วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพอเซ็ปทรา สตาร์ทอัพไทย นำ AI การแพทย์บุกตลาดต่างประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองผู้ป่วยระดับภูมิภาค

 เพอเซ็ปทรา สตาร์ทอัพไทย นำ AI การแพทย์บุกตลาดต่างประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองผู้ป่วยระดับภูมิภาค

21 สิงหาคม 2569, สิงคโปร์ บริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัด สตาร์ทอัพสัญชาติไทยผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ ประกาศก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ผ่านการเข้าร่วมงาน The 24th Asian Oceanian Congress of Radiology (AOCR 2026) เวทีประชุมวิชาการด้านรังสีวิทยาระดับภูมิภาค พร้อมทั้งเปิดตัว Inspectra MMG ปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจเต้านมคนเอเชีย ช่วยแพทย์ตรวจจับสัญญาณมะเร็งเต้านมจากภาพแมมโมแกรม หวังช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากการตรวจพบล่าช้า

การขยายตลาดครั้งนี้ต่อยอดจากประสบการณ์การให้บริการในประเทศไทยมาก่อนหน้านี้ ซึ่งผลิตภัณฑ์เรือธงของบริษัทอย่าง Inspectra CXR ระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายรังสีทรวงอก ได้รับการบรรจุอยู่ในสิทธิประโยชน์ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง 30 บาท) และมีการใช้งานในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำหลายแห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมีการใช้งานแล้วมากกว่า 630 โรงพยาบาลทั่วประเทศไทย

จากประสบการณ์ดังกล่าว เพอเซ็ปทรามองเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากการทำงานร่วมกับสถานพยาบาลในบริบทที่หลากหลายของประเทศไทย ไปต่อยอดสู่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดที่ยังเผชิญความท้าทายด้านจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ การเข้าถึงแพทย์เฉพาะทาง และศักยภาพในการรองรับผู้เข้ารับการตรวจคัดกรองที่เพิ่มขึ้น

ความท้าทายที่เผชิญร่วมกันในภูมิภาค

การเข้าถึงการคัดกรองโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นยังเป็นความท้าทายสำคัญในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางและโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ส่งผลให้ความสามารถในการรองรับผู้เข้ารับการตรวจและการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอาจแตกต่างกันระหว่างพื้นที่เมืองกับพื้นที่ห่างไกล

เพอเซ็ปทรามองว่า AI สามารถเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนระบบดังกล่าว โดยช่วยเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และสนับสนุนกระบวนการคัดกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ได้เข้ามาทดแทนแพทย์ แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ระบบสุขภาพสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่


สุพิชญา พู่พิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร เพอเซ็ปทรา จำกัด

“โรคในระยะเริ่มต้นอาจตรวจจับได้ยาก และการตรวจคัดกรองประชากรกลุ่มเสี่ยงให้ครอบคลุมทุกคนยังคงเป็นความท้าทายของระบบสุขภาพ ขณะที่การตรวจพบโรคในระยะที่ลุกลามมากขึ้น อาจทำให้ทางเลือกและโอกาสในการรักษามีข้อจำกัดมากขึ้น

ความท้าทายดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังเป็นโจทย์ที่หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญ ทั้งในด้านการเข้าถึงการคัดกรอง จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ และความสามารถในการรองรับปริมาณการตรวจที่เพิ่มขึ้น” สุพิชญา พู่พิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร เพอเซ็ปทรา จำกัด กล่าว

เพอเซ็ปทราเดินหน้าใช้ AI การแพทย์สัญชาติไทย ลดช่องว่างการเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรค

ก่อนก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ เพอเซ็ปทราใช้เวลาพัฒนาและยกระดับระบบผ่านการใช้งานจริงในสถานพยาบาลไทยหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเขตเมือง ไปจนถึงโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ทำให้เทคโนโลยีได้รับการทดสอบและปรับให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานที่แตกต่างกันของแต่ละสถานพยาบาล

เป้าหมายสำคัญของเพอเซ็ปทราไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้งานในโรงพยาบาลมากขึ้น แต่คือการทำให้การตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือพื้นที่ห่างไกล เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ศศินันท์ วรเกรียงไกร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เพอเซ็ปทรา จำกัด

“เราล้วนอยากเห็นอัตราการเสียชีวิตที่น้อยลง เครื่องมือและยาถูกพัฒนาให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อีกอย่างหนึ่งคือ จะทำอย่างไรให้คนเข้าถึงการคัดกรองได้มากที่สุด และทำให้การตรวจเจอโรคในระยะเริ่มต้นกลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้” ศศินันท์ วรเกรียงไกร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เพอเซ็ปทรา จำกัด กล่าว

ท้ายที่สุดนี้ การทำให้ Early Detection หรือการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นเกิดขึ้นในวงกว้าง ไม่ใช่ภารกิจของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระบบสุขภาพ ตั้งแต่โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาสนับสนุน เพอเซ็ปทราจึงมุ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถขยายศักยภาพด้านการคัดกรอง และทำให้ผู้คนเข้าถึงการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น

เกี่ยวกับเพอเซ็ปทรา

เพอเซ็ปทรา เป็นบริษัทสัญชาติไทยที่พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยแพทย์วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ ครอบคลุมภาพรังสีทรวงอก ภาพแมมโมแกรม และภาพจอประสาทตา ผลิตภัณฑ์เรือธงของบริษัท Inspectra CXR ซึ่งพัฒนาขึ้นเองโดยทีมวิจัยและพัฒนาของเพอเซ็ปทรา ร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการบรรจุอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) และปัจจุบันมีการใช้งานในโรงพยาบาลมากกว่า 630 แห่งทั่วประเทศ ทั้งโรงพยาบาลภาครัฐและโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ในอีกโครงการหนึ่งที่แยกออกจากกัน เพอเซ็ปทราทำงานร่วมกับ Google เพื่อนำ AI มาใช้คัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาให้แก่ประชาชนกลุ่มที่เข้าถึงบริการได้ยากในชุมชนทั่วประเทศไทย ประมาณ 1 ล้านคน

# # # #





กรมการศาสนา เปิดค่าย “คนดีศรีจังหวัด : เมล็ดพันธุ์แห่งความดี” บ่มเพาะผู้นำเยาวชน ต่อยอดพลังความดี ขยายโอกาสสู่ชุมชนและสังคม

 กรมการศาสนา เปิดค่าย “คนดีศรีจังหวัด : เมล็ดพันธุ์แห่งความดี” บ่มเพาะผู้นำเยาวชน ต่อยอดพลังความดี ขยายโอกาสสู่ชุมชนและสังคม

    กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เปิดค่ายเยาวชน “คนดีศรีจังหวัด : เมล็ดพันธุ์แห่งความดี” รวมพลังเยาวชนต้นแบบจาก 25 จังหวัดภาคกลางและกรุงเทพมหานคร พัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำ เติมเต็มทักษะชีวิตและจิตสาธารณะ ต่อยอดจาก “เยาวชนคนดี” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” พร้อมขยายโอกาสและเครือข่ายการทำความดีจากตัวบุคคลสู่สถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม




    วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเปิดโครงการค่ายเยาวชน “คนดีศรีจังหวัด : เมล็ดพันธุ์แห่งความดี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางพุทธิพร พลอยผักแว่น รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ เยาวชนคนดีศรีจังหวัดภาคกลาง เยาวชนคนดีศรีกรุงเทพมหานคร และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา





    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และจิตสาธารณะในเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การปลูกฝังความดีจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการถ่ายทอดความรู้หรือการยกย่องเชิดชู แต่ต้อง “ต่อยอด” เยาวชนที่มีต้นทุนความดีให้ได้รับโอกาสพัฒนาศักยภาพ สร้างพื้นที่ให้ได้คิด ได้ลงมือทำ และได้แสดงพลังของตนเอง เพื่อเติบโตเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถส่งต่อความดีไปยังคนรอบข้าง โครงการค่ายเยาวชน “คนดีศรีจังหวัด : เมล็ดพันธุ์แห่งความดี” จึงได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าค่ายอบรม แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” สำหรับเยาวชนต้นแบบที่เคยได้รับรางวัล “คนดีศรีจังหวัด” และ “คนดีศรีกรุงเทพมหานคร” จากพื้นที่ภาคกลาง 25 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้ร่วมกัน และพัฒนาศักยภาพด้านความเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม การคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

    โครงการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 23 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมุ่งเชื่อมโยง “คุณธรรมกับชีวิตจริง” ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติ และการเรียนรู้จากพื้นที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพื่อให้เยาวชนเข้าใจว่าคุณธรรมมิใช่เรื่องไกลตัว แต่สามารถนำมาใช้ในการเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ในทุกวัน กิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การฝึกปฏิบัติจิตอาสาพระราชทาน “เราทำดี ด้วยหัวใจ” โดยวิทยากรจากโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน 904 เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกสาธารณะและการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม กิจกรรม “สานสัมพันธ์คนดีศรีจังหวัด” เพื่อเชื่อมโยงเยาวชนจากหลากหลายพื้นที่ให้เกิดเป็นเครือข่ายแห่งความดี ตลอดจนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยจากสถานที่จริงในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา    นอกจากนี้ เยาวชนยังได้เรียนรู้จากอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สักการะหลวงพ่อมงคลบพิตร ณ วิหารพระมงคลบพิตร ศึกษาศิลปวัฒนธรรม ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา รวมทั้งเรียนรู้มรดกภูมิปัญญาด้านมวยไทยและศิลปะการต่อสู้วัดพุทไธศวรรย์ เพื่อเชื่อมโยงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม เข้ากับการสร้างความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบต่อสังคมของคนรุ่นใหม่


อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ “ถอดรหัสตัวตน ค้นพบตัวเอง : The Journey to Your Dream” เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้สำรวจศักยภาพ ความถนัด ความสนใจ และเป้าหมายในชีวิต เพื่อให้รู้จักและเข้าใจตนเอง สามารถนำจุดแข็งไปพัฒนาตนเองและสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น พร้อมฝึกปฏิบัติการจัดทำโครงการ “คนดีศรีจังหวัด : เราทำดี ด้วยหัวใจ” โดยวิทยากรจากมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา ให้เยาวชนร่วมกันคิดและพัฒนาโครงการที่สามารถนำกลับไปดำเนินการจริงในพื้นที่ของตนเอง



    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมธรรมะอารมณ์ดี “คุณธรรมกับคนรุ่นใหม่ Gen Z” โดยพระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อเปิดมุมมองการนำหลักธรรมและคุณธรรมมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทั้งด้านการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ การใช้สื่อ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายของสังคม ช่วงสำคัญของค่ายคือการนำเสนอผลงานโครงการ “คนดีศรีจังหวัด” ของเยาวชนแต่ละทีม ซึ่งจะเปลี่ยนจากการเรียนรู้ในห้องอบรมไปสู่ “แนวคิดที่พร้อมลงมือทำ” โดยเยาวชนจะได้ฝึกคิด วิเคราะห์ วางแผน ทำงานเป็นทีม สื่อสาร และนำเสนอ พร้อมรับคำแนะนำจากวิทยากร เพื่อนำกลับไปปรับปรุงและต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ในสถานศึกษาและชุมชนของตนเอง

    อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของโครงการมิใช่เพียงการสร้าง “คนดี” เป็นรายบุคคล แต่คือการทำให้ความดี “เติบโตและขยายผล” เยาวชนหนึ่งคนสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อน เยาวชนหนึ่งกลุ่มสามารถสร้างกิจกรรมให้โรงเรียน และหลายเครือข่ายสามารถร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ชุมชนและสังคมได้ กรมการศาสนาจึงมุ่งต่อยอดเยาวชนที่ผ่านโครงการให้เป็นเครือข่าย “เมล็ดพันธุ์แห่งความดี” เชื่อมโยงเยาวชนต้นแบบจากแต่ละจังหวัดให้สามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมสร้างกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนนำแนวคิดและโครงการที่พัฒนาขึ้นจากค่ายกลับไปขยายผลในพื้นที่ เพื่อให้ความดีไม่สิ้นสุดลงพร้อมกับการปิดค่าย แต่สามารถ “งอกงาม แตกยอด และส่งต่อ” จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากโรงเรียนสู่ครอบครัว จากชุมชนหนึ่งสู่เครือข่ายที่กว้างขึ้น

    “เมล็ดพันธุ์แห่งความดีทุกเมล็ดมีคุณค่า หากได้รับโอกาส ได้รับการบ่มเพาะ และมีพื้นที่ให้เติบโต วันนี้เราไม่ได้เพียงสร้างเยาวชนคนดี แต่กำลังสร้างโอกาสให้คนดีได้เติบโตเป็นผู้นำ และสร้างพลังให้เยาวชนเหล่านี้กลับไปขยายความดีในพื้นที่ของตนเอง เพราะความดีที่ยั่งยืน คือความดีที่สามารถส่งต่อและสร้างคนดีรุ่นต่อไปได้” อธิบดีกรมการศาสนา กล่าว







    กรมการศาสนามุ่งหวังให้โครงการ “คนดีศรีจังหวัด : เมล็ดพันธุ์แห่งความดี” เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายเยาวชนคุณธรรมที่เข้มแข็งทั่วประเทศ เปิดพื้นที่และขยายโอกาสให้เยาวชนได้ใช้ศักยภาพของตนเองในการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม พร้อมเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพที่มีทั้ง คุณธรรม ทักษะชีวิต จิตสาธารณะ และความรับผิดชอบต่อสังคม ร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “สังคมแห่งความดี” อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ปรมาณูเพื่อสันติ อว. “ยกระดับการกำกับดูแล“ นิวเคลียร์และรังสี ผนึก 9 พลังเครือข่ายตั้ง TRADOS ร่วมดูแลความปลอดภัยประชาชน บุคลากรด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม พลังงาน เสริมทัพกำกับดูแลโรงไฟฟ้า SMR

 ปรมาณูเพื่อสันติ อว.  “ยกระดับการกำกับดูแล“ นิวเคลียร์และรังสี ผนึก 9 พลังเครือข่ายตั้ง TRADOS ร่วมดูแลความปลอดภัยประชาชน บุคลากรด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม พลังงาน เสริมทัพกำกับดูแลโรงไฟฟ้า SMR

กรุงเทพฯ — สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาสำคัญ โดย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จับมือ 9 หน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา และเอกชน ร่วมจัดตั้งเครือข่ายแห่งชาติทีราดอส: TRADOS (Thailand Radiation Dosimetry Network) เพื่อประเมินค่าปริมาณรังสีแห่งชาติ ยกระดับขีดความสามารถการตรวจวัดรังสีอย่างแม่นยำ ดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ พลังงานอุตสาหกรรม และเตรียมความพร้อมเชิงรุกในการกำกับดูแลความปลอดภัยรองรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดตั้งเครือข่ายแห่งชาติ TRADOS เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้เชี่ยวชาญกว่า 70 ท่านจากหน่วยงานระดับแนวหน้า อาทิ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และบริษัทนากาเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมผนึกกำลัง

การรวมพลังครั้งสำคัญของกระทรวง อว. มุ่งเป้าตอบสนองนโยบายของ รมว.อว. ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของประเทศ โดยบูรณาการองค์ความรู้ บุคลากร และเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อวางระบบการวัดปริมาณรังสีทั้งภายในและภายนอกร่างกายมนุษย์ในระดับประเทศให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และสอบกลับได้ตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมการคุ้มครองประชาชน สิ่งแวดล้อม บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรม และพลังงาน  เพื่อการเฝ้าระวังและเป็นการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีอย่างรอบด้าน รวมถึงเป็นการรองรับการนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) มาใช้ในอนาคต วางโรดแมป 5 ปี เสริมโครงสร้างพื้นฐานกำกับดูแล SMR ดันไทยสู่ผู้นำศูนย์กลางเอเซียแปซิฟิก

เครือข่ายแห่งชาติ TRADOS ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) ครอบคลุม 5 มิติหลัก:

1) มาตรฐานและการกำกับดูแล: พัฒนาวิธีการวัดและรับรองผลปริมาณรังสีให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลความปลอดภัยของโรงไฟฟ้า SMR และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้อยู่ในระดับสากล


2) กำลังคนคุณภาพ: เร่งสร้างและแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของบุคลากรด้านรังสีชีววิทยา ฟิสิกส์การแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินค่าปริมาณรังสี


3) นวัตกรรมและ R&D: ดันงานวิจัยร่วมระหว่างห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการวัดรังสีขั้นสูง


4) เครือข่ายความร่วมมือ: เชื่อมโยงข้อมูล เครือข่ายห้องปฏิบัติการ และอุปกรณ์ตรวจวัด เพิ่มความพร้อมในการตอบโต้เหตุฉุกเฉิน


และ 5) ศูนย์กลางภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก: ยกระดับห้องปฏิบัติการของไทยสู่การเป็นเครือข่ายอ้างอิงและเป็นผู้นำศูนย์กลาง (Hub) ด้านการประเมินค่าปริมาณรังสีในระดับเอเซียแปซิฟิก

"การมีระบบการวัดปริมาณรังสีที่เที่ยงตรง น่าเชื่อถือ และได้มาตรฐานสากล คือหนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยเพื่อให้การกำกับดูแลโรงไฟฟ้า SMR และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ประชาชนและหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศ" นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวเน้นย้ำ

สสส. จับมือ สสดย. - สช. สานพลังมอบรางวัล “ MIDL Awards 2026 ” ต่อเนื่องปี 3 ประกาศยกย่อง สุดยอดผู้นำ-องค์กรต้นแบบ พร้อมเปิดตัวเครือข่าย T-DiWell ขับเคลื่อนสุขภาวะการใช้สื่อยุคดิจิทัล ...

 สสส. จับมือ สสดย. - สช. สานพลังมอบรางวัล “ MIDL Awards 2026 ” ต่อเนื่องปี 3 ประกาศยกย่อง สุดยอดผู้นำ-องค์กรต้นแบบ พร้อมเปิดตัวเครือข่าย T-DiWell ขับเคลื่อนสุขภาวะการใช้สื่อยุคดิจิทัล ...


ที่ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ จ.นนทบุรี / เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2569 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดงาน “ รวมพลคนเท่าทันสื่อ ” และพิธีมอบรางวัล “ MIDL Awards 2026 ” เป็นปีที่ 3 เพื่อเชิดชูองค์กรและบุคคลต้นแบบที่ร่วมสร้างสังคมเท่าทันสื่อ พร้อมประกาศเดินหน้าเสนอมาตรการกำหนดช่วงวัยที่เหมาะสมในการเข้าใช้สื่อออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อลดปัญหาเด็กสมาธิสั้น พัฒนาการทางสมองตกต่ำ และสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ของเด็กไทย


ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า.. ปัจจุบันสื่อดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน หากผู้ใช้งานขาดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันทรัพย์สิน สุขภาพ และโอกาสของประชาชน จะก่อให้เกิดความเสี่ยงทางปัจจัยเชิงสังคมกำหนดสุขภาพ และความเสี่ยงปัจจัยเชิงพาณิชย์กำหนดสุขภาพ ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากช่องทางการสื่อสาร ส่งต่อ สร้างความเข้าใจผิด หรือสร้างความเสี่ยง ทั้งต่อทรัพย์สินและสุขภาพของผู้รับสาร เช่น มิจฉาชีพสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างภาพ เสียง และข้อความที่น่าเชื่อถือขึ้น หลอกให้โอนเงิน ลงทุน เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือกดลิงก์อันตราย ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่เงินในบัญชีของคนคนหนึ่ง แต่ส่งผลต่อสภาพคล่องของครัวเรือน ความเชื่อมั่นต่อระบบดิจิทัล และต้นทุนของภาคธุรกิจและประเทศ สอดคล้องกับรายงาน Global Risks Report 2026 โดยสภาเศรษฐกิจโลก จัดให้ข้อมูลผิดและข้อมูลบิดเบือนเป็นความเสี่ยงอันดับ 2 ของโลก ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 

ดร.ประกาศิต กล่าวว่า.. สำหรับเด็กและเยาวชน ความท้าทายยังมีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก เพราะเด็กไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้สื่อ แต่กำลังเติบโตและเรียนรู้ตัวตนผ่านสื่อ การใช้หน้าจอที่ไม่เหมาะสมตามวัย เนื้อหาที่รุนแรงหรือเกินวัย การกลั่นแกล้งออนไลน์ ตลอดจนการเปรียบเทียบตนเองกับภาพชีวิตที่ถูกคัดแต่ง ล้วนส่งผลต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และความสามารถในการเรียนรู้ระยะยาว เราจึงไม่ควรวางภาระให้เด็กต้องป้องกันตนเองเพียงลำพัง แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนมีทักษะรู้เท่าทันสื่อ 

“ การสร้างนิเวศสื่อสุขภาวะที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน จะต้องใช้พลังความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม สถานศึกษา และสถาบันครอบครัว ร่วมขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเร่งยกระดับทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (Digital Literacy) ที่มุ่งเปลี่ยนบทบาทของเยาวชนจากผู้เสพสื่อไปสู่ผู้ใช้สื่อและผู้สร้างสรรค์สื่ออย่างชาญฉลาด ซึ่งจะเป็นแกนหลักสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล เอื้อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้และการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะทางกาย จิต ปัญญา และสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว ” รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว 


ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) กล่าวว่า.. งาน MIDL Awards 2026 จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 3 มีเป้าหมายสำคัญ คือยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรต้นแบบ ผู้ขับเคลื่อนและสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้และการรู้เท่าทันสื่อ ตลอดจนการร่วมสร้างค่านิยมและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการสื่อสารที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ในสังคมไทย โดยปี 2569 มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งในประเภทองค์กรและบุคคล 176 ผลงาน และมีผลงานที่ผ่านเข้ารอบตัดสินและได้รับรางวัล 26 ผลงาน จากรางวัล 7 ประเภท ซึ่งองค์กรที่คว้าโล่เกียรติยศ ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) มูลนิธิไทยรัฐ และคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 

“ ในเวที MIDL Awards 2026 ยังได้เปิดพื้นที่ระดมสมองร่วมกับกลุ่มเครือข่ายนักสื่อสารสุขภาวะ เพื่อออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับการสื่อสารยุคดิจิทัลให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดมาตรการกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางสากลที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญและขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยไทยจะต้องยกระดับเรื่องมาตรการกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงสื่อให้เป็นวาระแห่งชาติ และจัดตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเพื่อออกแบบมาตรการที่เหมาะสม พร้อมจัดกิจกรรมและพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมที่พัฒนาทักษะชีวิตและทักษะการรู้เท่าทันเทคโนโลยีในยุค AI ที่จำเป็นสำหรับพลเมืองในยุคดิจิทัล ” ดร.ธีรารัตน์ กล่าว


นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า.. ไทยมีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบของสื่อที่มีต่อเด็กและเยาวชน 5 มติ คือ 1.ผลกระทบจากสื่อต่อเด็กเยาวชนและครอบครัว โดยวางรากฐานนโยบาย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากสื่อ 2.การจัดการสภาพแวดล้อมปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง : กรณีเด็กไทยกับไอที 3.การพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อบูรณาการกลไกคุ้มครองเด็ก เยาวชน และครอบครัวจากปัจจัยเสี่ยง 4.ความรับผิดชอบร่วมทางสังคมเกี่ยวกับอีสปอร์ตต่อสุขภาวะเด็ก มุ่งคุ้มครองสุขภาวะของเด็ก ควบคู่ไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเกม 5.ระบบสุขภาวะทางจิตเพื่อสังคมไทยไร้ ความรุนแรง มุ่งเปลี่ยนมุมมองของสังคม ไม่ให้มองว่าสุขภาพจิตเป็นเพียงเรื่องของ “ปัจเจกบุคคล” แต่ต้องแก้ไขด้วยการสร้างระบบและโครงสร้างแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพจิตที่ดีร่วมกัน

สำหรับ รายชื่อบุคคล /  องค์กรที่ได้รับรางวัล MIDL Awards 2026


1.) ประเภทบุคคลดีเด่น อายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ 


- โล่เกียรติยศ ไม่มีผู้เหมาะสมได้รับรางวัล


- เกียรติบัตร ได้แก่..


1. นางสาวฉัตรปวีณ์ รชตดำรงกุล นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


2. นางสาวจิดาภา สิงห์สอน  นิสิตภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม


3. เด็กชายสิริวัฒน์ อัศวทรงศิริ  ประธานนักเรียนโรงเรียนราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร


4. นายพีระวัฒน์ ทวีโศภีพล  นักเรียนโรงเรียนบางมดวิทยา “ สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์ ” กรุงเทพมหานคร


2.) ประเภทบุคคลดีเด่น อายุมากกว่า 25 ปีบริบูรณ์    


- โล่เกียรติยศ ได้แก่..


1. ดร.ณัชญากัญจน์ รัตนวรกานต์  มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี


2. พันตำรวจโท วสุเทพ ใจอินทร์  รองผู้กำกับการสายตรวจกองกำกับการสายตรวจ และปฎิบัติการพิเศษ (191) กองบัญชาการ ตำรวจนครบาล


- เกียรติบัตร ได้แก่..


1. พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


2. พันตำรวจโท พากฤต กฤตยพงษ์  กลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สังกัด กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


3. นางสาวปัทมา จีนดี ผู้อํานวยการโรงเรียนตะกั่วทุ่งงานทวีวิทยาคม จังหวัดพังงา


3.) ประเภทสถานศึกษาดีเด่น 


- โล่เกียรติยศ ได้แก่..


1. คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี


- เกียรติบัตร ได้แก่..


1. โรงเรียนราชบพิธ กรุงเทพมหานคร


2. คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี


3. มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด


4. โรงเรียนวัดโยธินประดิษฐ์ จังหวัดสมุทรปราการ


5. โรงเรียนวัดตำหรุ มิตรภาพที่ 65 จังหวัดสมุทรปราการ


4.) ประเภทองค์กรภาครัฐดีเด่น 


- โล่เกียรติยศ  ได้แก่.. 


1. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)


- เกียรติบัตร ได้แก่.. 


1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 


2. ไทยพีบีเอส (Thai PBS) 


5.) ประเภทองค์กรภาคเอกชนดีเด่น


- โล่เกียรติยศ ไม่มีผู้ได้รับรางวัลประเภทโล่ในปีนี้


- เกียรติบัตร ได้แก่ ..


1. บริษัทโอเค แมส จำกัด ผู้ผลิตรายการ “ สนามเป้าบรรเทาทุกข์ ” 


6.) ประเภทองค์กรภาคประชาสังคมดีเด่น


- โล่เกียรติยศ ได้แก่..


1. มูลนิธิไทยรัฐ


- เกียรติบัตร ได้แก่.. 


1. สมาคมเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้เท่าทันดิจิทัลเทคโนโลยี (D-Tech)


2. สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ 


3. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย


7.) รางวัลดีเด่นที่สอดคล้องกับสถานการณ์ประจำปี 2569 ธีมประจำปี คือ " เกราะป้องกันภัยอาชญากรรมไซเบอร์ในเด็กและเยาวชน "


- โล่เกียรติยศ ได้แก่.. 


1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


- เกียรติบัตร ได้แก่.. 


1. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี


2. ดร.ณัชญากัญจน์ รัตนวรกานต์ ผู้อำนวยการคลินิกกฎหมายเพื่อชุมชน และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง









ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัวเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะดิจิทัล (Thailand Digital Well-being Promotion Coalition: T-DiWell) ซึ่งเกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ร่วมกันของบุคคลและองค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ นักวิชาชีพ กุมารแพทย์ และจิตแพทย์ ชุมชน และเครือข่ายต่างๆ เพื่อร่วมออกแบบสังคมดิจิทัลให้บุคคลทุกช่วงวัย ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ มุ่งขับเคลื่อนงานผ่านการทบทวนองค์ความรู้และหลักฐานทางวิชาการ เพื่อนำเสนอแนวทาง มาตรการ และนโยบายในการยกระดับการใช้สื่อของเด็ก 0-12 ปี เป็นวาระสำคัญของชาติ เพื่อลดพฤติกรรมติดจอทั้งในมิติของสถานที่และเวลาใช้งาน และควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาสื่อที่ไม่เหมาะสมก่อนวัยอันควร พร้อมเปิดตัวประธานเครือข่าย T-DiWell คือ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ...

เพอเซ็ปทรา สตาร์ทอัพไทย นำ AI การแพทย์บุกตลาดต่างประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองผู้ป่วยระดับภูมิภาค

  เพอเซ็ปทรา สตาร์ทอัพไทย นำ AI การแพทย์บุกตลาดต่างประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองผู้ป่วยระดับภูมิภาค 21 สิงหาคม 2569, สิงคโปร์ บริษัท เพอเ...