วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2568

คุมประพฤติเข้ม 8 วันปีใหม่ 68 ยอดคุมความประพฤติกว่า 7,237 คดี ติด EM 43 ราย เร่งตรวจประวัติบังคับใช้กฎหมายนำเข้าโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟู

 คุมประพฤติเข้ม 8 วันปีใหม่ 68 ยอดคุมความประพฤติกว่า 7,237 คดี ติด EM 43 ราย เร่งตรวจประวัติบังคับใช้กฎหมายนำเข้าโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟู

วันนี้ (4 มกราคม 2568) พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยสถิติคดีคุมประพฤติช่วงปีใหม่ 2568 โดยวันที่ 3 มกราคม 2568 มีคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติรวมทั้งสิ้น 681 คดี โดยเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 610 คดี และคดีขับเสพ 71 คดี


สรุปยอดสะสม 8 วันที่มีการควบคุมเข้มงวด ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 - 3 มกราคม 2568 มีคดีคุมประพฤติรวม 7,237 คดี ยอดติด EM สะสม 43 ราย ดังนี้:

• คดีขับรถขณะเมาสุรา 6,927 คดี (ร้อยละ 95.72) ติด EM 41 ราย

• คดีขับเสพ 304 คดี (ร้อยละ 4.20) ติด EM 2 ราย

• คดีขับรถประมาท 4 คดี (ร้อยละ 0.05)

• คดีขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 2 คดี (ร้อยละ 0.03)


จังหวัดที่มียอดสะสมคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (511 คดี) เชียงใหม่ (427 คดี) และสมุทรปราการ (359 คดี)


พันตำรวจตรีสุริยา เปิดเผยว่า สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสกลนคร และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดปราจีนบุรี สาขากบินทร์บุรี ดำเนินการตามคำสั่งศาลติดอุปกรณ์ EM ให้กับผู้กระทำผิดในคดีเมาขับ จำนวน 4 ราย แม้จะเป็นการกระทำผิดครั้งแรก แต่การขับรถขณะเมาสุราถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทางถนน นอกจากนี้ ศาลได้สั่งคุมความประพฤติกรณีขับรถประมาท จำนวน 2 ราย และขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 2 คดี โดยผู้ถูกคุมความประพฤติต้องมารายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด



สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศยังคงจัดกิจกรรมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยการผสานกำลังสำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศ อาสาสมัครคุมประพฤติ ผู้ถูกคุมประพฤติ และภาคีเครือข่าย ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการประชาชน ด่านชุมชน และด่านตรวจค้นบริเวณทางสายรองที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุ รวม 56 จุด โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 286 คน และยังเพิ่มกิจกรรมการร่วมสังเกตการณ์การจราจรและพฤติกรรมการใช้ยานพาหนะตามถนนสายหลักและถนนสายรอง ผ่านกล้อง CCTV แบบเรียลไทม์ในหลายจังหวัด เพื่อสร้างความตระหนักและให้เห็นพฤติกรรมของผู้ขับขี่ทางถนน สามารถวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของตนเองให้กลับมาปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด


วันเด็กปีนี้ชวนน้องมาเที่ยวที่หอภาพยนตร์

 วันเด็กปีนี้ชวนน้องมาเที่ยวที่หอภาพยนตร์

🤩 เสาร์ที่ 11 มกราคม วันเด็กแห่งชาติปี 2568 หอภาพยนตร์จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับน้อง ๆ ให้มาเที่ยวเล่นเรียนรู้เส้นทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ไปพร้อมกับการทำกิจกรรมอีกมากมาย มีทั้ง workshop ประดิษฐ์ของเล่น “ภาพติดตา”, Street Art วาดภาพทรายสี, ลุ้นรางวัลไปกับการสอยดาว และจัดฉายภาพยนตร์ที่คัดสรรสำหรับเด็กเรื่อง How to Train Your Dragon (2553) และ Sing (2559) 

.

👉 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. – 16.00 น. 

🥳 ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม

.

📌 แผนที่การเดินทาง หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ถ.พุทธมณฑลสาย 5 ศาลายา https://goo.gl/maps/xu8xeWKpfyRv3wk87 มีที่จอดรถ

.

🚙 รถสาธารณะ : สาย 4-61(515), 515E(ทางด่วน) , สาย 4-70E ถึงหน้าหอภาพยนตร์ หรือสามารถนั่งสาย 4-51 (124), 4-63 (547) มาลงหน้าแมคโครศาลายาแล้วเดินหรือนั่งมอเตอร์ไซค์วินต่อมาประมาณ 600 เมตร

กรมบัญชีกลางอัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนมกราคม 2568 จ่ายอะไรบ้าง

 📣กรมบัญชีกลางอัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนมกราคม 2568 จ่ายอะไรบ้าง

นางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิผ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด ซึ่งในเดือนมกราคม 2568 จะได้รับสิทธิ ดังนี้

วันที่ 1 มกราคม 2568 (เป็นวงเงินสิทธิไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และไม่สะสมในเดือนถัดไป)

- วงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน (สำหรับผู้มีสิทธิที่ยืนยันตัวตน 27 พ.ย. - 26 ธ.ค. 67 และเริ่มใช้สิทธิได้ 1 ม.ค. 68 จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง)

          - วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (ม.ค. - มี.ค. 68) 

          - วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน (ประกอบด้วย บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ)

วันที่ 20 มกราคม 2568 

- เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน 

สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการ ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการ 800 บาทต่อเดือน ที่ยืนยันตัวตน 27 พ.ย. - 26 ธ.ค. 67 จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง (โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัว

ประชาชน 13 หลัก ของผู้มีสิทธิหรือบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการ 800 บาท)

ทั้งนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 0 2109 2345 หรือ Call Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ” โฆษกกรมบัญชีกลางกล่าว            


คต. ปรับลด ปลดล็อก ช่วยคนตัวเล็ก ขึ้นทะเบียนส่งออกข้าว เสร็จไว ภายใน 30 นาที

 คต. ปรับลด ปลดล็อก ช่วยคนตัวเล็ก ขึ้นทะเบียนส่งออกข้าว เสร็จไว ภายใน 30 นาที

           กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รับลูกนโยบายรัฐบาล ประกาศข่าวดีรับปีใหม่ สนับสนุนให้คนตัวเล็กสามารถทำธุรกิจส่งออกข้าวได้ง่ายขึ้น โดยปรับลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนส่งออกข้าว จาก 3 วัน เสร็จไว ภายใน 30 นาที มีผลทันที หวังช่วยอำนวยความสะดวก ผลักดันส่งออกข้าวปี 68

           นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายปลดล็อก/ปรับลด เงื่อนไขการส่งออกข้าว โดยแก้ไขกฎหมาย/กฎกระทรวงที่สามารถแก้ไขได้และให้เหมาะสม เพื่อสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถส่งออกข้าวได้ (ลดต้นทุนการส่งออก) รวมถึงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ปรับลด เงื่อนไขการขออนุญาตเป็นผู้ส่งออกข้าว ปรับลดขั้นตอนการขออนุญาต จดทะเบียน ออกฟอร์ม และลดต้นทุน ตลอดจน สร้าง New Products วงการข้าวไทยในตลาดโลก เช่น ข้าวพื้นนุ่ม ข้าวเพื่อสุขภาพ เป็นต้น โดยในส่วนของกรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินการปรับลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนส่งออกข้าว จากเดิมซึ่งใช้เวลาถึง 3 วัน ให้เหลือเพียง 30 นาที สามารถดำเนินการได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ ในส่วนของการปรับลดปริมาณสต็อกข้าว และค่าธรรมเนียมการขอหนังสืออนุญาตประกอบการค้าข้าว กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

          อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศดังกล่าว จะเป็นการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ลดต้นทุนการส่งออกข้าว ส่งผลให้ SMEs สามารถส่งออกข้าวได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการขอรับจัดสรรโควตาข้าวของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร เพื่อสร้างการรับรู้และการขอรับจัดสรรโควตาข้าวให้กับผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันการส่งออกข้าวในปี 2568 ที่มีการคาดการณ์ร่วมกันกับภาคเอกชนว่าการส่งออกข้าวไทยจะมีปริมาณ 7.5 ล้านตัน ลดลงจากตัวเลขการส่งออกข้าวในปี 2567 ที่ในช่วง 11 เดือน (มกราคม – พฤศจิกายน 2567) ส่งออกข้าวแล้ว 9.19 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 208,874 ล้านบาท หรือประมาณ 5,947 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าทั้งปี 2567 จะส่งออกข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 9.9 ล้านตัน ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศจะได้ติดตามตัวเลขส่งออกอย่างเป็นทางการจากกรมศุลกากรอีกครั้งในช่วงปลายเดือนมกราคม 2568 นี้

         




 นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรับมือกับความท้าทายในปี 2568 กรมการค้าต่างประเทศได้เตรียมแผนผลักดัน

การส่งออกข้าวเพื่อช่วยให้มีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย โดยกรมฯ พร้อมเดินหน้าทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทย ตามข้อสั่งการของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นการรักษาตลาดเดิมและรุกตลาดที่มีศักยภาพ ภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกิจกรรมหลักในปี 2568 จะครอบคลุมทั้งการจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ Thailand Rice Convention (TRC) โดยเชิญผู้นำเข้าและผู้เชี่ยวชาญในวงการค้าข้าวโลกมาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าวโลกและเจรจาธุรกิจระหว่างกัน รวมทั้งการกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าสำคัญเพื่อขยายตลาดข้าวไทย เช่น แอฟริกาใต้ ยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา และฟิลิปปินส์ ตลอดจนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่สำคัญเพื่อประชาสัมพันธ์และขยายช่องทางตลาดของข้าวไทยในต่างประเทศ


M81 ฮอตเกินคาด! คนแห่ใช้ช่วงปีใหม่เพียบ กรมทางหลวงเร่งเปิดเต็มรูปแบบยังเปิดบริการช่วงนครปฐม -กาญจนบุรี ทุกสุดสัปดาห์

 M81 ฮอตเกินคาด! คนแห่ใช้ช่วงปีใหม่เพียบ กรมทางหลวงเร่งเปิดเต็มรูปแบบยังเปิดบริการช่วงนครปฐม -กาญจนบุรี ทุกสุดสัปดาห์ 

กรมทางหลวงเผยความสำเร็จการเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ฟรีช่วงปีใหม่ 2568 แบบปังๆ เกินความคาดหมาย พร้อมเดินหน้าเร่งรัดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2568 โดยหลังปีใหม่นี้ยังคงเปิดให้ใช้ฟรีช่วง ด่านนครปฐมตะวันตก-กาญจนบุรี ทุกสุดสัปดาห์ เหมือนเดิม


3 มกราคม 2568 – นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า การเปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี หรือมอเตอร์เวย์ M81 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากประชาชน โดยในช่วงเปิดให้ทดลองใช้ฟรีตลอดเทศกาลปีใหม่ 2568 (26 ธ.ค. 67 - 2 ม.ค. 68) มีปริมาณรถยนต์ใช้เส้นทาง M81 ช่วงบางใหญ่ - นครปฐม รวมทั้งสิ้น 276,316 คัน สามารถแบ่งเบาปริมาณจราจรบนทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ช่วง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้ 23% ส่วนเส้นทาง M81 ช่วงนครปฐม - กาญจนบุรี มีปริมาณรถยนต์ใช้เส้นทาง รวมทั้งสิ้น 219,181 คัน สามารถแบ่งเบาปริมาณจราจรบนทางหลวงหมายเลข 323 ช่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ได้ถึง 43% สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของโครงการ M81 ในการอำนวยความสะดวก ร่นระยะเวลาเดินทาง และช่วยระบายการจราจรบนเส้นทางหลักจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล สู่ภาคตะวันตกและภาคใต้ ผ่านจังหวัดนครปฐม และจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ไปสู่จังหวัดต่าง ๆ เช่น ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ได้อย่างรวดเร็ว 

"ความสำเร็จของ M81 ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการฯ ในการรองรับปริมาณการจราจรที่หนาแน่น และช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดบนเส้นทางเดิม เช่น ถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางสู่ภาคตะวันตกและภาคใต้ สอดคล้องกับนโยบาย "คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย" ของท่านรองนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน"  


ทั้งนี้ กรมทางหลวงยังคงเปิดให้บริการ M81 ฟรีในช่วงสุดสัปดาห์ ระหว่างด่านนครปฐมตะวันตก - ด่านกาญจนบุรี ระยะทาง 51 กิโลเมตร ทุกวันศุกร์ เวลา 15.00 น. ถึงวันจันทร์ เวลา 12.00 น. โดยจะเริ่มเปิดให้บริการอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนได้ทดลองใช้เส้นทาง และสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

สำหรับความคืบหน้าของโครงการฯ ปัจจุบันงานโยธาแล้วเสร็จ 99.8% และงานติดตั้งระบบต่างๆ มีความคืบหน้า  72.83 % ซึ่งรวมถึงระบบจัดเก็บค่าผ่านทาง ระบบควบคุมการจราจร และระบบความปลอดภัย คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ภายในปี 2568





มอเตอร์เวย์ M81 นับเป็นเส้นทางแห่งโอกาส เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถึงกาญจนบุรี เหลือเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

ข่าวดี !! กระทรวงแรงงาน เปิดรับคนไทยทำงานภาคบริการที่มาเก๊า ตามโครงการ MOL Overseas Matching เงินเดือนสูงสุดกว่า 1 แสนบาท

 ข่าวดี !! กระทรวงแรงงาน เปิดรับคนไทยทำงานภาคบริการที่มาเก๊า ตามโครงการ MOL Overseas Matching เงินเดือนสูงสุดกว่า 1 แสนบาท

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้แรงงานไทยมีโอกาสมีงานทำ โดยเฉพาะการทำงานในต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้แรงงานไทยเพิ่มพูนประสบการณ์ มีรายได้มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ผมพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้ไป Roadshow ในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายตลาดแรงงานไทย เพิ่มโอกาสในการทำงานในต่างประเทศ ในทักษะฝีมือที่ตรงกับความต้องการ และได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม ตามโครงการ MOL Overseas Matching ของกระทรวงแรงงาน ล่าสุด บริษัท COD Resorts Limited ซึ่งประกอบกิจการโรงแรมรีสอร์ทครบวงจร ได้เปิดรับสมัครแรงงานไทยจำนวน 85 อัตรา เพื่อไปทำงานในเขตบริหารพิเศษมาเก๊า โดยมีอัตราเงินเดือนสูงสุด 116,127 บาท 


นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้รับการประสานจากสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกงว่า บริษัท COD Resorts Limited ซึ่งประกอบกิจการโรงแรมรีสอร์ทครบวงจร  เปิดรับสมัครคนไทยไปทำงานในเขตบริหารพิเศษมาเก๊า จำนวน 10 ตำแหน่ง 85 อัตรา ได้แก่ ผู้ช่วยผู้จัดการร้านอาหาร จำนวน 2 อัตรา พนักงานลูกค้าสัมพันธ์ จำนวน 5 อัตรา พนักงานต้อนรับลูกค้า จำนวน 5 อัตรา หัวหน้าแผนกบริการอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 5 อัตรา บัตเลอร์ จำนวน 20 อัตรา พนักงานแผนกต้อนรับส่วนหน้า จำนวน 10 อัตรา  พนักงานแผนกต้อนรับ จำนวน 10 อัตรา พนักงานนวดสปา จำนวน 1 อัตรา พนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 20 อัตรา พนักงานยกสัมภาระ จำนวน 7 อัตรา อัตราเงินเดือน อยู่ระหว่าง 47,311 – 116,127 บาท โดยนายจ้างจะจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป - กลับ เมื่อทำงานสิ้นสุดสัญญาจ้าง ช่วยจ่ายค่าที่พักเดือนละ 500 เหรียญมาเก๊า จัดอาหารให้ในช่วงเวลาทำงาน มีค่าล่วงเวลา มีประกันสุขภาพและสวัสดิการตามที่กฎหมายแรงงานมาเก๊ากำหนด สำหรับผู้สนใจสามารถสมัครทางเว็บไซต์ toea.doe.go.th โดยลงทะเบียนระบบอิเล็กทรอนิกส์การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และดำเนินการสมัครไปทำงาน โดยเลือกหัวข้อ “สมัครไปทำงานโดยรัฐจัดส่ง” และเลือกรายการ “การรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในเขตบริหารพิเศษมาเก๊ากับนายจ้างบริษัท COD Resorts Limited” สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 6 มกราคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดคุณสมบัติของแต่ละตำแหน่งและวิธีการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร” หรือ Facebook : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ทางโทรศัพท์หมายเลข 0 2245 1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694


โฆษก ศธ. ย้ำชัด “ทรงผมนักเรียน” ยกเลิกแล้ว 100% วอนเปิดกว้างรับความเห็นต่าง ไม่มองข้ามสิทธิเด็ก

 โฆษก ศธ. ย้ำชัด “ทรงผมนักเรียน” ยกเลิกแล้ว 100% วอนเปิดกว้างรับความเห็นต่าง ไม่มองข้ามสิทธิเด็ก

3 มกราคม 2568 - นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยกรณีข้อเรียกร้องการไว้ทรงผมของนักเรียน เน้นย้ำยกเลิกระเบียบ “ทรงผมนักเรียน” โดยให้สถานศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของผู้เรียนเป็นสำคัญ พร้อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ความสัญคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้เรียน ส่งเสริมความหลากหลายและเป็นธรรมในทุกด้าน

โฆษก ศธ. กล่าวว่า จากการที่มีข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปรับปรุงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ขอชี้แจงว่าระเบียบดังกล่าวได้ถูกยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษารวมถึงออกเป็นหนังสือสั่งการแจ้งเวียน ซึ่งได้ระบุให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งครู นักเรียนและผู้ปกครอง และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนก่อนการประกาศใช้เพื่อความชัดเจนในการกำหนดแนวปฏิบัติ ซึ่งสถานศึกษาอาจกำหนดลักษณะทรงผมได้ตามความเหมาะสม 

กระทรวงศึกษาธิการ ขอย้ำชัดว่ามีหนังสือยกเลิกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2566 ฉะนั้น “ทรงติ่งหู” หรือ “ทรงขาว 3 ด้าน” จะไม่ถูกเรียกว่า “ทรงผมนักเรียน” อีกต่อไป เพราะไม่มีการระบุความสั้น/ยาวของทรงผมนักเรียนชายและนักเรียนหญิงแล้ว ส่วนการจะกำหนดให้ผู้เรียนไว้ทรงผมรวมถึงแต่งกายแบบไหนให้เป็นไปตามวิจารณญาณของสถานศึกษา โดยให้โรงเรียนเปิดช่องทางให้โอกาสผู้เรียนพูดคุยเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ 

โฆษก ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบัน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญในเรื่องของสิทธิผู้เรียนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการดูแลช่วยเหลือและให้คำปรึกษาให้กับผู้เรียนทุกด้าน ซึ่งมีศูนย์เสมาพิทักษ์ที่ขับเคลื่อนกลไกผ่านพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) ในทุกพื้นที่ ถึงแม้จะมีมาตรการที่ดูแลผู้เรียนให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม แต่ก็ไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพ ทุกอย่างเป็นไปเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้เรียนแสดงออกเชิงพฤติกรรมอย่างเหมาะสม มีอิสระภายใต้กรอบระเบียบที่ป้องกันไม่ให้นำไปสู่ความเสียหายทั้งต่อตัวเด็กเองและเกิดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมในวงกว้าง

เชื่อว่าทุกโรงเรียนมีระเบียบที่สร้างขึ้นมาเพื่ออยู่ร่วมกันในสถานศึกษาอย่างมีความสุขทุกฝ่าย ความเห็นต่างอาจหลากหลาย หลักการคิดอาจไม่ตรงกัน แต่สิ่งที่วางแนวทางไว้ต้องพัฒนาได้โดยไม่ปิดกั้นโอกาสของเด็ก อยากให้เคารพซึ่งกันและกัน ลดการใช้ความรุนแรงทางคำพูดหรือการบุลลี่กระทบกระเทือนจิตใจ จนผู้เรียนรู้สึกว่าถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ การมีระเบียบวินัยเป็นสิ่งดีแต่ต้องควบคู่กับสิทธิมนุษยชนของผู้เรียนด้วย 

ฝากเป็นกำลังใจให้คุณครูปฏิบัติหน้าที่อยู่บนพื้นฐานของระเบียบวินัยอย่างมีคุณธรรม เพราะครูเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาความคิดของผู้เรียน หากหาทางออกร่วมกันจะมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ณ วันนี้ การยกเลิกระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นการตีกรอบขีดจำกัดด้านการศึกษา นับเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับความหลากหลาย ขอยืนยันว่าเราจะร่วมกับทุกภาคส่วนเดินหน้า “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา และเติบโตสู่ก้าวที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในอนาคต “ โฆษก ศธ. กล่าว