วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

สสช. เผยสถานการณ์ผู้มีงานทำในไตรมาส 4 ปี 2567 จำนวนผู้มีงานทำภาพรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 0.35 ซึ่งเป็นผลมาจากผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรมปรับตัวลดลง

 สสช. เผยสถานการณ์ผู้มีงานทำในไตรมาส 4 ปี 2567 จำนวนผู้มีงานทำภาพรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 0.35 ซึ่งเป็นผลมาจากผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรมปรับตัวลดลง

นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผย สถานการณ์แรงงานในไตรมาส 4 ปี 2567 พบมีจำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 59.30 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 40.54 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 68.36 และที่เหลืออยู่นอกกำลังแรงงานประมาณ 18.76 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 31.64 จากกำลังแรงงานรวม 40.54 ล้านคน เป็นผู้มีงานทำจำนวน 40.11 ล้านคน    ผู้ว่างงาน จำนวน 3.6 แสนคน และผู้รอฤดูกาล จำนวน 7 หมื่นคน โดยจำนวนผู้มีงานทำลดลงประมาณ 1.4 แสนคน หรือลดลงร้อยละ 0.35 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรมปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรกรรมภาพรวมมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่พักแรมและบริการด้านอาหารที่มีการขยายตัวในเกณฑ์สูง รวมทั้งกลุ่มการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าที่ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และอีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ กิจกรรมการจ้างงานในครัวเรือนส่วนบุคคลที่มีการขยายตัว  ในเกณฑ์สูงเช่นเดียวกัน

จากจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 3.6 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 0.9 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ผู้เสมือนว่างงาน

หรือผู้มีงานทำไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในภาคเกษตรกรรม และไม่เกิน 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์นอกภาคเกษตรกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า  


ในไตรมาสนี้ ยังพบว่าสถานการณ์ผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม มีอัตราลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าและมีอัตราลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมาเช่นกัน ส่วนหนึ่งเนื่องจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมและมีหลายอุตสาหกรรม ที่บริษัทมีการลดการจ้างงานหรือปรับลดพนักงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในปี 2568 นี้จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์แรงงานในประเทศอย่างใกล้ชิด

ต่อไป พบกับข้อมูล

เพิ่มเติมที่ www.nso.go.th

 กองสถิติสังคม 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine) ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ: 1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้" (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว 2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ 3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance) การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน 4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

  จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและน...