วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“ไม่ต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่” Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ถกแง่มุมอนาคตเด็กไทย เปิด BTEC Level 3 วุฒิ ม.ปลายอินเตอร์ฯ จากสหราชอาณาจักร จบใน 1 ปี ชูการเรียนแบบลงมือทำจริง ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้

 “ไม่ต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่” Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ถกแง่มุมอนาคตเด็กไทย เปิด BTEC Level 3 วุฒิ ม.ปลายอินเตอร์ฯ จากสหราชอาณาจักร จบใน 1 ปี ชูการเรียนแบบลงมือทำจริง ติดอาวุธเด็กไทยด้วยทักษะที่ AI แทนไม่ได้

กรุงเทพฯ – Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และผู้ปกครอง เปิดเวทีเสวนาถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยในยุค AI พร้อมข้อสรุปร่วมกันว่า “การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่” โดยเสนอแนวทางพัฒนาผู้เรียนผ่านการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเปิดตัว Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเตรียมผู้เรียนสู่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงานแห่งอนาคต


ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงธุรกิจ ระบบการศึกษาทั่วโลกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน เพราะสิ่งที่นายจ้างต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำข้อสอบได้คะแนนสูง แต่คือคนที่สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เด็กจะใช้ AI เป็นหรือไม่” แต่คือ “ระบบการศึกษาไทยกำลังเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงแล้วหรือยัง”


คำถามนี้กลายเป็นหัวใจของเวทีเสวนา “ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่” ซึ่งจัดโดย Westminster College Bangkok โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจในฐานะนายจ้าง และภาคผู้ปกครอง แม้ทุกคนจะมองจากคนละแง่มุม แต่กลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง “เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด (Set Zero)” แต่ต้องออกแบบใหม่ ให้ทันโลก

จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย: ไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่คือการออกแบบใหม่

นายตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok เปิดเผยมุมมองว่า การศึกษาไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นี่เป็นเวลาที่ผู้ปกครอง นักการศึกษา และภาคธุรกิจต้องร่วมกันทบทวนว่า วิธีการเรียนรู้แบบเดิมยังตอบโจทย์โลกอนาคตหรือไม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่หลายห้องเรียนยังใช้วิธีการสอนและการวัดผลแบบเดียวกับเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกคนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง


ในอดีต การศึกษาอาจให้ความสำคัญกับการจดจำข้อมูล แต่วันนี้ AI สามารถค้นหาและประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ สิ่งที่ทำให้คนแตกต่างกันจึงไม่ใช่ว่าจำอะไรได้มากแค่ไหน แต่คือสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในโลกจริงได้หรือไม่


“แน่นอนว่าการศึกษาไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่เป็นการเพิ่มและออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่ AI เข้ามาเป็นศูนย์กลาง เพราะวันนี้ทั้งการศึกษาและอาชีพล้วนหมุนรอบ AI Westminster College Bangkok จึงเชื่อว่าคำถามสำคัญ ไม่ใช่การหาว่าหลักสูตรไหนดีที่สุด แต่คือการหาหลักสูตรที่เหมาะที่สุดกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน” นายตรีณัฐ กล่าว


มุมมองนี้ได้รับการยืนยันจากฟากนโยบาย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันของโลกยุคใหม่ทำให้กลไกการศึกษาแบบเดิมปรับตัวตามไม่ทัน โดย ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อธิบายว่า กฎหมายและหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาปรับปรุงแต่ละครั้งเป็นสิบปี ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ทางออกจึงไม่ใช่การไล่ตามเนื้อหา แต่คือการเปลี่ยน “กระบวนการเรียนรู้”


“พระราชบัญญัติการศึกษาเปลี่ยนครั้งหนึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ขณะที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวินาที สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเปิดกว้างและเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะเราไม่สามารถทำนายได้ว่าอาชีพในอนาคตคืออะไร สิ่งที่ควรวางให้เด็กจึงเป็นวิธีคิดและกระบวนการแก้ปัญหาที่จะติดตัวเขาไปในโลกที่ไม่แน่นอน” ดร.บัณฑิตย์ ระบุ


จาก “คะแนนสอบ” สู่ “ความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง”

ข้อมูลจากองค์กรระดับโลกหลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในทศวรรษหน้า ได้แก่ Critical Thinking, Problem Solving, Creativity, Communication, Collaboration และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ที่มากกว่านั้น ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน สิ่งที่ทำให้ผู้เรียนแตกต่างกันกลับไม่ใช่ตัวเครื่องมือ แต่เป็นวิธีที่แต่ละคนเลือกนำมันมาใช้


ซึ่ง รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้สะท้อนในมุมของภาคมหาวิทยาลัยว่า วิธีที่ผู้เรียนเลือกใช้ AI คือสิ่งที่กำลังแบ่งเด็กออกจากกัน กลุ่มหนึ่งใช้ AI ทำงานส่งโดยไม่เข้าใจ และอีกกลุ่มใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจสอบและต่อยอดความคิดของตัวเอง ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่พื้นฐานการคิดที่แน่นพอจะรู้ว่าคำตอบที่ AI ให้มานั้นถูกหรือผิด


ความแตกต่างระหว่าง “รู้” กับ “ทำเป็น” นี้ ยังนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการใช้เกรดเป็นตัวตัดสินคุณค่าของผู้เรียน โดยมองว่าเป้าหมายของการศึกษาต้องขยับจากการผลิตเด็กที่ “เก่งทำโจทย์” ไปสู่เด็กที่ “ลงมือทำเป็น”


“เราต้องสอนเด็กให้ทำเป็น ไม่ใช่สอนให้เก่งทำโจทย์ เพราะถ้าเก่งแค่ทำโจทย์ AI ก็ทำแทนได้ เกรดเป็นเพียงเครื่องบอกว่าเด็กผ่านอะไรมา แต่ไม่ได้บอกว่าเขาเก่ง สิ่งที่มหาวิทยาลัยและสถานประกอบการต้องการคือสมรรถนะที่ทำได้จริง” รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม


ขณะที่เสียงจากภาคธุรกิจในฐานะปลายทางตลาดแรงงาน ก็เห็นไปในทางเดียวกัน นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ “ก้อง” ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน สะท้อนว่าปัญหาของเด็กจบใหม่จำนวนมากไม่ใช่การขาดความรู้ แต่ขาดความสามารถในการแปลงความรู้ให้เป็นผลลัพธ์ และการรับผิดชอบต่อผลงานของตนเอง


“เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากบอกว่าถาม AI มาแล้ว แต่ AI ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ คนต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่นายจ้างมองหาจึงไม่ใช่คะแนน แต่คือคนที่นำความรู้ไปสร้างผลลัพธ์ได้ มีความเป็นเจ้าของงาน และพร้อมรับฟีดแบ็กเพื่อพัฒนางานของตัวเอง” นายอรรฆรัตน์ ระบุ


เมื่อโจทย์ของทั้งสามภาคส่วนบรรจบกันที่คำว่า “ทำเป็น” Westminster College Bangkok จึงนำ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma คุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากสหราชอาณาจักร มาเปิดสอนในประเทศไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มากกว่าการเรียนเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว


นายตรีณัฐ ให้ข้อมูลว่า หลักสูตร BTEC ใช้แนวทาง Applied Learning และ Project-Based Learning ผู้เรียนจะได้ทำโครงงาน วิจัย วิเคราะห์ และสร้างผลงานจริง เพื่อนำไปต่อยอดเป็น Portfolio สำหรับสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้สายการเรียนอย่าง Business, Engineering และ Engineering & Design โดยแต่ละวิชามีการวัดผลงานที่ผู้เรียนได้สร้างขึ้นจริง พร้อมมีการพัฒนาทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานยุค AI ต้องการ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ อย่างครบถ้วน

เรียนจบใน 1 ปี แต่ไม่ใช่ “ทางลัด”

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ การเรียนจบภายในหนึ่งปีจะเร็วเกินไปหรือไม่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok ชี้แจงว่า การจบใน 1 ปีไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหาวิชา แต่เป็นการออกแบบหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานของ Pearson สหราชอาณาจักร โดยผู้เรียนทุกคนยังต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์เดียวกับผู้เรียนในต่างประเทศที่ศึกษาในหลักสูตรเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณผ่านเวลาเรียนจริง


“การเรียนจบใน 1 ปี ไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหา แต่เป็นการออกแบบให้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อเราลองคำนวณเวลาเรียนจริง ๆ ในระดับมัธยมปลาย โดยหักช่วงสอบและกิจกรรมที่ไม่ใช่วิชาแกนหลักออก จะพบว่าเนื้อหาหลักใช้เวลาราว หนึ่งพันห้าร้อยชั่วโมง ซึ่งไม่จำเป็นต้องกระจายไปถึงสามปีเสมอไป หากเด็กมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอ” นายตรีณัฐ กล่าวย้ำ


โดย คุณวุฒิ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma มีความเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ของประเทศไทย สามารถใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS ตามหลักเกณฑ์ที่ ทปอ. กำหนด รวมถึงได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา 


ปัจจุบัน ผู้เรียนของ Westminster College Bangkok สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศทั่วโลก 


การศึกษาแห่งอนาคต ไม่ใช่ One Size Fits All

นายตรีณัฐ ย้ำว่าในอนาคต เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพราะโลกต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลายมากกว่าคนที่มีคำตอบเหมือนกัน และเป้าหมายของ Westminster ไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้เด็กจบเร็ว แต่อยู่ที่การช่วยให้เด็กค้นพบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น


แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับหัวใจที่ผู้ปกครองและบทบาทของครอบครัวที่เดินเคียงข้างเด็กในการค้นหาเส้นทางของตนเอง นางสาวรุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ “แอนนี่ บรู๊ค” ตัวแทนผู้ปกครอง มองว่าการศึกษาที่ดีไม่ได้วัดกันที่การไปได้ไกลกว่าคนอื่น แต่วัดกันที่การพาเด็กไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเขามีศักยภาพ


“พ่อแม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง คอยชี้ทางด้วยการบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละเส้นทาง ไม่ใช่สั่งให้เขาเดินทางใดทางหนึ่ง เพราะช่วงเวลาที่เราได้อยู่ข้างลูกคือเวลาทองที่ย้อนกลับมาไม่ได้” แอนนี่ บรู๊ค กล่าว

ท้ายที่สุด แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้ยังมีความหมาย คือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน “เด็กอาจลืมคำตอบของ AI แต่จะไม่ลืมแรงบันดาลใจที่ครูสร้างให้ AI เข้าใจข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ AI ไม่เข้าใจความสงสัยที่อยู่ในแววตาเด็ก” รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม


สอดรับกับบทสรุปของ Westminster College Bangkok ที่มองว่า บทบาทของการศึกษาในยุค AI คือการสร้างสิ่งที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้


“บทบาทของโรงเรียนในยุค AI ไม่ใช่การสอนให้เด็กจดจำข้อมูลที่ค้นหาได้ในไม่กี่วินาที แต่คือการสร้างทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ จริยธรรม และความเข้าใจมนุษย์ ในโลกที่ AI รู้คำตอบเกือบทุกอย่าง การศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่การสอนให้เด็กจำคำตอบ แต่ต้องสอนให้เด็กกล้าตั้งคำถาม คิดเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม” นายตรีณัฐ กล่าวสรุปในตอนท้าย



ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตร

BTEC Level 3 ของ Westminster College Bangkok

ได้ที่โทรศัพท์ 099-261-3857 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.westminster.ac.th/btec


แก้มบุ๋ม – พีท, ต้าอู๋, สยาโม ร่วมระเบิดความอร่อย ในงาน M&D FAN FEST 2026 “M&D เส้นบุก สุขทุกคัพ บุกทุกคำ”

 แก้มบุ๋ม – พีท, ต้าอู๋,  สยาโม ร่วมระเบิดความอร่อย ในงาน M&D FAN FEST 2026 “M&D เส้นบุก สุขทุกคัพ บุกทุกคำ”

12 ก.ค. 2569 : บริษัท หลีหมิง ฟู้ด เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ M&D Liming Food Technology (Thailand) Co., Ltd. M&D โดย คุณหยาง เถิงฟาง ประธานกรรมการบริษัท และ คุณอำนาจ ศรีชื่น รองกรรมการผู้จัดการ พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพที่อร่อย สะดวก และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมสร้างประสบการณ์ที่สนุกและใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น จัดงาน M&D FAN FEST 20026 “M&D เส้นบุก สุขทุกคัพ บุกทุกคำ” เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “M&D เส้นบุกคัพ” (M&D Konjac Cup Noodles) อย่างเป็นทางการ โดยมีกิจกรรมสุดพิเศษจากศิลปินดารา สยาโม คอนเทนต์ครีเอเตอร์สาวคนเก่ง, แก้มบุ๋ม - พีท ที่มาร่วมส่งความสุขในงาน และแขกรับเชิญสุดพิเศษ ต้าห์อู๋ หนุ่มหล่อสุดฮอต ณ ชั้น G ยูเนี่ยนมอลล์ กรุงเทพฯ 

ภายในงาน จัดพื้นที่ให้แขกผู้ร่วมงานได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยพร้อมกิจกรรมสุดพิเศษ อาทิ Special Show by Sayamo โดย สยามโม คอนเทนต์ครีเอเตอร์สาวคนเก่งที่มาโชว์สกิลป้ายยาความอร่อยบนเวที, แฟชั่นโชว์จากผลิตภัณฑ์ M&D, การแข่งขันกินเส้นบุกคัพ (M&D Speed Challenge) และกิจกรรมแบ่งปันความสุขโดย แก้มบุ๋ม – พีท ก่อนปิดท้ายด้วย Special Show by Daou ที่หนุ่มหล่อสุดฮอต ต้าห์อู๋ จะมาระเบิดความฮอตบนเวทีแบบสุดปัง นอกจากนี้ ได้มีกิจกรรมพิเศษ สำหรับแฟนคลับ ได้แก่ Lucky Draw, Collect Stamp, TikTok Challenge, Speed Challenge, ทดลองชิม, Meet & Greet

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ “M&D เส้นบุกคัพ” (M&D Konjac Cup Noodles) เป็นก๋วยเตี๋ยวแห้งสำเร็จรูป มี 2 รสชาติ อร่อยจัดจ้านถึงใจ ได้แก่ หม่าล่า เผ็ดชา เข้มข้น ถึงเครื่องทุกคำ และทะเลต้มยำ แซ่บ หอมสมุนไพร กลมกล่อมลงตัว ในรูปแบบพร้อมรับประทานได้ไวภายในไม่กี่ขั้นตอน พกง่ายสะดวกทุกที่ เหมาะสำหรับคนทำงาน คนออกกำลังกาย คนรับประทานดึก 

บริษัท หลีหมิง ฟู้ด เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ M&D Liming Food Technology (Thailand) Co., Ltd. เข้าสู่ตลาดประเทศไทยตั้งแต่ปี 2019 มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยการเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ขนมทอดกรอบ สแน็คต่างๆ มีหลากหลายรสชาติและหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ ขนมเปี๊ยะ บุกกรุบปรุงรส ล่าเถียว ขนมปัง ขนมเค้ก เครปโรลกรอบสอดไส้ โดยมุ่งมั่นที่จะผลิตและจัดจำหน่ายขนมที่มีคุณภาพ อร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อผู้บริโภค


ติดตามข้อมูลความอร่อยเพิ่มเติมได้ที่ www.m-dfood.com/

Facebook : M&D

TikTok : M&Dfood

Instagram : md.official.th 



#MDเส้นบุกคัพ 

#สุขทุกคัพบุกทุกคำ

#MDFanFest2026 

#MDFood

 


วธ. ต่อยอด “อาซูรอสัมพันธ์” ปีที่ ๓ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

 วธ. ต่อยอด “อาซูรอสัมพันธ์” ปีที่ ๓ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้





วันอาทิตย์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. ที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดการประกวดกวนขนมอาซูรอระดับ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้โครงการ “อาซูรอสัมพันธ์และต้อนรับปีใหม่ฮิจเราะห์ศักราช ๑๔๔๘” ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ ๓ ภายใต้โครงการ “เสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา” เพื่อสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่าของพี่น้องไทยมุสลิม พร้อมต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมสู่การสร้างรายได้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม และเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยมี

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธาน พร้อมด้วย นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายอับดุลบาซิ เจ๊ะมะ  ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา นางสุนิสา อยู่หนูสิงห์ วัฒนธรรมจังหวัดยะลา  นายฐปนัท วงศ์ศานติบูรณ์ วัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี สตูล และสงขลา  ประชาชน เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธีมอบรางวัล ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา


ผลการประกวดกวนขนมอาซูรอระดับ ๕ จังหวัดภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙

ประเภทดั้งเดิม

- รางวัลชนะเลิศ ชมรมอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น อ. เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส 

- รองชนะเลิศอันดับ ๑ ทีมกายูบอเกาะ อ. รามัญ จ.ยะลา

- รองชนะเลิศอันดับ ๒ ชมรมอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น อ.สุไหลโกลก จ.นราธิวาส


ประเภทความคิดสร้างสรรค์

- รางวัลชนะเลิศ ชมรมอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น อ. จะแนะ จ.นราธิวาส

- รองชนะเลิศอันดับ ๑ ชุมชนบ้านกีเยาะ กรงปีนัง จ.ยะลา

- รองชนะเลิศอันดับ ๒ มัสยิดบ้านท่าน้ำเค็มใต้ จ.สตูล




นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ประเพณีการกวนขนมอาซูรอเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สะท้อนความศรัทธา ความเอื้อเฟื้อ และการร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน กระทรวงวัฒนธรรมจึงมุ่งสืบสานและต่อยอดประเพณีดังกล่าวให้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน สอดคล้องกับนโยบาย “ไทยสร้างพลังวัฒนธรรม สร้างสุข สร้างอนาคต” โดยนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม




อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า การประกวดครั้งนี้มีผู้แทนจากจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และสงขลา รวม ๒๐ ทีม เข้าร่วมแข่งขันในประเภทดั้งเดิมและประเภทความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาควบคู่กับการพัฒนาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้ทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นภายในงานยังมีนิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับประเพณีอาซูรอ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากผู้ประกอบการ ๕ จังหวัดภาคใต้ จำนวน ๑๔ ร้านค้า การแสดงอนาซีดนานาชาติ การแสดงปันจักสีลัต และกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ ช่วยสร้างสีสัน กระตุ้นการท่องเที่ยว และสร้างรายได้แก่ชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม





โอกาสนี้ คณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมได้พบปะผู้นำศาสนาและเครือข่ายทางศาสนา พร้อมเยี่ยมชมงานเมาลิดกลางยะลา ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช ๑๔๔๘ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่หลักธรรมทางศาสนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของจังหวัดยะลา


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการศาสนาจะเดินหน้าส่งเสริมการนำทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมมาต่อยอดการพัฒนาชุมชน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้าใจ ความสามัคคี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป///

 


สสส.เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น​ เพิ่มทักษะวิเคราะห์ข้อมูล เน้นออกแบบนวัตกรรม​ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาวะชุมชนให้ยั่งยืน

 สสส.เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น​ เพิ่มทักษะวิเคราะห์ข้อมูล เน้นออกแบบนวัตกรรม​ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาวะชุมชนให้ยั่งยืน



ตัวเลขจากฐานข้อมูลเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ซึ่งครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ 3,690 แห่ง ได้เผยภาพสะท้อนสถานการณ์สุขภาพและสังคมไทยผ่านรายงานข้อมูลตำบลโดยการสำรวจ (Thailand Community Networking Appraisal Program: TCNAP) ปี 2568 ใน 646 ตำบล ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 2.91 ล้านคน หรือ 989,365 ครัวเรือน ชี้ให้เห็นว่าครัวเรือนไทยกว่า 74.33% กำลังเผชิญกับภาระหนี้สิน ขณะที่อัตราพึ่งพิงสูงถึง 61.32% โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 27.9% และมีผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง 16.94%  

ในด้านสุขภาพพบผู้ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) 23.21% และมีผู้สูงอายุป่วยด้วยโรคนี้ถึง 51.43% นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งการดื่มสุราเป็นประจำ 5.39% และการสูบบุหรี่ 9.84% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า การแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยในวันนี้ไม่อาจอาศัยเพียงนโยบายจากส่วนกลางเพียงลำพัง แต่ต้องใช้ "ข้อมูลของพื้นที่" เป็นฐาน และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาร่วมออกแบบแนวทางพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

จากสถานการณ์นี้ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "เสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นบูรณาการสร้างผลกระทบด้านสุขภาพ" โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ เสริมศักยภาพในการสร้างผลกระทบด้านสุขภาพ, วิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ Data-Driven, สังเคราะห์เครื่องมือชุดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ และยกร่างข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น โดยมีตัวแทนจากเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่และกลไกคณะทำงานเข้าร่วมกว่า 600 คน 

 


รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายแนวคิดพื้นฐานของการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพโดยชุมชนท้องถิ่นว่า มีหลักคิดสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือการนำพื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้คน ข้อมูล และกระบวนการทำงานอยู่ในพื้นที่ เพราะปัญหาของพื้นที่ต้องแก้ไขโดยพื้นที่เอง และประการที่สองคือ การคำนึงถึงสุขภาพในทุกมิติของนโยบาย เพื่อให้สุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง 

ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงมุ่งเสริมทักษะสำคัญให้ชุมชน 2 ด้าน ได้แก่ "การวิเคราะห์สถานการณ์" หรือการอ่านภาพรวมของปัญหา ศักยภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งเป็นฐานในการหาทางแก้ไขและประเมินผล ส่วนอีกด้านคือ "การออกแบบนวัตกรรม" หรือการนำผลวิเคราะห์มาออกแบบทางแก้ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทบทวนว่านวัตกรรมที่ทำอยู่เดิมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ เพื่อปรับปรุงหรือขยายผลต่อไป 

"ที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาศักยภาพทั้งคนและกลไก โดยใช้ฐานข้อมูลเป็นตัวนำทางไปสู่การจัดการเชิงระบบที่เป็นไปได้จริงในแต่ละพื้นที่ เมื่อทุกภาคส่วนบูรณาการบทบาทและภารกิจเข้าด้วยกัน จนเกิดการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงสุขภาวะที่ดีขึ้นก็จะเกิดขึ้นจากภายในชุมชนเอง และเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนร่วมกันสร้างให้ยั่งยืนได้" 

นอกจากนี้ รศ.ดร.ขนิษฐา ยังย้ำด้วยว่า การขับเคลื่อนงานให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วนหลักในพื้นที่ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้นำท้องที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และองค์กรชุมชน โดยแต่ละฝ่ายควรเป็นผู้นำในภารกิจที่ตนถนัด เพื่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง เช่น อปท. อาจเป็นแกนหลักผลักดันนโยบายลดการดื่มสุรา ขณะที่องค์กรชุมชนอาจริเริ่มเรื่องอาหารปลอดภัย

"หัวใจสำคัญคือการทำให้การดำเนินงานทั้งหมดบูรณาการเข้ากับบทบาทและภารกิจเดิมของชุมชนได้ ไม่ใช่การเพิ่มภาระงาน แต่เป็นการใช้ข้อมูลมาช่วยยกระดับการทำงานให้คมชัดขึ้น เมื่อชุมชนเห็นข้อมูล เห็นศักยภาพของตนเอง และรู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสมมาผสานกับงานประจำ การแก้ปัญหาสุขภาพก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่จะเป็นวิถีปฏิบัติที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงในทุกพื้นที่" รศ.ดร.ขนิษฐา กล่าว



สำหรับการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ พบว่าหลาย ๆ แห่งใช้ข้อมูลเป็นฐานในการวางแผนและสร้างนโยบายดูแลประชากรทุกกลุ่มวัยในชุมชนจนกลายเป็นวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลไปแล้ว อย่างเช่นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เริ่มนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2553 โดยให้คนในชุมชนร่วมกันเก็บ วิเคราะห์ นำไปใช้ และเป็นเจ้าของข้อมูล ผ่านเครื่องมือ RECAP และ TCNAP ที่สนับสนุนจาก สสส.

“เวลาที่เราใช้ข้อมูลแล้ว รู้สึกมั่นใจในการทำงาน อย่างเวลาที่เสนอสภาฯ เราก็พูดอย่างมั่นใจค่ะ ว่าเรามีข้อมูลแบบนี้นะ ถ้าเราไม่ทำโครงการนี้มันก็จะเกิดเรื่องแบบนี้ได้นะ คือสามารถตอบในเรื่องของการทำงานได้ในอนาคต" นางนัยนา ศรีเลิศ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม อบต.คอรุม เล่า

ส่วนที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ข้อมูลนำมาซึ่งการค้นพบสถานการณ์ผู้สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 9% ของประชากร แม้ตัวเลขจะดูไม่สูง แต่เทรนด์ที่น่ากังวลคือ "นักสูบหน้าใหม่" ที่เป็นกลุ่มเยาวชนเริ่มหันมานิยมบุหรี่ไฟฟ้าเนื่องจากค่านิยมและความเข้าใจผิดว่าปลอดภัย ขณะที่ผู้สูงอายุมักผูกติดกับการสูบบุหรี่มวนแบบดั้งเดิม

นายชินวุฒิ อาศน์วิเชียร ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม อบต.ท่างาม เปิดเผยว่า ได้ใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่ค้นหา "คนดี คนเก่ง" หรือ อสม. และบุคคลต้นแบบที่เคยเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ มาเป็นกลไกถ่ายทอดประสบการณ์ตรง พร้อมทั้งวางนโยบายมุ่งเน้นไปที่ 2 ส่วนสำคัญ คือ "คน" ด้วยการสร้างความรอบรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ด้วยการสร้างสื่อรณรงค์ที่ทันต่อสถานการณ์และร่วมสมัย เช่น ทำละครแนวตั้ง  เสนอภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เป็นต้น ขณะเดียวกันก็สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนสถานที่ราชการและพื้นที่สาธารณะในชุมชนให้เป็นเขตปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่มีป้ายติดไว้เฉย ๆ นอกจากนี้ผลพลอยได้ที่ตามมาไม่ใช่แค่สุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจในครัวเรือนที่ดีขึ้นตามไปด้วย เมื่อค่าใช้จ่ายที่เคยหมดไปกับบุหรี่แต่ละวันสามารถเปลี่ยนไปเป็นเงินออมหรือรายจ่ายที่จำเป็นกว่าได้ในระยะยาว

ขณะที่ ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากการประชุมครั้งนี้ว่า ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้เห็นข้อมูลของตัวเอง ได้ร่วมวางแผน และได้นำเครื่องมือซึ่งเป็นชุดกิจกรรมและชุดองค์ความรู้ของ สสส. ไปประยุกต์ใช้จัดการกับผลกระทบที่แต่ละพื้นที่เก็บข้อมูลมาได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ สสส. ให้ความสำคัญมาตลอด เช่น การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องลดลงจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปัญหาการดื่มสุราและการพนัน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่ชุมชนท้องถิ่นจะต้องบูรณาการทุกกลไกและทุกมิติเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน

"ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ สสส. คาดหวังคือ การที่ชุมชนสามารถจัดการได้ด้วยมือของชุมชนท้องถิ่นเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การรอคอยความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว" ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน กล่าว 

 


ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายสูงสุดของ สสส. จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างระบบที่เอื้อให้ชุมชนใช้ข้อมูล (Data-Driven) เป็นฐานในการตัดสินใจ พัฒนานโยบายท้องถิ่น และจัดการสุขภาวะของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยผลผลิตที่เป็นรูปธรรมจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ฐานข้อมูลสุขภาพระดับพื้นที่สำหรับขับเคลื่อนงานในระยะยาว แนวทางการใช้เครื่องมือชุดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบท และร่างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น


วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

‘Yaomic’ หนุนครีเอเตอร์ไทยสู่เวทีโลก ร่วมเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ ‘Y Book Fair 11’เปิดตัว 2 ผลงานใหม่ ดันวงการ BL/GL เติบโตอย่างยั่งยืน

 ‘Yaomic’ หนุนครีเอเตอร์ไทยสู่เวทีโลก ร่วมเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ ‘Y Book Fair 11’เปิดตัว 2 ผลงานใหม่ ดันวงการ BL/GL เติบโตอย่างยั่งยืน

แพลตฟอร์มสัญชาติไทยยกระดับนักเขียน-นักวาดไทย สร้างพื้นที่แห่งโอกาส พร้อมขยายผลงานสู่ตลาดต่างประเทศ

วงการคอนเทนต์ BL/GL ของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ‘Yaomic’ (ยา-โอ-มิค) แพลตฟอร์มอ่านการ์ตูนวาย และนิยายวายลิขสิทธิ์สัญชาติไทย เดินหน้าสนับสนุนวงการครีเอเตอร์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเข้าร่วมเป็น ผู้สนับสนุนหลักระดับแพลทินัม ในงาน Y Book Fair ครั้งที่ 11 เทศกาลหนังสือและคอนเทนต์ BL/GL ระดับประเทศ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569 ณ Event Hall ชั้น B2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด "เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นนักอ่านวายในต่างโลก"

สร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทย

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Yaomic ในการเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมผลงานลิขสิทธิ์แท้จากนักเขียน และนักวาดชาวไทย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ได้แสดงศักยภาพ สร้างฐานผู้อ่าน และต่อยอดผลงานสู่ตลาดระดับสากล

ปัจจุบัน Yaomic ให้บริการคอนเทนต์ถึง 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาอินโดนีเซีย และภาษาเวียดนาม เพื่อขยายโอกาสให้ผลงานของคนไทยเข้าถึงนักอ่านทั่วโลก

ผลักดัน Soft Power ไทยผ่านคอนเทนต์ BL/GL

คุณสินีนาถ ธรรมยา หรือ "คุณแพม" บรรณาธิการ และผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อหา (Content Director) ของ Yaomic กล่าวว่า แพลตฟอร์มให้ความสำคัญกับการสนับสนุนนักสร้างสรรค์ไทยมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าผลงานของคนไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับนานาชาติ

การร่วมงาน Y Book Fair อย่างต่อเนื่องจึงไม่เพียงเป็นการพบปะนักอ่าน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของประเทศไทย ผ่านคอนเทนต์ BL/GL ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก

เปิดตัว 2 ผลงานใหม่บนเวที Y Book Fair

หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือการเปิดตัวนิยายเรื่องใหม่จากนักเขียนไทย 2 ผลงาน ได้แก่

"รัชทายาทแล้วไง จงไปเก็บขี้ม้า" ผลงานแนวพีเรียดจีน แฟนตาซี โรแมนติกคอมเมดี้ จาก lonely cat และ Earchz ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชายหนุ่มชาวดอยผู้บังเอิญช่วยชีวิตองค์รัชทายาทโดยไม่รู้ตัว 

"จันทร์ทิวา" ผลงานแนวพีเรียดไทย โรแมนติก ดราม่า แฟนตาซี จาก Pim Pimol เล่าเรื่องความรักต้องห้ามระหว่างหญิงม่ายกับกินรีสาว ที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น และเสน่ห์ของวรรณกรรมไทยร่วมสมัย 

พร้อมกิจกรรมเสวนา พูดคุยกับนักเขียน และช่วงถาม-ตอบอย่างใกล้ชิดกับแฟนผลงาน

ยกขบวนกิจกรรมสร้างสีสันตลอดงาน

ภายในบูธ Yaomic ยังจัดกิจกรรมมากมายเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับนักอ่าน อาทิ การพบปะคอสเพลย์จากทั้งสองเรื่อง เกม Catching Mimi รับของที่ระลึก กิจกรรม Yaomic Café แจกซอฟต์เสิร์ฟสำหรับผู้ร่วมกิจกรรม รวมถึงภารกิจสะสมตราประทับ Yaomic × Y Book Fair Quest Mission เพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษจากงาน

เชื่อมโยงนักเขียนกับนักอ่านอย่างใกล้ชิด

นอกจากการนำเสนอผลงานใหม่ Yaomic ยังมุ่งสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนระหว่างนักเขียน นักวาด และนักอ่าน ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้พบปะ พูดคุย และรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อันเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการพัฒนาวงการคอนเทนต์ไทย

เดินหน้าขยายฐานนักอ่านผ่านแคมเปญออนไลน์

ควบคู่กับการจัดกิจกรรมภายในงาน Yaomic ยังเปิดตัวแคมเปญ "Yaomic Read Me Week" เพื่อเชิญชวนนักอ่านทั้งหน้าใหม่และแฟนประจำ ร่วมติดตามและสนับสนุนผลงานออริจินัลของนักเขียนไทย ผ่านทั้งแอปพลิเคชันและเว็บไซต์

คอนเทนต์ไทยก้าวไกลสู่เวทีโลก

การขยายบริการสู่หลายภาษา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยให้ผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยสามารถเข้าถึงผู้อ่านในระดับนานาชาติ สร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

BL/GL ไทยกับอนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คอนเทนต์ BL/GL ของไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดนักเขียน นักวาด และผู้ผลิตผลงานรุ่นใหม่จำนวนมาก การสนับสนุนจากแพลตฟอร์มอย่าง Yaomic จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

เดินหน้าสร้างโอกาสให้คนไทยผ่านพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์

Yaomic ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการเป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตเคียงข้างนักสร้างสรรค์ไทย พร้อมผลักดันผลงานคุณภาพสู่สายตานักอ่านทั่วโลก และร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการสร้างโอกาสให้คนไทยได้เปล่งประกายบนเวทีระดับสากล.

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Yaomic ได้ทั้ง iOS และ Android หรืออ่านผ่านเว็บไซต์ www.yaomic.com

ติดตาม Yaomic ได้ทุกช่องทาง

•Facebook: @yaomicofficial

•Instagram: @yaomicofficial

•Twitter (X): @yaomicofficial

•TikTok: @yaomicofficial

•YouTube: @yaomicofficial