วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567

กสม. เข้าพบ ผบ.ทร. หารือแนวทางการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมาน จับมือร่วมขับเคลื่อนให้เกิดผล

 กสม. เข้าพบ ผบ.ทร. หารือแนวทางการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมาน จับมือร่วมขับเคลื่อนให้เกิดผล

วันที่ 18 ธันวาคม 2567 เวลา 14.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายบุญเกื้อ สมนึก ที่ปรึกษาประจำ กสม. นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการ กสม. พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าพบ พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร) และคณะ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนร่วมกัน ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ

6


นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า กสม. มีภารกิจในการส่งเสริม คุ้มครองและเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน โดยการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมา กสม. ให้ความสำคัญกับการติดตามการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 โดยหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง เช่น กองทัพเรือ ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีภารกิจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่ง กสม. รับทราบว่า กองทัพเรือได้ส่งเสริมความตระหนักรู้ของกำลังพล และมีมาตรการในการป้องกันการทรมานบ้างแล้ว

อย่างไรก็ดี เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของกองทัพเรือให้สอดคล้องและเป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ รวมทั้งอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT)  กสม. จึงพร้อมสนับสนุนและร่วมมือในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจของกำลังพลเกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชน แนวทางการป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่เหมาะสม รวมทั้งประสานความร่วมมือในการเข้าตรวจเยี่ยมการฝึกอบรมทหารใหม่ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ โดยเห็นว่าการสร้างความร่วมมือเชิงป้องกันการทรมานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์จะขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ในเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ด้านพลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผบ.ทร ระบุว่า กองทัพเรือมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ กสม. จะเข้ามาช่วยอุดช่องว่างและลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และเห็นพ้องว่าการทำงานร่วมกันในเชิงการป้องกันปัญหาและสร้างความตระหนักรู้เป็นแนวทางที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ โดยยินดีให้ กสม. ร่วมสนับสนุนวิทยากรหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชนและแนวทางการป้องกันการทรมานให้กับกำลังพลของกองทัพ โดยที่ผ่านมากองทัพเรือมุ่งสร้างความตระหนักรู้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ให้แก่ครูฝึกทหารเรือ ซึ่งกองทัพเรือเชิญชวน กสม. เข้าร่วมสังเกตการณ์การฝึกกำลังพลใหม่และหารือถึงแนวทางการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจตามหลักสิทธิมนุษยชนร่วมกับครูฝึกทหารต่อไป ณ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine) ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ: 1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้" (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว 2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ 3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance) การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน 4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

  จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและน...