รีเซ็ตนโยบายสุขภาพ กัญชาถูกกฏหมาย
ต้องยอมรับว่า “นโยบายกัญชาถูกกฎหมาย” กับ “พรรคภูมิใจไทย” เป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก และเมื่อพรรคภูมิใจไทยกำลังดำเนินบทบาทสำคัญทางการเมืองด้วยการเป็นผู้นำประเทศ นโยบายที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวจึงกลายเป็นจุดตั้งต้นของคำถามใหม่อีกครั้งว่านโยบายสาธารณสุขแบบเดิมที่ มุ่ง “ห้าม” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมแอลกอฮอล์ รวมไปถึงประเด็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ฝังรากลึกอย่างการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ควรเดินหน้าไปสู่ “บริหารจัดการ” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร
คำถามลักษณะเดียวกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยแต่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ที่กำลังถูกทบทวนไปสู่แนวทางการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชน
กรณีประเทศเกาหลีใต้ที่รัฐบาลเตรียมยกระดับ พรบ. ควบคุมยาสูบ โดยจะให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกควบคุมในลักษณะเดียวกับบุหรี่มวนปกติด้วย ขณะที่รัฐบาลอังกฤษเพิ่งเห็นชอบกฎหมายห้ามขายบุหรี่ให้กับผู้ที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 และจะเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้อบุหรี่ขึ้น 1 ปีในทุกๆ ปี รวมทั้งยังเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลควบคุมบรรจุภัณฑ์และรสชาติของบุหรี่ไฟฟ้ารวมถึงกำหนดสถานที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้
ล่าสุดคือความเคลื่อนไหวของสมาชิกวุฒิสภาประเทศอาเจนตินา ซึ่งได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อเป็นกรอบแนวทางกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าอย่างครอบคลุม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกเลิกข้อห้ามเดิม และเปลี่ยนไปสู่ระบบที่สามารถควบคุมได้จริง และชี้ให้เห็นว่าการห้ามเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การกำกับดูแลให้เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงของแต่ละผลิตภัณฑ์ย่อมดีกว่าการปล่อยให้เกิดตลาดผิดกฎหมายที่ไร้การควบคุม
สาระของร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เปิดเสรีโดยไร้ขอบเขต แต่กลับกำหนดมาตรการควบคุมอย่างรัดกุม เช่น การจำกัดระดับนิโคติน ทาร์ (น้ำมันดิน) และคาร์บอนมอนอกไซด์ การจำกัดการโฆษณาและช่องทางการจำหน่าย รวมถึงการบังคับใช้คำเตือนด้านสุขภาพและฉลากผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังให้อำนาจกระทรวงสาธารณสุขในการออกกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งสะท้อนถึงแนวทาง “กำกับดูแลเพื่อควบคุมความเสี่ยง” มากกว่าการปล่อยให้ปัญหาอยู่นอกระบบ
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีงานวิจัยระดับนานาชาติชี้ว่าหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายประเทศปลอดบุหรี่ที่มีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำกว่า 5% คือการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้สูบบุหรี่ด้วยการให้มีผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่มีนิโคติน เช่น การใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทนการสูบบุหรี่
เป้าหมายนี้ไม่เพียงสะท้อนความทะเยอทะยานด้านสาธารณสุข แต่ยังตอกย้ำว่าการมี “ทางเลือก” ที่ดีกว่า อาจเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ภาพที่เห็นยังคงแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน การใช้มาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด แม้มีเจตนาปกป้องสังคมโดยเฉพาะเยาวชน แต่ในทางปฏิบัติกลับก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า เรากำลังควบคุมปัญหาได้จริง หรือเพียงผลักมันไปอยู่ในพื้นที่ที่รัฐไม่สามารถกำกับดูแลได้
ตลาดใต้ดินที่เติบโต การขาดมาตรฐานสินค้า และการเข้าถึงของเยาวชนที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ล้วนเป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนข้อจำกัดของนโยบายแบบเดิม
ประสบการณ์จากการผลักดันนโยบายกัญชาในอดีตอาจสะท้อนให้เห็นว่า บริบททางการเมืองในขณะนั้นมีส่วนทำให้การออกแบบกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลยังไม่ครอบคลุมหรือรัดกุมเท่าที่ควร จนกลายเป็นบทเรียนสำคัญต่อสังคมไทย อย่างไรก็ตาม บทเรียนดังกล่าวกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้รัฐบาลในวันนี้สามารถออกแบบนโยบายที่ดีกว่าเดิมได้ และอาจเป็นหนึ่งใน “signature reform” ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่มุ่งจะบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิรูปกฎระเบียบ และธรรมาภิบาลที่ดีได้อย่างชัดเจน
นี่จึงเป็นโอกาสโอกาสของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการออกแบบนโยบายที่รอบด้าน รัดกุม และอิงหลักฐานทางวิชาการ และไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางการเมืองเช่นในอดีต

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น