วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วธ. ชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมกิจกรรม “เข้าพรรษา ๙๐ วัน เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” สืบสานพระพุทธศาสนาและส่งเสริมคุณธรรมสู่สังคมไทย เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจำปี 2569

 วธ. ชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมกิจกรรม “เข้าพรรษา ๙๐ วัน เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” สืบสานพระพุทธศาสนาและส่งเสริมคุณธรรมสู่สังคมไทย เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจำปี 2569

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดความรู้ควบคู่คุณธรรม รวมทั้งเผยแพร่หลักธรรมสู่เด็ก เยาวชน และประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๖๙ ภายใต้แนวคิด “เข้าพรรษา ๙๐ วัน เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ศึกษาหลักธรรม ตลอดช่วงเข้าพรรษา เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และปลูกจิตสำนึกในการทำความดี ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนร่วมบำเพ็ญศาสนกิจ รักษาศีล ลด ละ เลิกอบายมุข สืบทอดพระพุทธศาสนา และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติ 

สำหรับการดำเนินงานในส่วนกลาง กำหนดจัดกิจกรรมในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม ประกอบด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์, กิจกรรม “เข้าพรรษา ๙๐ วัน เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” ผ่านการเขียนคำปณิธานลงบนแผ่นใบโพธิ์และแขวนบน “ต้นไม้แห่งความดี”, พิธีถวายผ้าห่มพระพุทธสิริวัฒนธรรมโมภาส พระพุทธรูปประจำกระทรวงวัฒนธรรม, พิธีหล่อเทียนพรรษา และพิธีปล่อยขบวนรถแห่เทียนพรรษา ก่อนนำเทียนพรรษาไปถวายยังวัดพระอารามหลวง ๑๐ แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ 1.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 2.วัดไตรมิตรวิทยาราม 3.วัดปทุมวนาราม 4.วัดประยุรวงศาวาส 5.วัดสระเกศ 6.วัดสุทัศนเทพวราราม 7.วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก 8.วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ 9.วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และ 10.วัดเทวราชกุญชร ส่วนภูมิภาค สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศร่วมกับคณะสงฆ์ วัด สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ ๒๔ – ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างทั่วถึง อาทิ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ การปฏิบัติธรรมและเจริญจิตตภาวนา การหล่อเทียนพรรษา การถวายเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน การแสดงพระธรรมเทศนา การบรรยายธรรม การเสวนาธรรม ตลอดจนกิจกรรมทางศาสนาอื่น ๆ เช่น การสักการะพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุประจำปีเกิด และการเวียนเทียน

รัฐมนตรีว่าการกระทวรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การจัดกิจกรรม “เข้าพรรษา ๙๐ วัน เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีผ่านการทำความดีอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเข้าพรรษา โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาตนเอง สู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เป็นช่วงเวลาแห่งการทำความดี รักษาศีล ๕ ตลอดพรรษา การสวดมนต์ เจริญสมาธิ และปฏิบัติธรรมเป็นประจำ การงด ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ การพนัน และพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงการถวายเทียนพรรษา การร่วมบำรุงศาสนสถาน การทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคม เช่น การทำความสะอาดวัดและชุมชน การปลูกต้นไม้ การดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนการบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ อีกทั้งยังส่งเสริมกิจกรรม “๑ คน ๑ ความดี” โดยเชิญชวนให้ประชาชนทำความดีอย่างน้อยวันละ ๑ เรื่อง หรือปฏิบัติความดีอย่างต่อเนื่องตลอด ๙๐ วัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น พูดดี คิดดี ทำดี รักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ให้อภัย แบ่งปัน และดูแลบุคคลรอบข้าง พร้อมทั้งสนับสนุนกิจกรรมแบ่งปันและสร้างสังคมแห่งน้ำใจ อาทิ การบริจาคสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค การสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน และการช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดอบรมการปฏิบัติงานเกี่ยวกับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพุ่มเทียน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกต้องตามราชประเพณี สำหรับพระราชพิธีถวายพุ่มเทียนเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีพระสงฆ์และพระนาคหลวงจากทั่วประเทศจำนวน 350 รูป เข้ารับพระราชทานพุ่มเทียน ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการสวดโอ้เอ้วิหารรายรับเสด็จและส่งเสด็จโดยนักเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ รวมถึงการสวดพระมหาชาติคำหลวง เพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมอันงดงามของชาติ

วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” เป็นครั้งแรกของโลก ส่งผลให้อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมและขออุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรก ถือเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์ทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จึงนับเป็นวันอันเป็นสิริมงคลที่พุทธศาสนิกชนควรน้อมรำลึกถึงพระคุณแห่งพระรัตนตรัยและร่วมประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

รัฐมนตรีว่าการกระทวรวงวัฒนธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงวัฒนธรรม เชื่อมั่นว่า การจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พุทธศักราช ๒๕๖๙ จะเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจแก่ประชาชน ตลอดจนเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมแห่งความดีตลอด ๙๐ วันแห่งการเข้าพรรษา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและน้อมนำหลักธรรมคำสอนมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืน///

โฮมโปร x เมกาโฮม ผนึก สมอ. ยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย​ เปลี่ยน “ความมั่นใจ” ให้เป็นมาตรฐานใหม่ทุกการเลือกซื้อ พร้อมผลักดันสินค้ามาตรฐาน มอก. เพื่อบ้านที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

 โฮมโปร x เมกาโฮม ผนึก สมอ. ยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย​ เปลี่ยน “ความมั่นใจ” ให้เป็นมาตรฐานใหม่ทุกการเลือกซื้อ พร้อมผลักดันสินค้ามาตรฐาน มอก. เพื่อบ้านที่ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า 

ในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเรื่องบ้านมากกว่าที่เคย สิ่งที่หลายคนมองหาไม่ใช่แค่ความคุ้มค่าหรือดีไซน์ แต่คือ "ความมั่นใจ" ว่าสินค้าที่เลือกจะมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อการใช้งานเพราะสินค้าในบ้านหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟ ปลั๊กไฟ หลอดไฟ สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ วัสดุก่อสร้าง หรืออุปกรณ์ช่าง ล้วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคนในครอบครัวโดยตรง การเลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคุณภาพสินค้า แต่คือการสร้างความปลอดภัย ความอุ่นใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว


ด้วยความเชื่อว่า ผู้บริโภคควรเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพ “โฮมโปร” และ “เมกาโฮม” จึงร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สะท้อนบทบาทธุรกิจค้าปลีกที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้า แต่ร่วมขับเคลื่อนมาตรฐานคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง เพื่อส่งต่อสินค้าที่ผู้บริโภคไว้วางใจได้ในทุกการเลือกซื้อ

พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการผลักดันสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ร่วมขับเคลื่อนระบบการค้าให้มีคุณภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และยกระดับมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากล

นางนงรัตน์ ฉัตรรัตนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานสรรหาและพัฒนาสินค้า Private Brand บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร กล่าวว่า “โฮมโปร และเมกาโฮม เชื่อว่า ผู้บริโภคควรได้รับความมั่นใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เลือกซื้อสินค้าภายในร้าน เพราะสินค้าบ้านไม่ได้มีผลเพียงเรื่องการอยู่อาศัย แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัว นั่นคือเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการคัดสรร ตรวจสอบ และพัฒนาสินค้าร่วมกับผู้ผลิตและคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้าทุกชิ้นที่วางจำหน่ายมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อการใช้งาน"

"สำหรับเรา ความไว้วางใจของลูกค้าเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกสินค้า ไม่ใช่เพียงวันที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อ เพราะบทบาทของธุรกิจค้าปลีกเรื่องบ้านในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายสินค้า แต่ต้องเป็นผู้คัดกรองสินค้าคุณภาพก่อนส่งต่อถึงมือผู้บริโภค เราจึงให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกผู้ผลิต การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ไปจนถึงการติดตามคุณภาพต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจได้ว่าสินค้าที่เลือกซื้อจากโฮมโปรและเมกาโฮมเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมต่อการใช้งาน"


เส้นทางการผลักดันสินค้ามาตรฐาน มอก. ของโฮมโปรและเมกาโฮม ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่มาตรฐานกระเบื้องเซรามิก (มอก. 2508-2555) มีผลบังคับใช้ในปี 2555 ซึ่งถือเป็นสินค้ากลุ่มแรกที่บริษัทนำเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนขยายการรับรองไปยังสินค้าอีกหลายประเภทตามมาตรฐานที่ทยอยประกาศใช้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพสินค้าและสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง 

ปัจจุบัน โฮมโปรและเมกาโฮม มีสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. ครอบคลุมแล้วกว่า 17 ประเภท อาทิ กระเบื้องเซรามิก สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ หลอดไฟ LED พัดลมไฟฟ้า สวิตช์และเต้ารับไฟฟ้า ตลอดจนเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน รวมถึงสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ช่างอีกหลายรายการ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคใช้งานในชีวิตประจำวัน และเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของบ้านโดยตรง ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น พร้อมมั่นใจได้ว่าสินค้าที่นำไปใช้งานในบ้านผ่านการรับรองตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ความร่วมมือกับ สมอ. ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการลงนามความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน แต่เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทและร่วมสร้าง "มาตรฐานใหม่ของวงการค้าปลีกไทย" ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิต คู่ค้า ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง

โฮมโปรและเมกาโฮม พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตและคู่ค้าในการพัฒนาสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมการเลือกใช้สินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องหมายสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งาน


เชื่อว่า "มาตรฐาน" ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดของสินค้า แต่คือรากฐานของความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการทำให้มาตรฐานสินค้าไทยเป็นเรื่องใกล้ตัว และทำให้ทุกการเลือกซื้อสินค้าเพื่อบ้าน เป็นการเลือกที่มั่นใจได้มากยิ่งขึ้น พร้อมร่วมผลักดันผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยสู่การยอมรับในระดับสากลเพราะบ้านที่ดี เริ่มต้นจากสินค้าที่ได้มาตรฐาน และคุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มต้นจากความมั่นใจทุกการเลือกซื้อ

#มาตรฐานสินค้าไทย #มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม #มอก #โฮมโปร #HomePro #เมกาโฮม #MegaHome #สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม #สมอ #homepropr


วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

อ.ประสาน (ชารีฟ) ศรีเจริญ ผู้แทนจุฬาราชมนตรี ร่วมพิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยกลุ่มอัลอิคลาส เพื่อเด็กกำพร้าและผู้ยากไร้

 อ.ประสาน (ชารีฟ) ศรีเจริญ ผู้แทนจุฬาราชมนตรี ร่วมพิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยกลุ่มอัลอิคลาส เพื่อเด็กกำพร้าและผู้ยากไร้


วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร อ.ประสาน (ชารีฟ) ศรีเจริญ ประธานที่ปรึกษาคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ในฐานะผู้แทนจุฬาราชมนตรี เข้าร่วมพิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี


พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อรวมพลังแห่งศรัทธาจากผู้นำและศาสนิกชนทั้ง 5 ศาสนา ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า

การเข้าร่วมพิธีของ อ.ประสาน (ชารีฟ) ศรีเจริญ ผู้แทนจุฬาราชมนตรี ในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสำนักจุฬาราชมนตรีในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา การอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการธำรงไว้ซึ่งความสามัคคีของคนในชาติ ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นหลักชัยแห่งความมั่นคงของประเทศ


ในโอกาสเดียวกัน ดร.วันดี ยุโส้ ประธานกลุ่มอัลอิคลาส เพื่อเด็กกำพร้าและผู้ยากไร้ พร้อมด้วยคณะสมาชิกกลุ่มอัลอิคลาส ได้เข้าร่วมพิธีเพื่อแสดงความจงรักภักดี และร่วมเป็นพลังสำคัญในการส่งเสริมความสมานฉันท์ระหว่างศาสนา ตอกย้ำเจตนารมณ์แห่งการทำความดีเพื่อสังคมและส่วนรวม

กลุ่มอัลอิคลาส เพื่อเด็กกำพร้าและผู้ยากไร้ เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่อุทิศตนในการช่วยเหลือเด็กกำพร้า ผู้ด้อยโอกาส และครอบครัวผู้ยากไร้ทั่วประเทศ ผ่านการมอบทุนการศึกษา การสนับสนุนปัจจัยยังชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างโอกาสทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยหลักแห่งความเมตตา การแบ่งปัน และการรับใช้สังคม

การเข้าร่วมพิธีทางศาสนามหามงคลในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น หากยังเป็นการร่วมสืบสานคุณค่าของความรัก ความสามัคคี ความเข้าใจ และความปรารถนาดีระหว่างผู้คนต่างศาสนา อันจะนำไปสู่ความสงบสุขและความมั่นคงของสังคมไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลุยแก้จนจังหวัดยโสธร มอบนวัตกรรมสร้างอาชีพ เล็งขยายผลทั่วประเทศ​ วว. ร่วมลงพื้นที่นำเสนอนิทรรศการเทคโนโลยีนวัตกรรมแก้จน โชว์ “4 โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่”

 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลุยแก้จนจังหวัดยโสธร มอบนวัตกรรมสร้างอาชีพ  เล็งขยายผลทั่วประเทศ​ วว. ร่วมลงพื้นที่นำเสนอนิทรรศการเทคโนโลยีนวัตกรรมแก้จน  โชว์ “4  โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่”





ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปฏิบัติภารกิจ 3 พื้นที่ในอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนฐานราก ในการนี้ ผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด นายก อบจ.ยโสธร และหน่วยงานสังกัด อว.  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้ง ดร.ปริยะดา  วิสุทธิแพทย์  รองผู้ว่าการบริหาร  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  และคณะผู้บริหาร นักวิจัยและบุคลากร ร่วมคณะด้วย ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569  

การปฏิบัติภารกิจดังกล่าว ประกอบด้วย 

1) โครงการบ้านพอเพียง (ปี 2560 - 2569) ดำเนินการไปแล้ว 182 โครงการ ครอบคลุม 9 อำเภอ 54 ตำบล ช่วยเหลือประชาชน 1,261 ครัวเรือน 

2) โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ (สนับสนุนทุนโดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท.) พลิกโฉมจากการสงเคราะห์ชั่วคราว มาเป็นการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ผสานระบบสารสนเทศอัจฉริยะ (PPPConnext) และ AI ปูพรมค้นหาคนจนที่ตกหล่น ทำให้ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน สามารถนำพาผู้ยากไร้เข้าสู่กระบวนการยกระดับทักษะได้กว่า 7,663 คน สร้างรายได้เพิ่มสะสมกว่า 2.17 ล้านบาท รวมถึงประสานภาคีเครือข่ายช่วยลดหนี้และมอบทุนการศึกษาให้กลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม

3) เยี่ยมชมพื้นที่โมเดลแก้จนเกษตรกรแปลงรวม ศูนย์เรียนรู้โคกหนองนา  

4) นิทรรศการเทคโนโลยีนวัตกรรมแก้จน ดำเนินงานร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยมีไฮไลต์ “4 โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่” ได้แก่ 

1. พลังวัดโมเดล : ดึงพลังศรัทธาของคณะสงฆ์สร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม 

2. ห่วงโซ่พืช-ผักอินทรีย์ : ยกระดับเกษตรกรรายย่อยสู่เชิงพาณิชย์ สร้างรายได้กว่า 5.8 แสนบาท 

3. เศรษฐกิจชุมชนรับมือภัยพิบัติ : นำเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร (ปลา ข้าว ถั่ว) มาช่วยสร้างรายได้ช่วงน้ำท่วม-ภัยแล้ง 

4. กลุ่มกล้าไม้ ต.สร้างมิ่ง : สร้างรายได้เสริมให้กลุ่มเปราะบางจากการเพาะกล้ายูคาลิปตัส เดือนละ 4,000-5,000 บาท ภายใต้หลักการ “มือหนึ่งรับ มือหนึ่งให้” ส่งต่อวัสดุเหลือใช้เพื่อช่วยเพื่อนบ้านรายถัดไป 




ศ.ดร.ยศชนัน  วงศ์สวัสดิ์  กล่าวถึงทิศทางและนโยบายการขจัดความยากจนอย่างยั่งยืนว่า สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้คือ “การลงมือทำ” แผนงานต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว โดยต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งระบบ ในฐานะที่ดูแลเรื่องทุนมนุษย์ เราเชื่อมโยงตั้งแต่กลุ่มเปราะบางไปจนถึงคนวัยทำงาน ผ่านกลไกของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นแบบเบ็ดเสร็จ เราใช้ฐานข้อมูลเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดความยากจน โดยมีกลไกความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์ม PPAP ที่ต่อยอดมาจาก TPMAP เมื่อเราสแกนพบผู้ที่ “ตกหล่น” จากระบบ หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปช่วยทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การส่งเสริมอาชีพ (โมเดลแก้จน) และการส่งต่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งหากพบว่าข้อมูลใครยังไม่ครบถ้วน เรามี “วิทยาลัยชุมชน'”และ “มหาวิทยาลัยราชภัฏ'” ในพื้นที่เป็นแกนนำในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลให้สมบูรณ์







ศ.ดร.ยศชนัน ฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เราได้วิเคราะห์ความยากจนผ่าน “ทุน 5 ด้าน”  โดยเฉพาะ “ทุนมนุษย์'” ซึ่งพบชัดเจนว่ากลุ่มเปราะบางหรือผู้สูงอายุจำนวนมากขาดทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ จึงต้องนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเชิงพื้นที่ (จากหน่วยงานเช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ บพท.) เข้ามาช่วย Up-skill ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละครัวเรือน เพื่อให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถทำงานได้เหนื่อยน้อยลง ต้นทุนลดลง แต่มีรายได้เท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น ส่วนปัญหาเรื่อง “ทุนทางกายภาพ'” เช่น การขาดที่ดินทำกิน วันนี้ผมได้เห็นความประทับใจในพื้นที่ที่มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลาง (Shared Space) ให้ชุมชนได้เข้ามาทำมาหากินร่วมกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากและแก้ปัญหาได้จริง

"...ภารกิจงานในวันนี้ผมขอให้เครดิตกับคนทำงานทุกภาคส่วน ไม่ใช่ผลงานของผมคนเดียว ความสำเร็จและโมเดลแก้จนที่ดีจากพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่องเป้าหมาย จะต้องถูกนำไปถอดบทเรียนเพื่อให้ได้โมเดลที่ดีที่สุด นำไปแชร์และขยายผลใช้กับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี โดยไม่ต้องรอกระบวนการที่ล่าช้า และหากโมเดลไหนในพื้นที่ใดสามารถเดินหน้าได้ดีแล้ว เราก็จะส่งมอบต่อให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยรับช่วงดำเนินการต่อไป เพื่อให้เกิดงบประมาณและการพัฒนาที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ..." รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวสรุป







#นวัตกรรมแก้จน  #โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

#อว #วว #TISTR #ยโสธร


สพพ. ร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

 สพพ. ร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ร่วมเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569

“รมว.สุชาติ” เดินหน้าผลักดันการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองไทยสู่มาตรฐานโลก ชูความร่วมมือรัฐ–ชุมชน–นานาชาติ ฟื้นประชากรเต่าเพิ่มเกือบ 6 เท่า

 “รมว.สุชาติ” เดินหน้าผลักดันการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองไทยสู่มาตรฐานโลก ชูความร่วมมือรัฐ–ชุมชน–นานาชาติ ฟื้นประชากรเต่าเพิ่มเกือบ 6 เท่า

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผ่านมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย พร้อมติดตามการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล การอนุบาลเต่ามะเฟือง และการดำเนินงานของศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร ณ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน จังหวัดภูเก็ต โดยมีนางดาวรุ่ง ใจจริง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นางสาวราตรี สุขสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน

พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำชับให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเร่งขับเคลื่อนการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากของประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสนองพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสัตว์ทะเลหายาก โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน ทั้งการอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล การคุ้มครองพะยูน การอนุรักษ์และอนุบาลเต่าทะเล รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการรักษาและช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากของประเทศ

สำหรับการอนุรักษ์เต่ามะเฟือง ซึ่งเป็นสัตว์สงวนและสัตว์ทะเลที่มีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งของโลก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินมาตรการดูแลแหล่งวางไข่ เฝ้าระวังภัยคุกคาม อนุบาลลูกเต่า และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ กองทัพเรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชน ส่งผลให้จำนวนแม่เต่ามะเฟืองที่ขึ้นวางไข่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยประมาณ 20 ตัวต่อปี  สะท้อนถึงความสำเร็จของการฟื้นฟูประชากรเต่ามะเฟืองของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเต่ามะเฟืองนับเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรแมงกะพรุน ซึ่งส่งผลดีต่อความสมดุลของห่วงโซ่อาหาร ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง และความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเลในระยะยาว

นอกจากนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยังเดินหน้าฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลบริเวณอ่าวตังเข็น จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน โดยนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ ปัจจุบันพื้นที่นำร่องมีการฟื้นตัวของหญ้าทะเลมากกว่าร้อยละ 30 และมีเป้าหมายขยายผลเป็นต้นแบบการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่ชายฝั่งอื่นของประเทศ

พร้อมกันนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยังยกระดับการดำเนินงานของศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการรักษาพยาบาล ฟื้นฟู และติดตามสัตว์ทะเลหายาก ทั้งเต่าทะเล พะยูน โลมา และวาฬ รวมทั้งได้รับรางวัลเลิศรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐและการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ


พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวช่วงท้ายว่า ความสำเร็จของการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองในวันนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ กองทัพเรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชน ที่ร่วมกันเฝ้าระวัง ดูแลแหล่งวางไข่ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อีกทั้ง การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ เพราะชุมชนคือผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว เมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันปกป้องทรัพยากรทางทะเล ประเทศไทยจะสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เพิ่มความมั่นคงของทรัพยากรประมง สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป

วธ. ชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมกิจกรรม “เข้าพรรษา ๙๐ วัน เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” สืบสานพระพุทธศาสนาและส่งเสริมคุณธรรมสู่สังคมไทย เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจำปี 2569

  วธ. ชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมกิจกรรม “เข้าพรรษา ๙๐ วัน เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” สืบสานพระพุทธศาสนาและส่งเสริมคุณธรรมสู่สังคม...