วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

กรมการจัดหางาน เปิดตัวโครงการ "Outsourcing Service" พลิกโฉมบริการออกใบอนุญาตทำงาน สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

 กรมการจัดหางาน เปิดตัวโครงการ "Outsourcing Service" พลิกโฉมบริการออกใบอนุญาตทำงาน สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ 


กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เดินหน้ายกระดับการให้บริการภาครัฐ ตอบรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดตัวโครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service) มุ่งเน้นความโปร่งใส รวดเร็ว ตรวจสอบได้ ลดภาระประชาชนและภาครัฐ ด้วยระบบ e-WorkPermit และศูนย์บริการกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ 



นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบราชการสู่ยุคดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพลิกโฉมการให้บริการงานด้านการทำงานของคนต่างด้าว โดยเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินการโดยภาครัฐมาสู่การใช้ศักยภาพของภาคเอกชน เพื่อพัฒนาระบบให้เป็นดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพประเทศให้ก้าวสู่ระดับโลก 


"โครงการนี้จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินการ ทำให้การยื่นขอใบอนุญาตทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 3 วัน ผู้ขอรับใบอนุญาตจะได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่านบริการดิจิทัลแห่งยุค รวมถึงลดต้นทุนในการติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐในระยะยาว" นายสมชาย กล่าว 

นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ Outsourcing Service นี้ ได้นำระบบ e-WorkPermit มาใช้ ซึ่งเป็นบริการดิจิทัลที่สร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ ผู้ประกอบการและคนต่างด้าวสามารถยื่นคำขอผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มความสะดวกและลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ 

"เราได้จัดตั้งศูนย์บริการใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าวขึ้นกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการ รวมถึงมีรถโมบายที่เป็นหน่วยบริการเคลื่อนที่อีก 8 จุด เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการยืนยันอัตลักษณ์บุคคลด้วยการบันทึกลายนิ้วมือและสแกนม่านตา เพื่อสร้างความมั่นใจในความถูกต้องและโปร่งใส" นายสมชาย กล่าวเน้นย้ำ 


โครงการ Outsourcing Service มุ่งเน้นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลง ดังนี้ 

- ความสะดวก: สามารถยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง และมีศูนย์บริการกระจายอยู่ทั่วประเทศ

- ความรวดเร็ว: ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ ทำให้ได้รับใบอนุญาตทำงานภายในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น

- ความโปร่งใสและตรวจสอบได้: ระบบดิจิทัลช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส และสามารถตรวจสอบสถานะได้ตลอดเวลา

- ความคุ้มค่า: ช่วยลดภาระด้านงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว และลดต้นทุนในการติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐสำหรับผู้ประกอบการและคนต่างด้าว

- สร้างความมั่นใจ: การยืนยันอัตลักษณ์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการเข้าถึงบริการที่ง่ายขึ้น จะสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ประกอบการและคนต่างด้าวในการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย



กรมการจัดหางานเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอและการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (Outsourcing Service) จะเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ซึ่งจะพลิกโฉมการให้บริการประชาชนให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการในยุคดิจิทัล และไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว แต่ยังส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน


มิสไชนิสอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์ 2025 จัดแถลง Soft press release เปิดตัว ผู้เข้าประกวด 5 ภูมิภาค อลัง ชิงความเป็นแถวหน้าของวงการประกวด..

 มิสไชนิสอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์ 2025 จัดแถลง Soft press release เปิดตัว ผู้เข้าประกวด 5 ภูมิภาค อลัง ชิงความเป็นแถวหน้าของวงการประกวด..

📣อสมท จับมือ MVTV สานฝันเวทีระดับโลก! เปิดตัวยิ่งใหญ่ “MISS CHINESE INTERNATIONAL THAILAND 2025” เฟ้นหาสุดยอดสาวหมวยอินเตอร์สู่สากล


.     📣เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – วงการประกวดสาวงามไทยได้ฤกษ์คึกคักเป็นประวัติการณ์ เมื่อ บริษัท เอ็มวีทีวี ไทยแลนด์ จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจบันเทิงและสื่อดิจิทัล ผู้ผลิตและออกอากาศสถานีโทรทัศน์ MVTV 75  ผู้ได้รับสิทธิ์จัดการประกวดอย่างเป็นทางการจาก TVBI เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงาน Semi Press Release เปิดตัวเวทีประกวดสาวงามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี “MISS CHINESE INTERNATIONAL THAILAND 2025” (MCIT 2025) อย่างเป็นทางการ   .. โดยเลือก บางกอก เวิลด์  อเมซิ่ง ปาร์ค เป็นสถานที่แถลงข่าว  แต่ด้วยพื้นที่ห้องประชุมขนาดเล็ก. และมีแขกกิตติมศักดิ์ร่วมงานคับคั่ง.. ผู้อำนวยการกองประกวด ไก่ ปิฏษฎา ทรงกลดจึงปรับเปลี่ยนเนรมิตย้ายห้องเดิมเป็นหอประชุมที่อลังการขนาดใหญ่ในเวลาไม่ถึง 30 นาทีแสดงให้เห็นถึงศักย์ภาพที่สมบูรณ์ของทีมจัดงานและ ทีมผู้บริหารของบางกอกเวิลดิ์ สยามอะเมซิ่งปาร์ค จนได้รับเสียงชื่นชมมากมาย... 🇨🇳🇹🇭


.     🌟งานนี้ได้รับเกียรติจาก นายชัยยุทธ ทวีปวรเดช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มวี ทีวี ไทยแลนด์ จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของ MVTV อาทิ พลเอกสุนทร โสภณศิริ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สถานีโทรทัศน์ MVTV และนายแพทย์ วิชัย ทวีปวรเดช ที่ปรึกษาสถานีโทรทัศน์ MVTV เป็นหัวเรือใหญ่ในงานนี้ โดยมี นายผาติยุทธ ใจสว่าง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารจาก อสมท มาร่วมแสดงความยินดีในฐานะพันธมิตรการจัดประกวด การผนึกกำลังครั้งสำคัญนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่น ที่จะผลักดัน Soft Power ไทยผ่านเวทีประกวดสาวงามเชื้อสายจีน และเปิดประตูสู่โอกาสบนเวทีระดับโลกอย่างแท้จริง🇨🇳🇹🇭

.     🌟ตลอดปีที่ผ่านมา ทีมงานของ MVTV และคณะผู้จัดงานภายใต้การนำคุณไก่ ปิฏษฎา ผู้อำนวยการกองประกวด MCIT 2025 ได้ทำงานอย่างหนักในการเดินสายเฟ้นหาสาวงามเชื้อสายจีนมากความสามารถจาก 5 ภูมิภาคทั่วไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งล้วนแต่เป็นสุดยอดตัวแทนจากจังหวัดต่าง ๆ อาทิ เบล สุธาริณี ภัทรสุปรีดิ์ (ภาคกลาง), เฟริส ศกุลพัตร์ ไชยประทุม (ภาคตะวันออก), เอิร์นรัน รัญชน์รวี นัยนิตย์ (ภาคเหนือ), โปเต้ อริสา ประเสริฐสิทธิ์ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และ นาเดีย กัณฑ์ปะภัส ยาชมภูยงทิพย์ (ภาคใต้) โดยสาวงามเหล่านี้ได้ผ่านการคัดเลือกและฝึกฝนอย่างเข้มข้น เตรียมพร้อมประชันความงาม ไหวพริบ และความสามารถรอบด้าน เพื่อคว้าตำแหน่งอันทรงเกียรติเป็น "Miss Chinese International Thailand 2025" ของประเทศ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ดร.ประสงค์ เบญจวรธรรม, มิสเตอร์หลินเหว่ย จากสภาอุตสาหกรรมไทยจีน, ผู้บริหารบางกอกเวิลด์, ดร.พัชราภา ภักดีรัตน์ ผู้จัดการกองประกวด MCIT2025, คุณบงกช ศรีมังคละ ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ MVTV, คุณเกตน์ศิรนี บุญมา เจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ NINE STAR DIAMONDS, .คุณธีระ ทรงจิตร เจ้าของโรงงานปั๊มพระธีระทรงจิตร,  อาจารย์ต้น ตรีศูล 🇨🇳🇹🇭

.     🌟บรรยากาศการเปิดตัวสาวงามผู้เข้ารอบจากทั้ง 5 ภาค ณ บางกอกเวิลด์ สยามอะเมซิ่งพาร์ค เป็นไปอย่างคึกคักและสร้างสีสันอย่างมาก ด้วยการต้อนรับจากแฟนนางงามและกองเชียร์ที่มาร่วมให้กำลังใจอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและความสนใจที่ประชาชนมีต่อเวทีนี้ โดยมีแขกผู้มีเกียรติและผู้สนับสนุนรางวัลจากหลากหลายภาคส่วนร่วมเป็นสักขีพยานความสำเร็จครั้งนี้ 

... #ไก่ ปิฏษฏา ได้ตอบคำถามถึงเวทีหมวยอีกเวทีหนึ่งที่จัดวันเวลาแถลงข่าวชนกับงานรวมถึงวัตถุประสงค์ที่เหมือนกันแต่แตกต่างแค่ชื่อซึ่งกำลังเป็นกระแสร่วม..และได้คำตอบมาว่า..  "ทุกเวทีมีบริบทและความแตกต่างที่เป็นลิขสิทธิ์..  มิสไชนิสอินเตอร์เนชั่นแนลคือ เวทีสาวงามจากนานาชาติ ที่จัดต่อเนื่องกันมากว่า 30ปี และเป็นเวทีเดียวที่ประเทศจีนให้ความสำคัญ เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องมีความชัดเจนของการมีเชื้อสายจีนทั่วโลก รวมถึงสาวไทยเชื้อสายจีน และเป็นเวทีที่มีบริบทการอนุรักษ์เผยแพร่วัฒนธรรมจีนจากบรรพบุรุษ ให้คงอยู่กับลูกหลานในโลกปัจจุบัน.."เพราะแม้ว่าชาวจีนจะอพยพไปกี่ทวีปแต่จีนจะไม่มีคำว่าสิ้นชาติ..แต่ยังคงดำรงค์อยู่ด้วยเชื้อสาย,วัฒนธรรม,ประเพณี,อาหาร,ประวัติศาตร์ในทุกที่ทั่วโลก"

#เวทีมิสไชนิสอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์จึงเป็นเวทีสาวงามไทยที่มีเชื้อสายจีนและมีลิขสิทธิ์ชัดเจน

#เวทีมิสหมวยอื่นๆหากมีแนวคิดคล้าย  #ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ส่งเสริมการอนุรักษ์ตามบรรพบุรุษก็ถือเป็นสิ่งดีในการสร้างงาน #แต่ควรให้เกียรติด้วยมารยาทและพึงระวังถึงกฏหมายลิขสิทธิ์ของประเทศ #เพราะการจัดงานประกวดเป็นการทำงานร่วมกับเยาวชนสังคมสาธารณจึงควรเป็นแบบอย่างที่ดีและมีมารยาทในสังคมไทย

#อย่าก๊อปสติปัญญาผู้อื่นแล้วจัดชนอวดอ้างอย่างภาคภูมิใจ

🌟การแข่งขันในรอบตัดสินที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ นับเป็นไฮไลต์ที่ทุกคนรอคอย ผู้ที่ได้รับมงกุฎอันทรงเกียรติ จะได้เป็นตัวแทนสาวไทยไปประกวดในเวที "MISS CHINESE INTERNATIONAL 2025" ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศชาติ MVTV ขอเชิญชวนแฟนนางงามทั่วประเทศร่วมลุ้นและส่งแรงเชียร์ให้สาวงามที่คุณชื่นชอบไปพร้อมกันได้

.     🌟คุณผู้ชมสามารถติดตามข่าวสารการประกวดได้ที่เพจ Facebook Miss Chinese International Thailand

.     👑ใครจะได้ครองมงกุฎ และก้าวสู่เวทีระดับโลก! ร่วมเป็นกำลังใจให้สาวงามไทยเชื้อสายจีนคนต่อไปกับ

Miss Chinese International Thailand 2025 ในเดือนสิงหาคม 2568

.     📣โดยมีถ่ายทอดสดได้ที่ช่อง MVTV กดเลข 75 และไลฟ์สดทาง YouTube: TVB Thailand และ Facebook: Miss Chinese International Thailand 

#MCOTHD #MVTV #TVBI #MissChineseInternationalThailand2025 #MCIT2025 #ตัวแทนภาคเหนือ #ตัวแทนภาคอีสาน #ตัวแทนภาคกลาง #ตัวแทนภาคตะวันออก #ตัวแทนภาคใต้ #นางงาม #เชื้อสายจีน #MissPageant2025 #มิสไชนีสอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์2025 #ประกวดนางงาม #SemiPressRelease #SiamAmazingPark

กรมพัฒน์ฯ–ซัมซุง จับมือยกระดับช่างแอร์–มือถือ เสริมทักษะแรงงานไทยสู่ยุคดิจิทัล

 กรมพัฒน์ฯ–ซัมซุง จับมือยกระดับช่างแอร์–มือถือ เสริมทักษะแรงงานไทยสู่ยุคดิจิทัล

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ร่วมกันพัฒนาแรงงานช่างเครื่องปรับอากาศ ช่างติดตั้งและซ่อมบำรุง เร่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ทันยุคดิจิทัล เปิดหลักสูตรอบรมช่างเทคนิคเมืองกรุง พร้อมทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน หวังสร้างแรงงานคุณภาพรองรับความต้องการสูงของตลาด  

นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ได้ร่วมกันพัฒนาแรงงานช่างเครื่องปรับอากาศให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะฝีมือสูงขึ้น มีมาตรฐานฝีมือแรงงาน สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความต้องการของตลาดแรงงาน ประกอบกับ ประเทศไทยมีอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี อาคารสำนักงาน หอพัก คอนโดมิเนียม และบ้านเรือนในเขตเมืองส่วนใหญ่จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จึงทำให้ตลาดแรงงานมีความต้องการช่างติดตั้งและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศเป็นจำนวนมาก ทุกภาคส่วนจึงร่วมกันเตรียมความพร้อมในการพัฒนาแรงงานไทย ให้มีทักษะฝีมือที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และให้เพียงพอตามความต้องการของตลาดแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ได้ทำความร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน ที่ผ่านมาได้จัดฝึกอบรม และทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน หลักสูตร การติดตั้งและซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระยะเวลาการฝึก 18 ชั่วโมง จำนวน 128 คน จัดฝึกอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงโทรศัพท์เคลื่อนที่ซัมซุง ระยะเวลาการฝึก 18 ชั่วโมง จำนวน 186 คน และจัดฝึกอบรมหลักสูตรการติดตั้งและซ่อมบำรุงรักษาจอแสดงผล เพื่อประชาสัมพันธ์ให้แก่ช่างของศูนย์บริการ จำนวน 25 คน และบุคลากรฝึกของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน จำนวน 5 คน รวมจำนวน 30 คน 




นายเดชา กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด จะร่วมกัน 1) จัดฝึกอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงโทรศัพท์เคลื่อนที่ซัมซุง ระยะเวลาการฝึก 18 ชั่วโมง ให้แก่ช่างของร้านค้าตัวแทนจำหน่าย จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 40 คน โดยรุ่นที่ 1 ได้ฝึกอบรมเสร็จสิ้นแล้ว และรุ่นที่ 2 ในระหว่างวันที่ 24–26 กันยายน 2568 2) จัดฝึกอบรมหลักสูตรการติดตั้งและซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ ในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระยะเวลาการฝึก 18 ชั่วโมง ให้แก่ช่างตัวแทนจำหน่ายของบริษัทจำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 15 คน รวมทั้งสิ้น 30 คน ได้แก่ รุ่นที่ 1 ในระหว่างวันที่ 14–16 กรกฎาคม 2568 และรุ่นที่ 2 ในระหว่างวันที่ 1–3 กันยายน 2568 ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร รวมทั้งดำเนินการจัดทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 1 ให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม และเข้ารับการประเมินรับรองความรู้ความสามารถ และ 3) จัดฝึกอบรมหลักสูตรการติดตั้งและซ่อมบำรุงรักษาจอแสดงผลเพื่อประชาสัมพันธ์ ระยะเวลาการฝึก 12 ชั่วโมง ให้แก่ช่างตัวแทนจำหน่ายของบริษัท จำนวน 15 คน ในระหว่างวันที่ 18–19 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์บริการซัมซุงสาขาสำเพ็ง 2 กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ได้มอบชุดเครื่องมือและเครื่องปรับอากาศซัมซุง เพื่อนำไปใช้จัดฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 1 และระดับ 2 เป็นเครื่องปรับอากาศ จำนวน 38 เครื่อง ชุดเครื่องมือเครื่องปรับอากาศ 31 ชุด มูลค่า 1,531,173 บาท (หนึ่งล้านห้าแสนสามหมื่นหนี่งพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามบาทถ้วน) อีกด้วย


จากที่กล่าวมาข้างต้น ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในครั้งนี้ จะส่งผลดีทั้งตัวของพนักงานเอง รวมไปถึงนายจ้างที่จะมีลูกจ้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้รับบริการมีความพึงพอใจและเชื่อมั่นในการบริการ ทั้งนี้หากสถานประกอบกิจการใดที่สนใจทำความร่วมมือพัฒนาฝีมือแรงงานกับกรม สามารถติดต่อกองแผนงานและสารสนเทศ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 0 2247 9420 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 ได้อีกทางหนึ่ง” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวในตอนท้าย


กรมวิทย์ฯ บริการ ร่วมโชว์นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมยกระดับคุณภาพชีวิต ในงาน คนดีรักษ์โลก

 กรมวิทย์ฯ บริการ ร่วมโชว์นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมยกระดับคุณภาพชีวิต ในงาน คนดีรักษ์โลก

        เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม “คนดีรักษ์โลก" จัดโดย คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ร่วมกับ สมาคมคาทอลิกแห่งประเทศไทย และการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยมีนางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 และ B1-2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร


         ภายในงานฯ กรมวิทย์ฯ บริการ ร่วมจัดนิทรรศการเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย 2 ผลงานสำคัญ ได้แก่ 

         “การจัดการน้ำเสียจากการแปรรูปมะพร้าวอย่างยั่งยืน  กรณีศึกษา : อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม (อัมพวาโมเดล)” ซึ่งเป็นผลงานที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพแหล่งน้ำในพื้นที่ผ่านการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย การร่างข้อกำหนดควบคุมการปล่อยน้ำทิ้ง รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคท้องถิ่น นำไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่อัมพวา และสามารถเป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่มีการแปรรูปมะพร้าวในระดับสูงต่อไป

          สำหรับ“สวัสดี​” เป็นผลงานที่พัฒนาเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิต น้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตมักถูกระบายลงสู่แหล่งน้ำโดยไม่ผ่านการบำบัดที่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เทคโนโลยีดังกล่าวใช้หลักการบำบัดเบื้องต้นทางเคมีและทางกายภาพ ซึ่งมีจุดเด่นคือ ใช้งานง่าย ต้นทุนต่ำ เหมาะกับสถานประกอบการขนาดเล็ก โดยสามารถลดปริมาณสารมลพิษ เช่น สี ค่ากรด-ด่าง (pH) รวมถึงค่า BOD และ COD ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งส่งเสริมการขอรับรอง “Green production” สนับสนุนการผลิตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการไทย เป็นต้นแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน


#คนดีรักษ์โลก #สิ่งแวดล้อม 

#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #กรมวิทย์ฯบริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #อว #อุดมศึกษา #วิจัยและนวัตกรรม

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

“NaiSnow” แบรนด์ชาชื่อดังจากจีนดึงเสน่ห์สไตล์จีนปรับโฉมร้าน​ เสริมทัพด้วยเมนูสุขภาพใหม่ ยกระดับประสบการณ์ดื่มชา

 “NaiSnow” แบรนด์ชาชื่อดังจากจีนดึงเสน่ห์สไตล์จีนปรับโฉมร้าน​ เสริมทัพด้วยเมนูสุขภาพใหม่ ยกระดับประสบการณ์ดื่มชา

    แบรนด์ชาเพื่อสุขภาพชื่อดังจากประเทศจีน “NAIXUE” หรือที่รู้จักในชื่อ “NaiSnow” ประกาศยกระดับกลยุทธ์แบรนด์ในประเทศไทย โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ร้าน NAIXUE ทุกสาขาทั่วไทยจะเริ่มเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ ทั้งโลโก้และดีไซน์ร้าน พร้อมเปิดตัวสาขาที่ 7 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนสาขาของ NaiSnow ในต่างประเทศมากที่สุด

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ “NAIXUE” ได้รีแบรนด์โดยออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยโลโก้ใหม่ของ NAIXUE ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายหิมะมงคลในยุคราชวงศ์ถัง ซึ่งผสมผสาน “เกล็ดหิมะ” เข้ากับ “ผลไม้” กลายเป็นโลโก้หลักของแบรนด์ กิ่งไม้ที่แตกแขนงและผลิบานออกผล สื่อถึงความมีชีวิตชีวาของธรรมชาติ จุดกลมเล็ก ๆ ที่วางอย่างโดดเด่นนอกกรอบ ยังช่วยให้ภาพรวมดูเบาสบาย คล่องตัวและน่าจดจำมากขึ้น สะท้อนถึงความกล้าเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมใหม่ ๆ ของ NAIXUE อย่างชัดเจน

โลโก้ภาษาอังกฤษ “NaiSnow” มีความหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ คำว่า “Nai” มาจากการอ่านพินอินชื่อแบรนด์ภาษาจีน เพื่อเน้นย้ำความเป็นจีนอย่างชัดเจน พร้อมสะท้อนคุณค่าหลัก 3 ด้านของแบรนด์ ได้แก่ “N” ย่อมาจาก Nature (ธรรมชาติ) “A” คือ Art (ศิลปะ) และ “I” คือ Imagination (จินตนาการ) ส่วนคำว่า “Snow” สื่อถึงภาพของเกล็ดหิมะในโลโก้ ที่ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์และเบาสบาย สำหรับโลโก้ใหม่ ได้รับการปรับโทนสีเขียวจากของเดิมให้ดูสดใสและเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพื่อเสริมภาพลักษณ์ที่เน้นความสดชื่นและความบ่งบอกถึงความสุขภาพที่ดี ของ NAIXUE

การเปลี่ยนโลโก้ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสะท้อนและสรุปเส้นทางการเติบโตของ “NaiSnow” ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา หากแต่ยังเป็นการประกาศอย่างมั่นใจถึงก้าวสำคัญของแบรนด์ในการเข้าสู่ตลาดระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ โดยทุกสาขาในประเทศไทยจะเริ่มปรับโฉมภาพลักษณ์ใหม่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 และ NaiSnow เตรียมเปิดสาขาใหม่ ที่ เซ็นทรัล พระราม 9 ซึ่งนับเป็นสาขาที่ 7 ในประเทศไทย

​​ทั้งนี้ ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 แบรนด์ NaiSnow จะเปิดตัว “ขวดเขียวสดชื่นประจำวัน” (Daily Green Bottle) และ “ขวดชมพูบิวตี้” (Beauty Pink Bottle) โดยอิงจากแนวคิดเรื่อง “การกินอาหารแบบสายรุ้ง” (Rainbow Diet) และ “อาหารตามลำดับขั้นโภชนาการ” (Dietary Pyramid) สร้างสรรค์การผสมผสานนวัตกรรมระหว่างผัก ผลไม้และชาใหม่ เปิดตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แตกต่างจากชานมและชาผลไม้แบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน  

ขวดเขียวเล็ก” ใช้วัตถุดิบซุปเปอร์ฟู้ดอย่าง เคล (Kale) เป็นพระเอก จับคู่กับแอปเปิ้ล เลมอน และชามะลิชนิดพิเศษ “First Snow Jasmine” ทุกขวดเต็มไปด้วยใยอาหาร วิตามินซี แคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระจากชา รสชาติสดชื่น เบาสบาย

ส่วน “ขวดชมพูเล็ก” ผสมผสานความหวานสดชื่นของฝรั่งและแตงโม พร้อมน้ำมะพร้าวหอมหวานสไตล์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครื่องดื่มนี้ได้รับการขนานนามจากผู้บริโภคชาวจีนว่าเป็น “น้ำสวยงาม” ที่สดใส สดชื่น

ทั้งสองผลิตภัณฑ์ยึดหลัก “ไม่เติมน้ำตาล” โดยความหวานที่ได้รับมาจากผักและผลไม้แท้ตามธรรมชาติเท่านั้น NaiSnow ยกระดับเครื่องดื่มชาให้เป็นมากกว่าของว่างทั่วไป ผสานความอร่อยเข้ากับคุณค่าด้านสุขภาพ มอบประสบการณ์ที่ดีทั้งต่อร่างกายและรสชาติ

ตามที่ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจต่างประเทศของ NaiSnow เปิดเผย การรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตลาดในประเทศไทยเท่านั้น ในระยะสามเดือนข้างหน้าจะมุ่งเน้นการเปิดตัวเครื่องดื่มสุขภาพใหม่ พร้อมจัดกิจกรรมการตลาดในช่วงเทศกาลในวันสำคัญต่างๆ เช่น วันแม่และช่วงเปิดเทอม นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ Super Fruit แบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ และซีรีส์โยเกิร์ตปั่น (Smoothie) ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แผนการนี้จะช่วยเสริมสร้างการรับรู้และขยายอิทธิพลของแบรนด์ NAIXUE ในตลาดไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในวันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติของไทย NaiSnow จะกลับมาเน้นโปรโมตผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในซีรีส์ Super Series รวมถึงเมนูขายดีอย่าง Cheese Cream Grape Jin Mu Dan Tea และ Cheese Cream Triple Berry Jasmine Tea โดยจะใช้บรรยากาศของวันแม่ในการกระตุ้นยอดขาย พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างความผูกพันและมอบสิทธิพิเศษให้กับคุณแม่ทุกท่านในวันแม่ อีกทั้งยังช่วยเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคชาวไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ซีรีส์โยเกิร์ตปั่นรุ่นแรกของ NaiSnow จะเปิดตัวสู่ตลาดไทยเป็นครั้งแรกในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ต้อนรับช่วงเปิดเทอม ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “Super Avocado” ที่เน้นแนวคิด “สุขภาพดี พลังงานสูงอิ่มท้องแต่ไม่หนักท้อง” ผลิตภัณฑ์นี้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาอาหารทดแทนมื้อหลัก (Meal Replacement) ช่วยขยายฐานผู้บริโภคในกลุ่มเครื่องดื่มสุขภาพและอาหารทางเลือกที่ครบคุณค่า และเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำตลาดชาโลกของ NAIXUE ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น


ในอนาคต NaiSnow จะยังคงยึดมั่นในคุณภาพของเครื่องดื่มชาเป็นหัวใจหลัก พร้อมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นและรูปแบบการบริโภคที่หลากหลาย ขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบค่านิยมหลักของแบรนด์ “ธรรมชาติ ศิลปะ และจินตนาการ” สู่ตลาดไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ ต.แม่เปา มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงราย

 รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ ต.แม่เปา มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงราย 

วันที่ 1 ก.ค. 68 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยนายภัครธร เทียนไชย รองเลขาธิการพรรค และผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานพรรค 77 จังหวัด และตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย เพื่อนำสิ่งของอุปโภคบริโภค อาทิ น้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมจำนวน 1,000 ชุด มอบให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมบ้านเรือน โดยมีนายอุดม จันทร์ต๊ะวงศ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงรายและอดีตกำนันตำบลแม่เปา ร่วมให้การต้อนรับ ณ หอประชุมบ้านสบเปาใหม่ ม.14 ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย

โดยสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ตำบลแม่เปา ขณะนี้ระดับน้ำที่เคยท่วมได้ลดลงหมดแล้ว แต่ยังคงมีความเสียหายหลงเหลืออยู่หลายจุด โดยเฉพาะดินโคลนที่ไหลมากับกระแสน้ำได้ทิ้งร่องรอยไว้ในบ้านเรือน ถนน และพื้นที่เกษตร ทำให้ขณะนี้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการฟื้นฟู ทำความสะอาดและกู้คืนความเป็นปกติในชุมชน


นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ กล่าวว่า เมื่อทราบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ได้เร่งประสานงานกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพื่อจัดเตรียมถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นเร่งด่วนมาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยย้ำว่า พรรคฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมประสานทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

ในการนี้ นายสุรเดช รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พปชร. ยังได้กล่าวถึงกรณีประเด็นร้อนล่าสุดในวันนี้ ซึ่งก็คือกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หลังมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ สว. ที่กล่าวหาผู้นำรัฐบาลฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีปรากฏ "คลิปเสียง" สนทนากับผู้นำกัมพูชา โดยกล่าวว่า ในกรณีนายกรัฐมนตรีโดนคำสั่งศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตามกระบวนการปฏิบัติก็คือต้องให้พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลได้ทำหน้าที่ต่อ โดยการแต่ตั้งรองนายกรัฐมนตรีคนไดคนหนึ่งมาทำหน้าที่รักษาการณ์แทน แต่ในกระบวนการหลังจากนี้ตนก็ไม่ทราบแล้วว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน คิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลก็คงเดินหน้าต่อ แต่สำหรับพรรคพลังประชารัฐมีมติแน่ชัดอยู่แล้วว่าเราไม่เอาคาสิโน และอีกอย่างคือเราไม่แก้รัฐธรรมนูญ ม.112 หากรัฐบาลจะเดินหน้าในเรื่องหนึ่งเรื่องไดจากที่กล่าวไป ทางพรรคพลังประชารัฐก็คงไม่ร่วมรัฐบาลอีกต่อไป และหากในอนาคตกระบวนการมันเดินหน้าไปจนถึงขั้นตอน "ยุบสภา" หรือก็คือการล้างไพ่เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ทางพรรคพลังประชารัฐซึ่งมีทีมงานลงพื้นที่ทำงานอยู่แทบทุกจังหวัด ก็พร้อมลงสู่สนามเลือกตั้งในทันที 

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทาง พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค เคยเปรยว่าอยากได้ที่นั่งในสภาประมาณ 60 ที่นั่ง แต่หากถามความเห็นตน หรือแม้แต่ท่านภัครธร รองเลขาธิการพรรค เราก็อยากจะได้สักประมาณ 100 ที่นั่งขึ้นไป เพื่อจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคพลังประชารัฐในปัจจุบันก็มีนโยบายที่น่าสนใจหลายอย่าง พรรคพลังพระชารัฐภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เรามีความจริงจัง จริงใจ ในการช่วยเหลือประชาชน

สพพ. ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

  สพพ. ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว


นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568

"รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่อมวลชน ในการประชุมใหญ่ สภท.

  "รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่...