วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ซินโครตรอน อว. ร่วมประชุมฟิสิกส์ระดับชาติ SPC2025 โชว์ศักยภาพสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนใหม่ 3 GeV

 ซินโครตรอน อว. ร่วมประชุมฟิสิกส์ระดับชาติ SPC2025 โชว์ศักยภาพสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนใหม่ 3 GeV 

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุมวิชาการฟิสิกส์ระดับชาติ แสดงศักยภาพในการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องใหม่ ระดับพลังงาน 3 GeV พร้อมจัดแสดงต้นแบบแม่เหล็กสำหรับเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อผลิตแสงซินโครตรอน และผลงานวิจัยเด่นด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมจากการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนจากเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนที่มีในปัจจุบัน พร้อมรับไม้ต่อในการเป็นเจ้าภาพการจัดงานปีถัดไป




ขอนแก่น – สมาคมฟิสิกส์ไทย ร่วมกับ สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดการประชุมวิชาการฟิสิกส์ระดับชาติ ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 (The 20th Siam Physics Congress 2025 :SPC2025) ระหว่างวันที่ 11 – 13 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมพูลแมน จังหวัดขอนแก่น โดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้ร่วมสนับสนุนการจัดการประชุม และจัดบูธแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยของสถาบันฯ โดยนักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์เครื่องเร่งอนุภาคของสถาบันฯ ได้รับเชิญบรรยายพิเศษในเรื่องการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน ภายในการประชุมครั้งนี้ซึ่งมีนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 500 คน 


ดร.พินิจ กิจขุนทด หัวหน้าฝ่ายวิจัยและประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันฯ ได้นำต้นแบบแม่เหล็กสี่ขั้วสำหรับเครื่องเร่งอนุภาคของเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องใหม่ ระดับพลังงาน 3 GeV มาร่วมจัดแสดงภายในการประชุมวิชาการฟิสิกส์ระดับชาติ พร้อมกับโมเดลจำลองของเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องใหม่ ที่จะสร้างภายในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) จ.ระยอง นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างผลงานเด่นด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมจากการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน จากเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องปัจจุบันด้วย” 

ตัวอย่างงานวิจัยที่สถาบันฯ นำไปจัดแสดง เช่น การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไปเป็นก๊าซมีเทน เพื่อใช้ประโยชน์ด้านพลังงานสะอาดและลดก๊าซเรือนกระจก, การศึกษาสารชีวโมเลกุลจากพืชในการเหนี่ยวนำการตายของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องเร่งโปรตอนแบบซินโครตรอนเพื่อการรักษามะเร็งด้วยอนุภาคไอออน, การพัฒนาปั๊มสุญญากาศประสิทธิภาพสูงยุคใหม่ NEG-Ion Combination Pump ที่สามารถสร้างสภาวะสุญญากาศระดับสูงยิ่งยวด เพื่อผลิตชิ้นส่วนสำหรับเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน 3 GeV โดยลดการพึ่งพาอุปกรณ์นำเข้าราคาแพง และสามารถลดต้นทุนลงได้เกือบ 10 เท่า, เครื่องต้นแบบการเคลือบฟิล์มคาร์บอนเสมือนเพชรสำหรับบรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ที่ช่วยคงความสดใหม่ของอาหาร สามารถรีไซเคิลได้ และตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นต้น 

ภายในการประชุมครั้งนี้ รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ยังได้รับตำแหน่งเป็นนายกสมาคมฟิสิกส์ไทยคนใหม่ พร้อมทั้งได้ร่วมเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ “ฟิสิกส์ไทยไปทางไหน” ร่วมกับนักฟิสิกส์จากสถาบันและหน่วยงานต่างๆ โดยนำเสนอในประเด็น “เชื่อมโลกวิชากการกับภาคธุรกิจ สร้างสะพานสู่เวทีโลก” และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนจะร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมวิชาการฟิสิกส์ระดับชาติ ครั้งที่ 21 ต่อไป



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine) ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ: 1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้" (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว 2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ 3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance) การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน 4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

  จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและน...