคส. และไปรษณีย์ไทย จึงเป็นการพัฒนาข้อมูลดิจิทัลที่ใช้ในการขนส่งและมีการคำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล โดย D/ID จะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่เป็นการเขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ไว้บนจ่าหน้าซอง/กล่องพัสดุที่มีการส่งให้กลายเป็น QR Code เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการจัดส่ง ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้ความร่วมมือดังกล่าวเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดความปลอดภัย ความสะดวก และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระยะยาว”

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ “ข้อมูล” กลายเป็นทรัพยากรสำคัญ ขณะที่ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเดินควบคู่กัน ไปรษณีย์ไทยในฐานะหน่วยงานด้านการสื่อสารและขนส่งหลักของชาติ จึงมุ่งพัฒนาบริการดิจิทัลควบคู่กับการกำกับดูแลและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในทุกการใช้บริการ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการผสานองค์ความรู้ของทั้งสององค์กรเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไปรษณีย์ไทย และเตรียมความพร้อมสู่การได้รับ

Certificate Trust Mark ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันมาตรฐานที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้ ขณะเดียวกัน ไปรษณีย์ไทย

มุ่งพัฒนา Digital Post ID หรือ D/ID ให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเปลี่ยนจากการระบุชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลติดต่อแบบเต็ม เป็นรหัสจัดส่งดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับจุดจัดส่ง ช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มความสะดวกและความแม่นยำในการจัดส่ง ปัจจุบันประชาชนสามารถดาวน์โหลด D/ID และสร้างรหัสของตนเองเพื่อใช้งานได้แล้วทำให้มีทางเลือกในการจัดการข้อมูลที่อยู่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น”

ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยได้เริ่มทดลองใช้งาน D/ID กับบุคลากรกว่า 24,000 คนแล้ว และเตรียมขยายการรับรู้และการทดลองใช้งานไปยังประชาชน รวมถึงต่อยอด D/ID ไปสู่การใช้งานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ

ผู้ให้บริการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ของประเทศมีมาตรฐาน เชื่อถือได้ และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมุ่งพัฒนา D/ID ให้มีศักยภาพในการต่อยอดการใช้งานไปสู่การระบุพิกัดเพื่อสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งและ

วางแผนการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว ความสะดวกของประชาชนและการไม่สร้างภาระในการใช้บริการ ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ D/ID เป็นส่วนหนึ่งของการวางระบบข้อมูลที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“ในระยะต่อไป ไปรษณีย์ไทยมุ่งพัฒนา D/ID ให้สามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานในวงกว้างมากขึ้น ทั้งการเปิดให้ผู้ให้บริการขนส่งรายอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสนับสนุนการยกระดับระบบการรับ-ส่งสินค้าให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูลร่วมกัน รวมถึงการพัฒนา Address ID ให้สามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ประโยชน์กับบริการด้านต่าง ๆ ในอนาคต ไม่จำกัดเฉพาะการขนส่ง แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลดิจิทัลของประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินงานจะให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม การป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้บริการ เพราะเป้าหมายของ D/ID ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการจัดส่ง แต่คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยในอนาคต โดยให้ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และได้รับประสบการณ์ที่ ปลอดภัย สะดวก และแม่นยำ” ดร.ดนันท์ กล่าวสรุป

ด้าน พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC กล่าวว่า สคส.มีหน้าที่กำกับดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมาย รวมถึงส่งเสริมการนำหลัก Privacy by Design และการใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบระบบและบริการ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิและความเป็นส่วนตัวของประชาชน

“Digital Post ID หรือ D/ID ถือเป็นตัวอย่างของการนำหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้กับบริการที่ประชาชนใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยการเปลี่ยนจากการแสดงชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์แบบเต็ม มาเป็นรหัสจัดส่งดิจิทัล จะช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่จำเป็น และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลอาจถูกเข้าถึงหรือนำไปใช้โดยผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ระบบต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การกำหนดสิทธิในการเข้าถึง และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ”

พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สคส. จะสนับสนุนและให้คำแนะนำด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแก่ไปรษณีย์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ D/ID มีการขยายการใช้งานและเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือบริการอื่นในอนาคต ซึ่งทุกขั้นตอนต้องยึดหลักความโปร่งใส ใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม และคำนึงถึงสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญ “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่ข้อจำกัดของการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และทำให้บริการดิจิทัลของประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สคส. และไปรษณีย์ไทย จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของ

การนำเทคโนโลยีและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาผสานเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดส่ง เพื่อสร้างระบบบริการดิจิทัลที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้ โดย วันนี้ประชาชนสามารถดาวน์โหลด D/ID และสร้างรหัสจัดส่งดิจิทัลของตนเองได้แล้ว สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการ “ที่อยู่” ในรูปแบบเดิม สู่การจัดการข้อมูลที่ปลอดภัยและเป็นระบบมากขึ้น พร้อมวางรากฐานข้อมูลที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศในอนาคต และร่วมยกระดับประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลที่ ปลอดภัย สะดวก และเชื่อมั่นได้


กรมการศาสนา ชูธรรมะ x เทคโนโลยี พลิกโฉมพื้นที่เรียนรู้พระพุทธศาสนายุคใหม่ ผนึกพลัง “บวร” ปั้นเยาวชนคุณภาพสู่สังคมผ่านกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.”

 กรมการศาสนา ชูธรรมะ x เทคโนโลยี พลิกโฉมพื้นที่เรียนรู้พระพุทธศาสนายุคใหม่ ผนึกพลัง “บวร” ปั้นเยาวชนคุณภาพสู่สังคมผ่านกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.”

เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๙ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมี พระเทพวัชรานุสิฐ เจ้าคณะเขตบึงกุ่ม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการศาสนา ผู้แทนหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย ผู้บริหาร ครู อาจารย์ เด็กและเยาวชนจากศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมกิจกรรม


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือผ่านกลไก “พลังบวร” บ้าน–วัด/ศาสนสถาน–โรงเรียน/ราชการ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ควบคู่คุณธรรม สามารถดำรงตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม






ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้เครือข่าย ศพอ. ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ อาทิ การเสวนาเรื่อง “กลไกการขับเคลื่อนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์สู่ความสำเร็จ” โดยผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และกรมการศาสนา รวมถึงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้ AI สำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ ๒๑” เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันเทคโนโลยีและสามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม



นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมบรรยายและเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงสร้างสรรค์ “ธรรมะอารมณ์ดี” การจัดแสดงผลการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ชุมชนของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเครือข่าย ศพอ. ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในการเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางพระพุทธศาสนา คุณธรรมจริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนในชุมชน


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า กรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน โดยกิจกรรม Open House เปิดบ้าน ศพอ. เป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการดำเนินงานระหว่าง ศพอ. กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การยกระดับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน


ทั้งนี้ กรมการศาสนามุ่งหวังให้ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์เป็นมากกว่าพื้นที่ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะชีวิต และการบ่มเพาะคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมทางศาสนาและศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน โดยอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ศาสนสถาน สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็น “คนดี คนเก่ง และมีคุณธรรม” และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน






สำหรับกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๖–๑๗ กันยายน ๒๕๖๙ ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของ ศพอ. ขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านคุณธรรมจริยธรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไก “พลังบวร” ให้สามารถร่วมกันพัฒนาเด็ก เยาวชน และชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ต่อเนื่อง และยั่งยืน ///

“จุลพันธ์” ส่ง “พิพัฒน์ชัย” โฆษกแรงงาน เปิดเวทีพัฒนากำลังคนพังงา ปี 70 ผนึกทุกภาคส่วน พัฒนากำลังคน สู่สถานประกอบการจริง

  “จุลพันธ์” ส่ง “พิพัฒน์ชัย” โฆษกแรงงาน เปิดเวทีพัฒนากำลังคนพังงา ปี 70 ผนึกทุกภาคส่วน พัฒนากำลังคน สู่สถานประกอบการจริง

นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนจังหวัดพังงา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570” ระดมผู้แทนภาครัฐ การศึกษา เอกชน และสถานประกอบกิจการ 130 คน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ มุ่งยกระดับแรงงานสู่ทักษะสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมยุคใหม่ มีนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวต้อนรับ ดร.สุรพันธ์ รักษาพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา กล่าวรายงาน มีจ่าเอก ประยงค์ บุญช่วย ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมโครงการ ณ จังหวัดพังงา





นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนจังหวัดพังงา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570” พร้อมชื่นชมสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมกันจัดโครงการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น และประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนของจังหวัดพังงาให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง กระทรวงแรงงานภายใต้การนำของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีเป้าหมายพลิกโฉมบทบาทสู่การเป็น “กระทรวงเศรษฐกิจ” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งยกระดับกระทรวงแรงงานให้เป็น “กระทรวงแห่งการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีมูลค่าสูง” (High-Value Human Capital Ministry) เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่สร้างงานที่มีคุณภาพ (Good Jobs Economy) ควบคู่ไปกับการมีสวัสดิการที่มั่นคงและเท่าเทียม ดังนั้น โจทย์สำคัญของจังหวัดพังงา คือการเปลี่ยนผ่านกำลังแรงงานในพื้นที่ให้เป็นแรงงานที่มีทักษะระดับสูง มีความยืดหยุ่น และพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยุคใหม่ในระดับสากล (Modern Global Industries) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ รูปแบบการประกอบอาชีพ และความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งการพัฒนากำลังคนไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน


นายพิพัฒน์ชัย กล่าวต่อว่า การสัมมนาครั้งนี้มีความสำคัญต่อการร่วมกันศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ และเชื่อมโยงข้อมูลด้านอุปสงค์และอุปทานกำลังคน ตลอดจนประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการพัฒนาแรงงานและการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของจังหวัด โดยข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากเวทีสัมมนาจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย แนวทาง และข้อเสนอในการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศและแผนพัฒนาจังหวัด รวมทั้งใช้เป็นกรอบในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ อีกทั้งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้รับการฝึกอบรมโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ กิจกรรม เพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ปีงบประมาณ 2569 และตรวจติดตามผลการดำเนินงานโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ กิจกรรม ยกระดับผลิตภาพแรงงานและผู้ประกอบการรองรับเศรษฐกิจใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (พัฒนาศักยภาพแรงงานด้านดิจิทัล) และได้มอบวุฒิบัตรขอบคุณสถานประกอบกิจการ 4 แห่ง และส่งมอบผู้ผ่านการฝึกอบรมโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 12 คน เข้าสู่การทำงาน ซึ่งมุ่งเน้นการนำเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเข้าสู่การฝึกอบรมสู่สถานประกอบการอาชีพจริง ตามนโยบายเรียนได้งบ จบได้งาน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่มีเครือข่ายสถานผู้ประกอบการกิจการเข้าร่วมการสัมมนาและพร้อมรองรับแรงงานจำนวนมาก




ด้าน ดร.สุรพันธ์ รักษาพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและแนวทางการพัฒนากำลังคนของจังหวัดพังงาให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัด และสอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน สถานประกอบกิจการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพัฒนาและยกระดับศักยภาพกำลังแรงงานในพื้นที่ให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 130 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน สถานประกอบกิจการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะ ตลอดจนรวบรวมข้อมูลความต้องการพัฒนากำลังคนของจังหวัดพังงา เพื่อนำไปใช้วางแผน กำหนดทิศทาง และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนากำลังคนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง



ทั้งนี้ ได้เยี่ยมชมกิจกรรมของหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดพังงา โดยเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน และร่วมกันลงมือปฏิบัติ โดยใช้ฐานข้อมูลความต้องการของพื้นที่เป็นสำคัญ จังหวัดพังงาจะสามารถพัฒนากำลังคนให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคง และนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และการพัฒนาจังหวัดในภาพรวมต่อไป โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวในตอนท้าย

กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

  กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่...