วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569

กรมการศาสนาเดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” สร้างคุณธรรม เสริมสุขภาวะ มุ่งไทยสู่ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล

 กรมการศาสนาเดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” สร้างคุณธรรม เสริมสุขภาวะ มุ่งไทยสู่ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ณ วัดศรีรัตนธรรมาราม อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พระราชสมุทรวชิรนายก เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ (ธ) เจ้าอาวาสวัดอาษาสงคราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระวชิรวรคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนธรรมาราม จังหวัดสมุทรปราการ และนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิ ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ภาคีเครือข่าย และประชาชน ผู้ปฏิบัติธรรม เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง




นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ วัดศรีรัตนธรรมาราม และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวาระสำคัญแห่งการฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา และถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา





กรมการศาสนามีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการนำหลักธรรมทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้บูรณาการความร่วมมือกับคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้และการปฏิบัติสมาธิในรูปแบบที่หลากหลาย สอดคล้องกับบริบทและความสนใจของประชาชนแต่ละกลุ่มและช่วงวัย อาทิ กิจกรรม Global Meditation Connect การปฏิบัติสมาธิในรูปแบบจิตวิญญาณเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งนำเสนอแนวทางการฝึกสมาธิที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กิจกรรม “สมาธิเสริมคุณธรรม นำชีวิตสู่สมดุล : Moral Meditation for Life Balance” ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการปฏิบัติสมาธิตามบริบทและอัตลักษณ์ของสถานปฏิบัติธรรมที่มีความโดดเด่น รวมถึงกิจกรรม ธรรมะสัญจร ประกอบด้วย ธรรมะฟันน้ำนม ธรรมะวัยใส และธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา ซึ่งออกแบบให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กและเยาวชนในแต่ละช่วงวัย

สำหรับวัดศรีรัตนธรรมาราม จังหวัดสมุทรปราการ เป็นสถานที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมในการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยมีสภาพแวดล้อมที่สงบ ร่มรื่น และเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม ตลอดจนมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม สามารถรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างเพียงพอและเป็นระบบ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จำนวนกว่า 350 คน ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ พิธีสวดมนต์และเจริญภาวนา การแสดงพระธรรมเทศนา 

โดยพระวชิรวรคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนธรรมาราม เพื่อเป็นแนวทางในการนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ตลอดจนรับฟังการบรรยายในหัวข้อ “ธรรมะผ่านเลนส์วิทยาศาสตร์ : เยียวยาตน เยียวยาโลก” 

โดย รศ.ดร.วิไลรัตน์ ลื้อนันต์ศักดิ์ศิริ นักวิชาการฝ่ายวิทยาศาสตร์ โครงการ Global Meditation Connect 

การเยี่ยมชมนิทรรศการส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมผ่านมิติทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยมุ่งส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิในระดับสากล ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานปฏิบัติธรรม/สถานที่ปฏฺบัติสมาธิของวัดทั่วประเทศกว่า 2,800 แห่ง และมีประชาชน

ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง



ทั้งนี้ กรมการศาสนาได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดทำเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลศูนย์ปฏิบัติธรรม https://e-service.dra.go.th/meditation_hub/  เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สนใจในการค้นหาและลงทะเบียนเข้าร่วมปฏิบัติธรรมตามวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมกับความต้องการ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาจิตใจและคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงศาสนา และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและประเทศ โดยกรมการศาสนามุ่งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การพัฒนาจิตใจ และการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ///. 

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

ททท. ต่อยอดกระแสกรีน จัดงาน Amazing Green Fest 2026 ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเปลี่ยนเมือง Green เปลี่ยนโลก” เปิดพื้นที่ให้ทุกเจเนอเรชันร่วมสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

 ททท. ต่อยอดกระแสกรีน จัดงาน Amazing Green Fest 2026 ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเปลี่ยนเมือง Green เปลี่ยนโลก” เปิดพื้นที่ให้ทุกเจเนอเรชันร่วมสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าสร้างกระแสการท่องเที่ยวยั่งยืนในงาน “Amazing Green Fest 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเปลี่ยนเมือง Green เปลี่ยนโลก” มุ่งขยายฐาน “คนหัวใจสีเขียว” สู่ทุกเจเนอเรชัน ถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืนให้เข้าถึงง่ายและทำได้จริงผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน โอกาสนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มอบหมายให้ นางศุภิดา อ่อนบรรจง ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ ททท. เป็นผู้แทนพิธีเปิด โดยมี คุณยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ


นางศุภิดา อ่อนบรรจง ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งาน Amazing Green Fest 2026 ในวันที่ 11–13 กันยายน 2569 ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ปีนี้นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงาน 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมตอกย้ำบทบาทของ ททท. ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์ Amazing Thailand ในมิติของ Sustainability ที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยที่คำนึงถึงคุณค่าของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สอดรับกับทิศทางการดำเนินงานในปี 2570 ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Asia's No.1 High-Value & Meaningful Destination โดยเฉพาะด้าน Build New Growth Engine ซึ่งบรรจุมิติความยั่งยืนไว้อย่างชัดเจน ทั้งการส่งเสริมโรงแรมคาร์บอนต่ำภายใต้มาตรฐาน CF Hotel และกรอบการประเมิน SDG การขยายต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวยั่งยืนสู่จังหวัดน่านและกลุ่ม Wellness Valley ตลอดจนการกระจายรายได้สู่เมืองรองผ่านเครือข่ายชุมชนท่องเที่ยวกว่า 55 แห่ง โดยมุ่งพัฒนาให้งานดังกล่าวเป็นต้นแบบของ Green Tourism Festival ที่ผสานการท่องเที่ยวเข้ากับแนวคิดความยั่งยืน นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างลงตัว  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจทั้งแก่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ พร้อมเปลี่ยนจากการสร้างการรับรู้สู่การลงมือทำจริง และนำไปต่อยอดเป็นพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบได้อย่างเป็นรูปธรรม




งาน Amazing Green Fest 2026 ปีนี้ มาพร้อมกับแนวคิด “เที่ยวเปลี่ยนเมือง Green เปลี่ยนโลก” ถ่ายทอดพลังของการเดินทางที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดพื้นที่ให้ “คนหัวใจสีเขียว” ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน     และร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ผ่าน 8 โซนไฮไลต์ ที่เชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ ประกอบด้วย โซนที่ 1 Amazing Green Stories ถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวยั่งยืนผ่านเทคโนโลยี XR (Extended Reality) พาผู้เข้าชมสัมผัส 5 แหล่งท่องเที่ยวจาก    5 ภูมิภาค เสมือนได้เดินทางไปยังสถานที่จริง, โซนที่ 2 Amazing Green Tourism นำเสนอแนวทางและผลงานของ ททท. ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับชุมชนและผู้ประกอบการสู่    การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, โซนที่ 3 Amazing Green Living พบกับสินค้าและบริการจากแบรนด์กรีน         และผลิตภัณฑ์อินทรีย์คุณภาพ พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้บริโภค และภาคธุรกิจ สร้างโอกาสต่อยอดเครือข่ายสีเขียว, โซนที่ 4 Amazing Green Taste รวบรวมร้านอาหารที่ดำเนินงานอย่างรับผิดชอบ            สร้างคุณค่าเพิ่มให้วัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อสื่อสารเรื่องราวการกิน-อยู่อย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอวิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านเรื่องราวของอาหาร, โซนที่ 5 Amazing Green Innovation นำเสนอนวัตกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยให้การท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อผู้คน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม พร้อมพบกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน, โซนที่ 6 Amazing Green Playground พื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน ผ่านเวิร์กชอปและกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ทำให้เรื่องความยั่งยืนสนุก เข้าใจง่าย และใกล้ตัว, โซนที่ 7 Amazing Green Workshop เปิดพื้นที่ลงมือสร้างสรรค์งาน DIY จากวัสดุธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย และปิดท้ายด้วยโซนที่ 8 Sharing Stage เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและแรงบันดาลใจด้านความยั่งยืน พร้อมโชว์พิเศษจาก อินบูโดกัน, โรส ศิรินทิพย์ และปราโมทย์ วิเลปานะ เติมสีสันให้เทศกาลแห่งความยั่งยืนมีทั้งสาระ ความสนุก และแรงบันดาลใจครบในที่เดียว




ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน Amazing Green Fest 2026 ได้ในวันที่ 11 - 13 กันยายน 2569              ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Amazing Green Fest หรือโทร. 1672 Travel Buddy


--------------------------------------------------------------------------------------


รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

 รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน จนสามารถจับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีการบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการลักลอบเข้ามาตัดสายไฟในเขตพื้นที่รถไฟฟ้าบ่อยครั้ง นอกจากนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และการสื่อสารมวลชน โดยมี พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานคณะ ซึ่งมีการดำเนินมาตรการเชิงรุก และติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินการจนเกิดผลสำเร็จในครั้งนี้ พ.ต.อ.กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7 ได้สั่งการไปยัง พ.ต.อ.มนต์ชัย อรุณส่องแสงดี ผกก.สน.ตลิ่งชัน พ.ต.ท.พงษ์ธวัช คงเสือ รอง ผกก.สส.สน.ตลิ่งชันและฝ่ายสืบสวนสอบสวน สน.ตลิ่งชัน เพื่อติดตามคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้ โดยเมื่อช่วงเวลา 10.30 น. ของวันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัทฯได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลางเป็นขดลวดสายไฟสีเงินประมาณ 10 กิโลกรัม , คีมตัดสายไฟ 1 อัน , มีดคัตเตอร์ 1 อัน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีดำ ที่ใช้ขี่ไปก่อเหตุ โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักภายในซอยราชพฤกษ์ 26 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร


โดยจากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ให้การรับสารภาพ ทั้งนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิดในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร ซึ่งบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยินดีจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งจับกุมกลุ่มผู้ร่วมกระทำการลักลอบตัดสายไฟในพื้นที่รถไฟฟ้าอย่างเต็มความสามารถ 

บริษัทฯยังคงมีมาตรการในด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มมาตรการเชิงรุกร่วมกันระหว่างฝ่ายรักษาความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวัน เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟในระบบของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รวมถึงยังคงยึดมั่นในการดูแลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th


“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”

     

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน​ จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน”

 สคส. คว้ารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน​ จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน”

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้รับรางวัล “เลิศรัฐ” ประจำปี พ.ศ. 2569 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance) ระดับดี จากผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” ซึ่งมอบโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นับเป็น 1 ใน 17 ผลงานทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลในประเภทนี้ สะท้อนการปรับบทบาทองค์กรจากการกำกับดูแลตามกฎหมาย สู่การเปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม

รางวัลประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน เป็นรางวัลที่สำนักงาน ก.พ.ร. มอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในการเปิดระบบราชการ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในระดับการให้ข้อมูลข่าวสารและระดับการปรึกษาหารือ


ผลงาน “PDPA เชิงรุก : ร่วมกันตระหนักรู้ เคียงข้างประชาชน” สะท้อนการปรับบทบาทของ สคส. จากการทำหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย มาสู่การเปิดระบบราชการและทำงานร่วมกับประชาชนตั้งแต่ต้นทาง โดย สคส. เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สิทธิของตนเอง เข้าถึงความช่วยเหลือได้เมื่อถูกละเมิด และมีช่องทางร่วมสะท้อนความคิดเห็นกลับมายังหน่วยงาน แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของการขยายช่องทางบริการ การสร้างความรู้ความเข้าใจในวงกว้าง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า “รางวัลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าทิศทางการทำงานที่ สคส. เลือกเดินมาถูกทาง เราปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแลตามกฎหมาย มาเป็นหน่วยงานที่เปิดรับฟังและทำงานร่วมกับประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สิทธิของตนเอง และรู้ว่ามีที่พึ่งที่เข้าถึงได้จริงเมื่อสิทธินั้นถูกละเมิด”


การดำเนินงานเชิงรุกของ สคส. ครอบคลุมทั้งการขยายศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) สู่ภูมิภาคเพื่อรับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในพื้นที่ การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ Government Platform for PDPA Compliance (GPPC) ที่มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมใช้งานจำนวนมาก พร้อมเครือข่ายเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ตลอดจนการเปิดระบบเรียนรู้ออนไลน์ PDPC e-Learning ให้ประชาชนและองค์กรเข้าถึงความรู้ด้าน PDPA ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย


รางวัลในปีนี้นับเป็นการได้รับรางวัลเลิศรัฐต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากในปี 2568 สคส. ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประเภทขับเคลื่อนเห็นผล ระดับดี จากผลงานศูนย์บริการประชาชน (PDPA Center) ขณะเดียวกัน ในปี 2569 ผลงานของ สคส. ยังได้รับการยอมรับในระดับสากล จากการที่แพลตฟอร์ม GPPC คว้ารางวัล Champion Project จากเวที WSIS Prizes 2026 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส


“ก้าวต่อไปของ สคส. คือการทำให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในทุกช่องทาง พร้อมยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะการใช้ปัญญาประดิษฐ์และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สคส. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย


รองนายก “ศุภจี” เผยความคืบหน้าการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เดินหน้าสู่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ระดับนานาชาติ

 รองนายก “ศุภจี” เผยความคืบหน้าการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เดินหน้าสู่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะสงฆ์ และคณะกรรมการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษเข้าร่วมการประชุม เพื่อรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการและพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เป็นโครงการสำคัญดำเนินการในนามรัฐบาล โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อถวายพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย และทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก รวมทั้งเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าถึงประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ


สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 45 เล่ม รวม 21,941 หน้า แบ่งเป็นพระวินัยปิฎก 8 เล่ม พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม และพระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา คณะอนุกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) โดยมีพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ได้ขับเคลื่อนการแปล และตรวสอบความถูกต้องของการจัดทำพระไตรปิฎกฯ ตามแผนการดำเนินงาน ทั้งนี้ยังได้จัดทำต้นฉบับ ที่เป็นรูปเล่มเรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 หมวด หมวดละ 1 เล่ม รวมจำนวน 3 เล่ม ได้แก่ หมวดพระวินัยปิฎก (เล่มมหาวิภังค์ ปฐมภาค) จำนวน 1 เล่ม หมวดพระสุตตันตปิฎก (เล่มทีฆนิกาย สีลขันธวรรค) จำนวน 1 เล่ม และหมวดพระอภิธรรมปิฎก (เล่มธรรมสังคณีปกรณ์) จำนวน 1 เล่ม


รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการเร่งรัดกระบวนการแปล การตรวจสอบ และการบรรณาธิการให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ ตลอดจนการจัดทำสื่อองค์ความรู้และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถเข้าถึงและนำหลักธรรมคำสอนไปศึกษา และประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเตรียมการจัดพิมพ์พระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง รวมถึงการจัดทำในรูปแบบ E-book เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ช่วยให้ประชาชนและผู้สนใจสามารถศึกษา ค้นคว้า และทำความเข้าใจเนื้อหาพระไตรปิฎกได้โดยสะดวก ซึ่งเป็นอีกช่องทางสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและหลักธรรมึสู่สังคมไทยและนานาชาติอย่างกว้างขวาง


โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ 2) คณะอนุกรรมการแปลพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ และ 3) คณะอนุกรรมการบรรณาธิการพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนและ ขับเคลื่อนงานในแต่ละด้านให้มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญร่วมดำเนินงานดังกล่าว


ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะ และเสนอให้ รองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในฐานะประธานคณะกรรมการอุปถัมภ์โครงการฯ พิจารณาลงนามลงนาม เพื่อให้คณะอนุกรรมการสามารถดำเนินงานและขับเคลื่อนโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


การดำเนินโครงการดังกล่าว นับเป็นความร่วมมือสำคัญในการสืบทอดและเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยมุ่งให้พระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ เป็นแหล่งศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถเข้าถึงและนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในการ เผยแพร่มรดกทางพระพุทธศาสนาของไทยสู่ประชาคมโลก ///

รมว.วธ. นำผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมและผู้นำ 5 ศาสนา วางพวงมาลาและถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

 รมว.วธ. นำผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมและผู้นำ 5 ศาสนา วางพวงมาลาและถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้นำองค์การทางศาสนาและผู้แทนศาสนิกชน 5 ศาสนา ประกอบด้วย ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ รวมจำนวน 150 คน เข้าวางพวงมาลาและถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง



ในการนี้ มีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน


การเข้าถวายสักการะพระศพในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้ประสานผู้นำองค์การทางศาสนาและผู้แทนศาสนิกชนทั้ง 5 ศาสนา เข้าร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ โดยแต่ละศาสนาได้ปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนเอง สะท้อนถึงความพร้อมเพรียงของพสกนิกรต่างศาสนาในการแสดงความจงรักภักดีและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ ทั้งด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส พระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องเป็นที่ประจักษ์และอยู่ในความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพสกนิกรชาวไทย


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า การที่ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้นำองค์การทางศาสนา และศาสนิกชนทั้ง 5 ศาสนา มาร่วมถวายสักการะพระศพในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันของประชาชนทุกศาสนาที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังสะท้อนถึงความสามัคคีของคนไทย แม้จะมีความแตกต่างทางศาสนา แต่ทุกศาสนาต่างมีหลักคำสอนที่มุ่งให้คนทำความดี มีเมตตาต่อกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ศาสนิกชนทุกศาสนาได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการทำงานร่วมกันขององค์การทางศาสนา เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน การที่ผู้นำและศาสนิกชนทั้ง 5 ศาสนามาร่วมกันในวันนี้ จึงเป็นอีกภาพหนึ่งที่แสดงถึงความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันของคนไทยบนพื้นฐานของความเคารพในความแตกต่าง

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา มีภารกิจในการอุปถัมภ์ ทำนุบำรุง และส่งเสริมกิจการทางศาสนา ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา โดยประสานความร่วมมือกับองค์การทางศาสนาและเครือข่ายศาสนิกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และเป็นพลังสำคัญในการสร้างความสามัคคี ความเอื้ออาทร และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมไทย

.

กรมการศาสนาเดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” สร้างคุณธรรม เสริมสุขภาวะ มุ่งไทยสู่ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล

  กรมการศาสนาเดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” สร้างคุณธรรม เสริมสุขภาวะ มุ่งไทยสู่ศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ณ วั...