วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

ไดกิ้น รับโล่โครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ตอกย้ำความร่วมมือในบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ยกระดับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 ไดกิ้น รับโล่โครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ตอกย้ำความร่วมมือในบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ยกระดับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพฯ – บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงด้านการใช้พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มผู้นำที่เข้าร่วมโครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 สำหรับเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ( Variable Refrigerant Flow: VRF) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมรับมอบโล่แสดงความขอบคุณจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในโอกาสเข้าร่วมและสนับสนุนโครงการดังกล่าว รวมถึงได้รับโล่แสดงความขอบคุณและใบประกาศเจตนารมณ์เครือข่ายอนุรักษ์พลังงาน (Energy Beyond Standards) เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย โดยมี นายสึโทมุ คูริฮาระ ประธานบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ ประเทศไทย เป็นตัวแทนขึ้นรับมอบโล่และใบประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าว

โครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ เป็นหนึ่งในโครงการที่ กฟผ. เดินหน้าพัฒนาเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องปรับอากาศด้านการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง โดยในปี 2569 ได้มีการขยายขอบข่ายการรับรองให้ครอบคลุมเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ในช่วงขนาดการทำความเย็น 100,001–200,000 บีทียูต่อชั่วโมง และเริ่มแสดงฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 บนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นมา

ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยี และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ กับ กฟผ. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเกณฑ์ประสิทธิภาพของโครงการ พร้อมนำผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ หรือ VRV เข้าร่วมการทดสอบและยื่นขอรับรองฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ VRV ในช่วงขนาด 100,001–200,000 บีทียูต่อชั่วโมง ของไดกิ้น จำนวน 10 รุ่น ที่ผ่านเกณฑ์การรับรองนี้ อาทิเช่น รุ่น VRV6A และ VRV6X


โดยกำลังสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เกิดจากการผสานความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การวิจัยและพัฒนา ของไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นฐานกำลังการผลิตสำคัญในประเทศไทยและส่งออกผลิตภัณฑ์สู่ท้องตลาดด้วย ซึ่งการได้การรับรองฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานด้านประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานของผลิตภัณฑ์ไดกิ้นเป็นอย่างดี

นายสึโทมุ คูริฮาระ กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศของไดกิ้นไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาโซลูชันที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ไดกิ้นเชื่อว่า ความเป็นผู้นำที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และการส่งมอบคุณค่าที่เชื่อถือได้อย่างยั่งยืน การเข้าร่วมโครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของไดกิ้นในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาร่วมสนับสนุนการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศในประเทศไทย”


นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของไดกิ้น ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการร่วมขับเคลื่อนสังคมสู่การใช้พลังงานสะอาดและความเป็นกลางทางคาร์บอน

ไดกิ้นมุ่งหวังว่า การได้รับการรับรองฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ VRV ของไดกิ้น พร้อมเดินหน้าต่อยอดบทบาทในฐานะ “Air Solution Provider” ที่พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มเจ้าของอาคาร กลุ่มที่ปรึกษา และกลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยทั่วไป เพื่อสนับสนุนลูกค้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเลือกผลิตภัณฑ์ การออกแบบระบบ ไปจนถึงการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและมาตรฐานของระบบปรับอากาศอย่างยั่งยืนในอนาคต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกระดับแผนตอบโต้ภัยพิบัติ!! เพื่อพี่น้องผู้ประสบภัยกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกระดับแผนตอบโต้ภัยพิบัติ!! เพื่อพี่น้องผู้ประสบภัยกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค






เปิดลาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมพลัง ส่งต่อธารน้ำใจ สู้ภัยน้ำท่วม” ระดมจิตอาสาเร่งปฏิบัติการแพ็กถุงยังชีพฉุกเฉิน ณ ลานมูลนิธิฯ พลับพลาไชย กรุงเทพฯ พร้อมยกระดับ “โรงครัวเคลื่อนที่” เพิ่มจำนวนอาหารปรุงสุกบรรจุกล่อง ณ ลานฝ่ายปฏิบัติการ หลังศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ เขตสาทร กรุงเทพฯ  สมทบทีมบรรเทาสาธารณภัย ชุดตอบโต้ภัยพิบัติ เร่งลงพื้นที่แจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที

.

ตามที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทัพบรรเทาสาธารณภัย ทีมกู้ภัย กู้ชีพ น.เขต และอาสาสมัคร ชุดตอบโต้ภัยพิบัติ  พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ รถโฟวิล [4x4] รถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ ลงพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือ อพยพประชาชน รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในพื้นที่ประสบภัยในหลายพื้นที่นับตั้งแต่วันที่ช่วงค่ำของวันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นั้น 




วันนี้ (วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมซึ่งในขณะนี้ได้ขยายไปยังหลากหลายพื้นที่ส่วนภูมิภาค มอบหมายให้ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย และนายยุทธนา ทาโคตร์ หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ เปิดลาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจ สู้ภัยน้ำท่วม”ระดมจิตอาสา นำทีมเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ เร่งบรรจุถุงยังชีพฉุกเฉิน อาทิ อาหารกระป๋องพร้อมทาน ข้าวสวยพร้อมทาน ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ครีมอาบนํ้า สเปรย์กันยุง ผ้าอนามัยทิชชูเปียก ทิชชูแห้ง ไฟฉาย Led พร้อมถ่าน ถุงขยะสีดำ ผ้าอนามัย ละชุดยาสามัญประจำบ้าน บรรจุถุงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  อีก 1,000 ชุด  บรรทุกเรือท้องแบน เพื่อทีมตอบโต้ภัยพิบัติ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่ออกแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในทันที  อาทิ พื้นที่จังหวัดนครนายก เป็นต้น โดยมี อาสาสมัครมูลนิธิฯ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์  อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ ร่วมบรรจุถุงยังชีพในครั้งนี้  และในขณะนี้ ทีมหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน พร้อมอาสาสมัครมูลนิธิฯ และจิตอาสาฯ ดำเนินการบรรจุยาชุดสามัญฯ เพิ่มอีก 2,000 ชุด เพื่อเตรียมแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยต่อไป ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ 

.

พร้อมกันนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกระดับ “โรงครัวเคลื่อนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ปัจจุบัน ตั้งอยู่ ณ บริเวณอาคารจอดรถมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หลังศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร กรุงเทพฯ เพิ่มจำนวนอาหารปรุงสุกบรรจุกล่อง พร้อมน้ำดื่ม เพื่อทีมบรรเทาสาธารณภัย โดยชุดตอบโต้ภัยพิบัติ นำอาหารและน้ำดื่มบรรทุกเรือท้องแบน ลงพื้นที่ออกแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยทันที

.

นอกจากนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังได้จัดทีมสาธารณภัย ลงพื้นที่อำเภอปัว และอำเภอวังผา จังหวัดน่าน เพื่อแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม และมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้ประสบภัยใน “โครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด” รวมมูลค่ากว่า 6 แสนบาท  



สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่มีความประสงค์จะบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ แผนกบริจาคสัมพันธ์


นับตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัย มูลนิธิฯ ได้ส่งทีมตอบโต้ภัยพิบัติ ประกอบด้วย กู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร  พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ เรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถยกสูง 4x4 รถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน ฯลฯ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที  พร้อมจัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ และเปิดลานมูลนิธิฯ แพ็กถุงยังชีพฉุกเฉิน เพื่อให้ทีมบรรเทาฯ นำลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อเนื่อง ซึ่งมูลนิธิฯ ได้เริ่มเปิดลานตั้งแต่วานนี้ (27 กันยายน 2569) ที่ผ่านมา และยังคงปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ  ควบคู่กับ ฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

* ทั้งนี้ หากผู้ประสบภัยในพื้นที่ต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ตลอด 24 ชั่วโมง 

.

 ** เพื่อความรวดเร็วในการประสานงาน เฉพาะพื้นที่ประสบภัย ขอให้ท่านเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนโทรแจ้งเหตุ  อาทิ - ชื่อ-สกุลผู้แจ้งเหตุ และเบอร์ติดต่อกลับที่สะดวก – พิกัด – จำนวนผู้ประสบภัย - รายละเอียดผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ (ถ้ามี) **



มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ทุกท่านทุกนาย

.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรวมพลังส่งต่อธารน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วม

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569

ยกระดับคุณธรรมทั่วไทย วธ. ประกาศผลประเมิน “ชุมชน–องค์กร–อำเภอ–จังหวัดคุณธรรม” 44,369 แห่ง พร้อมมอบโล่นายกฯ เชิดชูต้นแบบโดดเด่น 256 แห่ง และ 154 “คนดีศรีจังหวัด-คนดีศรีกรุงเทพมหานคร”

 ยกระดับคุณธรรมทั่วไทย วธ. ประกาศผลประเมิน “ชุมชน–องค์กร–อำเภอ–จังหวัดคุณธรรม” 44,369 แห่ง พร้อมมอบโล่นายกฯ เชิดชูต้นแบบโดดเด่น 256 แห่ง และ 154 “คนดีศรีจังหวัด-คนดีศรีกรุงเทพมหานคร”



วันที่ 28 กันยายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 เพื่อพิจารณาผลการประเมินชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมเห็นชอบผลการประเมินรวม 44,369 แห่ง และคัดเลือก “คุณธรรมต้นแบบโดดเด่น” 256 แห่ง เตรียมเข้ารับโล่เชิดชูเกียรติจากนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งเห็นชอบรายชื่อ “คนดีศรีจังหวัด” และ “คนดีศรีกรุงเทพมหานคร” รวม 154 คน สะท้อนพลังเครือข่ายคุณธรรมที่ขยายตัวในทุกระดับของสังคม ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม 

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบ ข้อเสนอแนะจากการประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) โดยกรมการศาสนา ร่วมกับศูนย์คุณธรรม จัดขึ้นใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด ชลบุรี ลำปาง และสตูล เพื่อนำข้อเสนอแนะ 4 ประเด็น ได้แก่ 1. การกำหนดให้การส่งเสริมคุณธรรมเป็นวาระแห่งชาติ 2. การพัฒนาตัวชี้วัดและระบบประเมินผลด้านคุณธรรม 3. การพัฒนากลไกการส่งเสริมคุณธรรมในระดับพื้นที่ และ4. การขยายเครือข่ายคุณธรรมควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยมีข้อเสนอให้พัฒนาสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ส่งเสริมผู้มีอิทธิพลทางความคิดด้านคุณธรรม และยกระดับแหล่งเรียนรู้คุณธรรมให้สามารถสร้างคุณค่าและเกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างยั่งยืน เพี่อไปประกอบการจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571–2575) นอกจากนี้ ข้อเสนอจากการจัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรม 4 ภูมิภาค ภายใต้แนวคิด “สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ด้วยพลังเครดิตความดีสู่ทางรอดที่ยั่งยืน” จะมีการยกระดับการเฝ้าระวังสถานการณ์คุณธรรมและพัฒนากลไกเครือข่ายในพื้นที่ ขับเคลื่อนครอบครัวพลังบวกและระบบพี่เลี้ยงชุมชนให้เป็นนโยบายหรือวาระสำคัญระดับชาติ และผลักดัน “ระบบเครดิตความดี” ให้เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม รวมทั้งบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3




รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า สำหรับการสร้างการรับรู้ด้านคุณธรรมในสังคม คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่สื่อส่งเสริมคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสื่อสารเชิงบวก การยกย่องเชิดชูบุคคลต้นแบบ และการสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมผลิตสื่อคุณธรรม อาทิ การประกวดสื่อคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน” การผลิตสื่อส่งเสริมคุณธรรมจำนวน 6 เรื่อง การเผยแพร่กระบวนการขับเคลื่อนชุมชนคุณธรรม 33 แห่ง รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมบุคคลที่เป็นแบบอย่าง “Moral Icon : ต้นกล้าแห่งความดี” และค่ายเยาวชน “คนดีศรีจังหวัด : เมล็ดพันธุ์แห่งความดี” กิจกรรมดังกล่าวส่งผลให้มีสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมบนสื่อโซเชียลมีเดีย 

และมีการเข้าถึงมากกว่า 1,900,000 ครั้ง เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความดีจากชุมชนของตนเองและขยายผลสู่ชุมชนอื่น

ในส่วนของการประเมินคุณธรรม มีการเห็นชอบผลการประเมินชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมทั้งสิ้น 44,369 แห่ง แบ่งเป็นระดับส่งเสริมคุณธรรม 11,638 แห่ง ระดับพัฒนาคุณธรรม 11,654 แห่ง และระดับคุณธรรมต้นแบบ 21,077 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีผลการคัดเลือกชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น 256 แห่ง ประกอบด้วย 76 ชุมชน 102 องค์กร 74 อำเภอ และ 4 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ พิษณุโลก สระแก้ว และสระบุรี และสำหรับการคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” และ “คนดีศรีกรุงเทพมหานคร” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รวมทั้งสิ้น 154 คน แบ่งเป็น คนดีศรีจังหวัด 152 คน ได้แก่ ประเภทเด็กและเยาวชน (อายุ 13–25 ปี) 76 คน และประเภทประชาชน 76 คน ส่วนคนดีศรีกรุงเทพมหานคร 2 คน ได้แก่ ประเภทเด็กและเยาวชน 


(อายุ 13–25 ปี) 1 คน และประเภทประชาชน 1 คน โดยคุณธรรมต้นแบบโดดเด่นทั้ง 256 แห่ง และคนดีศรีจังหวัด-คนดีศรีกรุงเทพมหานคร จะได้รับโล่เชิดชูเกียรติจากนายกรัฐมนตรี เพื่อยกย่องเป็นแบบอย่างของการทำความดี สร้างแรงบันดาลใจและเป็นพลังสำคัญในการขยายผลการส่งเสริมคุณธรรมแก่ชุมชน องค์กรและพื้นที่อื่น ๆ ให้ร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างสังคมคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง


การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมคุณธรรม จากการสร้างการรับรู้และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีส่วนร่วม ไปสู่การประเมินผลที่เป็นระบบ การยกย่องเชิดชูพื้นที่และบุคคลต้นแบบ ตลอดจนการนำข้อเสนอจากระดับพื้นที่มาพัฒนานโยบายและแผนการส่งเสริมคุณธรรมในระยะต่อไป เพื่อให้ “คุณธรรม” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรณรงค์ แต่สามารถพัฒนาเป็นกลไกทางสังคมที่ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนและนำไปสู่การสร้างสังคมไทยที่มีภูมิคุ้มกันและเติบโตอย่างยั่งยืน//

กรมพลศึกษา เฟ้นยอดเยาวชนจากกว่า 900 คน คัดเข้ม 20 แข้งฟุตบอลนักเรียนไทย ลุยศึกฟุตบอลนักเรียนโลก ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

 กรมพลศึกษา เฟ้นยอดเยาวชนจากกว่า 900 คน คัดเข้ม 20 แข้งฟุตบอลนักเรียนไทย ลุยศึกฟุตบอลนักเรียนโลก ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าคัดเลือกลูกหนังเยาวชนไทยสู่เวทีระดับนานาชาติจากผู้สมัครทั่วประเทศกว่า 900 คน ผ่านกระบวนการทดสอบเข้มข้นทั้งทักษะและวิทยาศาสตร์การกีฬา คัดเหลือ 20 คนสุดท้าย เข้าเก็บตัวฝึกซ้อม 30 วัน เตรียมความพร้อมสู้ศึกฟุตบอลนักเรียนโลก ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน


นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการคัดเลือกนักกีฬาฟุตบอลนักเรียนไทยเพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนโลกว่า “กรมพลศึกษาให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้นักกีฬาระดับโรงเรียนที่มีศักยภาพได้เรียนรู้และสะสมประสบการณ์จากการเข้ารับการคัดเลือกและการเก็บตัวฝึกซ้อม เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้สูงขึ้นทัดเทียมมาตรฐานสากล ซึ่งการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันในต่างประเทศของกรมพลศึกษา จะมุ่งเน้นการเปิดโอกาสและเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับนักกีฬาที่มีความสามารถมากกว่าการมุ่งเน้นการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศเพียงอย่างเดียว”




สำหรับกระบวนการคัดเลือกเป็นไปอย่างเข้มข้นและเป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีนักกีฬาเยาวชนจากทั่วประเทศให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมมากกว่า 900 คน ซึ่งในรอบแรก (วันที่ 17–19 สิงหาคม 2569) ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ 60 พรรษา จังหวัดปทุมธานี ได้คัดเลือกจนเหลือนักกีฬา 162 คน เข้าสู่การคัดเลือกรอบที่สอง (วันที่ 27 สิงหาคม 2569) ร่วมกับกลุ่มนักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่นจากการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน กรมพลศึกษา รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก (อันดับ 1–3 และผู้ทำผลงานดีเยี่ยม) เพื่อประเมินทักษะและความสามารถอย่างรอบด้านจนได้เยาวชนผ่านเข้ารอบสามจำนวน 40 คน

นายมงคลกล่าวต่อว่า ในการคัดเลือกรอบที่สาม เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมพลศึกษาได้นำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาประเมินสมรรถภาพทางกายและความพร้อมของร่างกายอย่างละเอียด ประกอบด้วย การประเมินท่วงท่าและการเคลื่อนไหว (Functional Movement Screen: FMS) เพื่อตรวจสอบรูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐาน และการทดสอบ Isokinetic เพื่อประเมินความสมบูรณ์ ความแข็งแรง และความสมดุลของกล้ามเนื้อ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการพิจารณาเลือกนักกีฬาที่ดีที่สุดเพียง 20 คนสุดท้าย



สำหรับนักกีฬาที่ผ่านการคัดเลือก 20 คนสุดท้าย จะเข้าสู่โปรแกรมเก็บตัวและฝึกซ้อมเข้มข้นเป็นเวลา 30 วัน เพื่อพัฒนาทักษะฟุตบอล สมรรถภาพทางกาย ความเข้าใจในระบบการเล่น ตลอดจนเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ก่อนเดินทางไปทำหน้าที่ตัวแทนนักเรียนไทยในการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนโลก ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนอกจากเป้าหมายในการแสดงศักยภาพทางกีฬาแล้ว กรมพลศึกษายังมุ่งหวังให้นักเรียนไทยได้เผยแพร่เอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย (Soft Power) ในเวทีระดับนานาชาติต่อไป


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมพลังส่งต่อธารนํ้าใจ สู้ภัยนํ้าท่วม โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ พร้อมคณะกรรมการฯ มอบหมายให้ นายอรัณย์ โตทวดผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯสั่งการให้ฝ่ายสาธารณภัย และ ฝ่ายปฏิบัติการ

 วันนี้( 27 กันยายน พ.ศ.2569) เวลา 06.00 น.มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมพลังส่งต่อธารนํ้าใจ สู้ภัยนํ้าท่วม โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ พร้อมคณะกรรมการฯ มอบหมายให้ นายอรัณย์ โตทวดผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯสั่งการให้ฝ่ายสาธารณภัย และ ฝ่ายปฏิบัติการ



นำโดย คุณวรพจน์ จรัสเศรษฐศิริ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ พร้อมด้วย คุณยุทธยา ทาโคตร หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย คุณรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย คุณสุชีพ บุญเส็ง หัวหน้าแผนกอาสาสมัคร นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย เจ้าหน้าที่แผนกบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่แผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน เจ้าหน้าที่แผนกอาคารและยานยนต์ และอาสาสมัครบริการ 

จัดชุดถุงยังชีพ(ฉุกเฉิน) จำนวน 500 ชุด ประกอบด้วย

1.ข้าวสวยพร้อมทาน 

2.อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน 

3.เส้นมันหนึบรสหม่าล่าซอสงา

4.แปรงสีฟัน 

5.ยาสีฟัน 

6.ครีมอาบนํ้า

7.สเปย์กันยุง 

8.ไฟฉายพร้อมถ่าน 

9.กระดาษทิชชู่แห้ง/เปียก 

10.ถุงขยะ 

11.ผ้าอนามัย 

12.ยาสามัญ




พร้อมทั้งได้จัดเตรียม เสื้อชูชีพ พร้อมด้วยไฟโซล่าเซลล์ขนาดพกพา สนับสนุนภารกิจฝ่ายปฏิบัติการในการช่วยเหลือประชาชนรวมคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 475,580 บาท (สี่แสนเจ็ดหมื่นห้าพันห้าร้อยแปดสิบบาทถ้วน)



ทั้งนี้หากพื้นที่ไหนได้รับความเดือดร้อนต้องการขอความช่วยเหลือ ประสานโทรติดต่อสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

 ได้ 24 ชั่วโมง.

ไดกิ้น รับโล่โครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ตอกย้ำความร่วมมือในบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ยกระดับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  ไดกิ้น รับโล่โครงการฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ตอกย้ำความร่วมมือในบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศแบบหลายชุดแฟนคอยล์ ยกระดับประสิทธิ...