วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

มาฆบูชาแห่งศรัทธา​ สักการะพระบรมสารีริกธาตุ 2 แผ่นดิน สานสายสัมพันธ์ไทย–ลาว สู่มิตรภาพสองฝั่งโขง

 มาฆบูชาแห่งศรัทธา​ สักการะพระบรมสารีริกธาตุ 2 แผ่นดิน สานสายสัมพันธ์ไทย–ลาว สู่มิตรภาพสองฝั่งโขง






เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.30 น. ณ วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ จังหวัดนครพนม จัดกิจกรรมส่งเสริมเนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ภายใต้แนวคิด “มาฆบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ถิ่นไทย–ลาว” เพื่อส่งเสริมการสืบสานพระพุทธศาสนา ควบคู่การเชื่อมโยงมิติศาสนา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยมี พระศรีวิสุทธิเมธี รองเจ้าคณะจังหวัดนครพนม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วย นายวีระ ฤกษ์วานิชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง 


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ “ละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส” กรมการศาสนาจึงมุ่งส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมนำหลักธรรมดังกล่าวไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา การสวดมนต์ รักษาศีล เจริญภาวนา และการทำความดี อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคมที่สงบสุข และความเข้มแข็งทางจิตใจของประชาชน


สำหรับกิจกรรม “มาฆบูชาอาเซียน ถิ่นไทย–ลาว” ในครั้งนี้ จัดขึ้น ณ ศาลาตรีมุข วัดพระธาตุพนม ประกอบด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายผ้าป่าสามัคคีสองแผ่นดิน และประกอบพิธีเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุพนม 


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 กรมการศาสนา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ จะจัดกิจกรรมเนื่องในวันมาฆบูชา “สองแผ่นดิน ไทย–ลาว” พร้อมกัน ณ วัดพระธาตุศรีโคดตะบอง แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นพระธาตุพี่น้องกับพระธาตุพนม สร้างขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน สะท้อนความผูกพันทางศาสนาและวัฒนธรรมของประชาชนสองฝั่งโขงมาอย่างยาวนาน



วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นับเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรม และเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ความสามัคคี และความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตลอดจนเป็นการขับเคลื่อนบทบาทของศาสนาในการสร้างสันติสุข ความมั่นคงทางจิตใจ และความเข้มแข็งของสังคมในประชาคมอาเซียนอย่างยั่งยืน ///

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว ร่วมมือ IAEA ยกระดับไทยเป็นผู้นำระดับนานาชาติกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกด้วยระบบดิจิทัล

 ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว  ร่วมมือ IAEA  ยกระดับไทยเป็นผู้นำระดับนานาชาติกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกด้วยระบบดิจิทัล

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าว “ปส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดย RAIS+ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการข้อมูล การติดตาม และการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการอนุญาตและการกำกับดูแล ซึ่งจะช่วยต่อยอดระบบการอนุญาตแบบดิจิทัล (E-license)” ผ่านการจัดฝึกอบรมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หลักสูตร Regional Training Course on the Regulatory Authority Information System (RAIS+) for the Asia and Pacific Region ระหว่างวันที่ 2 – 6 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมแอลฟา ชั้น 4 อาคาร 60 ปี ปส. กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจากหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสมาชิกจำนวน 14 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก Mr. Timothy Hayes และ Ms. Paige Witter เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA ร่วมเป็นวิทยากร และถ่ายทอดองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างและการใช้งานซอฟต์แวร์ RAIS+ พร้อมการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมจากประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย สามารถนำระบบไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยเสริมความมั่นคงในการจัดเก็บข้อมูล เพิ่มความโปร่งใส และสนับสนุนการกำกับดูแลตามหลักสากล

การจัดฝึกอบรมครั้งนี้ แสดงถึงบทบาทเชิงรุกของ ปส. ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และการยกระดับศักยภาพด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สอดคล้องต่อยอดการกำกับดูแลของ ปส. ผ่านการกำกับดูแลอนุญาตแบบดิจิทัลที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว อีกทั้งยังมุ่งเน้นสนับสนุนนโยบายหลักสำคัญทั้ง 4 ด้านของ ปส. ได้แก่ 

1. เสริมสร้างความพร้อมรองรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์เกิดใหม่ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs)

2. เสริมความเข้มแข็งด้านมาตรวิทยารังสี เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องแม่นยำและความสามารถในการสอบกลับได้ตามมาตรฐานสากล

3. ยกระดับความปลอดภัยทางรังสีในทางการแพทย์ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองผู้ป่วย

4. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องทั้งประชาชนและคนรุ่นต่อไป

ก.แรงงาน เทิดพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

 ก.แรงงาน เทิดพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

วันที่ 2 มีนาคม 2569 พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะและวางพานพุ่มน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงแรงงาน ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติที่จัดแสดงภายในงาน ณ ห้อง 421 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กรุงเทพมหานคร ในโอกาสเดียวกัน สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ ได้ร่วมจัดพิธีน้อมรำลึกดังกล่าว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อแสดงออกถึงความสำนึกในพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อการพัฒนาฝีมือแรงงานและงานช่างของชาติ



พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 คณะรัฐมนตรีมีมติถวายพระราชสมัญญาแด่พระองค์ท่านว่า “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” และกำหนดให้วันที่ 2 มีนาคมของทุกปี เป็นวันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2513 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานแนะแนวอาชีพและแข่งขันฝีมือช่างแห่งชาติ ณ ลุมพินีสถาน และได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสำคัญของงานช่างไทย ความตอนหนึ่งว่า ช่างทุกประเภทเป็นกลไกสำคัญยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติ จึงควรได้รับการส่งเสริมทั้งด้านองค์ความรู้ทางวิทยาการและการออกแบบ การยกระดับฝีมือให้ได้มาตรฐานอย่างแท้จริง ตลอดจนการสนับสนุนด้านการจัดหางานและตลาด เพื่อให้ช่างมีรายได้มั่นคงและสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งพระราชดำรัสดังกล่าวนับเป็นแนวทางอันทรงคุณค่าสำหรับการพัฒนางานช่างของไทยสืบมาจนปัจจุบัน







กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้น้อมนำพระราชดำรัสมาประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทย มุ่งยกระดับความรู้ ความสามารถ และมาตรฐานฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อันเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ





ภายในงานยังได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ แสดงถึงพระปรีชาสามารถด้านงานช่างตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ตลอดจนพระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจด้านการประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งล้วนก่อให้เกิดคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจแก่สังคมโดยรวมสืบไป.

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

 ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว 

วันที่ 1 มีนาคม น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากกรณีความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบินในบางเส้นทาง โดยเฉพาะเที่ยวบินที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคดังกล่าว ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แม้ขณะนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย แต่กระทรวงก็ต้องมีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเที่ยวบินยกเลิก เบื้องต้น ตนได้กำชับให้ 1.หน่วยงานในสังกัดบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเหตุเที่ยวบินยกเลิก โดยจัดพื้นที่พักคอย สิ่งอำนวยความสะดวก และประสานเที่ยวบินใหม่ตามมาตรฐานสากล 2.ให้กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ร่วมกันบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่อาจมีข้อกังวล โดยกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 3.ให้มีการติดตามสถานการณ์และตรวจสอบข้อมูลเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ ทั้งกรณียกเลิกเที่ยวบินและการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ (Extra Flight) เพื่อแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาแก่นักท่องเที่ยว ลดความสับสนและป้องกันการตกค้างเพิ่มเติม 4.จัดกำลังเจ้าหน้าที่ TAC ประจำท่าอากาศยานหลัก โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ 5.ให้ ททท.เตรียมดูแลจัด packages สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตกค้างยังกลับไม่ได้ กับผู้ที่จะมาพำนักในไทยเพื่อหนีภัยสงคราม และ 6.ต้องมีสายด่วนที่พร้อมจะช่วยเหลือ และประสานงานกับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตำรวจท่องเที่ยว 1155 ,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  1672 , ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ โทร : 02 1344077 ได้

ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคือหัวใจของเรา ซึ่งต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ เราติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน ประเมินความเสี่ยงเชิงลึก และบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อยกระดับมาตรการดูแลอย่างเข้มข้น รอบคอบ และเป็นรูปธรรม เราต้องไม่ให้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์กระทบความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ประเทศไทยจะยังคงเป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย ที่ดูแลทุกคนด้วยความรับผิดชอบ” น.ส.นัทรียา กล่าว

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง




วานนี้ (วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผู้ช่วยกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิฯ พร้อมหน่วยงานในเครือ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง




ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วว./วช. บูรณาการองค์ความรู้ วทน. เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา​ ติดตามผลการดำเนินงาน “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน”

 วว./วช. บูรณาการองค์ความรู้ วทน. เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา​  ติดตามผลการดำเนินงาน “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน”

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน ดร.เรวดี อนุวัฒนา ผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ คณะนักวิจัยโครงการ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายจังหวัดพะเยา ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ นายประลอง ดำรงค์ไทย นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรรณ และนายเฉลิมเกียรติ สุดสาคร พร้อมคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน” เมื่อวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลอดภัย ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา






ทั้งนี้จังหวัดพะเยาเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญของโครงการฯ โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมการจัดการของเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ลดการเผาในที่โล่ง อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

โดยกิจกรรมหลักของโครงการฯ ประกอบด้วย

1. แอปพลิเคชัน Agri-PM2.5 แพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยง “เกษตรกร–ผู้รับซื้อชีวมวล” เพื่อซื้อ–ขาย และติดตามข้อมูลอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มช่องทางตลาดให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และลดแรงจูงใจในการเผา

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์โลก จากเปลือกข้าวโพด ตอซังข้าวโพด และฟางข้าว แปรรูปเป็นกระถางรักษ์โลก ถาดรองไข่ และแผ่นคลุมดิน สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศษวัสดุทางการเกษตร

3. นวัตกรรมการผลิตไบโอชาร์ด้วยเทคโนโลยีการเผาไหม้แบบต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์บล็อกประสานและบล็อกปูทางเท้าจากไบโอชาร์

4.เจลหน่วงการติดไฟเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า ออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถฉีดพ่นบนเชื้อเพลิงธรรมชาติ เช่น ใบไม้และเศษไม้ เพื่อชะลอการลุกลามของไฟ

5. นวัตกรรมวัสดุกรองอากาศประสิทธิภาพสูง โดยพัฒนาไส้กรองจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร สำหรับใช้เป็นแผ่นกรองฝุ่น PM2.5








ทั้งนี้ พื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลอดภัย ตำบลท่าวังทอง ได้รับการพัฒนาให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรสู่การสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ การผลิตไบโอชาร์และบล็อกประสานไบโอชาร์ การผลิตแผ่นคลุมดินและกระถางรักษ์โลก ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอ Eco Print จากพืชธรรมชาติ และดินสะท้อนความร้อน

การดำเนินงานดังกล่าวช่วยยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น “นวัตกรชุมชน” สร้างแรงจูงใจในการจัดการของเหลือทิ้งให้เกิดรายได้จริง ลดการเผาในพื้นที่โล่ง อันจะนำไปสู่การลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้กับคนในชุมชน สะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


มาฆบูชาแห่งศรัทธา​ สักการะพระบรมสารีริกธาตุ 2 แผ่นดิน สานสายสัมพันธ์ไทย–ลาว สู่มิตรภาพสองฝั่งโขง

  มาฆบูชาแห่งศรัทธา​ สักการะพระบรมสารีริกธาตุ 2 แผ่นดิน สานสายสัมพันธ์ไทย–ลาว สู่มิตรภาพสองฝั่งโขง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.30...