อว. หนุน บพข. เดินหน้าโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ใช้นวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงาน - PM 2.5 และปัญหาปากท้อง สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งสู่พลังงานทดแทน เริ่ม 5 พฤษภาคมนี้
ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน วิกฤต PM 2.5 และวิกฤตปากท้องที่สะสมและกดทับสังคมไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ประกาศพลิกวิกฤตซ้อนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ผ่านงาน “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” มุ่งเป้าเปลี่ยน “เศษวัสดุเหลือทิ้ง” ที่เคยเป็นต้นตอของมลพิษจากการเผาทำลาย ให้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่มีมูลค่า พร้อมส่งต่อสู่นวัตกรรมพลังงานทดแทนที่พร้อมใช้งานจริง โดยนำร่องรุกพื้นที่ภาคเหนือเป็นแห่งแรก เพื่อวางรากฐานนวัตกรรมรักษ์โลกให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ของประเทศอย่างเป็นระบบ
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและมอบวิสัยทัศน์ โดยกล่าวว่า การแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน
ต้องอาศัยกลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม กระทรวง อว. และ บพข. จึงผลักดันโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยในระยะสั้น เราเปลี่ยนการเผาเป็นการลดรายจ่าย จูงใจให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้มาแลกกับอุปกรณ์สนับสนุนการเกษตร เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ไบโอดีเซล หรือ แผ่นคลุมดินชีวมวล ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็จะนำวัสดุเหล่านี้ไปแปรรูป สร้างเป็นนวัตกรรมสีเขียว (Green Transformation) และในระยะกลางถึงระยะยาว เมื่อทำให้เกิดความคุ้มค่าได้แล้ว เกษตรกรและเอกชนจะเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเองโดยตรง เปลี่ยนจากการเผาให้กลายเป็นการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยมีทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมพร้อมอยู่แล้ว บทบาทสำคัญของ อว. คือการเชื่อมโยงโจทย์ที่ใช่ ให้มาเจอกับคนที่ทำได้จริง เราจะนำร่องโมเดลนี้ในพื้นที่เชียงใหม่และพื้นที่เหมาะสมอื่นๆ ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ เพื่อทำให้สังคมเห็นว่านวัตกรรมไทยสามารถพาประเทศให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤตได้อย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเสริมว่า “เรื่องอากาศสะอาดเป็นวาระที่ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จในประเทศ เรามีแผนที่จะบูรณาการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้การทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ในการแบ่งปันโมเดลและขยายผลการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป”
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. ย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุมาแลกสิ่งของเพื่อการประชาสัมพันธ์ระยะสั้น แต่เป้าหมายหลักคือการ “สร้างกลไกตลาดที่แท้จริง”
“สิ่งที่ บพข. ทำคือการจุดประกายให้เกษตรกรเห็นมูลค่าของเศษเหลือทิ้ง โดยเรานำเศษวัสดุเหล่านี้ไปต่อยอดผ่านโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ที่ บพข. ให้ทุนสนับสนุน โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จะนำเศษวัสดุเหลือทิ้งไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น เยื่อชีวมวล ถ่านชีวภาพไบโอชาร์ และน้ำมันไพโรไลซิส โดย บพข. ได้ประสานกับภาคเอกชนและตลาดการค้าเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถขายและเกิดมูลค่าในตลาดได้จริง เมื่อตลาดมีความต้องการการซื้อขายเศษวัสดุจากชุมชนเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมก็จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” รศ.ดร.กานดา กล่าว
นอกจากนี้ บพข. ยังร่วมมือกับภาควิจัยและเอกชน จัดทำแพลตฟอร์ม Matching System ขึ้น ภายใต้แนวคิดให้เป็นเหมือนแพลตฟอร์มช้อปออนไลน์ที่ใช้งานง่าย สามารถให้เกษตรกรที่มีเศษวัสดุเหลือทิ้ง เข้ามาลงทะเบียนนำส่งเศษวัสดุผ่านแพลตฟอร์ม แลกเปลี่ยนเป็นแต้ม หรือ PMUC Point เพื่อนำมาแลกสิ่งของ เช่น แผงโซลาร์เซลล์มือสองพร้อมอุปกรณ์และบริการติดตั้ง แผ่นคลุมดินชีวมวล หรือ น้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับจากพาร์ทเนอร์ของ บพข. ขณะที่ข้อมูลที่ได้จากการใช้แพลตฟอร์ม Matching System นี้ จะกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ บพข. และทีมนักวิจัยนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำไปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป โดยแพลตฟอร์มนี้จะเริ่มให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มใช้งานในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้
โครงการนี้เป็นการสร้าง Ecosystem จากการรวมพลังของเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา-วิจัย อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ภาคเอกชน อาทิ บจก.วีมูฟ แพลตฟอร์ม, กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย, บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) รวมถึงเครือข่ายภาคประชาสังคมและตัวแทนเกษตรกรจากภาคเหนือ ที่มาร่วมแรงเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้ให้เกิดขึ้นจริง
รศ.ดร.กานดา ยังระบุว่า อีกหนึ่งความท้าทายของโครงการนี้คือ ความท้าทายด้านภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ เนื่องจากเป็นเขา ดอย รถบรรทุกเข้าถึงยาก ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งสูง โลจิสติกส์จึงมีบทบาทสำคัญ โดยต้องศึกษาหาโซลูชันที่เหมาะสม ทั้งการจัดเก็บ เส้นทาง และลักษณะการขนส่ง เพื่อหาต้นทุนที่คุ้มค่าที่สุด ซึ่ง บพข. ได้ทีมมหาวิทยาลัย นักวิจัย และเอกชนมาร่วมกันศึกษา
ด้าน ยุทธ คันธะวงศ์ จากศูนย์ข้าวชุมชนยางเนื้อ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงโครงการ PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง ว่า “โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก ทั้งด้านปัจจัยการผลิต จนถึงเรื่องของเครื่องจักรการผลิต ซึ่งจะต้องมาเสริมในการแปรรูปเศษวัสดุเหลือทิ้ง เพราะหลังทำนา ชาวนาจะว่าง 4 เดือน ซึ่งไม่ได้ทำอะไรนอกจากปลูกพืช แต่หากเราสามารถมีเครื่องมือที่จะแปรรูป เช่น ฟางข้าว มาเป็นวัสดุปลูก หรือ คลุมดิน เขาจะมีรายได้เพิ่ม ซึ่งเกษตรกรกระเป๋าตุงแน่ เพราะเขามีรายได้เพิ่มเติม หากสามารถทำให้วงจรที่มีทั้งผู้ประกอบการ เครื่องจักร การขนส่ง และการตลาดเข้ามาช่วยเหลือ มั่นใจว่าชาวนาอยู่แล้ว และชาวนาก็ยินดี หากเริ่มต้นที่ 5-10% เชื่อว่าจะเป็นต้นแบบให้เกษตรกรที่อื่นๆ เกิดเป็น Circular Economy ที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน”
ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ พร้อมทั้งร่วมกันแสดงความคิดเห็นผ่านความรู้และประสบการณ์ของผู้ร่วมงาน ทั้งจากภาคเอกชน ภาคการศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาคประชาสังคม และเกษตรกร ที่มาร่วมกันแชร์มุมมอง และร่วมต่อยอดเติมเต็มให้โครงการ PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง ประสบความสำเร็จ และสามารถแก้ปัญหาทั้งวิกฤต PM 2.5 วิกฤตพลังงาน และปัญหาปากท้องได้อย่างยั่งยืน
โครงการ PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง จะเริ่มเปิดให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงใหม่ นำเศษวัสดุเหลือทิ้งมาแลกวัสดุอุปกรณ์ผ่านแพลตฟอร์ม Matching System ของ บพข. ได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ก่อนจะขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อ











ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น