วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

กระทรวง อว. โดย NSM ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย และโรงเล่นพิพิธภัณฑ์เล่นได้ “คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต” จัดส่งสื่อการเรียนรู้วิทย์ฯ ฟื้นฟูเด็กและชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกระจายสู่ 15 รร. ในจังหวัดเชียงราย

 กระทรวง อว. โดย NSM ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย และโรงเล่นพิพิธภัณฑ์เล่นได้ “คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต” จัดส่งสื่อการเรียนรู้วิทย์ฯ ฟื้นฟูเด็กและชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกระจายสู่ 15 รร. ในจังหวัดเชียงราย 

4 พฤศจิกายน 2567/ นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM, นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด (ปณด), นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการ NSM, ดร.ชนินทร วรรณวิจิตร รองผู้อำนวยการ NSM, นายณัฐพล ศรีทอง รองกรรมการผู้จัดการด้านปฏิบัติการ ปณด และนางสาวศรีประพาฬ ศรีประเสริฐ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการโลจิสติกส์นครหลวง ร่วมผนึกกำลังจัดส่งสื่อการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อ “คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต” พร้อมฟื้นฟูพลังแห่งการค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็ก ๆ และชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จ.เชียงราย ณ อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมี โรงเล่นพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ.เชียงราย เตรียมรอรับพร้อมกระจายไปสู่     15 โรงเรียนในอ.แม่สาย จ.เชียงราย ต่อไป 

กิจกรรมฯ ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการตามนโยบายของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ยังคงห่วงใย ประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดย NSM ร่วมด้วย บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ดำเนินการจัดส่งสื่อการเรียนรู้ให้ถึงมือเด็กและชุมชน ซึ่งถือเป็นหน่วยงานอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีคุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการด้านการขนส่งและกระจายสินค้าแบบครบวงจร เพื่อส่งมอบความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ไปสู่เยาวชนและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง และได้ประสานกับโรงเล่นพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ.เชียงราย ที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 20 ปี ที่เป็นเสมือนพื้นที่สร้างสรรค์และแหล่งเรียนรู้ในการส่งเสริมถ่ายทอดภูมิปัญญาในท้องถิ่น เพื่อร่วมกิจกรรม “เปิดพื้นที่แห่งการรับฟัง เพื่อบรรเทาทุกข์ พร้อมสร้างความสนุกผ่านสื่อของเล่น” โดยจะทำหน้าที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้และกระจายส่งต่อให้กับเยาวชนและประชาชน ทั้ง 15 รร. ในอ.แม่สาย จ.เชียงราย ทั้งนี้ NSM จะลงพื้นที่ไปอบรมพร้อมถ่ายทอดการเรียนรู้สื่อวิทยาศาสตร์              ในวันที่ 7 พ.ย. นี้ ต่อไป

SPRC ร่วมสนับสนุนโครงการ "เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ" จังหวัดระยอง

 SPRC ร่วมสนับสนุนโครงการ "เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ" จังหวัดระยอง

นายพงษ์กรณ์ ช่อชูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านปฏิบัติการเพื่อความเป็นเลิศ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 50,000 บาท แก่โครงการ "เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ" โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีรับมอบ ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง

 



โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภายใต้การสนับสนุนของจังหวัดระยอง โดย นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคอัมพาตในชุมชน กิจกรรมจะได้จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง ซึ่งมีประชาชนชาวจังหวัดระยองร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

 


การจัดงานครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมสุขภาพประชาชนชาวระยอง โดย SPRC ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในจังหวัดระยอง การสนับสนุนโครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน

 


โครงการ "เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต" นับเป็นกิจกรรมสำคัญประจำปีของจังหวัดระยอง ที่สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคอัมพาตและการดูแลสุขภาพในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับประชาชนทุกเพศทุกวัย

 


#SPRC #SPRCใส่ใจสุขภาพ #ระยองเมืองน่าอยู่ #วิ่งป้องกันอัมพาต #ชุมชนยั่งยืน

ผู้บริโภครวบรวมรายชื่อยื่นกรรมการสิทธิ์ค้านผังเมืองกทม.ละเมิดสิทธิ 6 พ.ย นี้

 ผู้บริโภครวบรวมรายชื่อยื่นกรรมการสิทธิ์ค้านผังเมืองกทม.ละเมิดสิทธิ 6 พ.ย นี้

สภาผู้บริโภค และเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจาก “ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4)” ไม่ทนหลังพบ กรุงเทพมหานคร จัดรับฟังความคิดเห็นแค่พิธีกรรม ไร้การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ละเมิดสิทธิผู้ได้รับผลกระทบ รวบรวมรายชื่อยื่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนคัดค้านวันพุธ 6 พ.ยนี้ ขณะที่  “อรรถวิชช์” ทวงคืนผังรับน้ำคู้บอน 8 แสนล้านลูกบาศเมตร หายจากผังเมืองรวม กทม. กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรของเอกชน

หลังจากกรุงเทพมหานครเปิดรับฟังความคิดเห็น “ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่4) ในเดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมาและเตรียมประกาศให้ประชาชนคัดค้านใน 90 วัน แต่พบว่ารายละเอียดของผังเมืองยังมีผลกระทบกับประชาชน ด้วยมีขยายถนนมากถึง 148 เส้น และคลองอีก 200 คลอง โดยที่ประชาชนยังขาดการรับรู้และมีส่วนร่วมที่แท้จจริง เป็นเหตุให้สภาผู้บริโภคจัดเวทีสภาผู้บริโภคเพื่อ “เมืองที่เป็นธรรม” (Justice City) กรณี “การวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) กับการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน” โดยมีเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมรับฟังและร่วมลงชื่อคัดค้านเพื่อยื่นให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิในวันพุธที่  6 พ.ย.นี้

นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค  กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ติดตามการร่างผังเมืองของกรุงเทพมหานคร และพบว่ามีปัญหาหลายประเด็นที่จะต้องได้รับแก้ไขอย่างเป็นระบบ เช่น เรื่องของน้ำท่วม ความแออัด และสภาพจราจร  เนื่องจากกรุงเทพฯมีประชากรเกือบ 5 ล้านคน  การอยู่อาศัยร่วมกันจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็น  ดังนั้นการร่างผังเมืองรวมต้องให้ประชาชนมีสิทธิ และมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็น  และกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าการจัดทำผังเมือง จะต้องมีการจัดรับฟังความคิดเห็นและแสดงให้เห็นถึงผลกระทบกับประชาชนอย่างละเอียดชัดเจน แต่ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครดำเนินการโดยไม่มีการให้รายละเอียดผลกระทบและสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนเพื่อให้รับรู้ข้อมูลการจัดทำร่างผังเมืองอย่างแท้จริง

  “สภาผู้บริโภคจึงจัดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พบว่าในหลายพื้นที่ยังมีความเป็นห่วงและข้อกังวลของประชาชนว่าการร่างผังเมืองรวมของกรุงเทพมหานครยังไม่ดำเนินการครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยผังเมืองในปี 2562 ที่กำหนดเรื่องการมีส่วนร่วม  ซึ่งที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือไปที่ กทม.เพื่อให้ทบทวนและจัดทำร่างผังเมืองใหม่ โดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ กทม. เลือกที่จะจัดรับฟังความเห็น เป็นเหตุให้เนื้อหาของผังเมืองรวมไม่มีความเปลี่ยนแปลงจากร่างผังเมืองเดิม  และพบว่ากระทบสิทธิของประชาชน ดังนั้นหากปล่อยให้ดำเนินการต่อไปทำให้สิทธิของประชาชนอาจจะถูกละเมิดต่อไป ทำให้เรามีความคิดเห็นร่วมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบว่าควรจะมีการยื่นหนังสือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่จะเข้ามาร่วมในการตรวจสอบ โดยจะเดินทางไปยื่นหนังสือในวันพุธที่ 6 พ.ย  นี้”

ด้านนางสุภัทรา  นาคะผิว  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  กล่าวว่า  หากประชาชนเข้าชื่อและยื่นต่อกรรมการสิทธิฯ ร่างผังเมืองรวม กทม. ที่อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน อาทิ สิทธิข้อมูลข่าวสาร สิทธิการมีส่วนร่วม สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิในทรัพย์สิน โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิในการมีที่อยู่อาศัย  ทำให้กรรมการสิทธิฯ พร้อมที่จะนำเรื่องดังกล่าวเข้ารับการพิจารณา ต่อคณะกรรมการสิทธินุษยชนแห่งชาติเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ากระบวนการร่างผังเมืองรวมฯของ กทม. ว่าเข้าองค์ประกอบการละเมิดสิทธิของประชาชนหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีการละเมิดสิทธิฯ จริงเราจะเสนอไปยังกรุงเทพมหานครเพื่อให้พิจารณาต่อไป

สำหรับเวทีรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้บริโภคได้สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิในเรื่องของกระบวนการรับฟังความคิดและการมีส่วนร่วมในการร่างผังเมือรวม กทม. โดย นายพรพรหม โอกุชิ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย  กล่าวว่า  การร่างผังเมืองรวม กทม.เริ่มตั้งแต่ปี 2560 แต่เมื่อกฎหมายผังเมือง ปี 2562ออกมาบังคับใช้ทำให้ กทม.ต้องร่างผังเมืองรวมใหม่ โดยรวมเอาผังน้ำและผังสิ่งแวดล้อมเข้ามาร่วม แต่ทั้งหมดไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และไม่มีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม แต่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมครั้งวันที่ 25 กค 2566 และมีการประชุมรับฟัง 50 เขต แต่พบว่าการจัดรับฟังความคิดเห็นของ กทม.ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันรวมประชาชนมีส่วนร่วม 21,776คน จากประชากรกรุงเทพฯ 5.4  ล้านคน หรือ 0.4 % ของประชาชนทั้งหมด  ขณะที่ผังเมือรวม กทมฯมีการตัดถนนน 148 เส้นและมีการขยายคลอง 200 คลองที่อาจจะกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก

ขณะที่ ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในฐานะประชาชนคน กทม. ว่า  ได้จับตาร่างผังเมืองรวมของ กทม.ฉบับใหม่หลังจากที่เปิดรับความคิดเห็นแล็วเสร็จว่า ยังไม่ได้นำเอาผังน้ำคู้บอน กลับมาบรรจุในผังเมือง หลังจากที่ผ่านมาตนได้คัดค้าว่าผังน้ำคู้บอนหายไปจากผังเมืองรวม แม้ว่า ครม. ได้ประกาศเป็นพื้นที่รับน้ำไว้แล้ว ซึ่งถ้าเป็นตามผังน้ำจะสามารถรับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกได้มากถึง 870,000 ล้านลูกบาศเมตร  แต่กลับปรากกฏว่ามีพื้นที่หมู่บ้านจัดสรรของบริษัทเอกชนก่อสร้างขึ้นจำนวนมาก แม้จะมีป้ายประกาศติดไว้ชัดเจน

            “ผังน้ำคู้บบอน เคยมีการประชาพิจารณ์ และเตรียมเวนคืน แต่มีความผิดปกติเพราะผังเมือรวมไม่มีการบรรจุผังน้ำดังกล่าวเอาไว้ แต่ถูกจัดสรรให้บริษัทเอกชนทำหมู่บ้านจัดสรร ทำให้เห็นว่า โครงการนี้ผิดปกติเพราะผังน้ำหายไปจากผังเมืองฉบับใหม่  ผมจะรอดูว่าหลังจากรับฟังความเห็นแล้ว ว่าผังน้ำจะกลับมาหรือไม่ ถ้ายังไม่มีผังน้ำคู้บอนในผังเมืองใหม่ ผมจะนำเรื่องนี้ไปยื่นต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) ”

               ด้าน นายทวีทอง ลาดทอง ผู้แทนประชาชนจากเขตคลองเตย กล่าวว่า ในอดีตชุมชนคลองเตยเคยเสียสละพื้นที่ชุมชนให้นำไปสร้างท่าเรือกรุงเทพฯ และย้ายวัดที่สำคัญชองเรา 4 แห่งออกจากพื้นที่ วันนี้เราจึงอยากมีส่วนร่วมกับการร่างผังเมืองรวม กทมฯ ฉบับที่ 4 โดยขอพื้นทื่ 20 % ของท่าเรือคลองเตยเป็นที่อยู่อาศัยของ 26 ชุมชนคลองเตยเพราะจะทำให้ประชาชนกว่า 5 แสนคนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากคนในชุมชนเห็นว่าโครงการสร้างคอมเพล็กซ์ในพื้นที่ท่าเรือจึงอยากขอพื้นที่บางส่วนเพื่อให้ชาวคลองเตยสามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นคง ซึ่งผังเมืองต้องเชื่อมกับสิทธิที่อยู่อาศัยของคนคลองเตยและคนทุกคน

    ด้าน นายวุฒิชัย ดุลยวิทย์ ผู้แทนประชาชนจากเขตวัฒนา  กล่าวว่า   เราต้องมาร้องเรียนผ่านสภาผู้บริโภค เพราะว่าเราคือผู้บริโภค และผังเมืองก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่รัฐต้องจัดที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสิทธิของเรา เนื่องจากผังเมืองคือหัวใจทุกอย่าง และเป็นเรื่องที่ทุกคนมาตกลงกันว่าเราจะอยู่อย่างไรให้มีความสุข  แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้เรื่องนี้แลยจนมีการร่างผังเมืองแล้วเสร็จจึงเห็นว่า มีถนนที่ขยายออกมากระทบเรา แต่การประชาสัมพันธ์และการสร้างการมีส่วนร่วมไม่ได้เกิดขึ้นจริง แล้วเราจะสร้างเมืองที่เป็นธรรม (Justice City) ได้อย่างไร

    ด้านนายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย  กล่าวว่า  สิ่งทีเราพบในการร่างผังเมือ กทม. คือ การประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับบรู้ที่ล้มเหลว โดยเชื่อว่าคนกรุงกว่า  99.5 % ไม่ได้มีส่วนร่วม เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความหมายของผังเมืองที่ขีดเส้นและเปลี่ยนสี จึงเป็นที่มาว่ากระบวนการมีส่วนร่วมที่ไม่มีการบอกรายละเอียด และสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเข้าใจถึงรายละเอียดผลกระทบที่ชัดเจน ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน

  การประชาสัมพันธ์ผังเมือง กทม.จะพูดเฉพาะข้อดี แต่ไม่มีผลกระทบที่เกิดขึ้นเพราะความจริงแล้วทุกเส้นที่ขีด และสีที่วาดมีคนที่ได้รับผลกระทบอยู่  นอกจากนี้ไม่มีการชี้แจงรายละเอียดของผังเมืองเลยรวมถึงไม่มีแนวทางเยียวยา ขณะที่ร่างผังเมืองไม่สะท้อนความจริงของพื้นที่ทำให้มีผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

วว. วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์แฮร์โทนิคต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังบนหนังศีรษะจากสารสกัดส้มแขก พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ สนับสนุนการต่อยอดเกษตรอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

 วว. วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์แฮร์โทนิคต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังบนหนังศีรษะจากสารสกัดส้มแขก พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ สนับสนุนการต่อยอดเกษตรอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น 


 



กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ประสบผลสำเร็จวิจัยพัฒนา “ผลิตภัณฑ์แฮร์โทนิคต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังบนหนังศีรษะจากสารสกัดส้มแขก” เพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อราที่มีสถิติพบเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น พร้อมตอบสนองนโยบายภาครัฐในการรณรงค์ประชาชนให้ใช้ยาอย่างสมเหตุผล และสนับสนุนการใช้ยาที่พัฒนาจากสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบัน เพื่อลดค่าใช้ยาด้านยาที่ไม่จำเป็นตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย และตอบสนองแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการพัฒนาต่อยอดเกษตรอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และบริบทของเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจของท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบันปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นปัญหาสำคัญของโลก  คนไทยเสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าวปีละ 38,000 คน  คิดเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึง 4.2 หมื่นล้านบาท ผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้คาดการณ์ได้ว่าจำนวนผู้เข้าบริการในโรงพยาบาลสำหรับโรคที่ไม่รุนแรงจะลดลง ประชาชนจะหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตนเอง  รวมถึงเกิดกระแสตื่นตัวหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรซึ่งมาจากธรรมชาติและมีผลข้างเคียงน้อยเพิ่มขึ้น เนื่องจากการรักษาด้วยยาต้านเชื้อราเมื่อใช้เป็นระยะเวลานานจะเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น ระคายผิว ผิวแห้ง หรือผิวหนังอักเสบจากการแพ้ยา และเกิดการดื้อยาในผู้ป่วยบางคน  


จากปัญหาดังกล่าว ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. จึงมีแนวคิดวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ปรับสมดุลผิวหนังจากส้มแขก ซึ่งเป็นพืชไม้ผลพื้นเมืองเกษตรอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคใต้  มีสรรพคุณรักษาโรคตามตำราแผนโบราณ ได้แก่ รักษารังแค  เชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคกลากบนหนังศรีษะ และเชื้อราที่ก่อให้เกิดรังแคและโรคผิวหนังอักเสบบนหนังศรีษะ ทั้งนี้จากสถิติของสถาบันโรคผิวหนังในปี 2566 ระบุว่า โรคผิวหนังอักเสบบนหนังศรีษะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์สูงเป็นอันดับ 7 จาก 10 อันดับของผู้ป่วยทั้งหมด  นอกจากนี้ ยังมีรายงานวิจัยที่พบว่า สารสกัดจากผลส้มแขกสายพันธุ์ Garcinia  atroviridis ex T. Anders มีฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนัง (Trichophyton mentagrophytes, Trichophyton rubrum, Trichophyton tonsurans, Epidermatophyton floccosum, Microsporum canis และ Microsporum gypseum)    


ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร  วว. ได้ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังบนหนังศรีษะจากสารสกัดจากผลส้มแขก และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ เช่น ฤทธิ์ต้านอักเสบยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซต์ในเซลล์ผิวหนังชนิดแมคโคฟาจ RAW 26 และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  และได้พัฒนา ผลิตภัณฑ์ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังบนหนังศีรษะจากสารสกัดจากผลส้มแขกในรูปแบบแฮร์โทนิค  พร้อมศึกษาประสิทธิภาพต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังบนหนังศีรษะ  โดยพบว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์  (Trichophyton mentagrophytes DMST 19735) และกลุ่ม Malassezia spp. (Malassezia furfur ATCC 14521 และ Malassezia sloofiae ATCC 96809)   สามารถยับยั้งการผลิตสารสื่อการอักเสบชนิด TNF-alpha และ IL-6 ต่อเนื้อเยื่อผิวหนังจำลอง โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อผิวหนังจำลอง Episkin Batch.No 23 RHE 174   รวมถึงศึกษาความคงตัวของผลิตภัณฑ์ ควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ และได้ดำเนินการยื่นจดอนุสิทธิบัตรเรื่อง สูตรและกรรมวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์แฮร์โทนิคต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังบนหนังศีรษะจากสารสกัดส้มแขกเรียบร้อยแล้ว


วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์แฮร์โทนิคต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังบนหนังศีรษะจากสารสกัดส้มแขก สู่เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตสมุนไพรสู่ระดับมาตรฐานสากล โดยมีต้นทุนหรือค่าถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต 300,000 บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ “วว. JUMP”


กรมประมง ขานรับนโยบาย รมช.อัครา ผลิต “ผลิตภัณฑ์ปลาหยอง” และสินค้าแปรรูปจากปลาหมอคางดำ กระตุ้นการจับออกจากแหล่งน้ำ

 กรมประมง ขานรับนโยบาย รมช.อัครา ผลิต “ผลิตภัณฑ์ปลาหยอง” และสินค้าแปรรูปจากปลาหมอคางดำ กระตุ้นการจับออกจากแหล่งน้ำ 

     


     นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่กรมประมงได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ จนสถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ภายใต้การดำเนินงานแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า ได้มอบนโยบายในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการจับออกจากแหล่งน้ำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในภาคครัวเรือนและองค์กร อาทิ การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำน้ำปลาร้า  การทำปลาป่น ฯลฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจับปลาหมอคางดำ ร่วมกับทางภาครัฐ อีกทั้งขณะนี้กรมประมงยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อของปลาหมอคางดำ ได้แก่ ปลาหยอง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนสูงและสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน รวมถึงยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ได้

          นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ (กอส.) กรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถบริโภคได้สะดวกรวดเร็ว และเก็บรักษาได้เป็นเวลานานแม้ไม่ได้แช่ในตู้เย็น กอส. จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเนื้อปลาหมอคางดำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ “ปลาหยอง” และนำปลาหยองมาต่อยอดอีก 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ น้ำพริกปลาคั่วสมุนไพร และผงโรยข้าว สำหรับขั้นตอนการทำปลาหยองนั้น จะนำปลาหมอคางดำมาลอกหนังออก และล้างเนื้อปลาด้วยน้ำเกลือ เพื่อกำจัดไขมัน เลือด และกลิ่นคาว และนำไปนึ่งให้สุก ยีเนื้อปลาให้แยกเป็นฝอย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และน้ำตาลทราย คั่วด้วยไฟอ่อนจนแห้ง และนำไปอบให้แห้งด้วยตู้อบ ที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอมของเนื้อปลาและซีอิ๊ว ทิ้งไว้ให้เย็นบรรจุลงภาชนะแบบมีฝาปิด นอกจากนั้นยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ปลาหยองไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ “น้ำพริกปลาคั่วสมุนไพร” โดยเติมวัตถุดิบ กระเทียม หอมแดง ใบมะกรูดหั่นฝอย คั่วจนมีกลิ่นหอม พร้อมรับประทาน และยังมีเมนูยอดนิยมสไตล์ญี่ปุ่น เช่น “ผงโรยข้าว” โดยใช้ปลาหยองหมอคางดำแทนเนื้อปลาแห้ง ผสมกับสาหร่าย งาขาว งาดำ ปรุงรส ตามต้องการ ซึ่งทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้างต้น สามารถทำเพื่อบริโภคได้ในครัวเรือน หรือเพื่อจำหน่าย สร้างรายได้เสริมให้แก่ครัวเรือนและชุมชนต่อไป


      



    อธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไปภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ปี พ.ศ. 2567 – 2570 กรมประมงจะเร่งต่อยอดคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำให้ได้มากที่สุด สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าถึงวิธีการแปรรูปและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำของกรมประมงได้ผ่านช่องทางเว็บไซต์ https://www4.fisheries.go.th/industry และ Facebook Page : กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ในรูปแบบ E-book และ Infographic รวมทั้งสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางโทรศัพท์  โทร 02 940 6130 – 45 ต่อ 4320 และ 4321

รัฐมนตรี “ศุภมาส” นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ให้กรมวิทย์ฯ บริการร่วมมือทุกภาคส่วนทำให้ทุกพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารทั่วประเทศ “มีน้ำดื่มสะอาดปลอดภัย”

 รัฐมนตรี “ศุภมาส” นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ให้กรมวิทย์ฯ บริการร่วมมือทุกภาคส่วนทำให้ทุกพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารทั่วประเทศ “มีน้ำดื่มสะอาดปลอดภัย”


วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตนมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเด็กๆในพื้นที่ห่างไกลทุรกันการในเรื่องคุณภาพชีวิต และน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่มีคุณภาพและความปลอดภัย โดยกระทรวง อว. มีนโยบายเน้นย้ำให้นำผลงานวิจัย นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ตรงความต้องการและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมทั้งการพัฒนากำลังคนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตนได้มอบหมาย กรมวิทยาศาสตร์บริการ ขับเคลื่อนภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายฯ เพื่อให้บริการดูแลประชาชนเป็นอย่างดี ด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทั่วทุกภูมิภาคโดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลที่มีปัญหาน้ำดื่ม น้ำใช้ไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัย  เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเด็ก ๆ จะได้มีน้ำดื่มที่สะอาดมีคุณภาพและปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่ม และตั้งได้เป้าหมายภายในปี พ.ศ. 2569 ทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดและปลอดภัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล 

  กรมวิทย์ฯ บริการ เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบเพื่อการอุปโภค-บริโภค และมีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้หน่วยงานเครือข่ายมากว่า 20 ปี ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ได้ดำเนินการวิจัยพัฒนาและติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงราคาถูกมาก สามารถผลิตได้เองในพื้นที่ จนประสบความสำเร็จสามารถนำไปใช้ได้จริงเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ โดยให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องกรองน้ำและการบำรุงรักษาให้แก่ครู เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดีขึ้นให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชน

     

     

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. กล่าวว่า กรมวิทย์ฯ บริการ เป็นหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะปัญหาน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่ได้คุณภาพและความปลอดภัยในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล ขณะนี้ กรมวิทย์ฯ บริการได้ร่วมมือกับกรมอนามัย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่่ รวมถึงองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล อบต. เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมย์ร่วมกันว่า “ปัญหาเรื่องน้ำบริโภคที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ จะต้องหมดไปและได้รับการแก้ไขปัญหาเพืาอให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี พ.ศ. 2569” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการพัฒนาและจัดการองค์ความรู้ การบริหารจัดการน้ำอุปโภคและน้ำบริโภค การดูแลระบบ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำอุปโภคและบริโภคแก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ และพื้นที่ในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ตนได้เน้นย้ำให้ถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากรในพื้นที่เพื่อให้เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน พึ่งตนเองได้ นอกจากนี้ ได้สั่งการให้มีการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และมอบหมายให้ “สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน” จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำบริโภคยั่งยืน” ให้แก่บุคลากรภายในหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วประเทศ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการผลิตเครื่องกรองน้ำ การติดตั้งและการบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำด้วยตนเอง 




อธิบดีกรมวิทย์ฯ บริการ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อการดำเนินการบรรลุเป้าหมายจะส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งยังมีสุขภาพที่ดี มีความปลอดภัย และที่สำคัญด้วยพลังความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่ได้ลงปฎิบัติงานจริงในพื้นที่จะไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาน้ำดื่มเท่านั้น แต่เมื่อพบปัญหาอื่น ๆ ก็จะนำมาช่วยกันแก้ไขปัญหาดูแลพี่น้องประชาชน ด้วยหลักการ  “เรานำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน” ซึ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนพึ่งตนเองได้  ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

รัฐมนตรี “ศุภมาส” มอบกรมวิทย์ฯ บริการ ในฐานะห้องปฏิบัติการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหารแห่งชาติและอาเซียน สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการนานาชาติ

 รัฐมนตรี “ศุภมาส” มอบกรมวิทย์ฯ บริการ ในฐานะห้องปฏิบัติการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหารแห่งชาติและอาเซียน สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการนานาชาติ

วันที่ 30 ตุลาคม 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตนมีนโยบายยกระดับศักยภาพของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทย  นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางห้องปฏิบัติการทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ตนได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์บริการ ขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาสถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติและให้สร้างเครือข่าย ให้มีความครอบคลุมและมีคุณภาพมาตรฐานในการตรวจวิเคราะห์เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั้งในอาเซียนและนานาชาติ

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. กล่าวว่า ตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีศุภมาส และเป้าหมายของกรมวิทยาศาสตร์บริการ "ประเทศไทยมีความสามารถในการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ภายในปี 2572 และการนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน” จึงได้ขับเคลื่อนการนำนโยบายท่านรัฐมนตรีสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ได้จัดตั้ง “สถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ” และ “สถาบันการพัฒนาเครือข่ายวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ” ให้มีการบูรณาการความร่วมมือในการสร้างความร่วมมือห้องปฏิบัติการภายในประเทศ โดยการขยายศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม อว. สู่ห้องปฏิบัติการมหาวิทยาลัย และจัดตั้งสำนักวิทยาศาสตร์บริการเขต 12 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานการทดสอบและเพิ่มจำนวนห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการในการส่งตัวอย่างทดสอบมายังส่วนกลาง ยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่มีความเฉพาะและเพียงพอในแต่ละพื้นที่ มีการสนับสนุนในการพัฒนาเครือข่ายทางวิชาการและห้องปฏิบัติการกับหน่วยงานในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับประเทศในอาเซียน และประเทศอื่น ๆ ที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการในด้านต่าง ๆ

ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา ผู้อำนวยการสถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ กรมวิทย์ฯ บริการ พร้อมคณะได้ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จาก Department of Scientific Services Brunei Darussalam, Ministry of Health (DSS Brunei) นำโดย Dr. Hjh Noorhasifah Hj Tengah ผู้บริหารและคณะนักวิทยาศาสตร์ในโอกาสมาดูงานด้านความก้าวหน้าของห้องปฏิบัติการกรมวิทย์ฯ บริการ และสร้างความร่วมมือพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์อาหารฟังก์ชันของกรมวิทยาศาสตร์บริการร่วมกับ Department of Scientific Services Brunei Darussalam และขยายต่อไปยังห้องปฏิบัติการในประเทศอาเซียน ได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและศึกษาวิธีการทดสอบคุณค่าทางโภชนาการ องค์ประกอบอาหาร การจัดทำฉลากโภชนาการ และทดสอบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในอาหาร อาหารฟังก์ชัน วัตถุดิบอาหารมูลค่าสูง และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารชนิดต่าง ๆ กฎระเบียบและมาตรฐานที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารรวมถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการทดสอบ นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่บรูไนได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติและระบบเครือข่ายห้องปฏิบัติการในประเทศไทย การทดสอบด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของกรมวิทย์ฯ บริการ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการทดสอบอาหารสุขภาพ ห้องปฏิบัติการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหารของอาเซียน ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพทางประสาทสัมผัสในอาหาร และห้องปฏิบัติการทดสอบความปลอดภัยในอาหาร ตามลำดับ          

 ทั้งนี้ การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวง อว. ดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ  และเป็นส่วนสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน

“อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

  “อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า ...