วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568

“สุชาติ” ชี้แจง 4 มาตรการ ช่วยเหลือมันฯ ได้ผล , ย้ำ พาณิชย์เดินหน้าลุยตลาดส่งออกมัน เกษตรกรมั่นใจราคาดีขึ้น

 “สุชาติ” ชี้แจง 4 มาตรการ ช่วยเหลือมันฯ ได้ผล , ย้ำ พาณิชย์เดินหน้าลุยตลาดส่งออกมัน เกษตรกรมั่นใจราคาดีขึ้น

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ผมได้รับมอบหมายจากท่านพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้มาตอบกระทู้ ซึ่งเป็นกระทู้ถามด้วยวาจาของท่าน ส.ส บุญแก้ว  สมวงศ์ (สส. ยโสธร เขต 2​พรรคเพื่อไทย) เกี่ยวกับประเด็นมันสำปะหลัง 

ซึ่งผมได้เรียนชี้แจงว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ มีมาตรการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ปัญหาราคามันสำปะหลัง ด้วยเหตุเนื่องจากปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งออกมากในช่วงเดือน มกราคม - มีนาคม 2568 ประกอบกับการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในปี 2567 ลดลงเหลือเพียง 6.46 ล้านตัน


กระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอ ครม.เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 67/68 จำนวน 4 โครงการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 368.90 ล้านบาท (ซึ่ง ครม. ได้มีมติเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567)เพื่อดึงอุปทานในช่วงออกสู่ตลาดมาก สร้างมูลค่าเพิ่มและลดต้นทุนการผลิต ดังนี้

1. ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง วงเงิน 300 ล้านบาท เป้าหมาย 6 ล้านตันหัวมันสด โดยจะชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ 4% ต่อปี

ตามระยะเวลาที่เก็บสต็อก 60 -180 วัน ระยะเวลาเก็บสต็อก 1 ม.ค. – 30 พ.ย. 68

ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 พ.ค. 68 ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 98 ราย ใน 36 จังหวัดทั่วประเทศ

2. ชดเชยดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกร รวบรวมมันสำปะหลัง วงเงิน 17.50 ล้านบาท เป้าหมาย 2 แสนตัน ธ.ก.ส. ให้สินเชื่อรับซื้อมันสำปะหลังในอัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี (สถาบันเกษตรกร 1% รัฐบาลชดเชยให้ ธ.ก.ส. 3.50%) เริ่มจ่ายสินเชื่อ ตั้งแต่ 17 ธ.ค. 67- 31 พ.ค. 68

3. สนับสนุนการแปรรูปหัวมันสำปะหลังเป็นมันเส้น วงเงิน 10 ล้านบาท โดยสนับสนุนเครื่องสับมันขนาดเล็ก เป้าหมาย 650 เครื่อง เครื่องละไม่เกิน 15,000 บาท

ให้กลุ่มเกษตรกรนำไปแปรรูปเป็นมันเส้นได้ด้วยตนเอง และจำหน่ายแก่ผู้ซื้อโดยตรง

เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากหัวมันสดเป็นมันเส้นทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น (หัวมันสด

ราคา 2 บาทต่อกิโลกรัม. มันเส้น 5.50 บาทต่อกิโลกรัม)

4. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 67/68 วงเงิน 41.40 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรนำไปใช้เป็นเงินทุนในการพัฒนา

การผลิตของเกษตรกรโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น ระบบน้ำหยด วงเงินรายละไม่เกิน 230,000 บาท เป้าหมาย 3,000 ราย ธ.ก.ส. คิดดอกเบี้ย MRR (6.975%) รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี


นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินการ 

ขยายตลาดส่งออกโดยในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้มีการลงนามการลงนามสัญญาซื้อขาย (Purchasing Order) และบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าของประเทศจีนแล้วรวมทั้งสิ้น 980,000 ตัน (คิดเป็นหัวมันสด 3.96 ล้านตัน) มูลค่ารวม 8,083 ล้านบาท


ในส่วนของการเพิ่มการใช้ภายในประเทศ กรมการค้าภายในเจรจาร่วมกับหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผลักดันให้ภาคปศุสัตว์และผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้มันเส้นในการเลี้ยงสัตว์และสูตรอาหารสัตว์มากขึ้น โดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศแทนการนำเข้าที่ขณะนี้ราคา

อยู่ในระดับที่สามารถปรับเพิ่มสูตรผสมมันสำปะหลังเข้าไปได้ โดยตั้งเป้ารับซื้อ 1 ล้านตันคิดเป็น 2.5 ล้านตันหัวมันสด ขณะนี้พบว่า ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ ได้มีการใช้มันเส้นมาผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค.2567 ถึง 15% และจะเพิ่มขึ้นอีก 15% ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 นี้  จากผู้ผลิตมันเส้นสะอาดกว่า 40 รายทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของสมาคมผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังเพิ่มช่องทางการตลาดโดยเปิดจุดรับซื้อเพิ่ม

เพื่อกระตุ้นการรับซื้อในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขายผลผลิตในราคาต่ำกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากผลผลิตออกกระจุกตัวและผู้ประกอบการมีไม่เพียงพอรองรับผลผลิต ได้ดำเนินโครงการเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าพืชไร่ โดยการดึงผู้ผลิตจากนอกพื้นที่เข้ามารับซื้อ สนับสนุนค่าบริหารจัดการในอัตราไม่เกินตันละ 500 บาท ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าไปรับซื้อที่เป้าหมายรวมทั่วประเทศ 2 แสนตันโดยเกษตรกรในพื้นที่จะได้รับราคานำตลาดส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2568

การดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 ถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการเปิดจุดรับซื้อในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญแต่มีผู้ประกอบการโรงงานผู้ผลิตรับซื้อน้อยราย จึงได้ประสานผู้ประกอบการจากจังหวัดนครราชสีมา และชัยภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมันเส้นและแป้งมันที่สำคัญ เข้าไปช่วยเปิดจุดรับซื้อจำนวน 8 จุดในพื้นที่ 4 อำเภอ (ไทรโยค 4 จุด อำเภอเมือง 2 จุด บ่อพลอย 1 จุด ด่านมะขามเตี้ย 1 จุด)

ในจังหวัดกาญจนบุรี เกษตรกรมาขายผลผลิตแล้ว 150 ราย ผลผลิต 800 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานการเปิดจุดเพิ่มเติมในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และกำแพงเพชร


ผลจากการดำเนินการปรากฎว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าขายนอกโครงการ ที่เชื้อแป้ง 25% ในราคา 2 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาตลาดทั่วไปอยู่ที่ราคา 1.60-1.70 บาทต่อกิโลกรัม

“จากการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์  ทั้งการผลักดันส่งออก เพิ่มการใช้ภายในประเทศและเพิ่มการแข่งขันรับซื้อในพื้นที่ที่มีปัญหาทางด้านราคาส่งผลให้ราคาหัวมันสดที่เกษตรกรจำหน่ายได้ไม่ลดต่ำลงไป โดยราคามันเส้นเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ณ วันที่ 28 มกราคม 2568 ราคา 5.50-5.95 บาทต่อกิโลกรัม สูงขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ที่ 5.40-5.60 บาทต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 4%)ซึ่งจะส่งผลต่อราคาหัวมันสดที่เกษตรกรจำหน่ายได้มีแนวโน้มที่จะขยับสูงขึ้นในอนาคต และสุดท้ายต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกที่มีความห่วงใยปัญหาของประชาชน” นายสุชาติ กล่าว

“มนพร” สั่งการวิทยุการบินฯ ลุยหนุนบินลดฝุ่น ขยายพื้นที่บินเข้ากรุงเทพชั้นใน เพิ่มบินกลางคืน เร่งแก้ปัญหาฝุ่น

 “มนพร” สั่งการวิทยุการบินฯ ลุยหนุนบินลดฝุ่น ขยายพื้นที่บินเข้ากรุงเทพชั้นใน เพิ่มบินกลางคืน เร่งแก้ปัญหาฝุ่น

 


นางมนพร  เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้ ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จึงได้มอบหมายให้ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) สนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำการบินโปรยน้ำเย็นหรือน้ำแข็งแห้ง   ลดอุณหภูมิ เพื่อทำการเจาะช่องชั้นบรรยากาศที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่น PM 2.5 ให้ฝุ่นถูกระบายออกไป และได้รับรายงานจาก บวท. ว่า ความเข้มข้นของฝุ่นลดลง และ บวท. ยังคงสนับสนุนภารกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และได้ขยายพื้นที่  ทำการบินเข้ายังกรุงเทพชั้นใน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น เช่น สาทร สีลม เยาวราช รวมทั้ง พระราม 2 สมุทรสาคร และ สมุทรสงคราม อีกทั้งกรมฝนหลวงฯ จะขยายช่วงเวลาทำการบิน จากเดิมทำการบินวันละ 2 รอบ ในช่วงเช้าและบ่าย โดยจะเพิ่มช่วงกลางคืน จึงกำชับให้ บวท. สนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อเร่งแก้ปัญหาฝุ่น

 


นายณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท. พร้อมอำนวยความสะดวกให้ภารกิจบินลดฝุ่นนี้อย่างเต็มที่ทุกขั้นตอน ซึ่งในกรณีที่กรมฝนหลวงฯ ได้ขยายพื้นที่ทำการบินเข้ามาในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน    บวท. ได้ดำเนินการบริหารการใช้ห้วงอากาศให้ไม่กระทบกับการให้บริการจราจรทางอากาศตามปกติ และในกรณีที่จะขยายช่วงเวลาทำการบินในช่วงกลางคืนนั้น บวท. พร้อมให้การสนับสนุน และได้เตรียมแนวทางการบริหารจราจรทางอากาศและการใช้ห้วงอากาศที่เหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมา บวท. กับกรมฝนหลวงฯ ได้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการรายงานผลการปฏิบัติการบินและสภาพอากาศทุกวัน นอกจากนี้ หากได้รับการประสานงานจากกองทัพอากาศ  ขอสนับสนุนการปฏิบัติการบินลดฝุ่น บวท. พร้อมที่จะสนับสนุนอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน และมั่นใจว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ปัญหาฝุ่นทุเลาลงได้

 



ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบิน 3 แห่ง สำหรับปฏิบัติการบินในพื้นที่ภาคกลาง(กรุงเทพมหานครและปริมณฑล) ได้แก่ สนามบินค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง และ สนามบินหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 แห่ง คือ สนามบินตาก จ.ตาก โดย บวท. ให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ภารกิจของกรมฝนหลวงฯ ในการปฏิบัติการบินเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทั้งในภาคกลาง (กรุงเทพมหานครและปริมณฑล) และภาคเหนือ (เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ตาก และ แม่ฮ่องสอน) ************************************************

สื่อสารองค์กรและกิจการสังคม บวท.

โทรศัพท์ : 02285 9090 และ 061 408 4488 Line ID : pr.aerothai

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานแจ้ง! ผู้ประกอบการยื่นแบบ สท.2 ผ่าน PRB e-Service ก่อน 31 มีนาคม"

 อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานแจ้ง! ผู้ประกอบการยื่นแบบ สท.2 ผ่าน PRB e-Service ก่อน 31 มีนาคม"

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอประกาศแจ้งให้ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ผ่านระบบออนไลน์ PRB e-Service สิ้นสุดภายใน 31 มี.ค. ของทุกปี

นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการมีส่วนร่วมในการพัฒนากำลังแรงงานไม่ต่ำกว่าปีละ 4 ล้านคน โดยกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2557 ซึ่งกำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องมีการพัฒนาทักษะผ่านการจัดการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ หรือ การรับรองความรู้ความสามารถรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมด โดยสถานประกอบกิจการต้องยื่นแบบแสดงรายการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน (สท.2) และชำระเงินสมทบดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี 

นายเดชา กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการในรอบปี 2567 นี้ สถานประกอบกิจการที่ต้องยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน (สท.2) คือ สถานประกอบกิจการที่ได้ทำการยื่นรับรองหลักสูตรและดำเนินการพัฒนาทักษะให้แก่ลูกจ้างของตนเองเรียบร้อยแล้วในห้วงระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2567  โดยยื่นได้ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 31 มีนาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ PRB e – Service  ซึ่งเป็นระบบการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่สถานประกอบกิจการ ลดเวลาการเดินทาง และค่าใช้จ่ายต่างๆในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนให้สถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายบังคับตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเร่งดำเนินการยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อประโยชน์ของกิจการต่อไป 

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน ทุกจังหวัด หรือกองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน โทร 0 2246 1937 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4

134 ปี จากศาลาแยกธาตุ... สู่กรมวิทย์ฯ บริการ ก้าวสู่ยุคใหม่เดินหน้าขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพระดับชาติ พร้อมนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน

 134 ปี จากศาลาแยกธาตุ... สู่กรมวิทย์ฯ บริการ ก้าวสู่ยุคใหม่เดินหน้าขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพระดับชาติ พร้อมนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน


      กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ต้นกำเนิดของหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์หลายแห่ง มีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ มีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 134 ปีจากศาลาแยกธาตุ จนเป็นกรมวิทยาศาสตร์บริการ ในปัจจุบัน โดยเริ่มจากหน่วยงานเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า สถานปฏิบัติการวิเคราะห์แร่ ในกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา กระทรวงเกษตราธิการ เมื่อปี พ.ศ. 2434 มีภารกิจวิเคราะห์แร่สำหรับการทำเหรียญกษาปณ์ ต่อมาปรับสถานะเป็นหน่วยงานระดับกรม ในชื่อ “ศาลาแยกธาตุ” กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ในปีพ.ศ. 2466 และพัฒนามาเป็น "กรมวิทยาศาสตร์" สังกัดกระทรวงเศรษฐการ ในปี พ.ศ. 2522 และเปลี่ยนชื่อเป็น "กรมวิทยาศาสตร์บริการ" ปัจจุบันสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตามลำดับจนซึ่งครบรอบวาระ 134 ปี ในวันที่ 30 มกราคม 2568 

     นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เปิดเผยว่า กรมวิทย์ฯ บริการ ก่อตั้งมาเป็นเวลา 134 ปี เป็นหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ เป็นหน่วยงานริเริ่มพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญและขยายงานออกไปเป็นองค์กรต่าง ๆ ทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา กรมวิทย์ฯ บริการ มุ่งมั่นเดินหน้าสู่เป้าหมายในการยกระดับศักยภาพของประเทศด้วยระบบ NQI สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นส่วนสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ก้าวสำคัญในปี พ.ศ. 2567 ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อยกเลิก มาตรา 38 ที่กำหนดให้เปลี่ยนสถานภาพกรมวิทย์ฯ บริการ เป็นองค์การมหาชน และยังคงสภาพกรมวิทย์ฯ บริการ ให้เป็นส่วนราชการที่สำคัญในกระทรวง อว. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล และกระทรวง อว. ที่สามารถดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน หน่วยงานภาคประชาสังคม หน่วยงานท้องถิ่นและภาคประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 


      นพ.รุ่งเรือง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทย์ฯ บริการ ตั้งเป้าหมายนำวิทยาศาสตร์ยกระดับประเทศไทย โดยมีความสามารถในการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ของโลกภายในปี 2572 และนำวิทยาศาสตร์สู่การเพิ่มสมรรถนะการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ยกระดับโครงสร้างของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีผลงานในระนานาชาติ ได้แก่ สามารถขับเคลื่อนผลงานด้านห้องปฏิบัติการอันดับที่ 5 ของโลก มีผลงานวิจัยระดับเหรียญทองในระดับนานาชาติ อีกทั้งการนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชนด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในระดับชาติและระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่มีปัญหา เช่น น้ำอุปโภค-บริโภคไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัย เรานำเทคโนโลยีเครื่องกรองน้ำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้  มีน้ำดื่มนำใช้ที่สะอาดและปลอดภัย รวมถึงนำวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังและรับมืออุทกภัยในพื้นที่เสี่ยง ร่วมจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการ “ผู้พันวิทย์ อว.” ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง เตือนภัย ให้ความรู้ และป้องกันแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ข้อแนะนำแก่ประชาชน นอกจากนี้ ได้ประสานงานกับห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพือทำหน้าที่ “ศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม” ขยายขอบข่ายจัดตั้ง “ศูนย์บริการให้คำปรึกษา อว. อย. และ สมอ.” ร่วมให้บริการ ณ จุดเดียว สนับสนุนการตรวจสอบคุณภาพเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับชุมชน ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมในระดับพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นต้น


    กรมวิทย์ฯ บริการ ก้าวสู่ยุคใหม่กับนวัตกรรมเพื่ออนาคต เตรียมความพร้อมนำประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับภูมิภาค โดยจัดตั้ง “สถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์ไร้คนขับ” สร้างสนามทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (CAV Proving Ground) และเครื่องมือทดสอบที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ EECi วังจันทร์วัลเลย์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เป็นสนามทดสอบระบบอัตโนมัติระดับ SAE AV Level 3-5 รองรับการทดสอบผลิตภัณฑ์ เสริมความปลอดภัย และการวิจัยพัฒนาทั้งหุ่นยนต์และยานยนต์ไร้คนขับ ขณะนี้กำลังขยายการลงทุนด้านอุปกรณ์การเชื่อมต่อ 5G Private Network เพื่อการทดสอบด้าน Connectivity อย่างเต็มรูปแบบ ที่สามารถจำลองสถานการณ์ และสภาพแวดล้อมการเชื่อมต่อในทุกรูปแบบ ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการทดสอบยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติจากต่างประเทศก่อนที่จะสามารถนำรถมาทดสอบบนถนนจริงของประเทศไทย รวมไปถึงการศึกษา วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติขั้นสูงในประเทศไทย และเป็นกลไกสำคัญในการลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร ด้วยระบบยานยนต์อัตโนมัติ




       ทั้งนี้ กรมวิทย์ฯ บริการ มีความมุ่งมั่นพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และยกระดับความเป็นอยู่ของสังคมไทยในทุกมิติ สร้างรากฐานในการทำงานเพื่อการนำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ ต่อยอดสู่การสร้างสรรค์สังคมที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และการดำรงชีวิตของประชาชนที่มีคุณภาพ ครอบคลุมถึงการวางรากฐานองค์ความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ชุมชนระดับท้องถิ่นไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศต่อไป



วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568

ไทยสร้างประวัติศาสตร์!!...ส่งออกกุ้งทะเลแช่แข็งผ่านรถไฟจีน-ลาว ล็อตแรกผ่านฉลุย กรมประมงเตรียมดันไทยผงาดสู่ผู้นำด้านการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำคุณภาพของตลาดจีน

 ไทยสร้างประวัติศาสตร์!!...ส่งออกกุ้งทะเลแช่แข็งผ่านรถไฟจีน-ลาว ล็อตแรกผ่านฉลุย กรมประมงเตรียมดันไทยผงาดสู่ผู้นำด้านการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำคุณภาพของตลาดจีน

          กรมประมงเผย...ประเทศไทยประสบความสำเร็จครั้งสำคัญกับการส่งออกสินค้าประมงแช่แข็งล็อตแรกของไทยผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ส่งถึงประเทศจีนอย่างราบรื่น ถือเป็นตัวเลือกช่องทางขนส่งรูปแบบใหม่สำหรับผู้ส่งออกสินค้าประมงของไทย ที่ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่า สามารถกระจายสินค้าถึงปลายทางได้สะดวกรวดเร็ว พร้อมทั้งรักษาคุณภาพของสินค้าด้วยระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) ตอบสนองต่อความต้องการสินค้าสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้นของตลาดจีน สอดรับกับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

          นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า...ได้รับรายงานจากกงสุล (ฝ่ายเกษตร) ประจําสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 ได้มีการลำเลียงสินค้ากุ้งสุกแช่แข็งจากจังหวัดสงขลา น้ำหนักรวม 24 ตัน ผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ด่านรถไฟโม่ฮาน โดยการขนส่งในครั้งนี้ใช้วิธีแบบผสมผสานระหว่างรถบรรทุกและเส้นทางรถไฟจีน-ลาว สามารถลดระยะเวลาในการขนส่งได้ถึง 14 วัน อีกทั้งระบบการขนส่งด้วยเทคโนโลยีห่วงโซ่ความเย็นตลอดเส้นทางนั้นมีศักยภาพช่วยส่งเสริมการขยายตัวเศรษฐกิจและด้านการตลาดสินค้าประมงในรูปแบบทั้งแช่เย็นและแช่แข็ง ให้เข้าถึงตลาดภายในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยยังคงรักษาคุณภาพความสดและความปลอดภัยอาหารของสินค้าประมงของไทย และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนได้มากขึ้น


          การส่งออกสินค้าประมงแช่แข็งไทยผ่านด่านรถไฟโม่ฮานในครั้งนี้ นับเป็นตัวอย่างที่ดีแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านขนส่งสินค้าระหว่างไทยและจีน ซึ่งสามารถรองรับและส่งเสริมการเปิดตลาดสินค้าสัตว์น้ำแช่เย็นและสินค้าประมงแช่แข็ง จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการรับทราบ ถึงระบบการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางรถไฟเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะอำนวยความสะดวกที่สามารถเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าไปยังเมืองและมณฑลต่าง ๆ ของจีน ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยขยายช่องทางการส่งออกให้หลากหลายยิ่งขึ้น 


          นอกจากนี้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะกำหนดให้มีการลงนามใน พิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบ กักกัน และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ ของผลิตภัณฑ์ประมงที่มาจากการเพาะเลี้ยงส่งออกมายังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งพิธีสารฯ ฉบับนี้มาจากความร่วมมือของหน่วยงานทั้งสองประเทศที่มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อการค้า และการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์ประมงชนิดใหม่ (ปลากะพงขาว) กรมประมงเล็งเห็นถึงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และข้อกำหนดของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญ โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันประเทศไทยขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำคุณภาพสู่ตลาดจีนในอนาคต

          กรมประมงยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันการส่งออกสินค้าประมงของไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าและขยายตลาดส่งออก และสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกมิติ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมประมงไทยให้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำในระดับสากลอย่างยั่งยืน...อธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้าย

สพพ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการสำหรับงานศึกษาออกแบบรายละเอียดโครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบท ระยะที่ 2

  สพพ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการสำหรับงานศึกษาออกแบบรายละเอียดโครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบท ระยะที่ 2



เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) และ H.E. Sokhom Pheakavanmony, Secretary of State กระทรวงโยธาธิการและขนส่ง (Ministry of Public Works and Transports: MPWT) ได้ร่วมลงนาม Record of Discussion ความร่วมมือทางวิชาการของ สพพ. สำหรับงานศึกษาออกแบบรายละเอียดโครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบทและถนนเชื่อมโยงไปยังถนนหมายเลข 5 ระยะที่ 2 และในโอกาสนี้ ได้ประชุมหารือร่วมกันเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานโครงการดังกล่าว รวมถึงได้ร่วมหารือถึงแนวทางการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการเพื่อศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบรายละเอียดโครงการพัฒนาถนนหมายเลข 57 ณ กระทรวงโยธาธิการและขนส่ง ราชอาณาจักรกัมพูชา

“กรมการจัดหางาน” ลุยตรวจเข้มแรงงานต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย ย่านประตูน้ำ-ห้วยขวาง-งามวงศ์วาน

 “กรมการจัดหางาน” ลุยตรวจเข้มแรงงานต่างชาติทำงานผิดกฎหมาย ย่านประตูน้ำ-ห้วยขวาง-งามวงศ์วาน


กรมการจัดหางานลงพื้นที่ตรวจสอบแรงงานต่างชาติทำผิดกฎหมายย่านประตูน้ำ ห้วยขวาง งามวงศ์วาน ย้ำชัดเจอจับดำเนินคดี ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อให้การจ้างงานต่างชาติเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่กระทบการมีงานทำของคนไทย

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน รับข้อสั่งการของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติอย่างเป็นระบบ เพื่อให้นายจ้าง สถานประกอบการมีแรงงานเพียงพอในการขับเคลื่อนกิจการ และไม่กระทบต่อการมีงานทำของคนไทย รวมทั้งแรงงานต่างชาติสามารถเข้าสู่ระบบการจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่พึงมี โดยส่งเจ้าหน้าที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างชาติ นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างชาติทั่วประเทศ โดยเฉพาะย่านธุรกิจ ที่มีสถานประกอบการจำนวนมาก ล่าสุดวันที่ 28 มกราคม 2568 ได้ร่วมกับชุดเฉพาะกิจ “ไตรเทพพิทักษ์” กระทรวงแรงงาน นำโดยนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ตรวจการทำงานของแรงงานต่างชาติบริเวณศูนย์การค้าอินทราสแควร์ ย่านประตูน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบพบแรงงานต่างชาติกระทำผิดกฎหมาย แย่งอาชีพคนไทย จำนวน 32 ราย จำแนกเป็น ชาย 14 ราย หญิง 18 ราย โดยส่วนใหญ่ทำงานขายเสื้อผ้า ขายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพญาไท เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย


ต่อมาเจ้าหน้าที่กองทะเบียนฯ ได้บูรณาการร่วมกับกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างชาติอีก 2 จุดตามที่พลเมืองดีแจ้งเบาะแส ได้แก่ ร้านเสริมสวยย่านห้วยขวาง พบแรงงานต่างชาติทำงานให้บริการสระไดร์ และตัดผมแก่ลูกค้า รวมถึงตรวจค้นอาคารพาณิชย์ในซอยงามวงศ์วาน 32 พบแรงงานต่างชาติสัญชาติเวียดนาม เพาะปลูก แปรรูป และจำหน่ายกัญชา จากการตรวจสอบพบนายจ้างคนไทยกระทำความผิด 2 ราย และแรงงานต่างชาติกระทำความผิด 7 ราย ในจำนวนนี้เป็นการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จำนวน 3 ราย อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต 2 ราย และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 2 ราย เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง และสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงขอย้ำว่า กรมการจัดหางานจะตรวจสอบและดำเนินคดีกับแรงงานต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานและลักลอบทำงานนอกเหนือสิทธิอย่างเคร่งครัด โดยใช้มาตรการลงพื้นที่สุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้าในทุกจังหวัด พร้อมกับตรวจสอบตามที่พลเมืองดีแจ้งเบาะแส



ทั้งนี้ หากพบเห็นการจ้างแรงงานต่างชาติทำงานโดยผิดกฎหมาย หรือพบแรงงานต่างชาติลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งมาที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน โทร. 0 2354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือ ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

โฮมโปร คว้ารางวัล “OUTSTANDING CFO”จากเวที “IAA Awards for Listed Companies 2026”

  โฮมโปร คว้ารางวัล “OUTSTANDING CFO”จากเวที “IAA Awards for Listed Companies 2026”   ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านบริหารการเงิน สะท้อนความเชื่อมั่...