วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่! "ALTANI" รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของพี่น้องมุสลิม 100% ความภาคภูมิใจของภาคใต้

 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่! "ALTANI" รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของพี่น้องมุสลิม 100% ความภาคภูมิใจของภาคใต้

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569— บริษัท ปตานี พาวเวอร์ จํากัด จัดพิธีเปิดโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์​ ALTANI อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอรุณ​ บุญชม จุฬาราชมนตรี เป็นประธานในการประกอบพิธีดูอาร์และละหมาดขอพร เพื่อความเป็นบารอกัตแก่โรงงานและผู้ร่วมลงทุนทุกฝ่าย โดยมี นางนภัสสรณ์ วงศ์แจ่มเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ปตานี พาวเวอร์ จํากัดผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายสหกรณ์อิสลาม สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน




โรงงานแห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและเครือข่ายสหกรณ์อิสลามแห่งประเทศไทย ได้แก่ เครือข่ายสหกรณ์อิสลามแห่งประเทศไทย สหกรณ์อิสลามอิบนูอัฟฟาน จํากัด สหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ จํากัด และสหกรณ์อิสลามปัตตานี จํากัด ถือเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของพี่น้องมุสลิม 100% แห่งแรกในพื้นที่จังหวัดภาคใต้


อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือความมุ่งมั่น และวิสัยทัศน์ของทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ให้เกิดขึ้นกับพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมระบุว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ ALTANI เป็นแบรนด์ของพี่น้องมุสลิมไทย 100% ที่จะสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มมูลค่า และสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ เป็นแรงผลักดันให้เกิดการลงทุน การสร้างโรงงาน การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ที่มีเป้าหมายสร้างงาน สร้างอาชีพ พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

"ผมเชื่อมั่นว่า โรงงานแห่งนี้จะเป็นมากกว่าฐานการผลิต แต่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และการสร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่" อาจารย์วันมูหะมัดนอร์กล่าว พร้อมอวยพรให้บริษัท ปตานี พาวเวอร์ จํากัด และแบรนด์ ALTANI ประสบความสําเร็จ เติบโตสู่ระดับประเทศและก้าวสู่เวทีระดับอาเซียน ก่อนกล่าวประกาศเปิดโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า บริษัท ปตานี พาวเวอร์ จํากัดอย่างเป็นทางการ

ภายในงาน นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ได้เป็นประธานนําพิธีดูอาร์และละหมาดขอพรตามหลักศาสนาอิสลาม​ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การเริ่มต้นสายการผลิต และขอพรให้การดําเนินธุรกิจของบริษัท ปตานี พาวเวอร์ จํากัด​ เจริญก้าวหน้า สร้างคุณประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

นางนภัสสรณ์ วงศ์แจ่มเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตานี พาวเวอร์ จํากัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของ ALTANIไม่ได้เริ่มจากคําถามว่าจะสร้างรถแบบไหน แต่เริ่มจากคําถามว่าจะสร้างโอกาสให้คนในภาคใต้ได้อย่างไร โรงงานแห่งนี้จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน สร้างอาชีพ และต่อยอดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภาคใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน



ในส่วนของแผนการเติบโตของ ALTANI บริษัทวางเป้าหมายการดําเนินงานเมื่อยอดขายถึง 30,000 คัน จะเปิด

ให้บริการระบบ Battery Swap เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานให้กับผู้ขับขี่ และเมื่อยอดขายเติบโตถึง 100,000​ คัน บริษัทจะเดินหน้าขยายการลงทุนและติดตั้งโรงงานในจังหวัดปัตตานี เพื่อเพิ่มกําลังการผลิตให้รองรับความต้องการที่เติบโตขึ้น พร้อมทั้งวางรากฐานให้ปัตตานีเป็นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบของภาคใต้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การพัฒนาทักษะแรงงาน ไปจนถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยรอบโรงงานอย่างเป็นรูปธรรมเราเชื่อว่าหากภาคใต้มีอุตสาหกรรมของตัวเอง คนในพื้นที่ก็จะมีโอกาสของตัวเอง วันนี้ ALTANI พร้อมเดินหน้าสร้างงานสร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้กับคนในพื้นที่ไปพร้อมกัน


หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ สหกรณ์อิสลามอิบนูอัฟฟาน จํากัด สหกรณ์อิสลามอิบนูเอาฟ จํากัด และสหกรณ์อิสลามปัตตานี จํากัด

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) อุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ พร้อมนำเครื่องอุปโภคบริโภคในพิธี บริจาคให้แก่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) อุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ พร้อมนำเครื่องอุปโภคบริโภคในพิธี บริจาคให้แก่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ





วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) ในพิธีข้ามสะพานโอฆสงสาร น้อมอุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึก ยุคล พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ยุคล และ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในพิธีการบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) ประกอบด้วย บรรพชิตจีนนิกายสวดพระพุทธมนต์เปิดมณฑลพิธีและพิธีสรงดวงพระวิญญาณ พิธีสรงน้ำดวงพระวิญญาณ พิธีสังวัธยายสุขาวดีวยูหสูตร พิธีลอยกระทง และปล่อยนกปล่อยปลา พิธีโยคะตันตระ (ทิ้งกระจาด) และพิธีสดับปกรณ์ โดยมี นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และคณะหน่วยงานในเครือ เฝ้ารับเสด็จฯ และเข้าร่วมในพิธี เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ บริเวณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง






สำหรับในการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสร้างเครื่องกระดาษ ประกอบด้วย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ฉลองพระองค์ทำจากกระดาษ จำนวน 8 ชุด ประกอบด้วยฉลองพระองค์ที่เคยทรงในโอกาสต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นชุดที่ออกแบบตัดเย็บโดยใช้ผ้าไทยในท้องถิ่นจากภูมิภาคต่างๆ ทั้งหมดล้วนแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวงที่ทรงให้ความสำคัญและทรงยกระดับผ้าไทยสู่สากล เผยแพร่ความงดงามของหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ได้แก่ 

1. ฉลองพระองค์ตัดเย็บจากผ้าไหมปักประดับด้วยปีกแมลงทับ พระสนับเพลาแบบป้ายตัดเย็บจากผ้าไหมเครป ประดับพู่ไหม

2.ฉลองพระองค์แบบผสมผสานไทย พ.ศ. 2528 "จากจุดเริ่มต้นที่ผ้าไหมมัดหมี่ พระราชประสงค์ในการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ขยายไปพื้นที่อื่นๆ ด้วย เช่น ผ้าไหมแพรวาที่เป็นวัฒนธรรมการทอผ้าของชาวผู้ไท บ้านโพน จ.กาฬสินธุ์ ลักษณะดั้งเดิมของผ้าไหมแพรวา คือเป็นผ้าหน้าแคบ ใช้ห่มเฉียงบ่าเหมือนสไบ เมื่อมีพระราชประสงค์ให้ส่งเสริมการทอผ้าแพรวาเพื่อสร้างอาชีพ สืบต่อวัฒนธรรมไม่ให้สูญหาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับผ้าแพรวาโดยขยายเป็นผ้าหน้ากว้าง เพื่อสามารถนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าได้ รวมถึงสีจากเดิมที่มีสีแดง ก็เพิ่มสีอื่นๆ เข้ามา ดังเช่นฉลองพระองค์องค์นี้ที่เป็นสีชมพูพาสเทล"

3. ฉลองพระองค์แบบสากล "ฉลองพระองค์ องค์นี้ เป็นฉลองพระองค์ทรงงาน ทรงเมื่อเสด็จเยี่ยมราษฎรทางภาคเหนือ มีการตกแต่งด้วยผ้าชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิ์ติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

4. ฉลองพระองค์ชุดสูท ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่และผ้าไหมเครป จากห้องเสื้อบัลแมง โดยนายอีริก มอร์เทนเซน 

5. ฉลองพระองค์ชุดราตรี พ.ศ. 2528 ฉลองพระองค์องค์ตัดเย็บด้วยผ้าไหมมัดหมี่ ทรงเมื่อครั้งเสด็จฯ 

เยือนสหรัฐอเมริกาในปี 2528 เดิมทีผ้าไหมมัดหมี่เป็นผ้าที่ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน 

6. ฉลองพระองค์แบบผสมผสานไทย จากห้องเสื้อบัลแมง โดยนายอีริก มอร์เทนเซน ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่

7. ฉลองพระองค์ชุดราตรีสีกรมท่า ตัดเย็บโดยผ้าไหมกำมะหยี่ ปักประดับดิ้นทอง ลูกปัด และเลื่อม  ฝีมือการออกแบบตัดเย็บของนายปีแอร์ บัลแมง

8. ฉลองพระองค์ชุดภูไท ตัดเย็บจากผ้าไหมแพรวา เมื่อครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวบ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นหญิงชาวภูไทแต่งกายด้วยเสื้อแขนกระบอกสีดำ และห่มสไบเฉียงผ้าแพรวาสีแดงอย่างงดงาม จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า  "ผ้าที่ใส่นี่สวยมาก ทอให้พระราชินีได้ไหม" และทรงนำมาพัฒนาต่อยอดจนผ้าไหมแพรวากลายเป็น "ราชินีแห่งไหมไทย" ในโครงการศิลปาชีพ





อีกทั้งยังมี  สุนัขทรงเลี้ยงจำลองเหมือนจริง จำนวน 9 ตัว ได้แก่  คุณซูซี่ พันธุ์ Cocker Spaniel  คุณตุ้งติ้ง พันธุ์ Cocker Spaniel คุณเมเมี้ยว พันธุ์ Cocker Spaniel คุณหมีขาว พันธุ์ West Highland White Terrier คุณนกฮูก พันธุ์ Shih.Tzu คุณพุดดิ้ง พันธุ์ York Shire. Terrier คุณละเวง พันธุ์ Cocker Spaniel หลวงแจ่มภักดี พันธุ์ Saint Bernard และคุณสุดหล่อ พันธุ์ Dalnatian นอกจากนี้ ยังมีข้าราชบริพาร มหาดเล็ก คุณข้าหลวง นางสนองพระโอษฐ์ จำลองชุดปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่จริง จำนวน 16 คน เครื่องกระดาษชุดรถยนต์พระที่นั่ง มีสารัตถี 1 คน เครื่องกระดาษหีบทอง  โรงโขนละครจำลอง ภูเขาเงิน ภูเขาทอง ภูเขาเสริมพระบารมี พระคลังเงิน พระคลังทอง และเครื่องราชูปโภค




และในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิฯ นำเครื่องอุปโภคบริโภคในพิธีโยคะตันตระ (ทิ้งกระจาด) ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมัน น้ำปลา และน้ำดื่ม บริจาคให้แก่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี  นางวิภา ภัทรกุลพงษ์ ประธานคณะทำงานบริหารของบริจาค มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย เขตราชเทวี กรุงเทพฯ


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นองค์กรสาธารณกุศล ก่อตั้งขึ้นมากว่า 116 ปี โดยชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารในประเทศไทยเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดมิได้จากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีคุณูปการใหญ่หลวง ดังนั้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วยคณะกรรมการ และหน่วยงานในเครือ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน (กงเต๊ก) น้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามประเพณีทางพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจีนนิกาย ด้วยความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวทิตา ด้วยความน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และพร้อมตอบแทนคุณแผ่นดิน ด้วยการทำคุณงามความดีต่อไปตราบนานเท่านาน ภายใต้ปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”  

.

#########

Bangkok International Content Market 2026สร้างความสำเร็จตลาดซื้อขาย–ร่วมผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ​ เกิดการเจรจาธุรกิจกว่า 1,200 คู่ มูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาท​ ตอกย้ำไทยสู่ “Content Hub of Asia”

 Bangkok International Content Market 2026สร้างความสำเร็จตลาดซื้อขาย–ร่วมผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ​ เกิดการเจรจาธุรกิจกว่า 1,200 คู่ มูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาท​ ตอกย้ำไทยสู่ “Content Hub of Asia”


สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดบทสรุปงาน Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ในระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา โดยเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจรวมกว่า 1,200 คู่ คิดเป็นมูลค่าการเจรจาทางธุรกิจกว่า 2,200 ล้านบาท จากผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย และสตรีมมิงแพลตฟอร์มทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่เข้าร่วมกว่า 600 ราย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ TV Series และบริการด้านโปรดักชัน (Production Services) ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์แห่งเอเชีย (Content Hub of Asia)

ตลอด 3 วันของการจัดงาน BICM2026 ได้รับการตอบรับอย่างคึกคักจากคนในแวดวงอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ทั้งผู้สร้างสรรค์ผลงาน ผู้ซื้อ และนักลงทุนจากทั่วภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี “ตลาดกลาง” สำหรับการซื้อขายและร่วมผลิตคอนเทนต์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยยังขาดมาโดยตลอด และพิสูจน์ว่าเมื่อผู้สร้างสรรค์และผู้ซื้อได้มาพบปะกันในตลาดกลาง ความร่วมมือทางธุรกิจก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง



ในส่วนของ Business Matching ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญของงาน การเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัวระหว่างเจ้าของผลงานและผู้ซื้อจากทั้งในและต่างประเทศ ได้นำไปสู่ความร่วมมือทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม ทั้งการซื้อขายลิขสิทธิ์ผลงาน การซื้อสิทธิ์ดัดแปลง และการร่วมทุนผลิต (Co-production) ระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังเกิดการเชื่อมโยงกับเครือข่ายตลาดคอนเทนต์ชั้นนำของเอเชีย อาทิ QCinema International Film Festival ฟิลิปปินส์, JAFF Market อินโดนีเซีย, Taiwan Creative Content Fest (TCCF) ตลาดคอนเทนต์สร้างสรรค์ไต้หวัน และ  Danang Asian Film Festival (DANAFF) ตลาดคอนเทนต์ดานัง เวียดนาม ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะ “Gateway” สู่ตลาดผู้บริโภคอาเซียนที่มีขนาดกว่า 700 ล้านคน


อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างสูงคือเวที BICM Pitching & Awards โดยได้รับการสนับสนุนจาก White Light Studio, Kantana Sound Studio, Gear Head และ QCinema International Film Festival ที่เปิดโอกาสให้โปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ที่พร้อมผลิตจริงกว่า 55 ผลงาน ได้นำเสนอต่อนักลงทุนและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ โดยผลการตัดสิน มีดังนี้

Asian Project Pitching ผู้ชนะได้แก่ ทีม HONEY MILK (難言之癮) จากไต้หวัน ประเภทภาพยนตร์ขนาดยาว โดย MAN YIN TSENG (Producer) และ CHIEN YU  LIN (Director) โดยได้รับทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ

Thai Project Pitching ผู้ชนะได้แก่ The Mining (เหรียญ ขุด คน) จากประเทศไทย ประเภทภาพยนตร์ขนาดยาว โดย วุฒิดนัย อินทรเกษตร (Director) และ ชนิกานต์ โอภาสพิมลธรรม (Screenwriter) โดยได้รับทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

Thai Story Pitching ผู้ชนะได้แก่ THE KINDNESS OF MISS ARI นางสาว(ไม่)อารี จากประเทศไทย ประเภทภาพยนตร์ขนาดยาว โดย ภิญญดา ภูมิเมฆ (Producer) และ  เฉลิมพงษ์ อุดมศิลป์ (Screenwriter) โดยได้รับทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่เวที Industry Forum และ Workshop ที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ ผู้ขาย ตลอดจนนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะหัวข้อที่สะท้อนทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรม เช่น “เจาะลึกคอนเทนต์ระดับภูมิภาค: จากความนิยมท้องถิ่น สู่กระแสระดับโลก”, “มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ: ดึงดูดกองถ่ายต่างชาติ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรม VFX และแอนิเมชันไทยสู่สากล” และ “มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ: พลิกโฉมการสนับสนุนจากรัฐสู่การบริหารจัดการกองถ่ายมืออาชีพ”

คุณนลินา ชยสมบัติ โปรดิวเซอร์จาก Jungka Studio หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโปรแกรมเจรจาธุรกิจเปิดเผยว่า “BICM2026 เปิดโอกาสให้เราได้พบบริษัทและผู้คนใหม่ ๆ เหมือนเป็นสะพานเชื่อมเราเข้ากับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์และพันธมิตรที่มีโอกาสร่วมงานกันได้จริง เพราะสิ่งที่ Jungka มองหาไม่ใช่แค่โปรเจกต์ แต่เป็นวิธีการทำงานแบบใหม่ ๆ และทีมที่แข็งแรง พร้อมศักยภาพที่จะเติบโตและเข้าถึงผู้ชมได้ เวทีนี้ช่วยให้เราเห็นโอกาสในการร่วมมือ เพื่อสร้างผลงานและโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดได้ในอนาคต”

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวสรุปความสำเร็จของงานว่า “ความสำเร็จของ BICM2026 ในปีแรก ได้พิสูจน์แล้วว่า ‘ตลาด’ คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ระบบนิเวศคอนเทนต์ไทยรอคอยมานาน การที่ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้สร้างสรรค์จากทั่วโลกมาพบกันบนเวทีเดียวในประเทศไทย และเกิดเป็นข้อตกลงทางธุรกิจที่จับต้องได้ คือคำตอบว่าคอนเทนต์ไทยมีศักยภาพเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง CEA จะเดินหน้าพัฒนา BICM ให้เป็นเวทีประจำปีที่เติบโตขึ้นทุกปี เพื่อผลักดันนักสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวจากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของ High-Value IP และปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์แห่งเอเชีย หรือ Content Hub of Asia อย่างมั่นคง”

ความสำเร็จของ Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา และเชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยวและบริการ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Nation) โดย CEA เตรียมเดินหน้าจัดงาน Bangkok International Content Market ในปีถัดไป เพื่อขยายเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจให้กับนักสร้างสรรค์ไทยอย่างต่อเนื่อง

#BICM2026 #BangkokInternationalContentMarket #CreativeEconomyAgency #CEA #DITP #Film #Series #Animation #TCM2026

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

www.cea.or.th 

bicm.or.th

Facebook: Bangkok International Content Market - BICM

—--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฝ่ายประชาสัมพันธ์

ปพิชญา สุนทรสีมะ โทร. 086-031-3066 อีเมล: parpitchaya.s@cea.or.th

เพ็ญนภา หล่อประเสริฐ   โทร. 098-253-5600    อีเมล: phennapa.h@cea.or.th

เกี่ยวกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (Public Organization): CEA เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาบุคลากร ธุรกิจ และเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในทุกมิติ CEA มุ่งยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์และสื่อสร้างสรรค์ ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน ผ่านโครงการสำคัญอย่าง CEA Content Lab และ Bangkok International Content Market (BICM) เพื่อผลักดันนักสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีสากล สร้างโอกาสทางธุรกิจ และขับเคลื่อนคอนไทนต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Elica แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวระดับพรีเมียมจากอิตาลี เปิดตัวครั้งแรกในไทย​ ผู้สร้างมาตรฐานใหม่ ฉีกทุกกฎแห่งงานดีไซน์ พร้อมเผยโฉม “Elica Lhov” นวัตกรรมเครื่องครัว All-in-One เครื่องแรกของโลก

 Elica แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวระดับพรีเมียมจากอิตาลี เปิดตัวครั้งแรกในไทย​ ผู้สร้างมาตรฐานใหม่ ฉีกทุกกฎแห่งงานดีไซน์ พร้อมเผยโฉม “Elica Lhov” นวัตกรรมเครื่องครัว All-in-One เครื่องแรกของโลก

Elica แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวระดับพรีเมียมจากอิตาลี ที่ได้รับการยอมรับระดับโลกด้านการออกแบบและนวัตกรรม เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ภายใต้การนำเข้าและจัดจำหน่ายโดย Cucina Galleria พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ของ Open Kitchen ผ่านการเปิดตัว “Elica Lhov” นวัตกรรมเครื่องครัว All-in-One เครื่องแรกของโลก ที่สะท้อนบทบาทของนวัตกรรมและการออกแบบในการยกระดับคุณภาพชีวิตและประสบการณ์การอยู่อาศัยของผู้คนยุคใหม่ ภายในงานซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า CentralWorld

นายกฤตนัน สนธิจิรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะซิกเนเจอร์ แบรนด์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวคิดการออกแบบบ้านทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจาก “ครัว” ที่เป็นเพียงพื้นที่ประกอบอาหาร สู่แนวคิด Open Kitchen ที่เชื่อมต่อกับพื้นที่พักผ่อนและการใช้ชีวิต โดยต้องคำนึงถึงคุณภาพอากาศ (Air) ระดับเสียง (Noise) และแสงสว่าง (Lighting) ควบคู่กัน ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบนี้คือแก่นแท้ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ Elica เพื่อให้ครัวและพื้นที่ใช้ชีวิตเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว ทำให้ครัวกลายเป็นพื้นที่สะท้อนรสนิยมและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งความสวยงามและประสบการณ์การใช้ชีวิต จากแนวโน้มนี้ Elica จึงเลือกเปิดตัวในไทยด้วยแนวคิด “Beyond Masterpieces : The Elica Open Kitchen Revolution” เพื่อนำเสนอครัวในฐานะศูนย์กลางของการใช้ชีวิตที่หลอมรวมศิลปะ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

ด้วยประสบการณ์ด้าน Kitchen Innovation มากกว่า 50 ปี Elica ได้รับการยอมรับเป็นผู้นำด้านเครื่องดูดควันและเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวจากอิตาลี โดดเด่นด้วย Italian Design ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมคว้ารางวัลออกแบบระดับนานาชาติมากมาย อาทิ Compasso d’Oro, Red Dot Design Award, iF Design Award, Good Design Award และ Archiproducts Design Awards ภายในงาน Elica ถ่ายทอดแนวคิด “Artfully Inventive” จิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ที่หลอมรวมศิลปะ การออกแบบ และนวัตกรรมเข้าไว้ในทุกผลิตภัณฑ์

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว “Elica Lhov” นวัตกรรมเครื่องครัว All-in-One เครื่องแรกของโลก ที่รวมเตาอบ เตาแม่เหล็กไฟฟ้า และระบบดูดควันไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว ถือเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยมีแบรนด์ใดในโลกคิดค้นมาก่อน ขับเคลื่อนยกระดับประสบการณ์การทำอาหารและการใช้ชีวิตของผู้บริโภคให้ก้าวไปอีกขั้น


อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ NikolaTesla Collection คอลเลกชันเตาแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมระบบดูดควันในตัว โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมเผยโฉมพื้นผิวใหม่ Matte Black มอบสัมผัสเรียบหรู ลดรอยนิ้วมือ และทำความสะอาดง่าย โดยแต่ละรุ่นมาพร้อมความสวยงามและจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ตอบโจทย์การใช้งานได้ในหลากหลายไลฟ์สไตล์

นอกจากนี้ยังมีช่วงพิเศษ Special Talk โดย คุณต้น–ณัฐพล เตโชพิชญ์ จาก Looklen Architects ที่ร่วมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของครัวในงานออกแบบบ้านยุคใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนอินไซต์จากประสบการณ์จริงในการออกแบบโครงการและบ้านให้ลูกค้าว่า “ครัว” ได้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของบ้าน และการออกแบบที่ดีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณค่าของช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน


นายกฤตนัน สนธิจิรวงศ์ กล่าวเสริมว่า Elica เชื่อว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวไม่ควรเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน แต่ควรเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยยกระดับสุนทรียภาพของพื้นที่และเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตในทุกช่วงเวลา ด้วยเหตุนี้ แบรนด์จึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผสาน Design, Innovation และ Technology เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งการเปิดตัว Elica ในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Cucina Galleria ในการนำแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวระดับพรีเมียมที่เป็นผู้นำด้านเครื่องครัวในบ้านจากยุโรป เข้ามามอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคไทย ทั้งด้านประสิทธิภาพการใช้งาน งานดีไซน์ และการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในแบบที่สะท้อนตัวตนของตนเอง


ร่วมสัมผัสนิยามใหม่ของงานดีไซน์เครื่องครัวจากอิตาลีได้แล้ววันนี้ ผ่านช่องทาง Facebook และ Instagram: Elica Thailand และเว็บไซต์ https://www.elica.com/WW-en หรือเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์จริงได้ที่ โชว์รูม Cucina Galleria ซอยสาทร 12 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00–19.00 น.


#Elica #ElicaThailand #CucinaGalleria #ElicaCooking #ExtraordinaryCooking

APPTech EXPO 2026 เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชน

  APPTech EXPO 2026 เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาชุมชน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่...