วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

การท่องเที่ยวไต้หวันเปิดตัวแคมเปญประชาสัมพันธ์แบบบูรณาการในตลาดไทย ชวนสัมผัส “Unseen Taiwan” ผ่าน 4 ธีมท่องเที่ยว

 การท่องเที่ยวไต้หวันเปิดตัวแคมเปญประชาสัมพันธ์แบบบูรณาการในตลาดไทย ชวนสัมผัส “Unseen Taiwan” ผ่าน 4 ธีมท่องเที่ยว

สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “2026 Taiwan Tourism Media Promotion Campaign” ณ Paragon Cineplex กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อเริ่มต้นแผนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในตลาดไทยระลอกใหม่อย่างเป็นทางการ โดยแคมเปญจะดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 ถึงปี 2570 ครอบคลุมสื่อบนระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ โรงภาพยนตร์ สื่อโฆษณากลางแจ้ง สื่อภายในลิฟต์อาคารสำนักงานและที่พักอาศัย แพลตฟอร์มดิจิทัล กิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค ตลอดจนสิทธิประโยชน์และโปรโมชันด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้ข้อมูลการท่องเที่ยวไต้หวันเข้าถึงชีวิตประจำวันของชาวไทยในเมืองได้อย่างใกล้ชิดและทั่วถึงยิ่งขึ้น

แคมเปญนี้นำเสนอแนวคิด “Unseen Taiwan” ผ่าน 4 มิติ ได้แก่ วัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ ตลอดจนความหลากหลายและความเป็นมิตร เพื่อถ่ายทอดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของไต้หวัน พร้อมเชิญช่างภาพชาวไทย คุณธีรศักดิ์ ศักดิ์ศรีทวี และนักวาดภาพประกอบ คุณต๊อด อารักษ์ อ่อนวิลัย หรือในนาม Sahred Toy มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำเสนอมุมมองของไต้หวันผ่านสายตาของนักสร้างสรรค์ชาวไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวไต้หวันกับนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นพาไต้หวันเข้าสู่ชีวิตประจำวันของชาวกรุงเทพฯ 

เพื่อให้เนื้อหาการท่องเที่ยวไต้หวันเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น การประชาสัมพันธ์ครั้งนี้จะครอบคลุมหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง พื้นที่พักผ่อนและความบันเทิง พื้นที่เชิงพาณิชย์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไต้หวันในชีวิตประจำวันของชาวไทยมากยิ่งขึ้น 

ในพื้นที่การคมนาคมและแหล่งกิจกรรมต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไต้หวันจะเผยแพร่บนรถไฟฟ้า BTS ระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน และบนรถไฟฟ้า MRT ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ขณะที่ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป จะขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบการพักผ่อนและความบันเทิงผ่านโรงภาพยนตร์ Major Cineplex 

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนกันยายนปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เนื้อหาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไต้หวันจะทยอยเผยแพร่ผ่านสื่อโฆษณากลางแจ้งในย่านธุรกิจและแหล่งชอปปิงสำคัญของกรุงเทพฯ อาทิ EM District, อโศก และสยาม รวมถึงสื่อภายในลิฟต์ของอาคารสำนักงานและอาคารที่พักอาศัยในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ ตลอดจนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไต้หวันอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การเดินทางไปทำงาน การทำงาน การชอปปิง ความบันเทิง ไปจนถึงชีวิตประจำวันของผู้คนในเมือง 

ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อในเมือง การท่องเที่ยวไต้หวันยังเปิดตัวกิจกรรม O2O “Snap Taiwan Moments” ซึ่งเชื่อมโยงกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยเชิญชวนชาวไทยออกตามหาสื่อโฆษณาการท่องเที่ยวไต้หวันตามจุดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ พร้อมร่วมกิจกรรมผ่านการถ่ายภาพ แชร์ และทำกิจกรรมออนไลน์ เพื่อเปลี่ยนผู้คนจากผู้ชมโฆษณาให้ก้าวมาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบอกเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวไต้หวันด้วยตนเอง

จากการมองเห็นไต้หวันสู่การวางแผนเดินทางจริง

นอกเหนือจากการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อและกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมแล้ว โครงการครั้งนี้ยังบูรณาการข้อมูลบริการและสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวไต้หวันหลากหลายรูปแบบ อาทิ “Return to Taiwan.Double Your Luck” และข้อเสนอ “Buy 1 Get 1 Free” ของรถไฟความเร็วสูงไต้หวัน (THSR) เป็นต้น 

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวไต้หวันยังร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมและสายการบิน จัดกิจกรรม “True Go Taiwan 2026” โดยนักท่องเที่ยวสามารถรับสิทธิประโยชน์ด้านบัตรโดยสารเครื่องบิน พร้อมรับซิมการ์ดฟรี เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากความสนใจในการเดินทางไปสู่การวางแผนและออกเดินทางท่องเที่ยวไต้หวันจริง 

คุณเฉิน อี้ถิง (Cindy Chen) ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า การประชาสัมพันธ์ครั้งนี้มุ่งเชื่อมโยง “การเผยแพร่ผ่านสื่อ เนื้อหาสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และบริการด้านการท่องเที่ยว” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การสื่อสารด้านการท่องเที่ยวที่ครบวงจร และผลักดันให้ไต้หวันก้าวจากการเป็นจุดหมายปลายทางที่ “ถูกมองเห็น” ไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ “ได้สัมผัส ได้บอกต่อ และท้ายที่สุดคือได้เดินทางไปเยือนจริง”

4 ธีมหลัก ชวนค้นพบ “Unseen Taiwan”

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก ไต้หวันเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในเอเชียที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง ตลาดกลางคืน และอาหารที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายแล้ว ไต้หวันยังมีประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงลึกที่หลากหลาย ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แคมเปญนี้จึงนำเสนอเอกลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไต้หวันผ่าน 4 ธีมหลัก เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยให้รู้จักไต้หวันจากมุมมองที่แตกต่างกัน

Wave of Culture — คลื่นแห่งวัฒนธรรม

มุ่งนำเสนอประวัติศาสตร์อันยาวนานของไต้หวัน วัฒนธรรมดั้งเดิม ความเชื่อและศรัทธาในวัดวาอาราม  ศิลปะ ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัยของไต้หวัน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างประเพณีดั้งเดิมและความทันสมัย

Wave of Flavor — คลื่นแห่งรสชาติ

นำเสนอวัฒนธรรมอาหารอันหลากหลายของไต้หวัน ตั้งแต่อาหารริมทาง อาหารท้องถิ่น ไปจนถึงร้านอาหารระดับมิชลิน ชวนให้นักท่องเที่ยวทำความรู้จักไต้หวันผ่านรสชาติและประสบการณ์ด้านอาหาร 

Wave of Vitality — คลื่นแห่งพลังชีวิต

พานักท่องเที่ยวไปสัมผัสภูเขา ชายฝั่งทะเล และธรรมชาติของไต้หวัน พร้อมสำรวจกิจกรรมกลางแจ้ง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และประสบการณ์การพักผ่อนในรูปแบบต่าง ๆ 

Wave of Love — คลื่นแห่งความรักและความหลากหลาย

มุ่งนำเสนอบรรยากาศทางสังคมของไต้หวันที่เปิดกว้าง มีเสรีภาพ และเป็นมิตร ตลอดจนสภาพแวดล้อมการท่องเที่ยวที่นักเดินทางหลากหลายกลุ่มสามารถออกสำรวจได้อย่างอิสระและสบายใจ

นักสร้างสรรค์ชาวไทยมองไต้หวันผ่านสายตาของตนเองอีกครั้ง 

อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการครั้งนี้ คือการเชิญนักสร้างสรรค์ชาวไทย 2 รายเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตเนื้อหาด้านการท่องเที่ยวไต้หวัน เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากมุมมองของไต้หวันเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังนำเสนอผ่านมุมมองทางวัฒนธรรมที่คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวชาวไทยมากยิ่งขึ้น 

คุณธีรศักดิ์ ศักดิ์ศรีทวี ช่างภาพชาวไทย ใช้ภาพถ่ายบันทึกทิวทัศน์ธรรมชาติ ภาพเมือง และประสบการณ์การเดินทางในไต้หวัน ผ่านมุมมองของช่างภาพไทย เพื่อถ่ายทอดภาพไต้หวันที่แตกต่างจากภาพประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในรูปแบบดั้งเดิม

ส่วน คุณต๊อด อารักษ์ อ่อนวิลัย หรือ Sahred Toy นักวาดภาพประกอบ ได้สร้างสรรค์เรื่องราวการเดินทางที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไต้หวันและไทย โดยมี OhBear มาสคอตหมีดำไต้หวันของสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน และพลาย (Plai) ช้างไทย เป็นตัวละครหลัก

ชื่อ “Plai” มีเสียงพ้องกับคำว่า “Pai” (ไป) ในภาษาไทย ซึ่งหมายถึงการเดินทางไป และสื่อถึงคำเชิญชวนอย่างสนุกสนานว่า “ออกเดินทางไปด้วยกัน!” ตัวละครทั้งสองจากต่างถิ่นได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทาง ออกสำรวจวัฒนธรรม อาหาร เมือง และธรรมชาติของไต้หวันไปพร้อมกัน ผ่านการนำเสนอที่สนุกสนานและเข้าถึงง่าย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ มิตรภาพ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไต้หวันและไทยที่มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันระบุว่า การผสาน 4 ธีมการท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อในเมือง กิจกรรมออนไลน์แบบมีส่วนร่วม งานสร้างสรรค์ทางศิลปะ และบริการด้านการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน มีเป้าหมายเพื่อให้ชาวไทยได้เห็นมิติที่หลากหลายของการท่องเที่ยวไต้หวันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สนใจสำรวจวัฒนธรรม ลิ้มลองอาหารท้องถิ่น สัมผัสธรรมชาติทั้งภูเขาและทะเล การใช้ชีวิตในเมือง หรือการเดินทางในรูปแบบที่อิสระและหลากหลาย นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาจังหวะการเดินทางที่เหมาะกับตนเองในไต้หวัน และต่อยอดจากความสนใจให้กลายเป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวไต้หวันจริงได้ในที่สุด

แคมเปญนี้นำเสนอการท่องเที่ยวไต้หวันผ่านทั้ง 4 ธีม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตของไต้หวันผ่านวัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ และมิตรไมตรีของผู้คน


วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด จัดทีมสาธารณภัยลงพื้นที่จังหวัดน่าน เยียวยา แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยอุทกภัย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมมูลค่ากว่า 7 แสนบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินหน้าโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด จัดทีมสาธารณภัยลงพื้นที่จังหวัดน่าน เยียวยา แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยอุทกภัย พร้อมมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมมูลค่ากว่า 7 แสนบาท



ตามที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัยในหลายภูมิภาค สร้างความเสียหายทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งสั่งการให้ฝ่ายสาธารณภัยเดินหน้าโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดทันที โดยเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดน่าน แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน และน้ำปลา บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ แจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย ณ ที่ว่าการอำเภอปัว และอำเภอท่าวังผา  รวม 1,500 ชุด พร้อมมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท จำนวน 1 ราย รวมงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 715,000 บาท (เจ็ดแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน)  โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ พร้อมด้วย คณะชมรมพ่อค้าน่าน สมาคมฮงสุนน่าน ศาลเจ้าปึงเถ่ากงน่าน เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี






นับตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัย มูลนิธิฯ ได้ส่งทีมตอบโต้ภัยพิบัติ ประกอบด้วย กู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร  พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ เรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถยกสูง 4x4 รถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน ฯลฯ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัยในทันที  พร้อมจัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ และเปิดลานมูลนิธิฯ แพ็กถุงยังชีพฉุกเฉิน เพื่อให้ทีมบรรเทาฯ นำลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อเนื่อง โดยผู้ประสบภัยในพื้นที่ต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ตลอด 24 ชั่วโมง *




ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ  ต่อไป

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยอุทกภัย เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ทุกท่านทุกนาย

.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรวมพลังส่งต่อธารน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วม

#น้ำท่วม

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569

ปส. ประกาศความพร้อมโรงไฟฟ้า SMR ตั้ง "สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก" เปิดศูนย์บริการร่วมแห่งชาติ“ เพื่อการกำกับดูแลการออกใบอนุญาต บูรณาการทุกหน่วยงาน

 ⚛️ปส. ประกาศความพร้อมโรงไฟฟ้า SMR ตั้ง "สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก" เปิดศูนย์บริการร่วมแห่งชาติ“ เพื่อการกำกับดูแลการออกใบอนุญาต บูรณาการทุกหน่วยงาน

(30 กันยายน 2569) – นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) แถลงข่าวความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยสำหรับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและการพัฒนาระบบให้บริการเพื่อรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนตามนโยบายของคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส.) ภายใต้การนำของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานกรรมการ โดยที่ประชุม พนส. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 มีมติให้ขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาระบบสำคัญ 6 ด้าน ดังต่อไปนี้

1. ระบบกำกับดูแล SMR ตลอดวงจรชีวิตตามมาตรฐานและแนวทางของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ภายใต้หลัก 3S ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety) ความมั่นคงปลอดภัย (Security) และการพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards)

2. ระบบเตรียมความพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยงการทำงานจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่

3. ระบบกฎหมายและความรับผิดชอบทางนิวเคลียร์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม

4. ระบบจัดการกากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วอย่างครบวงจร โดยยึดหลักความปลอดภัย ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ผลักภาระไปยังคนรุ่นต่อไป

5. ระบบและแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

6. ระบบการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง

นายแพทย์รุ่งเรือง เปิดเผยข้อมูลสำคัญตามเอกสารคำสั่งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ที่ 251/2569 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 ว่า ได้มีคำสั่งให้จัดตั้ง "สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก" ขึ้น โดยมีฐานะเป็นหน่วยงานระดับกองภายในสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งมีผู้อำนวยการสถาบันเป็นผู้บังคับบัญชาและมีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ซึ่งเป็นการสนับสนุนและขับเคลื่อนระบบกำกับดูแล SMR ตลอดวงจรชีวิตตามข้อ 1 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามมติที่ประชุม พนส.

จุดเด่นสำคัญของการจัดตั้งโครงสร้างใหม่ครั้งนี้ คือการผลักดันระบบให้บริการและการบูรณาการความร่วมมือ โดยการจัดตั้งระบบศูนย์บริการร่วมแห่งชาติ (National One Stop Service) ให้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยสถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการพิจารณาใบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ และบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอนุญาตและการกำกับดูแลสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วโปร่งใสในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก ยังมีหน้าที่และอำนาจสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับโรงไฟฟ้า SMR เช่น :

ศึกษา วิเคราะห์ และติดตามเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการด้านการกำกับดูแลความปลอดภัย สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก


ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ วัฏจักรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ผู้ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี ทั้งด้านการประเมิน การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลความปลอดภัย ความมั่นคงปลอดภัย และการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้วิชาการทางนิวเคลียร์ ตลอดจนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางนิวเคลียร์ และแผนการจัดเตรียมอัตรากำลังให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก


นายแพทย์รุ่งเรือง เน้นย้ำในช่วงท้ายว่า การจัดตั้ง "สถาบันกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก" พร้อมด้วยศูนย์บริการร่วมแห่งชาติที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันฯ จะเป็นกลไกสำคัญที่ตอกย้ำความพร้อมของประเทศไทย ในการกำกับดูแลและพัฒนาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR ให้มีความปลอดภัยสูงสุดและได้มาตรฐานระดับสากล

กรมการแพทย์ - กรมพลศึกษา - สภากายภาพบำบัด ยกระดับเวชศาสตร์การกีฬา ดูแลนักกีฬาไทยครบวงจร วางระบบป้องกันการบาดเจ็บ รักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ จนกลับสู่สนามอย่างปลอดภัย พร้อมพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านกายภาพบำบัดทางกีฬา

 กรมการแพทย์ - กรมพลศึกษา - สภากายภาพบำบัด ยกระดับเวชศาสตร์การกีฬา ดูแลนักกีฬาไทยครบวงจร วางระบบป้องกันการบาดเจ็บ รักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ จนกลับสู่สนามอย่างปลอดภัย  พร้อมพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านกายภาพบำบัดทางกีฬา

วันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น.ณ ห้องประชุมแสงสิงแก้ว อาคาร 1 กรมการแพทย์​   กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ ร่วมกับ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสภากายภาพบำบัด จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับการดูแลนักกีฬาและขับเคลื่อนสุขภาวะระดับชาติ พร้อมพัฒนามาตรฐานบริการและวิชาการด้านกายภาพบำบัด โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมเป็นประธานในพิธีบันทึกความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์กับกรมพลศึกษา ลงนามโดย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา โดยมีนายแพทย์อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน และนายอัชรัฐ ยงทวี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่วมเป็นพยาน สำหรับบันทึกความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์กับสภากายภาพบำบัด ลงนามโดย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ และศาสตราจารย์ กภ. ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด โดยมีนายแพทย์อดิศักดิ์ งามขจรวิวัฒน์ และ กภ. ฐณวัฒน์ ปริยัติฆรพันธ์ กรรมการสภากายภาพบำบัด ร่วมเป็นพยาน

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานและเชื่อมโยงการดูแลอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยบูรณาการความเชี่ยวชาญของกรมการแพทย์กับหน่วยงานด้านกีฬาและองค์กรวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการดูแลนักกีฬา ตั้งแต่การตรวจประเมิน การรักษาและผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยมุ่งให้ผู้บาดเจ็บได้รับบริการที่เหมาะสมและกลับไปใช้ชีวิตหรือแข่งขันกีฬาได้อย่างปลอดภัย

นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การส่งเสริมและพัฒนากีฬาจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของนักกีฬา ความร่วมมือระหว่างกรมพลศึกษาและกรมการแพทย์จะช่วยเชื่อมโยงระบบบริการทางการแพทย์กับวิทยาศาสตร์การกีฬาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมถึงพัฒนาระบบบริการเร่งด่วนสำหรับนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บจากการแข่งขัน และเสริมศักยภาพครูพลศึกษา ผู้ฝึกสอน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องด้านการปฐมพยาบาล การป้องกันการบาดเจ็บ และการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน

นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า การพัฒนานักกีฬาให้มีศักยภาพและก้าวสู่ความเป็นเลิศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบดูแลสุขภาพและสมรรถภาพทางกายควบคู่กันในทุกช่วงของการพัฒนา ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันการบาดเจ็บ การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้นักกีฬาสามารถกลับมาฝึกซ้อมและแข่งขันได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บซ้ำ และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ กรมพลศึกษาพร้อมสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งการประสานงาน การดำเนินงานด้านกีฬา การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรและนักกีฬา ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์

ศาสตราจารย์ กภ. ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับกรมการแพทย์มุ่งพัฒนามาตรฐานบริการและสมรรถนะของบุคลากรด้านกายภาพบำบัดทางกีฬา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การประชุมวิชาการ และการศึกษาวิจัยร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพการฟื้นฟูสมรรถภาพนักกีฬา และสนับสนุนความก้าวหน้าของวิชาชีพกายภาพบำบัดทางกีฬา



ความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์กับกรมพลศึกษาครอบคลุมการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์เร่งด่วน การเชื่อมโยงการรักษาและฟื้นฟูระหว่างศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์การกีฬา โรงพยาบาลเลิดสิน กับศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา ตลอดจนการจัดทำฐานข้อมูลระดับชาติด้านการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การวางแผน และการวิจัย โดยบันทึกความร่วมมือฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574


ส่วนบันทึกความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์กับสภากายภาพบำบัด มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2572 ทั้งสองความร่วมมือเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านการแพทย์ การกีฬา และองค์กรวิชาชีพ เพื่อพัฒนาระบบเวชศาสตร์การกีฬา หลักสูตรพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านกายภาพบำบัดทางกีฬา และยกระดับการดูแลนักกีฬาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างปัญญาชนคู่คุณธรรมสู่สังคม จัดพิธีมอบทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้ายและทุนต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2569 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างปัญญาชนคู่คุณธรรมสู่สังคม จัดพิธีมอบทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้ายและทุนต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2569 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ


วันนี้ (วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ  ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2569 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี นักเรียน นิสิต นักศึกษา  และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2  อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของงานสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 51 ปี ในการสนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน  และในวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569   มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคอีสาน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ และชัยภูมิ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป 

รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2569 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการสร้างโอกาส สร้างชีวิตเยาวชนทางการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 

.

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2569

เชิดชูเกียรติ “ดร.หยก” รับโล่คนวัฒนธรรมเชียงใหม่ ฉลอง 30 ปีสภาวัฒนธรรมแห่งแรกของไทย

 เชิดชูเกียรติ “ดร.หยก” รับโล่คนวัฒนธรรมเชียงใหม่ ฉลอง 30 ปีสภาวัฒนธรรมแห่งแรกของไทย

“ดร.หยก” กชพร เวโรจน์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เข้ารับโล่เชิดชูเกียรติคนวัฒนธรรมและเกียรติบัตรผู้มีคุณูปการต่อสภาวัฒนธรรมฯ อย่างยิ่งใหญ่ ในงานฉลอง “3 ทศวรรษสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2569” มุ่งสานต่อวิสัยทัศน์ผลักดันทุนทางวัฒนธรรมล้านนาให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล






พิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ คุ้มคำ เชียงใหม่ โดยมีนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีและผู้มอบรางวัล โอกาสนี้ “น้องหยาด” หยาดทิพย์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ยังได้เข้ารับเหรียญเชิดชูเกียรติร่วมด้วย ท่ามกลางเครือข่ายศิลปินพื้นบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน และเยาวชนจาก 25 อำเภอที่มาร่วมแสดงพลังขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่


สำหรับงานครบรอบ 30 ปีของสภาวัฒนธรรมแห่งแรกในประเทศไทย จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ฮักษาฮาก สร้างสรรค์ใหม่ สืบไว้วัฒนธรรมเจียงใหม่สู่สากล” โดยนายสุรพล เกียรติไชยากร ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวรายงาน ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการรำลึกถึง “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่” ประธานสภาวัฒนธรรมคนแรกของประเทศไทย พร้อมนำเสนออัตลักษณ์ความหลากหลายของทั้ง 25 อำเภอ ควบคู่กับการแสดงศิลปะร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่ที่สะท้อนแนวคิด “ล้านนาใหม่ ไม่ทิ้งราก”







การรวมพลังของภาครัฐ ภาคประชาชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรมในครั้งนี้ นอกจากการเชิดชูเกียรติบุคคลสำคัญผู้ทุ่มเทให้แก่งานวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ ไม่ให้เป็นเพียงรากเหง้าในอดีต แต่เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน และพร้อมยืนหยัดอย่างสง่างามบนเวทีนานาชาติ


#หยกกชพร #สภาวัฒนธรรมเชียงใหม่ #วัฒนธรรมล้านนา #เชียงใหม่

กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก ชี้เป็นผลสำเร็จร่วมกันในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยไปสู่สากล ตามโครงการ “Thailand Green Tourism Plan 2030”

  กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก ชี้เป็นผลสำเร็จร่วมกันในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยไปสู่สากล ตามโ...