วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กรมพัฒน์ เร่งพัฒนาทักษะ EV ทั่วประเทศ ปั้นแรงงานคุณภาพ รองรับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต

 กรมพัฒน์ เร่งพัฒนาทักษะ EV ทั่วประเทศ ปั้นแรงงานคุณภาพ รองรับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาทักษะแรงงานศักยภาพสูง รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต เปิดฝึกอบรมด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และจักรยานยนต์ไฟฟ้าในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งด้านการซ่อมบำรุง การดัดแปลง การประกอบและซ่อมบำรุงแบตเตอรี่ ตลอดจนการปฏิบัติการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทยให้พร้อมเข้าสู่ตลาดงานยุค EV

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ การพัฒนาทักษะด้าน EV ถือเป็นการเตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มโอกาสการมีงานทำ สร้างรายได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคตที่มุ่งสร้างแรงงานสมรรถนะสูงรองรับการลงทุนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในประเทศและระดับสากล การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของเศรษฐกิจไทย กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงเร่งพัฒนากำลังคนให้มีทักษะที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะด้าน EV ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการแรงงานทักษะสูง ทั้งด้านระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อน และการบำรุงรักษา เพื่อรองรับการลงทุนและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต


อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ร่วมกันจัดฝึกอบรมในหลายจังหวัด อาทิ สถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ (AHRDA) จังหวัดสมุทรปราการ เปิดหลักสูตร “การปฏิบัติการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า” และ “การซ่อมบำรุงและดัดแปลงจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ขณะที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 28 สระบุรี เปิดอบรม “การซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า” ส่วนสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 34 กาญจนบุรี เปิดหลักสูตร “การบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ระบบไฟฟ้า” และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานลำพูน เปิดหลักสูตร “การประกอบและซ่อมบำรุงแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า” โดยทุกหลักสูตรเน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพและต่อยอดสู่สายงาน EV ได้อย่างมั่นใจ




ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าวเปิดรับสมัครโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีการมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม สามารถสมัคร และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 28 สระบุรี สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 34 กาญจนบุรี และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานลำพูน หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 ได้อีกทางหนึ่ง ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับแรงงานไทยสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สร้างโอกาสการมีงานทำ เพิ่มรายได้ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตต่อไป อธิบดีสมาสภ์ กล่าวใน

ดร.วันดี ยุโส้ รับโล่เกียรติคุณจากจุฬาราชมนตรี ในงาน “ดาลอสัมพันธ์ 69”

 ดร.วันดี ยุโส้ รับโล่เกียรติคุณจากจุฬาราชมนตรี ในงาน “ดาลอสัมพันธ์ 69”

กรุงเทพมหานคร – ดร.วันดี ยุโส้ ประธานกรรมการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสลิลทิพย์การบัญชีและกฎหมาย และประธานกลุ่มอัลอิคลาสเพื่อเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาส นำคณะสมาชิกกลุ่มอัลอิคลาสเข้าร่วมงาน “ดาลอสัมพันธ์ 69” งานน้ำชาการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รำลึกคุณครู เชิดชูปอเนาะ สานต่อสายใยอุมมะฮ์” ณ มัสยิดฮิดาย่าตุ้ลอิสลามียะห์ (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร

ภายในงาน กลุ่มอัลอิคลาสเพื่อเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาส ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายปฏิคม คอยอำนวยความสะดวกและให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ผู้เข้าร่วมงาน และพี่น้องมุสลิมจากหลากหลายพื้นที่ ด้วยความเสียสละและจิตอาสา สะท้อนถึงเจตนารมณ์ขององค์กรที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อสังคม ดูแลเด็กกำพร้า ผู้ด้อยโอกาส และสร้างประโยชน์แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

โอกาสสำคัญครั้งนี้ ดร.วันดี ยุโส้ ยังได้รับเกียรติรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก  เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะการสนับสนุนกิจกรรมด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการช่วยเหลือเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสมาอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม

วัตถุประสงค์การจัดงาน “ดาลอสัมพันธ์ 69”

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ ดังนี้

เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา และเชิดชูเกียรติสถาบันปอเนาะ

เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และพี่น้องมุสลิมในพื้นที่

เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการกตัญญูและการตอบแทนคุณครูในสังคมมุสลิม

เพื่อระดมทุนสนับสนุนกิจกรรมการศึกษา และช่วยเหลือคุณครู รวมถึงสถาบันที่ยังขาดแคลน

เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาสังคมมุสลิมให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ดร.วันดี ยุโส้ กล่าวว่า การได้รับเกียรติในครั้งนี้ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าทำงานเพื่อสังคม และยืนยันว่าจะยังคงสานต่อภารกิจช่วยเหลือเด็กกำพร้า ผู้ด้อยโอกาส และสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องมุสลิมและสังคมไทยต่อไป

สำหรับบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความศรัทธา และความสามัคคีของประชาคมมุสลิม โดยมีศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้นำศาสนา และผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

การมีส่วนร่วมของกลุ่มอัลอิคลาสในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของพลังจิตอาสาและการทำงานเพื่อสังคม ที่มุ่งสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ด้อยโอกาส พร้อมร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการแบ่งปันและความเมตตาให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

วศ.อว. โชว์ผลงานมาตรฐานสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ ในงานวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 34

 วศ.อว. โชว์ผลงานมาตรฐานสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ ในงานวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 34

     เมื่อวันที่ 24-26 มิถุนายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.จิตตกานต์ อินเที่ยง ผู้อำนวยการศูนย์ห้องปฏิบัติการอ้างอิงการสอบเทียบ สถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ พร้อมเจ้าหน้าที่ วศ. ร่วมจัดนิทรรศการ "รากฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพที่แม่นยำและปลอดภัย" ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 34 จัดโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด "From Lab to Life: Sciences for Healthy Longevity จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว" ณ ศูนย์ประชุมอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี



     นิทรรศการดังกล่าว มุ่งส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของการสอบเทียบ (Calibration) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความแม่นยำของเครื่องมือแพทย์ ตั้งแต่เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ ไปจนถึงเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟาเรด ปัจจุบัน วศ. ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับการสอบเทียบเครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติแบบไม่รุกล้ำจาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งผลของการสอบเทียบที่แม่นยำนี้ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์วินิจฉัยและรักษาได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากความคลาดเคลื่อน เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย และสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน อันเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ยืนยาวต่อไป



#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #สอบเทียบเครื่องมือวัด

เผยโฉมสุดยอดนักสร้าง 3D Game Art ในเวทีแข่งขันฝีมือแรงงาน ครั้งที่ 31 ระดับภาค

 เผยโฉมสุดยอดนักสร้าง 3D Game Art ในเวทีแข่งขันฝีมือแรงงาน ครั้งที่ 31 ระดับภาค

30 มิ.ย. 69 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานพิธีมอบรางวัล การแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับภาค สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ (3D Digital Game Art) มีนางพลาพร รัตนปริคณน์ ผู้อำนวยการกองพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กล่าวรายงาน คณะผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมพิธี ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคาร 11 คณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม กรุงเทพมหานคร

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ก่อนอื่น ผมขอแสดงความชื่นชมในความสามารถ ความตั้งใจ และความมุ่งมั่นของน้อง ๆ เยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ตลอดจนขอชื่นชมคณะทำงานทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนให้การแข่งขันในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างสมเกียรติ ในยุคปัจจุบันที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อุตสาหกรรมเกมดิจิทัลคอนเทนต์ แอนิเมชัน ตลอดจนเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Metaverse) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล "สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ" จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความบันเทิงหรือทักษะทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น "ทักษะวิชาชีพแห่งอนาคต" ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นสายงานที่ต้องอาศัยการผสมผสานอย่างลงตัว ระหว่าง "จินตนาการทางศิลปะ" และ "ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี" เพื่อเนรมิตโลกในจินตนาการให้มีชีวิตและจับต้องได้ น้อง ๆเยาวชนผู้เข้าแข่งขันทุกคน คือ ฟันเฟืองสำคัญที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้ก้าวไปสู่เวทีโลก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงได้บรรจุ "สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ" เข้ามาในการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับภาค เพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้ประลองฝีมือ เท่าทันเทคโนโลยี และเพื่อคัดเลือกผู้แทนที่มีผลงานและศักยภาพโดดเด่นของแต่ละภูมิภาค เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับชาติต่อไป





นายสมาสภ์ กล่าวต่อว่า การแข่งขันครั้งนี้มีผู้เข้าแข่งขันซึ่งเป็นตัวแทนระดับภาคทั้ง 4 ภูมิภาค รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 คน และวันนี้เราได้ผู้ชนะการแข่งขันฯ แล้ว น้อง ๆ ที่ได้รับรางวัลและเป็นตัวแทนระดับภาคทั้ง 4 ภาค ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของทุกท่าน ความทุ่มเท ความอดทน และการฝึกฝนอย่างหนัก ขอให้เก็บความภาคภูมิใจนี้ไว้เป็นพลังก้าวเดินต่อไป ขอให้รักษามาตรฐาน หมั่นพัฒนาฝีมือตนเองยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 และก้าวไปสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันฝีมือแรงงานระดับนานาชาติต่อไป ส่วนน้อง ๆ ที่ยังไม่ได้รับรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ ผมขอให้กำลังใจและขออย่าได้ท้อแท้ การแข่งขันย่อมมีผู้ชนะและผู้แพ้ แต่สิ่งที่ทุกคนได้รับ คือ "ประสบการณ์" ที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน ประสบการณ์ภายใต้ความกดดัน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมิตรภาพจากเพื่อนร่วมสายอาชีพ ขอให้นำจุดที่ต้องปรับปรุงไปพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

การแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับภาค ยังมีการแข่งขันอีกหลายสาขา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 2 สุพรรณบุรี สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 7 อุบลราชธานีสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 10 ลำปาง และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 โดยประชาชนที่อยู่ในจังหวัดดังกล่าว หรือจังหวัดใกล้เคียงสามารถให้กำลังใจเยาวชนได้ หรือติดตามข่าวสารจากเพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือเพจ WorldSkills Thailand

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

รฟท. จัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย สรุปผลศึกษาและรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่กรุงเทพฯ

 รฟท. จัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย สรุปผลศึกษาและรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่กรุงเทพฯ

กรุงเทพมหานคร – 7 สิงหาคม 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (ปัจฉิมนิเทศโครงการ) ภายใต้งานจ้างที่ปรึกษาเพื่อทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ณ ห้องประชุม Auditorium KX ชั้น 7 อาคารเคเอกซ์ (KX) เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร


การประชุมได้รับเกียรติจาก นายวิชาญ นาควงษ์ วิศวกรอำนวยการศูนย์บริหารโครงการพิเศษ 1 การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าวรายงาน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ กรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมกว่า 200 คน




นอกจากนี้ ยังมี นายพงษ์สรณัฐ ทองลี (ทนายคิว) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 26 และ นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา (นัท) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 24 เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการศึกษา พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการ เพื่อสะท้อนมุมมองของประชาชนในพื้นที่และสนับสนุนการพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด


การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาของโครงการในภาพรวม พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมประชุมซักถาม แสดงความคิดเห็น และเสนอข้อห่วงกังวล เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการปรับปรุงผลการศึกษาให้มีความสมบูรณ์ สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง และคำนึงถึงประโยชน์ของทุกภาคส่วน


โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย มีระยะทางประมาณ 36.8 กิโลเมตร จำนวน 17 สถานี ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ายกระดับ โดยแนวเส้นทางส่วนใหญ่วางอยู่ในเขตทางรถไฟเดิม เริ่มต้นจากบริเวณวงเวียนใหญ่ ผ่านพื้นที่สำคัญของฝั่งธนบุรี ได้แก่ ตลาดพลู สำเหร่ ถนนรัชดาภิเษก จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ถนนกาญจนาภิเษก ก่อนเข้าสู่จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่สถานีมหาชัย บริเวณถนนเอกชัย

แนวเส้นทางประมาณร้อยละ 95 อยู่ในเขตทางเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วยลดผลกระทบด้านการเวนคืนและการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขณะเดียวกันการยกระดับทางรถไฟจะช่วยลดจุดตัดเสมอระดับ เพิ่มความปลอดภัย ลดผลกระทบด้านการจราจร และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน

โครงการกำหนดให้ใช้ขบวนรถไฟฟ้าแบบ Electric Multiple Unit (EMU) พร้อมพัฒนาสถานีให้รองรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม เชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะ ถนนสายหลัก และชุมชนโดยรอบ รวมถึงจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงเพื่อรองรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ


เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรสาคร ลดระยะเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย สนับสนุนการเดินทางเพื่อการศึกษา การทำงาน การค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยว รวมถึงช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ตลอดกระบวนการศึกษา โครงการได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมปฐมนิเทศ การประชุมกลุ่มย่อย และการประชุมรับฟังความคิดเห็นหลายรูปแบบ เพื่อให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนถูกนำไปประกอบการจัดทำผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ภายใต้หลักความโปร่งใส รอบคอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน


ภายในงานมีการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประชุม และรับเอกสารประกอบการประชุม โดย นางสาวอรนุช ศิลปินมีพันธ์ ก่อนรับชมวีดิ ทัศน์สรุปผลการศึกษาโครงการ

จากนั้นเป็นพิธีเปิดการประชุม โดย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าว รายงาน และ นายวิชาญ นาควงษ์ วิศวกร อำนวยการศูนย์บริหารโครงการพิเศษ 1 การ รถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดการประชุม

ภายหลังพิธีเปิด ได้มีการนำเสนอผลการ ศึกษาโครงการในประเด็นสำคัญ ประกอบ ด้วย

สรุปความเหมาะสม แนวเส้นทาง และรูป แบบการพัฒนาโครงการ โดย ดร.วัชระ สัตยาประเสริฐ

การศึกษาด้านก การเดินรถ โดย นายเมษะพล พรรณเชษฐ์

รูปแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม โดย ผศ.ดร.ทศพล ปิ่นแก้ว

รูปแบบสถานีและสถาปัตยกรรม โดย นายนเรศ เทพพุฒิ

ความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดย นายศักดิ์สิทธิ์ วัฒนเวช

ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบ โดย ดร.พิเศษ เสนาวงษ์

หลังจากการนำเสนอ ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วม อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสนอข้อเสนอแนะต่อโครงการ ก่อนสรุปสาระ สำคัญของการประชุม ปิดการประชุม

การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย เป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และการมีส่วนร่วมของประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

SURE ยกระดับแบรนด์เต็มสูบ! ดึง "ต้นหอม" นั่งพรีเซ็นเตอร์ จับมือ มช. พัฒนาผลิตภัณฑ์

 SURE ยกระดับแบรนด์เต็มสูบ! ดึง "ต้นหอม" นั่งพรีเซ็นเตอร์ จับมือ มช. พัฒนาผลิตภัณฑ์

แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคท้องถิ่นโตสวนตลาด "SURE" ของบริษัท สยาม เฟมัส จำกัด ผู้ผลิตจากจังหวัดสมุทรสาคร เดินหน้ายกระดับแบรนด์เต็มรูปแบบ วางยุทธศาสตร์ "ผลิต–วิจัย–การตลาด" ครบวงจร พร้อมจับมือ ม.เชียงใหม่ ตั้งแล็บสกัดพืชธรรมชาติ และดึงดาราสาว ต้นหอม ศกุนตลา นั่งพรีเซ็นเตอร์คนแรก

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน บริษัท สยาม เฟมัส จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจากจังหวัดสมุทรสาคร ได้จัดงานเปิดตัวแบรนด์ “SURE” อย่างเป็นทางการที่กรุงเทพฯ พร้อมประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ “ผลิต–วิจัย–การตลาด” แบบครบวงจร มุ่งยกระดับการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย และต่อยอดสู่ตลาดอาเซียนในระยะต่อไป

ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว บริษัทวางแผนผสานฐานการผลิตในประเทศเข้ากับความร่วมมือด้านงานวิจัยกับสถาบันการศึกษาไทย รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งคุณภาพและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

 


หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดตัว “ต้นหอม ศกุนตลา เทียนไพโรจน์” ดาราและพิธีกรชื่อดัง ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนแรกของแบรนด์ SURE โดยต้นหอม เล่าถึงจุดเริ่มต้นกับ SURE ว่า รู้จักและใช้สินค้าจริงตั้งแต่ก่อนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะส่วนตัวทำธุรกิจสปาที่ต้องซักผ้าขนหนูจำนวนมากเป็นประจำ และช่วงแรกยังไม่มีแม่บ้านจึงต้องลงมือเองทุกอย่าง "หอมไล่หาตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ว่าตัวไหนราคาเหมาะสมและใช้ได้จริง จนมาเจอ SURE ซึ่งเคยได้ยินชื่ออยู่แล้ว พอลองซื้อมาใช้ก็รู้สึกว่าคุ้มมาก ผ้าสะอาดและกลิ่นหอมติดทน ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานสปา เพราะเราอยากให้ลูกค้าประทับใจ"

ดาราสาวยังเผยเคล็ดลับการดูแลเสื้อผ้าว่า เป็นคนละเอียดและชอบแต่งตัว จึงแยกซักเป็นผ้าขาว ผ้าสีอ่อน ผ้าสีเข้ม และผ้าที่ต้องดูแลพิเศษ เพื่อให้เสื้อผ้าอยู่ทนและคงสภาพดี พร้อมบอกว่าหลังร่วมงานกับแบรนด์ เตรียมจัดกิจกรรมร่วมกันอีกหลายรูปแบบ รวมถึงกิจกรรมเพื่อสังคม "หอมขายออนไลน์อยู่แล้ว และมองแบรนด์นี้มาสักพักว่าจะทำอย่างไรให้ได้มาปักตะกร้า พอได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ก็ยิ่งมั่นใจว่าแบรนด์น่าสนใจ เชื่อว่าจะขายได้แน่นอน" ต้นหอม กล่าว

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท สยาม เฟมัส จำกัด และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมเปิดตัว “ห้องปฏิบัติการสกัดพืชธรรมชาติ” อย่างเป็นทางการ ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะศึกษาการนำสารสกัดจากพืชท้องถิ่นของไทยมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม

ด้าน ดร.จรูญ จักร์มุณี รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันความต้องการผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของครัวเรือนยุคใหม่ได้เปลี่ยนจากการมองแค่ประสิทธิภาพการทำความสะอาด ไปสู่ความใส่ใจทั้งความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพควบคู่กัน โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของส่วนผสม การถนอมเส้นใยผ้า การย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และการผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น สำหรับความร่วมมือกับ SURE ดร.จรูญ ระบุว่า มหาวิทยาลัยเชื่อมั่นว่างานวิจัยต้องตอบโจทย์สังคม ขณะที่ SURE ให้ความสำคัญกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพร้อมลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานงานวิจัย ทั้งสองฝ่ายจึงร่วมกันแปลงผลงานวิชาการให้เป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ถือเป็นความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งภาควิชาการและภาคธุรกิจ

ดร.จรูญ กล่าวอีกว่า ในอนาคตทั้งสองฝ่ายจะมุ่งเน้นการพัฒนาสูตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและย่อยสลายได้ เทคโนโลยีชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี วิธีตรวจสอบคุณภาพที่รวดเร็ว และการทดสอบตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการทำวิจัยร่วม การฝึกงานของนักศึกษา และการแลกเปลี่ยนบุคลากร เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในระยะยาว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ด้วยนวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน SURE มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนชั้นนำของไทย และขยายต่อไปยังตลาดอาเซียนและระดับสากล

ด้าน คุณสวี อี้ ผู้บริหารบริษัท สยาม เฟมัส จำกัด กล่าวว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ SURE มีการเติบโตต่อเนื่องทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยปัจจุบันมีฐานการผลิตที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบซัพพลายเชนบริษัทระบุว่า SURE ใช้ 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาโดยเน้นความปลอดภัยและส่วนผสมธรรมชาติ การผลิตด้วยระบบอัตโนมัติที่ช่วยควบคุมคุณภาพและต้นทุน และการตลาดที่อาศัยทีมงานและเครือข่าย KOL/KOC ในประเทศ สำหรับการเลือก “ต้นหอม ศกุนตลา” เป็นพรีเซ็นเตอร์ มาจากภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับแบรนด์ พร้อมเตรียมเดินหน้ากิจกรรมการตลาดรูปแบบใหม่ เช่น Brand Day และไลฟ์ขายสินค้าร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์

 


ปัจจุบันสินค้า SURE วางจำหน่ายแล้วในห้างค้าปลีกและศูนย์วัสดุก่อสร้างชั้นนำ อาทิ HomePro, Mega Home, Global House และ Makro รวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซอย่าง TikTok, Shopee และ Lazada

บริษัทระบุว่า แบรนด์มียอดขายออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง และอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือนที่มียอดขายอันดับต้น ๆ บนแพลตฟอร์ม TikTok

ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนใช้ประเทศไทยเป็นฐานหลักในการเติบโต ก่อนขยายสู่ตลาดเมียนมา เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน โดยมุ่งยกระดับให้ SURE เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนระดับภูมิภาคที่ผู้บริโภคไว้วางใจในระยะยาว

 

 

 


นางฐนิดา ทองเลม็ด ประธานมูลนิธินิดาบีฟ อนุสรณ์ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 29 กรกฎาคม สะท้อนพลังแห่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

 นางฐนิดา ทองเลม็ด ประธานมูลนิธินิดาบีฟ อนุสรณ์ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม สะท้อนพลังแห่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์


เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 นางฐนิดา ทองเลม็ด ประธานมูลนิธินิดาบีฟ อนุสรณ์ ได้เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม เพื่อร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมน้อมถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง และทรงเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยตลอดไป

นางฐนิดา ทองเลม็ด เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “มูลนิธินิดาบีฟ อนุสรณ์” ร่วมกับคุณสุรัตน์ (ฮัจยีการีม) ทองเลม็ด โดยทั้งสองเป็นคู่ชีวิตและคู่คิดทางธุรกิจ ซึ่งดำเนินกิจการหลากหลายประเภทภายใต้เครือนิดากรุ๊ป อาทิ ธุรกิจจำหน่ายเนื้อวัวโคขุน ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจรับจัดเลี้ยง อุตสาหกรรมเครื่องประดับ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ด้วยความเชื่อมั่นว่า ทุกความสำเร็จในชีวิตล้วนเป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทั้งสองท่านจึงมุ่งมั่นตอบแทนสังคมผ่านการทำกิจกรรมสาธารณกุศลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแจกเนื้อกุรบ่านมากกว่า 1,000 กิโลกรัมต่อปี การมอบทุนการศึกษา การสนับสนุนครูสอนศาสนา เด็กกำพร้า ผู้ยากไร้ ตลอดจนการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายมิติ

จากการทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากญาติพี่น้อง เพื่อน และเครือข่ายภาคธุรกิจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง “มูลนิธินิดาบีฟ อนุสรณ์” เพื่อให้การดำเนินงานด้านสาธารณกุศลเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาและกฎหมาย โดยได้รับหนังสือรับรองการจัดตั้งมูลนิธิจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565

มูลนิธินิดาบีฟ อนุสรณ์ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการช่วยเหลือเด็กกำพร้า แม่หม้าย ผู้ยากไร้ จัดหาโลงศพให้ผู้ขาดแคลน ส่งเสริมกิจการด้านศาสนาอิสลาม สนับสนุนโรงเรียนและครูสอนศาสนา ตลอดจนร่วมดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง

หนึ่งในภารกิจสำคัญของมูลนิธิ คือการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ เมื่อวันที่ 20–21 ตุลาคม 2567 โดยคณะกรรมการมูลนิธิและผู้มีจิตศรัทธากว่า 30 คน ร่วมกันระดมทุนและนำความช่วยเหลือไปยังพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือ ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องใช้ในครัวเรือน รวมถึงสนับสนุนครูสอนศาสนา เด็กกำพร้า และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของมูลนิธิที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างแท้จริง พร้อมยึดมั่นในหลักศรัทธา หลักคุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

นางฐนิดา ทองเลม็ด กล่าวว่า “การเป็นผู้ให้นั้นเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ความสำเร็จทางธุรกิจจะมีคุณค่าอย่างแท้จริง เมื่อสามารถนำกลับมาสร้างประโยชน์แก่สังคม ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน และสนับสนุนกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม”

การร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคลในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของผู้นำองค์กรภาคประชาสังคมที่นอกจากจะอุทิศตนเพื่อการกุศลและการพัฒนาสังคมแล้ว ยังแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของชาติไทยอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ มูลนิธินิดาบีฟ อนุสรณ์ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าภารกิจด้านสาธารณกุศล ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ความเมตตา และความสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป


“Bangkok Auto Salon 2026” เปิดเทรนด์ Complete Car ระดับท็อปจากญี่ปุ่นเจาะลึก 3 สำนักแต่งไอคอนิก VeilSide, HKS & FOREVER, GReddy x KUHL

  “Bangkok Auto Salon 2026” เปิดเทรนด์ Complete Car ระดับท็อปจากญี่ปุ่นเจาะลึก 3 สำนักแต่งไอคอนิก VeilSide, HKS & FOREVER, GReddy x KUHL...