วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

50 ปีแห่งรากฐานแห่งโอกาส: มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ เดินหน้าสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย จาก ROOT สู่ RISE

 50 ปีแห่งรากฐานแห่งโอกาส: มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ เดินหน้าสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย จาก ROOT สู่ RISE 

มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์แห่งการสร้างคุณค่าให้สังคมไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ภายใต้แนวคิด “From 50 Years of ROOT to Future Rise” หรือ “50 ปี รากฐานแห่งการให้ สู่ความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมไทยอย่างยั่งยืน” สะท้อนบทบาทของมูลนิธิฯ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านการส่งเสริมด้านโภชนาการ การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย 

ตลอด 50 ปี มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ สนับสนุนงบประมาณกว่า 650 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านโครงการด้านโภชนาการ การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม จนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม 

ด้านโภชนาการ มูลนิธิฯ สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างโรงอาหารให้แก่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ครอบคลุมแล้วกว่า 167 เขต จากทั้งหมด 183 เขตทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมครบทั้ง 183 เขตภายในปี พ.ศ. 2570 พร้อมทั้งดำเนินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ และพัฒนาโรงเรียนต้นแบบด้านโภชนาการ เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน 

ด้านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม มูลนิธิฯ มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษากว่า 2,000 คน และสนับสนุนนักวิจัยกว่า 50 คน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านอาหาร สุขภาพ โภชนาการ และสิ่งแวดล้อม อันเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในระยะยาว 

ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานกรรมการ มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของมูลนิธิฯ เกิดขึ้นจากความเชื่ออันเรียบง่ายแต่ทรงพลังที่ว่า “องค์กรที่เข้มแข็งไม่อาจเติบโตได้โดยลำพัง แต่ต้องเติบโตควบคู่ไปกับสังคมที่แข็งแกร่ง” แนวคิดนี้ได้กลายเป็น “รากฐาน” (Root) และหมุดหมายสำคัญที่เรายึดมั่นและขับเคลื่อนมาตลอดระยะเวลาครึ่งศตวรรษ” 

“ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ส่งต่อสิ่งดี ๆ คืนสู่สังคมไทยในหลากหลายมิติ โดยเชื่อมั่นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นสูงกว่าค่าใช้จ่ายที่ลงไปอย่างมากมาย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ที่ดี (Well-Being) ของสังคมไทยให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น” 

“ความสำเร็จและผลกระทบเชิงบวกตลอด 50 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ได้เกิดจากความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ เพียงลำพัง แต่รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ชุมชน และพันธมิตรทุกแห่งที่ร่วมแบ่งปันทรัพยากร องค์ความรู้ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนร่วมกัน ทุกท่านเป็นเสมือนผู้ลงแรงรดน้ำพรวนดินในพื้นที่จริง” 

“ในโอกาสก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 นี้ มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ ขอให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อยอดรากฐานที่มั่นคงนี้ เพื่อร่วมสร้าง “อนาคตที่แข็งแกร่ง” (Future Rise) และเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสังคมไทยต่อไป” ดร. ศักรินทร์ กล่าวปิดท้าย 

สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะได้ที่ 

Website: www.ajinomotofoundation.or.th 

Facebook: Ajinomoto Foundation Thailand – www.facebook.com/ajtfoundation 

Instagram: @ajinomotofoundationth – www.instagram.com/ajinomotofoundationth 

TikTok: @ajinomotofoundation – www.tiktok.com/@ajinomotofoundation 


วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

"สจ.เล็กเมืองนนท์" รองหัวหน้าพรรคฟิวชั่น ลงพื้นที่นำคณะกรรมการบริหารพรรคฯ มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง ในเขตสายไหม

  "สจ.เล็กเมืองนนท์" รองหัวหน้าพรรคฟิวชั่น ลงพื้นที่นำคณะกรรมการบริหารพรรคฯ มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง ในเขตสายไหม 






วันเสาร์ที่ 11 ก.ค.2569 เวลา 13.00 น. นายสมคิด มากวงษ์ เจ้าของค่ายมวยดัง สจ.เล็กเมืองนนท์ และอดีตนักการเมืองอดีต สจ.เมืองนนทบุรี ปัจจุบันเป็น รองหัวหน้าพรรคฟิวชั่น พรรคการเมืองน้องใหม่ป้ายแดง เป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ ไฟแรง รวมใจเป็นหนึ่ง นำนโยบายใหม่ๆพัฒนาประเทศชาติและประชาชน นำทีมคณะกรรมการบริหารประกอบด้วย ดร.สรายศ พ่วงกระแสร์





ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ,นายกฤตภัค นิมะบุตร (หนึ่ง),อ.ชาติ มหาชน,นายพัลลภ กรองกรุด ลงพื้นที่นำคณะกรรมการบริหารพรรคฯ มอบถุงยังชีพ,ผ้าอ้อมผ้าอ้อมผู้ใหญ่ และ วอคเกอร์ ช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบาง ในเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร โดยการต้อนรับของคณะกรรมการชุมชนต่างๆในเขตสายไหม สร้างความปราบปลื้มใจของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ที่ไม่เคยมีพรรคการเมือง และนักการเมืองพรรคใดออกเยี่ยมเยียนชาวบ้านอย่างจริงใจใกล้ชิดอย่างนี้มาก่อน ทั้งๆที่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่อยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยวันนี้ทางคณะกรรมการบริหารพรรคฟิวชั่น ได้ลงพื้นที่ต่างๆในเขตสายไหมเพื่อเยี่ยมเยียนประชาชนในหลายชุมชนได้แก่








1.ชุมชนเพิ่มสินทรัพย์ โดยมี ปธ.วิไลวรรณ นำมอบ จำนวน 5 ชุด

2.ชุมชนพูลทรัพย์ นำโดย ปธ.กัญญา นำมอบ จำนวน 6 ชุด

3.ชุมชนวัดลุ่ม นำโดย ปธ.มนู นำมอบจำนวน 5 ชุด

4.ชุมชนธาราทิพย์ นำโดยปธ.พี่ไหม จำนวน นำมอบ 14 ชุด

วธ. เปิดพื้นที่เรียนรู้ "ธรรมะวัยใส" เสริมภูมิคุ้มกันเด็กยุค AI สร้างสติ ทักษะชีวิต และเสริมสร้างคุณธรรม

 วธ. เปิดพื้นที่เรียนรู้ "ธรรมะวัยใส" เสริมภูมิคุ้มกันเด็กยุค AI สร้างสติ ทักษะชีวิต และเสริมสร้างคุณธรรม





กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าส่งเสริมคุณธรรมเด็กและเยาวชน จัดกิจกรรม “ธรรมะวัยใส” ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มุ่งพัฒนาเด็กอายุระหว่าง 8-12 ปี (Pre-Teen) ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ควบคู่การฝึกสติ สมาธิ และจิตภาวนา พร้อมเสริมองค์ความรู้ให้ผู้ปกครอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่ระดับครอบครัว



นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรม “ธรรมะวัยใส” ณ มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 8-12 ปี (Pre-Teen) เป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้และมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม ให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา


กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาเด็กและเยาวชนบนพื้นฐานความเข้าใจธรรมชาติของช่วงวัย ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการ โดยนำหลักธรรมทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการฝึกสติ สมาธิ และจิตภาวนา เพื่อให้เด็กสามารถรู้เท่าทันอารมณ์และความคิดของตนเอง มีสติในการดำเนินชีวิต ควบคุมตนเองได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและภูมิคุ้มกันทางปัญญา ให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง เห็นคุณค่าของชีวิต และเติบโตเป็นเยาวชนที่มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศ โดยการเรียนรู้ภายในกิจกรรมเน้นรูปแบบที่สนุกและเหมาะสมกับวัย ผ่านกิจกรรมสันทนาการ เกมฝึกสติ การฝึกสมาธิอานาปานสติ การสื่อสารเชิงบวก และการปลูกฝังคุณธรรมสำคัญ 5 ประการ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

สำหรับกิจกรรม “ธรรมะวัยใส” จัดขึ้น 2 ครั้ง ได้แก่ วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 และวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 โดยเปิดพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ปกครอง ผ่านกิจกรรมอบรมสำหรับผู้ปกครองยุค AI กิจกรรม Journey to the Mind Meditation การฝึกสมาธิเบื้องต้น กิจกรรม “ไขความลับพลังบวก” ทั้ง 5 ด่าน คือ “ด่านที่ 1 เข้าใจเหตุสุข ทุกข์ และมุมมอง” “ด่านที่ 2 บุญ บาป พลังแห่งคำพูด ความรัก เมตตา พลังความกล้าหาญ และการเห็นคุณค่าของผู้อื่น” “ด่านที่ 3 สมาธิ อะไรก็เป็นไปได้ ถ้ามีความสงบสุขภายในใจ” “ด่านที่ 4 ผลแห่งกรรมดีและไม่ดีพลังบุญหนุนชีวิต” “ด่านที่ 5 Empathy ผ่านกิจกรรมปลาวาฬ 52 Hz/3 คำที่ควรจดจำ” ซึ่งสอดแทรกหลักธรรมและการพัฒนาทักษะชีวิต ตลอดจนกิจกรรมฝึกสมาธิแผ่เมตตา และกิจกรรมพลังแห่งการกอด เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว 

นอกจากนี้ กรมการศาสนายังบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร คณะสงฆ์ และภาคีเครือข่าย รวมถึงมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้งบุดด้า เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ทั้งความเครียด ภาวะซึมเศร้า การกลั่นแกล้ง การติดเกม และแรงกดดันจากสังคม โดยมีนางสาวธนันรดา ธนานาถ (ครูพี่แอม) และทันตแพทย์หญิงศิริกุล เวษฎาพันธุ์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมที่บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับการพัฒนาทักษะชีวิต พร้อมจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานในยุค AI ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบด้วยกิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” และ “ธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา” ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ คิดอย่างมีเหตุผล บริหารจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติ


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนาคาดหวังให้กิจกรรม “ธรรมะวัยใส” เป็นจุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติ คุณธรรม และความรักความเข้าใจในครอบครัว ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุขสู่ภูมิภาค ยกทัพอาสาสมัครศิลปิน และของรางวัลหลากหลายรายการ จัด"คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน" มอบความสุขให้แก่ชาวนครปฐม

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุขสู่ภูมิภาค ยกทัพอาสาสมัครศิลปิน และของรางวัลหลากหลายรายการ จัด"คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน" มอบความสุขให้แก่ชาวนครปฐม










วันนี้ (วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ จัด “คาราวาน ป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน” ครั้งที่ 7 ยกทัพอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนริศ วิทยาวรากรณ์ อาสาสมัครเฉพาะกิจ รวมถึงอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นายเฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ็ค แฟนฉัน) นางสาวอรภัสญาน์ สุกใส (มิ้วส์) นายขวัญชัย พายัพ (เจี๊ยวจ๊าว) นางสาวกฤษณา แซ่โค้ว (กุง) นายชยากรณ์ สุดกล้า มอบความสุข พร้อมจัดกิจกรรมแจกของขวัญ และของรางวัลสุดพิเศษ นอกจากนี้ ยังได้จัดบริการด้านการแพทย์ฟรีจากหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กิจกรรมนันทนาการร่วมสนุกรับของรางวัล และกิจกรรมเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาลหัวเฉียว คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว (คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว) และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อาทิ การตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกจ่ายยา ตรวจและแจกแว่นสายตา ตัดผม ฯลฯ รวมทั้งจัดบูธแจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และขนม ให้กับชาวนครปฐม โดยมี นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธี นายชัชวาลย์ สิงหาทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ว่าที่ร้อยโท อรรถชล ทรัพย์ทวี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม แขกผู้มีเกียรติ และชาวนครปฐม ร่วมในพิธี โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและอิ่มเอมใจ ณ โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

.

คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน มูลนิธิฯ ได้ริเริ่มขึ้น ภายหลังจากจัดขึ้นหลังจากวิกฤตกาลแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งประชาชนต้องผ่านสถานการณ์ที่ทุกข์ยาก และได้รับผลกระทบในการดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก เมื่อสถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงตระหนักในหน้าที่ ที่จะต้องสร้างความสุข สร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ โดยมูลนิธิฯ ยึดมั่นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา มากว่า 116 ปี ตามหลักปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ศธ. สพฐ. และ กสศ. เดินหน้าพัฒนา “สมรรถนะผู้เรียน”เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

 ศธ. สพฐ. และ กสศ. เดินหน้าพัฒนา “สมรรถนะผู้เรียน”เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

ศธ. สพฐ. และ กสศ. ร่วมมือกันสร้างผู้เรียนที่ไม่ใช่นักท่องจำ แต่เป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ นักแก้ปัญหา และเป็นพลเมืองคุณภาพของประเทศและของโลกด้วยโครงการ TSQM

วันนี้ (11 กรกฎาคม 2569) ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดงาน The Competency Forum: โรงเรียนต้นแบบสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมเป็นภาคีในการจัดงาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า นักเรียนคือองค์ประกอบสำคัญของการศึกษา ดังนั้น เวทีแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่จะช่วยสะท้อนคำตอบว่า เราจะเตรียมเด็กและเยาวชนให้มีสมรรถนะที่พร้อมรับอนาคตได้อย่างไร ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องเข้าใจและปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงนั้น โดยมองว่าการพัฒนาประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างประชากรที่คิดเป็น ทำเป็น วิเคราะห์และแยกแยะเป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนในโลกยุคใหม่

ดังนั้น การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนจึงไม่อาจอาศัยเพียงห้องเรียนหรือโรงเรียนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม 

“การขับเคลื่อนโครงการ Teacher and School Quality Movement: TSQM ของ กสศ. สอดคล้องกับทิศทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสนับสนุนให้โรงเรียนสามารถพัฒนาตนเองตามบริบทกับงานประจำและแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ดำเนินการอยู่ โดยไม่สร้างภาระงานเพิ่ม แต่เข้าไปช่วยหนุนเสริมให้โรงเรียนยกระดับตนเอง สามารถเป็นต้นแบบหรือแกนนำในการขยายผลสู่โรงเรียนอื่น ๆ ได้”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ TSQM ร่วมกับ กสศ. และภาคีเครือข่าย ผ่านกลไกระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดกับสถานศึกษา และให้โรงเรียนเป็นฐานสำคัญของการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา และเป็นฐานของการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นในระบบโรงเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทาง Thailand Zero Dropout Plus สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศ และหากเราต้องการ Education for All เราต้องเริ่มจาก All for E d​ucation

ด้าน ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวต่อว่า การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายเชิงหลักการเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงของโรงเรียน ครู ผู้บริหาร เขตพื้นที่การศึกษา และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เห็นว่าบทเรียนจากโรงเรียนต้นแบบจากโครงการ TSQM เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่า นอกจากจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จของโรงเรียน ยังเป็นหลักฐานเชิงปฏิบัติที่แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนไทยมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ถ้าได้รับการหนุนเสริมเครื่องมือและองค์ความรู้ที่สำคัญ

“การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ กสศ. จัดขึ้น โดยขอให้ครู ผู้อำนวยการโรงเรียนทุกคนเปิดใจและทำตัวเป็น "น้ำครึ่งแ​ก้ว" พร้อมเรียนรู้และเ​ติมเต็มองค์คว..ามรู้ . สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วก็นำไปต่อยอด สิ่งใดที่ยังขาดก็นำไปเติมเต็มและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของโรงเรียนตนเอง สิ่งสำคัญคือการค้นหาว่าโรงเรียนของเรายังขาดอะไร และเลือกเรียนรู้จากแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง เพราะแต่ละโรงเรียนหรือนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน มีความถนัดไม่เหมือนกัน ทุกคนมีพรสวรรค์ติดตัวมา หากได้รับการหนุนเสริมด้วยพรแสวง ก็จะยิ่งช่วยให้มีศักยภาพและเติบโตได้เป็นอย่างดี การมาร่วมงานในครั้งนี้ ขอให้นำจุดเด่นและแนวปฏิบัติที่ดีของโรงเรียนอื่นมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของโรงเรียนตนเองผมเชื่อว่า แม้ทุกคนจะเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกัน แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีสมรรถนะ พร้อมเติบโตและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก”

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวเสริมว่า กสศ. เชื่อว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพที่แตกต่างกัน และควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพนั้นอย่างเต็มที่ ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเผชิญข้อจำกัดรูปแบบใดก็ตาม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าระบบการศึกษาจะสามารถสร้าง "เด็กที่เรียนเก่งที่สุด" ได้หรือไม่ หากแต่คือระบบการศึกษาจะสามารถส่งเสริมให้ "เด็กแต่ละคนได้ค้นพบคุณค่าของตน และเติบโตเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้อย่างไร" 

กสศ. จึงได้ริเริ่มโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ในปี 2562 ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนให้สามารถพัฒนาตนเองได้ทั้งระบบ (Whole School Approach) 4 ปีแห่งการดำเนินงาน นำไปสู่การทลายกำแพงและกรอบของคำว่า Program หรือ Project ไปสู่ Movement ของการทำงานร่วมกันไปสู่การเป็น Education Systems Transformation สู่โครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง หรือ TSQM  

จากการทำงานที่ครอบคลุมโรงเรียนกว่า 1,500 โรงเรียน ในพื้นที่กว่า 49 จังหวัด มีนักเรียนได้รับประโยชน์

กว่า 385,000 คน ขณะเดียวกันยังเกิดครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ที่เป็นแกนนำการเปลี่ยนแปลง หรือ Agentic Person จำนวนมาก รวมถึงมีหน่วยงานต้นสังกัดและภาคีในพื้นที่เข้ามาร่วมเชื่อมโยงแผนบูรณาการทรัพยากร และมีโรงเรียนกว่า 3,600 แห่งนำระบบ Q-Info ไปใช้ติดตามและสนับสนุนนักเรียน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา ครู หน่วยงานต้นสังกัด ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ชุมชน และภาคีทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเติมพลังให้แก่กันอย่างต่อเนื่อง

TSQM จึงไม่เพียงแต่เป็นโครงการพัฒนาโรงเรียน หากแต่เป็น "ขบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และการขับเคลื่อนวาระคุณภาพโรงเรียน" กสศ. เชื่อว่า โรงเรียนทุกแห่งมีคุณค่าของตนเอง และมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ โรงเรียนไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาบอกว่าควรทำอะไร เพราะโรงเรียนมีอิสระในการออกแบบการพัฒนาของตนเอง สิ่งที่ กสศ. ทำคือการเข้าไปเป็น “ลมใต้ปีก” เชื่อมโยงองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย เป็นเพื่อนร่วมทาง และเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนได้เรียนรู้จากกันและกัน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากภายในโรงเรียนเอง

 

50 ปีแห่งรากฐานแห่งโอกาส: มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ เดินหน้าสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย จาก ROOT สู่ RISE

  50 ปีแห่งรากฐานแห่งโอกาส: มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ เดินหน้าสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย จาก ROOT สู่ RISE  มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ เดินหน้าสา...