วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เริ่มวันแรก ผู้คนคึกคักงาน “ปากเบิร์น เพลินพุง” ที่ เซ็นทรัลเชียงราย

 เริ่มวันแรก ผู้คนคึกคักงาน  “ปากเบิร์น เพลินพุง” ที่ เซ็นทรัลเชียงราย





เริ่มวันแรก ระหว่างวันที่ 19 – 25 พ.ค. 69 รวม 7 วัน ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1  ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย มีงาน “ปากเบิร์น เพลินพุง” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Food • Fast • Fresh • Fun ที่รวบรวมร้านอาหารชื่อดังกว่า 80 ร้านค้า มาให้เลือกชิมแบบจุใจ คุณโชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและประชาสัมพันธ์เชียงราย นำคณะสื่อมวลชนทุกแขนงในเชียงราย ร่วมงานอย่างตึกคัก มีคุณราวิน เสริมวิทยากุล อดีตนายกสมาคมสื่อฯ ได้ร่วมงานอยู่ด้วย พร้อมอุดหนุนซื้อสินค้าทั้งของคาว ของหวาน และเมนูสุดฮิตจากทั่วประเทศ  ตอนเย็นๆพบศิลปินชื่อดัง เสิร์ฟความฟินตลอดงาน ผู้คนตึกตักมากครับ.

กพร. ผนึกเอกชน พัฒนาวิทยากรปั้นจั่นติดรถบรรทุก เสริมทักษะมาตรฐานสากล ลดอุบัติเหตุในการทำงาน

 กพร. ผนึกเอกชน พัฒนาวิทยากรปั้นจั่นติดรถบรรทุก เสริมทักษะมาตรฐานสากล ลดอุบัติเหตุในการทำงาน

19 พฤษภาคม 2569 อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร วิทยากรปั้นจั่นติดรถบรรทุก โดยมี ผู้แทนจากบริษัท ฟูรูกาวา ยูนิค (ไทยแลนด์) จำกัด และผู้แทนบริษัท  มิตรแลนด์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ให้เกียรติเป็นวิทยากร มีผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน


นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า โครงการฝึกอบรมหลักสูตร วิทยากรปั้นจั่นติดรถบรรทุก มีความสำคัญอย่างยิ่ง และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นให้คนไทยมีสมรรถนะสูง พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคต โดยการพัฒนา “วิทยากร” ในสาขานี้ ไม่ใช่เพียงการดำเนินการตามข้อกำหนดของกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการสร้างบุคลากรมืออาชีพที่จะเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล วิทยากรทุกคนถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับสถานประกอบกิจการ ช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมกันนี้ ขอขอบคุณบริษัท ฟูรูกาวา ยูนิค ไทยแลนด์ จำกัด และ มิตรแลนด์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านความปลอดภัย และสนับสนุนวิทยากร รวมถึงอุปกรณ์ประกอบการฝึกอบรมในครั้งนี้ ตลอดจนกองพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก ที่ริเริ่มโครงการอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากำลังแรงงานของประเทศ




อธิบดีสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างวิทยากรต้นแบบ พัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายวิทยากรที่มีคุณภาพให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อีกทั้งยังมุ่งสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ลดอุบัติเหตุและลดความสูญเสียจากการใช้งานเครื่องจักรผิดวิธี โดยการฝึกอบรมเป็นหลักสูตรยกระดับฝีมือ ระยะเวลา 30 ชั่วโมง มีกลุ่มเป้าหมายเป็นบุคลากรของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่ปฏิบัติหน้าที่วิทยากร จำนวน 20 คน ดำเนินการระหว่างวันที่ 19 – 22 พฤษภาคม 2569 ณ อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และศูนย์เครื่องมือกล ส่วนก่อสร้างและบูรณะ 1 สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ขอให้ผู้เข้ารับการอบรมทุกท่านตั้งใจศึกษาเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปถ่ายทอดและพัฒนาแรงงานในภาคส่วนต่าง ๆ ให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น มีความปลอดภัยในการทำงาน และสามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานสากลต่อไป 






การฝึกอบรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนวิทยากรและอุปกรณ์ประกอบการฝึกอบรมจาก ฟูรูกาวา ยูนิค ไทยแลนด์ จำกัด และ มิตรแลนด์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายปั้นจั่นติดรถบรรทุกที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับสูงของประเทศไทย สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับทักษะแรงงาน สร้างความปลอดภัยในการทำงาน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดทีมสาธารณภัย-หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ลุยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 ลงพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน และกลาง แจกจ่ายน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค คิดเป็นมูลค่ากว่า 13.7 ล้านบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดทีมสาธารณภัย-หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ลุยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 ลงพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน และกลาง แจกจ่ายน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค คิดเป็นมูลค่ากว่า 13.7 ล้านบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง






ระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล รักษาการผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน น้ำปลา ปลากระป๋อง และขนม บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ รวม 30 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และ ภาคกลาง ประกอบด้วย จังหวัดลพบุรี เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม นครราชสีมา อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด ราชบุรี และกาญจนบุรี รวมจำนวนกว่า 25,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 13.7 ล้านบาท โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งสมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการประชาชนฟรีในหลากหลายพื้นที่ ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมีประชาชนให้ความสนใจและเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก





ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”



ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาที

วศ.อว. ผลักดันร่างมาตรฐานวิธีวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในน้ำดื่มฯ ร่วมมือกับพันธมิตร 18 หน่วยงาน

 วศ.อว. ผลักดันร่างมาตรฐานวิธีวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในน้ำดื่มฯ ร่วมมือกับพันธมิตร 18 หน่วยงาน

      เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง (สมต.) จัดประชุมคณะผู้จัดทำร่างมาตรฐาน คณะที่ 62 วิธีวิเคราะห์ไมโครพลาสติก ครั้งที่ 1 แบบไฮบริด ณ ห้องประชุมอัครเมธี ตึก ตั้ว ลพานุกรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำข้อกำหนดคุณลักษณะวิธีวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในตัวอย่างประเภทต่างๆ ที่ยังไม่มีการจัดทำภายในประเทศไทย และเพื่อยกระดับมาตรฐานวิธีเคราะห์ของประเทศให้เทียบเท่าสากล ในส่วนของร่างมาตรฐานฉบับแรกมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีวิเคราะห์ไมโครพลาสติกในน้ำดื่มและน้ำที่มีสารแขวนลอยในปริมาณต่ำ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์บริการ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมอนามัย กรมทรัพยาการทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) การประปาส่วนภูมิภาค สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท พีพีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท อุตสาหกรรมท่อน้ำไทย จำกัด และบริษัท ไทย ยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)





#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กรมวิทย์ฯบริการ #กระทรวงอว #DSS #MHESI  #ไมโครพลาสติก #วิเคราะห์ #ทดสอบ

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ถุงบรรจุภัณฑ์ที่คิดใหม่ให้โลกดีขึ้นได้เบื้องหลังถุงรีฟิลของใช้ในบ้าน กับการออกแบบ ‘วัสดุเดียว’ ที่ช่วยให้รีไซเคิลง่าย

 ถุงบรรจุภัณฑ์ที่คิดใหม่ให้โลกดีขึ้นได้เบื้องหลังถุงรีฟิลของใช้ในบ้าน กับการออกแบบ ‘วัสดุเดียว’ ที่ช่วยให้รีไซเคิลง่าย

น้ำยาถูพื้น สบู่เหลว และน้ำยาล้างจาน คือของใช้ประจำบ้านที่แทบทุกครัวเรือนขาดไม่ได้ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการเลือกซื้อบรรจุภัณฑ์ชนิดรีฟิลหรือถุงเติมมากขึ้น ทั้งเพราะประหยัด ใช้สะดวก และช่วยลดการใช้ขวดใหม่แต่เบื้องหลังถุงบรรจุภัณฑ์ที่เราคุ้นเคยกันนั้น ยังมีรายละเอียดด้านการออกแบบที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง โดยเฉพาะหลังจากใช้งานเสร็จแล้ว

ที่ผ่านมา ถุงบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในบ้านจำนวนมากถูกออกแบบให้มีหลายชั้น หลายวัสดุ เพื่อให้แข็งแรง ไม่รั่ว และเก็บสินค้าได้นาน แม้จะตอบโจทย์การใช้งาน แต่กลับทำให้การรีไซเคิลเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะวัสดุที่ผสมกันอยู่ในถุงเดียว มักแยกออกจากกันได้ยาก


หนึ่งในแนวคิดที่เริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้น คือ ถุงบรรจุภัณฑ์แบบ “วัสดุเดียว” หรือที่เรียกว่า โมโนแมททีเรียล (Monomaterial) ซึ่งหมายถึงการออกแบบถุงให้ทำจากวัสดุชนิดเดียวตลอดทั้งชิ้น


สำหรับถุงรีฟิลของผลิตภัณฑ์อย่างน้ำยาถูพื้น สบู่เหลว และน้ำยาล้างจาน แนวคิดวัสดุเดียวช่วยให้บรรจุภัณฑ์มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องผ่านขั้นตอนการแยกวัสดุหลายประเภท ลดความซับซ้อนของระบบจัดการขยะ และช่วยให้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่มีคุณภาพดีขึ้น


แม้ในทางปฏิบัติ การรีไซเคิลยังต้องอาศัยความร่วมมือและความพยายามของผู้บริโภคในการแยกขยะอยู่ แต่การออกแบบถุงบรรจุภัณฑ์จากวัสดุเดียวช่วยทำให้ขั้นตอนนั้น ง่ายขึ้นและซับซ้อนน้อยลง โดยลดอุปสรรคตั้งแต่ต้นทาง และเพิ่มโอกาสที่บรรจุภัณฑ์จะถูกนำกลับไปรีไซเคิลได้จริงมากขึ้น


“แนวคิดของถุงบรรจุภัณฑ์แบบวัสดุเดียว เราไม่ได้มองแค่ปลายทางเรื่องการรีไซเคิล แต่เริ่มคิดตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบให้ใช้งานได้ปลอดภัย แข็งแรง ดูดีน่าซื้อ และช่วยรักษาคุณภาพรวมถึงอายุของผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันก็ออกแบบให้โครงสร้างถุงเรียบง่ายและเข้ากับระบบการรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสที่บรรจุภัณฑ์จะถูกนำกลับไปรีไซเคิลได้จริงมากขึ้น” นางสาวชมพูนุช จันทร์บัว ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาตลาด กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดและบรรจุภัณฑ์ กล่าว

เบื้องหลังถุงบรรจุภัณฑ์จากวัสดุเดียวเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากการปรับเปลี่ยนเพียงข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการพัฒนาและการทดลองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านวัสดุ โครงสร้างถุง และกระบวนการผลิต เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ยังคงแข็งแรง ใช้งานได้ดี พร้อมรักษาคุณภาพและอายุของผลิตภัณฑ์ได้ตามมาตรฐาน ขณะเดียวกันก็ลดความซับซ้อนของวัสดุลงให้รีไซเคิลง่ายขึ้น การปรับสมดุลระหว่างการใช้งานจริง ความสวยงาม และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม จึงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยนวัตกรรม ความตั้งใจ และความร่วมมือในการวิจัยระหว่างผู้ผลิตวัสดุ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ และแบรนด์ที่นำไปใช้


ในช่วงหลัง เราจึงเริ่มเห็นแบรนด์บางรายปรับถุงรีฟิลของใช้ในบ้านให้เป็นถุงจากวัสดุเดียว เพื่อให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น แม้จะต้องลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ยังใช้งานได้ดี ไม่รั่วซึม และสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค


สำหรับผู้บริโภค การมีส่วนร่วมอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเลือกใช้ถุงเติมแทนขวดใหม่ การปฏิบัติตามคำแนะนำการทิ้งบรรจุภัณฑ์ หรือการสังเกตและให้กำลังใจแบรนด์ที่ตั้งใจออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น แม้ทางเลือกเหล่านั้นอาจยังไม่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่สะท้อนถึงความพยายามจริงในการขยับไปในทิศทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


เพราะการเดินทางไปสู่ความยั่งยืนอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการค่อย ๆ เปลี่ยนของใช้ธรรมดาในบ้าน ให้ส่งผลดีกับโลกมากขึ้นในทุกวัน ถุงบรรจุภัณฑ์ที่เราใช้เป็นประจำอาจยังดูไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่เมื่อแนวคิดเบื้องหลังเปลี่ยนไป ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็มีโอกาสเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน และพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้น ก็เริ่มต้นได้จากการเลือกของใช้ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ทุกคน


###

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูกว่า 100 ชีวิต ดูงาน“ดรุณาราชบุรี”ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ใช้ Active Learning ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

 อบจ.มหาสารคาม ส่งครูกว่า 100 ชีวิต ดูงาน“ดรุณาราชบุรี”ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ใช้ Active Learning ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี สถานศึกษาในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) มหาสารคาม ได้เข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และการพัฒนาผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps       

โดยนายพลพัฒน์ จรัสเสถียร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)มหาสารคาม กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด อบจ.มหาสารคาม มีอยู่ 21 โรง  ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียน กว่า 4,500 คน เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นเด็กด้อยโอกาส มีครูประมาณ 400 กว่าคน แต่โรงเรียนก็มีปัญหาขาดครูสอนภาษาอังกฤษ แต่ไม่สามารถรับเพิ่มได้ เพราะครูเกินอัตรานักเรียน จึงต้องแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีโดยเราจัดห้องสมาร์ทคาสรูมเพื่อช่วยให้การเรียนการสอนทั่วถึง ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ตนอยากให้เด็กคิดเป็น มีทักษะการวางแผนที่ไม่ใช่การท่องจำผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็น Active  Learning เพราะเมื่อเด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะเป็น ต่อไปเมื่อไปเรียนที่ไหนก็จะอยู่ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่อยากให้เกิดขึ้นกับเด็กในสังกัด อบจ.มหาสารคาม

ผมสนใจการเรียนการสอนแบบ Active Learning มานานแล้ว อยากให้เด็กสังกัด อบจ.มหาสารคาม ได้เรียนรู้แบบ Active  Learning วันนี้พาครูมาศึกษาดูงานก็อยากให้ครูนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษเหมือนเด็กในเมือง เราจึงใช้เทคโนโลยีใส่ในสิ่งที่เค้าขาดลงไปให้ โดยไม่ต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มขึ้น ผมไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะต้องไปสอบแข่งขันหรือว่าต้องสอบติดหมอ แต่ขอให้เด็กมีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแล้วทำงานในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว”นายก อบจ.มหาสารคามกล่าว 

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า โรงเรียนยินดีช่วยเผยแพร่เรื่องของการเรียนรู้แบบActive Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพราะเราเห็นผลจากที่เด็กสามารถคิดเป็นระบบได้ ซึ่งความคิดชั้นสูงจะเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ พัฒนาเด็ก เพราะเราเห็นว่าในสามปีที่เราใช้ Active Learning สามารถพัฒนาเด็กได้จริง อย่างไรก็ตามก่อนจะไปพัฒนาเด็กได้ เราต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีความคิด มีความเชี่ยวชาญจนสามารถมองได้ว่า บนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ จะมาจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เมื่อครูสามารถจัดได้ความเป็น Active Learning ก็จะออกมา ทำให้เด็กมีความสุขและผลสัมฤทธิ์ก็จะดี เพราะฉะนั้นในความคิดของพ่อคือ Active Learning ทำให้เด็กปฏิบัติได้ เด็กก็สนุกกับการเรียนและมีความสุข 

เวลาที่ทำการเรียนการสอนกลไกสำคัญ คือ ผู้บริหารจะให้นโยบายได้  แต่ผู้บริหารต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่คนที่ลงมือปฏิบัติจริง ๆ คือ ครู เพราะฉะนั้นครูต้องการกำลังใจ ต้องการการสนับสนุน ต้องการการช่วยเหลือ ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีให้ครู เพื่อครูจะได้มีพลังที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นกลไกสำคัญ เครื่องมือใดที่สามารถช่วยให้ครูพัฒนาได้ ผู้บริหารต้องส่งเสริม เมื่อครูมีกำลังใจในการทำงาน ผลลัพธ์จะออกมาที่ตัวเด็ก ครูก็มีความสุข เด็กก็มีความสุขและสามารถไปต่อได้  เป็นการสร้างความภูมิใจให้ครู เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถพัฒนาเด็กให้สามารถคิดกระบวนการคิดชั้นสูงได้เขาก็สามารถต่อยอดได้ ถึงแม้ว่าจะจบจากโรงเรียนไปแล้ว ก็สามารถไปต่อยอดได้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นความยั่งยืนกับตัวเด็ก”บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว

คุณพ่ออภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่จะมองการสร้างนวัตกรรมของเด็กในแบบผู้ใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้ววัยของเด็กจะเป็นเรื่องของจินตนาการตามวัย โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการสอนให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบตั้งแต่อนุบาล คิดจากง่าย ๆ ไปสู่ยาก จากที่ไม่สลับซับซ้อนไปสู่สลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเด็กจะมีความสุขกับการเรียน เพราะได้เรียนและได้ปฏิบัติไปพร้อมกัน ได้ลงมือทำ ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว และเมื่อสร้างฐานได้แล้วเราก็จะสามารถขยับสร้างนวัตกรรมได้  ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง AI กับ Active Learning ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ คือ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการคิด เวลาเด็กต้องทำนวัตกรรมจะต้องคิดรวบรวมข้อมูล หาแหล่งข้อมูลซึ่งมาจากกระบวนการ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กคิดเป็น ก็จะสั่งการออกมาได้ คือ คิดว่าจะทำอะไร ก็ย้อนกลับมาเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ถ้าต้องการแบบนี้จะต้องมีอะไรบ้าง ทำให้กระบวนการคิดเกิดขึ้นทันที  เช่นเดียวกันเวลาทำ AI  ต้องให้เราเขียน prompt ซึ่งการเขียนจะต้องรู้จักคิดว่าจะให้ AI ทำอะไร วิธีนี้ก็เป็นการเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าเรามีกระบวนการคิดก็จะสามารถสั่งได้ตามที่เราต้องการ ไม่ใช่ AI เป็นนายเราแต่เราเป็นนาย AI ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีวาดภาพว่า เราเป็นครีเอเตอร์ เราเป็นคนสร้างให้เด็กคิดจนเกิดเป็นผลงานนวัตกรรมมากมาย โดยปลูกฝังเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมลงไปด้วย เช่น เด็กคิดจะทำรถให้ครูที่เป็นสโตรก โดยมีโจทย์ว่า ครูสามารถมาสอนได้เพียงแค่เดินไม่สะดวก แสดงว่าพื้นฐานเด็กต้องมีจริยธรรมที่มองเห็นว่า การกระทำไหนเป็นการช่วยเหลือสังคม ซึ่งถ้าสังคมมีคนแบบนี้เยอะ ๆ สังคมก็จะมีความสุข 

 


ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว.กล่าวว่า โลกยุคใหม่ทำให้ “ความรู้มีวันหมดอายุ” และ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เหนือกว่ามนุษย์ การศึกษาที่เน้นท่องจำเพื่อสอบจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พร้อมเตือนว่า วิกฤตสำคัญของไทยไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือ “ความล้าสมัยของกระบวนการเรียนรู้” ที่ทำให้ประเทศขาดนวัตกรและติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง


“การอบรมครั้งนี้เน้นการใช้ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ สร้าง Metacognition หรือ “การคิดถึงกระบวนการคิดของตนเอง” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ระยะยาว สามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมได้จริงและโรงเรียนดรุณาราชบุรี ถือเป็นโมเดลความสำเร็จระดับประเทศ หลังนำ GPAS 5 Steps มาประยุกต์ใช้จนสามารถพัฒนานักเรียนสู่ “นวัตกรรุ่นเยาว์” ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม โดย พว. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการมายาวนานกว่า 25 ปี” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า ตนยังเชื่อมั่นว่า การปฏิรูปจาก “ล่างขึ้นบน” ที่เริ่มจากห้องเรียน จะเริ่มเห็นผลชัดภายใน 1-3 ปี โดยปีแรกจะเกิด “ครูนวัตกร” ปีที่สองเกิด “นวัตกรรมผู้เรียน” และปีที่สามจะสะท้อนผ่านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและทัศนคติของเด็กที่เปลี่ยนจาก “ผู้รอรับ” เป็น “ผู้สร้าง” พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประเทศแห่งนวัตกร” อย่างยั่งยืนในอนาคต

“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท. พร้อมมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ

 “สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท. พร้อมมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมผลักดันระบบขนส่งทางรางให้มีความสะดวก และทันสมัย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัย เป็นสำคัญ โดยมีนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ประธานกรรมการบริษัทฯ นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงาน ให้การต้อนรับ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบาย "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 106% โดยได้มอบหมายให้ รฟฟท. หารือกับธนาคารกรุงไทย พิจารณาเพิ่มจำนวน Gate EMV เพื่อรองรับการใช้งานของผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความสะดวก และทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเต็มความสามารถ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยเล็งเห็นว่า ระบบขนส่งทางรางในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเป็นอย่างมาก โดยได้รับมอบหมายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านระบบรางหลายหน่วยงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด โดยเร่งผลักดันและเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งทางรางของประเทศ ส่งเสริมในการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้กับการดำเนินภารกิจของหน่วยงานอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างมีระบบ สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน รวมถึงเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นให้ระบบขนส่งทางราง มีความทันสมัย และคล่องตัว อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง โดยหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ แทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อลดมลพิษในอากาศ แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมัน เนื่องจากรัฐบาลมีแผนผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 พร้อมเน้นย้ำว่าประชาชนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงต่อเวลา รวมถึงต้องดำเนินงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล อีกทั้งได้กำชับให้ รฟฟท.คำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรอยู่เสมอ เนื่องจากบุคลากรทุกคนนั้น มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ได้สั่งการให้ รฟฟท. บริหารการใช้งบประมาณอย่างมีระบบ โดยเฉพาะเรื่องค่าแรงและค่าล่วงเวลา ควรจะดำเนินการอย่างเหมาะสม


ทางด้าน นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ พร้อมขานรับนโยบาย โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญแบ่งออกเป็น  2 ด้าน ได้แก่


ด้านที่ 1 ด้านการให้บริการประชาชน


ดำเนินงานตามโครงการ พัฒนางานบริหารสู่มาตรฐาน Omotenashi “Year of Omotenashi Service” คือ การให้บริการด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม สร้างความสุขให้แก่ผู้ใช้บริการ เอาใจใส่ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการพัฒนามาตรฐานงานบริการ ควบคู่กับความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในด้านงานบริการให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด อีกทั้งจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้โดยสารเกิดความประทับใจ และเลือกมาใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษา และออกแบบจัดทำโครงการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มการเข้าถึง (Feeder) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก โดยมีการดำเนินโครงการที่สำคัญ ดังนี้

1. บูรณาการความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถไฟดีเซลรางในเส้นทาง ธนบุรี - ตลิ่งชัน - นครปฐม (ใช้เวลาเดินทางเพียง 55 นาที และอัตราค่าโดยสาร 20 บาท เท่านั้น) เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดนครปฐมเชื่อมเข้าสู่สนามบินดอนเมือง(สถานีดอนเมือง) ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว


2. บูรณาการความร่วมมือกับ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) จัดรถขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Bus) หรือ EV Bus พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมต่อระหว่าง สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง(สถานีหลักสี่) จุดจอดบริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 5 ไปยังศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B และ C (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)


ทั้งนี้ รฟฟท. ยังคงเดินหน้าพัฒนาการเดินทางระบบการขนส่งรองด้วยระบบ Feeder อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 13 สถานี ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย

 

ด้านที่ 2 ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม


รฟฟท. มีแผนยกระดับการบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีแดงสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้ Concept : The Smart Railway Ecosystem โดยจะมีการติดตั้งระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบฝังตัวในขบวนรถไฟฟ้าเพื่อการบำรุงรักษาแบบแม่นยำสำหรับทางวิ่งและระบบไฟฟ้า (Embedded Smart Monitoring and Diagnostic System in On-Service Train for Predictive Maintenance of Redline Track and OCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยมีการฝังอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ภายในขบวนรถไฟฟ้าที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านการสั่นสะเทือนของตัวรถ และนำมาเป็นข้อมูลสำหรับวางแผนการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมั่นได้ว่า รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีระบบการควบคุมการเดินรถที่มีความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยมขององค์กร ที่มุ่งเน้นเรื่องการเดินรถไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด

อย่างไรก็ตาม หลังจากการมอบนโยบายดังกล่าวแล้ว บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จะรายงานความก้าวหน้าของแผนการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯจะมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน


โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th


“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”


รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง


เริ่มวันแรก ผู้คนคึกคักงาน “ปากเบิร์น เพลินพุง” ที่ เซ็นทรัลเชียงราย

  เริ่มวันแรก ผู้คนคึกคักงาน  “ปากเบิร์น เพลินพุง” ที่ เซ็นทรัลเชียงราย เริ่มวันแรก ระหว่างวันที่ 19 – 25 พ.ค. 69 รวม 7 วัน ณ ลานกิจกรรม ชั้...