วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“สุรพงศ์ เปล่งขำ” รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

“สุรพงศ์ เปล่งขำ” รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

ขอแสดงความยินดีด้วยดัง ๆ กับ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ล่าสุดได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน” จาก สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ตอกย้ำอีกหนึ่งบทบาทของผู้บริหารที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและสังคมอย่างต่อเนื่อง


สำหรับรางวัลดังกล่าว พิจารณาจากหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ มีความคิดและการกระทำที่สร้างสรรค์ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และทำความดีเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีบุคคลและองค์กรที่ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 86 ราย


นอกจากภารกิจหลักในการขับเคลื่อนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศแล้ว รางวัลครั้งนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าสร้างประโยชน์แก่สังคม เพราะแนวคิดของรางวัลไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “ยกย่องคนดี” แต่ยังต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจและพลังบวก ให้ความดีและความเสียสละกลายเป็นพลังร่วมในการสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน


งานนี้ต้องปรบมือรัว ๆ ให้ “เลขาฯ สุรพงศ์” อีกหนึ่งคนคุณภาพที่ได้รับการยกย่องเป็น “คนดีของแผ่นดิน” ประจำปี 2568…ยินดีด้วยครับ!

###


วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากชุมชนท้องถิ่น​ สกัดแพร่ระบาดบุหรี่-ลดหนี้ครัวเรือน

 ข้อเสนอเชิงนโยบายจากชุมชนท้องถิ่น​ สกัดแพร่ระบาดบุหรี่-ลดหนี้ครัวเรือน

สสส.จับมือภาคียุทธศาสตร์และเครือข่ายท้องถิ่น สกัดวิกฤตบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ควบคู่ลดหนี้ครัวเรือน พร้อมประกาศเจตนารมณ์ 7 ข้อ ชูพลังชุมชนเป็นฐานพร้อมขับเคลื่อนสู่นโยบายสาธารณะ

ข้อมูลล่าสุดจากระบบเก็บข้อมูลผลกระทบตามตัวชี้วัดของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ชี้ว่าคนไทยยังสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ถึง 15.40% มีเยาวชนชายวัย 15-29 ปี สูบบุหรี่มากกว่าเยาวชนหญิงถึง 6.6 เท่า อีกทั้งพบว่าพบควันบุหรี่ในบ้านถึง 26.69% ของครัวเรือน และในที่สาธารณะอีก 38.57% สะท้อนถึงความน่าเป็นห่วงจากพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงแค่ปัญหาสุขภาพแต่ยังกระทบต่อฐานะการเงินของครัวเรือนอีกด้วย 

จากข้อมูลพฤติกรรมการเงินของครัวเรือนชุดข้อมูลชุดเดียวกัน พบว่าครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยเพียง 10,001-20,000 บาทต่อเดือน (33.75%) ขณะที่รายจ่ายอยู่ที่ 5,001-10,000 บาทต่อเดือน (37.47%) และมีครัวเรือนที่แบกหนี้สินถึง 41.60% หนี้เฉลี่ยสูงถึง 61,592.71 บาท โดยกลุ่มที่มีหนี้ระดับปานกลางถึงเริ่มตึงตัวสูงถึง 50.70% และกระทบหนักถึงขั้นวิกฤตอีก 8.96%

เมื่อภัยจากบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และภาระหนี้สินมาบรรจบกันในครัวเรือนและชุมชน นี่จึงกลายเป็นวิกฤตสองด้านที่ซ้อนทับกันในสังคมไทย และเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่ต้องอาศัยการจัดการอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับบุคคลครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงระดับนโยบาย


จากสถานการณ์ดังกล่าว ทางสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส.ร่วมกับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ได้จัด เวทีนโยบายสาธารณะ (Policy Forum): ลดการแพร่ระบาดของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมการลดรายจ่ายโดยชุมชนท้องถิ่น ขึ้น เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะในการลดการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ควบคู่กับการลดรายจ่ายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก

ในงานนี้ได้จัดวงสานเสวนา “ชุมชนท้องถิ่นทำได้” โดยมีตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ร่วมกันสะท้อนภาพความท้าทายที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น  เช่น การเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่ง่ายขึ้นในกลุ่มเยาวชน ค่านิยมที่ยังไม่ทันกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุม ระบบป้องกันและบำบัดผู้ติดที่ยังขาดการบูรณาการ รวมถึงความเชื่อมโยงที่ถูกมองข้ามระหว่าง "หนี้สิน" กับ "พฤติกรรมเสี่ยง" เพราะความเครียดจากภาระทางการเงินมักผลักดันให้คนในชุมชนหันไปพึ่งพาบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นทางออก วงเสวนาจึงเห็นตรงกันว่าหากไม่อาศัยพลังของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดปัญหาที่สุด การแก้ไขปัญหาทั้งสองเรื่องนี้ย่อมไม่มีวันยั่งยืน

อย่าง น.ส.สุวรรณ คูประทุมศิริ นายกเทศมนตรีตำบลเสิงสาง จ.นครราชสีมา เลือกใช้แนวทาง "ผู้นำต้องทำก่อน" โดยให้ผู้บริหารเทศบาลทุกคนเป็นแบบอย่างไม่สูบบุหรี่ พร้อมขับเคลื่อนโครงการศิลปะรณรงค์ให้เยาวชนวาดภาพและจัดแสดงผลงานในกิจกรรม "ดนตรีในสวน" เพื่อสร้างพื้นที่สร้างสรรค์แทนที่การเข้าหาปัจจัยเสี่ยง

"เราทำงานเชิงนโยบายและสร้างโครงการเพื่อผลักดันการรณรงค์ เมื่อก่อนบุหรี่ไฟฟ้าเป็นค่านิยมของวัยรุ่น แต่การรณรงค์สร้างสรรค์ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนไปได้จริง" นายกเทศมนตรีตำบลเสิงสาง กล่าว

ส่วน น.ส.ชฎานันท์ อนุลีจันทร์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต.เสม็ดใต้  อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า ในชุมชนพบเด็กอายุเพียง 10 ขวบ เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตามอิทธิพลรุ่นพี่ จึงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง จัดทำ MOU กับสถานีตำรวจภูธรบางค้า เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมาย และดึง "ผู้ปกครองเครือข่าย" เข้ามาช่วยสังเกตพฤติกรรมเด็กทั้งในและนอกเวลาเรียน

"ล่าสุดในปี 2569 นี้ เราไม่พบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าภายในสถานศึกษาแล้ว แม้ยังมีปัญหานอกโรงเรียน แต่ด้วยเครือข่ายผู้ปกครองที่เข้มแข็ง ทำให้เราได้รับข้อมูลและสามารถเรียกเด็กและผู้ปกครองมาทำข้อตกลงเพื่อหยุดวงจรดังกล่าวได้ทันท่วงที" น.ส.ชฎานันท์ กล่าว


ขณะที่ นายรื่น แจ้งกระจ่าง กำนันตำบลหารเทา อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของ "หนี้สิน" กับ "พฤติกรรมเสี่ยง" อย่างการสูบบุหรี่และดื่มสุราว่า ความเครียดคือตัวการสำคัญที่ผลักคนเข้าหาเหล้าและบุหรี่ จึงใช้โมเดล "ศูนย์จัดการหนี้ครัวเรือน" และนวัตกรรม "มะนาวคอนโด" สร้างอาชีพเสริมลดรายจ่าย พร้อมดึงเยาวชนกลุ่ม "ต้นกล้า" มาขับเคลื่อนข้อมูลและรณรงค์ผ่านบอร์ดเกม

"แก้หนี้ได้ ชีวิตก็เครียดน้อยลง รายจ่ายบุหรี่เหล้าก็ลดลงตาม สิ่งสำคัญคือผู้นำต้องทำก่อน ทำให้คนในชุมชนเชื่อมั่นและลงมือทำตาม" กำนันรื่น กล่าว

ปิดท้ายด้วย นายสืบศักดิ์ สุภิมาส นายกเทศมนตรีตำบลวังผาง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน ที่มองว่าปัญหาบุหรี่และหนี้สินคือเรื่องเดียวกันในเชิงโครงสร้าง จึงริเริ่มโครงการ "ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก" ใช้ระบบห่วงโซ่อุปทานสร้างรายได้ให้กลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ เช่น การทำลูกประคบสมุนไพร

"การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือการสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง เมื่อคนมีรายได้ มีอาชีพเสริม ความเครียดที่เคยเป็นชนวนเหตุให้เขาหันไปหาสิ่งเสพติดก็จะลดลง" นายกฯสืบศักดิ์ สรุป

ภายหลังเวทีเสวนาตัวแทนภาคีเครือข่ายยุทธศาตร์ หรือหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมที่เข้ามารับฟังข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกันสะท้อนการทำงานและแนวทางการสนับสนุนการยกระดับขับเคลื่อนลดการแพร่ระบาดของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ไปสู่นโยบายสาธารณะ

นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำว่าภารกิจการดูแลสุขภาวะประชาชนเป็นงานหลักที่ทุกท้องถิ่นต้องร่วมมือกัน แม้จะมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือและองค์ความรู้ แต่หากมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและสร้างบรรทัดฐานทางสังคมที่เข้มแข็ง ย่อมสามารถแก้ไขปัญหาได้ 

"ทุกท้องถิ่นมีบุคลากร มีงบประมาณ มีแผนการจัดการ และมีเครื่องมือตามข้อบัญญัติประจำปีที่จะมุ่งไปสู่ความสำเร็จในการดูแลลูกหลาน เพื่อให้เขาเติบโตไปอย่างตลอดรอดฝั่ง สิ่งสำคัญคือต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เรามุ่งไปนั้นเป็นของแท้ เป็นของจริง และต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สถ. ขอเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเชื่อมงานที่พี่น้องท้องถิ่นในการที่จะขับเคลื่อนความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต หากมีปัญหาหรือข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ขอให้แจ้งเพื่อหาทางออกร่วมกัน" รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวปิดท้าย

ด้าน นางสุภัทรา สนิทสม ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงนโยบาย  "สถานศึกษาปลอดภัย" ที่มุ่งจัดการภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งอุบัติเหตุ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด โดยมีการจัดตั้ง "ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพของผู้เรียนและครูบุคลากรทางการศึกษา" เพื่อขับเคลื่อนมาตรการให้มีความเข้มข้น โดยร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในการขับเคลื่อน "ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา" ตั้งแต่ปี 2565 โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของ "ผู้เรียน" เป็นศูนย์กลางร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครอง ในการกำหนดนโยบายสาธารณะของโรงเรียน

ผลสำเร็จจากการดำเนินงานในหลายโรงเรียนพบว่า การจัดสภาพแวดล้อมที่โปร่งโล่ง และการให้เพื่อนเตือนเพื่อน สามารถลดจำนวนนักเรียนที่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ จนหลายแห่งสามารถก้าวไปสู่สถานศึกษาปลอดบุหรี่ได้อย่างแท้จริง

ในช่วงท้ายของ เวทีนโยบายสาธารณะ : ลดการแพร่ระบาดของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมกาลดรายจ่ายโดยชุมชนท้องถิ่น ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ได้สรุปข้อเสนอและประเด็นจากหน่วยงานภาคียุทธศาสตร์ ว่า ชุมชนต้องเข้มแข็ง "จากข้างใน" ก่อน จึงจะยั่งยืนได้จริง พร้อมชู 5 แนวทางจัดการบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ แก้ปัญหาการเข้าถึง สร้างค่านิยมใหม่เรื่องพิษภัยให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย บูรณาการระบบป้องกัน บำบัด และใช้ข้อมูลชุมชนเป็นฐานในการเปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องรายจ่าย เสนอให้ อปท. เป็นต้นแบบผ่านนโยบายป้องกันหนี้ ทำบัญชีครัวเรือน และสร้างความรอบรู้ทางการเงินให้ประชาชน

ขณะที่ นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขยายความถึงบทบาทของ สสส. ว่าไม่ใช่เพียงผู้ให้งบประมาณ แต่คือผู้ "หนุนเสริมและเชื่อมประสาน" โดยวางกลไกการทำงานไว้ 4 ระยะ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมและกำหนดตัวชี้วัดร่วมกับพื้นที่ในช่วง 0-6 เดือน การนำมาตรการและเครื่องมือ ไปปรับใช้จริงในช่วง 6-18 เดือน การประเมินผลและสังเคราะห์บทเรียนในช่วง 18-36 เดือน ไปจนถึงการบูรณาการแนวทางที่สำเร็จให้กลายเป็นภารกิจประจำในระยะยาว พร้อมทิ้งท้ายถึงความคาดหวังให้เกิด "นวัตกรรมการลด ละ เลิกบุหรี่ในแบบฉบับของแต่ละพื้นที่" เพื่อเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นทั่วประเทศ

ปิดท้ายเวทีด้วยภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพ ได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ "ร่วมลดการแพร่ระบาดของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมการลดรายจ่ายโดยชุมชนท้องถิ่น" นำโดย นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดยยึดหลักการเชื่อมโยง 3 มิติเข้าด้วยกัน คือ "สุขภาพ-รายจ่าย-หนี้ครัวเรือน" ผ่านฐานพลังของชุมชนท้องถิ่น ครอบคลุมเจตนารมณ์ 7 ประการ ได้แก่

1) ป้องกันและลดการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 2) สร้างความรอบรู้และภูมิคุ้มกันต่อบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 3) ร่วมสร้างชุมชนและสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 4) ลดรายจ่ายจากพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ 5) เสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและการเงินเพื่อจัดการหนี้ครัวเรือน 6) พัฒนากลไกชุมชนเพื่อจัดการปัจจัยเสี่ยงและภาระหนี้ครัวเรือน 7) บูรณาการความร่วมมือและการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในทุกระดับ

การประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำฉันทามติของทุกภาคส่วนในการสานพลังขับเคลื่อนและผลักดันการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ควบคู่ไปกับการลดรายจ่ายและจัดการหนี้ครัวเรือน เพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชน ครัวเรือน ชุมชน และท้องถิ่น สามารถจัดการสุขภาวะและเศรษฐกิจของตนเองได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน.-


----------------------------------

ชุดตรวจอัลไซเมอร์จากน้ำลาย “อัลแอดเซนส์” คว้ารางวัลระดับนานาชาติ​ มศว.และแอฟฟิโนมย้ำเป็นนวัตกรรมตรวจโรคโดยไม่ต้องเจาะเลือดผู้ป่วย

 ชุดตรวจอัลไซเมอร์จากน้ำลาย “อัลแอดเซนส์” คว้ารางวัลระดับนานาชาติ​ มศว.และแอฟฟิโนมย้ำเป็นนวัตกรรมตรวจโรคโดยไม่ต้องเจาะเลือดผู้ป่วย

  คุณสุรกิจ กุนอก (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด และ รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ (ที่ 4 จากซ้าย) หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมด้วยทีมนักวิจัย โชว์ผลงานชุดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์จากน้ำลาย “อัลแอดเซนส์ (Alz@sense)”  ได้รับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้น โดยผ่านการตรวจวิเคราะห์จากน้ำลายช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากในการเจาะเลือด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลรักษาของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและช่วยให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และในอนาคตจะพัฒนาเป็นชุดตรวจ ณ จุดดูแลผู้ป่วย รวมทั้งพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์ตรวจแบบพกพาที่สามารถใช้งานได้ในโรงพยาบาล คลินิก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

  ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าวที่ได้รับการการันตีคุณภาพจากเวทีระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลใหญ่ถึง 3 รางวัลจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย  1. WIPO National Award for Inventors จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก  2.รางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) จากเวที SIIF 2025   3. รางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เลขที่ 667/15 อาคารอรรถบูรณ์ ชั้นที่ 5 ห้องเลขที่ 503 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 โทรศัพท์ 02-013-3989


จุดประกายพลังแห่งทักษะ! WorldSkills Shanghai 2026 เปิดตัว “ทูตแห่งความฝัน” รุ่นที่ 2

 จุดประกายพลังแห่งทักษะ! WorldSkills Shanghai 2026 เปิดตัว “ทูตแห่งความฝัน” รุ่นที่ 2

เนื่องในวันทักษะเยาวชนโลก เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารการจัดการแข่งขัน WorldSkills Shanghai 2026 ได้ประกาศแต่งตั้ง สุดยอดช่างฝีมือแห่งชาติ และผู้เข้าแข่งขัน WorldSkills รวม 6 คน ได้แก่ หวัง ซู่ฉวิน, หลิว ซินหรู, เฉา เจียห่าว, จู ลี่เซวียน, หยาง หลิงจื้อ และอู๋ เจียหนี ขึ้นดำรงตำแหน่ง ทูตแห่งความฝัน รุ่นที่ 2 ของ WorldSkills Shanghai โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้พลังสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมจิตวิญญาณแห่งประณีตศิลป์และความเชี่ยวชาญ และจุดประกายให้เยาวชนรุ่นใหม่หันมาเติบโตในสายอาชีพด้านทักษะฝีมือ

การเปิดตัวครั้งนี้ต่อยอดมาจากความสำเร็จของทูตแห่งความฝันรุ่นแรก จำนวน 10 คน ที่ได้เปิดตัวไปในงานนับถอยหลัง 1 ปีสู่งาน WorldSkills Shanghai เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยทูตแห่งความฝันรุ่นใหม่ทั้ง 6 คนนี้ รวบรวมความเชี่ยวชาญครอบคลุมหลายสาขา ตั้งแต่การประกอบชิ้นส่วนอวกาศ, ซอฟต์แวร์ดิจิทัล, การจัดดอกไม้, การทำขนมอบและขนมหวาน, การต้อนรับในโรงแรม ไปจนถึงการบริการอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งทุกคนต่างกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ประเทศจีนบนเวทีทักษะฝีมือระดับโลก

หวัง ซู่ฉวิน ช่างเทคนิคอาวุโสด้านอวกาศและหัวหน้าทีมประกอบกลไกเชื่อมต่อยานอวกาศแบบมีมนุษย์ควบคุมประจำโรงงาน 149 สถาบันวิจัยที่ 8 แห่งกลุ่มบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศแห่งชาติจีน (CASC) เขาได้นำทัพทุ่มเทฟันฝ่าอุปสรรคทางเทคนิคในการเชื่อมต่อยานอวกาศมานานกว่า 16 ปี จนเนรมิต “การจุมพิตในอวกาศ” (Space Kiss) ครั้งแรกของจีนได้สำเร็จ ในภารกิจเชื่อมต่อระหว่างยานเซินโจว-8 และสถานีอวกาศเทียนกง-1 เมื่อปี 2011 นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัล China Skills Award และรางวัลความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อันดับ 2 อีกด้วย

หลิว ซินหรู อาจารย์ประจำวิทยาลัยช่างเทคนิคอู๋จง เมืองซูโจว ผู้คว้าเหรียญทองเหรียญแรกให้แก่ทีมชาติจีนในการแข่งขันสาขาการทำขนมอบและขนมหวาน ในการแข่งขัน WorldSkills ครั้งที่ 47 นอกจากนี้ เธอยังได้รับเชิญให้ไปถ่ายทอดเรื่องราว “สำเร็จได้ด้วยทักษะ” ณ สำนักข่าวสารคณะรัฐมนตรีจีน และได้รับเกียรติให้ขึ้นแสดงบนเวทีงานกาลาเทศกาลฤดูใบไม้ผลิของสถานีโทรทัศน์ CCTV ประจำปี 2026 

เฉา เจียห่าว อาจารย์ประจำวิทยาลัยช่างเทคนิคซูโจว เจ้าของเหรียญทองสาขาการพัฒนาแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ ในการแข่งขัน WorldSkills ครั้งที่ 47 ซึ่งถือเป็นเหรียญทองแรกของจีนในสาขานี้

จู ลี่เซวียน อาจารย์ประจำโรงเรียนการจัดการสารสนเทศเซี่ยงไฮ้ คว้าเหรียญเชิดชูความเป็นเลิศ ในสาขาการต้อนรับในโรงแรม จากการแข่งขัน WorldSkills ครั้งที่ 47 โดยทำคะแนนสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และคว้าเหรียญรางวัลแรกในสาขานี้มาให้ประเทศจีนได้สำเร็จ นอกจากนี้ เธอยังเดินทางไปเปิดอบรมพัฒนาทักษะในพื้นที่ชายแดนของมณฑลยูนนานอีกด้วย

หยาง หลิงจื้อ อาจารย์ประจำวิทยาลัยอาชีวศึกษาเกษตรและป่าไม้เซี่ยงไฮ้ เติบโตมาจากดินแดนแถบเทือกเขาในมณฑลกุ้ยโจว ด้วยความรักในพฤกษชาติ เธอจึงเดินหน้าทำตามฝันในสายงานจัดดอกไม้ จนสามารถคว้าเหรียญรางวัลเชิดชูความเป็นเลิศในสาขาศิลปะการจัดดอกไม้ จากการแข่งขัน WorldSkills Competition 2022 Special Edition ได้สำเร็จ

อู๋ เจียหนี หัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ และหัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมทักษะ ผู้เชี่ยวชาญ คว้าเหรียญเชิดชูความเป็นเลิศ ในสาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม จากการแข่งขัน WorldSkills ครั้งที่ 45 ซึ่งนับเป็นผลงานดีที่สุดเท่าที่ผู้เข้าแข่งขันชาวจีนเคยทำได้ในสาขานี้


คณะกรรมการบริหารการจัดการแข่งขัน WorldSkills Shanghai 2026 ระบุว่า ในยุคที่จีนกำลังเร่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่ระบบดิจิทัล พัฒนาภาคการผลิตขั้นสูง และเพิ่มคุณภาพงานบริการสมัยใหม่ ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะฝีมือระดับสูงจึงมีความสำคัญและเร่งด่วนยิ่งกว่าที่ผ่านมา เส้นทางแห่งความสำเร็จของทูตแห่งความฝันทั้ง 6 คน สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด “ทักษะเปลี่ยนอนาคต” ได้อย่างชัดเจน พวกเขาเป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมสำหรับเยาวชน และพร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการบ่มเพาะสุดยอดช่างฝีมือแห่งชาติ และช่างฝีมือรุ่นต่อไป

หวัง ซู่ฉวิน เปิดเผยว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ทูตแห่งความฝัน ของ WorldSkills Shanghai 2026 พร้อมกล่าวว่า “WorldSkills Shanghai 2026 พร้อมเปิดประตูต้อนรับคนทั่วโลกให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมครั้งนี้ ที่นี่ ทักษะไม่ได้มีไว้เพื่อแข่งขันเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการไล่ล่าความฝัน ขอเชิญทุกคนร่วมกันจุดประกายพลังแห่งทักษะ และหล่อเลี้ยงทุกฝันอันยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นจริงด้วยความมุ่งมั่นไปด้วยกัน”

ขณะที่ อู๋ เจียหนี ก็ได้ฝากข้อความจากใจไว้เช่นกันว่า “ทักษะฝีมือไม่เคยเป็นแค่ทางเลือกสำรอง แต่เป็นเส้นทางอันทรงเกียรติสู่ความเป็นเลิศ ขอเชิญทุกคนมาพบกันที่นครเซี่ยงไฮ้ และร่วมกันเขียนตำนานแห่งวัยเยาว์ของเราบนเวที WorldSkills นี้ด้วยกัน”


โรงพยาบาลพระรามเก้า ก้าวสู่เวทีเอเชียติดทำเนียบ Forbes Asia’s Best Under A Billion 2026​ หนึ่งใน 200 บริษัทจดทะเบียนผลงานเด่นจากกว่า 19,000 แห่งทั่วเอเชีย-แปซิฟิก

 โรงพยาบาลพระรามเก้า ก้าวสู่เวทีเอเชียติดทำเนียบ Forbes Asia’s Best Under A Billion 2026​ หนึ่งใน 200 บริษัทจดทะเบียนผลงานเด่นจากกว่า 19,000 แห่งทั่วเอเชีย-แปซิฟิก

 


โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ Forbes Asia’s Best Under A Billion 2026 หนึ่งใน 200 บริษัทจดทะเบียนขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากบริษัทจดทะเบียนกว่า 19,000 แห่ง ที่ผ่านการพิจารณา โดยในปีนี้มีบริษัทไทยได้รับคัดเลือกทั้งหมด 18 แห่ง


Forbes Asia’s Best Under A Billion เป็นรายชื่อที่ Forbes Asia จัดทำขึ้นเพื่อคัดเลือกบริษัท              จดทะเบียนขนาดเล็กและขนาดกลางในเอเชีย-แปซิฟิกที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ ระดับหนี้สิน การเติบโตของรายได้และกำไรต่อหุ้น รวมถึงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ตลอดจนเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการ ทั้งนี้ รายชื่อดังกล่าวเป็นการคัดเลือกแบบไม่จัดลำดับ (Unranked List)


สำหรับโรงพยาบาลพระรามเก้า Forbes ระบุว่า บริษัทมีรายได้ 161 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูล ผลประกอบการล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายพัฒนาธุรกิจ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ Forbes Asia’s Best Under A Billion 2026 เป็นความภาคภูมิใจของบุคลากรโรงพยาบาลพระรามเก้าทุกคน ตลอดที่ผ่านมาเรามุ่งพัฒนาองค์กรควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการรักษา การเสริมศักยภาพทีมแพทย์และบุคลากร รวมถึงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางเหล่านี้สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานและการเติบโตขององค์กรอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ Forbes ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกครั้งนี้

สำหรับธุรกิจโรงพยาบาล ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งไม่ได้มีความหมายเพียงในมิติทางธุรกิจ แต่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กับคุณภาพการรักษา ความปลอดภัย และประสบการณ์ที่ดีของผู้ป่วย การได้รับคัดเลือกในครั้งนี้จึงเป็นความภาคภูมิใจและเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญให้เรารักษาสมดุลระหว่างการเติบโตขององค์กรและการยกระดับคุณภาพการดูแลอย่างต่อเนื่อง” นพ.วิทยา กล่าวปิดท้าย

ติดตามข่าวสารต่างๆ ของโรงพยาบาลพระรามเก้าได้ที่ www.praram9.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.1270

ถิรไทย (TRT) ผนึกกำลัง “ชมรมวิศวกรสีเขียว” ลงนาม MOU ขับเคลื่อนวิศวกรรมไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน ต่อยอดองค์ความรู้ Carbon Neutrality–Net Zero Engineeringสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

 ถิรไทย (TRT) ผนึกกำลัง “ชมรมวิศวกรสีเขียว” ลงนาม MOU ขับเคลื่อนวิศวกรรมไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน ต่อยอดองค์ความรู้ Carbon Neutrality–Net Zero Engineeringสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้นำด้านการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและโซลูชันด้านระบบพลังงานของไทย เดินหน้าตอกย้ำบทบาทการเป็นองค์กรที่มุ่งสร้างความยั่งยืนให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding: MOU) กับชมรมวิศวกรสีเขียว (Green Engineers Club) เพื่อผสานองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรมและเครือข่ายวิศวกร ในการยกระดับบุคลากรวิศวกรรมไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และร่วมสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและวงการวิศวกรรมไทย ผ่านการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม (Training Program) การสัมมนาวิชาการ และการจัด Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริงและประสบการณ์ตรงจากภาคอุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ด้าน Carbon Neutrality และ Net Zero Engineering รวมถึงการแลกเปลี่ยนทรัพยากร เครือข่าย และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความสามารถเชิงเทคนิค ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม และวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “TRT เชื่อมั่นว่า ความรู้คือพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน การลงนาม MOU กับชมรมวิศวกรสีเขียวในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นการร่วมกันสร้างคน สร้างโอกาส และต่อยอดนวัตกรรมด้านวิศวกรรม เพื่อให้บุคลากรไทยมีความพร้อมต่อความท้าทายของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต”


“ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน TRT พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินงานจริง เพื่อช่วยผลักดันแนวคิดการออกแบบ การผลิต และการบริหารจัดการทางวิศวกรรมที่คำนึงถึงประสิทธิภาพพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เราหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคง” นายสัมพันธ์กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ ประธานชมรมวิศวกรสีเขียว กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้บทบาทของวิศวกรในวันนี้ขยายไปไกลกว่าการออกแบบหรือแก้ไขปัญหาทางเทคนิค แต่ต้องร่วมออกแบบอนาคตของประเทศให้เติบโตควบคู่กับความสมดุลของสิ่งแวดล้อม ชมรมวิศวกรสีเขียวจึงมุ่งเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาควิชาชีพ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง”

“เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ TRT ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมพลังงาน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการเรียนรู้ของวิศวกรและบุคลากรรุ่นใหม่ ให้เข้าใจแนวคิด Carbon Neutrality และ Net Zero Engineering อย่างลึกซึ้ง พร้อมเปลี่ยนความรู้ให้เป็นแนวปฏิบัติที่จับต้องได้ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งองค์กร อุตสาหกรรม และสังคมไทยในระยะยาว” รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัยกล่าว

การลงนาม MOU ระหว่าง TRT และชมรมวิศวกรสีเขียว สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันวิศวกรรมไทยให้เติบโตบนฐานของนวัตกรรม ความรับผิดชอบ และความยั่งยืน โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมเดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือ พัฒนาศักยภาพบุคลากร และขยายองค์ความรู้สู่สังคมในวงกว้าง เพื่อร่วมสร้าง “วิศวกรสีเขียว” ในวันนี้ และวางรากฐานอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยต่อไป

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“เคนโด้” ผนึก THAI THAI ปั้น “จิ้มแจ่ม” สู่แบรนด์พันล้าน รุก Content–Live Commerce–ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ

 “เคนโด้” ผนึก THAI THAI ปั้น “จิ้มแจ่ม” สู่แบรนด์พันล้าน รุก Content–Live Commerce–ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ

“เคนโด้ – เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร” เดินหน้ารุกธุรกิจอาหารและเครื่องปรุงครั้งใหญ่ จับมือแพลตฟอร์ม THAI THAI ผลักดันแบรนด์ “จิ้มแจ่ม” สู่ตลาดดิจิทัลเต็มรูปแบบ วางกลยุทธ์ใช้พลัง Content, Creator, Live Commerce และ E-Commerce ขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าผลักดันธุรกิจสู่ยอดขายระดับ 1,000 ล้านบาท

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ “จิ้มแจ่ม” หลังเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มน้ำจิ้ม ซอส พริกแกง เครื่องปรุง และอาหารรสจัดจ้าน โดยเตรียมยกระดับช่องทางการขายจากรูปแบบเดิมเข้าสู่การทำตลาดออนไลน์อย่างเป็นระบบ ผ่านแพลตฟอร์ม THAI THAI

แนวทางดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่เป็นการเชื่อมตั้งแต่ การสร้างการรับรู้แบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ การประชาสัมพันธ์ การทำแคมเปญ การขายผ่าน Live Commerce ตลอดจนการใช้ Creator และ Affiliate เข้ามาช่วยสร้างยอดขายและขยายฐานผู้บริโภค

เคนโด้เปิดเผยว่า ตลาดออนไลน์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโตในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเครื่องปรุงไทยที่มีจุดแข็งด้านรสชาติและเอกลักษณ์ ซึ่งยังมีศักยภาพในการขยายตลาดได้อีกมาก ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบอาหารไทยในต่างประเทศ

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการขายสินค้าให้ได้มากขึ้น แต่ต้องการสร้าง ‘จิ้มแจ่ม’ ให้เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อพูดถึงความอร่อยและรสชาติแบบไทย เป้าหมายยอดขาย 1,000 ล้านบาทจึงเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ และการร่วมมือกับ THAI THAI จะเป็นอีกหนึ่งพลังที่จะช่วยให้เราเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็วขึ้น กว้างขึ้น และสร้างตลาดได้อย่างเป็นระบบ”

สำหรับแผนงานหลังจากนี้ “จิ้มแจ่ม” เตรียมเดินหน้าทำตลาดเชิงรุกทั้ง Content Marketing, Live Commerce, Creator & Affiliate Marketing, Campaign Collaboration และ Promotion รวมถึงการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีแผนต่อยอดโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยใช้จุดแข็งของสินค้าไทยและรสชาติอาหารไทยเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่างของแบรนด์

ด้าน THAI THAI จะเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการเติบโตผ่านโครงสร้าง Content + Creator + Community + Commerce เพื่อช่วยเปลี่ยนการมองเห็นและ Engagement บนโลกออนไลน์ให้เชื่อมต่อไปสู่การซื้อขายและสร้างฐานลูกค้าในระยะยาว


ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง “เคนโด้ – จิ้มแจ่ม – THAI THAI” จึงไม่ใช่เพียงการนำสินค้าเข้าสู่ Marketplace แต่เป็นการวางโครงสร้างเพื่อผลักดันแบรนด์ไทยเข้าสู่การแข่งขันในตลาด Digital Commerce อย่างเต็มรูปแบบ

โปรเจคแรกจิ้มแจ่มนำสินค้าเกรดส่งออก พริกทอดในน้ำมันรำข้าว ที่ส่งไปในหลายประเทศทั่วโลก นำกลับมาจำหน่าย ให้คนไทยได้ลิ้มลองมบน แพลตผฝฟอร์ม THAI THAI เป็นที่แรก เร็วๆนี้ และจะตามมาด้วยความแซ่บเกรดส่งออกอีกหลายผลิตภัณฑ์ 

จากแบรนด์อาหารและเครื่องปรุงรสไทย สู่เป้าหมายธุรกิจระดับ 1,000 ล้านบาท นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่น่าจับตา ว่า “จิ้มแจ่ม” จะสามารถใช้พลังของคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ และตลาดออนไลน์ ขยายจากแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้ไกลเพียงใด

“สุรพงศ์ เปล่งขำ” รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

“สุรพงศ์ เปล่งขำ” รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน” ขอแสดงความยินดีด้วยดัง ๆ กับ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมก...