วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

กรมวิทย์ฯ บริการ สร้างความเชื่อมั่นผลการทดสอบยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการไทยสู่สากล มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการภาครัฐ และเอกชน 28 หน่วยงาน

 กรมวิทย์ฯ บริการ สร้างความเชื่อมั่นผลการทดสอบยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการไทยสู่สากล มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการภาครัฐ และเอกชน 28 หน่วยงาน


      วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  จัดพิธีมอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการให้แก่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทั้งด้านห้องปฏิบัติการทดสอบ ผู้จัดโปรแกรมการทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการทดสอบ และผู้ผลิตวัสดุอ้างอิง รวม 28 หน่วยงาน โดยมีนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเปิดเวทีสัมมนา “ข้อกำหนด กฎระเบียบใหม่ของสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ” ณ ห้องภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทย์ฯ บริการ




         นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า ตามนโยบายของนางสาวศุภมาส  อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ การเพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบ และการสนับสนุนให้มีมาตรฐานระดับสากล สอดรับกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ด้วยเหตุนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure, NQI) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานระดับประเทศ ทั้งด้านการวิเคราะห์ทดสอบ การกำหนดและพัฒนามาตรฐานต่าง ๆ หน่วยรับรองระบบงานถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านมาตรฐาน สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน  ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค กฎระเบียบ สภาพแวดล้อม ตลอดจนกลไกและรูปแบบธุรกิจ เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่สินค้าและบริการ รวมถึงรองรับการปรับเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดอาเซียนและตลาดโลก 




      นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือเพื่อขยายศูนย์วิทยาศาสตร์บริการร่วม อว. สู่ห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย และจัดตั้งสำนักวิทยาศาสตร์บริการให้กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการทดสอบและเพิ่มจำนวนห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการในการส่งตัวอย่างทดสอบมายังส่วนกลาง แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ ทั้งหน่วยงานห้องปฏิบัติการภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง 

   



    ด้านนางจันทรัตน์ วรสรรพวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กรมวิทย์ฯ บริการ กล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ที่เข้ารับใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1. ห้องปฏิบัติการ บริษัท โปรเจ็คฟิลด์ จำกัด

2. ห้องปฎิบัติการทดสอบ กองควบคุมคุณภาพ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด โรงงานหนองแค

3. ห้องปฏิบัติการเคมีและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

4. ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ บริษัท เอชเอ็ม.โคลส (ประเทศไทย) จำกัด

5. ห้องปฏิบัติการศรีสะเกษ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

6. ห้องปฏิบัติการ บริษัท น้ำปลารุ่งโรจน์ จำกัด

7. ห้องปฏิบัติการทดสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ยาง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางวัสดุ ยางและพอลิเมอร์เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม ภาควิชาวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

8. ห้องปฏิบัติการประเมินความปลอดภัยทางอาหารและทางชีวภาพ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล 

9. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์อาหาร โรงงานต้นแบบสำหรับแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

10. ห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

11. ห้องปฏิบัติการฝ่ายตรวจสอบสินค้าทางการเกษตร แผนกการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ บริษัท บูโร         เวอริทัส (ประเทศไทย) จำกัด 

12. ห้องปฏิบัติการฝ่ายโลหะและแร่ บริษัท บูโร เวอริทัส (ประเทศไทย) จำกัด

13. กลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 

กรมวิชาการเกษตร

14. ห้องปฏิบัติการทดสอบ บริษัท เคมีแมน จํากัด (มหาชน) โรงงานแก่งคอย

15. ห้องปฏิบัติการเคมี บริษัท โกลบอล ครอปส์ จำกัด

16. ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี ศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

17. ห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์อาหาร หน่วยเครื่องมือกลาง สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

18. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ บริษัท ปิ่นทองกรุ๊ป แมนเนจเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด

19. ห้องปฏิบัติการทดสอบ บริษัท ฟลุสสิค เคม จำกัด

20. ห้องปฏิบัติการ บริษัท เอส แอนด์ พี ฟอร์มูเลเตอร์ จำกัด

21. MYANMAR INSPECTION & TESTING SERVICES LABORATORY (MITS LABORATORY)

22. ห้องปฏิบัติการทดสอบศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

23. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ บริษัท โอกลา เทสติ้ง แอนด์ คอนซัลติ้ง เซอร์วิส จำกัด

24. สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์

25. ห้องปฏิบัติการรังสีมาตรฐานทุติยภูมิ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

26. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

27. ผู้ผลิตวัสดุอ้างอิง แผนกวิจัยและพัฒนา บริษัท เคมี อินโนเวชั่น จำกัด

28. สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

      ทั้งนี้ หน่วยงานที่ได้รับการรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล นอกจากจะเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพและความสามารถของหน่วยงานแล้ว ยังสร้างการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและประชาชนในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าที่ผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ โดยกรมวิทย์ฯ บริการ กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและสร้างมาตรฐานให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อต่อยอดความเชื่อมั่นในธุรกิจและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine) ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ: 1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้" (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว 2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ 3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance) การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน 4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

  จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและน...