วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569

TRSC Medical Team ทีมจักษุแพทย์ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับจักษุแพทย์จากนานาชาติ บนเวที 38th APACRS /RCOPT 55

 TRSC Medical Team ทีมจักษุแพทย์ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับจักษุแพทย์จากนานาชาติ บนเวที 38th APACRS /RCOPT 55  

TRSC International Eye and Vision Center นำโดยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เข้าร่วมบรรยายแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ 38th APACRS (Asia-Pacific Association of Cataract & Refractive Surgeons (APACRS) 2026 ระหว่างวันที่ 4–6 มิถุนายน 2569 ณ Pattaya Exhibition And Convention Hall  (PEACH) นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทาง TRSC หยุดให้บริการผ่าตัดในวันดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการต่อยอดองค์ความรู้ระดับนานาชาติ 

โดยในครั้งนี้ นพ. พิชิต นริพทะพันธุ์ ได้รับเกียรติในการเป็นประธานจัดงานร่วม พร้อมขึ้นกล่าวเปิดงานและ ศ.เกียรติคุณ นพ.สบง ศรีวรรณบูรณ์ ได้รับเกียรติ เป็น Scientific Chairman อาจารย์แพทย์ผู้ดูแลด้านเนื้อหาวิชาการของการจัดงานประชุมวิชาการในประเทศไทยครั้งนี้ และทีมแพทย์ TRSC ได้รับเชิญให้มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะสำคัญต่างๆอีกมากมาย อาทิเช่น ประธานประจำหัวข้อการประชุม, ผู้บรรยาย และ Moderator ผู้ดำเนินรายการ พร้อมเข้าร่วมฟังบรรยาย ทั้งในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดแก้ไขสายตา การผ่าตัดต้อกระจก การคำนวณเลนส์แก้วตาเทียม และการดูแลคนไข้ในรายที่มีความซับซ้อน และการเลือกใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับผลลัพธ์การรักษาให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย


นำโดย นพ.เอกเทศ ชันซื่อ ผู้อำนวยการแพทย์ 𝙏𝙍𝙎𝘾 𝙄𝙣𝙩𝙚𝙧𝙣𝙖𝙩𝙞𝙤𝙣𝙖𝙡 𝙀𝙮𝙚 𝙖𝙣𝙙 𝙑𝙞𝙨𝙞𝙤𝙣 𝘾𝙚𝙣𝙩𝙚𝙧 ร่วมเป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ถ่ายทอดองค์ความรู้ในช่วงการบบรยาย KLEX MasterClass ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ด้านการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเทคนิค KLEX  (Keratorefractive Lenticule Extraction) การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์แบบไร้ใบมีดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยนับเป็นการรักษาที่ตอบโจทย์ Pain Point ของคนไข้กลุ่มสายตาสั้นและสายตาเอียงในปัจจุบัน ที่มีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความแม่นยำ ความสบายระหว่างการรักษา และผลลัพธ์หลังผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ในชีวิตประจำวัน


พร้อมกันนี้ นพ.พิชิต นริพทะพันธุ์ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการด้านศัลยกรรมกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ ร่วมเป็นผู้อำนวยการหลักสูตร Phakic IOL MasterClass และร่วมเป็นผู้บรรยาย  Speaker ในหัวข้อ “My Favorite Toric IOLs” ต้อกระจก และการแก้ไขสายตาผิดปกติ ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านการเลือกใช้เลนส์ตาเทียมแบบแก้สายตาเอียง (Toric IOLs) พร้อมร่วมถ่ายทอดความรู้ ในหัวข้อ “How to do IOL Calculation in Cataract with ICL and Easy Removal Technique” เทคนิคการคำนวณค่าเลนส์ให้แม่นยำต้อกระจกที่เคยเข้ารับการผ่าตัดใส่เลนส์ ICL มาก่อน


ในช่วงต่อมา พญ.ปัจฉิมา จันทเรนทร์ จักษุแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ ยังได้ร่วมบรรยาย 2 หัวข้อ และเป็น Session Chair อีก 1 หัวข้อใน MasterClass: Mastering KLEx (MasterClass เดียวกับที่ นพ.เอกเทศดำเนินรายการในฐานะ Chairman) — บรรยายหัวข้อ Surgical Technique for Uneventful Lenticule Extraction เทคนิคการผ่าตัด KLEx ให้ง่าย ราบรื่นและปลอดภัย ใน Refractive Surgery Updates — บรรยาย Management of Epithelial Ingrowth After KLEx/LASIK เรื่องการจัดการภาวะ Epithelial Ingrowth ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดหลังผ่าตัด KLEx หรือ LASIK และร่วมเป็น Session Chair ใน Free Paper – Refractive Surgery 2 คู่กับ Dr. Sujatha Mohan จากอินเดีย ทำหน้าที่ดำเนินรายการและร่วมพิจารณาตัดสินรางวัล Best Paper Award สำหรับงานวิจัยที่นำเสนอในหัวข้อดังกล่าว



ศ.เกียรติคุณ นพ. สบง ศรีวรรณบูรณ์ จักษุแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ ร่วมถ่ายทอดความเชี่ยวชาญใน 3 หัวข้อสำคัญ เพื่อผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดของคนไข้ ได้แก่

Biometry MasterClass "เทคนิคการวัดค่าโครงสร้างดวงตาขั้นสูง" ก่อนผ่าตัด I Am Emmetropic After LASIK. Will I Remain Emmetropic After Cataract Surgery?  "ทำเลสิกมาจนสายตาปกติแล้ว ถ้าต้องผ่าต้อกระจก สายตาจะยังชัดเหมือนเดิมไหม?"  Corneal Spherical Aberration "ความคลาดเคลื่อนของแสงจากความโค้งกระจกตา" กระจกตาของคนเราแต่ละคนมีความโค้งที่ไม่เท่ากัน ซึ่งทำให้แสงหักเหและเกิดความคลาดเคลื่อนได้ การที่จักษุแพทย์ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ความโค้งกระจกตาอย่างละเอียด จะช่วยให้สามารถคำนวณและ 'เลือกเลนส์ตาเทียมที่ออกแบบมาเพื่อหักล้างความคลาดเคลื่อนนี้ได้อย่างพอดีเฉพาะบุคคล' 

รศ. พญ. วรินทร จักรไพวงศ์ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขากระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา ได้บรรยายความรู้ในหัวข้อ Correction in Corneal Diseases for Cataract Surgery เนื่องด้วย การผ่าตัดต้อกระจกในคนไข้ที่มีโรคของกระจกตา มีข้อจำกัด และส่งผลกระทบต่อผลการผ่าตัด ตั้งแต่ก่อนผ่า ระหว่างผ่า และหลังผ่าตัด มากกว่าในภาวะปกติ การวางแผน การเตรียมการ และการให้การรักษากระจกตาที่ผิดปกติอย่างถูกต้องก่อนผ่าตัด จะส่งผลให้การผ่าตัดต้อกระจกได้ผลดี และเพิ่มคุณภาพการมองเห็น รวมถึง การใช้ Excimer laser ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ใช้ในผ่าตัดแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติได้อย่างแม่นยำ และเป็นที่นิยม ยังเป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้เพื่อการรักษาโรคกระจกตาหลายชนิด ได้อย่างปลอดภัยและให้ผลดีเยี่ยม รวมถึงในการรักษาก่อนการทำผ่าตัดต้อกระจกอีกด้วย

นพ.ธนกฤต สรสิทธิ์ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต้อกระจกและเลนส์ตาเทียม TRSC ได้รับเกียรติให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Eyeworlds สื่อชั้นนำระดับโลกจากอเมริกา ถึงนวัตกรรมเลนส์สายตาที่ให้ความคมชัดทุกระยะด้วยเทคโนโลยี (Pro) pure refractive optic และความภาคภูมิใจในฐานะจักษุแพทย์คนแรกแห่ง Asia-pacific ที่ได้ใช้เลนส์ LuxLife


นอกจากนี้ คุณหมอยังได้แบ่งปันวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการผ่าตัดต้อกระจก เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำและปลอดภัยที่สุดสำหรับคนไข้ร่วมถ่ายทอดมุมมองใหม่ของการผ่าตัดต้อกระจกในยุค Premium IOL รับบทบาทเป็นประธานในหัวข้อ General Cataract II และร่วมเป็นผู้บรรยายในหัวข้อ Redefining ‘Routine’ Cataract Surgery in the AI & Premium IOL Era สะท้อนแนวคิดสำคัญว่าการผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการรักษาภาวะเลนส์ตาขุ่นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการออกแบบคุณภาพการมองเห็นหลังผ่าตัดให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไข้ 


รวมถึงยังร่วมแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับจักษุแพทย์จากต่างประเทศ ถึงการเป็นเลือกเลนส์ในเคสยากหรือเคสท้าย ของคนไข้ต้อกระจก ที่มีค่าสายตาสั้นมาก (high myopia) -13.0 ถึง -14.0 daiopter และคนไข้ต้อกระจก ที่เคยแก้ไขสายตา (Post-refractive surgery) ซึ่งถือเป็นเคสที่มีความซับซ้อนและท้าทาย

การเข้าร่วมงาน 38th APACRS  2026 ของทีมแพทย์ TRSC ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า TRSC ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการรักษา แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ เป็นผู้นำในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์บนเวทีระดับนานาชาติ และการต่อยอดความเชี่ยวชาญของจักษุแพทย์อย่างต่อเนื่อง

TRSC ยังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการดูแลสายตาด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมอบผลลัพธ์การมองเห็นที่แม่นยำ ปลอดภัย และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของคนไข้ในระยะยาว

ขอเชิญร่วมการเสวนาพิเศษ “ทางรอดของเกษตรกรไทยในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก” ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการผลิต การตลาด และการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมไทยสู่ตลาดโลก

 ขอเชิญร่วมการเสวนาพิเศษ “ทางรอดของเกษตรกรไทยในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก” ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการผลิต การตลาด และการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมไทยสู่ตลาดโลก

     สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เตรียมจัดการเสวนาพิเศษหัวข้อ “ทางรอดของเกษตรกรไทยในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการส่งออก” ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนาศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอมไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน


     กิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เสวนานี้​เหมาะสมกับ​เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิจัย นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอม


     การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอต ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตร สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดการเสวนา พร้อมนำเสนอทิศทางการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล


     สำหรับการดำเนินรายการเสวนา​ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ (Hub of Talents)


ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย


• คุณนงนุช สุขใจเจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิง เฟรช ฟาร์ม จำกัด (King Fresh Farm Co., Ltd.)


• คุณณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นซี โคโคนัท จำกัด (NC Coconut Co., Ltd.)


• คุณชวาล คงทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตรและการพัฒนาผลผลิตเพื่อการส่งออก


โดยประเด็นสำคัญที่จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและองค์ความรู้ ประกอบด้วย


การผลิตมะพร้าวน้ำหอมไทยในภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แนวทางบริหารจัดการปัญหาผลผลิตล้นตลาดและความผันผวนของราคา

การเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมและนวัตกรรมอาหาร

การยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อรองรับตลาดส่งออก

การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาควิจัย

     เวทีเสวนาดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 ที่มุ่งสร้างองค์ความรู้และขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยสู่ภาคเกษตรกรรมไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศที่มีศักยภาพสูงในตลาดโลก


     ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย


     สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ (Hub of Talents)


โทรศัพท์ 063-639-2697


เว็บไซต์ https://nhptf.com

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการ “พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องในถิ่นทุรกันดาร” ครั้งที่ 3 รุดส่งมอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น พร้อมค่าพาหนะ ค่าติดตั้งพัดลม แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนเพิ่มอีก 5 จังหวัด รวมมูลค่ากว่า 9 แสนบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการ “พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องในถิ่นทุรกันดาร” ครั้งที่ 3 รุดส่งมอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น พร้อมค่าพาหนะ ค่าติดตั้งพัดลม แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนเพิ่มอีก 5 จังหวัด รวมมูลค่ากว่า 9 แสนบาท






ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก พร้อมด้วย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์/หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่มอบชุดพัดลมเพดาน แขวนผนัง และตั้งพื้น รวมทั้งชุดนักเรียน ในโครงการ พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องในถิ่นทุรกันดาร ครั้งที่ 3 ให้แก่สถานศึกษาในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สิงห์บุรี  ชัยนาท  ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี รวม 5 จังหวัด 25 โรงเรียน รวมจำนวนพัดลมทั้งสิ้น 274 ตัว พร้อมมอบค่าพาหนะให้แก่โรงเรียนๆ ละ 2,000 บาท และค่าติดตั้งพัดลมแก่โรงเรียนๆ ละ 3,000 บาท นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้มอบชุดนักเรียน ให้แก่นักเรียนทั้ง 25 โรงเรียน รวม 750 ชุด รวมงบประมาณทั้งสิ้น 995,494 บาท (เก้าแสนเก้าหมื่นห้าพันสี่ร้อยเก้าสิบสี่บาทถ้วน) เพื่อลดสภาวะอากาศร้อนภายในโรงเรียน ให้นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียนได้คลายร้อนและมีสมาธิในการเรียนการสอน โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย มูลนิธิฯ / สมาคมจีนประจำจังหวัดต่างๆ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจุดสิงห์บุรี ร่วมลงพื้นที่แจกจ่าย





โครงการพัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดาร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษาถิ่นทุรกันดารที่ขาดแคลนพัดลม จึงมอบหมายให้คณะกรรมการมูลนิธิฯ จัดทีมฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เร่งดำเนินการโครงการ พัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดาร นำร่องเมื่อปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดยมอบชุดพัดลมแก่สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี รวม 5 จังหวัด  25 โรงเรียน  และได้ขยายพื้นที่บรรเทาทุกข์ต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2569 รวมการดำเนินการโครงการพัดลมคลายร้อน สร้างสุข เพื่อน้องถิ่นทุรกันดารแล้ว 15 จังหวัด 75 โรงเรียน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท 

  




ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ชนชั้น และศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ภายใต้ปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร กิจกรรม ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือคลิกเพื่อติดตามทางช่องทางอื่นๆ รวมถึงพิกัดของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ 3 หน่วยรับรองระบบงานภาครัฐ จัดงานวันรับรองระบบงานโลก World Accreditation Day 2026 ภายใต้หัวข้อ “Innovation, Trust and Sustainability: The Power of Accreditation” หนุนใช้ประโยชน์ของการรับรองระบบงานเพื่อขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ 3 หน่วยรับรองระบบงานภาครัฐ จัดงานวันรับรองระบบงานโลก  World Accreditation Day 2026 ภายใต้หัวข้อ “Innovation, Trust and Sustainability: The Power of Accreditation” หนุนใช้ประโยชน์ของการรับรองระบบงานเพื่อขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

      วันที่ 9 มิถุนายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ ร่วมกับสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ (สมป.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดงานสัมมนาเชิงวิชาการเนื่องในวันรับรองระบบงานโลก ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “Innovation, Trust and Sustainability: The Power of Accreditation” เพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและรับรองภายใต้การรับรองระบบงานให้แก่ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรณรงค์การใช้ประโยชน์ของการรับรองระบบงานเพื่อขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนภายในประเทศและระหว่างประเทศมากขึ้น โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธาน ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพ กรุงเทพมหานคร และถ่ายทอดผ่านระบบการประชุมออนไลน์  

      


ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงมีความต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพตามการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ สุขภาวะและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงต้องอาศัยการพัฒนามาตรฐาน และการรับรองให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การคิดค้นสิ่งใหม่ แต่หมายรวมถึงการพัฒนาสินค้า บริการ และปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เพิ่มคุณค่าให้แก่สินค้าและบริการเชิงคุณภาพ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศให้ก้าวข้ามข้อจำกัดพรมแดนทางการค้า โดยต้องอาศัยกลไกระบบการรับรองที่มีคุณภาพ เป็นกลาง ตรวจสอบได้ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดย วศ. ได้บูรณาการการทำงานด้านการรับรองระบบงาน การกำกับดูแล การวิจัย และการส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกันอย่างเป็นระบบ ต่อยอดผลงาน      สู่การใช้ประโยชน์และเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับหัวข้อของวันรับรองระบบงานโลก ประจำปี 2026

       นอกจากนี้ ภายในงานสัมมนาฯ ได้จัดเวทีอภิปรายหลากหลายประเด็น โดยมีผู้แทน วศ. ได้แก่              นางจันทรัตน์ วรสรรพวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Innovation, Trust and Sustainability: The Power of Accreditation” ดร.ปาษาณ กุลวานิช ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ ร่วมอธิปรายในหัวข้อ “นวัตกรรมและการขับเคลื่อนการพัฒนาหุ่นยนต์ยานยนต์อัตโนมัติสู่มาตรฐานสากล” นอกจากนี้ยังมี รศ.ดร. วันวิสาข์ ตรีบุพชาติสกุล ที่ปรึกษา บริษัท วี เมด เเเล็บ เซ็นเตอร์ จำกัด ได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Real Stories, Real Impacts: Enabling Innovation, Global Trust, Sustainable Future through Accreditation.” ทั้งนี้ วศ. ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนและเชื่อมต่อความสามารถของห้องปฏิบัติการไทย เข้าสู่ระบบคุณภาพของโลก และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดทั้งในและต่างประเทศ พัฒนานวัตกรรม และความยั่งยืนเพื่อโลกอนาคต โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพที่มั่นคงต่อไป


วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

วธ. ผนึกเครือข่ายจัด “วิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล” ถวายพระกุศล 99 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

 วธ. ผนึกเครือข่ายจัด “วิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล” ถวายพระกุศล 99 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช


เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงเจริญพระชนมายุ 99 พรรษา ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 นับเป็นศุภสมัยสำคัญยิ่งที่จะทรงเจริญพระชนมายุครบหนึ่งศตวรรษ รัฐบาลจึงได้กำหนดจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา ถวายพระกุศล โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจัดกิจกรรมให้สมพระเกียรติยศอย่างสูงสุด

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับคณะสงฆ์ องค์กรทางพระพุทธศาสนา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายสถานปฏิบัติธรรมทั่วประเทศ จัดกิจกรรม “วิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล” ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2569 เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช และเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างถูกต้อง




กิจกรรมดังกล่าวมุ่งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ผ่านการฝึกสติและสมาธิ อันเป็นรากฐานสำคัญของการมีสุขภาวะทางกายและใจ ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางอารมณ์ ลดความเครียด เพิ่มความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ตลอดจนส่งเสริมการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง และสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน






การส่งเสริมการปฏิบัติธรรม เป็นการพัฒนาทุนทางจิตวิญญาณของประเทศ (Spiritual Capital) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพคนและคุณภาพสังคม สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมภายใต้แนวคิด “ไทไทย : สร้างพลังวัฒนธรรม สร้างสุข สร้างอนาคต (Empowering Culture for Better Living)” ที่มุ่งนำทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ในการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล




รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินกิจกรรมบูรณาการร่วมกับเครือข่ายสถานปฏิบัติธรรมต้นแบบ และองค์กรทางพระพุทธศาสนา จำนวน 10 แห่ง ประกอบด้วย ส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร ได้แก่ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่วนภูมิภาค ได้แก่ หอธรรมพระบารมี จังหวัดฉะเชิงเทรา วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) จังหวัดเชียงใหม่ วัดป่าถ้ำวัว จังหวัดแม่ฮ่องสอน โพธิธรรมญาณสถาน จังหวัดสงขลา วัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี และวัดหนองป๋าจะพง จังหวัดอุบลราชธานี และสถานปฏิบัติธรรมที่เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ


ทั้งนี้ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม มุ่งหวังให้เครือข่ายสถานปฏิบัติธรรมดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านสมาธิและวิปัสสนากรรมฐานแก่ประชาชนในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสมาธิและการพัฒนาจิตใจในรวธ. ผนึกเครือข่ายจัด “วิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล” ถวายพระกุศล 99 พรรษา สมเด็จพระสังฆราชะดับนานาชาติ เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ 


จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีศูนย์ปฏิบัติธรรมของวัดทั่วประเทศกว่า 2,800 แห่ง โดยมีผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง กรมการศาสนาจึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดทำเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลศูนย์ปฏิบัติธรรม https://e-service.dra.go.th/meditation_hub/ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สนใจสามารถค้นหาและลงทะเบียนเข้าร่วมปฏิบัติธรรมได้ตามวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมกับความต้องการ ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาจิตใจของประชาชนแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย




รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้บูรณาการความร่วมมือกับคณะสงฆ์และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เตรียมจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาถวายพระกุศล ประกอบด้วยส่วนกลาง พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค จัดกิจกรรมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ในทุกจังหวัด เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนร่วมแสดงความกตัญญูกตเวที น้อมถวายสักการะแด่สมเด็จพระสังฆราช พร้อมร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และพลังแห่งความดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยโดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุข ความสามัคคี และความผาสุกอย่างยั่งยืนต่อไป ///



TRSC Medical Team ทีมจักษุแพทย์ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับจักษุแพทย์จากนานาชาติ บนเวที 38th APACRS /RCOPT 55

  TRSC Medical Team ทีมจักษุแพทย์ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับจักษุแพทย์จากนานาชาติ บนเวที 38th APACRS /RCOPT 55    TRSC ...