วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม (Wonder Kids Club) อบรม นักข่าวรุ่นเยาว์

 ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม (Wonder Kids Club) อบรม นักข่าวรุ่นเยาว์ 






เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ณ The Spheres ถนนเพชรเกษม อ.อ้อมน้อย จ.นครปฐม ชมรมเด็กสร้างสรรค์สังคม (Wonder Kids Club) โดย นางสาวชมพูนุท จินตอาจารีย์ ประธานชมรมฯ จัดอบรมนักข่าวรุ่นเยาว์ Young Reporter Training (Basic)   

มีผู้เข้าอบรมประกอบด้วย 

1.นายธนทวฤช มิ่งมิตรวิบูลย์ โรงเรียนราชดำริ

2.นายภูมิ ขยันกิจ สาธิต มศว.ประสานมิตร

3.นายกวินภพ บัวสิม โรงเรียนราชดําริ

4.นางสาว พัชชาพลอย ชัยศิริพร โรงเรียนราชดำริ

5.นางสาวธนัชพร สอนขยัน โรงเรียนนาหลวง

6.นางสาวกัณภัทร ชมภูโคตร โรงเรียนสุวรรณพลับพลาพิทยาคม

7.นายมุนินโท โคนชัยภูมิ โรงเรียนวัดราชบพิธ

8.ด.ช.อธิเดช โคนชัยภูมิ โรงเรียนวัดราชบพิธ

9.นางสาวกัญญารัตน์ งดงาม 

10.นายชาฮีนาซ อาแด โรงเรียนสตรีอิสลามวิทยามูลนิธิ

11.นายอัฐวีร์ วณิชเดชารัชต์ โรงเรียนนันทบุรีวิทยาลัย

12.นายพัชรา วัดถุมา โรงเรียนสังขะ

13.นายนพคุณ เหมวิริยะ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล

14.นายธนกฤต สุคนธานนท์ สารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล

15.นางสาวขวัญจิรา แสนงาม โรงเรียนสีออศิลปศาสตร์

16.นายธนกฤต เกษรทับทิม โรงเรียนสารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล

17.นายณัฏฐ์พัชร์ บุตรสามบ่อ สารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล

18.นายชยานันต์ ธนัญชยานนท์ สารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล

19.นางสาวศศิวิมล วัณณะสุต สารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล

20.เด็กหญิงซาบีร่า มีนา อัญสัมชัญคอนแวนต์สีลม

21.นางสาววาสนา เนื่องทวี โรงเรียนสายปัญญารังสิต

22.นายสหรุจ ไตรภู่ สารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล

23.นายภูพิรัฐ พระนอนข้าม เอกอโยธยา

24.นางสาวสุพิชญา พระนอนข้าม จอมสุรางค์อุปถัมภ์

25.นายธรรมธร บูชาพันธ์ สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

26.นายวิมาน ธูปทอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

27.นางสาวกุลชญา สีสนทอง โรงเรียนสารสาสน์วิเทศศึกษา

28.นางสาวนิชาภัทร ยังโยมร สารสาสน์วิเทศศึกษา

29.นายปุญชรัสมิ์ พนมรัมย์ สถาบันการบินพลเรือน

30.นายพชรพล ดีศรี เทคโนโลยีภาคตะวันออก อี.เทค ชลบุรี

31.นางสาว วณิชญา วงศ์วิริยชาติ โรงเรียน พานทอง

32.ด.ญ.ปรัชญมล ชูตระกูล วัฒยาวิทยาลัย

33.นางสาวชลธิชา นามเมือง โรงเรียนสารสาสน์วิเทศธนบุรี

34.นางสาวนิชาภา รอดกลิ่น  โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม

35.นางสาวธนัญฌา พูทอง โรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี

36.นางสาวกมลวรรณ นาเมือง โรงเรียนพรหมานุสรณ์

37.ดช.วิชยศักดิ์ ฉินเจนประดิษฐ์ ศูนย์การเรียนรู้พชระ

38.นางสาวอัณศยา สวัสดิ์รุ่ง โรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์

39.นางสาวอาภัสรา ไหลจำปี โรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์

40.คุณภัทร ทัศไนยเธียรกุล หอวัง

41.นางสาวณิชนันทน์ ช้างท่าถั่ว โรงเรียนสารสาสน์วิเทศศึกษา

42.นางสาวสรัลพร ยืนยงวิริยะชัย สารสาสน์วิเทศศึกษา

43.นางสาว นาราชา ดอกเดื่อ โรงเรีนนสารสาสน์วิเทศศึกษา

44.น.ส.ปาณกวิน ขันธวิชัย สารสาสน์วิเทศศึกษา

45.นายคุณวุฒิ อ่อนแก้ว เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

46.นางสาวอภิษฎา ดุงแก้ว โรงเรียนสารสาสน์วิเทสศึกษา

47.นางสาววีรยา กิตติวงศ์สุนทร







การเข้าอบรม ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย และยังได้รับเกียรติบัตร (Certificate) เท่ๆ ไปใส่ Portfolio (เมื่อเข้าเรียนครบ 70% ขึ้นไป)

วิทยากร โดย นายศิโรจน์ มิ่งขว้ญ ผู้ก่อตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา ภายใต้ สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย มีคุณอรวรรณ บุณยธาดา เป็น ผอ.ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา




ในงานยังมีกิจกรรมแสดงความสามารถ ของเยาวชนอีกด้วย

ถ่ายภาพโดย 

ทีมนักข่าวป้ายแดง 

นายธนทวฤช มิ่งมิตรวิบูลย์ 

นางสาวพัชชาพลอย ชัยศิริพร

นายกวินภพ บัวสิม

นางสาวกัญญารัตน์ งดงาม

นายนพบดินทร์ จันเส 


#สนุกเล่นสนุกคิดจิตอาสา  #WonderKidsClub #นักข่าวรุ่นเยาว์ 

#Charmmy #สูการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็แบบอย่างที่ดี

#ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่​ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม สมฉายา “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล”สร้างรายได้เข้าจังหวัดกว่า 65 ล้านบาทต่อปี

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่​ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม สมฉายา “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล”สร้างรายได้เข้าจังหวัดกว่า 65 ล้านบาทต่อปี


กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” (Phuket Lobster) สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นและวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องทะเลอันดามัน การันตีคุณภาพโดดเด่นไม่แพ้ที่ใดในโลก ด้วยเอกลักษณ์ตัวใหญ่ สีสันสวยงาม และเนื้อแน่นหวาน เตรียมเร่งต่อยอดทำระบบควบคุมคุณภาพ หนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต

ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

 

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง

 



กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ

 




ด้าน นายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

 




ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

---------------------

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือกองทัพเรือ พัฒนาทักษะอาชีพสร้างทหารช่วยประชาชนบริการสังคม

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือกองทัพเรือ พัฒนาทักษะอาชีพสร้างทหารช่วยประชาชนบริการสังคม

นายสมาสภ์  ปัทมะสุคนธ์  อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ในปี 2568 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ร่วมกับกองทัพเรือ โดยคณะกรรมการพัฒนาอาชีพทหารกองประจำการ กองทัพเรือ จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ทหารกองประจำการและก่อนปลดประจำการ เพื่อเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมหลังปลดประจำการ หรือนำทักษะที่ได้รับไปช่วยเหลือประชาชนหรือบริการสังคม ชุมชนในการซ่อม สร้างสิ่งของ และสถานที่ต่าง ๆ  ซึ่งมีทหารเข้ารับการอบรมในสาขาอาชีพช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ช่างบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ช่างเชื่อมไฟฟ้าด้วยมือ ช่างก่ออิฐ-ฉาบปูน/ปูนปั้นไม้เทียม ช่างบำรุงรักษารถยนต์ เป็นต้น ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี สงขลา พังงา กระบี่ และนครพนม มีทหารผ่านการฝึกอบรม 479 นาย และเพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของปีที่ผ่านมาทั้งสองหน่วยงานยังคงเดินหน้าแผนการฝึกอบรมในปี 2569 

นายสมาสภ์  ปัทมะสุคนธ์  กล่าวต่อว่า สำหรับในปี 2569  แผนการพัฒนาฝีมือแรงงานจัดฝึกอบรมหลักสูตรในสาขาอาชีพ เช่น ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ช่างบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ช่างเชื่อมไฟฟ้าด้วยมือ การควบคุมรถโฟล์คลิฟท์อย่างปลอดภัยและถูกวิธี การบำรุงรักษารถยนต์ (คาร์แคร์) ปูนปั้นไม้เทียม เป็นต้น ในพื้นที่ 7 จังหวัดเช่นเดิม โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานหน่วยงานของกรมฯ ทั้ง 7 จังหวัด จะดำเนินการประสานความร่วมมือกับฐานทัพเรือในพื้นที่ จัดฝึกอบรมในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน 2569 ตั้งเป้าหมายทหารเข้ารับการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 1 พันนาย



รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทหารเรือให้มีทักษะอาชีพติดตัว หลังปลดประจำการจะกลายเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม และสิ่งนี้ยิ่งได้รับการตอกย้ำมากขึ้นเมื่อทหารเรือหรือเหล่าทหารต่างได้ใช้ทักษะอาชีพในการช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวทิ้งท้าย

กรมทะเล เตรียมจัด สัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 “น้ำพระทัยสู่ทวยราษฎร์ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลน” เพื่อรวมพลังขับเคลื่อนการอนุรักษ์ป่าชายเลนสู่ความยั่งยืน

 กรมทะเล เตรียมจัด สัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 “น้ำพระทัยสู่ทวยราษฎร์ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลน”  เพื่อรวมพลังขับเคลื่อนการอนุรักษ์ป่าชายเลนสู่ความยั่งยืน


วันที่ 30 มกราคม 2569 ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน เตรียมจัด “การสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ประจำปี 2569 (The 16th National Mangrove Symposium 2026)” ภายใต้แนวคิด “น้ำพระทัยสู่ทวยราษฎร์ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลน” ระหว่างวันที่ 10 – 12 พฤษภาคม 2569 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ รัชกาลที่ 9 พิธีเปิดการสัมมนาป่าชายเลนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 และพิธีเปิดงานวันป่าชายแห่งชาติ ณ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ รัชกาลที่ 9 จังหวัดจันทบุรี เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตลอดจนยกระดับบทบาทของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในฐานะศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านป่าชายเลนของประเทศ และเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชายเลนอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ “พระเมตตาสู่ป่าชายเลน” โดย ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว การบรรยายพิเศษ “23 ปี กรม ทช. สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของชาติ” โดย ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เวทีเสวนาวันป่าชายเลนแห่งชาติ การจัดแสดงนิทรรศการ และการเยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ รัชกาลที่ 9 ตลอดการจัดงาน ผู้เข้าร่วมจะได้รับฟังการบรรยายและการนำเสนอผลงานวิชาการ ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.นิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชายเลนและชายฝั่ง 2.การฟื้นฟูและเทคโนโลยีการจัดการป่าชายเลนเพื่อความยั่งยืน 3.บริการระบบนิเวศป่าชายเลนและคาร์บอนสีน้ำเงิน 4.ป่าชายเลนกับมิติทางสังคมและเศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง 5.นโยบายและการบริหารจัดการป่าชายเลนเพื่อความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาด้าน Green & Blue Finance for Mangroves การสนับสนุนทางการเงินเพื่อป่าชายเลนไทย การมอบรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น และกิจกรรมทัศนศึกษาในพื้นที่ชุมชนชายฝั่งจังหวัดจันทบุรี 


กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เชิญชวนนักวิชาการ นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายชุมชน และผู้สนใจ เข้าร่วมส่งผลงานและร่วมการสัมมนา โดยสามารถลงทะเบียนและส่งผลงานวิชาการได้ในระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2568 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านป่าชายเลน สู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน

กรมการศาสนา ร่วมกับ องค์การศาสนา 5 ศาสนา จัดพิธีทางศาสนา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ* *สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระครบ 100 วัน*

 กรมการศาสนา ร่วมกับ องค์การศาสนา 5 ศาสนา จัดพิธีทางศาสนา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ* *สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระครบ 100 วัน*


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า นับเป็นวาระแห่งความโศกเศร้าอาลัยอย่างสุดซึ้งของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า นับแต่สำนักพระราชวังได้มีประกาศเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนา จึงได้ร่วมกับองค์การศาสนาทั้ง 5 ศาสนา กำหนดจัดพิธีทางศาสนาและกิจกรรมบำเพ็ญกุศลเนื่องในวาระครบ 100 วัน แห่งการเสด็จสวรรคตอย่างสมพระเกียรติ ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มอบหมายให้หน่วยงานภาครัฐจัดพิธีบำเพ็ญกุศลและแสดงความอาลัยในวาระสำคัญต่าง ๆ นั้น วาระครบรอบ 100 วัน หรือ "สตมวาร" ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่งตามโบราณประเพณีและคติสมมติเทพ เปรียบเสมือนการส่งบุญหนุนนำดวงพระวิญญาณสู่สวรรคาลัย ณ เขาพระสุเมรุ แด่พระผู้ทรงเป็น "แม่และครูแห่งแผ่นดิน" ผู้ทรงอุปถัมภ์บำรุงทุกศาสนาในไทยให้ร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา

อธิบดีกรมการศาสนา เปิดกล่าวต่อไปว่า กรมการศาสนาได้ประสานความร่วมมือกับองค์การศาสนา 5 ศาสนา จัดพิธีตามหลักศาสนพิธีของแต่ละศาสนา ณ ศาสนสถานสำคัญ ได้แก่ ศาสนาพุทธ โดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ร่วมกับมูลนิธิหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร มูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 100 วัน อุทิศแด่ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดธรรมมงคล

เถาบุญนนทวิหาร พระอารามหลวง ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม พุทธศักราช 2569 เวลา 14.00 น. ขณะที่ศาสนาอิสลาม มีการอ่านคำถวายอาลัยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ การนำเสนอคุตบะห์วันศุกร์ และการจัดกิจกรรมทางศาสนาเพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ด้านศาสนาอิสลาม ส่วนศาสนาคริสต์ โดยสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีบูชาขอบพระคุณและการขับร้องประสานเสียง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวาระสตมวาร ในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 12.30–14.30 น. ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ 

ด้านศาสนาพราหมณ์–ฮินดู เทวสถานสำหรับพระนคร (โบสถ์พราหมณ์) ได้จัดพิธีสวดมนต์ถวายพระราชกุศล เนื่องในวาระครบ 100 วัน ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. ณ เทวสถานสำหรับพระนคร และศาสนาซิกข์ โดยสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ได้จัดพิธีบำเพ็ญสตมวาร (100 วัน) ณ ศาสนสถานคุรุดวาราซิกข์ ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 09.45 น. มีการสวดกีรตัน รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสวดอัรดาสเพื่ออุทิศถวายพระราชกุศล ทั้งนี้ การดำเนินพิธีเป็นไปด้วยความสำรวม สงบ และสมพระเกียรติ

อธิบดีกรมการศาสนา เปิดกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดพิธีทางศาสนาในวาระครบ 100 วัน แห่งการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในครั้งนี้ เป็นการแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี ความสามัคคี และความสมานฉันท์ของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทุกศาสนา ที่พร้อมใจกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านศาสนาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทรงอุปถัมภ์ บำรุง และส่งเสริมทุกศาสนาในแผ่นดินไทยอย่างเสมอภาค อันเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของศาสนาในการหล่อหลอมจิตใจประชาชนให้มีความสมัครสมานและยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติอย่างมั่นคง นอกจากพิธีทางศาสนาแล้ว รัฐบาลยังได้กำหนดจัดกิจกรรมสำคัญ "รวมพลังแห่งความภักดี" เพื่อให้พสกนิกรได้ร่วมแสดงความอาลัยและแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกัน ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความสามัคคีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยทุกภาคส่วน การจัดงานในครั้งนี้คือบทสะท้อนความสมานฉันท์ในสังคมพหุวัฒนธรรมของไทย ที่ทุกศาสนาพร้อมใจกันหล่อหลอมจิตใจเพื่อเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมน้อมรำลึก ปฏิบัติตนด้วยความสำรวม และสืบสานพระราชปณิธานในการสร้างความรักความสามัคคี เพื่อให้ความดีงามที่พระองค์ทรงสร้างไว้สถิตอยู่ในใจคนไทยตราบนานเท่านาน \\\


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดระนอง พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดระนอง พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี




วันนี้ (วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน ในพื้นที่จังหวัดระนอง (จังหวัดที่ 4 ของทางภาคใต้) จำนวน 16 ครัวเรือน รวมมูลค่า 421,650 บาท และมอบรถจักรยาน แก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน มูลค่า 25,800 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น  447,450 บาท (สี่แสนสี่หมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน)  นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดทีมหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ฯ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการ โดยมี นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง และ นางมุกดา หลิมนุกูล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี นายวิธรัช รามัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ร่วมในพิธี และ คณะมูลนิธิระนองสงเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วยอาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา) นางสาวเบญญาภา จันใจ (ขิม) ร่วมสร้างสีสันและให้กำลังใจ ณ บริเวณหอประชุมจังหวัดระนอง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง




นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน  ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส










ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

  ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว  วันที่ 1 มีนาคม ...