วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ มรภ.อุตรดิตถ์ ลงนาม MOU ขับเคลื่อนห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล เสริมรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพสู่ภูมิภาค

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ มรภ.อุตรดิตถ์ ลงนาม MOU ขับเคลื่อนห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล เสริมรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพสู่ภูมิภาค 


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ (มรภ.อุตรดิตถ์) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และการทดสอบ มุ่งยกระดับศักยภาพห้องปฏิบัติการของศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ให้เข้าสู่ระบบคุณภาพและมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และเป็นเครือข่ายห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ (DSS Recognized Laboratory) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure: NQI) ในระดับภูมิภาค พิธีลงนามจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ โดยมีดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ  ลงนามร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สุภาวิณี สัตยาภรณ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน 

ดร.พจมานฯ กล่าวว่า มาตรฐานและความน่าเชื่อถือของห้องปฏิบัติการเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และบุคลากรระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสถาบันอุดมศึกษาส่วนภูมิภาค เพื่อยกระดับศักยภาพห้องปฏิบัติการให้สามารถดำเนินงานได้ตามมาตรฐานระดับชาติและสากล อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นในผลการทดสอบและการให้บริการทางวิทยาศาสตร์แก่ภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคมโดยรวม 


ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุภาวิณีฯ กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการผสานศักยภาพระหว่าง “พลังปัญญาของท้องถิ่น” กับ “โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ” เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพให้หยั่งรากสู่ระดับพื้นที่ โดยมหาวิทยาลัยมุ่งพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร นักวิจัย และนักศึกษา ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานสากล และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม 

ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินความร่วมมือในหลายมิติ ได้แก่ การพัฒนาระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการและศักยภาพบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การใช้ทรัพยากรร่วมกันในเครือข่ายห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์บริการ การดำเนินโครงการวิจัยและบริการวิชาการ รวมถึงการส่งเสริมการฝึกประสบการณ์วิชาชีพและการศึกษาสหกิจศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทดสอบที่มีคุณภาพแก่ภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจชุมชน และชุมชนในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์และใกล้เคียง อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ เสริมสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ที่มีสมรรถนะสูง และสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #DSS #MHESI #วศ. #อว. #มรภอุตรดิตถ์ #DSSRecognized #ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์

กรมทะเล แจ้งจับเรือบรรทุกน้ำมัน ทิ้งสมอในแนวปะการังเสียหาย

 กรมทะเล แจ้งจับเรือบรรทุกน้ำมัน ทิ้งสมอในแนวปะการังเสียหาย



วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับรายงานจากกองป้องกัน ปราบปราม และบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยศูนย์จัดการพื้นที่คุ้มครองหมู่เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต ว่าพบเรือบรรทุกน้ำมันลอบทิ้งสมอเรือในแนวปะการังบริเวณหน้าอ่าวสยาม จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำ ลงตรวจสอบพื้นที่บริเวณดังกล่าวอย่างเร่งด่วน


จากการตรวจสอบพบว่า สมอเรือได้สร้างความเสียหายต่อแนวปะการังเป็นบริเวณกว้าง เจ้าหน้าที่จึงได้บันทึกภาพถ่าย เก็บรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย ร้องทุกข์กล่าวโทษ เจ้าของเรือและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนตามกฎหมาย


สำหรับกรณีการทิ้งสมอเรือบนแนวปะการังธรรมชาติ และแนวปะการังที่มีวางแปลงฟื้นฟู ถือว่ามีความผิดเข้าข่ายผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เนื่องจากปะการังถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ การทำให้ปะการังเกิดความเสียหาย ทั้ง การจับ ดัก ล่อทำลายถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย


ทั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังและป้องกันการกระทำผิดในพื้นที่แนวปะการังและพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เพื่อคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและระบบนิเวศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

*ศน. – พศ. – ททท. – มูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า ผนึกพลัง เปิดตัวโครงการ “Global Meditation Connect (GMC)”**ชูพลัง “สมาธิ” เชื่อมพลังเมตตาสู่โลก ณ วัดอรุณราชวราราม 14 กุมภาพันธ์นี้*

 *ศน. – พศ. – ททท. – มูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า ผนึกพลัง เปิดตัวโครงการ “Global Meditation Connect (GMC)”**ชูพลัง “สมาธิ” เชื่อมพลังเมตตาสู่โลก ณ วัดอรุณราชวราราม 14 กุมภาพันธ์นี้*








กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ประกาศความพร้อมจัดงานเปิดตัวโครงการ Global Meditation Connect (GMC) ภายใต้แนวคิด “สมาธิเชื่อมพลังเมตตาสู่โลก” ในวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณระดับโลก

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนามีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการทำนุบำรุงศาสนา โดยเล็งเห็นว่า “สมาธิ” คือกระบวนการฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ และมีสติอยู่กับปัจจุบัน สามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม จึงได้ดำเนินงานโครงการ GMC ซึ่งได้ออกแบบเเนวทางพื้นฐานกลางในการเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลก ผ่านการฝึกสมาธิและการพัฒนาจิตใจ เพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคมร่วมสมัย ทั้งความเครียด ความกดดันจากการดำเนินชีวิต และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งใช้ “สมาธิ” เป็นเครื่องมือในการเยียวยา ฟื้นฟู และเสริมสร้างพลังใจอย่างยั่งยืน สำหรับการจัดงานเปิดตัวโครงการ ณ วัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญและเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธศิลป์และจิตวิญญาณไทย มีนัยสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านมรดกทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) สู่สายตานานาชาติ โดยกิจกรรมสำคัญ คือ การร่วมปฏิบัติสมาธิ บริเวณลานพระปรางค์วัดอรุณฯ เพื่อส่งต่อกระแสแห่งความเมตตาและพลังบวก (Share Loving Kindness) ไปสู่สังคมโลก ซึ่งการปฏิบัติสมาธิในครั้งนี้จะนำเสนอในรูปแบบจิตวิญญาณเชิงสร้างสรรค์ Modern Spiritual เน้นการกำหนดลมหายใจ (Breathing Meditation) ที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกความเชื่อ ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง โดยมุ่งเน้นประโยชน์เชิงประจักษ์ อาทิ การลดความเครียด การเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะทางจิต และการลดปัญหาสังคม เช่น การถูกรังแกกลั่นแกล้งและภาวะซึมเศร้า ผ่านการสร้างความเคารพในตนเองและผู้อื่น สำหรับการจัดงานในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันแห่งความรัก เป็นการขยายความหมายของ “ความรัก” ให้กว้างไกลยิ่งขึ้นในมิติของ ความเมตตาสากล ที่ไร้พรมแดน พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญในการเชื่อมพลังความสงบจากใจสู่ใจ ในงานเปิดตัวโครงการ Global Meditation Connect วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย






















อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการศาสนาได้กำหนดจัดกิจกรรมขับเคลื่อนการปฏิบัติสมาธิภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล โดยบูรณาการความร่วมมือกับสถานปฏิบัติธรรมและศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ นำร่องจำนวน 9 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกภูมิภาค อาทิ กรุงเทพมหานคร ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ภาคเหนือ ณ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) จังหวัดเชียงใหม่ และวัดป่าถ้ำวัว จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาคกลาง ณ วัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี ภาคตะวันออก ณ ศูนย์พัฒนาจิตวัดผาณิตาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี และภาคใต้ ณ โพธิธรรมญาณสถาน จังหวัดสงขลา ควบคู่กับการจัดกิจกรรมบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ธรรมะฟันน้ำนม ธรรมะวัยใส ธรรมะสัญจร และธรรมะในโรงเรียนวิถีพุทธ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการปฏิบัติสมาธิให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ กรมการศาสนามีแผนจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลการปฏิบัติสมาธิ (Meditation HUB) เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลด้านการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบ ทั้งสถานปฏิบัติธรรม วิปัสสนาจารย์ หลักสูตรระยะสั้น–ระยะยาว และระบบลงทะเบียนออนไลน์ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงการฝึกสมาธิได้ง่ายยิ่งขึ้น รองรับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการฝึกสมาธิระดับสากล โดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านความหลากหลายของแนวทางการปฏิบัติสมาธิ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทีที่ www.globalmeditationconnect.org สายด่วนวัฒนธรรม 1765 หรือโทรศัพท์ 0 2209 3729 \\\


วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกกำลัง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ การประปาส่วนภูมิภาค พัฒนาทักษะช่างประปา

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกกำลัง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ การประปาส่วนภูมิภาค พัฒนาทักษะช่างประปา

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ การประปาส่วนภูมิภาค จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการดำเนินโครงการฝึกอาชีพประปาให้ประชาชน โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค เป็นผู้ลงนาม และมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายธงชัย ระยะกุญชร ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สื่อสารองค์กรและลูกค้าสัมพันธ์) การประปาส่วนภูมิภาค ลงนามเป็นพยาน มีผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา การประปาส่วนภูมิภาค ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม 1508 อาคาร 1 ชั้น 5 การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่


นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจหลักในการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และพัฒนาแรงงานที่อยู่ในตลาดแรงงานให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น ซึ่งการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เป็นนโยบายหลักประการหนึ่งของรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อบูรณาการ พัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะฝีมือและเพิ่มผลิตภาพ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 – 2568 ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และการประปาส่วนภูมิภาค จัดฝึกอบรมหลักสูตรการสำรวจ ติดตั้ง ซ่อมแซมท่อประปาในที่พักอาศัย และอาคารสำนักงาน มีผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 650 คน โดยการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับกลไกการทำงานร่วมกัน โดยทั้งสามหน่วยงานจะร่วมกันจัดฝึกอบรมหลักสูตรการสำรวจ ติดตั้ง ซ่อมแซมท่อประปาในที่พักอาศัย และอาคารสำนักงานในพื้นที่ 20 จังหวัด เป้าหมายดำเนินการ 400 คน เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพช่างประปาให้แก่กำลังแรงงาน รองรับความต้องการของตลาดแรงงานวิชาชีพช่างประปาที่มีความรู้ความสามารถและทักษะในการปฏิบัติงาน และเป็นที่ยอมรับในตลาดแรงงาน ตลอดจนสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในชีวิตประจำวัน ครอบครัว และชุมชนได้ 

นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้ ทั้ง 3 หน่วยงาน จะร่วมกันจัดฝึกอบรมหลักสูตรการสำรวจ ติดตั้ง ซ่อมแซมท่อประปาในที่พักอาศัยและอาคารสำนักงาน ระยะเวลาการฝึก 18 ชั่วโมง กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ช่างทั่วไปหรือประชาชนทั่วไปที่สนใจ จำนวน 20 คนต่อรุ่น ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนมิถุนายน 2569 ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือสถานที่อื่นที่ตกลงร่วมกันในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ตราด นครนายก อ่างทอง สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา ปัตตานี นราธิวาส ชัยภูมิ มหาสารคาม หนองคาย เลย อุบลราชธานี สุรินทร์ แพร่ พะเยา นครสวรรค์ และสุโขทัย โดยการประปาส่วนภูมิภาคเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดหากลุ่มเป้าหมาย วิทยากรภาคทฤษฎี และจัดทำวุฒิบัตร หน่วยงานของกรมและสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาให้การสนับสนุนสถานที่ฝึกอบรม ร่วมจัดหากลุ่มเป้าหมาย วิทยากรภาคปฏิบัติ และจัดฝึกอบรม โดยการประปาส่วนภูมิภาคจะประสานแผนการฝึกอบรมที่แน่นอนกับหน่วยงานในพื้นที่โดยตรง


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และการประปาส่วนภูมิภาค ที่ให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานด้านช่างประปาในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน” นายสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย 

สพฐ. แจง เด็กต่างสัญชาติเข้าเรียนได้ ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก มุ่งลดปัญหา-สร้างความมั่นคงชาติในระยะยาว

 สพฐ. แจง เด็กต่างสัญชาติเข้าเรียนได้ ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก มุ่งลดปัญหา-สร้างความมั่นคงชาติในระยะยาว

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีการนำเสนอบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 และมีเสียงสะท้อนถึงความกังวลในหลายประการ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และในพื้นที่ชายแดนอื่นๆ นั้น

.

สพฐ. ขอเรียนว่า การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เข้ารับบริการทางการศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ได้ปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นความร่วมมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยข้อมูลปี 2019-2025 ระบุว่า มีรัฐภาคีเข้าร่วมถึง 196 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน และฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งประเทศมหาอำนาจและประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย, ยุโรป, แอฟริกา และอเมริกาใต้ เป็นต้น

.

ประกอบกับมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเดิมเคยกำหนดไว้เฉพาะบางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นการเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศสามารถเข้าเรียนได้ 

.

อีกทั้งตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กำหนดให้เด็กที่อายุไม่เกิน 18 ปี ที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐไทย ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน โดยห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่น ๆ ของเด็ก ให้เด็กได้รับสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กให้ปลอดภัยจากความรุนแรงในโรงเรียน ซึ่งการให้นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นเข้าถึงการศึกษา จะส่งผลให้มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย ช่วยลดปัญหาสังคมและอาชญากรรม ความปลอดภัยทางสาธารณสุข แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน สร้างความตระหนักรู้กตัญญูต่อแผ่นดิน ส่งเสริมความมั่นคงของชาติในระยะยาว

.

สำหรับประกาศฉบับล่าสุด พ.ศ. 2568 ได้มีการปรับปรุงจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นให้สถานศึกษาใช้ระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนเพื่อเข้ารับบริการทางการศึกษา สำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร (ระบบ G Code) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้แสดงตนในการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น 

.

ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยไม่มีการทอดทิ้งหรือลิดรอนสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด จึงได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ให้เป็นไปตามระเบียบ/ประกาศ/แนวปฏิบัติของส่วนราชการ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด ขอให้ผู้ปกครองและประชาชนมั่นใจว่า จะไม่มีการดำเนินการอันใดที่กระทบกับสิทธิด้านการศึกษาของเด็กไทย และจะมุ่งเสริมสร้างสิทธิเด็กให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

สมาคมรักษ์แผนไทย จับมือ พระมหาขวัญชัย วัดคีรีวงก์ ผลักดันภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยสู่สากล

 สมาคมรักษ์แผนไทย จับมือ พระมหาขวัญชัย วัดคีรีวงก์ ผลักดันภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยสู่สากล



โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยทำงานและผู้สูงอายุ  ปัจจุบันสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและการกินอยู่ในสังคมที่ต้องดิ้นรนแข่งกับเวลา  ทำให้การดูแลสุขภาพถูกละเลย เปิดโอกาสให้โรคต่างๆ เกิดขึ้นกับตัวได้ง่าย  การบำบัดรักษาแต่ละโรคในวิทยาการสมัยใหม่ อาจใช้ทุนสูง  แพทย์แผนไทยจึงเป็นอีกทางเลือกของการบำบัดรักษาด้วยภูมิปัญญาไทย ที่มาพร้อมกับ “ธรรมบำบัด


เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมรักษ์แผนไทย โดย พลเรือเอกชาญชัย เจริญสุวรรณ นายกสมาคม ร่วมกับ ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธานมูลนิธิดร.เทียม โชควัฒนา ได้นิมนต์พระมหาขวัญชัย จากวัดคีรีวงก์ จังหวัดชุมพร มาเป็นผู้นำในการบรรยาย ศาสตร์ของการแพทย์แผนไทย ตาม    ”พระคัมภีร์ทิพย์มาลา” ที่เลื่องชื่อในการรักษามะเร็งต่างๆ อาทิ  ฝียอดคว่ำ(มะเร็งมดลูก,ฝีกุตะณะราย(มะเร็งเต้านม),ฝีมาณทรวง(มะเร็งปอด),ฝีรวงผึ้ง(มะเร็งตับ),ฝีอัคนีสันทวาต(มะเร็งต่อมลูกหมาก),ผีปลวก(มะเร็งลำไส้) ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นโรคร้ายที่ไม่พึงปรารถนา แต่คนไทยมีสถิติในการป่วยไข้เป็นโรคนี้จำนวนมาก  


ในงานนี้มีผู้ประกอบการแพทย์แผนไทยกว่า ๒๐๐คนจากทั่วประเทศเข้าร่วมเรียนรู้ และขอคำชี้แนะจาก พระมหาขวัญชัย  และทีมอาจารย์แพทย์แผนไทยจากศูนย์เรียนรู้สมุนไพรไทยวัดคีรีวงก์ จ.ชุมพร กว่า ๓๐คน มาร่วมบรรยายการวินิจฉัยโรค และการวางแผนการรักษาอย่างละเอียดโดย พท.ป. ธนิสร ศรีวานิชภูมิ นายกสภาการแพทย์แผนไทย ได้ให้เกียรติมาร่วมให้กำลังใจ แพทย์แผนไทยรุ่นใหม่ ให้พร้อมปฏิบัติตามหลักวิชาการแพทย์อย่างเคร่งครัด และสร้างเกียรติภูมิให้กับแพทย์แผนไทย เพื่อก้าวไกลเป็นที่ยอมรับในระดับสากล  

ผู้สนใจเข้ารับการตรวจสุขภาพร่างกาย หรือบำบัดโรคร้ายต่างๆ อาทิ อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดกล้ามเนื้อ ท้องอืด-เฟ้อ ไมเกรน เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ มะเร็ง รวมทั้งวางแผนการกินอยู่เพื่อระวังป้องกันโรคสามารถขอรับคำปรึกษาได้จาก คลินิกรักษ์สยาม ซึ่งตั้งอยู่ใน Siam wellness โรงแรมสยามวิลล่า สุวรรณภูมิ หรือโทร.สอบถามได้ที่ 02-130-0322 


(ภาพประกอบ ๑.พลเรือเอกชาญชัย เจริญสุวรรณ นายกสมาคม 

๒. ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธานมูลนิธิดร.เทียม โชควัฒนา 

๓.พระมหาขวัญชัย จากวัดคีรีวงก์ จังหวัดชุมพร 

๔. พท.ป. ธนิสร ศรีวานิชภูมิ นายกสภาการแพทย์แผนไทย )

กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ มรภ.อุตรดิตถ์ ลงนาม MOU ขับเคลื่อนห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล เสริมรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพสู่ภูมิภาค

  กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ มรภ.อุตรดิตถ์ ลงนาม MOU ขับเคลื่อนห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล เสริมรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพสู่ภูมิภาค  กร...