วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

โฮมโปร–เมกาโฮม เดินหน้าสร้าง “Flexible Home Living” จับมือ ทรูมันนี่ ขยายทางเลือกการชำระเงิน ผ่านบริการ “แอสเซนด์ เพย์ เน็กซ์ เอ็กซตร้า”

 โฮมโปร–เมกาโฮม เดินหน้าสร้าง “Flexible Home Living” จับมือ ทรูมันนี่ ขยายทางเลือกการชำระเงิน ผ่านบริการ “แอสเซนด์ เพย์ เน็กซ์ เอ็กซตร้า”ยกระดับประสบการณ์ช้อปเรื่องบ้านและงานช่างครบวงจร รองรับทุกไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยยุคใหม่

โฮมโปร-เมกาโฮม ภายใต้บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร (Home Solution and Living Experience) เดินหน้าขยายระบบนิเวศด้านการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมต่อสินค้า บริการเรื่องบ้าน-งานช่าง และโซลูชันทางการเงิน เพื่อยกระดับประสบการณ์เรื่องบ้านให้ตอบรับการใช้ชีวิตยุคใหม่ พร้อมผนึกกำลังกับ “ทรูมันนี่” ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์และผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดทางเลือกการชำระเงินรูปแบบใหม่ผ่านบริการ “แอสเซนด์ เพย์ เน็กซ์ เอ็กซตร้า” (Ascend Pay Next Extra) ช่วยให้ลูกค้าโฮมโปรและเมกาโฮมทั่วประเทศเข้าถึงสินค้าและบริการ เพื่อการสร้าง รีโนเวต และตกแต่งที่อยู่อาศัยได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “บ้านไม่ได้เป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตของผู้คน โฮมโปร-เมกาโฮม มีความเข้าใจในพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในแต่ละช่วงเวลา ลูกค้ามีความต้องการและความพร้อมทางการเงินที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การซ่อมแซมเล็กน้อย ไปจนถึงการปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่ 


บทบาทของโฮมโปร-เมกาโฮม จึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอสินค้าและบริการที่ครอบคลุม แต่เป็นการช่วยให้ทุกการตัดสินใจเรื่องบ้านและงานช่างเป็นเรื่องที่จัดการได้ง่ายขึ้น และตอบรับการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงเวลา

ความร่วมมือกับ ‘ทรูมันนี่’ ครั้งนี้ เป็นอีกความตั้งใจในการขยายทางเลือกด้านการชำระเงินที่ยืดหยุ่นให้กับลูกค้าโฮมโปรและเมกาโฮม ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแล ซ่อมแซม ปรับปรุง หรือดีไซน์บ้านตัวเองได้ตามความพร้อมและจังหวะของชีวิต พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น (Better Living) ในระยะยาว

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคบริหารค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น พฤติกรรมการใช้จ่ายเรื่องบ้านของคนไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่” สู่ “การลงทุนระยะยาว” ที่คำนึงถึงคุณภาพ ความคุ้มค่า และอายุการใช้งาน ขณะที่เทรนด์การปรับปรุงและรีโนเวทที่อยู่อาศัยเดิมก็เติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากความต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตในบ้าน ไปจนถึงการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ความร่วมมือระหว่างโฮมโปร-เมกาโฮม และทรูมันนี่ ในครั้งนี้ จึงเข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด และช่วยให้การดูแลที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น



ภายใต้ความร่วมมือนี้ ลูกค้าโฮมโปรและเมกาโฮมจะได้รับทางเลือกที่ออกแบบมาเพื่อรองรับรูปแบบการใช้จ่ายที่หลากหลาย ทั้งลูกค้าที่ต้องการบริหารกระแสเงินสด สามารถเลือกผ่อนชำระ 0% สูงสุด 4 เดือน ผ่านบริการ ‘แอสเซนด์ เพย์ เน็กซ์ เอ็กซตร้า’ เหมาะกับการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง หรือการตกแต่ง-รีโนเวทที่อยู่อาศัย รวมถึงทางเลือกสำหรับลูกค้าที่พร้อมชำระเต็มจำนวน เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่โฮมโปรและเมกาโฮมทุกสาขา ครบ 2,500 บาท และชำระผ่านบัญชีวอลเล็ทในแอปทรูมันนี่ รับเงินคืนทันที 50 บาท ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2569 นี้


นายธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “การร่วมมือกับ ‘โฮมโปร’ และ ‘เมกาโฮม’ ในครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของทรูมันนี่ในการนำบริการ ‘แอสเซนด์ เพย์ เน็กซ์ เอ็กซตร้า’ มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเรื่องบ้านที่ครบวงจร ด้วยจุดเด่นของบริการที่สมัครง่ายผ่านแอปทรูมันนี่ ใช้เอกสารน้อย รู้ผลอนุมัติรวดเร็ว และมอบวงเงินพร้อมใช้สูงสุด 500,000 บาท จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายทางเลือกทางการเงินให้กับลูกค้าโฮมโปรและเมกาโฮม ให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายเรื่องบ้านได้อย่างยืดหยุ่นและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น”


ลูกค้าที่สนใจสามารถสมัครใช้บริการ แอสเซนด์ เพย์ เน็กซ์ เอ็กซตร้า ได้ง่าย ๆ ผ่านแอปทรูมันนี่ และเริ่มใช้สิทธิ์ผ่อน 0% สูงสุด 4 เดือน หรือรับเงินคืน 50 บาท เมื่อชำระเต็มจำนวนด้วยบัญชีวอลเล็ท ที่โฮมโปรและเมกาโฮมทุกสาขาทั่วประเทศ 


#โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr #MegaHome #เมกาโฮม #ช่างเลือกเมกาโฮม #แอสเซนด์เพย์เน็กซ์เอ็กซ์ตร้า #AscendPayNextExtra


เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" ผนึกกำลัง สมาคมแท็กซี่ ปูพรมกระจายสินค้าทั่วประเทศ "มาดามพิม - เคนโด้" ร่วมปลุกพลังใจ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"

 เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" ผนึกกำลัง สมาคมแท็กซี่ ปูพรมกระจายสินค้าทั่วประเทศ  "มาดามพิม - เคนโด้" ร่วมปลุกพลังใจ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"

แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง "KNOCKOUT" (น็อคเอาท์) ภายใต้เครือ Jimjamthailand เดินหน้ารุกตลาดอย่างเต็มกำลัง สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ สมาคม TAXI โดย การนำของ นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ มุ่งเป้ากระจายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศไทย พร้อมจัดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ใช้แรงงานและคนสู้ชีวิตทุกคน



การจับมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่พลิกโฉมการกระจายสินค้า โดยผสานเครือข่ายของรถแท็กซี่ที่มีอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้กลายเป็นจุดกระจายความสดชื่นและสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผลิตภัณฑ์ KNOCKOUT เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกซอกทุกซอย แต่ยังเป็นการสนับสนุนอาชีพและสร้างรายได้เสริมให้กับพี่น้องผู้ขับรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมอีกด้วย



ไฮไลต์ของโปรเจกต์นี้คือการได้บุคคลต้นแบบอย่าง "มาดามพิม ดิ สมิธ " และ "เคนโด้" รวมทั้งนักมวยเลือดใหม่จากค่าย Jimjam Boxing มาร่วมสร้างแคมเปญเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจ ภายใต้คอนเซปต์ "หมัดเด็ดคนสู้ชีวิต"ภายในงาน ทั้งสองท่านได้ร่วมพูดคุยและส่งต่อพลังบวกให้กับพี่น้องเครือข่ายแท็กซี่และผู้ร่วมงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค การต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อยในแต่ละวัน และการหา "หมัดเด็ด" หรือจุดแข็งในตัวเองเพื่อเอาชนะทุกความท้าทาย ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของแบรนด์ KNOCKOUT ที่พร้อมเป็นเครื่องดื่มคู่ใจ เติมทั้งพลังกายและพลังใจให้ทุกคนลุกขึ้นสู้ต่อได้ในทุกสถานการณ์

แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Jimjamthailand ที่ไม่ได้มองเพียงแค่การเติบโตทางธุรกิจ แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงข้างสังคมไทย พร้อมเป็นพลังผลักดันให้ทุกคนน็อคเอาท์ทุกความเหนื่อยล้า และก้าวไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจ

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่:Facebook Jimjam Thailand TikTok:JimJamThailand 


#Jimjam #jimjamthailand #เครื่องดื่มชูกำลังknockout #knockoutหมัดเด็ดคนสู้ชีวิต  #JimjamKnockout

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เบบี้แอนด์มัมฯ ผนึก PhytoEX นาโนเทค สวทช. ขับเคลื่อนนวัตกรรม Longevity ปฏิวัติสุขภาพระดับเซลล์ ยกระดับตลาดเตรียมตั้งครรภ์สู่เศรษฐกิจอายุยืน

 เบบี้แอนด์มัมฯ ผนึก PhytoEX นาโนเทค สวทช. ขับเคลื่อนนวัตกรรม Longevity ปฏิวัติสุขภาพระดับเซลล์ ยกระดับตลาดเตรียมตั้งครรภ์สู่เศรษฐกิจอายุยืน

เบบี้แอนด์มัมฯ ตอกย้ำผู้นำอันดับ 1 ตลาดเตรียมตั้งครรภ์ของไทย จับมือโปรแกรม PhytoEX นาโนเทค สวทช. เดินหน้าวิจัยและพัฒนานวัตกรรม Longevity เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพสำหรับผู้เตรียมความพร้อมก่อนมีบุตรและสุขภาพผู้หญิงแบบครบวงจร พร้อมได้รับเกียรติเป็นบริษัทนวัตกรรมเตรียมตั้งครรภ์เพียงหนึ่งเดียวที่ร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวที “PhytoEX: Longevity Innovation In Action” ภายในงาน Asia Longevity Economy Summit 2026 และ Aging Innovation Expo 2026 สะท้อนเมกะเทรนด์โลกด้าน “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ณ ไบเทค บางนา

นายเรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เบบี้แอนด์มัมฯ ดำเนินธุรกิจก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 โดยมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้านการเตรียมตั้งครรภ์บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางการแพทย์ ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้เตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ผู้มีบุตรยาก และการดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบครบวงจร โดยบริษัทเล็งเห็นว่า ปัจจัยด้านภาวะเจริญพันธุ์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนลึกถึงระดับเซลล์ สอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงลึกและการมีคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว ขณะที่ตลาด Health & Wellness ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ตามแนวคิด “Longevity” หรือการมีสุขภาพดีอย่างยืนยาว ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้สูงวัยอีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่กลุ่มผู้หญิงยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเตรียมตั้งครรภ์และผู้มีภาวะมีบุตรยากที่หันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพในระดับเซลล์มากยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด ผ่านความร่วมมือกับโปรแกรม PhytoEX ภายใต้ศูนย์นาโนเทค สวทช. เพื่อนำนาโนเทคโนโลยีมายกระดับประสิทธิภาพของสารสกัดสำคัญ ให้สามารถคงสภาพและดูดซึมได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น นับเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดงานวิจัยระดับประเทศสู่ผลิตภัณฑ์จริงสำหรับกลุ่มผู้เตรียมความพร้อมก่อนมีบุตรที่ต้องการโซลูชันซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ควบคู่กับการดูแลสุขภาพผู้หญิงตั้งแต่ระดับเซลล์สู่การมีคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวตามแนวคิด Longevity พร้อมยกระดับศักยภาพผลิตภัณฑ์ไทยด้วยงานวิจัย เทคโนโลยี และมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเข้าสู่ตลาด Wellness และ Longevity Economy ที่กำลังเติบโตทั่วโลก

นายเรืองศักดิ์ กล่าวเสริมว่า การร่วมมือระหว่างเบบี้แอนด์มัมฯ และ PhytoEX ครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำจุดยืนของบริษัทในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เชิงลึกมาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสำหรับผู้บริโภค ผ่านการผสานศักยภาพจากหน่วยงานภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Wellness และ Longevity ภายใต้แนวคิด “Science-backed Innovation” หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์และงานวิจัย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว

นอกจากนี้ ความร่วมมือกับนาโนเทค ยังช่วยลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจกับสถาบันวิจัย ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ผ่านการผสาน Innovation, Science และ Customer Insight เข้าด้วยกัน เมื่ออินโนเวชั่นมาเจอกับวิทยาศาสตร์ และเชื่อมต่อกับความเข้าใจผู้บริโภคได้จริง การพัฒนาสินค้าจะเร็วขึ้น คมขึ้น และตอบโจทย์ตลาดได้มากขึ้น

นายเรืองศักดิ์ มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness และ Longevity ของภูมิภาค จากความพร้อมทั้งด้านสมุนไพร งานวิจัย เทคโนโลยี และระบบนิเวศสุขภาพที่ครบวงจร พร้อมเชื่อว่าการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ นักวิจัย และภาคเกษตรกรรม จะช่วยต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสุขภาพมาตรฐานสากล สร้างทั้งความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว


สำหรับแนวโน้มผู้บริโภคในอนาคต นิยามของ “Luxury Life” กำลังเปลี่ยนจากการครอบครองวัตถุราคาแพง สู่การให้คุณค่ากับสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น โดยความหรูหราในยุคใหม่ คือการมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรง พร้อมมีอายุสุขภาพที่ยืนยาว ซึ่งจะกลายเป็นค่านิยมสำคัญของผู้บริโภคในยุค Longevity นายเรืองศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย. 

ผู้สนใจองค์ความรู้ด้านการเตรียมตั้งครรภ์บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และงานวิจัยทางการแพทย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้เตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ผู้มีบุตรยาก และการดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบครบวงจร สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร และนวัตกรรมด้านสุขภาพเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์และโซเซียลมีเดียBabyAndMom.co.th หรือ Line Official: @BabyAndMom.co.th

# # #

“ปรมาณูเพื่อสันติ” ขับเคลื่อนนโยบาย ศ.ดร.ยศชนัน รัฐมนตรี อว. คว้ารางวัล “ดีเยี่ยม” 1 ใน 6 สุดยอดหน่วยงาน ของประเทศ ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (NCX 2025) ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

  “ปรมาณูเพื่อสันติ” ขับเคลื่อนนโยบาย ศ.ดร.ยศชนัน รัฐมนตรี อว. คว้ารางวัล “ดีเยี่ยม” 1 ใน 6 สุดยอดหน่วยงาน ของประเทศ ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (NCX 2025) ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในระดับชาติ โดยคว้ารางวัลการประเมินระดับ "ดีเยี่ยม" และเป็น "1 ใน 6 หน่วยงานจากทั่วประเทศ" จากผู้เข้าร่วมกว่า 333 หน่วยงาน ในการฝึกเพื่อทดสอบขีดความสามารถทางด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ประจำปี 2568 (Thailand’s National Cyber Exercise 2025: NCX 2025) ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)

(15 พฤษภาคม 2569) นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ รก.เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ นำทีมรับมอบโล่รางวัลยอดเยี่ยมโดยได้รับเกียรติจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ณ ห้องประชุม 1101 ชั้น 11 สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ


นายแพทย์รุ่งเรือง ฯ กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แผนปฏิบัติการ MHESI ACTION PLAN 2026-2030 ที่มุ่งเน้นและส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคงของประเทศในเรื่อง Cyber Security Thailand เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของชาติ (Critical Information Infrastructure, CII) หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) และหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นซึ่งแบ่งออกรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้


• การทดสอบระดับบุคคล เป็นการทดสอบทักษะและความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเฉพาะตัวของเจ้าหน้าที่ (Hard Skills) 

• ทักษะย่อยที่ใช้ทดสอบ ครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์ Log, การทำ Digital Forensics และการอุดช่องโหว่ (Vulnerability Management) 

• การทดสอบระดับหน่วยงาน เป็นการทดสอบการทำงานร่วมกันเป็นทีม (Teamwork) และความพร้อมของกระบวนการเผชิญเหตุ (Incident Response) ในรูปแบบ War Room 

• รูปแบบการฝึกความพร้อม ใช้รูปแบบการจำลองสถานการณ์โจมตี-ตอบโต้จริง (Live Fire) ซึ่งเป็นการฝึกระดับสูงที่เน้นความสมจริง (Real-time Engagement) ในสภาพแวดล้อมระบบเครือข่ายเสมือน

• เป้าหมายการประเมิน เพื่อทดสอบกระบวนการ Incident Response Plan และความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานขององค์กรเมื่อเผชิญเหตุการณ์จริง 

• การทดสอบฝึกซ้อม ดังกล่าว มีหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และเอกชน เข้าร่วมการทดสอบกว่า 333 หน่วยงาน และหน่วยงานที่ได้รับรางวัลระดับ “ดีเยี่ยม” จำนวน 6 หน่วยงานระดับชาติ ได้แก่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กรมเจ้าท่า สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท วิทยุการบินประเทศไทย จำกัด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และธนาคารไทยพาณิชย์ (มหาชน)

นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวเพิ่มเติมว่า  “เราไม่ได้มองแค่การป้องกันระบบไอที แต่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความเชื่อมั่น สร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชนและนักลงทุน ตามวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน รัฐมนตรี อว. ที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและพลังงานสะอาดที่ปลอดภัย ประสบการณ์จาก NCX 2025 จะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดในแผนงานกำกับดูแลความปลอดภัยโรงไฟฟ้า SMR และการยกระดับห้องปฏิบัติการอ้างอิงทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ รวมถึง การเตรียมความพร้อมป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านนิวเคลียร์และรังสี เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีที่มั่นคงปลอดภัยในระดับสากลอย่างยั่งยืน” 

ความสำเร็จของ ปส. ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงศักยภาพของหน่วยงาน แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยพร้อมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในโลกยุคดิจิทัลตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศของกระทรวง อว. อย่างแท้จริง


รีเซ็ตนโยบายสุขภาพ​ กัญชาถูกกฏหมาย

 รีเซ็ตนโยบายสุขภาพ​ กัญชาถูกกฏหมาย

ต้องยอมรับว่า “นโยบายกัญชาถูกกฎหมาย” กับ “พรรคภูมิใจไทย” เป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก และเมื่อพรรคภูมิใจไทยกำลังดำเนินบทบาทสำคัญทางการเมืองด้วยการเป็นผู้นำประเทศ นโยบายที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของคำถามใหม่อีกครั้งว่านโยบายสาธารณสุขแบบเดิมที่ มุ่ง “ห้าม” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมแอลกอฮอล์ รวมไปถึงประเด็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ฝังรากลึกอย่างการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ควรเดินหน้าไปสู่ “บริหารจัดการ” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร

คำถามลักษณะเดียวกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยแต่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ที่กำลังถูกทบทวนไปสู่แนวทางการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชน 

กรณีประเทศเกาหลีใต้ที่รัฐบาลเตรียมยกระดับ พรบ. ควบคุมยาสูบ โดยจะให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกควบคุมในลักษณะเดียวกับบุหรี่มวนปกติด้วย ขณะที่รัฐบาลอังกฤษเพิ่งเห็นชอบกฎหมายห้ามขายบุหรี่ให้กับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 และจะเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้อบุหรี่ขึ้น 1 ปีในทุกๆ ปี รวมทั้งยังเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลควบคุมบรรจุภัณฑ์และรสชาติของบุหรี่ไฟฟ้ารวมถึงกำหนดสถานที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้

ล่าสุดคือความเคลื่อนไหวของสมาชิกวุฒิสภาประเทศอาเจนตินา ซึ่งได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อเป็นกรอบแนวทางกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าอย่างครอบคลุม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกเลิกข้อห้ามเดิม และเปลี่ยนไปสู่ระบบที่สามารถควบคุมได้จริง และชี้ให้เห็นว่าการห้ามเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การกำกับดูแลให้เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงของแต่ละผลิตภัณฑ์ย่อมดีกว่าการปล่อยให้เกิดตลาดผิดกฎหมายที่ไร้การควบคุม

สาระของร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เปิดเสรีโดยไร้ขอบเขต แต่กลับกำหนดมาตรการควบคุมอย่างรัดกุม เช่น การจำกัดระดับนิโคติน ทาร์ (น้ำมันดิน) และคาร์บอนมอนอกไซด์ การจำกัดการโฆษณาและช่องทางการจำหน่าย รวมถึงการบังคับใช้คำเตือนด้านสุขภาพและฉลากผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังให้อำนาจกระทรวงสาธารณสุขในการออกกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งสะท้อนถึงแนวทาง “กำกับดูแลเพื่อควบคุมความเสี่ยง” มากกว่าการปล่อยให้ปัญหาอยู่นอกระบบ

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีงานวิจัยระดับนานาชาติชี้ว่าหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายประเทศปลอดบุหรี่ที่มีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำกว่า 5% คือการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้สูบบุหรี่ด้วยการให้มีผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่มีนิโคติน เช่น การใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทนการสูบบุหรี่ 

เป้าหมายนี้ไม่เพียงสะท้อนความทะเยอทะยานด้านสาธารณสุข แต่ยังตอกย้ำว่าการมี “ทางเลือก” ที่ดีกว่า อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ภาพที่เห็นยังคงแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน การใช้มาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด แม้มีเจตนาปกป้องสังคมโดยเฉพาะเยาวชน แต่ในทางปฏิบัติกลับก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า เรากำลังควบคุมปัญหาได้จริง หรือเพียงผลักมันไปอยู่ในพื้นที่ที่รัฐไม่สามารถกำกับดูแลได้ 

ตลาดใต้ดินที่เติบโต การขาดมาตรฐานสินค้า และการเข้าถึงของเยาวชนที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ล้วนเป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนข้อจำกัดของนโยบายแบบเดิม 

ประสบการณ์จากการผลักดันนโยบายกัญชาในอดีตอาจสะท้อนให้เห็นว่า บริบททางการเมืองในขณะนั้นมีส่วนทำให้การออกแบบกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลยังไม่ครอบคลุมหรือรัดกุมเท่าที่ควร จนกลายเป็นบทเรียนสำคัญต่อสังคมไทย อย่างไรก็ตาม บทเรียนดังกล่าวกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้รัฐบาลในวันนี้สามารถออกแบบนโยบายที่ดีกว่าเดิมได้ และอาจเป็นหนึ่งใน “signature reform” ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่มุ่งจะบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิรูปกฎระเบียบ และธรรมาภิบาลที่ดีได้อย่างชัดเจน

นี่จึงเป็นโอกาสโอกาสของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการออกแบบนโยบายที่รอบด้าน รัดกุม และอิงหลักฐานทางวิชาการ และไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางการเมืองเช่นในอดีต

ศน. เตรียมจัดกิจกรรม ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน​ ชวนสัมผัสวิถีชุมชน “ชิมหนม ชมหลาด ตักบาตร @หลาดลองแล”

 ศน. เตรียมจัดกิจกรรม ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน​ ชวนสัมผัสวิถีชุมชน “ชิมหนม ชมหลาด ตักบาตร @หลาดลองแล”

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดพังงา จัดงานโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุน ชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจชุมชน การสร้างรายได้ให้กับชุมชนทั้งด้านสินค้าและบริการ เช่น อาหาร การแต่งกาย ของที่ระลึก ที่พักโฮมสเตย์ โรงแรมและเส้นทางท่องเที่ยว รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริม การนำภูมิปัญญาท้องถิ่น และรวมทั้งเป็นการขยายโอกาส ให้พุทธศาสนิกชน ได้ทำบุญตักบาตร รักษาศีล และเจริญภาวนา นอกเหนือจากวันธรรมสวนะและในโอกาสต่างๆ โดยจัดกิจกรรมเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน “ชิมหนม ชมหลาด ตักบาตร 



@หลาดลองแล” ณ หลาดลองแล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ในช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 นำโดยอธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร และประชาชน เข้าร่วม กิจกรรมตรวจเยี่ยมเครือข่ายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ กิจกรรมปล่อยปูแสมคืนสู่ป่าชายเลน เข้าพบผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชน ณ โรงเรียนบ้านสามช่อง กราบนมัสการ พระประสาธน์สารโสภณ เจ้าคณะจังหวัดพังงา ระนอง (ธ)  เจ้าอาวาสวัดควนกะไหล กราบนมัสการ พระอธิการธนารักษ์ พุทฺธรกฺขิโต เจ้าอาวาสวัดสุวรรณคูหา ชมโบราณสถานถ้ำสุวรรณคูหา กิจกรรมพายเรือแคนูชมอุโมงค์ป่าโกงกาง ยังถือเป็นกิจกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของทางภาคใต้ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ของผืนป่าชายเลน กับเส้นทางน้ำที่คดเคี้ยวลอดผ่านแนวต้นโกงกาง

หนาทึบ จนเกิดเป็น “อุโมงค์ป่าโกงกาง” เยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนบ้านสามช่องเหนือที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานธรรมชาติของจังหวัดพังงา พบปะผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชน และยังได้มอบถุงยังชีพให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่  โดยต่อเนื่องในวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 มีกิจกรรมประกอบด้วย สักการะศาลพ่อตาแรด ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ชุดโนราตัวอ่อน โดย โรงเรียนเทศบาลบ้านบางเตย บริเวณลานสร้างสรรค์ @หลาดลองแล 

ชมการสาธิตการจัดทำผลิตภัณฑ์ชุมชน และอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นต้น

กิจกรรม “ชิมหนม ชมหลาด ตักบาตร @หลาดลองแล” ณ บริเวณถนนสายบุญหลาดลองแล และตลาดลองแล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ใช้ทุนทางวัฒนธรรมและความสมบูรณ์หลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ขับเคลื่อนการดำเนินการด้วยการใช้พื้นที่สวนปาล์มของชุมชนเป็นพื้นที่ดำเนินการ และนำทุนทางวัฒนธรรม เช่น อาหารพื้นถิ่น วัตถุดิบท้องถิ่น วัสดุธรรมชาติ ได้แก่ พืชผัก กุ้ง หอย ปู ปลา ผลไม้ตามฤดูกาล มาประกอบและจำหน่ายตลอดจนนำการละเล่น งานฝีมือ การแสดงทางวัฒนธรรม มาจัดแสดงเพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้และให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ทั้งในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ได้ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เสริมสร้างความสามัคคี และได้พัฒนาศักยภาพ ด้วยการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผลประโยชน์ สำหรับการจัดงานโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน กรมการศาสนา ดำเนินงานต่อยอดและขยายผลจากปีที่ผ่านมา โดยร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด คัดเลือกสถานที่ ที่มีประเพณีโดดเด่น มีวัดอยู่ใกล้ชุมชน มีการให้บริการจัดของตักบาตรให้กับนักท่องเที่ยว การบริการเช่าชุดพื้นถิ่น การจัดพื้นที่แสดงสินค้าสำหรับชุมชน ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชน 

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดงานโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ประสบความสำเร็จ โดยมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมโครงการฯ ทั่วประเทศประมาณ 58,000 คน ส่งผลให้เกิดกระแสการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวชาวพุทธ โดยพาครอบครัวหิ้วตะกร้าเข้าวัดทำบุญ และอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนตามจุดเช็คอินต่าง ๆ ทำให้ในแต่ละจังหวัดได้พื้นฟูประเพณีเก่าแก่ ชุดแต่งกายประจำท้องถิ่น และอาหารของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมด้านการท่องเที่ยวในมิติศาสนา ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชน โรงแรม ที่พัก และโฮมสเตย์ โดยรอบชุมชน ส่งผลให้มีการพัฒนาต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในเมืองหลักและเมืองรอง จึงเห็นควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนส่งเสริม การสำรวจ การจัดทำองค์ความรู้ เร่งฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม เพื่อรองรับและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวในมิติศาสนาแต่ละชุมชมเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดกระแสเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนมากยิ่งขึ้น และเป็นการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมด้วยการบ่มเพาะปลุกจิตสำนึก 



อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า โครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมวันธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน หรือเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันพระนั้น มีส่วนช่วยท้องถิ่นและส่งเสริมสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชน ได้เข้าวัดทำบุญเป็นประจำทั้งในวันพระและในโอกาสอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพิ่มมากขึ้น ช่วยปลูกจิตสำนึกให้พุทธศาสนิกชนรักและหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติ รวมทั้งมีการยึดมั่นในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้านการท่องเที่ยวในมิติทางศาสนาก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนรอบวัด โดยมีวัดหรือพุทธศาสนสถานเป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายรายได้สู่ชุมชน ก่อให้เกิดการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรม///


ส.ก.ไม้ อดีตกัปตันเกียรตินิยมการบินเหรียญทอง ขออยู่พัฒนาบางรักต่อในนามผู้สมัครอิสระ

 ส.ก.ไม้ อดีตกัปตันเกียรตินิยมการบินเหรียญทอง ขออยู่พัฒนาบางรักต่อในนามผู้สมัครอิสระ

วันที่ 14 พ.ค. นายวิพุธ ศรีวะอุไร หรือ "ส.ก.ไม้" สมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตบางรัก และประธานสภากรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ ว่า วาระการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ปีนี้ ซึ่งมีกำหนดวันรับสมัคร ในวันที่ 28 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2569 และกำหนดให้วันเลือกตั้งคือ วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นั้น จะลงสมัครในนามอิสระ ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองเหมือนสมัยที่ผ่านมา


โดยเจ้าตัวยืนยัน พร้อมที่จะสู้ศึกกับผู้สมัครคนอื่นๆ ในเขตบางรัก มีการระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัว ไปแล้ว ว่า "เราไม่ใช่พรรคการเมือง เราเป็นอิสระ เราไม่ซ่อนเร้นวาระ เราคือคนทำงาน คนทำงาน แปลว่า อิสระ” และ ประชาชนสามารถติดตามผลงาน การลงพื้นที่ และการดำเนินงานต่างๆ ได้ในเฟซบุ๊ก ชื่อว่า "บางรักทักวิพุธ" สำหรับการเลือกตั้ง กทม.2569 นี้ ซึ่งมีการชูนโยบายตามแผนที่จะทำต่อในอีก 4 ปีข้างหน้าหากได้รับเลือกตั้ง

ภายใต้แคมเปญ “บางรัก…พัฒนาต่อ” ที่จะผลักดันสิ่งที่มีศักยภาพอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ทำเพิ่ม แต่ทำให้ทุกระบบเชื่อมกัน และทำงานได้จริง ในฐานะที่เจ้าตัวเติบโตและผูกพันกับพื้นที่เขตบางรักมาโดยตลอด ได้ทำงานใกล้ชิดประชาชน และในอดีตที่ผ่านมา ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญของทีม กทม.พรรคเพื่อไทย กระทั่งได้รับคะแนนเป็นอันดับ 1 ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ก.เขตบางรัก ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565

ส่วนผลงานเด่นในฐานะ ส.ก.ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง อาทิ การปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น , การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยกับทางเดินเท้าที่สมดุล, ผลักดันงบประมาณซ่อมแซมท่อระบายน้ำและลอกท่อในตรอกซอกซอยของเขตบางรัก เพื่อรองรับน้ำรอการระบายในช่วงหน้าฝน, สนับสนุนการปรับปรุงพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก (Pocket Park)

ขณะที่ในสภา กทม. นายวิพุธ ยังทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยมักตั้งข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่าของโครงการขนาดใหญ่และการกระจายงบลงสู่ระดับเส้นเลือดฝอย โดยเจ้าตัวดำรงตำแหน่ง รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 – 27 มิถุนายน 2568 ก่อนที่จะได้รับเลือกจากที่ประชุมสภา กทม. ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2568


สำหรับประวัติของ นายวิพุธ ศรีวะอุไร มีชื่อเล่นว่า ไม้ เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2533 โดยในปี 2569 จะมีอายุครบ 36 ปี จบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการการบิน (เกียรตินิยมเหรียญทองอันดับ 1) สถาบันการบินพลเรือน ประเทศไทย ประสบการณ์การทำงาน เคยเป็นนักบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทำการบินในอากาศยานแบบ Boeing 777

มีประสบการณ์ทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเล ปฏิบัติงานกับ Transocean Deepwater และ Shelf Drilling ผ่านการอบรม หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนามหานคร (มหานคร รุ่น 10) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาผู้นำเมือง (ผู้นำเมือง รุ่น 9) หลักสูตร “Climate Action Leaders Forum : CAL Forum รุ่น 4 (CAL 4).

โฮมโปร–เมกาโฮม เดินหน้าสร้าง “Flexible Home Living” จับมือ ทรูมันนี่ ขยายทางเลือกการชำระเงิน ผ่านบริการ “แอสเซนด์ เพย์ เน็กซ์ เอ็กซตร้า”

  โฮมโปร–เมกาโฮม เดินหน้าสร้าง “Flexible Home Living” จับมือ ทรูมันนี่ ขยายทางเลือกการชำระเงิน ผ่านบริการ “แอสเซนด์ เพย์ เน็กซ์ เอ็กซตร้า”ยก...