วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

พิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การบำรุงรักษาระบบประปาใน สปป. ลาว“

 พิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การบำรุงรักษาระบบประปาใน สปป. ลาว“

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พันเอก ดร. ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การบำรุงรักษาระบบประปาใน สปป. ลาว” (Water Supply Maintenance for Lao PDR) ณ โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดขอนแก่น

การฝึกอบรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สพพ. และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) โดยได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่และบุคลากรด้านการประปาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) เข้าร่วมรับการอบรมจำนวน 27 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐวิสาหกิจน้ำประปา (WSSE) กรมน้ำประปา (DWS) และกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง (MPWT)

โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเป็นการกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่าง สพพ. JICA และ สปป. ลาว ต่อไปในอนาคต"

กรมการศาสนาจัดงานวิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา เสริมสร้างพลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน

 กรมการศาสนาจัดงานวิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา เสริมสร้างพลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน  




ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดเชียงราย จัดงานโครงการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมวิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา “เหนือสุดแดนสยาม พลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีพระครูประยุตเจติยานุการ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยเวา  เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชูชีพ  พงษ์ไชย  ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประธานฝ่ายฆราวาส  โดยนายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา เข้าร่วมพิธีฯ พร้อมด้วย 








นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ผู้แทนส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ วัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายและศาสนสถานในพื้นที่ จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา


นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า เนื่องด้วยวันวิสาขบูชา เป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชน เนื่องจากล้วนมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน และองค์การสหประชาชาติ ได้มีมติกำหนดให้วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลของโลก ในปี พ.ศ. 2569 กรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา “วิสาขบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ไทย-เมียนมา เหนือสุดแดนสยาม พลังศรัทธาพุทธศาสนา 2 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2569 ณ วัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และวัดพระธาตุสายเมือง จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อสานความสัมพันธ์อันดีในภูมิภาคอาเซียนในมิติศาสนา ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ 



รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า กิจกรรม ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ วัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จะมีกิจกรรมเสวนาเรื่อง “เส้นทางบุญ เหนือสุดแดนสยาม พลังศรัทธา พุทธศาสนา 2 แผ่นดิน” การแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสองแผ่นดิน พิธีทอดผ้าป่าสามัคคี พิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจุดประทีป 1,000 ดวง และเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุดอยเวา จากนั้นในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 จะเดินทางข้ามไปพรมแดนเมียนมา ไปยังวัดพระธาตุสายเมือง จังหวัดท่าขี้เหล็ก เพื่อร่วมพิธีตักบาตรสองแผ่นดิน พิธีทอดผ้าป่า และถวายข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภคแด่ พระภิกษุและสามเณรที่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม  พร้อมสักการะพระมหามัยมุนี เจดีย์ชเวดากององค์จำลอง และเยี่ยมชมอนุสาวรีย์พระเจ้าบุเรงนอง 


รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “วันวิสาขบูชา”ถือเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งน้อมนำหลักธรรมคำสอนมาประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ทั้งในด้านการมีสติ เมตตา กรุณา และการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ในสังคม อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจของประชาชนสืบไป ตลอดจนสะท้อนถึงคุณค่าแห่งพระพุทธธรรมที่สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในทุกยุคสมัย เพื่อพัฒนาทั้งตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสืบสานพลังศรัทธา และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมาในโอกาสวันสำคัญทางศาสนานี้

โดยพร้อมเพรียงกัน //////


น้อมรำลึกวันตรัสรู้ ศน. - คณะพระธรรมทูตอินเดีย–เนปาล จัดยิ่งใหญ่ “วิสาขบูชา 2569” สืบสานพิธีกวนข้าวมธุปายาส ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี

 น้อมรำลึกวันตรัสรู้ ศน. - คณะพระธรรมทูตอินเดีย–เนปาล จัดยิ่งใหญ่ “วิสาขบูชา 2569” สืบสานพิธีกวนข้าวมธุปายาส ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี




เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569 วันสำคัญสากลของโลก ซึ่งจัดขึ้นโดยวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี คณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย–เนปาล ร่วมกับกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีพระเถรานุเถระ คณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน นักเรียน เยาวชน และประชาชนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียง 




ภายในงานได้ประกอบพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา เริ่มตั้งแต่พิธีบวชชีพรหมโพธิ (เนกขัมมะปฏิบัติ) จำนวน 14 คน เพื่อร่วมประกอบศาสนพิธีกวนข้าวมธุปายาส จากนั้นได้ประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดา บริเวณปะรำพิธีกวนข้าวมธุปายาส และพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสาธารณรัฐอินเดีย เวียนประทักษิณจำนวน 3 รอบ ก่อนอัญเชิญเข้าประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์

“พิธีกวนข้าวมธุปายาส” จำนวน 8 กระทะใบบัวในวันนี้ ถือเป็นพิธีสำคัญที่สืบทอดมาจากพุทธประวัติ โดย “ข้าวมธุปายาส” หรือ “ข้าวทิพย์” เป็นอาหารที่นางสุชาดาถวายแด่พระมหาบุรุษ ก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ หรือพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดียในปัจจุบัน ภายหลังจากทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยามาเป็นเวลายาวนาน จนพระวรกายซูบผอม ข้าวมธุปายาสจึงเปรียบเสมือนอาหารที่ทำให้พระองค์ทรงมีกำลังพระวรกายที่แข็งแรงในการบำเพ็ญเพียร จนตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6 หรือวันวิสาขบูชา


พิธีกวนข้าวมธุปายาส จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งการให้ การเสียสละ และความสามัคคีของพุทธศาสนิกชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่าทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหตุการณ์สำคัญก่อนการตรัสรู้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเผยแผ่พระธรรมคำสอนสู่มวลมนุษยชาติ


วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลของโลกที่องค์การสหประชาชาติให้การรับรอง กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และสร้างการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน โดยการบูรณาการความร่วมมือกับคณะสงฆ์ วัด และเครือข่ายพระธรรมทูตทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืน 

ภายหลังพิธีกวนข้าวมธุปายาส คณะผู้ร่วมงานได้ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการและการจัดโต๊ะหมู่บูชา พร้อมประกอบพิธีถวายดิน น้ำนม และน้ำ แด่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ รวมถึงเวียนเทียนรอบพระมหาเจดีย์พุทธคยา เพื่อความเป็นสิริมงคล และน้อมถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาอีกมากมาย อาทิ การบรรยายธรรม การประกวดวาดภาพส่งเสริมพระพุทธศาสนา การตอบปัญหาธรรมะ กิจกรรมสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ตลอดจนพิธีจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา จำนวน 2,569 ดวง รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนทุกช่วงวัยได้ร่วมเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และร่วมกันสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของไทย

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569 ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญระหว่างภาครัฐ คณะสงฆ์ และภาคประชาชน ในการส่งเสริมบทบาทของพระพุทธศาสนาในการพัฒนาจิตใจ สร้างความสงบสุขในสังคม และเชื่อมโยงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจากประเทศไทยสู่ดินแดนพุทธภูมิอย่างงดงามและยั่งยืน ///

ชาวเน็ตถกเดือด แห่แสดงความเห็นมาตรการ สธ. แบนสิทธิ์ซื้อบุหรี่ตามปีเกิด​ ชี้คุมไม่ได้จริง รุมตั้งคำถามรัฐบาลสีน้ำเงิน จ้องจำกัดสิทธิ์ประชาชนเกินไปหรือไม่

 ชาวเน็ตถกเดือด แห่แสดงความเห็นมาตรการ สธ. แบนสิทธิ์ซื้อบุหรี่ตามปีเกิด​ ชี้คุมไม่ได้จริง รุมตั้งคำถามรัฐบาลสีน้ำเงิน จ้องจำกัดสิทธิ์ประชาชนเกินไปหรือไม่






เกิดเป็นกระแสถกเถียงบนโลกออนไลน์อย่างร้อนแรง หลังมีการรายงานข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณา “มาตรการแบนการซื้อบุหรี่ตามปีเกิด” หรือ Nicotine-Free Generation ซึ่งเป็นแนวทางที่บางประเทศเริ่มประกาศใช้แล้ว โดยกำหนดให้ผู้ที่เกิดหลังปีที่กำหนดจะไม่มีสิทธิ์ซื้อบุหรี่ได้ตลอดชีวิต แม้อายุจะถึงเกณฑ์บรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม

ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในเพจ Facebook ของสื่อออนไลน์หลายแห่ง โดยพบว่าความคิดเห็นของชาวเน็ตแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งเห็นว่าเป็นมาตรการที่ช่วยป้องกันเยาวชนจากการเริ่มสูบบุหรี่ และเป็นแนวทางด้านสาธารณสุขที่ควรสนับสนุน โดยมองว่า “หากช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี” และเห็นว่ารัฐมีหน้าที่ปกป้องสุขภาพของประชาชน ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป อาจจะเป็นกฎหมายที่ทำไม่ได้จริง และบางส่วนเห็นถึงช่องโหว่ที่อาจทำให้เกิดอาชีพที่ผิดกฎหมายได้ เช่น การค้าบุหรี่ใต้ดิน และการรับจ้างซื้อบุหรี่ให้แก่ผู้ที่เกิดหลังปีที่กำหนด

“เห้อ ดูก็เห็นตั้งแต่ก่อนทำแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ตราบในที่สินค้ายังอยู่ คนใช้ก็จะหาช่องทางเอามาใช้อยู่ดี ยิ่งของที่มีผลแบบบุหรี่นี่ ยิ่งหนักเลย”

“เหมือน UK ที่รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า เด็กที่เกิดหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 ถูกห้ามซื้อบุหรี่ตลอดชีวิต เพื่อสร้างสังคมปลอดบุหรี่ในอนาคต” 

“ห้ามสูบห้ามซื้อแต่ไม่ห้ามผลิตห้ามขาย บุหรี่ไม่มีประโยชน์เลิกได้ก็เลิก เลิกไม่ได้ก็สูบให้เป็นที่เป็นทางอย่าให้กลิ่นควันรบกวนคนอื่น และกฎหมายที่มีควรจะนำมาใช้อย่างจริงจังหน่อย สงสารคนไม่สูบบ้างเถอะ คนไม่สูบมันเหม็นและอันตรายนะครับ”

“กล้าปิดโรงงานยาสูบไหมครับ”

“การห้ามถือว่าจำกัดสิทธิหรือเปล่า มันขัดกับการให้มีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไหม”

“เปรียบเทียบง่ายๆนะครับ เหมือนจะไม่ให้เด็กรุ่นใหม่ไปซื้อร้านข้าวที่อร่อย ร้านที่ไม่อร่อยก็ตายสิครับ มันก็แค่กฎหมาย ผมมองว่าควบคุมสื่อหรือออกสื่อให้ หรือให้ตระหนักเกี่ยวกับบุหรี่เยอะๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า”

ที่น่าสนใจคือ เมื่อประเด็นเดียวกันถูกนำเสนอผ่านเพจข่าวภาษาอังกฤษซึ่งมีชาวต่างชาติเข้ามาแสดงความคิดเห็น กลับพบว่าความเห็นส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางที่ไม่เห็นด้วย หลายคนตั้งคำถามถึงหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมองว่าผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะควรมีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะบริโภคสินค้าใด แม้สินค้านั้นอาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพก็ตาม บ้างก็แสดงความกังวลต่อปัญหาตลาดสินค้าเถื่อนและการทุจริตรีดไถของเจ้าหน้าที่ โดยยกตัวอย่างประเทศออสเตรเลียที่พยายามใช้มาตรการกึ่งห้ามโดยพฤตินัย ผ่านการเก็บภาษีบุหรี่สูงๆ แต่กลายเป็นการเปิดช่องให้บุหรี่เถื่อนเข้ามาเติมตลาดแทน และทำให้รายได้ภาษีของรัฐลดลงอีกด้วย ขณะเดียวกัน อัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชนก็กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

ใน​


บางความคิดเห็นระบุว่า หากรัฐบาลสามารถกำหนดได้ว่า “คนเกิดปีไหนซื้อบุหรี่ไม่ได้” ในอนาคตอาจมีการใช้แนวคิดลักษณะเดียวกันกับสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติม มีหลายความคิดเห็นที่เสนอแนะว่าการแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ควรเน้นที่การให้ข้อมูล การศึกษา และการควบคุมการเข้าถึงของเยาวชน มากกว่าการใช้มาตรการห้ามแบบถาวร ในขณะที่บางรายอ้างถึงนโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทย พร้อมตั้งคำถามว่า ซื้อบุหรี่ไม่ได้ แต่ให้ซื้อกัญชาได้งั้นหรือ 

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สพพ. ร่วมแสดงความยินดีกับกรมธนารักษ์ เนื่องในโอกาสวันสถาปนาครบรอบ 93 ปี

 สพพ. ร่วมแสดงความยินดีกับกรมธนารักษ์ เนื่องในโอกาสวันสถาปนาครบรอบ 93 ปี

   


นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) เข้าร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมธนารักษ์ ครบรอบ 93 ปี พร้อมร่วมสมทบทุนกองทุนสวัสดิการกรมธนารักษ์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์และงานการกุศล โดยมีนายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ให้การต้อนรับ ณ กรมธนารักษ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 

“สายสีแดง” เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

 “สายสีแดง” เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ชำระผ่านแอป “เป๋าตัง” เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569


นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องเผชิญกับสภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานซึ่งเกิดจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งรัฐบาลจะร่วมจ่ายในสัดส่วน 60% และประชาชนชำระเอง 40% โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการ สามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าโดยสารผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารทุกสถานี ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 รวมระยะเวลา 4 เดือน โดยมีเงื่อนไขสำหรับผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการที่สำคัญ ดังนี้

- ต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

- ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

- ต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งทุกเฟสที่ผ่านมาในอดีต

- สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส" ใช้ได้สำหรับการซื้อเหรียญโดยสารเท่านั้น

- ไม่สามารถขอคืนหรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ (Refund)


หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส โทรหมายเลข. 0 2111 1122 (กด 2 สำหรับประชาชน และกด 3 สำหรับร้านค้า) ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตลอด 24 ชั่วโมง


โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th


“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”


รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง


DITP ขยับหมากเศรษฐกิจ - การค้า หนุนปั้นผู้ส่งออก 3 ธุรกิจศักยภาพสูง ‘อาหาร–ศิลปะ–ไลฟ์สไตล์ไทย’ สร้างแต้มต่อใหม่ พร้อมหนุนเพิ่มดีมานด์ในตลาดโลก

 DITP ขยับหมากเศรษฐกิจ - การค้า หนุนปั้นผู้ส่งออก 3 ธุรกิจศักยภาพสูง ‘อาหาร–ศิลปะ–ไลฟ์สไตล์ไทย’ สร้างแต้มต่อใหม่ พร้อมหนุนเพิ่มดีมานด์ในตลาดโลก

ชูแคมเปญเรือธง THINK THAILAND : NEXT LEVEL ปิดการขายตลาดต่างประเทศ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้กล่าวถึงบทบาทในการผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทย ผ่านแคมเปญ THINK THAILAND: Next Level โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2567 เพื่อเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม ไปจนถึงการหาคู่ค้าและปิดการขาย เสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยในทุกมิติ ทั้งด้านการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดโลก การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การวางกลยุทธ์การตลาด การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่โดดเด่น ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ในต่างประเทศ ถือเป็นแคมเปญเชิงยุทธศาสตร์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ด้วยการทำงานขับเคลื่อนกลไกยกระดับความสามารถแข่งขันของสินค้าและบริการไทย ใน 3 มิติที่ทำงานพร้อมกัน คือ ด้านภาพลักษณ์ประเทศ บ่มเพาะความพร้อมผู้ประกอบการ ไปสู่การปิดการขายในตลาดต่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

กลไกสำคัญของ DITP ในการขยายตลาดภายใต้แคมเปญนี้ เริ่มตั้งแต่แนวคิด Thai to Global, From Local Value to Global Vision การชูจุดเด่นสินค้าไทย เล่าประเทศไทยในเวอร์ชันใหม่ จากภาพจำแบบดั้งเดิมไปสู่ความร่วมสมัย สร้างสรรค์ และมีเรื่องเล่า ภายใต้ THINK THAILAND : NEXT LEVEL ได้มีการกำหนดกรอบการสื่อสารสินค้าและบริการไทยให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้การ ประชาสัมพันธ์และการผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน โดยแบ่งสินค้าและบริการออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ Food & Fruit (อาหารและผลไม้ไทย) Art & Fashion (ศิลปะและแฟชั่น) และ Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพ งานสร้างสรรค์และงานออกแบบที่ต่อยอดทุนวัฒนธรรม ไปจนถึงสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่

“ในกลุ่มสินค้า Food & Fruit มุ่งยกระดับการนำเสนอวัตถุดิบ อาหาร และผลไม้ไทยให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ผ่านการชูจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะแหล่งกำเนิดวัตถุดิบคุณภาพ สู่รสชาติที่มีเอกลักษณ์ และต่อยอดด้วยนวัตกรรมอาหาร ด้วยการผลักดันผู้ประกอบการด้านวัตถุดิบและอาหารไทย อาทิ โครงการ “Thai Food Thai Farm” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอาหารไทย ยกระดับสินค้าด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงตลาดโลก ที่มีทั้งการบรรยายให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมเวิร์กชอป ตลอดจนการรับรองตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อรับรองร้านอาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่สะท้อนรสชาติไทยแท้ ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายร้านและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองในหลายประเทศทั่วโลก

ขณะที่ กลุ่มสินค้า Art & Fashion การผลักดันทุนทางวัฒนธรรม งานออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ของไทยให้เป็นสากล ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งงานศิลปกรรมและหัตถศิลป์ที่มีรากฐานเข้มแข็ง ทั้งงานช่าง 10 หมู่ งานทอผ้า งานเครื่องประดับ และงานฝีมือเชิงช่างต่าง ๆ โดยสนับสนุนให้คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ ควบคู่การพัฒนาแนวคิดและการออกแบบให้ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างของแบรนด์ในตลาดโลก


ส่วนกลุ่มสินค้า Lifestyle เน้นศักยภาพสินค้าและบริการไทยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต สุขภาพ และความงาม สามารถยกระดับเป็น “ประสบการณ์” ที่ได้มาตรฐานสากล สะท้อนรสนิยมและตัวตนของผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการผสานจุดแข็งด้านดีไซน์ คุณภาพ วัสดุท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของไทยเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ สินค้าของตกแต่งบ้าน ของใช้ ของขวัญ งานคราฟต์ หรือผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและความสวยงาม”


นอกจากสินค้าใน 3 หมวดหมู่ข้างต้นแล้ว แนวทางการขับเคลื่อนภายใต้แคมเปญดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์สำคัญของตลาดโลก เพื่อสนับสนุนความเป็น “NEXT LEVEL” อย่างยั่งยืน ได้แก่ Sustainability (สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม), Wellness (สุขภาพกาย–ใจ) และ Aging Consumers (สินค้าและบริการรองรับสังคมสูงวัย) เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม สื่อสารได้ตรงกลุ่ม และแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกอย่างต่อเนื่อง






สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมรับการส่งเสริมจากโครงการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของ DITP สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เว็บไซต์ www.ditp.go.th Facebook: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ DITP LINE Official: @DITP หรือโทร. 1169 และ https://thinkthailand.ditp.go.th/

#####

ขอขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่ข่าวและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ 





Elica แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวระดับพรีเมียมจากอิตาลี เปิดตัวครั้งแรกในไทย​ ผู้สร้างมาตรฐานใหม่ ฉีกทุกกฎแห่งงานดีไซน์ พร้อมเผยโฉม “Elica Lhov” นวัตกรรมเครื่องครัว All-in-One เครื่องแรกของโลก

  Elica แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวระดับพรีเมียมจากอิตาลี เปิดตัวครั้งแรกในไทย​ ผู้สร้างมาตรฐานใหม่ ฉีกทุกกฎแห่งงานดีไซน์ พร้อมเผยโฉม “Elica...