วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569

“จากไร่สู่โลก! พาณิชย์เปิดเวที Agri Plus Award 2026 เฟ้นหาสุดยอดสินค้าเกษตรนวัตกรรม พร้อมผลักดันสู่ตลาดสากล”

 “จากไร่สู่โลก! พาณิชย์เปิดเวที Agri Plus Award 2026 เฟ้นหาสุดยอดสินค้าเกษตรนวัตกรรม พร้อมผลักดันสู่ตลาดสากล”

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเวทีการประกวด Agri Plus Award 2026 เฟ้นหาสุดยอดสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดโลก ชิงถ้วยพระราชทานอันทรงเกียรติจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดโอกาสให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ นิสิต นักศึกษา นักวิจัย และคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศได้โชว์ไอเดีย พลิกโฉมสินค้าเกษตรไทยให้ก้าวไกลระดับสากล โดยในปีนี้ กรมฯ ได้รับเกียรติจากผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ (ดร. กิริฎา เภาพิจิตร) ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี และเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมปั้น SMEs สินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ก้าวไกลสู่อินเตอร์

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยหลังการจัดงานเปิดตัวการประกวด Agri Plus Award 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ว่ากรมฯ ดำเนินโครงการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดสากล หรือการประกวด “Agri Plus Award 2026 โดยในครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด 3 ประเภท ได้แก่ (1) Food Innovation (กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร) (2) Lifestyle Innovation (กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร) และ (3) Rising Star (กลุ่มผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการรุ่นใหม่) โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Thailand’s Agri Inno Wave” สินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย คลื่นลูกใหม่บุกตลาดโลก ซึ่งเป็นคลื่นแห่งนวัตกรรมในภาคการเกษตรของไทยที่ยกระดับสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยมุ่งสู่ตลาดสากล ด้วยการบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก  


แนวคิดของการจัดประกวด Agri Plus Award 2026 ปีนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยมีรากฐานด้านการเกษตรที่เข้มแข็งมาอย่างยาวนาน ภาคเกษตรกรรมไม่ได้เป็นเพียงภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจฐานราก และวิถีชีวิตของประชาชนจำนวนมาก อย่างไรก็ตามโลก

ในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) 

การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและ AI ทำให้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับโลกกำลังมุ่งไปสู่รูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังผลักดันให้สินค้าเกษตรของไทยต้องปรับตัวจากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง (High Value Agricultural Products) ที่มีนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้เป็นตัวขับเคลื่อน เน้นการผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาต่อยอดสินค้าเกษตรขั้นต้นให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่มีความหลากหลาย ใช้กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้ในการผลิตสินค้า อันจะนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ และส่งเสริมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียง “ครัวของโลก” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะ “ผู้สร้างสรรค์สินค้าเกษตรนวัตกรรมของโลก” โดยคลื่นลูกใหม่ของสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพสูง ผนวกกับพลังของนวัตกรรม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกได้อย่างยั่งยืน โครงการ Agri Plus Award 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรม และยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมจึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ เกษตรกร นักวิจัย นิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ มาสมัครเข้าร่วมโครงการประกวดสินค้าเกษตรนวัตกรรม หรือ Agri Plus Award 2026 ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีในการก้าวสู่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับสิทธิประโยชน์และโอกาสพิเศษในการต่อยอดธุรกิจมากมาย อาทิ การเข้าร่วมค่ายพัฒนาศักยภาพ (Bootcamp) ภายใต้ความร่วมมือ (MOU) กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระดมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรนวัตกรรมมาร่วมถ่ายทอดทักษะรอบด้าน ทั้งนวัตกรรมเทคโนโลยี การบริหารธุรกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนการเปิดประตูสู่เครือข่ายความร่วมมือและโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ทั้งในประเทศและระดับสากล ผ่านการร่วมจัดแสดงและขยายตลาดสินค้าในงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ อาทิ งาน Agri Plus Expo 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

งาน Thaifex Anuga Asia 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี งาน Inter Health Expo 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน งาน Food and Hospitality Asia 2026 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ งาน Foodex Saudi 2026 ณ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และงาน Beauty World Middle East 2026 ณ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเข้าร่วมรายการโทรทัศน์ “Agrithon by ARDA” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่องไทยรัฐ TV 32อีกด้วย ขณะเดียวกัน โครงการยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง เสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตสินค้าเกษตรนวัตกรรมคุณภาพระดับโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้าร่วมประกวด Agri Plus Award 2026 ได้ตั้งแต่ วันนี้ - 17 เมษายน 2569 โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th หรือ Facebook : กรมการค้าต่างประเทศ/Institute for Agricultural Product Innovation หรือโทร. 0-2547-4744 

BioActive+ คว้ารางวัล Business+ Product Innovation Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรม Health & Wellness ด้วย “Concentrated Liquid Collagen”

 BioActive+ คว้ารางวัล Business+ Product Innovation Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรม Health & Wellness ด้วย “Concentrated Liquid Collagen”

(กรุงเทพฯ) — BioActive+ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม นำโดย ดร. วาสนา อินทะแสง Founder of BioActive+  เข้ารับรางวัล BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026 ในสาขา Health & Wellness Innovation จากความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ Concentrated Liquid Collagen นวัตกรรมคอลลาเจนรูปแบบเข้มข้นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งด้านประสิทธิภาพและไลฟ์สไตล์

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อน DNA สำคัญของแบรนด์ BioActive+ ที่ยึด 3 แกนหลักในการพัฒนา ได้แก่ Innovation, Nature และ Active Life โดยเฉพาะ “Innovation” ซึ่งถือเป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของแบรนด์

BioActive+ เชื่อว่า “นวัตกรรม” ไม่ใช่เพียงความใหม่ แต่คือการพัฒนาสิ่งที่มีคุณค่าและสร้างผลลัพธ์จริงให้กับผู้บริโภค จึงให้ความสำคัญกับการคิดค้นและพัฒนาสูตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานของผลิตภัณฑ์สุขภาพในทุกมิติ

โดยแบรนด์ใช้แนวคิด “Science-based Innovation” ผสานทั้ง Consumer Insight, Global Ingredients และ Advanced Formulation เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งในด้าน efficacy และ lifestyle อย่างแท้จริง

ดร. วาสนา อินทะแสง เปิดเผยว่า“เราเชื่อว่านวัตกรรมที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และนำวิทยาศาสตร์มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งผลลัพธ์และการใช้ชีวิต ซึ่ง ‘Innovation’ จึงไม่ใช่แค่หนึ่งในองค์ประกอบของแบรนด์ แต่เป็นหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำ

สำหรับ Concentrated Liquid Collagen ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ด้วยการออกแบบสูตรที่ “ดูแลผิวครบทุกโครงสร้าง” ไม่ใช่เพียงผิวภายนอก แต่ลึกถึงระดับโครงสร้างผิว พร้อมนำเสนอในรูปแบบ Concentrated Liquid (Drop Drink) ที่ทานง่าย ดูดซึมไว และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่

จุดเด่นสำคัญของผลิตภัณฑ์ คือการคัดสรร สารสกัดระดับโลกที่มีงานวิจัยรองรับ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น

• Wellnex Collagen Dipeptide ที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก ดูดซึมได้รวดเร็ว และช่วยเสริมความยืดหยุ่นของผิว

• KireiCera® (Rice Ceramide) เซราไมด์จากจมูกข้าวญี่ปุ่น ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว ลดการสูญเสียน้ำ และเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายใน

• Juvecol® นวัตกรรม glycan จากญี่ปุ่น ที่ช่วยสนับสนุนโครงสร้างผิวในระดับเซลล์

• Bonito Elastin Peptide ช่วยเพิ่มอีลาสตินความยืดดหยุ่นผิว ให้ผิวเด้ง แน่น และกลับมาอ่อนเยาว์

การผสานสารสกัดเหล่านี้เข้ากับการออกแบบสูตรอย่างแม่นยำ ทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถดูแลผิวได้อย่างครบมิติ ทั้งความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น และความกระจ่างใสอย่างแท้จริง

ในมุมของการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ BioActive+ มุ่งเน้น 3 แกนหลัก ได้แก่

Convenience (ทานง่าย)

Efficacy (เห็นผลจริง)

และ Trust (มีวิทยาศาสตร์รองรับ)

ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากกระบวนการคิดและพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วย “Innovation” อย่างแท้จริง

นอกจากความสำเร็จด้านผลิตภัณฑ์ BioActive+ ยังเดินหน้าสร้างการรับรู้ผ่านแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับแคมเปญ “Reminder! Drop & Drink” ที่ได้ Rebecca Patricia Armstrong (Becky Rebecca) มาร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่ใส่ใจตัวเองอย่างมีสไตล์ พร้อมตอกย้ำความสะดวกและง่ายของการดูแลสุขภาพในรูปแบบ Drop Drink

พร้อมกลยุทธ์สื่อ OOH และ DOOH สะท้อนความเป็นแบรนด์ lifestyle ครยทุกมิติ  แคมเปญดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้าง engagement กับผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นผู้นำของ BioActive+ ในการสร้าง category ใหม่ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ผสานทั้งนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ในโอกาสนี้ ดร. วาสนา อินทะแสง ยังได้กล่าวถึงความรู้สึกในการได้รับรางวัลว่า

รางวัลนี้ไม่ใช่แค่ความสำเร็จของบริษัท แต่เป็นรางวัลของผู้บริโภคทุกคน ที่เชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ และเป็นการยืนยันว่า ‘นวัตกรรมที่มีคุณค่า’ สามารถสร้าง impact ต่อผู้บริโภคได้จริง

ความสำเร็จในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ BioActive+ ในการตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมสุขภาพและความงาม ที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคในทุกมิติ

กรมพัฒนาธุรกิจฯ จัดงาน “ยิ้มแย้ม Market : ช้อปละมุน ชิมละไม”รวมสินค้าชุมชนเด่น กว่า 100 บูธ สร้างโอกาสผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงตลาด​ เร่งเครื่องเศรษฐกิจฐานราก พร้อมกระตุ้นกำลังซื้อปลายไตรมาสแรก

 กรมพัฒนาธุรกิจฯ จัดงาน “ยิ้มแย้ม Market : ช้อปละมุน ชิมละไม”รวมสินค้าชุมชนเด่น กว่า 100 บูธ สร้างโอกาสผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงตลาด​ เร่งเครื่องเศรษฐกิจฐานราก พร้อมกระตุ้นกำลังซื้อปลายไตรมาสแรก

 


​กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เปิดพื้นที่ทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ ผ่านงาน “ยิ้มแย้ม Market : ช้อปละมุน ชิมละไม” รวมสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ประกอบการท้องถิ่นไทยกว่า 100 บูธ มาจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภค หวังกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ธุรกิจชุมชน โอกาสขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนสินค้าไทย ระหว่างวันที่ 27-31 มีนาคม 2569 @ เซ็นทรัลเวสต์เกต จ.นนทบุรี

นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้เป็นประธานเปิดงาน “ยิ้มแย้ม Market : ช้อปละมุน ชิมละไม” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-31 มีนาคม 2569 ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกส จ.นนทบุรี ปัจจุบัน ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ประกอบการชุมชนต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันทางการค้าที่สูงขึ้น วิกฤตผลกระทบสถานการณ์พลังงานโลก พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเข้ามาของสินค้าและบริการราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับกลยุทธ์การตลาดให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และพยายามมองหาตลาดใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้า แม้จะมีศักยภาพในการพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพและอัตลักษณ์ที่โดดเด่น แต่ยังขาดโอกาสและพื้นที่ในการนำเสนอสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภค





กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงจัดงาน “ยิ้มแย้ม Market : ช้อปละมุน ชิมละไม” เพื่อเปิดเวทีทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อยจากทั่วประเทศนำสินค้ามาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ คัดสรรสินค้าคุณภาพดีที่มีความโดดเด่นและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ของตกแต่งบ้าน และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ มารวมไว้ในงานเดียวให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้า

การจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสร้างประสบการณ์ด้านการตลาด สร้างการรับรู้สินค้า และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ภายใต้แนวคิดตลาดแห่งรอยยิ้มที่สร้างความประทับใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า คาดว่างานดังกล่าวจะช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อย เสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท” รองอธิบดีสถาพร กล่าวสรุป




โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วม “ช้อปและชิม” สินค้าคุณภาพดีจากผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ ได้ที่งาน“ยิ้มแย้ม Market : ช้อปละมุน ชิมละไม” ระหว่างวันที่ 27-31 มีนาคม 2569 ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต จ.นนทบุรี หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร.0 2547 4445 Call Center 1570 และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th

#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์

“Morton Thailand” เปิดเวทีใหญ่ MORTON DESIGN AWARDS 2026​ ผลักดันนักออกแบบไทยสู่อนาคตยั่งยืน

 “Morton Thailand” เปิดเวทีใหญ่ MORTON DESIGN AWARDS 2026​ ผลักดันนักออกแบบไทยสู่อนาคตยั่งยืน

Morton Thailand ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฝ้าและผนัง ภายใต้แบรนด์ KOOLBOARD จัดงาน “MORTON DESIGN AWARDS 2026” ครั้งที่ 1 อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ Grande Centre Point Prestige Bangkok เพื่อเปิดเวทีระดับประเทศในการผลักดันเยาวชนและนักออกแบบรุ่นใหม่ ให้ได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบอย่างมืออาชีพ

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาในสาขา Architectural Design และ Interior Design ให้สามารถนำเสนอแนวคิดที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ควบคู่กับการเลือกใช้วัสดุคุณภาพและนวัตกรรม โดยเฉพาะ KOOLBOARD ซึ่งเป็นวัสดุฝ้าและผนังที่ช่วยลดความร้อนและยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย

 


เวทีนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตใหม่ให้กับวงการออกแบบไทย เราต้องการเห็นนักออกแบบรุ่นใหม่เติบโตบนแนวคิดที่รับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม” คุณชาย บุญกล่อมจิตร Head of Business Development, Morton Thailand กล่าว

 

ภายในงานได้รับความสนใจจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมประกวดจำนวนมาก ผ่านการคัดเลือกในรอบ Preliminary สาขาละ 20 ผลงาน ก่อนเข้าสู่รอบ Final สาขาละ 6 ผลงาน เพื่อจัดแสดงและนำเสนอแนวคิดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากแวดวงอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน ประกอบด้วย

สาขา Architectural Design ได้แก่

• คุณจีรเวช หงสกุล – IDIN Architects

• คุณไพทยา บัญชากิติคุณ – ATOM Design

• คุณเศรษฐวัฒก์ ศรีวิโรจน์ – President, Nebula by MQDC

• คุณชัชวาลย์ วัฒนะโชติ – Kim Property Live

และสาขา Interior Design ได้แก่

• คุณธนาวัช สุขัคคานนท์ – Interior Visions / รองนายกสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย

• คุณพลัช ไพนุพงศ์ – That’s ITH Interior

• คุณเมธินี สุวรรณะบุณย์ – Chief Project Development Officer, The Mall

• คุณสมัชชา วิราพร – รองบรรณาธิการอำนวยการ บ้านและสวน

นอกจากนี้ Morton Thailand ยังได้ประกาศผลรางวัล “Kool First Class Award” ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของโครงการ โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าร่วมทริปศึกษาดูงานด้านสถาปัตยกรรม ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงสิทธิ์ใช้งานโปรแกรมออกแบบ SketchUp และ Enscape Impact License ระยะเวลา 1 ปี มอบโดยคุณกอพล เลียวไพโรจน์ จากบริษัท ดิจิเทค วัน จำกัด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะในระดับวิชาชีพ

  


สำหรับผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ ได้แก่ ผลงาน “ATTUNE” ของนางสาวชาลิสา จินตนาเลิศ (น้องเณ) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในสาขา Architectural Design​ ขณะที่รางวัลชนะเลิศ Kool First Class Award สาขา Interior Design ได้แก่ ผลงาน “คองข้าวคองเฮา” ของนางสาวกนิษฐนาฎ เต็มทอง (น้องวุ้นเส้น) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ Morton Thailand ในการขับเคลื่อนวงการออกแบบไทย ผ่านการสร้างเวทีแห่งโอกาส และการผลักดันแนวคิด “การออกแบบเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรม

 

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

กรมวิทยาศาสตร์บริการ จัดสัมมนา “Black to Green” ดันนวัตกรรมเตาเผาถ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ยกระดับคุณภาพ-ลดมลพิษ หนุนชุมชนยั่งยืน

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ จัดสัมมนา “Black to Green” ดันนวัตกรรมเตาเผาถ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ยกระดับคุณภาพ-ลดมลพิษ หนุนชุมชนยั่งยืน

 


    วันที่ 26 มีนาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานสัมมนา “Black to Green: นวัตกรรมเตาเผาถ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อความยั่งยืน” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลนวัตกรรมการผลิตถ่านคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่ชุมชนและผู้ประกอบการ โดยมี  นางอาภาพร สินธุสาร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงานฯ และนายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมสปริงฟิลด์ แอท ซี รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดเพชรบุรี

 


     นางอาภาพรฯ กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาคุณภาพถ่านจากวัสดุธรรมชาติเพื่อการส่งออก มุ่งตอบโจทย์นโยบายประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ภายใต้กรอบเศรษฐกิจ BCG Model

 

     ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตถ่านจากวัสดุธรรมชาติยังเผชิญข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเผาแบบดั้งเดิมที่ก่อให้เกิดควันและมลพิษสูง รวมถึงคุณภาพผลิตภัณฑ์ไม่สม่ำเสมอ วศ. จึงได้นำนวัตกรรม “เตาเผาถ่านประสิทธิภาพสูง” ที่ใช้กระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ในช่วง 350–500 องศาเซลเซียส ช่วยเพิ่มสัดส่วนคาร์บอนคงตัว (Fixed Carbon) ให้สูงขึ้นพร้อมทั้งติดตั้งระบบบำบัดควันด้วยละอองน้ำ เพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศอย่างมีนัยสำคัญ

 

     นวัตกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพถ่านให้ได้มาตรฐานสากล แต่ยังช่วยลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดเพชรบุรีที่สามารถต่อยอดการแปรรูปถ่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้อย่างเป็นรูปธรรม

 



      ศูนย์ข้อมูลวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการคาดหวังว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมถ่านของไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกต่อไป

#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #เสวนา #นวัตกรรม #Black to Green

กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือ ท็อปส์ จัดแคมเปญใหญ่ “Discover Thai Fruits 2026” ชวนสัมผัสเสน่ห์ผลไม้ GI เกรดพรีเมียมเปิดตัวด้วย “มะม่วง GI” คุณภาพโดนใจ สดชื่นรับหน้าร้อน​ ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย เพิ่มโอกาสเกษตรกร

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือ ท็อปส์ จัดแคมเปญใหญ่ “Discover Thai Fruits 2026” ชวนสัมผัสเสน่ห์ผลไม้ GI เกรดพรีเมียมเปิดตัวด้วย “มะม่วง GI” คุณภาพโดนใจ สดชื่นรับหน้าร้อน​ ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย เพิ่มโอกาสเกษตรกร 

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวแคมเปญ “Discover Thai Fruits 2026” เดินหน้าส่งเสริมผลไม้ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างการรับรู้และสนับสนุนการบริโภคผลไม้ไทย 






โดยมีผลไม้ GI คุณภาพจากแหล่งผลิตทั่วประเทศสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาจำหน่ายในเครือข่ายร้านท็อปส์และตลาดจริงใจ Farmers’ Market กว่า 726 สาขาทั่วประเทศต่อเนื่องตลอดทั้งปี คิกออฟแคมเปญด้วยผลไม้ยอดนิยมประจำหน้าร้อนอย่าง “มะม่วง GI” หลากหลายสายพันธุ์ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ และขยายโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรไทย 

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ผลไม้ไทยถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ประเภทผลไม้กว่า 119 รายการ หรือประมาณ 47% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด (254 รายการ) โดย “มะม่วง” เป็นหนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจสำคัญที่ได้รับความนิยม

ทั้งในและต่างประเทศ และได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว 13 รายการ จาก 9 จังหวัด ซึ่งล้วนมีคุณภาพโดดเด่นและสะท้อนอัตลักษณ์ของแหล่งผลิต ทั้งภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ดิน และภูมิปัญญาการเพาะปลูกของชุมชนได้อย่างชัดเจน ทั้งยังสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 1,044 ล้านบาทในปี 2568 ทั้งนี้ ในช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่ผลผลิตมะม่วงมีคุณภาพดีและออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการตลาดเชิงรุก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและชุมชนผู้ผลิต 





ภายในงานเปิดตัวแคมเปญได้มีการแนะนำมะม่วง GI จากแหล่งผลิตสำคัญของไทย 6 รายการ ได้แก่ (1) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) ที่มีผลทรงรียาว เปลือกบางสีเหลืองทอง เนื้อสีเหลืองเข้ม ละเอียดไม่มีเสี้ยน เมล็ดลีบบาง รสชาติหวานหอม โดยเป็นผลจากการปลูกในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำบางปะกงซึ่งมีดินตะกอนลำน้ำที่ระบายน้ำดี ซึ่งเป็นพื้นที่ 3 น้ำ คือ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม (2) มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) ที่มีผลทรงกลมมนคล้ายรูปหัวใจ เนื้อกรอบ มีสีเหลืองอมส้ม รสชาติมันหวานอมเปรี้ยว อร่อยจนมีคำเปรียบเปรยว่าต้องยอมขายตึกมาซื้อ (3) มะม่วงแรดแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) ผลทรงกลมรี ด้านหลังผลนูนคล้ายนอแรด ผลดิบมีเนื้อ​ สีขาว กรอบ รสเปรี้ยวจัด เมื่อสุกจะมีเนื้อสีเหลืองอ่อนให้รสชาติหวานหอม (4) มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) ผลทรงรียาวงอน เนื้อหนากรอบ รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบแบน ปลูกในพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลของสภาพภูมิอากาศเขตร้อนและลมทะเล และ (5) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก จากอำเภอเนินมะปราง วังทอง และวัดโบสถ์ ซึ่งมีผลใหญ่ รูปทรงคล้ายหยดน้ำ เปลือกสีเหลืองนวล เนื้อแน่น แห้งไม่ฉ่ำน้ำ รสชาติหวานหอม เมล็ดลีบบาง ปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดีและมีแร่ธาตุโพแทสเซียมสูง และ (6) มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี เป็นมะม่วงพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดนนทบุรี ผลมีลักษณะป้อมคล้ายรูปหัวใจ เนื้อแน่นละเอียด มีเสี้ยนน้อย เมื่อสุกมีสีเหลืองเข้ม     ให้รสชาติหวานตามธรรมชาติ


ด้าน นายพิริยะ กมลเดชเดชา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ท็อปส์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า GI ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์อันโดดเด่นของชุมชนท้องถิ่น ท็อปส์มุ่งมั่นที่จะนำสินค้า GI คุณภาพจากแหล่งผลิตต่างๆ ทั่วประเทศมานำเสนอผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าอัตลักษณ์ไทยได้ง่ายขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงช่องทางจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ เดลี่ กว่า 726 สาขา รวมถึง ตลาดจริงใจ Farmers’ Market 34 สาขา ใน 30 จังหวัด ซึ่งถือเป็นแหล่งรวบรวมสินค้า GI ที่สำคัญของประเทศ

สำหรับการจัดแคมเปญ “Discover Thai Fruits 2026 – มะม่วง GI” ครั้งนี้ ท็อปส์ได้นำเสนอการจำหน่ายมะม่วง GI ภายใต้แนวคิด “GI My Choice” โดยร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาคัดสรรผลไม้ GI คุณภาพจากเกษตรกรและชุมชนผู้ผลิตมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งในรูปแบบผลไม้สดพร้อมรับประทาน และผลไม้ในบรรจุภัณฑ์ชะลอมซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและความสะดวกในการเลือกซื้อสำหรับมอบเป็นของฝาก รวมถึงการต่อยอดผลิตภัณฑ์หรือเมนูเบเกอรี่ต่างๆ อาทิ Mango Coconut Puff, Mango Cream Bun, Mango Danish Cup และ Mango Tart เป็นต้น ซึ่งได้นำวัตถุดิบมะม่วง GI มาเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และสร้างทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบทางการเกษตรได้หลากหลายยิ่งขึ้น 


นอกเหนือจากมะม่วง GI ที่จะนำมาจัดจำหน่ายตลอดช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ศกนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาและท็อปส์ยังมีแผนจัดแคมเปญส่งเสริมผลไม้ GI รายการอื่นๆ อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 อาทิ ทุเรียน สับปะรด กล้วยหอมทอง เป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลผลิต เพื่อช่วยกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดในช่วงเวลาที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากภาวะผลผลิตออกสู่ตลาดในปริมาณมากพร้อมกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและท็อปส์จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการประสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการเชื่อมโยงสินค้า GI ไทยเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในชุมชน ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย โดยผู้สนใจสามารถเลือกซื้อมะม่วง GI ได้แล้ววันนี้ที่ ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์เดลี่ และตลาดจริงใจ Farmers’ Market ทั่วประเทศ หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : GI Thailand และ Tops Thailand – ท็อปส์ ไทยแลนด์

 

-------------------------------------------------




“จากไร่สู่โลก! พาณิชย์เปิดเวที Agri Plus Award 2026 เฟ้นหาสุดยอดสินค้าเกษตรนวัตกรรม พร้อมผลักดันสู่ตลาดสากล”

 “จากไร่สู่โลก! พาณิชย์เปิดเวที Agri Plus Award 2026 เฟ้นหาสุดยอดสินค้าเกษตรนวัตกรรม พร้อมผลักดันสู่ตลาดสากล” กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณ...