วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

 “อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

กระทรวง อว. โดย บพข. ผนึก กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรที่เคยถูกเผาเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ ขยาย “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” สู่เชียงราย ด้วยแนวคิด “Beyond Innovation” ต่อยอดงานวิจัยพร้อมใช้สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) เจาะคอขวดการรวบรวม คุมคุณภาพ แปรรูปเบื้องต้น และขนส่ง เชื่อมเกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และตลาด แก้โจทย์ PM2.5 พลังงาน ปากท้อง และเพิ่มรายได้สู่คนทุกกลุ่ม จับมือ 5 บริษัททำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเกษตร 1 ปี จำนวน 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี ลด PM2.5 ได้ประมาณ 330,000 กิโลกรัม คาดการณ์ 5 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ได้ 1.6 ล้านกิโลกรัม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเกษตรกร ขับเคลื่อนแนวคิด “Beyond Innovation” ที่ก้าวพ้นการส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้เพียงอย่างเดียว สู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ซึ่งเชื่อมวัตถุดิบ เทคโนโลยี การแปรรูป โลจิสติกส์ และตลาดให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดโจทย์และต่อยอดนวัตกรรมให้ตอบความต้องการจริง เพื่อผลักดันให้การ “เลิกเผา” เป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า “ช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ภาคเหนือมีปัญหา PM2.5 มาก เราพยายามทำทุกวิถีทาง แต่หลายอย่างเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ชัดและเริ่มแก้ตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่บังคับว่าห้ามเผา แต่ต้องทำให้เห็นว่าการไม่เผาสร้างรายได้จริง เมื่อนำวัสดุเกษตรมาแปรรูป มีมหาวิทยาลัยและเอกชนเข้ามารับซื้อ เกษตรกรมีรายได้ เอกชนได้ประโยชน์และเริ่มซื้อเอง นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ เราได้งานวิจัย ชาวบ้านได้เงิน และการเผาลดลง วันนี้เรานำสิ่งที่ได้ทดลองจากเชียงใหม่มาต่อยอดที่เชียงราย พร้อมพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ต้นปีหน้าเรามีอากาศที่สะอาดขึ้น”

“โครงการนี้โมเดลเข้าใจง่าย คือเลิกเผาแล้วจะ ‘เป๋าตุง’ มีเงินเพิ่มในกระเป๋า ขอบคุณ บพข. ที่ริเริ่มโครงการ และขอให้ขยายผลต่อไป เราไม่มีลิขสิทธิ์ ใครเห็นว่าดีก็นำไปทำได้เลย ทีมของเราพร้อมเข้าไปช่วย เพราะเรื่องนี้ทำเพียงพื้นที่เดียวไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันทำทั้งประเทศ”

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยต้องทำให้เกษตรกรมีทางเลือกที่เหมาะสมและสร้างรายได้มากกว่าวิถีการผลิตแบบเดิม เราจึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อนำองค์ความรู้และกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมไปต่อยอด รวมทั้งค้นหาโจทย์วิจัยที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและเศษวัสดุเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พร้อมนำโจทย์จากพื้นที่มาประสานกับกระทรวง อว. และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลงานวิจัยตอบโจทย์เกษตรกรและนำไปใช้ได้จริง”

รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) กล่าวว่า “การแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน นวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่เทคโนโลยี แต่ต้อง ‘สร้างความหมาย’ ให้เศษวัสดุที่เคยเป็นภาระกลายเป็นทรัพยากรและโอกาสของชุมชน ‘สานต่อคุณค่า’ ให้เกิดรายได้ ตลาด และผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้ และ ‘เสริมพลัง’ ให้เกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชนร่วมขับเคลื่อนทั้งระบบ เมื่อ 3 มิตินี้เชื่อมโยงกัน การเลิกเผาจะไม่ใช่เพียงทางออกจากวิกฤตวันนี้ แต่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน นี่คือความหมายของ เหนือกว่าการให้ คือ การร่วมสร้างอนาคต”

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ผลการขับเคลื่อน 8 เส้นทางในช่วง 4 เดือนแรก สามารถนำเศษวัสดุเกษตรกลับเข้าสู่ระบบ 33 ตัน ลดการเกิด PM2.5 ได้ประมาณ 270 กิโลกรัม สร้างมูลค่าจากการแปรรูปและผลิตภัณฑ์นำร่อง 1.61 ล้านบาท และดึงเงินร่วมลงทุนวิจัยจากภาคเอกชนอีก 500,000 บาท สะท้อนว่าเศษวัสดุที่เคยเป็นต้นทุนกำจัดสามารถเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจได้จริง ผ่านกลไกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “5 ตุง” เชื่อมผู้เล่นสำคัญตลอดห่วงโซ่ ได้แก่ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของวัตถุดิบ สหกรณ์หรือธนาคารเศษวัสดุที่ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูปเบื้องต้น ภาคเอกชนผู้ลงทุนและรับซื้อ ผู้ให้บริการขนส่งระยะสั้นในพื้นที่ และระบบโลจิสติกส์ระยะไกล เพื่อให้ปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน และความต้องการของตลาดสมดุลกัน

สำหรับการขยายผลสู่พื้นที่เชียงราย เพื่อสร้างแรงจูงใจระยะต้น บพข. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนโซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องสูบน้ำ 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร แก่เกษตรกรที่นำส่งเศษวัสดุผ่านเครือข่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคู่กับการวางระบบรวบรวม ปรับสภาพ และตรวจสอบข้อมูลวัตถุดิบในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากภาคเอกชน 5 ราย ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด บริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด และบริษัท สยามวัฒนา จำกัด มาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เป็นข้อตกลงรับซื้อระยะ 1 ปี รวม 40,000 ตันต่อปี มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาการใช้ประโยชน์ และติดตามผลการลดการเผา โดยมูลค่าตลาดยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการขยายพันธมิตรและเส้นทางใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป

นายภาคภูมิ อัศวโกวิทย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการนี้ช่วยให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพชัดเจนขึ้น บริษัทพร้อมรับซื้อเศษวัสดุข้าวโพดทุกส่วนเพื่อนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ด หากระบบรวบรวม คัดคุณภาพ และขนส่งทำงานได้ต่อเนื่อง วัสดุที่เคยถูกทิ้งหรือเผาจะกลายเป็นทั้งรายได้ของเกษตรกรและวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดมลพิษ เพิ่มทางเลือกด้านพลังงานในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย”

นายอมร แดงโชติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โรงงานต้นแบบที่บริษัทพัฒนาร่วมกับ บพข. สามารถประยุกต์ใช้ฟางข้าว ฟางอ้อย และเศษไผ่ตะเกียบผลิตเยื่อเชิงกล CTMP สำหรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุผสมชีวภาพ รวมถึงผลิตไบโอชาร์ได้ อย่างไรก็ตาม เศษวัสดุเกษตรมีตามฤดูกาลและมีลักษณะเบาฟู จึงต้องมีหน่วยแปรรูปเบื้องต้นแบบเคลื่อนที่เพื่อลดต้นทุนขนส่ง พร้อมบริหารวัตถุดิบและขยายพื้นที่จัดหา เพื่อให้มีเพียงพอต่อการผลิต สร้าง Economy of Scale ได้”

นางอำไพ อิทธิโชติ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด กล่าวว่า “เกษตรกรมักต้องรีบเคลียร์แปลงเพื่อเริ่มรอบผลิตใหม่ การเผาจึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด หากมีระบบรับซื้อหรือแปรรูปที่แน่นอน เกษตรกรจะมีแรงจูงใจไม่เผา เพราะนำวัสดุที่เคยเป็นภาระมาขายเป็นรายได้เสริมในแต่ละรอบการผลิตได้”

อย่างไรก็ตาม การมีตลาดรับซื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากเศษวัสดุยังกระจายตัว คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนขนส่งสูง จุดที่โครงการต้องเร่งปลดล็อกจึงอยู่ที่ “ช่วงกลางของห่วงโซ่” ตั้งแต่การรวบรวม คัดคุณภาพ และปรับสภาพวัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการขนส่ง เพื่อให้ภาคเอกชนได้รับวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพแน่นอน ในต้นทุนที่สามารถนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ได้

เพื่อแก้คอขวดดังกล่าว โครงการฯ มีการวางความร่วมมือตลอดห่วงโซ่ โดยกระทรวงเกษตรฯ ดูแลต้นน้ำ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่และรวมกลุ่มเกษตรกร กระทรวง อว. โดย บพข. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปและลดต้นทุนช่วงกลาง ขณะที่ปลายทาง อว. หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมเชื่อมตลาดและข้อตกลงรับซื้อ กลไกนี้ขับเคลื่อนผ่าน 8 เส้นทางการใช้ประโยชน์ เชื่อมเศษวัสดุจากเกษตรกรในเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน เข้ากับเครือข่ายสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย เพื่อเก็บเกี่ยว ปรับสภาพ และส่งต่อเป็นพลังงานทดแทนหรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลก โดยออกแบบแต่ละเส้นทางให้เหมาะกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด

ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมที่ทำให้เห็นว่าเศษวัสดุชนิดเดียวสามารถมีปลายทางต่างกันตามคุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด ตั้งแต่เครื่องจักรเก็บเกี่ยว ระบบผลิตไบโอชาร์ เชื้อเพลิงชีวมวลทอร์รีไฟด์ ฉนวนจากเส้นใยต้นข้าวโพด บรรจุภัณฑ์จากฟางข้าว ไปจนถึงวัสดุปรับปรุงดิน สะท้อนว่าการลดการเผาต้องเลือกเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับวัตถุดิบและตลาดของแต่ละพื้นที่

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง ตั้งเป้าภายใน 5 ปี นำเศษวัสดุเกษตรเข้าสู่ระบบ 200,000 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ประมาณ 1.6 ล้านกิโลกรัม หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุออกจากแปลง แต่ต้องทำให้ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และตลาดปลายทางสมดุลกัน เพื่อให้การ “เลิกเผา” เป็นทั้งทางออกจากวิกฤต กลไกป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกฝ่าย “เป๋าตุง” ไปด้วยกัน


ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยน “ฟางข้าว” เป็นรายได้ ลดพื้นที่การเผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกรสูงสุด 49% สู่พลังงานสะอาด

 ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยน “ฟางข้าว” เป็นรายได้ ลดพื้นที่การเผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกรสูงสุด 49% สู่พลังงานสะอาด

         ทุกปีประเทศไทยมีตอซังและฟางข้าวจากการเก็บเกี่ยวมากกว่า 42 ล้านตัน แต่เศษวัสดุจำนวนไม่น้อยยังจบลงด้วยการเผาในพื้นที่เกษตร กลายเป็นทั้งต้นตอของฝุ่น PM2.5 การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสูญเสียทรัพยากรที่ยังสร้างมูลค่าได้ ARDA จึงสนับสนุนกรมการข้าวเดินหน้าโครงการที่สามารถขยายผลเทคโนโลยีจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผาช่วยเกษตรกร 92 รายลดการเผาได้ 2,091 ไร่ ลดต้นทุนการผลิต 20-30% เพิ่มผลผลิตข้าว 19-24% และเพิ่มรายได้สุทธิ35-49% พร้อมเปลี่ยนฟางข้าวกว่า 1,359 ตัน เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด สร้างมูลค่ากว่า 3.67 ล้านบาท เชื่อมต่อสู่ตลาดภาคอุตสาหกรรมและพลังงานสะอาด

          ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การแก้ปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรณรงค์ให้เกษตรกร “งดเผา” แต่ต้องสร้างทางเลือกที่ทำให้เกษตรกรเห็นว่าการไม่เผาสามารถสร้างประโยชน์และรายได้มากกว่า ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมการข้าว ดำเนินโครงการ “การขยายผลการใช้เทคโนโลยีการจัดการตอซังฟางข้าว การเพิ่มมูลค่า และการใช้นวัตกรรมเครื่องจักรแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่เพื่อปลอดการเผาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Model” โดยมีนางวราภรณ์ อินทรทรง เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาระบบจัดการฟางข้าวตั้งแต่แปลงนา การรวบรวมและแปรรูป ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดปลายทางเปลี่ยน “การเผาทิ้ง” ให้เป็น “การสร้างมูลค่า”

“เป้าหมายของ ARDA ไม่ใช่เพียงสนับสนุนให้เกิดเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้งานวิจัยถูกนำไปใช้จริงและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เราจึงเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี เกษตรกร และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ฟางข้าวที่เคยเป็นของเหลือในแปลงนากลายเป็นทรัพยากรที่สร้างรายได้ ลดต้นทุน และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

โครงการเริ่มนำร่องในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร โดยนำเทคโนโลยี 2 ส่วนมาใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ได้แก่ จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางแบบไม่เผา ซึ่งช่วยเร่งการย่อยสลายตอซังภายใน 5 - 7 วัน เพิ่มอินทรียวัตถุในดินลดต้นทุนการจัดการแปลง และช่วยให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกรอบใหม่ได้เร็วขึ้น ควบคู่กับเครื่องผลิตชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่ (Mobile Pellet Machine) ที่สามารถเข้าไปแปรรูปฟางข้าวในพื้นที่เกษตรได้โดยตรง ลดข้อจำกัดด้านการรวบรวมและขนส่งฟาง




ซึ่งมีปริมาตรมาก ก่อนเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นถึงศักยภาพเชิงธุรกิจ โดยเครื่องจักรสามารถแปรรูปฟางข้าวได้ประมาณ 45.31 ตันต่อวัน หรือคิดเป็นกำลังผลิตเฉลี่ย 15.10 ตันต่อเครื่องต่อวัน มีต้นทุนการแปรรูป 1,116.83 บาทต่อตัน ขณะที่ชีวมวลอัดเม็ดจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ย 2,700 บาทต่อตัน

สร้างผลตอบแทนสุทธิ 1,583.17 บาทต่อตัน และคาดว่าจะคืนทุนภายใน 3 ปี หัวใจสำคัญของโครงการจึงไม่ใช่เพียงการมีเครื่องจักรแต่เป็นการสร้างระบบการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่สามารถเดินต่อได้หลังสิ้นสุดโครงการ ตั้งแต่การรวบรวมฟาง การแปรรูป

ในพื้นที่ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้รับซื้อและตลาดปลายทาง

         นางวราภรณ์ อินทรทรง หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางโครงการสามารถผลิตชีวมวลอัดเม็ดได้รวมกว่า 1,359.15 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,669,705 บาท โดยดำเนินงานร่วมกับบริษัท วีอาร์พี ดีเวลลอปเม้นท์ โฮลดิ้งส์ จำกัดและเชื่อมโยงการจำหน่ายชีวมวลอัดเม็ดให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เช่น บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอสซีจี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น ซึ่งมีความต้องการประมาณ 50,000 ตันต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการขยายผลจากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยมีกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลคลองขวางอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี กลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และกลุ่มนาแปลงใหญ่แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ร่วมกับบริษัท วีอาร์พี ดีเวลลอปเม้นท์ โฮลดิ้งส์ จำกัด บริหารจัดการเครื่องจักรและดำเนินธุรกิจต่อหลังสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเกิดความต่อเนื่อง ผลลัพธ์จากการนำงานวิจัยไปใช้จริงสะท้อนผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ โดยเกษตรกร 92 รายได้รับประโยชน์ ลดพื้นที่เผาได้ 2,091 ไร่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 - 24 หรือ 190 - 250 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนการผลิตลดลงร้อยละ 20 - 32 หรือ 1,114 - 1,968 บาทต่อไร่ และรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 - 49 หรือ 2,424 - 3,471 บาทต่อไร่ เมื่อประเมินผลรวมทั้งพื้นที่ โครงการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรประมาณ 2.33 - 4.11 ล้านบาทต่อรอบการผลิต เพิ่มรายได้สุทธิรวมประมาณ 5.07 - 7.26 ล้านบาทต่อรอบการผลิต และสร้างมูลค่าจากชีวมวลอัดเม็ดอีกประมาณ 3.67 ล้านบาท

ในมิติสิ่งแวดล้อม ชีวมวลอัดเม็ด 1 ตัน สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

เทียบเท่า (tCO₂e) จากปริมาณที่ผลิตได้จริงในปัจจุบัน จึงคิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2,038.73 tCO₂e และหากขยายกำลังการผลิตได้ตามเป้าหมาย 40,000 ตันภายใน 2 ปี คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้มากกว่า

60,000 tCO₂e ในระยะต่อไป โครงการมีแผนขยายผลไปยัง 4 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ไร่ ตั้งเป้าผลิตชีวมวลอัดเม็ด2,000 ตันต่อปี และสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรและชุมชนไม่น้อยกว่า 5,400,000 บาทต่อปี


ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวปิดท้ายว่า ในอนาคตฟางข้าวจะไม่ใช่ของเหลือจากภาคเกษตร แต่สามารถพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ARDA จึงมุ่งผลักดันให้งานวิจัยเป็นกลไกในการเปลี่ยนระบบจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจาก “ต้นทุนและปัญหาสิ่งแวดล้อม” สู่ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมระบบรวบรวม แปรรูป และรับซื้ออย่างครบวงจร เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ


สำหรับผู้สนใจนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์หรือร่วมขยายผล สามารถติดตามข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.arda.or.th และ Facebook สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือสอบถามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ นางวราภรณ์ อินทรทรง

หัวหน้าโครงการวิจัย โทร. 086-902-4155

กรมการศาสนา เปิดบ้าน ศพอ. ภาคอีสาน ชู “ศาสนธรรม–หัตถศิลป์” สร้างคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ สู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

 กรมการศาสนา เปิดบ้าน ศพอ. ภาคอีสาน ชู “ศาสนธรรม–หัตถศิลป์” สร้างคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ สู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนสนมวิทยาคาร อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ พระวชิรสิทธิโกศล เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา และนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ภายใต้แนวคิด “สืบสานศาสนธรรม เลิศล้ำหัตถศิลป์ เทิดไท้องค์ภูมินทร์” ในโครงการอุดหนุนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ วัฒนธรรมจังหวัดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เครือข่ายสถานศึกษา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอผลงาน และเผยแพร่บทบาทของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม พัฒนาทักษะชีวิต และเสริมสร้างศักยภาพเด็กและเยาวชน ตลอดจนเป็นเวทีให้ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรมจริยธรรมอย่างเป็นรูปธรรม


ภายหลังพิธีเปิดและลั่นฆ้องชัย 3 ครั้ง ได้มีการมอบเกียรติบัตรแก่ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแข่งขันทักษะความรู้ทางพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการ การจัดแสดงผลงาน และการสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นของเครือข่าย ศพอ. รวมถึงผลงานจากสถานศึกษา ชุมชน หน่วยงาน และองค์กรคุณธรรมต้นแบบ จำนวน 40 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของเครือข่ายในการนำทุนทางศาสนา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคนและชุมชน


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้ประสบความสำเร็จและเกิดความยั่งยืน รวมทั้งการประกวดแข่งขันกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านพระพุทธศาสนา การจัดแสดงผลงาน การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเครือข่าย ศพอ. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า กิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” นับเป็นครั้งที่ 4 ของการขับเคลื่อนกิจกรรมในปีนี้ และถือเป็นเวทีสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน ประชาชน และภาคีเครือข่าย ได้เข้ามาเรียนรู้และทำความเข้าใจบทบาทของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมและพัฒนาทักษะชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชน พร้อมทั้งเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความร่วมมือระหว่างศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในแต่ละพื้นที่

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า กรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทของสถาบันทางศาสนาในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยให้เป็น “คนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ” สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมที่มุ่งสร้างสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “คุณธรรมนำการพัฒนา”


การจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาศักยภาพเยาวชน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ มีคุณธรรม มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป


ทั้งนี้ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เตรียมจัดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” ต่อเนื่องในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 16 - 17 กันยายน 2569 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยน เสนอความคิดเห็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เป็นแนวทางในการนำไปปรับใช้ เกิดการบูรณาการการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ผ่านกลไก “พลังบวร” บ้าน - วัด/ศาสนสถาน - โรงเรียน/ราชการ และติดตามการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกทั้งสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของ ศพอ. ในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และขยายเครือข่ายการทำงานด้านคุณธรรมจริยธรรมให้เข้มแข็งและครอบคลุมยิ่งขึ้นทั่วประเทศ ///

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก  นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดกระบี่  (จังหวัดที่ 8 ของทางภาคใต้) จำนวน 26 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่า 604,507 บาท (หกแสนสี่พันห้าร้อยเจ็ดบาทถ้วน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครัวเรือนยากจนได้มีวัสดุอุปกรณ์ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจและแจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนฟรี โดยมี นายนิรันดร์ ปราบอักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  เป็นประธานในพิธี นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย คณะมูลนิธิประชาสันติสุข และอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวอรภัสญาน์ สุกใส (คุณมิ้วส์เชค) และนางสาวจุติณัฏฐ์ ชัยเฉลิมพล (คุณแนท) ร่วมในพิธี ณ หอประชุมวิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่



นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส


ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”


ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418.

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

กรมการท่องเที่ยว ครบรอบวันสถาปนา 24 ปี เดินหน้าสร้างการท่องเที่ยวไทยคุณภาพ ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและความยั่งยืน

 กรมการท่องเที่ยว ครบรอบวันสถาปนา 24 ปี เดินหน้าสร้างการท่องเที่ยวไทยคุณภาพ ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและความยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยวจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 24 ปี สะท้อนบทบาทการวางรากฐานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย พร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว และส่งเสริมการเติบโตอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน



วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กรมการท่องเที่ยวจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 24 ปี ณ กรมการท่องเที่ยว ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารซี โดยได้รับเกียรติจากนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้บริหารกรมการท่องเที่ยว อดีตผู้บริหาร ผู้แทนส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย บุคลากรกรมการท่องเที่ยว สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน



นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การครบรอบ 24 ปี ถือเป็นโอกาสสำคัญและเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจของบุคลากรกรมการท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยว ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการวางรากฐานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว การยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านงานด้วยดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม หรือระบบ DOT e-Service Center” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถอำนวยความสะดวกได้รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ขณะเดียวกัน กรมการท่องเที่ยวยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านโปรเจค Thailand Green Tourism Plan 2030 ในการยกระดับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และผู้ประกอบการ ให้มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก


อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจของกรมการท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการร่วมกันสร้าง “ระบบการท่องเที่ยวไทยแห่งอนาคต” ที่มีมาตรฐาน โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นพลังขับเคลื่อนให้การท่องเที่ยวไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และร่วมกันนำพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน


“อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

  “อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า ...