วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ช่างไฟฟ้าต้องมีใบเซอร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตือน ไม่มีหนังสือรับรอง เสี่ยงปรับสูงสุด 5,000 บาท

 ช่างไฟฟ้าต้องมีใบเซอร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตือน ไม่มีหนังสือรับรอง เสี่ยงปรับสูงสุด 5,000 บาท

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เชิญชวนช่างไฟฟ้าภายในอาคารทั่วประเทศ เข้ารับการประเมินความรู้ความสามารถตามกฎหมาย ก่อนเสี่ยงถูกปรับ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า อาชีพ ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นอาชีพที่กฎหมายกำหนดให้ต้องผ่านการประเมินและได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานฝีมือ ความปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อสาธารณะ

ผู้ที่ประกอบอาชีพโดยไม่มีหนังสือรับรองฯ มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ขณะที่นายจ้างหรือสถานประกอบกิจการที่จ้างช่างไม่มีหนังสือรับรองฯ มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท

ปัจจุบันมีช่างไฟฟ้าภายในอาคารผ่านการประเมินแล้วกว่า 259,344 คน


กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงเปิดรับสมัครให้ช่างไฟฟ้าเข้ารับการประเมิน โดยสามารถติดต่อได้ที่สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ อาทิ

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ เปิดรับสมัครตลอดเดือนมีนาคม–เมษายน 2569

สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชัยภูมิ ประเมินวันที่ 5 มีนาคม 2569

สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพะเยา เปิดรับสมัครแล้ว

หรือเข้ารับการประเมินกับศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถตามมาตรา 26/4 (2) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาและสถาบันช่างไฟฟ้าเอกชนที่ได้รับอนุมัติจากกรมฯ ทั่วประเทศ


ทั้งนี้ หนังสือรับรองความรู้ความสามารถมีอายุ 5 ปี เมื่อครบกำหนดต้องต่ออายุโดยวิธีการสัมภาษณ์เช่นเดิม จึงขอเชิญชวนช่างไฟฟ้าที่ไม่มีหนังสือรับรองฯ หรือครบกำหนด 5 ปีแล้ว รีบดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย


เอกสารที่ใช้สมัคร

บัตรประชาชน

รูปถ่ายหน้าตรง 1 นิ้ว จำนวน 1 รูป

หนังสือรับรองผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน

วุฒิการศึกษา

หนังสือรับรองการทำงาน

เอกสารการฝึกอบรม (ถ้ามี)


ค่าธรรมเนียม

1,000 บาท (ประเมินกับสถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน)

ไม่เกิน 2,000 บาท (ศูนย์ประเมินตามมาตรา 26/4 (2))


สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 หรือทางเพจ Facebook กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน


กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

 



วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธีมอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ณ ห้องประชุมภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดี วศ. เปิดเผยว่า จากแผนปฏิบัติราชการรายปี พ.ศ. 2569 ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มุ่งสู่วิสัยทัศน์ “สานพลังการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และพร้อมก้าวสู่อนาคต” โดยเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติ ในการพัฒนาประเทศด้านการอุดมศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนระดับ 3 โดยปรับใช้นโยบายร่วมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure : NQI) ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศในภาคอุตสาหกรรม


หน่วยรับรองระบบงานจึงเป็นหน่วยงานหลักที่สำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ ในการยกระดับห้องปฏิบัติการภายใต้มาตรฐานสากล ให้เกิดความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจในผลการทดสอบ เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับสินค้าต่าง ๆ สร้างความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก พร้อมทั้งผลักดันคุณภาพสินค้าด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน



ทั้งนี้นางจันทรัตน์ วรสรรพวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กล่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีหน่วยงานที่เข้ารับใบรับรองระบบงานฯ ในครั้งนี้ จำนวน 17 หน่วยงาน ได้แก่

1. ห้องปฏิบัติการ บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)

2. ห้องปฏิบัติการยางแท่งเอสทีอาร์ ศูนย์ควบคุมยางสงขลา

3. ห้องเครื่องมือวิเคราะห์ ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

4. ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหาร ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

5. ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมอาหารเพื่ออุตสาหกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

6. ห้องปฏิบัติการทดสอบ กบินทร์บุรี บริษัท อีสเทิร์น ไทย คอนซัลติ้ง 1992 จำกัด

7. ห้องปฏิบัติการ บริษัท ไอ ซี พี ลัดดา จำกัด

8. ห้องปฏิบัติการอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยกลุ่มชาติพันธุ์ ชายขอบ และแรงงานข้ามชาติ กรมอนามัย

9. ห้องปฏิบัติการ บริษัท อาร์ซีไอ แล็บสแกน จำกัด

10. ห้องปฏิบัติการทดสอบศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์

11. ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา บริษัท เบญจพันธ์พงศ์ จำกัด

12. ห้องปฏิบัติการทางเคมี บริษัท ทรอปิคอลแคนนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

13. Food Safety Laboratory, Myanmar Innovative Life Sciences Company Limited

14. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

15. สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

16. ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

17. ฝ่ายผลิตเครื่องมือแพทย์ บริษัท วี เมด แล็บ เซ็นเตอร์ จํากัด



ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมผลักดันและส่งเสริมให้หน่วยตรวจสอบและรับรองทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับการรับรองระบบงานมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

รฟฟท. ฉลองครบรอบ 15 ปี “พิพัฒน์” ชูวิสัยทัศน์ “รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง” ด้วยมาตรฐานสากล ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

 รฟฟท. ฉลองครบรอบ 15 ปี  “พิพัฒน์” ชูวิสัยทัศน์ “รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง” ด้วยมาตรฐานสากล ก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืน


นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในโอกาสที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้ดำเนินกิจการในฐานะผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า ครบรอบ 15 ปี โดยเริ่มจากการบริหารโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกรุงเทพมหานคร หรือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จนมาถึงการได้รับภารกิจสำคัญในการบริหารการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งที่ผ่านมา รฟฟท. มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย โดยในปัจจุบัน รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้ดำเนินนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ดำเนินมาตรการ "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 60% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 13,000 คน/วัน ซึ่งกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน



ทางด้าน นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี ในวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคล และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 องค์พระผู้ทรงก่อตั้งกิจการรถไฟในประเทศไทย ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ผู้ทรงมีคุณูปการด้วยพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านการคมนาคมขนส่งทางรางในราชอาณาจักรไทย โดยได้รับเกียรติจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม





อีกทั้งในโอกาสพิเศษครบรอบปีที่ 15 เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณผู้ใช้บริการที่ให้การสนับสนุน และไว้วางใจเดินทางโดยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงด้วยดีเสมอมา บริษัทฯจึงได้จัดบูธกิจกรรม มอบเครื่องดื่มจากกาแฟพันธุ์ไทย จำนวน 1,500 แก้วฟรี สำหรับผู้ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงทุกประเภท (จำกัด 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด) ในวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ประตู 13 ตั้งแต่เวลา 09.09 น. เป็นต้นไป







โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th


“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”


รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง


ทส. เดินหน้ารุกแก้ไฟป่า–หมอกควัน ผนึกพลังเชียงใหม่ ลดจุดความร้อน 70% สู่เป้าหมาย “ท้องฟ้าสดใส ไร้หมอกควัน”

 ทส. เดินหน้ารุกแก้ไฟป่า–หมอกควัน ผนึกพลังเชียงใหม่ ลดจุดความร้อน 70% สู่เป้าหมาย “ท้องฟ้าสดใส ไร้หมอกควัน”



วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ พล.ต.ต.นันนทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดกิจกรรม “วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า 24 กุมภาพันธ์”  พร้อมมอบของที่ระลึกแก่เครือข่ายภาคประชาชน ตลอดจนชมการสาธิตอุปกรณ์ดับไฟป่า การแสดงนิทรรศการให้ความรู้ อีกทั้งปล่อยขบวนรถประชาสัมพันธ์รณรงค์งดการเผาในที่โล่ง เพื่อผลักดันเป้าหมาย “ท้องฟ้าสดใส ไร้หมอกควัน” ให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมงาน ณ อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 

โอกาสนี้ พล.ต.ต.นันนทชาติ  ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ เน้นย้ำว่า การรวมพลังของทุกภาคส่วนในวันนี้ คือ พลังสำคัญในการลดการเผา ป้องกันไฟป่า และสร้างอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน พร้อมเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาจะต้องดำเนินการทั้งเชิงป้องกัน ควบคุม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง


ด้านนายอรรถพล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ตามข้อสั่งการของ รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการกำลังร่วมกับกรมป่าไม้ ฝ่ายปกครอง และกองทัพ บริหารจัดการพื้นที่เสี่ยง 14 กลุ่มป่า ผ่านศูนย์บัญชาการระดับจังหวัดและระดับภาค พร้อมส่งชุดปฏิบัติการ “เสือไฟ–เหยี่ยวไฟ” ลงควบคุมพื้นที่เสี่ยงและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบเผาอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ ผลจากมาตรการเชิงรุกดังกล่าว ทำให้จำนวนจุดความร้อนลดลงกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนประสิทธิภาพของการทำงานเชิงบูรณาการที่เน้น “ชุมชนเป็นฐาน พื้นที่เป็นตัวตั้ง


ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังคงเดินหน้าสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง PM2.5 และการเผาในที่โล่ง ควบคู่กับการขับเคลื่อนมาตรการเชิงปฏิบัติในระดับพื้นที่ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม





วว. เชิญร่วมงานอบรมและดูงาน "เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม”

 วว. เชิญร่วมงานอบรมและดูงาน "เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม”

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ขอเชิญร่วมงานอบรมและดูงาน "เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม" ในวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ  วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี


ไฮไลท์กิจกรรมที่ผู้สนใจเข้าร่วมงานห้ามพลาด!

1) เรียนรู้มาตรฐาน อย. และหลักเกณฑ์ GHP

2) ชม Co-Working Food Space ครัวมาตรฐานของจริง!

3) ชมเครื่องอบแห้งอาหารและสมุนไพรพลังงานแสงอาทิตย์

4) ดูงานโรงงานต้นแบบ: นวัตกรรม เครื่องทอดสุญญากาศ สุดล้ำ!

5) เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมอาหาร (FISP) ครบวงจร ทั้ง UHT, Freeze dry และ Retort

6) ปรึกษานักวิจัยผู้เชี่ยวชาญแบบใกล้ชิด พร้อมรับคำแนะนำเรื่องทุนสนับสนุน SME! 


 ด่วน! รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ที่นั่งเท่านั้น!! 

 

ผู้สนใจสามารถคลิกที่ลิ้งค์เพื่อลงทะเบียน! https://url.in.th/TNRpA

 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร: 02 577 9540


วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

*ศน. เตรียมจัดงาน มาฆบูชาอาเซียน ถิ่นไทย-ลาว* ชูมิติศาสนาสานสายใยสองแผ่นดิน​ สานสัมพันธ์มหัศจรรย์อาราม งดงามทั่วไทย @ นครพนม*

  *ศน. เตรียมจัดงาน มาฆบูชาอาเซียน ถิ่นไทย-ลาว* ชูมิติศาสนาสานสายใยสองแผ่นดิน​ สานสัมพันธ์มหัศจรรย์อาราม งดงามทั่วไทย @ นครพนม*


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า เนื่องด้วยวันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งหลัก

คำสอนนี้ถือหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ “การทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” โดยได้แสดงธรรมแก่บรรดาพระอรหันต์ จำนวน 1,250 รูป ซึ่งมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่พุทธศาสนิกชนชาวไทย ได้รำลึกถึงพระคุณของพระองค์ด้วยการสวดมนต์ รักษาศีล และเจริญจิตภาวนา ศึกษาหลักธรรมและปฏิบัติกิจกรรม ถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อขัดเกลาจิตใจให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรมจริยธรรม สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข


โดยในวันมาฆบูชา ปีพุทธศักราช 2569 นี้ กรมการศาสนาร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา “มาฆบูชาอาเซียน ถิ่นไทย-ลาว สานสัมพันธ์มหัศจรรย์อาราม งดงามทั่วไทย @ นครพนม” ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 ณ วัดมรุกขนคร วัดธาตุเรณู วัดพระธาตุพนม 

วัดมหาธาตุ จังหวัดนครพนม และวัดพระธาตุศรีโคดตะบอง แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งถือว่าเป็นพี่พระธาตุพี่น้องกับพระธาตุพนมของไทย สร้างขึ้นยุคเดียวกับพระธาตุพนม เพื่อส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับประเทศอาเซียนในมิติพระพุทธศาสนา โดยการนำกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มาใช้เป็นสื่อกลางสานสัมพันธ์อันดีของประเทศในภูมิภาคอาเซียน และนำมิติด้านศาสนา วัฒนธรรม มาเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งปัจจุบันศาสนามีบทบาทสำคัญทางด้านการเมืองสังคม สันติภาพ สันติสุข ความมั่งคงของรัฐทั้งภายในประเทศ 

และด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนและสังคมรอบข้างโดยในประชาคมโลกการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ วัดพระธาตุพนม มีการเปิดตัวหนังสือ “มหัศจรรย์อาราม งดงามทั่วไทย” จำนวน 2 เล่ม โดยเล่มที่ 1 มีเนื้อหาเกี่ยวกับสารัตถะของวัดในภาคเหนือ 9 จังหวัด ภาคกลาง 21 จังหวัด และภาคตะวันออก 7 จังหวัด เล่มที่ 2 มีเนื้อหาเกี่ยวกับสารัตถะของวัด

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ภาคตะวันตก 5 จังหวัด และภาคใต้ 14 จังหวัด โดยกรมการศาสนาได้รวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ของวัดและศาสนสถานในประเทศไทย ซึ่งร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัดในการสำรวจวัดในพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ที่มีคุณค่าต่อศาสนิกชนในมิติทางศาสนา ด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม พระพุทธปฏิมา พระเถราจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และมิติทางวัฒนธรรม ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น อัตลักษณ์ท้องถิ่น รวมถึงมิติด้านการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ความสวยงามของภูมิทัศน์ ถือเป็นมรดกล้ำค่าของจังหวัดนั้นๆ ใช้เป็นข้อมูลเส้นทางไหว้พระ จังหวัดละ 9 วัด 76 เส้นทาง รวมทั้งสิ้น 684 วัดทั่วประเทศไทย   ซึ่งเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าแก่การศึกษา โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook และเว็บไซต์ของกรมการศาสนา www.dra.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมการศาสนา โทร. 0 2209 3713 หรือสายด่วนวัฒนธรรม 1765 \\\

สุชาติ” สั่งลุยสอบรุกป่าแม่ยวม เปิดถนน โค่นไม้กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ย้ำเอาผิดถึงที่สุด

 สุชาติ” สั่งลุยสอบรุกป่าแม่ยวม เปิดถนน โค่นไม้กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ย้ำเอาผิดถึงที่สุด



วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งเร่งด่วนให้ตรวจสอบกรณีลักลอบเปิดแนวถนนและตัดไม้ในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา จังหวัด แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพและต้นน้ำลำธารของภาคเหนือ







รองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรี เร่งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ขณะที่ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกำชับให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดหลักวิชาการประกอบการพิจารณา



ก่อนการประชุมหารือ มีตัวแทนเครือข่ายกระเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ถนนที่อยู่ระหว่างข้อพิพาท เพื่อให้ภาครัฐรับทราบข้อมูลจากภาคประชาชนควบคู่กับการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ สะท้อนความพยายามสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและลดความขัดแย้งในพื้นที่


จากนั้น ที่ปรึกษารัฐมนตรีได้ประชุมร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง กอ.รมน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ลาหลวง อำเภอแม่ลาน้อย เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินงาน ตรวจสอบพยานหลักฐาน และเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด


ภายหลังการประชุม พล.ต.ต.นันทชาติ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ ตรวจสอบแนวเส้นทาง ลักษณะการปรับพื้นที่ และประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศ พร้อมย้ำว่าการพิจารณาจะยึดข้อเท็จจริงและหลักวิชาการเป็นสำคัญ



ขณะเดียวกัน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีคำสั่งปิดเส้นทางดังกล่าวเป็นการชั่วคราว ระหว่างการดำเนินคดีและตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการเข้าใช้พื้นที่เพิ่มเติม และลดความเสี่ยงต่อการกระทบทรัพยากรในเขตคุ้มครอง

จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด พร้อมพิจารณาแนวทางจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่พิพาทให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่กระทบพื้นที่อนุรักษ์” พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าว

ส่วนกรณีที่มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า หากไม่เปิดใช้ถนนหรือกันแนวเขตออกจากป่า ชาวบ้านจะไม่ให้ความร่วมมือในการป้องกันไฟป่าและหมอกควันนั้น ที่ปรึกษารัฐมนตรีระบุว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยประชาชนในพื้นที่ ต.เสาหิน และ ต.แม่ลาหลวง ยังคงให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง


ด้าน ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า หากผลการตรวจสอบพบการลักลอบเปิดแนวถนนและตัดไม้ในพื้นที่คุ้มครอง อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจะดำเนินคดีตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด


ทั้งนี้ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐรู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงควบคู่การดำเนินคดีอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมย้ำว่า “ทรัพยากรป่าไม้เป็นสมบัติของชาติ จะไม่ยอมให้ผู้มีอิทธิพลหรือกลุ่มทุนใดเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ



กรณีดังกล่าวนับเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด


ช่างไฟฟ้าต้องมีใบเซอร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตือน ไม่มีหนังสือรับรอง เสี่ยงปรับสูงสุด 5,000 บาท

  ช่างไฟฟ้าต้องมีใบเซอร์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตือน ไม่มีหนังสือรับรอง เสี่ยงปรับสูงสุด 5,000 บาท กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน  เชิญชวนช่างไฟฟ้าภายในอา...