วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2568

ก.แรงงานยันเก็บค่าธรรมเนียมแรงงานข้ามชาติตาม กม. ย้ำห้ามแย่งอาชีพสงวนคนไทย

  ก.แรงงานยันเก็บค่าธรรมเนียมแรงงานข้ามชาติตาม กม. ย้ำห้ามแย่งอาชีพสงวนคนไทย

นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2567 ว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเพราะต้องการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติแย่งอาชีพสงวนของคนไทย นำแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบเพื่อตรวจสอบ ติดตาม  และควบคุมการจ่ายภาษีและเงินสมทบประกันสังคมตามกฎหมายไทย รวมถึงดูแลคุณภาพชีวิตตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยทุกขั้นตอนของการขึ้นทะเบียนจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเข้มงวด ทั้งการตรวจสุขภาพเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคเข้ามายังประเทศไทย การจัดเก็บอัตลักษณ์และพิสูจน์สัญชาติ ที่ต้องผ่านการรับรองจากทางการของประเทศต้นทาง ไม่ใช่รับรองฝ่ายเดียว หากพบว่าเคยกระทำผิดก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งจะต้องทำประกันภัยกับบริษัทที่มีความมั่นคง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง


โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องการเก็บภาษีหรือค่าใช้จ่ายการให้บริการต่าง ๆ จากแรงงานข้ามชาติของประเทศต้นทางนั้นถือเป็นเรื่องภายในประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่ามีการเรียกเก็บแต่อย่างใด แต่โดยหลักการแล้วไม่ว่าคนของประเทศไหนไปทำงานต่างประเทศก็ต้องส่งรายได้กลับประเทศเหมือนกับกรณีของคนไทยที่ไปทำงานประเทศอื่น ส่วนค่าใช้จ่ายในการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติในลักษณะ MOU นั้น กระทรวงแรงงานได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยังสภาผู้แทนราษฎรแล้วตามที่ ส.ส.ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกต โดยยืนยันว่าค่าใช้จ่ายต่อคนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 7,600 บาท ไม่ใช่ 20,000 บาท ตามที่มีการกล่าวอ้าง แบ่งเป็น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานและเงินประกันของกระทรวงแรงงาน  2,900 บาท (ขอคืนเงินประกันได้ 1,000 บาท เมื่อครบสัญญา 2 ปี) ค่าธรรมเนียม VISA ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 500 บาท และค่าธรรมเนียมการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพ 2 ปี ของกระทรวงสาธารณสุข ไม่เกิน 4,200 บาท 

"เราเปิดให้นายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อแรงงานข้ามชาติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการ ส่วนการจัดเก็บอัตลักษณ์และพิสูจน์สัญชาตินั้นตัวแรงงานเองไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับออกนอกประเทศ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและความแออัดที่ด่านชายแดน โดยแม้จะมีศูนย์พิสูจน์สัญชาติโดยเฉพาะแรงงานเมียนมาเพียง 3 แห่ง คือ กทม. เชียงใหม่ ระนอง เพราะเจ้าหน้าที่จากทางการเมียนมามีไม่เพียงพอก็ตาม แต่กระทรวงแรงงานพร้อมขยายเวลาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง" นายภูมิพัฒน์ กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. “ธนุ” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

 เลขาธิการ กพฐ. “ธนุ” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

วันที่ 4 มกราคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการคลังและสินทรัพย์ รักษาการที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน และนายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ประชุมเพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ทั้งในรูปแบบ on-site และ online ผ่านระบบ Video Conference ณ ห้องประชุมชลธี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในเขตตรวจราชการที่ 5 (ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา สตูล และระนอง) รวม 19 เขตพื้นที่การศึกษา กล่าวรายงานภาพรวมความเสียหายและผลกระทบของสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ   



สำหรับสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ จากข้อมูลระหว่างวันที่ 14 - 19 ธันวาคม 2567 พบว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสถานศึกษาในสังกัด 44 โรงเรียน ได้รับผลกระทบจำนวน 15 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 34 มีนักเรียนได้รับผลกระทบ จำนวน 2,728 คน และครู จำนวน 210 คน ขณะที่จังหวัดชุมพร มีสถานศึกษาในสังกัด 22 โรงเรียน ได้รับผลกระทบจำนวน 13 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 59 มีนักเรียนได้รับผลกระทบ จำนวน 191 คน และครู จำนวน 35 คน โดยเขตพื้นที่ต้นสังกัดได้เข้าไปดูแลช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว พร้อมทั้งสำรวจความเสียหาย และจะดำเนินการเยียวยาฟื้นฟูให้เป็นปกติต่อไป



ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้นำข้อห่วงใยของ รมว.ศธ. และ รมช.ศธ. ในการให้ความช่วยเหลือดูแลโรงเรียน ครูและนักเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง รวมถึงได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาของบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอาคารสถานที่ หนังสือ อุปกรณ์การเรียน ฯลฯ จากสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการฟื้นฟูสถานศึกษาให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้ปกติโดยเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเรียนของนักเรียน พร้อมกับวางแผนมาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยในอนาคตอย่างเป็นระบบต่อไป

อย. เข้ม จัดการโฆษณาเครื่องมือแพทย์ที่อวดอ้างเกินจริง เกินข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุญาต

 อย. เข้ม จัดการโฆษณาเครื่องมือแพทย์ที่อวดอ้างเกินจริง เกินข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุญาต

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประกาศมาตรการเข้มรับปีใหม่ 2568 เดินหน้าปกป้องความปลอดภัยประชาชนจากโฆษณาเครื่องมือแพทย์ที่เกินจริงและผิดจากที่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะฟิลเลอร์ที่มักถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ พร้อมตรวจสอบ ระงับโฆษณาที่ไม่เหมาะสม และดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

เภสัชกรเลิศชาย เลิศวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงพบการโฆษณา เครื่องมือแพทย์บางประเภทเกินจริงและผิดจากที่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่มักถูกนำไปใช้นอกเหนือวัตถุประสงค์ จึงต้องมีมาตรการเชิงรุกในการปิดกั้นโฆษณา พร้อมตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทันที

ในการนี้ อย. จับมือร่วมกับ แพทยสภา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ  โดยหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ณ อาคารผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อหาแนวทางในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้มีความปลอดภัยโดยจะร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบสถานพยาบาลและผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมสั่งระงับการโฆษณาที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องให้กับผู้บริโภคผ่านหลากหลายช่องทาง ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายชื่อผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. ผ่าน QR Code ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ 


รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า อย. ส่งมอบความสุขควันหลงปีใหม่มอบผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้มีความปลอดภัยส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ทุกหน่วยงานเข้มเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบผลิตภัณฑ์หรือโฆษณาผิดกฎหมาย แจ้งสายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook: FDAThai  หรือE-mail: 1556@fda.moph.go.th  ตู้ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ อย. สานต่อความปลอดภัย เพื่อสุขภาพคนไทยที่ยั่งยืน

*******************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว  4 มกราคม 2568  ข่าวแจก  73  /  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568


กรมทะเล เผยข่าวดีรับปีใหม่ แม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่รังแรก!! ของฤดูกาล ปี 67-68

 กรมทะเล เผยข่าวดีรับปีใหม่ แม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่รังแรก!! ของฤดูกาล ปี 67-68



  










  วันที่ 3 มกราคม 2568  ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยหลังได้รับรายงานจากสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (สทช.6) ว่าได้รับแจ้งจาก นายธนันชัย เลขาวุธ ราษฎรท้องที่ ต.เกาะพระทอง พบร่องรอยการขึ้นวางไข่ของเต่าทะเล บริเวณชายหาดทุ่งดาบ ม.1 ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโดยให้ประสานการปฏิบัติงานกับนักวิชาการกลุ่มสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธ์ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน (ศวอบ.) ซึ่งจากการตรวจสอบพบร่องรอยเต่าทะเลบริเวณชายหาดแต่มีสภาพเลือนไม่สมบูรณ์ พื้นที่บริเวณหลุมมีร่องรอยการขุดหาไข่ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจวัดความกว้างรอยพายคู่หน้า มีขนาด 165 ซม. ขนาดอกกว้าง 78 ซม. และขุดหาไข่จนพบไข่เต่าที่ระดับความลึก 65 ซม. ตรวจวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไข่ได้ 5.52 ซม. ตำแหน่งวางไข่ พิกัด UTM ระบบ WGS 84  417382 E 998689 N  ซึ่งอยู่ในแนวน้ำทะเลท่วมถึงและมีต้นไม้อยู่ใกล้ซึ่งจะส่งผลต่อหลุมฟักไข่ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างไกลรถยนต์เข้าไม่ถึงซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเฝ้าระวังดูแลและการจัดเก็บข้อมูลด้านวิชาการ จึงประสานปรึกษากับนักวิชาการกลุ่มสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธ์ ศวอบ. และมีความเห็นร่วมกันให้ย้ายไข่เต่านำไปฟักและเฝ้าระวังดูแล บริเวณหาดคึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต่ามะเฟืองเคยขึ้นมาวางไข่  เจ้าหน้าที่จึงทำการย้ายไข่พร้อมตรวจนับไข่ทั้งหมดได้รวมจำนวน 127 ฟอง ไข่ดี 82 ฟอง ไข่ลม 44 ฟอง และพบไข่แตกในหลุม 1 ฟอง จากนั้นจึงนำไข่ดีมาขุดหลุมฟักบริเวณหาดคึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา จัดทำคอกชั่วคราวเพื่อป้องกันภัยคุกคามตามธรรมชาติ  ซึ่ง สทช.6 จะได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังดูแลหลุมฟักไข่เต่าจนกว่าลูกเต่าจะฟักและลงสู่ทะเลได้อย่างปลอดภัย ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 55-60 วัน พร้อมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ผู้ที่จะเข้ามาเยี่ยมชมหลุมฟักไข่เต่า การขึ้นวางไข่ของแม่เต่ามะเฟืองครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของฤดูกาล ปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 ซึ่ง ช่วงฤดูเต่าวางไข่ในอันดามันตั้งแต่เดือน ต.ค.-ก.พ. เป็นการสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในบ้านเรา จึงอยากฝากพี่น้องประชาชนทุกคนร่วมด้วยช่วยกันดูแลทะเล ชายหาด และชายฝั่งของไทย อันเป็นบ้านของสัตว์ทะเลเหล่านี้ ไม่ให้สูญพันธุ์ไป และหากพบเห็นสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น หรือมีเหตุฉุกเฉินให้รีบแจ้งกรม ทช. หรือสายด่วน 1362 หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นเพื่อประสานหน่วยงานมาที่กรม ทช. ในแต่ละพื้นที่ต่อไป อธิบดี ปิ่นสักก์ กล่าว 

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2568

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าโวย สสส. ลักไก่ชงแบนบุหรี่ไฟฟ้าเข้า ครม.หวังตัดหน้ารายงาน กมธ. วิสามัญ หลังรู้ผลแพ้โหวตใน กมธ.

 เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าโวย สสส. ลักไก่ชงแบนบุหรี่ไฟฟ้าเข้า ครม.หวังตัดหน้ารายงาน กมธ. วิสามัญ หลังรู้ผลแพ้โหวตใน กมธ.


เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โวย สสส. เตรียมเสนอ ครม. คงการแบนบุหรี่ไฟฟ้ารับวันเด็ก หลัง กมธ. วิสามัญแถลงจบรายงาน เตรียมเสนอเข้าสภาฯ ก่อนส่ง ครม. พิจารณา เนื่องจากเสียงข้างมากหนุนออกกฎหมายควบคุมแทนการแบน เผย NGO หวังใช้ สสส. ชงวาระเข้า ครม. ตัดหน้ารายงานของสภาฯ ชี้ สสส. ควรเคารพการทำงานของ กมธ. และสภาฯ ขณะที่ ครม. ควรรอพิจารณารายงานของ กมธ. ก่อนมีมติใดๆ  

นายสาริษฏ์ สิทธิเสรีชน เจ้าของเฟซบุ๊กเพจ “มนุษย์ควัน” ที่มีผู้ติดตามกว่า 2.6 หมื่นคน  แสดงความไม่เห็นด้วยกรณีที่ประชุมคณะกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เตรียมนำความเห็นมาตรการป้องกันการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าโดยให้เร่งบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า เสนอนายกรัฐมนตรีว่า 

มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่งจะทำการศึกษาเรื่องนี้เสร็จสิ้น และเตรียมนำรายงานที่เสนอแนวทางใน 3 แนวทางให้กับสภาฯ รับรองเพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งเครือข่ายของ สสส. หลายท่านหลายหน่วยงานก็ได้เข้าไปชี้แจงและให้ข้อมูลกับ กมธ. ด้วย แต่พอทราบว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนแนวทางให้คงการแบนไว้ ท่านก็ออกมาขับเคลื่อนคัดค้านทุกรูปแบบรวมทั้งการใช้วาระซ่อนเร้นในช่วงวันเด็กในลักษณะนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และแสดงถึงความไม่เคารพต่อการทำงานระบบสภาและประชาธิปไตย

ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว แต่เราก็เห็นว่าสถานการณ์กลับยิ่งเลวร้าย เด็กทุกวันนี้สามารถซื้อบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายมาก ร้านค้าออนไลน์หรือร้านบุหรี่ไฟฟ้าขายสินค้าโดยไม่มีการตรวจบัตรประชาชน ไม่มีความเกรงกลัวกฎหมาย ต่างกับกรณีของบุหรี่มวนที่มีกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัดทำให้ร้านค้าไม่กล้ากระทำผิด หากเด็กเดินเข้าไปซื้อจะถูกตรวจบัตร และเด็กเองก็ไม่กล้าซื้อ” นายสาริษฏ์ กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดการใช้ในกลุ่มเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ 

ก่อนหน้านี้ ดร.ไบรอัน คิงส์ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ องค์การอาหารและยา (FDA) สหรัฐฯ เขียนบทความชื่นชมการใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยให้การใช้ยาสูบในกลุ่มเยาวชนลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 25 ปี โดยเฉพาะการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงอย่างมากในรอบ 10 ปี





กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัคร ชายไทยไปทำงานภาคเกษตรที่อิสราเอล ผ่านโครงการ “TIC” ครั้งที่ 18 เน้นทำงานในพื้นที่ปลอดภัย

 กรมการจัดหางาน  เปิดรับสมัคร ชายไทยไปทำงานภาคเกษตรที่อิสราเอล ผ่านโครงการ “TIC” ครั้งที่ 18 เน้นทำงานในพื้นที่ปลอดภัย

กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานภาคเกษตรในรัฐอิสราเอล ภายใต้โครงการ “ความร่วมมือไทย – อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน” (TIC) ครั้งที่ 18 ทางเว็บไซต์ toea.doe.go.th  ระหว่างวันที่  4 - 8 มกราคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกคนหางานไปทำงานภาคเกษตรในรัฐอิสราเอล ภายใต้โครงการ “ความร่วมมือไทย – อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน” (Thailand-Israel Cooperation on the Placement of Workers : TIC) ครั้งที่ 18 ตำแหน่งคนงานภาคเกษตร (เพศชาย) ซึ่งมีระยะเวลาการจ้างงานตามสัญญาจ้าง 2 ปี ต่อได้ไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน โดยคนหางานจะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำก่อนหักภาษีเดือนละ 5,880 เชคเกลอิสราเอล หรือ ประมาณ 52,920 บาท

ทั้งนี้ กรมการจัดหางานจะพิจารณาส่งแรงงานไปทำงานในพื้นที่ที่ประกาศให้เป็นพื้นที่สีเขียวเท่านั้น เพื่อเน้นความปลอดภัยของแรงงานเป็นสำคัญ โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th เพื่อทำการลงทะเบียนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 4 – 8 มกราคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครงานครั้งนี้ มีดังนี้

1.เพศชาย สัญชาติไทย

2.พ้นภาระการรับราชการทหาร

3.อายุ 23 – 39 ปี (เกิดระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2529 – 8 มกราคม 2545)

4.ไม่มีประวัติอาชญากรรม ประวัติการใช้ยาเสพติด และติดแอลกอฮอล์

5.ไม่เคยทำงานในประเทศอิสราเอล ไม่มีคู่สมรส บุตร หรือบิดาและมารดาพำนักอยู่ในประเทศอิสราเอล

6.สุขภาพแข็งแรง ตาไม่บอดสี ไม่เป็นโรคติดต่อ ไม่เสพสารเสพติด หรือเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

7.ต้องมีประสบการณ์ทำงานภาคการเกษตร

การรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยวิธีรัฐจัดส่ง ผู้สมัครไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการสมัคร เว้นแต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอล ในกรณีที่ได้รับการคัดเลือก โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินประมาณ 87,650 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง เช่น ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมค่าธรรมเนียมการขอรับหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเที่ยวเดียวจากประเทศไทยไปยังอิสราเอล ค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด เป็นต้น และ 2.ค่าใช้จ่ายหลังจากเดินทางไปถึงตามกฎหมายแห่งรัฐอิสราเอล หากมีผู้แอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ได้รับการคัดเลือกเพื่อไปทำงานภาคเกษตรในประเทศอิสราเอลได้ โปรดอย่าหลงเชื่อ แต่ขอให้แจ้งและตรวจสอบข้อมูลกับกรมการจัดหางานก่อน” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดการสมัครกำหนดการและวิธีการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร” หรือ Facebook : กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรณีผู้สมัครไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 เพื่อดำเนินการสมัครให้ โดยหากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ทางโทรศัพท์หมายเลข 02-245-0978 และ 08-0061-6576 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 


องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การรับรองสถานที่ผลิต “ยา EFAVIRENZ TABLETS 600 MG” ของ องค์การเภสัชกรรม ตามมาตรฐานสากล WHO Prequalification Program (WHO PQ) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 และยังคงอยู่ใน WHO Prequalified List บนเว็บไซต์ของ WHO

 องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การรับรองสถานที่ผลิต “ยา EFAVIRENZ TABLETS 600 MG” ของ องค์การเภสัชกรรม ตามมาตรฐานสากล WHO Prequalification Program (WHO PQ) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 และยังคงอยู่ใน WHO Prequalified List บนเว็บไซต์ของ WHO

​พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 องค์การอนามัยโลก (WHO) กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้สรุปผลการตรวจประเมินและให้การรับรองมาตรฐานสากล WHO Prequalification Program (WHO PQ) ให้กับสถานที่ผลิตยา Efavirenz Tablets 600 mg ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งผลิตที่โรงงานผลิตยารังสิต 1 คลอง 10 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นับเป็นยารายการแรกของประเทศไทยและเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศสมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ได้รับรองมาตรฐานสากลดังกล่าว ทำให้คนไทยเข้าถึงยาชื่อสามัญที่มีประสิทธิผลการรักษาเทียบเท่ายาต้นแบบได้มากขึ้น ซึ่งครั้งนี้เป็นการตรวจประเมินสถานที่ผลิตยาครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2567 ตามกำหนดการขององค์การอนามัยโลก เพื่อติดตามความสอดคล้องตามมาตรฐานและข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกในโปรแกรมการขอรับรอง WHO PQ ซึ่งต้องตรวจประเมินทั้งอาคารสถานที่ กระบวนการผลิต ระบบสนับสนุนการผลิต ระบบห้องปฏิบัติการการตรวจสอบ และที่สำคัญที่สุดคือระบบบริหารจัดการคุณภาพของโรงงาน โดยมีระยะเวลาการรับรองครั้งละ 3 ปี



จากการตรวจประเมินครั้งนี้ส่งผลให้รายการยา Efavirenz Tablets 600 mg ของ อภ. ยังคงอยู่ใน WHO Prequalified List บนเว็บไซต์ของ WHO เป็นการยืนยันว่า องค์การเภสัชกรรม ได้มีการพัฒนาและรักษามาตรฐานคุณภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นอย่างดี และมั่นใจได้ว่าทุก ๆ ผลิตภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรมที่ผลิตออกสู่ผู้บริโภคมีคุณภาพ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการรักษา ซึ่งจะส่งผลให้หลายประเทศมีความเชื่อมั่นในคุณภาพผลิตภัณฑ์ของ องค์การเภสัชกรรมมากขึ้น อีกทั้งสามารถขึ้นทะเบียนตำรับยา Efavirenz รวมถึงยาต้านไวรัสเอดส์รายการอื่น ๆ ในต่างประเทศรวดเร็วขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มการส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศได้



​“การวิจัย พัฒนา และผลิตยา Efavirenz นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญของการผลิตยาชื่อสามัญที่อภ.ได้ดำเนินการจนได้รับรองมาตรฐานระดับโลก อีกทั้งยังสามารถรักษามาตรฐานระดับโลกไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อภ. ได้รับความน่าเชื่อถือในระดับสากล ทั้งนี้ยาชื่อสามัญในกลุ่มยาจำเป็นนับเป็นกลไกสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ที่ทำให้คนไทยได้เข้าถึงยาที่มีประสิทธิผลการรักษาเทียบเท่ายาต้นแบบได้มากขึ้น เนื่องจากราคาที่ถูกลง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่อภ.ต้องดำเนินการวิจัย พัฒนายาชื่อสามัญไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อยาต้นแบบหมดสิทธิบัตรลง ผู้ป่วยจะได้ใช้ยาชื่อสามัญในราคาที่ถูกลงต่อไปได้ทันที” ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมกล่าวเพิ่มเติมในตอนท้าย


ประเทศไทยประกาศความพร้อม การกำกับดูแลโรงไฟฟ้า SMR การแพทย์ อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงประเทศ ในเวทีโลก IAEA เน้นย้ำความปลอดภัยประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด

  ประเทศไทยประกาศความพร้อม การกำกับดูแลโรงไฟฟ้า SMR การแพทย์ อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงประเทศ ในเวทีโลก IAEA เน้นย้ำความปลอดภัยประ...