วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567

สธ.-สวรส. จัดประชุมวิชาการสุขภาพประชากรข้ามชาติ ถกแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการและหลักประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว

 สธ.-สวรส. จัดประชุมวิชาการสุขภาพประชากรข้ามชาติ ถกแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการและหลักประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว


หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมวิชาการสุขภาพประชากรข้ามชาติ เนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล ระดมสมองแก้ปัญหาและพัฒนาระบบดูแลสุขภาพแรงงานข้ามชาติและสาธารณสุขชายแดน เผย ไทยมีแรงงานต่างชาติมากกว่า 3 ล้านคน 74.5% เป็นชาวเมียนมา แลมีปัญหาเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ ด้าน สวรส.พร้อมเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ไทย - WHO ผลักดันหลักประกันและการเข้าถึงระบบบริการ เพื่อความมั่นคงระบบสาธารณสุข และเป็นไปตามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน 



นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้เปิดการประชุมวิชาการสุขภาพประชากรข้ามชาติ เนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล ประจำปี 2567 (Migrant Health Forum on International Migrants Day, 2024) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 - 18 ธันวาคม 2567 ที่ศูนย์เรียนรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขชายแดนจังหวัดตาก โรงพยาบาลแม่สอด ทั้งนี้ การเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติและการย้ายถิ่นฐานของประชากรข้ามพรมแดนเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องมาจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงภาวะสงคราม ในส่วนของประเทศไทย ข้อมูลจากกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และ UNHCR พบว่า ปี 2567 มีแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานมากกว่า 3 ล้านคน 74.5% เป็นสัญชาติเมียนมา โดยทั้งตัวแรงงานและครอบครัวยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ส่งผลให้มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ จึงต้องมีการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพประชากรข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นไปตามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ยังส่งผลดีต่อความมั่นคงของระบบสุขภาพของประเทศ


นพ.โสภณกล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านสาธารณสุขชายแดน เนื่องจากเป็นด่านหน้าในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่จะเข้าสู่ประเทศ รวมทั้งยังมีบริบทที่แตกต่างจากพื้นที่ปกติ จากสภาพภูมิศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม การปฏิบัติงานมีลักษณะเฉพาะ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การจัดประชุมครั้งนี้ที่อำเภอแม่สอด ซึ่งเป็นช่องทางผ่านเข้าออกประเทศไทยของชาวเมียนมามากที่สุด มีพรมแดนทั้งทางบกและทางน้ำยาวกว่า 100 กิโลเมตร จะทำให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายสุขภาพประชากรข้ามชาติได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาสาธารณสุขพื้นที่ชายแดน การจัดการสุขภาพประชากรข้ามชาติทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ ช่วยเสริมพลังความร่วมมือทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานสาธารณสุขชายแดน และพัฒนาข้อเสนอเกี่ยวกับระบบสุขภาพประชากรข้ามชาติพื้นที่ชายแดนให้พร้อมรับมือปัญหา ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข ส่งผลให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยมีหลักประกันสุขภาพและมีสุขภาพที่ดี เมื่อเจ็บป่วยได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและเหมาะสม


นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ต่อหัวของประชากรไทย (GDP) ถึง 6.2% มีระบบประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว 2 ระบบคือ ประกันสังคม และประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนภาระในการให้บริการแรงงานต่างด้าวของสถานพยาบาลบางพื้นที่ พบผู้ป่วยนอกคิดเป็น 15% ส่วนผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลคิดเป็น 27% และประเทศไทยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลปีละหลายร้อยล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินไทยจำเป็นต้องได้รับบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน เช่น การให้วัคซีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับชุมชนและคนรอบข้างด้วย หรือการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคมารักษาให้หายขาด เพื่อไม่ให้แพร่กระจายต่อ เป็นต้น ทั้งนี้ สวรส.โดยแผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การอนามัยโลก ค.ศ. 2022-2029 ได้ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์เรียนรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขชายแดนจังหวัดตาก โรงพยาบาลแม่สอด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) จัดประชุมวิชาการฯ ระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม 2567 มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 300 คน สำหรับระยะถัดไป สวรส.ในฐานะแกนกลางการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ฯ จะเน้นการทำงานเชิงรุกให้บรรลุเป้าหมายการส่งเสริมสนับสนุนสิทธิและความเป็นธรรมของประชากรข้ามชาติ โดยผลักดันให้เกิดหลักประกันและการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติ

นพ.พิทักษ์พงษ์ จันทร์แดง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก กล่าวว่า จังหวัดตากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ มีประชากรทั้งชาวไทย ไทยภูเขา และแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานด้านเกษตรกรรม ปัญหาหลักของการเข้าถึงบริการสุขภาพแรงงานต่างชาติคือ การเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีเอกสารยืนยัน ทำให้ไม่มีหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะอำเภอแม่สอด ที่มีการเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของชาวต่างชาติประมาณ 1 ล้านคนต่อปี มีชาวเมียนมาและชนกลุ่มน้อยเข้ามาอาศัยนับแสนคน ซึ่งการประชุมครั้งมีประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ สถานการณ์ด้านสุขภาพของผู้อพยพระหว่างประเทศ: ระดับโลก ประเทศไทย และพื้นที่ชายแดน และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน, เงื่อนไขและปัญหาอุปสรรคที่ยังท้าทาย ทางรอด ทางออก กับการพัฒนาความร่วมมือของหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ, สถานการณ์การจัดการปัญหาสุขภาพที่สำคัญในพื้นที่ชายแดน (เมียนมา ลาว และไทย), การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสุขภาพในการจัดบริการสุขภาพประชากรข้ามชาติ พร้อมทั้งเปิดให้เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขชายแดนจังหวัดตาก

ผศ.(พิเศษ) นพ.รเมศ ว่องวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด และผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขชายแดนจังหวัดตาก กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขชายแดนและพื้นที่พิเศษ เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในประเทศ พัฒนาระบบบริการพื้นที่ชายแดนและพื้นที่พิเศษ พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงานพื้นที่ชายแดน ศึกษาวิจัยพัฒนางานสาธารณสุขชายแดน รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพและองค์ความรู้ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ซึ่งจากความร่วมมือภายใต้แผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติ นำมาสู่การดำเนินงานสำคัญของศูนย์เรียนรู้ฯ จังหวัดตาก คือ การจัดทำหลักสูตรเฉพาะของพื้นที่ เช่น ระบาดวิทยาในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ระบบสาธารณสุขชายแดน การดูแลรักษาโรคเวชศาสตร์เขตร้อน อนามัยแม่และเด็กชายแดน การจัดการสิทธิและสถานะของประชากรในพื้นที่ชายแดน เป็นต้น โดยในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 6 สถาบันการศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยพะเยา และสภากาชาดไทย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสุขภาพในการจัดบริการสุขภาพประชากรข้ามชาติด้วย


*************** 18 ธันวาคม 2567


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine) ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ: 1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้" (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว 2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ 3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance) การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน 4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

  จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและน...