วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาครูมวยไทยมืออาชีพ การันตีทักษะอวดสายตาชาวโลก​ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตอบรับนโยบายรมว.พิพัฒน์ เร่งปั้นครูมวยไทยมืออาชีพผ่านทดสอบฯ ยกระดับเผยแพร่วัฒนธรรมสู่สายตาชาวโลก ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาครูมวยไทยมืออาชีพ การันตีทักษะอวดสายตาชาวโลก​  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตอบรับนโยบายรมว.พิพัฒน์ เร่งปั้นครูมวยไทยมืออาชีพผ่านทดสอบฯ ยกระดับเผยแพร่วัฒนธรรมสู่สายตาชาวโลก ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ

นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม สันติชัยฟิตเนส ที่เปิดสอนศิลปะมวยไทยให้กับชาวฮ่องกง ทำให้รับทราบเกี่ยวกับข้อมูลผู้ฝึกสอนมวยไทย(ครูมวย) ด้านค่าจ้างที่ค่อนข้างสูง ที่พักและอาหารฟรี ทำงานเกิน 7 ปี มีสิทธิ์ยื่นขอพำนักถาวรในฮ่องกง และที่สำคัญหากผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานมีใบรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ยิ่งเป็นการการันตีทักษะฝีมือเป็นที่จับจองของฟิตเนสและค่ายมวยต่างๆ ที่พร้อมจ่ายค่าจ้างที่สูงกว่าทั่วไป แต่ไม่เพียงแต่ฮ่องกงยังมีอีกหลายประเทศต้องการครูมวยไทยที่มีใบรับรองเป็นจำนวนมาก เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ส่วนภายในประเทศก็มีความต้องการที่ไม่แตกต่างกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงกำชับให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เร่งผลิตครูมวยไทยให้ทันต่อความต้องการตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ และเป็นการผลักดันให้กีฬามวยไทยมีมาตรฐานมีทักษะเป็นที่ยอมรับในระดับโลกมากยิ่งขึ้น

นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ กล่าวต่อไปว่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ส่งเสริมให้ค่ายมวย สถาบันการศึกษา ภาครัฐและเอกชน เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานสาขาผู้สอนมวยไทย ระดับ 1 ได้ดำเนินการแล้วทั่วประเทศ 32 แห่ง เช่น การกีฬาแห่งประเทศไทย โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครพนม วิทยาลัยการอาชีพไชยา สามารถพยัคฆ์อรุณยิม ค่ายมวย ช. ชนะชัย มวยไทยลุมพินี และนอกจากนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังส่งผู้เชี่ยวชาญด้านมวยไทยไปดำเนินการการทดสอบฯ ยังต่างประเทศอีกด้วย ล่าสุดช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 ดำเนินการทดสอบฯ ที่เมืองไทเป ไต้หวัน และมีแผนจัดทดสอบฯ วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ที่โตเกียว ญี่ปุ่น เป็นต้น การขับเคลื่อนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานทำให้มีครูมวยไทยผ่านการทดสอบฯ แล้วจำนวน 210 คน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ จึงเชิญชวนให้ครูมวยไทยที่ยังไม่ผ่านการทดสอบฯ เข้ารับการทดสอบฯ เพื่อโอกาสในการประกอบอาชีพ ค่าจ้างที่สูงมากขึ้น ติดต่อสอบถามได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ โทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1560 กด 4 หรือส่งข้อความสอบถามที่เพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.facebook.com/dsdgothai








กีฬามวยไทยกำลังถูกจับตาจากทั่วโลก รัฐบาลต้องการ
ผลักดันให้เป็นกีฬาที่มีมาตรฐานมีทักษะมากยิ่งขึ้น พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมมวยไทยไปสู่สายตาชาวโลก ดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศจำนวนมหาศาล โดยครูมวยไทยที่ผ่านการทดสอบฯ จะเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวทิ้งท้าย

การหารือระหว่าง NEDA และผู้แทนจาก AFD ณ เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ นง

 การหารือระหว่าง NEDA และผู้แทนจาก AFD ณ เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้



เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ได้ร่วมประชุมกับ Mr. Bruno Bosle, Director, AFD Mobilization & International Partnerships ณ เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ เพื่อหารือและชี้แจงถึงบทบาทหน้าที่และเงื่อนไขต่างๆ ของ สพพ. ในด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงแสวงหาแนวทางความร่วมมือระหว่างกันต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ สพพ. ได้หารือกับผู้แทน AFD เพื่อเตรียมการเข้าศึกษาดูงาน (Study Visit) ของคณะกรรมการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงเดือนมีนาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่ AFD กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสวนนายก “อิ๊งค์” ชี้กวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยแก้ปัญหา​ เสนอรัฐบาลออกกฎหมายควบคุม พร้อมทวงสัญญาช่วงหาเสียงเลือกตั้ง?

 ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสวนนายก “อิ๊งค์” ชี้กวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าไม่ช่วยแก้ปัญหา​ เสนอรัฐบาลออกกฎหมายควบคุม พร้อมทวงสัญญาช่วงหาเสียงเลือกตั้ง? 

นายสาริษฏ์ สิทธิเสรีชน เจ้าของเพจ “มนุษย์ควัน” และตัวแทนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ให้ความเห็นกรณีนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร สั่งการให้ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมพิจารณาแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น โดยนายสาริษฏ์เห็นว่าการแบนไม่เคยได้ผล และเสนอให้รัฐบาลใช้แนวทางการควบคุมผ่านกฎหมายตามแนวทางของ กมธ.วิสามัญบุหรี่ไฟฟ้าและความเห็นที่นายก อิ๊งค์ เคยพูดไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

นโยบายแบนบุหรี่ไฟฟ้าเป็นนโยบายที่ผิดพลาดและไม่สามารถแก้ปัญหาการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนได้จริง ประเทศไทยจึงควรมีบทเรียนจากระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาว่าการแบนบุหรี่ไฟฟ้ายิ่งทำให้เกิดปัญหามากขึ้น ทั้งการเข้าถึงของเยาวชน ตลาดซื้อขายใต้ดิน การทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ที่เรียกรับผลประโยชน์จากธุรกิจสีเทาที่จำหน่ายและลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าตามที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ นี่คือบทพิสูจน์ว่าการแบนไม่ได้ผล และถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรคิดใหม่ ทำใหม่ หันมาใช้แนวทางการควบคุมที่มีประสิทธิภาพแทน” นายสาริษฏ์กล่าว

นายสาริษฏ์ได้อ้างอิงข้อมูลจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (US FDA) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกันยายน 2567 โดยระบุถึงผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้ยาสูบในเยาวชนแห่งชาติสหรัฐฯ (NYTS) พบว่า อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนลดลงจาก 2.13 ล้านคน (7.7%) ในปี 2566 เหลือ 1.63 ล้านคน (5.9%) ในปี 2567 โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่ลดลงจาก 1.56 ล้านคน เหลือ 1.21 ล้านคน ซึ่งเป็นผลจากการควบคุมและออกกฎหมายที่เหมาะสม

ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นว่า หากรัฐบาลจริงจังกับการปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า ควรออกกฎหมายควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นตลาดมืดที่ไร้การกำกับดูแล ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจสร้างปัญหามากกว่าเดิม เห็นได้จากข่าวสั่งปราบปรามซึ่งมีทุกรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยปราบปรามได้จริง” นายสาริษฏ์กล่าว

นายสาริษฏ์ยังกล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลเพื่อไทยที่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล เช่น การแก้ไขพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะยกเลิกเวลาห้ามขาย การผลักดันให้คาสิโนถูกกฎหมาย หรือการนำเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาบนดิน เพื่อให้ควบคุมกำกับดูแลได้ง่ายขึ้น

เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้งในปี 2562 นายกฯ แพทองธารและอดีตนายกฯ เศรษฐา ก็มีจุดยืนสนับสนุนให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย อยากให้รัฐบาลกลับมาทบทวนจุดยืนของตัวเอง และพิจารณาแนวทางที่สามารถแก้ปัญหาได้จริงมากกว่าสั่งการตามกระแสข่าวในสังคม ซึ่งขณะนี้ กมธ. วิสามัญบุหรี่ไฟฟ้าได้จัดทำรายงานเรียบร้อยแล้วรอเสนอต่อสภาฯ ซึ่งกมธ. เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับการให้แบนบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป เพราะเชื่อว่าการห้ามที่ผ่านมา 10 ปี ไม่ได้ผล


นอกจากนี้ นายสาริษฏ์ได้ระบุถึงว่าประเทศไทยมักจะอ้างการดำเนินการตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่บอกว่าประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอย่างเรา ควรจะแบนบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป ซึ่งเป็นการดูถูกคนไทยทั้งประเทศ มาตรการของ WHO ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ จะเห็นได้ว่ากว่า 80 ประเทศทั่วโลกที่เป็นสมาชิกของ WHO ก็ไม่ได้แบนบุหรี่ไฟฟ้า WHO นั้นมีปัญหาความโปร่งใสในการทำงาน ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนบางกลุ่ม ขาดการมีส่วนร่วม สมควรต้องปฎิรูปขนานใหญ่ หากไทยยังเดินตาม WHO ต่อไป ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าก็ยังถูกปล่อยให้ระบาดผ่านตลาดมืดโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในระดับนานาชาติ

ที่ผ่านมาไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูบบุหรี่เกือบ 10 ล้านคนอย่างพวกเราที่เพียงแค่ต้องการหาผลิตภัณฑ์มาทดแทนการสูบบุหรี่ ทำให้นโยบายควบคุมยาสูบของประเทศไทยสุดโต่ง อนุรักษ์นิยมและอคติกับผู้สูบบุหรี่ ปิดกั้นทางเลือกของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากครั้งนี้ รัฐบาลจะยังคงใช้ยึดแนวทางการแบนเช่นเดิม รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับคำถามจากประชาคมโลกว่าเหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่สามารถแก้ปัญหาตลาดมืดได้ รวมถึงไม่สามารถลดปัญหาการสูบบุหรี่ของประเทศได้ทั้งๆ ที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของ WHO มาโดยตลอด จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยทบทวนนโยบายและหาทางออกที่ยั่งยืนกว่าการสั่งการปราบปรามไปวันๆ 

สพพ. เข้าร่วมเป็น Keynote Speaker หัวข้อ “Innovative Technical Assistance: Driving Impact Through Global Cooperation” ในห้วงการประชุม Finance in Common (FiCS2025

 สพพ. เข้าร่วมเป็น Keynote Speaker หัวข้อ “Innovative Technical Assistance: Driving Impact Through Global Cooperation” ในห้วงการประชุม Finance in Common (FiCS2025)

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ได้รับเกียรติเป็น Keynote Speaker ในการประชุมกลุ่มย่อยหัวข้อ "Innovative Technical Assistance: Driving Impact Through Global Cooperation" ภายใต้เวที Finance in Common Summit 2025 (FiCS2025)

ผู้อำนวยการ สพพ. ได้เน้นย้ำบนเวทีถึงความสำคัญของความร่วมมือทางวิชาการ (Technical Assistance – TA) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมโครงการ การเสริมสร้างขีดความสามารถ รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยผู้อำนวยการ สพพ. ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการดำเนินงานด้าน TA เช่น การขาดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานคู่พัฒนาในการให้ TA และการขาดแคลนระบบเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทั้งนี้ผู้อำนวยการได้นำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพ ด้าน TA โดยเน้นย้ำให้สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานคู่พัฒนา เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน และสร้างแนวทางการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเพื่อให้ประเทศผู้รับความช่วยเหลือรู้สึกถึงความเจ้าของโครงการและสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในขณะเดียวกันต้องมีการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาระบบการให้ความร่วมมือทางวิชาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสนับสนุนแนวความคิดในการริเริ่ม TA Pooled Platform ในอนาคต

การค้าชายแดนและผ่านแดนไทยเดือนมกราคม 2568 โตต่อเนื่อง +2.7% ส่งออกไปจีน +18.0% เมียนมา +13.9% ติดตามผลกระทบในเดือนหน้า

 การค้าชายแดนและผ่านแดนไทยเดือนมกราคม 2568 โตต่อเนื่อง +2.7% ส่งออกไปจีน +18.0% เมียนมา +13.9% ติดตามผลกระทบในเดือนหน้า 

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนมกราคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 145,140 ล้านบาท ขยายตัว 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 78,037 ล้านบาท (+3.8%) และการนำเข้า 67,102 ล้านบาท (+1.5%) โดยไทยได้ดุลการค้าในเดือนมกราคม 2568 ทั้งสิ้น 10,935 ล้านบาท 

การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนมกราคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 83,797 ล้านบาท (+1.7%) เป็นการส่งออก 50,528 ล้านบาท (+0.7%) การนำเข้า 33,269 ล้านบาท (+3.3%) และไทยได้ดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 17,260 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว มีมูลค่าสูงสุด 25,228 ล้านบาท รองลงมา คือ มาเลเซีย 24,256 ล้านบาท เมียนมา 18,821 ล้านบาท และกัมพูชา 15,492 ล้านบาท ซึ่งสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือนมกราคม 2568 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 4,209 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ 1,622 ล้านบาท และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่นๆ 1,323 ล้านบาท ด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนมกราคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 61,343 

ล้านบาท (+4.2%) เป็นการส่งออก 27,509 ล้านบาท (+10.2%) และการนำเข้า 33,834 ล้านบาท (-0.3%) โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 34,622 ล้านบาท (+10.6%) รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 8,775 ล้านบาท (+6.9%) และ 5,216 ล้านบาท (-8.8%) ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือนมกราคม 2568 ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 3,598 ล้านบาท ยางแท่ง TSNR 3,140 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ 2,649 ล้านบาท 

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวว่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยเริ่มต้นปี 2568 โดยยังรักษาแนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่องมาจากปี 2567 โดยเฉพาะการส่งออกผ่านแดนไปจีนที่ขยายตัวสูง +18.0% โดยสินค้าส่งออกที่ขยายตัวสูงในเดือนมกราคม 2568 ได้แก่ ยางสังเคราะห์ 2,599 ล้านบาท (+124.3%) ลำไยสด 1,977 ล้านบาท (+127.8%) ยางแท่ง TSNR 1,337 ล้านบาท (+14.4%) ในขณะที่การค้าชายแดนกับเมียนมาในเดือนมกราคม 2568 ขยายตัว +9.3% โดยการส่งออกชายแดนไปเมียนมาขยายตัว +13.9% ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่นๆ (เช่น กากถั่วเหลือง บุหรี่) 


อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามผลกระทบของการค้าชายแดนไทย – เมียนมา ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเกิดจากสถานการณ์การปราบปรามกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน โดยอาจส่งผลต่อการส่งออกสินค้าสำคัญ เช่น น้ำมันดีเซล และนำมันสำเร็จรูปอื่นๆ ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศมรแผนจะดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนภายใต้โครงการขยายการค้าการลงทุนชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ “มหกรรมการค้าชายแดน” ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อขยายโอกาสการค้าชายแดนเชื่อมโยงการค้าไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยในเบื้องต้นกำหนดจัดงานในช่วงเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารการจัดงานดังกล่าวได้ทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ ของกรมการค้าต่างประเทศ



”พาณิชย์“ ชี้แจงเงื่อนไข เงินช่วยชาวนา 1,000 /ไร่ งบ 2.8 พันล้าน เงินเหลือช่วยนาปี

  ”พาณิชย์“ ชี้แจงเงื่อนไข เงินช่วยชาวนา 1,000 /ไร่ งบ 2.8 พันล้าน เงินเหลือช่วยนาปี 

พาณิชย์” เผยเบื้องหลัง นบข. เคาะไร่ละพัน ช่วยชาวนา ใช้ งบเหลือจ่ายจากมาตรการเข้านาปี เม็ดเงิน เงิน 2.8 พันล้านบาท ไม่กระทบงบประมาณ เหตุ ปรับจากมาตรการฝากเก็บ หวั่นเกษตรกรไม่มาไถ่ถอน จะเป็นภาระรัฐบาล พร้อมเดินหน้าผลักดันปลูกพืชชนิดอื่น หรือใช้ข้าวพันธุ์ ที่กรมการข้าวรับรองและเหมาะสม ล่าสุดมีขึ้นทะเบียนแล้ว 2.3 แสนครัวเรือน 4 ล้านไร่ แจ้งเกษตรกรขึ้นทะเบียนก่อน 30 เม.ย.  


นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน ดำเนินการชี้แจงและสร้างความเข้าใจให้พี่น้องเกษตรกร โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วานนี้ (26 กุมภาพันธุ์ 2568) ได้มีนำเสนอมาตรการดูแลราคาข้าวเปลือกเจ้านาปรัง ปีการผลิต 2568 หลายมาตรการ ทั้งมาตรการที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุ นบข.ด้านการตลาด อนุ นบข.ด้านการผลิต และข้อเสนอของเกษตรกร แต่สุดท้ายเลือกมาตรการ ที่ช่วยเหลือชาวนาโดยตรงและจะไม่เป็นภาระแก่รัฐบาลภายหลัง คือ การจ่ายเงินชดเชยเกษตรกรโดยตรงไร่ละ 1,000 บาท คนละไม่เกิน 10 ไร่ วงเงินงบประมาณ 2,867.23 ล้านบาท เพราะเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันที และไม่กระทบการใช้งบประมาณ เพราะมีวงเงินจากมาตรการข้าวนาปี 4.7 หมื่นล้าน เหลือประมาณ 3-4 พันล้านบาท ที่จะต้องส่งคืน และขอนำกลับมาใช้ได้ 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณางบประมาณในการดูแลสินค้าเกษตร พบว่า ปี 2562-65 มีการใช้งบประมาณสูงถึงปีละ 1.07 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหาร ปี 2566-67 ได้ปรับลดงบประมาณดูแล เหลือใช้เพียง 6.5 หมื่นล้านบาท และมีมติ ครม. และ นบข. ที่กำหนดว่า การจัดทำมาตรการ โครงการเพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ให้หลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร แต่การปรับลด ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน 

“การให้ความช่วยเหลือไร่ละพันในครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำ ทั้งที่ปกติ ไม่เคยช่วยเหลือข้าวนาปรัง แต่เมื่อปลูกแล้ว ก็ต้องดูแล โดยในการดูแลครั้งนี้ มีเงื่อนไขชัดเจนว่าเกษตรกร จะต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิต ซึ่ง นบข. ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมากำกับดูแล มี สภาพัฒน์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกระทรวงมหาดไทย ภาคเอกชน ตัวแทนชาวนา และกระทรวงพาณิชย์ร่วมกันดูแล จะผลักดันให้ไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่เหมาะสม หรือถ้ายังอยากจะปลูกข้าว ก็ต้องใช้พันธุ์ข้าวที่ดี มีผลผลิตต่อไร่สูง และเป็นที่ต้องการของตลาด”นายวิทยากรกล่าว

สำหรับขั้นตอนการจ่ายเงินให้กับเกษตรกร จะจ่ายให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกข้าวนาปรังโดยตรง โดยที่กำหนดวงเงิน เบื้องต้น ไว้ 2.8 พันล้าน เพราะปี 2567 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนปลูกข้าวนาปรัง 3.2 แสนครัวเรือน ประมาณ 5.5 ล้านไร่ และปี 2568 มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 2.3 แสนครัวเรือน ประมาณ 4 ล้านไร่ โดยเกษตรกรยังสามารถขึ้นทะเบียนได้จนถึงวันที่ 30 เม.ย.2568 จากนั้น จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ 

อย่างไรก็ตาม มาตรการอื่นๆ กรมยังจะดำเนินการช่วยผลักดันราคาข้าวเปลือกให้กับเกษตรกรต่อไป โดยการนำโรงสี ผู้ประกอบการเข้าไปเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในจังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะปลูก และยังจะร่วมมือกับสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุง ในการเข้าไปรับซื้อข้าวจากเกษตรกร เพื่อนำมาผลิตข้าวถุง เป้าหมาย 5 แสนตันข้าวเปลือก จากนั้นจะร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น จัดโปรโมชันลดราคาข้าวถุง เพื่อกระตุ้นการบริโภค เพื่อดูดซับผลผลิตในช่วงฤดูกาลออกมาให้มากที่สุด“ นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย


กรมวิทย์ฯ บริการ กระทรวง อว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาคลัสเตอร์ เชิงพื้นที่แบบทั่วถึงและยั่งยืน

 กรมวิทย์ฯ บริการ กระทรวง อว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาคลัสเตอร์ เชิงพื้นที่แบบทั่วถึงและยั่งยืน

       เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ”การพัฒนาระดับพื้นที่สู่สังคมและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน" ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการหลักสูตร "ยุทธศาสตร์การพัฒนาคลัสเตอร์แบบทั่วถึงเพื่อความเป็นเลิศในระดับพื้นที่" (AREAS STRATEGIC DEVELOPMENT OF INCLUSIVE CLUSTERSEXCELLENCE) โดยมีคณะผู้บริหารและนักวิชาการกรมวิทย์ฯ บริการ ผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สมาชิกชมรมนักยุทธศาสตร์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และธนาคารโลก (world bank) ประเทศไทย เข้าร่วม ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ)


         นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า ตามนโยบายของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มุ่งเน้นในด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตรงความต้องการ โดยเน้นประเด็นสำคัญของประเทศ ได้แก่ Go Green, พอเพียง, ความยั่งยืน (Sustainabilty), ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality), พลังงานสะอาด, เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ สอดรับกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ (Regional Economic Development) ต้องอาศัยแนวทางที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุม ตอบสนองต่อความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน การพัฒนาคลัสเตอร์แบบทั่วถึง (Inclusive Clusters) เชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์ระหว่างภาคธุรกิจ ท้องถิ่น และ ภาคประชาสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ การพัฒนาคลัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการ คาดการณ์แนวโน้มอนาคต (Foresight Analysis) และ การวิเคราะห์ศักยภาพเชิงพื้นที่ (Area-based Analysis) เพื่อกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ กรมวิทย์ฯ บริการ จึงได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการหลักสูตร "ยุทธศาสตร์การพัฒนาคลัสเตอร์แบบทั่วถึงเพื่อความเป็นเลิศในระดับพื้นที่" ดังกล่าว โดยร่วมกัยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ 

   นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวเพิ่มเติมว่า วัตถุประสงค์หลักสูตรเพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และทักษะในการ วิเคราะห์แนวโน้มเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีผลต่อการพัฒนาคลัสเตอร์ในระดับพื้นที่ โดยบุคลากรภาครัฐและภาคเอกชนมีความรู้และทักษะด้านการพัฒนาคลัสเตอร์แบบทั่วถึง สามารถวิเคราะห์แนวโน้มอนาคต ประเมินปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ และออกแบบแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ บูรณาการองค์ความรู้ด้านอนาคตศึกษา ในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ให้ครอบคลุม และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับพื้นที่




          การสัมมนาฯ ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันแนวทาง “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่” ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของแต่ละพื้นที่ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศและระดับสากล โดยเน้น การพัฒนาคลัสเตอร์แบบทั่วถึง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

“พาณิชย์” เปิดขุมทรัพย์ใหม่สินค้าอาหารไทย! ชี้ตลาด Fresh Snacks จีน​ จ่อแตะ 2 - 2.5 แสนล้านบาท รับเทรนด์ความสดใหม่–สุขภาพดี–กินสะดวก หนุนดันผู้ประกอบการเปลี่ยนวัตถุดิบไทยสู่แบรนด์มูลค่าสูง เจาะกำลังซื้อผู้บริโภคจีน

“พาณิชย์” เปิดขุมทรัพย์ใหม่สินค้าอาหารไทย! ชี้ตลาด Fresh Snacks จีน​ จ่อแตะ 2 - 2.5 แสนล้านบาท รับเทรนด์ความสดใหม่–สุขภาพดี–กินสะดวก หนุนดัน...