วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2569

กรมการศาสนา ยกย่อง 7 พฤติกรรมการทำความดี มอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลผู้ได้รับรางวัล “Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

 กรมการศาสนา ยกย่อง 7 พฤติกรรมการทำความดี มอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลผู้ได้รับรางวัล “Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569



วันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลผู้ได้รับรางวัล “Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้รับโล่เชิดชูเกียรติ เข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เดินหน้าขับเคลื่อนระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit) ตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) เพื่อสร้างกลไกส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้คนในสังคมทำความดีอย่างต่อเนื่อง โดยให้คุณค่ากับการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม พร้อมสร้างระบบให้ผู้ทำความดีได้รับการยอมรับและมีพื้นที่ในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ “Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งระบบเครดิตทางสังคมเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้คนในสังคมเห็นคุณค่าของการทำความดี เพราะการส่งเสริมคุณธรรมไม่ควรหยุดที่การรณรงค์ให้คนทำดี แต่ต้องมีระบบที่ทำให้ความดีได้รับการมองเห็น ได้รับการยอมรับ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการทำความดีต่อเนื่อง “เมื่อคนทำความดีแล้วสังคมมองเห็นและให้คุณค่า คนทำดีก็จะมีที่ยืน มีพื้นที่ในสังคม และเรื่องราวของเขาจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นอยากทำความดีตาม ซึ่งกรมการศาสนาได้นำหลักการส่งเสริมระบบเครดิตทางสังคม ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 มาขับเคลื่อนโครงการ “Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี” เพื่อค้นหาและยกย่องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมโดดเด่นด้านคุณธรรม โดยพิจารณาจากกรณีหรือเหตุการณ์การทำความดีที่ปรากฏต่อสาธารณชน เป็นการกระทำที่เกิดจากจิตสำนึกภายใน มากกว่าการหวังผลตอบแทน และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือส่วนรวมอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาและพิจารณาตามหลักเกณฑ์โดยคณะกรรมการ ก่อนเสนอกรมการศาสนาให้ความเห็นชอบและประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ พร้อมพิจารณามอบทุนการศึกษาหรือทุนการดำรงชีพซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวัดพระศรีมหาอุมาเทวี



สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากเรื่องราวการทำความดีจำนวน 7 เหตุการณ์ ได้แก่ 1) เหตุการณ์ของนักเรียนหญิง 3 คน จากโรงเรียนมัญจาศึกษา จังหวัดขอนแก่น ที่ร่วมกันช่วยเหลือชายพิการข้ามถนนอย่างปลอดภัย สะท้อนถึงน้ำใจและจิตสาธารณะ 2) เหตุการณ์ของนางสาวสุวรรณี ธรรมพงศ์มิตร เสมียนประจำร้านและอาสากู้ชีพ ซึ่งช่วยเหลือชายสูงวัยที่เกิดอาการฮีทสโตรก และประสานทีมกู้ชีพเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที 3) เหตุการณ์ของนายสมคิด แซ่ซิ้ม เจ้าของเต็นท์รถพร้อมภรรยา ที่เก็บเงินสด เอกสาร และเช็ค รวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ส่งให้ตำรวจติดตามหาเจ้าของ พร้อมปฏิเสธสินน้ำใจ สะท้อนถึงความซื่อสัตย์สุจริต 4) เหตุการณ์ของ ผศ.(พิเศษ) พญ.สิรินรัตน์ แสงศิริรักษ์ แพทย์ที่หยุดรถเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุและให้การปฐมพยาบาลจนทีมกู้ชีพมาถึง 5) เหตุการณ์ของ ด.ต.ยุทธนา กังพิทักษ์กุล หรือ “ดาบเบิร์ด” ตำรวจ สน.ลุมพินี ที่เข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรุนแรงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี แม้อยู่ในวันหยุดและนอกพื้นที่รับผิดชอบ 6) เหตุการณ์ของนายธนกร จันทร์สุข ไรเดอร์วัย 19 ปี ที่ทิ้งรถเข้าช่วยหญิงสาวซึ่งกำลังจะกระโดดจากสะพานในจังหวัดอุบลราชธานี 



7) เหตุการณ์ของนายคงกระพัน ทองน้อย หรือ “คุณปลาเก๋า” คนขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ที่ขับรถย้อนกลับไปกว่า 30 กิโลเมตร เพื่อนำกระเป๋าสตางค์ซึ่งผู้โดยสารชาวอเมริกันลืมไว้ในรถไปคืนเจ้าของ



อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องราวของทั้ง 7 เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความดีไม่ได้จำกัดอยู่ที่วัย อาชีพ หรือสถานะของบุคคล แต่เกิดขึ้นได้จากการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อน การเสียสละเพื่อผู้อื่น การซื่อสัตย์ต่อทรัพย์สินของผู้อื่น หรือการยื่นมือเข้าช่วยเหลือในสถานการณ์ที่ยากลำบาก สิ่งเหล่านี้คือพฤติกรรมที่ควรได้รับการมองเห็นและนำเสนอให้สังคมได้รับรู้ การประกาศยกย่องบุคคลในโครงการ “Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี” จึงเป็นการสร้างพื้นที่ให้กับคนทำดี และทำให้สังคมเห็นว่าความดีมีคุณค่าและได้รับการยอมรับ เมื่อเรื่องราวของคนทำดีได้รับการเผยแพร่ ก็สามารถกลายเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นนำไปปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นการสร้างระบบรองรับการทำความดีให้เกิดความต่อเนื่องและขยายผลในวงกว้าง โดยมุ่งหวังให้ Social Credit เป็นกลไกที่ทำให้สังคมไทยเห็นคุณค่าของความดีมากขึ้น นอกจากนี้ กรมการศาสนายังเตรียมนำบทเรียนและผลสำเร็จจากการดำเนินงานระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit) ในแผนฯ ระยะที่ 2 ไปพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรมในแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571–2575) โดยร่วมกับคณะทำงานศึกษาและจัดทำหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับเครดิตคุณธรรม ในการจัดทำระบบหลักเกณฑ์มาตรฐานกลางสำหรับประเมินและรับรองการทำความดี นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบรองรับการเชิดชูความดีที่ครอบคลุม และเปิดพื้นที่ให้คนทำดีได้รับการยอมรับอย่างภาคภูมิ ซึ่งจะเปลี่ยนการทำความดีในระดับบุคคล ให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมคุณธรรมที่เข้มแข็งและยั่งยืนร่วมกัน.

เอเอเอส กรุ๊ป ลงนามสัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ร่วมกับ ตงเฟิง นำแบรนด์ VOYAH สู่ประเทศไทย

 เอเอเอส กรุ๊ป ลงนามสัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ร่วมกับ ตงเฟิง นำแบรนด์ VOYAH สู่ประเทศไทย

มุ่งผสานศักยภาพทางวิศวกรรมยานยนต์ของตงเฟิง เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านตลาดยานยนต์ระดับพรีเมียมของ เอเอเอส กรุ๊ป

กรุงเทพฯ 22 กันยายน 2569 – เอเอเอส กรุ๊ป (AAS Group) ประกาศลงนามสัญญาแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (Sole Distributor Agreement) อย่างเป็นทางการร่วมกับ ตงเฟิง มอเตอร์ กรุ๊ป (Dongfeng Motor Group) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำเข้าและจัดจำหน่าย VOYAH (โวย่า) แบรนด์ยานยนต์อัจฉริยะพลังงานใหม่ระดับพรีเมียมสู่ตลาดประเทศไทย โดยพิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ของ เอเอเอส กรุ๊ป และเป็นการวางรากฐานอันมั่นคงสำหรับการเปิดตัวแบรนด์ VOYAH ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ


เอเอเอส กรุ๊ป จะดำเนินธุรกิจและการบริหารแบรนด์ VOYAH ในประเทศไทยผ่านบริษัทในเครือที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด (AI Mobility Co., Ltd.) ซึ่งจะดูแลรับผิดชอบการจัดจำหน่าย การดำเนินงานด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย และการบริการลูกค้าทั่วประเทศ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญยาวนานกว่า 4 ทศวรรษในตลาดยานยนต์ระดับพรีเมียมและลักชัวรีของ เอเอเอส กรุ๊ป บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด จะนำแนวทางการดำเนินงานที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) ตลอดจนมาตรฐานการบริการชั้นเลิศมาสู่ VOYAH มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว และส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของยนตรกรรมที่เหนือระดับ สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภครถยนต์ระดับบนในประเทศไทย

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งระหว่างศักยภาพและประสบการณ์อันยาวนานด้านการผลิตยานยนต์ ตลอดจนความล้ำหน้าทางวิศวกรรมเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ของตงเฟิง เข้ากับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของ เอเอเอส กรุ๊ป ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ยานยนต์ระดับโลกและการดูแลกลุ่มลูกค้ายานยนต์ระดับหรูในไทยโดยความร่วมมือดังกล่าวมิได้ครอบคลุมเพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์ยานยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลตลอดอายุการใช้งาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการ และการสนับสนุนหลังการขายเพื่อสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง

คุณหวัง หลง (Mr. Wang Long) ประธานกรรมการ บริษัท China Dongfeng Motor Industry Import and Export จำกัด กล่าวว่า:

“ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในหมุดหมายเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ สำหรับการขับเคลื่อนแผนการขยายตลาดยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะของเราสู่ระดับสากล การร่วมมือกับ เอเอเอส กรุ๊ป ทำให้เราได้พันธมิตรที่มีความเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์หรูมานานกว่า 4 ทศวรรษ และมีปรัชญาการทำงานที่มุ่งเน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญเช่นเดียวกัน การผสานความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมอันยาวนานกว่า 50 ปีของตงเฟิง เข้ากับเครือข่ายการจัดจำหน่ายและความเชี่ยวชาญด้านการบริการของ เอเอเอส กรุ๊ป จะช่วยเปิดประตูสู่การเดินทางระดับพรีเมียมที่เปี่ยมด้วยความชาญฉลาด ประณีต และคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก ผ่านแบรนด์ VOYAH ให้แก่ลูกค้าชาวไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

คุณอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า:

“ความร่วมมือระหว่างเราและตงเฟิงในการนำแบรนด์ VOYAH เข้าสู่ประเทศไทย สะท้อนถึงพันธสัญญาในการส่งมอบนิยามใหม่แห่งความหรูหรา ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย งานดีไซน์อันประณีต และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน การที่เอเอเอส กรุ๊ป ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวมากกว่าผลกำไรระยะสั้น คือวิสัยทัศน์ร่วมที่สอดประสานกับตงเฟิง จนนำมาสู่การจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ ผ่านการดำเนินงานของ บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด เรามุ่งมั่นวางรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ภายใต้ปรัชญาที่ยึดมั่นมาโดยตลอด ‘AAS the Name You Can Trust’ หรือ ‘เอเอเอสฯ ชื่อที่คุณไว้วางใจได้’ ตั้งแต่ความประทับใจแรกสัมผัสไปจนถึงการดูแลหลังการขายอย่างครบวงจร เป้าหมายของเราคือการสร้างความมั่นใจสูงสุดและความประทับใจในทุกการเดินทาง เอเอเอส กรุ๊ป พร้อมส่งมอบนิยามความหรูหราแห่งอนาคตสู่ตลาดเมืองไทย เพื่อตอบโจทย์ทุกการเดินทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวไปจนถึงความคล่องตัวในทุกภารกิจทางธุรกิจ”


รองสมชาติ นำทัพเยาวชนไทย 27 คน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมกิจกรรม One School One Member แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีน

 รองสมชาติ นำทัพเยาวชนไทย 27 คน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมกิจกรรม One School One Member แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีน 

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น)  หรือเวลา 08.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)  นายสมชาติ สุภารี  รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นำคณะเยาวชนตัวแทนประเทศไทยทั้ง 27 คน  พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมกิจกรรม One School One Member ณ Shanghai Information Technology College (SITC)

 







นายสมชาติ สุภารี  รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นำทีมเยาวชนตัวแทนประเทศไทยทั้ง 27 คน ร่วมกิจกรรม One School One Member ณ โรงเรียน Shanghai Information Technology College (SITC) ซึ่งเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ที่ได้รับการยกย่องจากกระทรวงศึกษาธิการของจีนให้เป็น “โรงเรียนวิชาชีพสายอาชีพหลักระดับชาติ” (National Key Secondary Specialized School) ถือเป็นโรงเรียนต้นแบบที่มีคุณภาพสูงในด้านการเรียนการสอนสายอาชีพ โดยทางเจ้าภาพได้พาเยาวชนไทย ชมห้องผลิตหุ่นยนต์ ห้องสำหรับออกแบบเครื่องประดับ จากนั้นได้รับฟังบรรยายถึงความเป็นมาของหยกจีน มีการสอนเยาวชนไทยรำไทเก๊ก การแสดงเต้นพื้นเมืองของจีนจากเจ้าภาพ กิจกรรม One School One Member นั้น จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีของประเทศสมาชิก ซึ่งมีส่วนช่วยให้เยาวชนไทยได้ผ่อนคลายความกังวลในการแข่งขันด้วย










รองสมชาติ กล่าวต่อไปว่า หลังเสร็จจากกิจกรรม One School One Member แล้ว คณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญ ล่าม และผู้สังเกตการณ์ของประเทศไทย จะเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ณ Shanghai World Expo Cutural Center แล้วจะเริ่มการแข่งขันอย่างเป็นทางการ จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยส่งกำลังใจเชียร์เยาวชนไทยในการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 WorldSkills Shanghai 2026 โดยสามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวการแข่งขันได้ทางเพจเฟซบุ๊ก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ WorldSkills Thailand นอกจากนี้ยังสามารถรับชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดการแข่งขันได้ที่เพจ Thai PBS, Thai PBS News รองอธิบดีกล่าวในตอนท้าย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียม มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศที่ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียม มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศที่ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ


วานนี้ (วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยนางสาว ศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ รวมจำนวน 74 คน คิดเป็นมูลค่า 982,800 บาท (เก้าแสนแปดหมื่นสองพันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมี นายทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวจุรีพร ภิบาลจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวณัฐธิดา เหลืองสุขโสภณ ผู้แทนผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ และนางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี พร้อมกันนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และแก่ประชาชนในพื้นที่ฟรี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ


นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ


ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”





ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

“ดร.ณัฎฐ์” มือกฎหมายมหาชน ชี้ “พรรคกล้าธรรม” ถอนตัวฝ่ายค้าน ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้าม สามารถกระทำได้ มีผลดีต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจมหาภาค

 “ดร.ณัฎฐ์” มือกฎหมายมหาชน ชี้ “พรรคกล้าธรรม” ถอนตัวฝ่ายค้าน ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้าม สามารถกระทำได้ มีผลดีต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจมหาภาค

วันที่ 22 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากพรรคกล้าธรรมถอนคัวจากวิปฝ่ายค้าน ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านลดเสียงลงในสภาผู้แทนราษฎรนั้น

          ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน,ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่ม AG ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า  การถอนตัวของพรรคกล้าธรรม เดิมเป็นพรรคฝ่ายค้าน และหันมาสนับสนุนรัฐบาล ถือว่ามาถูกทางแล้ว เพราะการเพิ่มตัวเลขให้ฝ่ายรัฐบาลเพิ่มเสถียรภาพ ส่งผลให้ญัตติฝ่ายค้านที่จะเสนอญัตติอภิอปรายไม่ไว้วางใจ มีอาการฝ่อ ถามว่าฝ่ายค้านมีเสียงเพียง หนึ่งในห้าเปิดอภิปรายได้ แต่ไร้น้ำยาหาเสียงสนับสนุนโค่นรัฐบาลบาล ให้ไปตรวจสอบที่ ปปช.ด้วยว่า กมธ.กิจการศาล ฯ สภาผู้แทนราษฎร โดยตนสอยไปกี่คน ก่อนที่จะตรวจสอบรัฐบาล ควรตรวจสอบพรรคประชาชนก่อนหรือไม่ ยังมีอีเวนต์ที่ตนจะไปกล่าวโทษกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ลงถนนไปแทรกแซงเจ้าหน้าที่รัฐกระทำ ตนไล่ให้ไปอ่าน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 185 เยอะ  ตนจัดใหญ่ไปแล้วยกชุด สัปดาห์หน้าจะไปดำเนินคดีกับ กกต.เสียงข้างน้อย ปากเสีย เอาความลับในสำนวนไปเปิดเผย  ให้ ปปช.ไต่สวนหน่อย ให้ กกต.สิทธิโชติ ไปอ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอณาจักรไทย พุทธศึกราช 2560 มาตรา 219 และจริยธรรมร้ายแรง เยอะๆ จะได้ไม่เป็นเหมือนนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ที่ตนดำเนินคดียาวเป็นหางว่าว ไอ้พวกนี้ ต้องเจอกับตน เดี๋ยวจะไปหาถึง กกต.เป็นอดีต ผู้พิพากษาประสาอะไร ไม่รู้จักคำว่า เสียงข้างมาก ไม่เคารพประชาธิปไตย แสดงว่า การชี้ขาดใช้อารมณ์ส่วนตัว ใช้ดุลพินิจไม่ชอบหรือไม่ ตนไม่ปล่อยไว้ จะให้ถูกเชือดเหมือนนายสมชัย ศรีสุทธิยากร 

ตนต้องสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชน พรบ.กกต.มาตรา 42 วรรคหนี่ง ประกอบระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 ข้อ  บัญญ้ติให้ใช้มติเสียงข้างมาก แต่ กกต.สิทธิโชติ แพ้แล้วพาล นำความลับสำนวนไปเปิดเผย ทำให้ราชการเสียหาย ถามว่า เรียนจบกฎหมายมาหรือไม่ เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน แต่ดันทะลึ่งให้สัมภาษณ์สื่อ แสดงถึงฝักใฝ่พรรคส้ม ลาออกมาลงสมัคร สส.เลยไหม จะได้ไม่หนักแผ่นดิน  กินเงินเดือยนภาษีประชาชน แต่ทำตัวตั้งธงเล่นงานฝ่ายรัฐบาล ไม่ควรให้เป็น กกต.อีกต่อไป ตนขอปราบเอง และจะไปแจ้งความที่ สน.ทุ่งสองห้องและยื่นเรื่องให้ ปปช.เชื่อด  หลายข้อหานะ รับรองว่า จัดหนักให้ เพราะเป็นอาญาแผ่นดิน ตนสนับสนุนรัฐบาลแล้วจะทำไม เพราะชักชวนคนต่างชาติมาลงทุนในไทย ให้พี่น้องประชาชนมีรายได้และมีงานทำ บริษัทของตนจะเปิดรับพนักงานประจำประมาณ 50,000  ตำแหน่งทั่วประเทศ พรรคกล้าธรรมถอนตัวจากฝ่ายค้านถือว่า มาถูกทาง ขอปรบมือ เพราะต้องยึดถือของผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เห็นไหมพรรคประชาชน รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ตนจัดหนักคดีไห้ อย่าคิดว่า ประชาชนโง่ แต่ต้องมาถามตนในฐานะนักลงทุนด้วยว่า การเมืองไม่มีเถียรภาพ เพื่อนนักธุรกิจภาคพื้นยุโรปจะเอาเงินมาลงทุนในไทยได้อย่างไร แล้ว บีโอไอ จะสนับนุนการลงทุนอย่างไร ในภาวะวิกฤติย่อมเปลี่ยนเป็นโอกาส ให้พี่น้องคนไทยมีรายได้ เรียนจบมามีงานทำ

ส่วนพรรคกล้าธรรมถอนตัว ฝ่ายค้านจะหาเสียงมาเติมให้ครบ 251 เสียง ให้ยกสองมือก็ไม่ถึง ฝันไปเถอะ ไอ้เท้ง กูจะขวางพวกมึงทุกช่องทาง ปกป้องรัฐบาลให้บริหารประเทศให้ยาวๆๆ สมัยหน้า ก็ให้เป็นอีก พรรคส้ม อ่อนหัด แม้ธนาธรจะได้กลับมา คงไม่ง่ายในการบริหารประเทศในยุคปัจจุบัน รัฐบาลนี้ ต้องภูมิใจไทยเท่านั้น ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ อย่าไปหวังลมปากลมๆแล้งๆ พวกแก้ ปอ.มาตรา 112  

ฝ่ายค้านอิสระ ในรัฐธรรมนูญ ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ สามารถกระทำได้ แบบกลางๆ ไม่ร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายค้าน แต่มาสนับสนุนเสียงฝ่ายรัฐบาล มีผลต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ไม่เรียกว่า พรรคจ้องเสียบ แต่เรียกว่า สนับเสียงรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้บริหารประเทศ แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ตนเป็นพูดในฐานะนักลงทุน ต้องออกมาพูดเพราะประชาชนอ่านหนังสือกันน้อย ไปหลงเชื่อปั่นกระแสโซเชี่ยล แต่ท้องแห้ง อาจตกเป็นเหยื่อกลุ่มใต้ดินที่ระดมทุนรับบริจาคโดยผิกฎหมายแล้วมาทำกิจกรรมสนับสนุนพรรคส้ม ทำให้เศรษฐกิจพัง ตนรับไม่ได้ 

//// 

แฮชแทก กลไกรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านอิสระ ฝ่ายค้าน  พรรครัฐบาล ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ดร.ณัฎฐ์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี 


วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569

“27 เยาวชนไทย” ทดลองเครื่องมือสนามจริง เตรียมพร้อมลุยศึก WorldSkills Shanghai 2026

  “27 เยาวชนไทย” ทดลองเครื่องมือสนามจริง เตรียมพร้อมลุยศึก WorldSkills Shanghai 2026

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (21 กันยายน 2569) เยาวชนตัวแทนประเทศไทย จำนวน 27 คน ใน 22 สาขา เข้าทดลองเครื่องมือและอุปกรณ์ในสนามแข่งขันจริง เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับพื้นที่แข่งขัน ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อม ก่อนเข้าสู่การแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 (WorldSkills Shanghai 2026) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ (National Exhibition and Convention Center: NECC) นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นางสาวบุปผา กล่าวต่อไปว่า การทดลองเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อนการแข่งขันจริงเป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมของเยาวชน เนื่องจากแต่ละสาขาอาจมีเครื่องมือ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากการฝึกซ้อมที่ผ่านมา การได้ทดลองใช้งานในสถานที่จริงจะช่วยให้เยาวชนทำความเข้าใจระบบและอุปกรณ์ วางแผนการทำงาน และปรับตัวให้พร้อมสำหรับการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ




ในวันพรุ่งนี้ (22 กันยายน 2569) จะมีพิธีเปิดการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 (WorldSkills Shanghai 2026) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่รวมผู้แทน เยาวชน และผู้เชี่ยวชาญด้านทักษะฝีมือจากประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ก่อนเข้าสู่การแข่งขันอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสดพิธีเปิดผ่านช่องทางออนไลน์ของ WorldSkills International เพื่อร่วมรับชมบรรยากาศการเปิดการแข่งขันระดับโลก




ขอเชิญชวนคนไทยร่วมส่งกำลังใจให้เยาวชนตัวแทนประเทศไทยทั้ง 27 คน ใน 22 สาขา แสดงศักยภาพ ทักษะฝีมือ และความสามารถอย่างเต็มที่บนเวทีระดับโลก เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทยในการแข่งขันครั้งนี้ อธิบดีบุปผา กล่าวทิ้งท้าย

กรมการศาสนา ยกย่อง 7 พฤติกรรมการทำความดี มอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลผู้ได้รับรางวัล “Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

  กรมการศาสนา ยกย่อง 7 พฤติกรรมการทำความดี มอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลผู้ได้รับรางวัล “Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 256...