วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าความร่วมมือ THACยกระดับกระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ให้ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าความร่วมมือ THACยกระดับกระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ให้ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล

 


​กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง สถาบันอนุญาโตตุลาการ (Thailand Arbitration Center : THAC) ยกระดับบริการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยและอนุญาโตตุลาการ เพิ่มทางเลือกการยุติข้อพิพาทที่รวดเร็ว เป็นธรรม และสอดคล้องมาตรฐานสากล พร้อมมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรระหว่างสองหน่วยงานให้มีความเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น รองรับแนวโน้มข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 


​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้หารือร่วมกับ นายสุริยพงศ์ ทับทิมแท้ ผู้อำนวยการสถาบันอนุญาโตตุลาการ เพื่อสานต่อความร่วมมือระหว่างกันภายใต้ MOU ด้านการพัฒนากระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 โดยเพิ่มประสิทธิภาพบริการระงับข้อพิพาททางเลือกด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และส่งเสริมให้มีการใช้กระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคู่พิพาท

 



​นอกจากนี้ ในปี 2564 กรมฯ ได้นำระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการดังกล่าวได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างคู่พิพาท และลดการปฏิเสธการเข้าร่วมไกล่เกลี่ยได้ ซึ่งพบว่า การนำระบบออนไลน์มาใช้ ส่งผลให้จำนวนคำขอไกล่เกลี่ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีการยื่นคำขอทั้งสิ้น 51 เรื่อง เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับ

ปี 2563 ที่ยังไม่มีการใช้ระบบออนไลน์ โดยประเด็นข้อพิพาทส่วนใหญ่เป็นเรื่องลิขสิทธิ์ (69%) รองลงมาคือ เครื่องหมายการค้า (21%) และสิทธิบัตร (10%) ทั้งนี้ สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยสำเร็จ 50% ไม่สำเร็จ 10% และคู่กรณีไม่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ย 40% โดยใช้ระยะเวลาไกล่เกลี่ยเฉลี่ย 45 วันต่อเรื่อง (น้อยสุด 14 วัน และมากสุด 90 วัน)

 

​นางอรมน เผยว่า จากการหารือร่วมกันระหว่างกรมฯ และ THAC ครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานเห็นพ้องว่า สถานการณ์ทางการค้าในยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับธุรกิจในหลายมิติและมีแนวโน้มจะเกิดข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนากระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรืออนุญาโตตุลาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยในเบื้องต้นทั้งสองหน่วยงานได้วางแนวทางร่วมกันที่จะพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเชี่ยวชาญและเสริมทักษะความชำนาญในการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ครบถ้วนรอบด้าน ทันสมัย และตอบโจทย์บริบททางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยจะมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ความเชี่ยวชาญระหว่างกันและกัน ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ และการสัมมนา ตลอดจนศึกษาเรียนรู้กรณีตัวอย่างจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมนานาประเทศ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะมีการหารือและกำหนดแผนงานร่วมกันต่อไป

 

------------------

กรมทะเลฯ จัดระเบียบ “ป่าในเมืองกระบี่” เก็บค่าบริการเข้าชมพื้นที่ป่าชายเลน และถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่ป่าชายเลนในเขตป่าสงวน เริ่มบังคับใช้ต้นปี 69 นี้

 กรมทะเลฯ จัดระเบียบ “ป่าในเมืองกระบี่” เก็บค่าบริการเข้าชมพื้นที่ป่าชายเลน และถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่ป่าชายเลนในเขตป่าสงวน เริ่มบังคับใช้ต้นปี 69 นี้

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ยกระดับการบริหารจัดการ “ป่าในเมืองจังหวัดกระบี่ มหัศจรรย์เขาขนาบน้ำ” สู่มาตรฐานสากล ประกาศกำหนดอัตราค่าบริการบุคคล ยานพาหนะ ที่เข้าไปท่องเที่ยว และการถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่ป่าชายเลน หวังนำรายได้ดูแลทรัพยากรป่าชายเลนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วันที่ 21 มกราคม 2569 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกประกาศกำหนดให้พื้นที่ป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองกระบี่ใหญ่ และ ป่าคลองเหนือคลอง ในท้องที่ตำบลปากน้ำ และตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เป็นพื้นที่บริการ พ.ศ. 2568 “โครงการป่าในเมืองจังหวัดกระบี่ มหัศจรรย์เขาขนาบน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำโลก“ ซึ่งการกำหนดพื้นที่บริการดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่าด้วยการเก็บค่าบริการหรือค่าตอบแทนสำหรับการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้บริการหรืออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2566 โดยเงินค่าบริการหรือค่าตอบแทน จะนำไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ในการบำรุงรักษาป่าชายเลน และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อีกส่วนหนึ่ง


สำหรับการใช้พื้นที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่ป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ได้กำหนดอัตราค่าบริการและค่าตอบแทนโดยแบ่งตามประเภทของการถ่ายทำภาพยนตร์ ได้แก่ ภาพยนตร์ไทยหรือละครไทย 1,500 บาท/วัน ภาพยนตร์สารคดี โฆษณา รายการโทรทัศน์ มิวสิกวิดีโอ ภาพนิ่ง หรือสื่อประเภทอื่นของไทย 1,000บาท/วัน ภาพยนตร์ต่างประเทศหรือละครต่างประเทศ 2,500 บาท/วัน ภาพยนตร์สารคดี โฆษณา รายการโทรทัศน์ มิวสิกวิดีโอ ภาพนิ่ง หรือสื่อประเภทอื่นของต่างประเทศ 2,000 บาท/วัน ทั้งนี้ หากเป็นการถ่ายทำเพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม สนับสนุน หรือประชาสัมพันธ์ด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาจพิจารณาลดอัตราค่าบริการหรือค่าตอบแทนครึ่งหนึ่งของอัตราที่กำหนด และหากการถ่ายทำเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวไม่ได้เป็นลักษณะแสวงหากำไร ให้ยกเว้นค่าบริการหรือตอบแทน

นอกจากนี้ การกำหนดอัตราค่าบริการสำหรับบุคคลและยานพาหนะที่เข้าไปใช้บริการในพื้นที่ป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อให้การจัดการพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยประกาศทั้ง 3 ฉบับ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 และมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป (ประมาณ กลางเดือนมีนาคม 2569)

กรมการท่องเที่ยวผนึกความร่วมมือ “ยกระดับการประกอบกิจการอุมเราะห์ไทย” สร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวคุณภาพ

 กรมการท่องเที่ยวผนึกความร่วมมือ “ยกระดับการประกอบกิจการอุมเราะห์ไทย” สร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวคุณภาพ


กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้ายกระดับการประกอบกิจการอุมเราะห์ของประเทศไทย โดยลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินกิจการ       อุมเราะห์ให้มีมาตรฐาน มีคุณภาพ สร้างความปลอดภัย และคุ้มครองสิทธิผู้เดินทาง อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน


การลงนามความร่วมมือดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยเกริก โดยมี นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นผู้แทนกรมการท่องเที่ยว ร่วมลงนามกับ นางนุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ มะลูลีม รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศและคณบดีวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก นายจำนงค์ สุขถาวร นายกสมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจย์ และนางสาวกาญจนา เอี่ยมโสภา ผู้จัดการโครงการวิริยะตะกาฟุล บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็น   ก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ในการยกระดับการประกอบกิจการอุมเราะห์ของประเทศไทย ให้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีการให้บริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ช่วยลดความเสี่ยงจากการท่องเที่ยวที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง สร้างความเชื่อมั่น คุ้มครองความปลอดภัยให้กับผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยวชาวไทยมุสลิม และยกระดับคุณภาพการประกอบกิจการอุมเราะห์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน  

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกรมการท่องเที่ยวในการส่งเสริม สนับสนุนการประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการบริการจัดนำเที่ยวที่มีคุณภาพมาตรฐาน คุ้มครองความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการเดินทางท่องเที่ยวผ่านบริษัทนำเที่ยว รวมถึงยกระดับการประกอบกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานในทุกมิติ อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการท่องเที่ยวไทยในภาพรวม



ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าว นายอุดม มัตสยะวนิชกูล ผู้อำนวยการกองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ได้บรรยายพิเศษให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการอุมเราะห์ของประเทศไทย ควบคู่กับการให้บริการจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่อให้คำปรึกษาและรับยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวนอกสถานที่ ของสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคกลาง ให้แก่ผู้ประกอบการกว่า 40 ราย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมการท่องเที่ยวในการยกระดับมาตรฐานการประกอบกิจการอุมเราะห์ของไทย และส่งเสริมการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ ฝึกช่างทำขาเทียม ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2569

 อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ ฝึกช่างทำขาเทียม ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2569 

วันที่ 21 มกราคม 2569  นายสมาสภ์  ปัทมะสุคนธ์  อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน  เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จมาประชุมสามัญประจำปี พ.ศ. 2569 และพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการ ณ มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

 


นายสมาสภ์  ปัทมะสุคนธ์  อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังเฝ้ารับเสด็จและรับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ ว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกับมูลนิธิขาเทียมฯ ฝึกช่างทำขาเทียม ป้อนโรงงานขาเทียมพระราชทานทั่วประเทศ 90 แห่ง สร้างคนพิการขาขาดและคนปกติ ให้เป็นช่างเครื่องช่วยคนพิการ ให้บริการขาเทียมแก่คนพิการขาขาด ให้ได้ขาเทียมที่ดีและมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตามโครงการพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการ (ช่างทำขาเทียม)

 



นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาความต้องการช่างเครื่องช่วยคนพิการในโรงพยาบาลประจำอำเภอและประจำจังหวัดมีจำนวนมาก เพื่อทำงานในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ในขณะที่มูลนิธิขาเทียมฯ ไม่สามารถผลิตและพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการได้เพียงพอกับความต้องการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 19 เชียงใหม่ จึงร่วมกับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จัดทำโครงการฝึกอบรมช่างเครื่องช่วยคนพิการ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานช่างทำขาเทียมให้เพียงพอและสามารถบริการคนพิการได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือให้แรงงานในสาขาดังกล่าว มูลนิธิขาเทียมฯ สามารถส่งช่างทำขาเทียมที่มีทักษะเหล่านี้เข้าทำงานในโรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชนต่อไป กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 19 เชียงใหม่ (สพร.19 เชียงใหม่)จัดฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกเตรียมเข้าทำงาน สาขาช่างเครื่องช่วยคนพิการ จำนวน 700 ชั่วโมง (5 เดือน) ให้แก่บุคลากรของโรงพยาบาลประจำจังหวัด และชุมชนทั่วประเทศที่สนใจเข้าร่วมฝึกอบรม

 

ทั้งนี้ ในปี 2569 สพร.19 เชียงใหม่ มีเป้าหมาย 200 คน ดำเนินการแล้ว 1 รุ่น จำนวน 50 คน โดยมีแผนฝึกอบรมใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย 

1. การทำเบ้าขาเทียมระดับเหนือเข่าแบบเบ้า 2 ชั้น ระหว่างวันที่ 15-19  ก.พ. 69 จังหวัดน่าน

2. การทำเบ้าขาเทียมระดับใต้เข่าแบบสวมถุงตอขาชนิดบาง ระหว่างวันที่ 17-21 พ.ค. 69 จังหวัดอุบลราชธานี

3. การทำเบ้าขาเทียมระดับใต้เข่าแบบกระชับบางส่วน ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ค. 69  จังหวัดสงขลา

4. การทำเบ้าขาเทียมระดับเหนือเข่าแบบกระชับบางส่วน ระหว่างวันที่ 15-20 ส.ค. 69 จังหวัดพิจิตร  

เมื่อฝึกอบรมจบแล้ว มูลนิธิขาเทียมจะส่งช่างไปทำงาน ณ โรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ และจะคัดเลือกบรรจุเป็นพนักงานราชการ เมื่อผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ระดับ 2 แล้ว จึงทำให้ผู้จบหลักสูตรดังกล่าวมีงานทำที่มั่นคง ทั้งนี้ กรมจะดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือก่อนส่งตัวเข้าทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้จบฝึกมีทักษะได้มาตรฐานและพร้อมที่จะให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ" อธิบดีสมาสภ์ กล่าวท้ายสุด

กรมวิทยาศาสตร์บริการ - กรมการขนส่งทางบก - ปตท. ผนึกกำลังพัฒนาและยกระดับความปลอดภัย “ยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (CAV)” สู่มาตรฐานสากล

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ - กรมการขนส่งทางบก - ปตท. ผนึกกำลังพัฒนาและยกระดับความปลอดภัย “ยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (CAV)” สู่มาตรฐานสากล


วันที่ 21 มกราคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาและยกระดับความปลอดภัยยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (Connected and Autonomous Vehicle: CAV) โดยมีนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความ เป็นเลิศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้ง 3 หน่วยงาน ร่วมลงนาม วัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับความปลอดภัยในการใช้งาน CAV อย่างครบวงจร ตั้งแต่การศึกษาวิจัย การพัฒนา การทดสอบ การอนุญาตใช้งาน ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยมุ่งสนับสนุนการจัดทำมาตรฐาน ข้อกำหนด และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร เพื่อรองรับการนำเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่มาใช้อย่างปลอดภัย และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคาร 1 กรมการขนส่งทางบก

นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการมีบทบาทในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิชาการและเทคนิค เพื่อใช้ประกอบการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน ข้อกำหนด และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจะศึกษา พัฒนา และส่งเสริมวิธีการทดสอบ CAV รวมถึงสนับสนุนด้านวิชาการและเทคนิคในการดำเนินโครงการนำร่องและการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการพัฒนาปรับปรุงมาตรฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนร่วมพัฒนาองค์ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี CAV อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านยานยนต์และการขนส่งทางถนนของประเทศ มีภารกิจสำคัญในการพัฒนา ปรับปรุง และกำหนดมาตรฐาน ข้อกำหนด และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ควบคู่กับการส่งเสริมและยกระดับความปลอดภัยในการใช้งานยานยนต์ สำหรับผู้ขับรถ ผู้ควบคุมระบบ ผู้ใช้รถใช้ถนน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับ CAV ทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง สร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการใช้งานอย่างยั่งยืน และยังสอดรับกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับระบบคมนาคมขนส่งของประเทศให้ปลอดภัย ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ รองรับการพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม





โดยความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับนิเวศยานยนต์สมัยใหม่ของไทย ทั้งด้านการทดสอบนวัตกรรมและการเตรียมความพร้อมเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เทคโนโลยี CAV สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับมาตรฐานสากล สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่สังคมไทยต่อไป


รมว.นฤมล นำบอร์ดเด็กปฐมวัย ถกเข้มเร่งดูแลคุณภาพชีวิตเด็กไทย

 รมว.นฤมล นำบอร์ดเด็กปฐมวัย ถกเข้มเร่งดูแลคุณภาพชีวิตเด็กไทย



วันที่ 21 มกราคม 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วย คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวง พม. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร สมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สกศ. ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 

ที่ประชุมพิจารณาเรื่องสำคัญ 4 เรื่อง ดังนี้

1. การทบทวนระบบบริการสำหรับเด็กปฐมวัยที่สงสัยมีความผิดปกติด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ พบว่า ปี 2567 เด็กปฐมวัยได้รับการประเมินพัฒนาการเพียงร้อยละ 52 และพบเด็กมีพัฒนาการสมวัยเพียงร้อยละ 70-77 ปัญหาสำคัญ คือ โรงพยาบาลรัฐใน กทม. ขาดบริการกระตุ้นพัฒนาการ ข้อมูลจากโรงพยาบาลนอกสังกัดสาธารณสุขไม่เชื่อมโยงกับส่วนกลาง และเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น พัฒนาการล่าช้า ออทิสติก เข้าไม่ถึงบริการจำนวนมาก โดยมีข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน 4 ข้อ ได้แก่ 1) กระตุ้นให้มีการเฝ้าระวังและคัดกรองเด็กทุกช่วงวัย 2) เด็กที่มีความผิดปกติต้องได้รับการประเมินภายใน 1 เดือนโดยผู้เชี่ยวชาญ 3) เด็กที่มีความผิดปกติต้องได้รับการส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง 4) ทบทวนและจัดระบบบริการสำหรับเด็กกลุ่มนี้ให้เป็นระบบ 

2. การขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย พบว่า การเลี้ยงดูที่มีคุณภาพเป็นมาตรการสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เช่น เร่งให้ความรู้ผู้ปกครอง ลดความรุนแรง เพิ่มเวลาคุณภาพ และกล่าวถึงโปรแกรม Thai Preschool Parenting Program (Thai Triple-P) ซึ่งพัฒนาโดยกรมสุขภาพจิตและขยายผลไปทั่วประเทศ แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ นอกจากนี้ คุรุสภาถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการพัฒนาครูให้มีความรู้พื้นฐานด้านการเลี้ยงดูเด็ก โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือระหว่างกรมสุขภาพจิตและคุรุสภาเพื่อพัฒนาหลักสูตร E-Learning สำหรับครูผู้ดูแลเด็กปฐมวัยและครูอนุบาล 

3. การขับเคลื่อนนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤต การวิจัยเรื่องกิจกรรมทางกาย พบว่า มีความสำคัญต่อพัฒนาการเด็ก และชี้ว่า ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ควรได้รับพัฒนาเจตคติและแนวทางการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม ที่ประชุมมอบคณะทำงานประชาสัมพันธ์ฯ ผลักดันและส่งเสริมเข้าสู่ระบบให้มีกิจกรรมทางกายเด็กปฐมวัยยิ่งขึ้น

4. รายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 พบว่า ยังคงประสบปัญหาด้านการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลาง และการทำงานเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าของงบประมาณรวมถึงการขาดความเข้าใจของผู้ปกครอง และการปรับปรุงข้อกฎหมายให้มีความชัดเจน มอบคณะอนุกรรมการบูรณาการเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่บรรลุผล และคณะอนุกรรมการกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิเด็กปฐมวัย พิจารณาข้อจำกัด เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงต่อไป



สำหรับเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศเด็กปฐมวัย ได้มีการนำร่องระบบในจังหวัดพิจิตรและสมุทรสาคร การแต่งตั้งคณะทำงาน และการประสานงานกับกรมการปกครองเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและทะเบียนราษฎร์ สำหรับค้นหาเด็กที่ตกหล่น แม้จะมีการทดสอบระบบแล้ว แต่กรมการปกครองจำเป็นต้องมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับจึงจะเชื่อมโยงข้อมูลกลับมาได้ และการจัดทำฐานข้อมูลเด็กปฐมวัยเป็น “นโยบายระดับชาติ” รวมถึงแนวทางระยะเร่งด่วน ให้ดำเนินการเทียบกระทบข้อมูลระหว่างกรมการปกครอง กสศ. และ สกศ. ให้คณะอนุกรรมการฯ จัดทำนโยบายเสนอคณะกรรมการนโยบายฯ เห็นชอบก่อนนำเข้า ครม. ต่อไป 

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

“IFB Run 2026” ครั้งที่ 6 ผนึกกำลังคนรักสุขภาพวิ่งรับปีใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “H + H Healthy Happy”

 “IFB Run 2026” ครั้งที่ 6 ผนึกกำลังคนรักสุขภาพวิ่งรับปีใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “H + H Healthy Happy

งาน IFB Run 2026 ที่จัดขึ้นโดยวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจแฟชั่นนานาชาติ (IFB) ร่วมกับมูลนิธิ ดร. เทียม โชควัฒนา จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569 ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจแฟชั่นนานาชาติ IFB ถนนหทัยราษฎร์ ได้รับความสนใจจากนักวิ่งและคนรักสุขภาพอย่างมากโดยได้รับความสนใจจากเหล่านักวิ่งทุกเพศทุกวัยเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น



งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “H + H  Healthy  Happy  มาร่วมวิ่ง สร้างสุขภาพดี มีความสุขไปด้วยกัน” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีอย่างครบวงจร ทั้งทางกาย สมอง และจิตใจให้กับคนไทย โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสมทบเข้า “กองทุนเพื่อนวัตกรรมการศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจแฟชั่น IFB” เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

บรรยากาศในงานเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่เช้าตรู่ เหล่านักวิ่งได้ทยอยมารวมตัวกัน โดยการปล่อยตัวเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 05.30 น. ท่ามกลางความเรียบง่ายและอบอุ่นสไตล์ครอบครัว แบ่งประเภทการวิ่งออกเป็น 5 กลุ่มเพื่อรองรับทุกระดับความฟิต ตั้งแต่กลุ่ม CAZY RUN ( 3 กม.) FUN RUN (5 กม.)  MINI MARATHON (10 กม.) FAMILY RUN ที่มากันเป็นทีมพ่อแม่ลูก และกลุ่ม VIP RUN สำหรับผู้สนับสนุนในครั้งนี้ 

ตลอดการจัดงานได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งในด้านความสนุกสนานและการจัดงานที่ใส่ใจสุขภาพอย่างรอบด้าน โดยผู้จัดได้เตรียมของที่ระลึกและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพให้กับนักวิ่ง อาทิ สเปรย์พ่นสมุนไพรฟ้าทะลายโจร และหน้ากากอนามัยสำหรับป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 สอดรับกับสถานการณ์ด้านสุขภาพในปัจจุบัน อีกทั้งยังมี “memi” ตุ๊กตามาสคอตประจำงาน ออกมาสร้างสีสัน ความคึกคัก และรอยยิ้มให้กับนักวิ่งและผู้ร่วมงานทุกช่วงวัย

นอกเหนือจากกิจกรรมการวิ่ง ยังมีกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอื่น ๆ ภายในงาน อาทิ บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ประเมินความพร้อมของร่างกาย บูธอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน รวมถึงพิธีมอบถ้วยรางวัลเกียรติยศจากมูลนิธิ ดร. เทียม โชควัฒนา ให้แก่ผู้ชนะในแต่ละประเภทการแข่งขัน โดยผู้ที่เข้าอันดับ 1–5 ในแต่ละเพศและช่วงอายุของกลุ่มวิ่งที่ 1–4 จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ รวมถึงรางวัลพิเศษสำหรับผู้เข้าเส้นชัยลำดับที่ 1 ของแต่ละประเภท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง


งาน IFB Run 2026 ไม่เพียงเป็นกิจกรรมกีฬาที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งความสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวและชุมชนคนรักสุขภาพได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่า สอดคล้องกับเจตนารมณ์ “Healthy & Happy” ที่ผู้จัดงานตั้งใจมอบเป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ 2569



ผู้ที่พลาดกิจกรรมในปีนี้ หรือสนใจติดตามภาพบรรยากาศความประทับใจย้อนหลัง สามารถติดตามได้ที่ Facebook : IFB Run หรือสอบถามรายละเอียดกิจกรรมครั้งต่อไปได้ที่ โทร. 0 2130 2422 หรือ 081 627 8015


กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าความร่วมมือ THACยกระดับกระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ให้ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล

  กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าความร่วมมือ THACยกระดับกระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ให้ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล   ​กรมทรัพย์สินท...