วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมมือ ฟลิปส์ อินโนเวทีฟ พัฒนาแพลตฟอร์ม ‘Flips IP’ เปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ดันวงการเพลงไทยโตยั่งยืน

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมมือ ฟลิปส์ อินโนเวทีฟ พัฒนาแพลตฟอร์ม ‘Flips IP’ เปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ดันวงการเพลงไทยโตยั่งยืน



วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ฟลิปส์ อินโนเวทีฟ จำกัด เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม Flips IP นวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยให้ ‘ลิขสิทธิ์เพลง’ สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ โดยได้รับความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินและค่ายเพลงสามารถแปลงลิขสิทธิ์เพลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) และระดมทุนผ่านการทำ ICO ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวนุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ลงนามบันทึก ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท ฟลิปส์ อินโนเวทีฟ จำกัด (FLIPS) นำโดยนายจิรสิน ขนิษฐานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินทางปัญญาสู่สินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลต ฟอร์ม Flips IP ซึ่งจะช่วยให้ศิลปินและผู้สร้างสรรค์ไทยเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และสามารถต่อยอดผลงานสู่ระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายพิชัย กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือกับภาคเอกชน เปิดตัว Flips IP แพลตฟอร์มนวัตกรรมทางการเงิน สร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา โดยเปลี่ยนลิขสิทธิ์เพลงให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ถือเป็นส่วนช่วยสำคัญสำหรับศิลปินไทยที่ต้องการเงินทุนให้สามารถใช้ผลงานของตนเองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ ด้วยความร่วมมือจาก ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศที่มีแนวโน้มให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อโดยยอมรับให้ลิขสิทธิ์เพลงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ภายใต้กลไกของแพลตฟอร์ม Flips IP ซึ่งถูกออกแบบมา เพื่อช่วยให้ศิลปินไทยก้าวข้ามข้อจำกัดทางการเงินและสามารถสร้างสรรค์และต่อยอดผลงานของตนได้อย่างมั่นคง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดของการดำเนินการอย่างใกล้ชิดร่วมกัน


ซึ่งก่อนหน้านี้ รมว.พาณิชย์ ได้เข้าหารือกับ นายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ถึงแนวทางความร่วมมือการขับเคลื่อน Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การพัฒนานโยบายทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ส่งเสริมการพัฒนาภาคการเกษตรด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และยกระดับนวัตกรรมของไทยด้วยการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการค้าการลงทุนในประเทศมากขึ้นด้วย

นายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัลกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า “ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส  อีกทั้งการนำทรัพย์สินทางปัญญาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ในรูปแบบดิจิทัลโทเคน (Digital Token) ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนผ่านในการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลสำหรับกระทรวงพาณิชย์ ตนเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจอย่างหลากหลาย มีหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจโครงการนี้เป็นจำนวนมาก”


นางสาวนุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “เพื่อส่งเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมเพลงไทย และขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่ระดับสากล กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ให้ การสนับสนุนแพลตฟอร์ม Flips IP เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยให้ศิลปินและค่ายเพลงสามารถนำ ผลงานลิขสิทธิ์มาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) โดยศิลปินสามารถออกโทเคนดิจิทัล ได้ 2 ประเภท ได้แก่ โทเคนที่ให้สิทธิในการเข้าถึงบริการหรือสิทธิพิเศษ (Utility Token) เช่น การรับฟังเพลงก่อนเปิดตัว หรือการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษกับศิลปิน หรือโทเคนที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือครองได้รับผลตอบแทนจาก รายได้ของลิขสิทธิ์เพลง (Investment Token) ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.”

นายจิรสิน ขนิษฐานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟลิปส์ อินโนเวทีฟ จำกัด(FLIPS) กล่าว “ภายใต้ความร่วมมือนี้ ศิลปินสามารถใช้แพลตฟอร์ม Flips IP เพื่อ “เพิ่มมูลค่าของ ทรัพย์สินทางปัญญา” โดยการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ที่เป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ที่เป็นเจ้าของ เพื่อนำผลงานมาเข้าสู่กระบวนการประเมินมูลค่า (Valuation) กับบริษัทเอกชนหลายรายที่มีความเชี่ยว ชาญด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ เมื่อผ่านการประเมินมูลค่าแล้วสามารถนำผลงานมาใช้ในเชิง พาณิชย์ได้ง่ายขึ้น สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สินเชื่อของธนาคารนอกจากนี้ สามารถออก เสนอขายโทเทนดิจิทัลฯ ผ่าน ICO Portal เพื่อให้แฟนคลับสามารถร่วมลงทุน เข้าถึงบริการ หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้”


นอกจากนี้ ธนาคารพันธมิตรจะเข้ามามีบทบาทในการยกระดับการเข้าถึงแหล่งทุนของศิลปิน โดยการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการประเมินมูลค่าแล้วเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยลด อุปสรรคในการเข้าถึงเงินทุนสำหรับศิลปินและนักสร้างสรรค์ไทย

โครงการนี้จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยให้ศิลปินและนักสร้างสรรค์ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเต็มที่ พร้อมก้าวสู่เวทีโลกอย่างแข็งแกร่ง ช่วยให้ผู้สนับสนุน ศิลปิน (fanbase) สามารถมีส่วนร่วมในการเติบโตของศิลปินที่ตนชอบได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine) ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ: 1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้" (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว 2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ 3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance) การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน 4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

  จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและน...