วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569

สคส. เปิดเวที PDPC Certification Mark Executive Talkพร้อมยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล

 สคส. เปิดเวที PDPC Certification Mark Executive Talkพร้อมยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) PDPC จัดกิจกรรม PDPC Certification Mark Executive Talk ภายใต้หัวข้อ “PDPC Certification Mark กับการยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารองค์กร เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และผู้เกี่ยวข้อง ได้เข้าใจความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เห็นภาพการเตรียมความพร้อม และแนวทางต่อยอดจากการปฏิบัติตามกฎหมายสู่การสร้างความเชื่อมั่นขององค์กร พร้อมไฮไลต์การถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากหน่วยงานที่เข้าสู่กระบวนการตรวจรับรองมาตรฐาน ในการขอรับ PDPC Certification Mark สร้างผลลัพธ์รูปธรรมสำหรับปรับใช้กับองค์กรทั่วประเทศ

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า “PDPC Certification Mark เป็นเครื่องหมายรับรองว่าองค์กรมีกระบวนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในระดับที่เชื่อถือได้ สคส. จึงให้ความสำคัญอย่างเข้มข้นตั้งแต่การกำหนดเกณฑ์และมาตรฐานให้ชัดเจน ตรวจสอบได้ และสอดคล้องทั้งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยและแนวปฏิบัติสากล”

ด้าน นายเขมทัตต์ พลเดช ประธานคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มองว่า การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้เชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทยโดยตรง “ปัจจุบันตลาดโลกให้ความสำคัญอย่างมากว่าข้อมูลที่รับส่งกันในการค้าต้องไม่รั่วไหล หากองค์กรไม่มีมาตรฐานรองรับ ทั้งคู่ค้าต่างชาติและลูกค้าก็จะไม่ยอมรับ” เกณฑ์ของ Certification Mark จึงผนวกมาตรฐานสากล อาทิ ISO, GDPR, NIST และแนวทางของ ICO สหราชอาณาจักร

พ.ต.อ. ณัทกฤช พรหมจันทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อธิบายว่า เกณฑ์การขอ PDPC Certification Mark ในระยะแรกมีทั้งหมด 4 กลุ่ม 10 ด้าน 128 ข้อ องค์กรที่ยื่นขอต้องเป็นหน่วยงานระดับกรมหรือนิติบุคคล ทั้งภาครัฐและเอกชน และต้องประเมินตนเองผ่าน Privacy Maturity Model (PMM) ให้ได้ระดับ 5 ครบทุกข้อก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่การตรวจประเมินซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 180 วัน โดยมีการตรวจสอบหลายขั้นตอน ซึ่งรวมถึงผู้ตรวจประเมินอิสระจากภายนอกด้วย


ผลการประเมินแบ่งการรับรองเป็น 2 ระดับ คือ PDPA Compliance Certificate สำหรับองค์กรที่ได้คะแนนตั้งแต่ 80% และ PDPA Certificate สำหรับองค์กรที่ได้คะแนนตั้งแต่ 90% ขึ้นไป ซึ่งจะได้รับตราพร้อมโล่ประดับหน่วยงาน การรับรองมีอายุ 3 ปี โดย สคส. จะติดตามตรวจประเมินทุกปีเพื่อให้องค์กรรักษามาตรฐานไว้อย่างต่อเนื่อง

ในภาคบ่ายกิจกรรม PDPC Certification Mark Executive Talk ยังได้เชิญผู้แทนจาก องค์กรจากธุรกิจโทรคมนาคม พลังงาน การเงิน กฎหมาย การศึกษา และหน่วยงานด้านข้อมูลของภาครัฐ ที่เข้าสู่กระบวนการตรวจรับรองมาตรฐาน โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์พร้อมเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมการประเมินดังกล่าว  โดยมีขั้นตอนและแนวปฏิบัติ ทำความเข้าใจขั้นตอนการขอรับรองมาตรฐาน ตลอดจนทิศทางและแผนการขับเคลื่อนในระยะต่อไป เพื่อยกระดับองค์กรไทยสู่ระบบนิเวศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มั่นคงและปลอดภัยมุมมองและประสบการณ์จริง ทั้งนี้ สคส. มีกำหนดจัดพิธีมอบเครื่องหมายรับรองอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2569 นี้

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เสริมทิ้งท้ายว่า สคส. ตั้งใจพัฒนาเกณฑ์ให้กระชับและเข้าใจง่ายขึ้น โดยเน้นผลลัพธ์ของการคุ้มครองข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง พร้อมขยายการเข้าถึงไปสู่องค์กรทุกประเภทและชุมชน และผลักดันให้เครื่องหมายนี้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“สคส. อยากให้ทุกหน่วยงานมองการดำเนินการตามมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการเดินทางที่ได้ประโยชน์ในทุกวัน เพราะต้องขับเคลื่อนทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงาน นโยบาย การจัดการความเสี่ยง ไปจนถึงเทคโนโลยี เราพร้อมสนับสนุนทั้งองค์ความรู้และเครื่องมือ เพื่อสร้าง Data Protection Ecosystem ที่ประโยชน์ส่งต่อถึงคู่ค้า ผู้ให้บริการ และพี่น้องประชาชน”

สำหรับผู้ที่พลาดการเข้าร่วมงาน “PDPC CERTIFICATION MARK EXECUTIVE TALK” ภายใต้หัวข้อ “PDPC CERTIFICATION MARK กับการยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล” สามารถรับชมบันทึกการเสวนาย้อนหลังได้แล้ววันนี้ ครบถ้วนทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย ทาง Youtube ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC


วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ไทย – EU ชื่นมื่น ยกย่องไทยพร้อมส่งออกสินค้า EUDR มั่นใจมาตรฐานระดับโลก 🇪🇺🇹🇭🇪🇺🇹🇭

 ไทย –  EU ชื่นมื่น ยกย่องไทยพร้อมส่งออกสินค้า EUDR มั่นใจมาตรฐานระดับโลก 🇪🇺🇹🇭🇪🇺🇹🇭

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นางสาวอิงอร ปัญญากิจ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ให้การต้อนรับและร่วมหารือกับ Ms. Monica Hencsey ผู้อำนวยการฝ่ายการทูตสีเขียวและพหุภาคีนิยม คณะกรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม (DG ENV) พร้อมด้วย Dr. Michael Bucki ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม การเกษตร และสุขภาพ จากคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในการหารือ Ms. Monica ได้แสดงความสนใจและกล่าวชื่นชมการดำเนินงานของไทยและการพัฒนา National EUDR Single Window (NESW) เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการในการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับสินค้า EUDR พร้อมขอเชิญไทยให้เข้าร่วมนำเสนอความก้าวหน้าของแพลตฟอร์ม EUDRThai.com ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมในการเตรียมความพร้อมระดับภูมิภาคในการประชุม EUDR Multi-stakeholder Deforestation Platform โดยสหภาพยุโรปมีความยินดีอย่างมากที่จะร่วมจัดทำโครงการความร่วมมือ Thai Smallholder Project Phase 2 กับ มกอช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ในต้นปีหน้า ด้วยงบประมาณสนับสนุนกว่า 1.5 ล้านยูโร เพื่อเติมเต็มช่องว่างในการพัฒนาศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถส่งออกสินค้า EUDR ได้ในรายสินค้าสำคัญ อาทิ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน และไม้ยางพารา ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดสหภาพยุโรป ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมต่อไป 


💐💐 ทั้งนี้ ฝายสหภาพยุโรปได้กล่าวแสดงความยินดีกับนางสาวอิงอร ปัญญากิจ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติอีกด้วย

“จุลพันธ์” Kick Off ส่งคาราวานช่างศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” บรรเทา-ฟื้นฟูความเสียหายเมืองกรุง หลังน้ำลด

 “จุลพันธ์” Kick Off ส่งคาราวานช่างศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” บรรเทา-ฟื้นฟูความเสียหายเมืองกรุง หลังน้ำลด

วันที่ 2 ตุลาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประธานพิธี Kick Off ขบวนคาราวานทีมช่าง ศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” ภายใต้โครงการบรรเทาและฟื้นฟูความเสียหายอันเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ “ซ่อมสร้างสุข” พร้อมมอบนโยบายแนวทางการบรรเทาและฟื้นฟูความเสียหายอันเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติแก่ทีมช่างของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ณ กระทรวงแรงงาน พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข“ ณ โรงเรียนวัดหลักสี่ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นพิธีว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้ในพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม สระบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และนครราชสีมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน และสิ่งสาธารณูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ (รถจักรยานยนต์, รถยนต์) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพและเป็นเครื่องมือทำกินของพี่น้องประชาชน และน้ำลด สิ่งที่ตามมา คือ ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือจัดหาสิ่งของเหล่านี้ใหม่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน การเร่งฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ให้กลับสู่สภาวะปกติ จึงเป็นวาระเร่งด่วนที่กระทรวงแรงงานต้องให้ความช่วยเหลือ จึงได้ สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั้ง 5 หน่วยงาน บูรณาการความช่วยเหลือ เร่งระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนสถานประกอบการ ลูกจ้าง แรงงาน ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ 


ในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้สั่งการให้เปิดโรงครัว โดยใช้พื้นที่ของวิทยาลัยแรงงาน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ประกอบอาหาร จัดเตรียมข้าวกล่อง จำนวน 5,000 ชุด พร้อมจัดตั้งศูนย์ “ ซ่อม สร้าง สุข” บริการได้รับผลกระทบอุทกภัยหลังน้ำลด ซึ่งวันนี้กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะร่วมกันส่งขบวนคาราวานทีมช่างฝีมือกว่า 100 คน ประจำ ณ ศูนย์ “ ซ่อม สร้าง สุข” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ ผมและคณะผู้บริหาร จะลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยที่โรงเรียนวัดหลักสี่อีกด้วย

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวต่อว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน มีความพร้อมทั้งด้าน “บุคลากร” (ครูฝึก เจ้าหน้าที่) และ “เครือข่ายช่างฝีมือ” ทั่วประเทศ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการดระทรวงแรงงาน จึงได้จัดตั้ง ศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” ขึ้น มีเป้าหมายในการให้บริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ให้แก่ประชาชน


ในพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน 1,500 ครัวเรือน และมอบหมายให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจัดตั้งศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” เพื่อบริการประชาชนเช่นกัน โดยระดมช่างฝีมือ เจ้าหน้าที่ รวมไปถึงเครือข่ายกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และจิตอาสาทั้งภาครัฐและเอกชน มาให้บริการประจำศูนย์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการซ่อมแซมของประชาชน


ปัจจุบันกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดตั้งศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” แล้ว จำนวน 30 จังหวัด รวม 79 แห่ง พื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 13 แห่ง ปริมณฑล จำนวน 10 แห่ง ซึ่งประชาชนที่ต้องการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะ สามารถเช็คศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” ได้ที่ เพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือ https://eit.dsd.go.th/rep 

การท่องเที่ยวไต้หวันเปิดตัวแคมเปญประชาสัมพันธ์แบบบูรณาการในตลาดไทย ชวนสัมผัส “Unseen Taiwan” ผ่าน 4 ธีมท่องเที่ยว

 การท่องเที่ยวไต้หวันเปิดตัวแคมเปญประชาสัมพันธ์แบบบูรณาการในตลาดไทย ชวนสัมผัส “Unseen Taiwan” ผ่าน 4 ธีมท่องเที่ยว

สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “2026 Taiwan Tourism Media Promotion Campaign” ณ Paragon Cineplex กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อเริ่มต้นแผนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในตลาดไทยระลอกใหม่อย่างเป็นทางการ โดยแคมเปญจะดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 ถึงปี 2570 ครอบคลุมสื่อบนระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ โรงภาพยนตร์ สื่อโฆษณากลางแจ้ง สื่อภายในลิฟต์อาคารสำนักงานและที่พักอาศัย แพลตฟอร์มดิจิทัล กิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค ตลอดจนสิทธิประโยชน์และโปรโมชันด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้ข้อมูลการท่องเที่ยวไต้หวันเข้าถึงชีวิตประจำวันของชาวไทยในเมืองได้อย่างใกล้ชิดและทั่วถึงยิ่งขึ้น

แคมเปญนี้นำเสนอแนวคิด “Unseen Taiwan” ผ่าน 4 มิติ ได้แก่ วัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ ตลอดจนความหลากหลายและความเป็นมิตร เพื่อถ่ายทอดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของไต้หวัน พร้อมเชิญช่างภาพชาวไทย คุณธีรศักดิ์ ศักดิ์ศรีทวี และนักวาดภาพประกอบ คุณต๊อด อารักษ์ อ่อนวิลัย หรือในนาม Sahred Toy มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำเสนอมุมมองของไต้หวันผ่านสายตาของนักสร้างสรรค์ชาวไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวไต้หวันกับนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นพาไต้หวันเข้าสู่ชีวิตประจำวันของชาวกรุงเทพฯ 

เพื่อให้เนื้อหาการท่องเที่ยวไต้หวันเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น การประชาสัมพันธ์ครั้งนี้จะครอบคลุมหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง พื้นที่พักผ่อนและความบันเทิง พื้นที่เชิงพาณิชย์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไต้หวันในชีวิตประจำวันของชาวไทยมากยิ่งขึ้น 

ในพื้นที่การคมนาคมและแหล่งกิจกรรมต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไต้หวันจะเผยแพร่บนรถไฟฟ้า BTS ระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน และบนรถไฟฟ้า MRT ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ขณะที่ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป จะขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบการพักผ่อนและความบันเทิงผ่านโรงภาพยนตร์ Major Cineplex 

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนกันยายนปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เนื้อหาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไต้หวันจะทยอยเผยแพร่ผ่านสื่อโฆษณากลางแจ้งในย่านธุรกิจและแหล่งชอปปิงสำคัญของกรุงเทพฯ อาทิ EM District, อโศก และสยาม รวมถึงสื่อภายในลิฟต์ของอาคารสำนักงานและอาคารที่พักอาศัยในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ ตลอดจนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไต้หวันอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การเดินทางไปทำงาน การทำงาน การชอปปิง ความบันเทิง ไปจนถึงชีวิตประจำวันของผู้คนในเมือง 

ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อในเมือง การท่องเที่ยวไต้หวันยังเปิดตัวกิจกรรม O2O “Snap Taiwan Moments” ซึ่งเชื่อมโยงกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยเชิญชวนชาวไทยออกตามหาสื่อโฆษณาการท่องเที่ยวไต้หวันตามจุดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ พร้อมร่วมกิจกรรมผ่านการถ่ายภาพ แชร์ และทำกิจกรรมออนไลน์ เพื่อเปลี่ยนผู้คนจากผู้ชมโฆษณาให้ก้าวมาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบอกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวไต้หวันด้วยตนเอง

จากการมองเห็นไต้หวันสู่การวางแผนเดินทางจริง

นอกเหนือจากการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อและกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมแล้ว โครงการครั้งนี้ยังบูรณาการข้อมูลบริการและสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวไต้หวันหลากหลายรูปแบบ อาทิ “Return to Taiwan.Double Your Luck” และข้อเสนอ “Buy 1 Get 1 Free” ของรถไฟความเร็วสูงไต้หวัน (THSR) เป็นต้น 

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวไต้หวันยังร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมและสายการบิน จัดกิจกรรม “True Go Taiwan 2026” โดยนักท่องเที่ยวสามารถรับสิทธิประโยชน์ด้านบัตรโดยสารเครื่องบิน พร้อมรับซิมการ์ดฟรี เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากความสนใจในการเดินทางไปสู่การวางแผนและออกเดินทางท่องเที่ยวไต้หวันจริง 

คุณเฉิน อี้ถิง (Cindy Chen) ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า การประชาสัมพันธ์ครั้งนี้มุ่งเชื่อมโยง “การเผยแพร่ผ่านสื่อ เนื้อหาสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และบริการด้านการท่องเที่ยว” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การสื่อสารด้านการท่องเที่ยวที่ครบวงจร และผลักดันให้ไต้หวันก้าวจากการเป็นจุดหมายปลายทางที่ “ถูกมองเห็น” ไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ “ได้สัมผัส ได้บอกต่อ และท้ายที่สุดคือได้เดินทางไปเยือนจริง”

4 ธีมหลัก ชวนค้นพบ “Unseen Taiwan”

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก ไต้หวันเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในเอเชียที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง ตลาดกลางคืน และอาหารที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายแล้ว ไต้หวันยังมีประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงลึกที่หลากหลาย ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แคมเปญนี้จึงนำเสนอเอกลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไต้หวันผ่าน 4 ธีมหลัก เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยให้รู้จักไต้หวันจากมุมมองที่แตกต่างกัน

Wave of Culture — คลื่นแห่งวัฒนธรรม

มุ่งนำเสนอประวัติศาสตร์อันยาวนานของไต้หวัน วัฒนธรรมดั้งเดิม ความเชื่อและศรัทธาในวัดวาอาราม  ศิลปะ ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัยของไต้หวัน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างประเพณีดั้งเดิมและความทันสมัย

Wave of Flavor — คลื่นแห่งรสชาติ

นำเสนอวัฒนธรรมอาหารอันหลากหลายของไต้หวัน ตั้งแต่อาหารริมทาง อาหารท้องถิ่น ไปจนถึงร้านอาหารระดับมิชลิน ชวนให้นักท่องเที่ยวทำความรู้จักไต้หวันผ่านรสชาติและประสบการณ์ด้านอาหาร 

Wave of Vitality — คลื่นแห่งพลังชีวิต

พานักท่องเที่ยวไปสัมผัสภูเขา ชายฝั่งทะเล และธรรมชาติของไต้หวัน พร้อมสำรวจกิจกรรมกลางแจ้ง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และประสบการณ์การพักผ่อนในรูปแบบต่าง ๆ 

Wave of Love — คลื่นแห่งความรักและความหลากหลาย

มุ่งนำเสนอบรรยากาศทางสังคมของไต้หวันที่เปิดกว้าง มีเสรีภาพ และเป็นมิตร ตลอดจนสภาพแวดล้อมการท่องเที่ยวที่นักเดินทางหลากหลายกลุ่มสามารถออกสำรวจได้อย่างอิสระและสบายใจ

นักสร้างสรรค์ชาวไทยมองไต้หวันผ่านสายตาของตนเองอีกครั้ง 

อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการครั้งนี้ คือการเชิญนักสร้างสรรค์ชาวไทย 2 รายเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตเนื้อหาด้านการท่องเที่ยวไต้หวัน เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากมุมมองของไต้หวันเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังนำเสนอผ่านมุมมองทางวัฒนธรรมที่คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวชาวไทยมากยิ่งขึ้น 

คุณธีรศักดิ์ ศักดิ์ศรีทวี ช่างภาพชาวไทย ใช้ภาพถ่ายบันทึกทิวทัศน์ธรรมชาติ ภาพเมือง และประสบการณ์การเดินทางในไต้หวัน ผ่านมุมมองของช่างภาพไทย เพื่อถ่ายทอดภาพไต้หวันที่แตกต่างจากภาพประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในรูปแบบดั้งเดิม

ส่วน คุณต๊อด อารักษ์ อ่อนวิลัย หรือ Sahred Toy นักวาดภาพประกอบ ได้สร้างสรรค์เรื่องราวการเดินทางที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไต้หวันและไทย โดยมี OhBear มาสคอตหมีดำไต้หวันของสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน และพลาย (Plai) ช้างไทย เป็นตัวละครหลัก

ชื่อ “Plai” มีเสียงพ้องกับคำว่า “Pai” (ไป) ในภาษาไทย ซึ่งหมายถึงการเดินทางไป และสื่อถึงคำเชิญชวนอย่างสนุกสนานว่า “ออกเดินทางไปด้วยกัน!” ตัวละครทั้งสองจากต่างถิ่นได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทาง ออกสำรวจวัฒนธรรม อาหาร เมือง และธรรมชาติของไต้หวันไปพร้อมกัน ผ่านการนำเสนอที่สนุกสนานและเข้าถึงง่าย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ มิตรภาพ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไต้หวันและไทยที่มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันระบุว่า การผสาน 4 ธีมการท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อในเมือง กิจกรรมออนไลน์แบบมีส่วนร่วม งานสร้างสรรค์ทางศิลปะ และบริการด้านการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน มีเป้าหมายเพื่อให้ชาวไทยได้เห็นมิติที่หลากหลายของการท่องเที่ยวไต้หวันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนใจสำรวจวัฒนธรรม ลิ้มลองอาหารท้องถิ่น สัมผัสธรรมชาติทั้งภูเขาและทะเล การใช้ชีวิตในเมือง หรือการเดินทางในรูปแบบที่อิสระและหลากหลาย นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาจังหวะการเดินทางที่เหมาะกับตนเองในไต้หวัน และต่อยอดจากความสนใจให้กลายเป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวไต้หวันจริงได้ในที่สุด

แคมเปญนี้นำเสนอการท่องเที่ยวไต้หวันผ่านทั้ง 4 ธีม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตของไต้หวันผ่านวัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ และมิตรไมตรีของผู้คน


วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด จัดทีมสาธารณภัยลงพื้นที่จังหวัดน่าน เยียวยา แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยอุทกภัย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมมูลค่ากว่า 7 แสนบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด จัดทีมสาธารณภัยลงพื้นที่จังหวัดน่าน เยียวยา แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยอุทกภัย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมมูลค่ากว่า 7 แสนบาท



ตามที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัยในหลายภูมิภาค สร้างความเสียหายทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งสั่งการให้ฝ่ายสาธารณภัยเดินหน้าโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดทันที โดยเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดน่าน แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน และน้ำปลา บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ แจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย ณ ที่ว่าการอำเภอปัว และอำเภอท่าวังผา  รวม 1,500 ชุด พร้อมมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท จำนวน 1 ราย รวมงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 715,000 บาท (เจ็ดแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน)  โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ พร้อมด้วย คณะชมรมพ่อค้าน่าน สมาคมฮงสุนน่าน ศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี






นับตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัย มูลนิธิฯ ได้ส่งทีมตอบโต้ภัยพิบัติ ประกอบด้วย กู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร  พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ เรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถยกสูง 4x4 รถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน ฯลฯ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัยในทันที  พร้อมจัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ และเปิดลานมูลนิธิฯ แพ็กถุงยังชีพฉุกเฉิน เพื่อให้ทีมบรรเทาฯ นำลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อเนื่อง โดยผู้ประสบภัยในพื้นที่ต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ตลอด 24 ชั่วโมง *




ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ  ต่อไป

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยอุทกภัย เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ทุกท่านทุกนาย

.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรวมพลังส่งต่อธารน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วม

#น้ำท่วม

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569

ปส. ประกาศความพร้อมโรงไฟฟ้า SMR ตั้ง "สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก" เปิดศูนย์บริการร่วมแห่งชาติ“ เพื่อการกำกับดูแลการออกใบอนุญาต บูรณาการทุกหน่วยงาน

 ⚛️ปส. ประกาศความพร้อมโรงไฟฟ้า SMR ตั้ง "สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก" เปิดศูนย์บริการร่วมแห่งชาติ“ เพื่อการกำกับดูแลการออกใบอนุญาต บูรณาการทุกหน่วยงาน

(30 กันยายน 2569) – นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) แถลงข่าวความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยสำหรับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและการพัฒนาระบบให้บริการเพื่อรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนตามนโยบายของคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส.) ภายใต้การนำของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานกรรมการ โดยที่ประชุม พนส. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 มีมติให้ขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาระบบสำคัญ 6 ด้าน ดังต่อไปนี้

1. ระบบกำกับดูแล SMR ตลอดวงจรชีวิตตามมาตรฐานและแนวทางของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ภายใต้หลัก 3S ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety) ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และการพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards)

2. ระบบเตรียมความพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยงการทำงานจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่

3. ระบบกฎหมายและความรับผิดชอบทางนิวเคลียร์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม

4. ระบบจัดการกากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วอย่างครบวงจร โดยยึดหลักความปลอดภัย ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ผลักภาระไปยังคนรุ่นต่อไป

5. ระบบและแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

6. ระบบการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง

นายแพทย์รุ่งเรือง เปิดเผยข้อมูลสำคัญตามเอกสารคำสั่งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่ 251/2569 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 ว่า ได้มีคำสั่งให้จัดตั้ง "สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก" ขึ้น โดยมีฐานะเป็นหน่วยงานระดับกองภายในสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งมีผู้อำนวยการสถาบันเป็นผู้บังคับบัญชาและมีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ซึ่งเป็นการสนับสนุนและขับเคลื่อนระบบกำกับดูแล SMR ตลอดวงจรชีวิตตามข้อ 1 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามมติที่ประชุม พนส.

จุดเด่นสำคัญของการจัดตั้งโครงสร้างใหม่ครั้งนี้ คือการผลักดันระบบให้บริการและการบูรณาการความร่วมมือ โดยการจัดตั้งระบบศูนย์บริการร่วมแห่งชาติ (National One Stop Service) ให้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยสถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการพิจารณาใบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ และบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอนุญาตและการกำกับดูแลสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วโปร่งใสในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก ยังมีหน้าที่และอำนาจสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับโรงไฟฟ้า SMR เช่น :

ศึกษา วิเคราะห์ และติดตามเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการด้านการกำกับดูแลความปลอดภัย สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก


ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ วัฏจักรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ผู้ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี ทั้งด้านการประเมิน การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลความปลอดภัย ความมั่นคงปลอดภัย และการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้วิชาการทางนิวเคลียร์ ตลอดจนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางนิวเคลียร์ และแผนการจัดเตรียมอัตรากำลังให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก


นายแพทย์รุ่งเรือง เน้นย้ำในช่วงท้ายว่า การจัดตั้ง "สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก" พร้อมด้วยศูนย์บริการร่วมแห่งชาติที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันฯ จะเป็นกลไกสำคัญที่ตอกย้ำความพร้อมของประเทศไทย ในการกำกับดูแลและพัฒนาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR ให้มีความปลอดภัยสูงสุดและได้มาตรฐานระดับสากล

สคส. เปิดเวที PDPC Certification Mark Executive Talkพร้อมยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล

  สคส. เปิดเวที PDPC Certification Mark Executive Talkพร้อมยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) P...