วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กรมการศาสนา จัดประกวด “สวดโอ้เอ้วิหารราย” ค้นหาเยาวชนร่วมสืบสานมรดกวัฒนธรรม

 กรมการศาสนา จัดประกวด “สวดโอ้เอ้วิหารราย” ค้นหาเยาวชนร่วมสืบสานมรดกวัฒนธรรม







    วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 น. พระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เป็นประธานการประกวดโอ้เอ้วิหารราย รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการศาสนา เจ้าหน้าที่ ครู และนักเรียนผู้เข้าร่วมการประกวด เข้าร่วมในพิธี ณ วัดกัลยาณมิตร เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร



นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา ได้กำหนดจัดการประกวดสวดโอ้เอ้วิหารราย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา 

โดยรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ มีนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมการประกวด ในระดับประถมศึกษา ประเภทชายล้วน จำนวน 6 ทีม ประเภทหญิงล้วน จำนวน 11 ทีม และประเภททีมผสม จำนวน 8 ทีม ระดับมัธยมศึกษา ประเภทชายล้วน จำนวน 10 ทีม ประเภทหญิงล้วน จำนวน 12 ทีม และประเภททีมผสม จำนวน 15 ทีม และระดับอุดมศึกษา จำนวน 11 ทีม 


โดยสถานศึกษาที่ส่งทีมเข้าประกวดโอ้เอ้วิหารราย และได้รับรางวัลทุกประเภท จะได้เข้าสวดโอ้เอ้วิหารราย ณ ศาลารายรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ตามโบราณราชประเพณีที่สืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน 

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมการศาสนา ได้จัดโครงการอบรมฝึกหัดสวดโอ้เอ้วิหารรายให้กับเยาวชนในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คือ ในส่วนกลาง ระหว่างวันที่ 5 - 6 พฤษภาคม 2569 ณ วัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร , ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 1 - 2 พฤษภาคม 2569 ณ วัดตะโก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา , ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 27 - 28 พฤษภาคม 2569 ณ วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 13 - 14 พฤษภาคม 2569 ณ วัดธาตุ จังหวัดขอนแก่น โดยได้เห็นถึงความสำคัญของการสวดโอ้เอ้วิหารราย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมทางวัฒนธรรมของไทยที่มีมาอย่างยาวนานควรค่าแก่การอนุรักษ์ เป็นบทสวดที่ปฏิบัติและสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นการอ่านกาพย์พระไชยสุริยาที่นำมาจากหนังสือมูลบทบรรพกิจ ซึ่งเป็นตำราเรียนขั้นปฐมภูมิของเด็กสมัยโบราณ เพื่อช่วยในการอ่านออกเสียงและผันวรรณยุกต์ โดยบทสวดดังกล่าวได้มีการสอดแทรกคติธรรมต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตในชีวิตประจำวันต่อไป ///

ครบรอบ 4 ปี สคส. ยกระดับ PDPA ไทยสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล”วางเป้า “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” รับยุค AI สร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้

 ครบรอบ 4 ปี สคส. ยกระดับ PDPA ไทยสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล”วางเป้า “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” รับยุค AI สร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้


สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC จัดงานครบรอบ 4 ปีแห่งการสถาปนาองค์กร ได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มอบนโยบายส่งสัญญาณเดินหน้ายกระดับการบังคับใช้กฎหมาย PDPA สู่บทบาทใหม่ ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” รับมือยุค AI พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่เป้าหมายการเป็นสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้


การก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ สคส. เกิดขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์ความเสี่ยงทางดิจิทัลที่ซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด เทคโนโลยีปลอมแปลงเสมือนจริง (Deepfake) ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเศรษฐกิจแบบหลอกลวง ที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมและสร้างความเสียหายในวงกว้าง โดยข้อมูลระดับสากลเผยว่ารูปแบบการฉ้อโกงที่อาศัย AI และ Deepfake เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 180 ในรอบปี และความเสียหายจากการฉ้อโกงอัตลักษณ์บุคคลทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าเกินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในประเทศไทยเอง มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในช่วง 4 เดือนของปี 2569  อยู่ที่ 7.48 พันล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการรั่วไหลของข้อมูลคือ “ต้นทาง” ที่หล่อเลี้ยงขบวนการหลอกลวง และทำให้บทบาทของกฎหมาย PDPA และ สคส. มีความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศมากยิ่งขึ้น

“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ได้ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นวาระสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคงของประเทศและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกในการรับมือภัยคุกคามรอบด้าน ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องสิทธิของประชาชนและการเปิดพื้นที่ให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตได้อย่างมีความรับผิดชอบ



การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะเมื่อประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลของเขาปลอดภัย เขาก็พร้อมจะใช้บริการดิจิทัล และเมื่อภาคธุรกิจมีมาตรฐานที่โลกให้การยอมรับ การลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็จะเข้ามา สิ่งที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC  กำลังทำคือดูแลสิทธิของคนไทยให้ได้ ร่วมกับเปิดทางให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน


พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า สคส. ได้มุ่งปรับมุมมองที่สังคมมีต่อกฎหมาย PDPA จากการเป็นเพียงข้อปฏิบัติทางกฎหมายหรือต้นทุนทางธุรกิจ สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่ทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์”

“ความเชื่อมั่นคือหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าคนไทยยังไม่มั่นใจว่าข้อมูลของตัวเองจะถูกใช้อย่างไร ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไม่ได้ บทบาทของ สคส. ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ผู้บังคับใช้กฎหมายที่คอยตั้งรับอย่างเดียว แต่เราตั้งใจเป็นผู้ช่วยที่ทำงานเชิงรุก เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย เป้าหมาย ‘ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์’ อาจฟังดูท้าทาย แต่นี่คือมาตรฐานที่ สคส. ตั้งใจจะไปให้ถึง เพื่อให้คนไทยใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างวางใจ”



ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สคส. ได้ขับเคลื่อนภารกิจอย่างต่อเนื่องใน 3 ด้านหลัก คือ การกำกับดูแล การส่งเสริมองค์ความรู้ และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่าง ๆ โดย สคส. ได้เปลี่ยนผ่านจากยุคของการให้ความรู้ เข้าสู่ยุคของการกำกับดูแลเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา สคส. ได้ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานเชิงรุกไปแล้วกว่า 590,000 หน่วยงานทั่วประเทศ และเริ่มมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองต่อองค์กรที่ละเลยมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมมูลค่าโทษปรับกว่า 21.5 ล้านบาท  ซึ่งครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนบนบรรทัดฐานเดียวกัน ขณะเดียวกันก็เดินหน้าสนับสนุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการ SME ให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุน ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและแพลตฟอร์มมาตรฐานระดับชาติ ตลอดจนการเตรียมประกาศใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเป็นใบเบิกทาง สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจไทยในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

สำหรับหมุดหมายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 สคส. มุ่งเดินหน้า “คุมเข้ม” และ “ยกระดับ” มาตรการในหลายมิติ ทั้งการยกระดับมาตรฐานการรับมือเหตุข้อมูลรั่วไหล ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล การวางกรอบการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ (AI Governance) โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองข้อมูลของกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะเยาวชน รวมถึงการขยายการเข้าถึงบริการของ สคส. สู่ระดับภูมิภาค และการส่งเสริมให้ทุกองค์กรมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้บริการออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งภายในงานครบรอบ 4 ปี สคส. ได้จัดกิจกรรมตลอดทั้งวัน เพื่อถ่ายทอดความก้าวหน้าและเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย

นิทรรศการ “4 ปี ความก้าวหน้าและความสำเร็จในภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อสะท้อนพัฒนาการขององค์กรตลอด 4 ปี


เสวนา “4th Anniversary PDPC Thailand: ความก้าวหน้าและพัฒนาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ” ชมวีดีทัศน์ประวัติความเป็นมาและการจัดตั้ง สคส. โดยมีกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กรรมการกำกับสำนักงานฯ และเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมเวทีความรู้เรื่องการขอเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 


ทั้งนี้ กิจกรรมเสวนาบนเวทีจะถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live เพจ “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล - สคส” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้ร่วมรับชมและสะท้อนมุมมอง การก้าวสู่ปีที่ 4 ของ สคส. พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ที่จะยกระดับ PDPA ไทย ให้เป็นรากฐานของสังคมดิจิทัลที่ทั้งปลอดภัยและเชื่อมั่นได้ บนสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน

CEA เปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026” ในงาน TCM2026 ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทยดึงกว่า 300 บริษัททั่วโลก ร่วมซื้อขาย - ร่วมผลิตปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”20 - 22 กรกฎาคม 2569

 CEA เปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026” ในงาน TCM2026 ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทยดึงกว่า 300 บริษัททั่วโลก ร่วมซื้อขาย - ร่วมผลิตปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”20 - 22 กรกฎาคม 2569

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดตัว Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทยอย่างเป็นทางการ ภายในงานแถลงข่าว Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ปักหมุดดัน “ประเทศไทย” ขึ้นแท่น “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” (Content Hub of Asia) คาดเกิดการเจรจาทางธุรกิจกว่า 500 คู่ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มสตรีมมิงจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix, I-Qiyi International (Thailand) และบริษัทชั้นนำของไทยและต่างชาติกว่า 120 ราย ระหว่างวันที่ 20 - 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 - 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ศักยภาพ “คอนเทนต์ไทย” กับโอกาสเติบโต “ในระดับสากล”

คอนเทนต์ไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็น New Wave ของเอเชียอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวอย่างความสำเร็จของหลายผลงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)” (2568) ที่คว้ารางวัล Grand Prize จากสายประกวด Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประจำปี 2025, ภาพยนตร์ “หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies)” (2567) ที่สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จและกวาดรายได้ระดับพันล้านบาท พร้อมได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ชมทั่วเอเชีย, ซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn)” (2568) ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดซีรีส์ “ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)” (2569)  จากการเข้าร่วมโครงการ CEA Content Lab ในปี 2023 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดสากล จนได้เข้ารอบ Final Pitch รวมถึงการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่ง Netflix แพลตฟอร์มระดับโลกได้พัฒนา ต่อยอด และลงทุนจนโปรเจ็กต์นี้เป็นซีรีส์ที่สมบูรณ์ สะท้อนถึงศักยภาพโปรดักชันและบทที่เล่าเรื่องสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ เข้มข้น และมีมิติ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ปี 2566 อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 119,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี ขณะเดียวกัน ผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีทั้งบุคลากร ความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล


CEA และ DITP จึงผนึกความร่วมมือจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ในปี 2569 เพื่อสร้างแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่หลอมรวมมิติการค้า การลงทุน และการพัฒนาคอนเทนต์ไว้อย่างครบวงจร โดย CEA ร่วมจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 หรือ BICM2026 ภายใต้งาน TCM2026 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุน ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มชั้นนำจากทั่วโลก พร้อมผลักดันศักยภาพของ Thai Content สู่โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระดับสากล

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “BICM2026 คือก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์ของเอเชีย โดยเป็นเวทีเชื่อมนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุนและผู้ผลิตจากทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เรามุ่งสร้างระบบและมาตรฐานที่แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และตลาดสากล เพื่อยกระดับ ‘คอนเทนต์ไทย’ จากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ‘High-Value IP’ และผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน”


Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ดังนี้ 


1. Thailand Content Market 2026 (TCM2026) โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 12 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์และซีรีส์ ซีรีส์วาย-ยูริ (BL/GL) แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือและอีเลิร์นนิง อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม งานโปรดักชัน และ Content Services พร้อมด้วย Market & Pavilion พื้นที่จัดแสดงสำหรับบุคคลทั่วไป (B2C) กว่า 400 บูธ พร้อมด้วยโซนธุรกิจ (B2B) อีกกว่า 100 บูธ จากบริษัทในอุตสาหกรรมบันเทิง


2. Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (Film) ซีรีส์และละคร (TV & Series) รวมถึงแอนิเมชัน (Animation) ผ่านกิจกรรมการนำเสนอโครงการ (Pitching), กิจกรรมเจรจาธุรกิจ Business Matching (B2B) และกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking Reception) อย่างครบวงจร สำหรับปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 120 บริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix, 

I-Qiyi International (Thailand) ฯลฯ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ BICM2026 คือเวทีนำเสนอผลงานสู่ตลาดสากล และกิจกรรมสร้างเครือข่าย ประกอบด้วย 


1. BICM Pitching & Awards เวทีนําเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ ที่มีศักยภาพพร้อมผลิตจริง ผ่านโปรเจ็กต์ที่ได้รับคัดเลือกกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร


Asian Project Pitching 12 โปรเจ็กต์ศักยภาพสูงจากเครือข่ายตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาค พร้อมชิงเงินทุนสนับสนุนการผลิตรวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง

Thai Project Pitching 18 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในขั้นตอนพัฒนาของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call เพื่อค้นหาผู้ร่วมลงทุนพัฒนาโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

Thai Story Pitching 25 บทภาพยนตร์และซีรีส์ของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์สำหรับไปพัฒนาต่อ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ


2. ตลาดต่อยอดธุรกิจสื่อสร้างสรรค์ 


Work-in-Progress (WIP) Screening พื้นที่ที่ให้บริการฉายภาพยนตร์และซีรีส์ที่ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อเปิดเวทีให้บริษัทชั้นนำของไทยได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์แก่ผู้ซื้อ ผู้ร่วมลงทุน (Co-production) และตัวแทนจำหน่าย (Sales Agents) ก่อนที่ผลงานจะเสร็จสมบูรณ์ 

Networking Reception กิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าจากทั้งในและต่างประเทศ


3. เวทีเสวนาและเวิร์กช็อปกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์


Industry Forum ฟอรัมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและทิศทางของอุตสาหกรรม ผ่านความร่วมมือของสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทชั้นนำระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่าง ๆ เช่น Regional Content Spotlights: From Local Hits to Global Formats, AI For Creative Industries, พิกัดใหม่คอนเทนต์ไทย รอดในบ้าน รุกในโลก, The New Frontier of Thai Content ฯลฯ 

Workshop เวิร์กช็อปเพื่อยกระดับทักษะและองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อสำคัญ เช่น AI in Animation, Art of Lighting, Content IP Protection & Utilization ฯลฯ


“Thailand Content Market 2026 และ Bangkok International Content Market 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานอีเวนต์คอนเทนต์สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะเชื่อมผู้ผลิตไทย นักสร้างสรรค์ไทย และเครือข่ายระดับโลกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดัน ‘คอนเทนต์ไทย’ ให้ก้าวสู่ ‘เวทีโลก’ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้แก่ประเทศ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Nation” ดร. ชาคริต กล่าวทิ้งท้าย



Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) ภายใต้งาน TCM2026 จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 20 - 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 - 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ


#BICM2026 #BangkokInternationalContentMarket #CreativeEconomyAgency #CEA #DITP

#Film #Series #Animation #TCM2026

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

www.cea.or.th 

bicm.or.th

Facebook: Bangkok International Content Market - BICM

เกี่ยวกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (Public Organization): CEA เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาบุคลากร ธุรกิจ และเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในทุกมิติ CEA มุ่งยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์และสื่อสร้างสรรค์ ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน ผ่านโครงการสำคัญอย่าง CEA Content Lab และ Bangkok International Content Market (BICM) เพื่อผลักดันนักสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีสากล สร้างโอกาสทางธุรกิจ และขับเคลื่อนคอนไทนต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

รอยพระบาทยังอยู่...พุทธภูมิน้อมรำลึกพระเมตตา “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร ณ พุทธคยา สืบสานสายใยศรัทธาไทย

 รอยพระบาทยังอยู่...พุทธภูมิน้อมรำลึกพระเมตตา “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร ณ พุทธคยา สืบสานสายใยศรัทธาไทย






พุทธคยา, สาธารณรัฐอินเดีย – กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) อุทิศถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมประกอบพิธี ณ สถานกงสุลใหญ่ของไทยทั้งสองแห่ง ในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น (เวลาท้องถิ่น) ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา อินเดีย โดยมีพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย–เนปาล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นางสาวเบญจาภา ทับทอง รองกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม และพุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวอินเดียเข้าร่วมพิธี ในพิธีดังกล่าว พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป และพระสงฆ์นานาชาติ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ สวดบทอุทิศถวายพระกุศล ประกอบพิธีสดับปกรณ์ ก่อนร่วมกันตักบาตรและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ไทยและพระสงฆ์นานาชาติ







นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า การจัดพิธีครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการอุทิศถวายพระกุศล หากยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความผูกพันกับดินแดนพุทธภูมิอย่างต่อเนื่อง โดยความผูกพันดังกล่าวปรากฏอย่างเด่นชัดตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2553 เมื่อบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดเที่ยวบินพิเศษมหากุศลสู่พุทธคยา เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นนักบินที่ 1 นำพุทธศาสนิกชนเดินทางสักการะองค์พระมหาเจดีย์พุทธคยา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และพระแท่นวัชรอาสน์ พร้อมพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ โดยเสด็จในโอกาสดังกล่าว อันเป็นภาพแห่งพระราชศรัทธาที่สร้างความประทับใจแก่พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวอินเดีย






ต่อมาในปีพุทธศักราช 2559 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ  พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเยือนเมืองพุทธคยาอีกครั้ง ทรงเจริญสมาธิภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ภายในเขตวัดมหาโพธิ อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทรงสักการะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ณประเทศอินเดีย - เนปาล และทรงพระเมตตาพระราชทานสิ่งของแก่ประชาชนผู้ยากไร้ในท้องถิ่น จนชาวอินเดียต่างกล่าวขานพระองค์ด้วยความเคารพว่า “มหารานี” เพื่อสื่อถึงสตรีผู้ทรงคุณธรรม เปี่ยมด้วยพระเมตตา และเป็นที่รักของผู้คน


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 คณะสงฆ์ไทยและผู้บริหารวัดมหาโพธิเมืองคยา อินเดีย ได้ร่วมประกอบพิธีถวายความอาลัย ณ บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เคยเสด็จทรงเจริญสมาธิภาวนา สะท้อนถึงความเคารพ ความผูกพัน และความสำนึกในพระเมตตาที่พุทธศาสนิกชนและคณะสงฆ์ในดินแดนพุทธภูมิยังคงมีต่อพระองค์อย่างไม่เสื่อมคลาย




การจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวารในครั้งนี้ เพื่ออุทิศถวายพระกุศล และน้อมรำลึกถึงพระราชศรัทธา พระเมตตา และพระราชกรณียกิจด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ตลอดจนสะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับดินแดนพุทธภูมิ ที่ยังคงได้รับการน้อมรำลึกจากพุทธศาสนิกชนตราบจนทุกวันนี้


กรมการศาสนา จัดประกวด “สวดโอ้เอ้วิหารราย” ค้นหาเยาวชนร่วมสืบสานมรดกวัฒนธรรม

  กรมการศาสนา จัดประกวด “สวดโอ้เอ้วิหารราย” ค้นหาเยาวชนร่วมสืบสานมรดกวัฒนธรรม     วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 น. พระพรหมกวี เ...