วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568

กรมวิทย์ฯ บริการ เสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพยางแท่ง เอสทีอาร์ (STR) ตามมาตรฐานสากล

 กรมวิทย์ฯ บริการ เสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพยางแท่ง เอสทีอาร์ (STR) ตามมาตรฐานสากล 

       




กรมวิทยาศาสตร์บริการ โดย ศูนย์ทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ สถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง (ศชน.สมต.) ได้ปฏิบัติงานตามข้อตกลงความร่วมมือกับกองการยาง กรมวิชาการเกษตร ภายใต้ “โครงการพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการของประเทศในการทดสอบคุณภาพยางแท่ง เอสทีอาร์ (STR) ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025” และตามงบประมาณโครงการผลิตวัสดุควบคุมคุณภาพด้านยางเพื่อส่งเสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์ยางในประเทศของ สกสว. ในการนี้ ศชน.สมต. นำโดย นางเยาวลักษณ์ ชินชูศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ และคณะ ได้เดินทางไปร่วมวางแผน จัดเตรียมตัวอย่าง และศึกษาการทดสอบตัวอย่างยางแท่ง ร่วมกับนางสาวปฏิมาภรณ์ สังข์น้อย ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมยางสงขลา กองการยาง กรมวิชาการเกษตร และทีมงาน สำหรับกิจกรรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการและนำไปสู่การพัฒนาเป็นวัสดุอ้างอิงด้านยางแท่ง (STR) ระหว่างวันที่ 22 - 24 เมษายน 2568 เพื่อเตรียมตัวอย่างสำหรับจัดกิจกรรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ สาขาเคมี รายการทดสอบยางแท่ง (Block rubber) จำนวน 8 รายการทดสอบ ได้แก่ (1) ปริมาณสิ่งสกปรก: Dirt (2) ปริมาณเถ้า: Ash (3) ปริมาณไนโตรเจน: Nitrogen (4) ปริมาณสิ่งระเหย: Volatile matter (5) การทดสอบความอ่อนตัว: Plasticity Original (6) ดัชนีความอ่อนตัว: Plasticity Retention Index (7) การทดสอบสี: Colour Lovibond Scale และ (8) การทดสอบความหนืด: Mooney Viscosity ณ ห้องปฏิบัติการศูนย์ควบคุมยางสงขลา และได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวอย่างยางแท่ง และแนวทางในการป้องกันปัญหาของการเตรียมตัวอย่างสำหรับการทดสอบปริมาณไนโตรเจนที่มีความไวต่อความชื้น ซึ่งการดำเนินงานในโครงการนี้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การทวนสอบความใช้ได้ของวิธีการทดสอบและการประกันคุณภาพผลการทดสอบ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านยางให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ ประเทศกัมพูชา (Cambodia) สปป.ลาว (Lao PDR) เมียนมาร์ (Myanmar) และเวียดนาม (Vietnam) และเพิ่มศักยภาพการส่งออกยางแท่งเอสทีอาร์ของประเทศไทยสู่ตลาดโลก นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยร่วมกันในการผลิตวัสดุอ้างอิง (Reference material) ด้านยางแท่งที่ประเทศไทยยังขาดแคลน ห้องปฏิบัติการต้องจัดหาซื้อจากต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น การพัฒนาและผลิตวัสดุอ้างอิงด้านยางแท่ง จึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่งออกเกี่ยวกับวัตถุดิบยาง และผลิตภัณฑ์ยางที่มีคุณภาพ รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าวัสดุอ้างอิงด้านยางได้อีกด้วย 


“กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือเอกชน ปั้นช่างเชื่อมโกอินเตอร์ รายได้ทะลุ 70,000 บาทต่อเดือน”

 “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือเอกชน ปั้นช่างเชื่อมโกอินเตอร์ รายได้ทะลุ 70,000 บาทต่อเดือน”

วันที่ 30 เมษายน 2568 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับ สมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงาน ระหว่างนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวอรัญญา สกุลโกศล ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย โดยมีนางเบญจรงค์ สุระพันธ์ กรรมการสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย นายโกเมศ ปิยะพันธุ์ ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมอาคารครัวไทย สู่ครัวโลก สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี จังหวัดชลบุรี นอกจากนี้ยังเยี่ยมชมและให้กำลังใจผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการเชื่อม FCAW 3G และ GTAW 6G (FCAW 3G and GTAW 6G WELDING) อีกด้วย









นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นพิธีลงนามว่า อุตสาหกรรมอู่ต่อเรือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างมากทั้งในด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม และความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งสถานประกอบกิจการที่ดำเนินธุรกิจด้านอู่ต่อเรือมีความต้องการแรงงานไทยที่มีทักษะฝีมือจำนวนมาก โดยเฉพาะช่างเชื่อมจะต้องมีทักษะเฉพาะที่อาศัยความประณีต ถูกต้องและแม่นยำสูง และต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงหลายด้านในการต่อเรือ จึงต้องเร่งยกระดับช่างเชื่อมไทยให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมต่อเรือ และการจ้างงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะสอดคล้องกับภารกิจของกรมในการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และพัฒนาแรงงานที่อยู่ในตลาดแรงงานให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น เดิมในปี 2567 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน  ได้บูรณาการร่วมกับบริษัท HD Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (HHI) ในการผลิตแรงงานช่างเชื่อมสำหรับอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ จำนวน 108 คน และส่งแรงงานไทยเข้าทำงานกับบริษัท HD Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (HHI) ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีไปแล้ว จำนวน 73 คน ในครั้งนั้น กรมได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งกับสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย ซึ่งเป็นผู้ประสานและได้รับอนุญาตในการจัดหางานจากกรมการจัดหางานและประสานข้อมูลความต้องการแรงงาน เพื่อไปทำงานต่างประเทศ และการลงนามความร่วมมือกับสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทยในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับกลไกการทำงานร่วมกัน โดยทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมกันจัดฝึกอบรมหลักสูตรการเชื่อม FCAW 3G GTAW 6G จำนวน 29 คน ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี ผู้ผ่านการฝึกอบรมทั้ง 29 คนจะได้เข้าทำงานกับบริษัท HD Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (HHI) ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี มีรายได้เฉลี่ยคนละ 70,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีแผนและเป้าหมายดำเนินการผลิตช่างเชื่อมสำหรับอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ จำนวน 500 คน และในอนาคตจะร่วมกันพัฒนาทักษะกลุ่มช่างก่อสร้าง และขยายตลาดไปยังประเทศอิสราเอล เพื่อสร้างโอกาสการมีงานทำให้แก่กำลังแรงงานต่อไป





ด้านนางสาวอรัญญา สกุลโกศล ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัท HD Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (HHI) มีความต้องการช่างฝีมือสำหรับอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ จำนวน 500 คน มีรายได้เฉลี่ยคนละ 70,000 บาทต่อเดือน รวมไปถึงประเทศอิสราเอล ที่มีความต้องการช่างฝีมือกลุ่มช่างก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพหลายด้าน (Multi Skills) ได้แก่ ช่างเชื่อม ช่างปูน ช่างไม้ ช่างเหล็ก เป็นต้น จำนวน 8,000 คน มีรายได้เฉลี่ยคนละ 77,000 บาทต่อเดือน จึงเห็นได้ว่า ประเทศต่าง ๆ ยังขาดแคลนแรงงาน และต้องการแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศจำนวนมาก เพื่อให้การพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และส่งออกแรงงานไปทำงานต่างประเทศด้วยความราบรื่น  สมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย ในนามของภาคเอกชน พร้อมขานรับนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่จะร่วมดำเนินการผลิตและส่งออกแรงงานในตลาดแรงงาน ทั้งเปิดตลาดใหม่ และขยายตลาดต่อไป สมาคมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อนาคตแรงงานไทยจะไปได้ไกลและประสบความสำเร็จ ด้วยความเป็นมืออาชีพของภาคเอกชน ที่มีความพร้อม มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในการจัดหาและจัดส่งแรงงานไทยเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ แก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาการว่างงานในประเทศ ปัญหาความยากจน เป็นต้น ช่วยภาครัฐทำให้แรงงานไทยได้มีงานทำ มีรายได้ที่ดี สามารถเลี้ยงดูครอบครัว และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบุคลากรของประเทศ

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568

"เคนโด้" นำผู้เสียหายร้องเรียน เรื่อง ทุจริตเงินโรงเรียนตั้งคณะกรรมการเบิกเงินมาใช้ส่วนตัว ต่อผู้บริหาร​ สพฐ.

  "เคนโด้"  นำผู้เสียหายร้องเรียน เรื่อง ทุจริตเงินโรงเรียนตั้งคณะกรรมการเบิกเงินมาใช้ส่วนตัว ต่อผู้บริหาร​ สพฐ.


ช่วงเช้าวันที่​ 30​ เมษายน​ 2568​  เคนโด้ช่วยด้วย​ โดยนายเคนโด้​  เกรียงไกรมาศ​ เจ้าของเพจเคนโด้ช่วยด้วยได้นำผู้เสียหายจากกรณีการทุจริตเงินโรงเรียน​ที่จังหวัดนครราชสีมา​ เข้าร้องเรียนต่อผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน​  กระทรวงศึกษาธิการ​ โดยนางชนานุช​ เข็มทอง​ ผู้เสียหาย​ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า​  เมื่อวันที่  21  กุมภาพันธ์ 2562  ช่วงเช้าข้าพเจ้าได้นำเงินสดจำนวนสี่แสนกว่าบาทไปที่ โรงเรียนบุญเหลือวิทยานุสรณ์ 2  จังหวัดนครราชสีมา​ เนื่องจากเงินของทางโรงเรียน ถูกเบิกถอนมาใช้ส่วนตัว​ ผู้กระทำซึ่งเป็นครู ตั้งคณะกรรมการเพื่อเบิกเงินโรงเรียนมาใช้ส่วนตัว​ จึงเกรงกลัวความผิดวางแผนยิมเงินชาวบ้านเพื่อนำเข้าบัญชีโรงเรียน 


หนึ่งในคณะกรรมการครูเป็นหลานสาวแท้ๆของข้าพเจ้า มาขอความช่วยเหลือเพราะกลัวติดคุกช่วงที่อยู่ที่โรงเรียน ข้าพเจ้านั่งรออยู่ด้านนอกห้องประชุม ส่วนคณะกรรมการครูทั้ง 7  คนอยู่ในห้องประชุมหลังจากประชุมเสร็จแล้วครูที่เป็นหลานมาเรียกให้เข้าในห้องแล้วบอกให้เอาเงินมาวางไว้บนโต๊ะหลังจากนั้นคณะครูเขาก็คุยกันเพื่อวางแผนให้เอาเงินจำนวนนี้ไปเข้าบัญชีของโรงเรียน โดยแบ่งเข้าแต่ละบัญชีเพื่อไม่ให้สำนักงานเขตจับพิรุจได้และบอกว่าให้เขียนสมุดเบิกถอนเงินของโรงเรียน ขึ้นมาใหม่เพราะสมุดชุดเก่ามันสกปรกเดี๋ยวจะโดนจับได้​ หลังจากนั้นครูผู้ชายท่านหนึ่งพูดขึ้นว่าเอาเงินมาคืนแล้วก็ให้แล้วกันไปและขอบคุณผู้เสียหายที่เอาเงินมาคืน ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้แสดงถึงการรับรู้การนำเงินออกจากระบบ การหาเงินด้วยการยืมชาวบ้านมาเข้าระบบ ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะกรรมการทั้ง 7 คน​ มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการนำเงินโรงเรียนออกมาใช้ส่วนตัว 

สาเหตุที่ข้าพเจ้าช่วยเขาเพราะต้องการเงินที่หลานเอาไปก่อนหน้าคืนเพราะเขาอ้างว่าถ้าได้เงินก้อนนี้จะคืนเงินเก่าที่เคยยืมไป และหลังจากสำนักงานเขตตรวจสอบเรียบร้อย สัญญาจะคืนเงินข้าพเจ้าแต่ก็ไม่คืนจึงทำให้ข้าพเจ้าเดือดร้อนอย่างหนักเพราะเงินจำนวนนี้ข้าพเจ้าได้กู้ยืมมาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์​หรือ​ ธกส.


ข้าพเจ้า ได้ส่งเรื่องไปที่สำนักงานเขตนครราชสีมา  ตั้งแต่เมื่อวันที่​ 7  มีนาคม 2565  และส่งไปที่  สพฐ. ช่วงเดือนสิงหาคม 2567 แต่เรื่องยังเงียบ ข้าพเจ้าตามเรื่องไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จึงขอร้องเรียนมาที่ เพจเคนโด้ช่วยด้วย และ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น ให้ช่วยดำเนินการ และ บูรณาการเรื่องนี้ให้ด้วย


สบพ. MOU สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศมองโกเลีย พัฒนาบุคลากรด้านการบินมาตรฐานสากล รองรับการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมการบินนานาชาติ

 สบพ. MOU สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศมองโกเลีย พัฒนาบุคลากรด้านการบินมาตรฐานสากล รองรับการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมการบินนานาชาติ 

สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านการบิน กับ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศมองโกเลีย หรือ Civil Aviation Authority of Mongolia (CAAM) โดยมี นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน และ Mr. Turbayar Erdene-Ochir อธิบดีสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศมองโกเลีย เป็นผู้ลงนามความร่วมมือ พร้อมด้วย Mr. Tumur Amarsanaa เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย คณะผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงาน และอาจารย์กองวิชาบริการการจราจรทางอากาศ สบพ. ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ณ สบพ. กรุงเทพฯ


นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมุ่งพัฒนาบุคลากรด้านการบินอย่างยั่งยืน ทันสมัย และเสริมสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ โดยยกระดับมาตรฐานสู่ระดับโลก ด้วยการฝึกอบรมและประเมินผลตามสมรรถนะ (CBTA) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจของ CAAM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ภายใต้ขอบเขตการดำเนินงานร่วมกัน โดย สบพ.จะจัดฝึกอบรมหลักสูตร ATC Basic Training (CBTA) ให้กับนักเรียนจากประเทศมองโกเลีย จำนวน 18 คน ในเดือนมิถุนายน 2568 พร้อมทั้งขยายการฝึกอบรมด้านต่าง ๆ ในอนาคต ตามแผนจัดตั้งและพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมร่วม (Joint International Aviation Training Center) ณ ท่าอากาศยาน Buyant-Ukhaa ณ กรุงอูลานบาตาร์ ประเทศมองโกเลีย ประกอบด้วย

1.ด้านการฝึกอบรมนักบินเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มองโกเลียให้ความสำคัญ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและระบบขนส่งภายในประเทศ 

2. ด้านการบำรุงรักษาอากาศยาน โดย สบพ. กำลังดำเนินการพัฒนาหลักสูตร ให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EASA Part 147 ซึ่งผู้ตรวจประเมินจาก CAAM มีความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานการฝึกอบรมของ สบพ. และอาจนำไปสู่การรับรองร่วมกันในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ

และ 3. ด้านการฝึกอบรมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการบิน เพื่อพัฒนาความสามารถด้านภาษาสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สบพ. ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญไปถ่ายทอดวิชาความรู้และประสบการณ์ที่ศูนย์ฝึกอบรมมองโกเลียในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการฝึกอบรมด้านการควบคุมจราจรทางอากาศ (ATC) ซึ่งเคยมีความร่วมมือมาแล้วในปี 2564 โดยคณาจารย์ของ สบพ. ได้เดินทางไปฝึกสอนหลักสูตร Aerodrome Control ณ ประเทศมองโกเลีย ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ - 27 พฤษภาคม 2564 ได้สำเร็จ




 “เราจึงมีความภาคภูมิใจ ที่ได้ยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับแนวทางสากล ผ่านการจัดการฝึกอบรมและการประเมินผลตามสมรรถนะ (Competency-Based Training and Assessment: CBTA) และยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่หลักสูตร ATC Basic Training (CBTA) ของเรา ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว โดยหลักสูตรดังกล่าว จะถูกออกแบบและดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ซึ่ง สบพ.ได้รับการรับรองเป็นองค์กรฝึกอบรมทางด้านการควบคุมจราจรทางอากาศตามข้อกำหนด Part 141 ของข้อบังคับ MCAR จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศมองโกเลีย และเป็นสมาชิกระดับ Platinum ในโครงการ ICAO TRAINAIR PLUS เพื่อจัดหลักสูตรฝึกอบรมดังกล่าวอย่างมืออาชีพและมีคุณภาพสูงสุด” 

ผู้ว่าการ สบพ.กล่าว 


“ปรมาณูเพื่อสันติ อว. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีศุภมาส วางรากฐานข้อมูลรังสีแห่งชาติ สร้างเกราะคุ้มกันสุขภาพคนไทย”

 “ปรมาณูเพื่อสันติ อว. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีศุภมาส วางรากฐานข้อมูลรังสีแห่งชาติ สร้างเกราะคุ้มกันสุขภาพคนไทย”



นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รรท. เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของท่านศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มุ่งผลักดันการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และให้พัฒนาฐานข้อมูลต่างๆเช่น ฐานข้อมูลรังสีแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมภัยคุกคามจากรังสี ซึ่งถือเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันสุขภาพคนไทยอย่างยั่งยืน

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  กระทรวง อว. ได้ดำเนินการประเมินรังสีในสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาฐานข้อมูลการเคลื่อนย้ายรังสีใน ปัจจัยเสี่ยง เช่น อาหารไทย โดยเฉพาะ "ข้าว" ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยทั้งประเทศ และดำเนินการให้ครอบคลุมในทุกปัจจัยเสี่ยง ผลลัพธ์ที่สำคัญของงานนี้ คือ การวางรากฐานข้อมูลรังสีในสิ่งแวดล้อมของไทย ซึ่งจะนำไปสู่การคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว ทั้งด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์หรือรังสีในอนาคต   

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รรท. เลขาธิการ ปส. ในฐานะประธาน การดำเนินการในเรื่อง ดังกล่าว ฯ  กล่าวว่า การเสริมศักยภาพการประเมินรังสีในสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านรังสี วางแผนกำกับดูแลด้านรังสีและนิวเคลียร์ในสภาวะปกติ และสนับสนุนการวางแผนการรับมือในสภาวะฉุกเฉิน จากค่าการเคลื่อนย้ายรังสีในข้าวไทย (transfer parameter)” ซึ่งเป็น กิจกรรมเบื้องต้นที่เป็นต้นแบบ (Model) และมีการดำเนินการประชุมวิชาการในเรื่อง “Enhancing radiological assessment and emergency planning: Thailand’s first national database on elemental transfer to rice” เมื่อวันที่ วันที่ 29 เมษายน 2568 ณ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นหนึ่งใน “เป้าหมายสำคัญ” ของ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว.  คือการปกป้องชีวิตคนไทย ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยทางรังสีที่เชื่อถือได้ในระดับสากล โดยเฉพาะในสิ่งที่เราบริโภค และมีความเสี่ยงที่จะได้รับเป็นประจำทุกวัน” 

การดำเนินการครั้งนี้ มุ่งเน้นการเผยแพร่ข้อมูล วิชาการ วิจัย ร่วมระหว่าง ปส. และ University of Salford แห่งสหราชอาณาจักร ในการเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ต่อการใช้ประโยชน์การประเมินความเสี่ยงทางรังสีจากค่าการการเคลื่อนย้ายรังสี (transfer factor) รวมถึงขยายร่วมมือ ทางวิชาการต่อหน่วยงานเครือข่ายภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับการวิจัยและพัฒนาฐานข้อมูลการเคลื่อนย้ายรังสีในอนาคต ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2568 ณ ปส. โดยได้รับเกียรติจาก Professor Mike Wood (Associate Dean Research & Innovation / Chair in Applied Ecology), Dr. Jajati Mandal (Fellow in Pollution) และคุณปิยวรรณ ศรีกงพาน นักวิทยาศาสตร์ Radiation Physicist จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับการประเมินรังสีในสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายรังสีในข้าวไทย


นายแพทย์รุ่งเรือง ฯ กล่าวเน้นย้ำว่า  สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างฐานข้อมูลรังสีแห่งชาติ ซึ่งเป็นส่วนส่วนสำคัญใน ภารกิจสร้างเกราะคุ้มกันสุขภาพคนไทย อย่างยั่งยืน 








ร้าน Tina’s Sathorn จัดอาหารค่ำสุดพิเศษสไตล์นิวออร์ลีนส์​ รายได้มอบให้ “มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม”

 ร้าน Tina’s Sathorn จัดอาหารค่ำสุดพิเศษสไตล์นิวออร์ลีนส์​ รายได้มอบให้ “มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม” 

Tina’s Sathon ร้าน Fine Dining ซอยสวนพลู จัด Charity Dinner ชวนเปลี่ยนชีวิตเด็กๆ ด้วยรอยยิ้มกับอาหารมื้อสุดพิเศษสไตล์นิวออร์ลีนส์ (New Orleans) ในบรรยากาศดนตรีสนุกสนานแบบ   นิวออร์ลีนส์ มอบรายได้ให้มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile) วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม 2568 ตั้งแต่ 18.30 น. ราคาท่านละ 3,000 บาท ประธานมูลนิธิฯ เผยดำเนินการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยได้ 10-12 โครงการ ช่วยเหลือเด็กที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่ทั่วประเทศได้กว่า 1,000 รายต่อปี

ร้านอาหาร Fine Dining ชื่อดัง Tina’s Sathon ชวนร่วมรับประทานอาหารในค่ำคืนสุดพิเศษกับ Charity Dinner ที่เชฟเดวิด คลีแลนด์ หัวหน้าเชฟและผู้ก่อตั้งร้านเตรียมมอบประสบการณ์ของไฟน์ไดน์นิ่งสไตล์นิวออร์ลีนส์แท้ๆ ด้วยอาหาร 4 คอร์สพร้อมไวน์ โดยรายได้ทั้งหมดเตรียมมอบให้กับมูลนิธิสร้างรอยยิ้มเพื่อนำไปใช้ในกิจการของมูลนิธิฯ ในการผ่าตัดเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ ผู้เข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าวได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้หนึ่งเท่า

ทันตแพทย์หญิงยุพเรศ นิมกาญจน์ ประธานมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เปิดเผยถึงค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดอาการปากแหว่งหรือเพดานโหว่เฉลี่ยประมาณ 25,000 – 50,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง โดยแต่ละปีมูลนิธิฯ จะเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเปิดโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อผ่าตัดรักษาผู้ป่วยประมาณ 4 ครั้ง “การผ่าตัดแต่ละรายจะมีความซับซ้อนแตกต่างกันไป หลายรายต้องรับการผ่าตัดหลายขั้นตอน ต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์ที่มีเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น ทีมของมูลนิธิฯ ที่ประกอบด้วยแพทย์อาสาสมัครจากหลากหลายสาขา อาทิ ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ ทันตแพทย์ ทีมงานภาคสนาม ล่าม ฯลฯ มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

“ในนามมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ขอขอบคุณร้าน Tina’s Sathorn ที่กรุณาจัดกิจกรรมพิเศษนี้เพื่อระดมทุนให้กับเรา และหวังว่าจะได้รับการตอบรับจากท่านที่สนใจเพื่อที่เราจะได้ร่วมกันช่วยเด็กๆ ที่ประสบปัญหาปากแหว่งเพดานโหว่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ประธานมูลนิธิสร้างรอยยิ้มกล่าว

Charity Dinner ร้าน Tina’s Sathorn จะจัดขึ้นวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.30 น. ติดต่อจองโต๊ะได้ที่ไลน์ @tinas หรือโทร 062-141-6549 และ www.tinassathorn.com สามารถจอดรถได้ที่โรงแรม Somerset สวนพลู


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มุ่งสู่จังหวัดที่ 20 ของภาคอีสาน สร้างโอกาส สร้างชีวิต แก่ชาวยโสธร มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน มอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท พร้อมนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการประชาชนฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มุ่งสู่จังหวัดที่ 20 ของภาคอีสาน สร้างโอกาส สร้างชีวิต แก่ชาวยโสธร มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน มอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท พร้อมนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการประชาชนฟรี








วันนี้ (วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ และนางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่จังหวัดยโสธร (จังหวัดที่ 20 ของทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน  จำนวน 31 ครัวเรือน และมอบรถจักรยานแก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลน จำนวน 2 โรงเรียน รวมจำนวน 20 คัน เพื่อให้นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางได้ยืมเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือชาวยโสธรในครั้งนี้ทั้งสิ้น 802,240 บาท (แปดแสนสองพันสองร้อยสี่สิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมี นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร พร้อมด้วย นางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน ผู้แทนอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เป็นประธานร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิรวมสามัคคียโสธร เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วย อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) นายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋) ร่วมในพิธี และสร้างสีสันภายในงาน โดยมี ประชาชน เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ ณ หอประชุมจังหวัดยโสธร ศาลากลางจังหวัดยโสธร อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร








โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน  ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยในกลุ่มเป้าหมายแรกดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ต่อมา ได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ซึ่งได้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในขณะได้พิจารณาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 20 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา อุดรธานี มุกดาหาร หนองบัวลำภู บึงกาฬ ยโสธร ศรีสะเกษ มหาสารคาม ขอนแก่น อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ สกลนคร เลย หนองคาย และ นครพนม



ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”



ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

.

##ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

“เรฟลอน” เปิดตัว Revlon Super Lustrous Ultra Lipstick ลิปสติกที่ตอบรับความต้องการของผู้หญิงยุคใหม่

“เรฟลอน” เปิดตัว Revlon Super Lustrous Ultra Lipstick  ลิปสติกที่ตอบรับความต้องการของผู้หญิงยุคใหม่ Revlon Thailand แบรนด์เครื่องสำอางชั้น...