วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมการศาสนา เปิดบ้าน ศพอ. ภาคอีสาน ชู “ศาสนธรรม–หัตถศิลป์” สร้างคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ สู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

 กรมการศาสนา เปิดบ้าน ศพอ. ภาคอีสาน ชู “ศาสนธรรม–หัตถศิลป์” สร้างคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ สู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนสนมวิทยาคาร อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ พระวชิรสิทธิโกศล เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา และนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ภายใต้แนวคิด “สืบสานศาสนธรรม เลิศล้ำหัตถศิลป์ เทิดไท้องค์ภูมินทร์” ในโครงการอุดหนุนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ วัฒนธรรมจังหวัดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เครือข่ายสถานศึกษา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอผลงาน และเผยแพร่บทบาทของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม พัฒนาทักษะชีวิต และเสริมสร้างศักยภาพเด็กและเยาวชน ตลอดจนเป็นเวทีให้ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรมจริยธรรมอย่างเป็นรูปธรรม


ภายหลังพิธีเปิดและลั่นฆ้องชัย 3 ครั้ง ได้มีการมอบเกียรติบัตรแก่ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแข่งขันทักษะความรู้ทางพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการ การจัดแสดงผลงาน และการสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นของเครือข่าย ศพอ. รวมถึงผลงานจากสถานศึกษา ชุมชน หน่วยงาน และองค์กรคุณธรรมต้นแบบ จำนวน 40 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของเครือข่ายในการนำทุนทางศาสนา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคนและชุมชน


นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้ประสบความสำเร็จและเกิดความยั่งยืน รวมทั้งการประกวดแข่งขันกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านพระพุทธศาสนา การจัดแสดงผลงาน การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเครือข่าย ศพอ. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า กิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” นับเป็นครั้งที่ 4 ของการขับเคลื่อนกิจกรรมในปีนี้ และถือเป็นเวทีสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้เด็ก เยาวชน ประชาชน และภาคีเครือข่าย ได้เข้ามาเรียนรู้และทำความเข้าใจบทบาทของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมและพัฒนาทักษะชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชน พร้อมทั้งเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความร่วมมือระหว่างศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในแต่ละพื้นที่

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า กรมการศาสนาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทของสถาบันทางศาสนาในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยให้เป็น “คนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ” สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมที่มุ่งสร้างสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “คุณธรรมนำการพัฒนา”


การจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน การสร้างเครือข่าย การส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาศักยภาพเยาวชน เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ มีคุณธรรม มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป


ทั้งนี้ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เตรียมจัดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” ต่อเนื่องในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 16 - 17 กันยายน 2569 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยน เสนอความคิดเห็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เป็นแนวทางในการนำไปปรับใช้ เกิดการบูรณาการการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ผ่านกลไก “พลังบวร” บ้าน - วัด/ศาสนสถาน - โรงเรียน/ราชการ และติดตามการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกทั้งสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของ ศพอ. ในฐานะพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และขยายเครือข่ายการทำงานด้านคุณธรรมจริยธรรมให้เข้มแข็งและครอบคลุมยิ่งขึ้นทั่วประเทศ ///

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก  นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดกระบี่  (จังหวัดที่ 8 ของทางภาคใต้) จำนวน 26 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่า 604,507 บาท (หกแสนสี่พันห้าร้อยเจ็ดบาทถ้วน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครัวเรือนยากจนได้มีวัสดุอุปกรณ์ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจและแจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนฟรี โดยมี นายนิรันดร์ ปราบอักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  เป็นประธานในพิธี นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย คณะมูลนิธิประชาสันติสุข และอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวอรภัสญาน์ สุกใส (คุณมิ้วส์เชค) และนางสาวจุติณัฏฐ์ ชัยเฉลิมพล (คุณแนท) ร่วมในพิธี ณ หอประชุมวิทยาลัยสารพัดช่างกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่



นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส


ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”


ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418.

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

กรมการท่องเที่ยว ครบรอบวันสถาปนา 24 ปี เดินหน้าสร้างการท่องเที่ยวไทยคุณภาพ ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและความยั่งยืน

 กรมการท่องเที่ยว ครบรอบวันสถาปนา 24 ปี เดินหน้าสร้างการท่องเที่ยวไทยคุณภาพ ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและความยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยวจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 24 ปี สะท้อนบทบาทการวางรากฐานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย พร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว และส่งเสริมการเติบโตอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน



วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กรมการท่องเที่ยวจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 24 ปี ณ กรมการท่องเที่ยว ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารซี โดยได้รับเกียรติจากนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้บริหารกรมการท่องเที่ยว อดีตผู้บริหาร ผู้แทนส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย บุคลากรกรมการท่องเที่ยว สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน



นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การครบรอบ 24 ปี ถือเป็นโอกาสสำคัญและเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจของบุคลากรกรมการท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยว ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการวางรากฐานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว การยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านงานด้วยดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม หรือระบบ DOT e-Service Center” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถอำนวยความสะดวกได้รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ขณะเดียวกัน กรมการท่องเที่ยวยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านโปรเจค Thailand Green Tourism Plan 2030 ในการยกระดับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และผู้ประกอบการ ให้มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก


อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจของกรมการท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการร่วมกันสร้าง “ระบบการท่องเที่ยวไทยแห่งอนาคต” ที่มีมาตรฐาน โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นพลังขับเคลื่อนให้การท่องเที่ยวไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และร่วมกันนำพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน


วว. จุดประกายยุทธศาสตร์ใหม่ ปลดล็อกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง/แผ่นวงจรพิมพ์ไทย

 วว. จุดประกายยุทธศาสตร์ใหม่ ปลดล็อกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง/แผ่นวงจรพิมพ์ไทย 

จากกระแสการลงทุนเมกะเทรนด์โลกอย่าง AI, Data Center และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังทะลักเข้าสู่ประเทศไทย อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) คือ หนึ่งใน “หัวใจสำคัญ" ที่จะชี้ขาดอนาคตเศรษฐกิจ โดยโจทย์ใหญ่ของประเทศไม่ใช่การเป็นฐานรับจ้างผลิต (OEM) หรือการพึ่งพาแรงงานเข้มข้นดังเช่นในอดีต แต่คือการสร้าง "นิเวศอุตสาหกรรม (Ecosystem)" ที่แข็งแกร่งด้วยคนไทยและเทคโนโลยีไทย

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. ได้เปิดมุมมองวิสัยทัศน์เชิงรุก พร้อมขับเคลื่อนภารกิจเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยการเดินหน้าสร้าง “ศูนย์วิจัยและสาธิตเทคโนโลยีการผลิตวงจรพิมพ์อัจฉริยะ” (Thailand Electronic Circuit Center : TECC) เพื่อเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับบุคลากร พัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง


 ถอดรหัส อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย : ทำไมต้องเปลี่ยนผ่านวันนี้   ที่ผ่านมาแม้ประเทศไทยจะมีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มานานนับทศวรรษ แต่ในความเป็นจริง เรายังติดกับดักการเป็น Labor-Intensive และ OEM เป็นส่วนใหญ่ โดยโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนชิป (Chip) หรือวงจรรวม (IC) ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ  สะท้อนภาพเกี่ยวกับบริบทนี้ว่า  ปัญหาสำคัญคือเราไม่ได้ถือครองเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เมื่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามา เรามักจะเห็นภาพที่เขายกทั้ง Supply Chain และนำเข้าผู้เชี่ยวชาญมาจากต่างประเทศ สิ่งที่ วว. ต้องการเห็นคือ การที่ประเทศสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ขอเพียงเราสามารถดึงสัดส่วน Local Content หรือวัตถุดิบ/ชิ้นส่วนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของบริษัทต่างชาติได้ประมาณ 10-20% มูลค่าที่จะสะพัดกลับสู่เศรษฐกิจไทยจะมีมูลค่ามหาศาล

 ผู้ว่าการ วว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังเกิด "Gap" ความเหลื่อมล้ำทางทักษะบุคลากร ระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมจริง นักศึกษาที่จบการศึกษามักคุ้นเคยกับอุปกรณ์ในระดับห้องปฏิบัติการ (Lab Scale) แต่เมื่อต้องเจอกับโรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เป็นระบบอัตโนมัติ (Automation) และงานสหวิทยาการ (Multidisciplinary) กลับไม่สามารถทำงานได้ทันที ส่งผลให้โรงงานต้องเสียเวลาเทรนใหม่หรือนำเข้าวิศวกรต่างชาติแทน

สร้าง Ecosystem อิเล็กทรอนิกส์ไทยครบวงจร  เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว วว. จึงได้ร่วมมือกับ สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) ผนึกกำลังจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและสาธิตเทคโนโลยีการผลิตวงจรพิมพ์อัจฉริยะ” เพื่อทำหน้าที่เป็น "Industrial Ecosystem" และ "Technology Deployment Platform" ที่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์ฝึกอบรมทั่วไป แต่เป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ  ในกรอบดำเนินงาน ดังนี้

1. โครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรม   ลงทุนสร้างสายการผลิตต้นแบบ (Pilot Plant) เสมือนจริง มูลค่าโครงการขั้นต่ำกว่า 650 ล้านบาท โดยได้รับทุนสนับสนุนเริ่มต้น 150 ล้านบาท จาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และร่วมทุนกับภาคเอกชนอีกกว่า 500 ล้านบาท


2. การพัฒนาบุคลากร (UpSkill/ReSkill)  ตั้งเป้าผลิตและยกระดับวิศวกร/ช่างเทคนิค 70,000 คนภายใน 5 ปี เพื่อป้อนอุตสาหกรรม PCB และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

3. รูปแบบการเรียนรู้ Demand-Driven   ร่วมมือกับบริษัทชั้นนำในลักษณะ Employment Training Center ให้เด็กจบใหม่หรือบุคลากรในโรงงาน ได้ฝึกฝนกับเครื่องจักรจริงที่ใช้ในอุตสาหกรรม เพื่อลดรอยต่อให้สามารถทำงานได้ทันที

4. ยกระดับวิจัยและพัฒนา (R&D Hub)   เปิดพื้นที่ให้นักวิจัย Startup และ SMEs ไทยเข้ามาออกแบบต้นแบบแผงวงจร (PCB Design) โดยมี วว. เป็นหน่วยงานรัฐที่สร้างความมั่นใจเรื่องการรักษาความลับทางปัญญา (NDA) ไม่ต้องส่งผลิตต่างประเทศ


จาก PCB สู่ Smart Electronics : ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทย (Industrial Transformation)โดยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ไม่ได้จำกัดอยู่ในคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ แต่คือ "สมองกล" ของทุกอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ว่าจะเป็น เกษตรแม่นยำ (Smart Farming) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เครื่องจักรคัดแยกขยะอัตโนมัติ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงงาน 


วว. นำความเชี่ยวชาญด้าน การวิเคราะห์ ทดสอบ และรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ระดับสากล มาเสริมทัพ เพื่อให้ต้นแบบที่พัฒนาผ่านศูนย์ TECC สามารถทดสอบมาตรฐาน มอก. และมาตรฐานสากลได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนการนำนวัตกรรมออกสู่ตลาดพาณิชย์

"TECC ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มการเทรนนิ่ง ไม่ใช่แค่ศูนย์วิจัย แต่คือระบบนิเวศที่จะเปลี่ยนให้วงการอิเล็กทรอนิกส์เป็น New S-Curve ที่คนไทยทำเอง ใช้เอง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศอย่างยั่งยืน"  ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวสรุป


การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและแผ่นวงจรพิมพ์ไทยโดย วว. และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ถือเป็นก้าวสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ความท้าทายระดับชาติอย่างตรงจุด ศูนย์ TECC ไม่เพียงแต่จะเข้ามาช่วยแก้โจทย์ปัญหาด้านกำลังคนขาดแคลนและเพิ่มทักษะขั้นสูงให้แรงงานไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมให้ SMEs และวิศวกรไทย เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ  ทั้งนี้ ศูนย์ TECC จะเปิดให้บริการระบบนิเวศและบริการอย่างเป็นรูปธรรมในเร็ว ๆ นี้ ณ วว. เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นก้าวสำคัญอีกวาระหนึ่งที่จะเปลี่ยนบทบาทประเทศไทย จากผู้รับจ้างผลิต สู่ "ศูนย์กลางนวัตกรรมแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งภูมิภาค" อย่างแท้จริง

#สถาบันวิจัยยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

#ศูนย์กลางนวัตกรรมแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง #ระบบนิเวศนวัตกรรม

#อว #วว #TISTR #วทน  #นวัตกรรม #เศรษฐกิจ #แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ #PCB #TECC #NewSCurve #SMEs


วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569

โฮมโปรบุกตลาดคนรุ่นใหม่ ลุยจัดจำหน่ายแบรนด์ “SNAZZ” เสริมพอร์ตสินค้าตอบโจทย์ทุกพื้นที่ส่วนตัว ชูคอนเซ็ปต์ “Color Your Life. Vibe Your Space.”

 โฮมโปรบุกตลาดคนรุ่นใหม่ ลุยจัดจำหน่ายแบรนด์ “SNAZZ” เสริมพอร์ตสินค้าตอบโจทย์ทุกพื้นที่ส่วนตัว ชูคอนเซ็ปต์ “Color Your Life. Vibe Your Space.” 

โฮมโปร (HomePro) ตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็น “Home Lifetime Companion” หรือเพื่อนที่เข้าใจและจะอยู่เคียงข้างในทุกช่วงชีวิต เดินหน้าขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ (Gen Z & Millennials) ด้วยการ จัดจำหน่ายแบรนด์ “SNAZZ” Modern Home Lifestyle Brand แบรนด์น้องใหม่สายแต่งบ้าน เครื่องนอน และเฟอร์นิเจอร์ ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เติมสีสันให้ชีวิต เติมชีวิตให้บ้าน” (Color Your Life. Vibe Your Space.) ตอบโจทย์รูปแบบการอยู่อาศัยในพื้นที่จำกัด ให้สามารถสะท้อนตัวตนได้ง่ายๆ ในราคาที่จับต้องได้และคุ้มค่า

Consumer Shift: เมื่อ “พื้นที่ส่วนตัว” คือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิต ความเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบการอยู่อาศัยในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ความหมายของคำว่า “บ้าน” เปลี่ยนไป ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า สัดส่วนครัวเรือนผู้พักอาศัยคนเดียว (Single Household) ในประเทศไทยสูงถึง 29.5% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก สำหรับคนรุ่นใหม่ “บ้าน” จึงไม่ได้หมายถึงบ้านหลังใหญ่เสมอไป แต่คือ “ห้องหนึ่งห้อง” ในคอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ ที่ต้องรองรับทั้งการทำงาน การใช้ชีวิต และการพักผ่อน


จาก Consumer Insight ดังกล่าว ทำให้โฮมโปรในฐานะ Home Lifetime Companion ที่เป็นเพื่อนที่เข้าใจและพร้อมอยู่เคียงข้างในทุกจังหวะชีวิต มองเห็นโอกาสในการเติมเต็มความต้องการของ Gen Z ที่ไม่ได้มองหาแค่เครื่องใช้ภายในบ้าน แต่มองหาพื้นที่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ (Personal Space) การสร้างบรรยากาศที่ฮีลใจ (Joyful Living) และคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วัน

นางสาวเยาวรี วงศ์สรรคกร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานจัดซื้อ Home Textile & Lighting บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘โฮมโปร’ เปิดเผยว่า “วิสัยทัศน์การเป็น Home Lifetime Companion ทำให้เรามุ่งมั่นที่จะเป็นเพื่อนที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างผู้บริโภคในทุกช่วงวัย วันนี้เราเห็นพฤติกรรมลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป จากคำถามเดิมที่ว่า ‘สินค้าทนไหม’ กลายเป็น ‘สินค้านี้เข้ากับสไตล์ห้องหรือเปล่า’ การที่โฮมโปรดึงแบรนด์ SNAZZ เข้ามาจัดจำหน่ายในครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดประตูให้เราเข้าถึงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของ Gen Z ได้อย่างตรงจุด ด้วยดีไซน์ นวัตกรรม และระดับราคาที่คุ้มค่า จับต้องได้จริง”

SNAZZ: ดีไซน์ที่ใช่ พักผ่อนสบาย ในราคาที่จับต้องได้และคุ้มค่า แบรนด์ SNAZZ ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่ม เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าเครื่องนอน ที่ออกแบบมาภายใต้แนวคิด “ทุกพื้นที่เล็กๆ มีสไตล์ของตัวเองได้” เน้นความยืดหยุ่นให้ผู้ใช้งานนำไอเทมต่างๆ เช่น เบาะนั่ง เก้าอี้ พรม แผ่นรองโต๊ะทำงาน และของแต่งบ้าน มา Mix & Match ให้เข้ากับ Mood & Moment ของตัวเองได้อย่างอิสระ ในราคาที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่ากับคุณภาพที่ได้รับ

โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ “SNAZZ Bed in a Box” (ที่นอนกล่องสูญญากาศ) ที่ถูกคิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองและคนอยู่คอนโดโดยเฉพาะ ด้วยเทคโนโลยีอัดสูญญากาศบรรจุลงกล่อง ทำให้การขนย้าย ย้ายหอ หรือยกขึ้นชั้นสูงเป็นเรื่องง่าย ผสานระบบ Pocket Spring ที่รองรับสรีระ แยกการสั่นสะเทือนขณะพลิกตัว และช่วยลดการสะสมของไรฝุ่น เปลี่ยนจุดเริ่มต้นของการพักผ่อนให้เป็นเรื่องง่ายที่ใครก็ทำได้ด้วยตัวเอง

“เราตั้งใจให้ SNAZZ เป็นตัวแทนของการสร้างพื้นที่ความสุขที่ไม่ต้องรอโอกาส ไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างห้องใหม่ และได้สินค้าที่คุ้มค่าจับต้องได้ แค่เริ่มต้นเปลี่ยนจากที่นอนกล่องสูญญากาศ หรือเลือกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ เข้ามาเติมเต็ม ก็สามารถเปลี่ยนมู้ดของห้องให้กลายเป็นพื้นที่ Everyday Recharge ได้แล้ว” นางสาวเยาวรีฯ กล่าวทิ้งท้าย

สัมผัสความสดใสและเลือกช้อปเฟอร์นิเจอร์ สินค้าแต่งบ้าน และที่นอนจาก SNAZZ ได้แล้ววันนี้ ที่โฮมโปร ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ www.homepro.co.th


#SNAZZ #ColorYourLifeVibeYourSpace #เติมสีสันให้ชีวิตเติมชีวิตให้บ้าน #HomePro #โฮมโปร #HomeLifetimeCompanion #ModernHomeLifestyle #SNAZZBedInABox #ที่นอนกล่องสูญญากาศ #homepropr

กรมการศาสนา (ศน.) ถวาย ๔๐๐ ทุน หนุนศาสนทายาทศึกษาพระปริยัติธรรม​ สืบสานพระพุทธศาสนา เผยแผ่หลักธรรมสู่สังคม

 กรมการศาสนา (ศน.) ถวาย ๔๐๐ ทุน หนุนศาสนทายาทศึกษาพระปริยัติธรรม​ สืบสานพระพุทธศาสนา เผยแผ่หลักธรรมสู่สังคม

เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ ณ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 

สมเด็จพระวชิรรัตนโมลี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค ๕ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ แม่กองบาลีสนามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีถวายทุนการศึกษาโครงการสนับสนุนศาสนทายาทสืบสานและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีพระภิกษุสามเณรผู้เข้ารับทุนการศึกษา ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา ตลอดจนสื่อมวลชนเข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนศาสนทายาทสืบสานและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ภายใต้กองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ จนถึงปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนพระภิกษุสามเณรให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาศักยภาพในการสืบสานและเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยที่ผ่านมา มีพระภิกษุสามเณรได้รับทุนการศึกษาแล้วรวมกว่า ๓,๐๐๐ รูป




สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ กรมการศาสนาได้ถวายทุนการศึกษาแก่พระภิกษุและสามเณรผู้สอบบาลีสนามหลวงได้ ตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยค ถึงเปรียญธรรม ๘ ประโยค ในสำนักเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีส่วนกลาง จำนวน ๔๐๐ ทุน เพื่อส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม สร้างขวัญและกำลังใจแก่พระภิกษุสามเณรที่มีความมุ่งมั่นในการศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนสนับสนุนให้นำองค์ความรู้ไปใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ประชาชนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม





ทั้งนี้ พระภิกษุและสามเณรถือเป็นศาสนทายาทที่มีบทบาทสำคัญในการสืบทอดพระธรรมคำสอนและเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ประชาชน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม การส่งเสริมให้ศาสนทายาทมีโอกาสศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นภารกิจสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางพระพุทธศาสนาให้มีความรู้ ความเข้าใจในพระธรรมวินัย และสามารถนำหลักธรรมไปปฏิบัติและเผยแผ่ได้อย่างถูกต้อง การถวายทุนการศึกษาในครั้งนี้ จึงเป็นทั้งการสนับสนุนด้านการศึกษาและการสร้างขวัญกำลังใจแก่พระภิกษุสามเณรผู้มีความวิริยะอุตสาหะ เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและเตรียมความพร้อมในการทำหน้าที่ศาสนทายาทที่มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการธำรงรักษาและสืบสานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนามุ่งหวังให้การสนับสนุนทุนการศึกษาเป็นส่วนหนึ่ง

ในการพัฒนาศาสนทายาทให้มีความรู้ความสามารถในการศึกษาและทำความเข้าใจพระธรรมคำสอน โดยเฉพาะพระไตรปิฎกและพระปริยัติธรรมอย่างลึกซึ้ง สามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้และเผยแผ่แก่ประชาชนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับบริบทของสังคม ตลอดจนมีส่วนร่วมในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่สงบสุขและยั่งยืน



โอกาสนี้ อธิบดีกรมการศาสนา ได้แสดงมุทิตาจิตและอนุโมทนากับพระภิกษุสามเณรทุกรูปที่ประสบความสำเร็จในการสอบบาลีสนามหลวง พร้อมถวายกำลังใจให้นำความรู้และหลักธรรมที่ได้ศึกษาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสังคม และเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป ///




"รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่อมวลชน ในการประชุมใหญ่ สภท.

  "รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่...