วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568

เมื่อ WHO ใช้นโยบายภาษีสุขภาพแก้วิกฤตงบประมาณด้วยเงินของคนไทย

 เมื่อ WHO ใช้นโยบายภาษีสุขภาพแก้วิกฤตงบประมาณด้วยเงินของคนไทย

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศต่างๆ มี “เครื่องมือ” หลายอย่างในการเพิ่มรายได้เพื่อใช้สนับสนุนสุขภาพโลก และเครื่องมืออันดับต้นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้คือ “ภาษีบาป” ซึ่งเป็นภาษีที่รัฐบาลเก็บจากสินค้าหรือบริการที่เห็นว่าเป็นโทษต่อสุขภาพหรือศีลธรรม เช่น บุหรี่ สุรา การพนัน และน้ำตาล โดย WHO ระบุว่ามาตรการนี้จะช่วยลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างเบาหวาน มะเร็ง และโรคหัวใจ พร้อมกับช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศต่างๆ ที่กำลังจะต้องจ่ายเงินสนับสนุน WHO เพิ่มประมาณ 20-25% เพื่อช่วยเหลือ WHO ที่กำลังประสบปัญหางบประมาณลดลงจากการที่ประเทศสมาชิกรายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ถอนตัวออกไป จนทำให้ WHO ต้องลดงบประมาณลงกว่า 21% เหลือ 4,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2026-2027

สิ่งที่น่ากังวลคือ จุดยืนของ WHO ในครั้งนี้เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าแรงผลักดันเบื้องหลังการเสนอให้เพิ่มภาษีบาปนั้นไม่ใช่เพื่อสุขภาพประชาชนเป็นหลัก แต่เป็นเพราะองค์กรระหว่างประเทศอย่าง WHO กำลังขาดเงินสนับสนุน โดยเฉพาะเมื่อ WHO กำลังเรียกร้องให้ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางขึ้นภาษีสินค้าเหล่านี้อีก 50% ภายใน 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยเองในฐานะสมาชิกของ WHO และมักเดินตามคำแนะนำของ WHO อย่างเคร่งครัดก็รีบตอบรับแนวคิดนี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอให้ทยอยเพิ่มการจ่ายเงินบำรุงค่าสมาชิก WHO ของไทยเพิ่มขึ้น 20 -27% จากปีงบประมาณปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่ปี 2569 จนถึงปี 2574 ซึ่งงบประมาณเหล่านี้ล้วนมาจากภาษีของคนไทย ทั้งๆ ที่ประเทศเองก็ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและต้องการนำเงินมาใช้จ่ายเพื่อประชาชนคนไทย

 แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยเก็บภาษีบาปสำหรับบุหรี่และแอลกอฮอล์ในอัตราที่สูงมากอยู่แล้ว หากมีการขึ้นภาษีบาปในระดับสูง จนทำให้ราคาสินค้ากระโดดขึ้นสูงตามไปด้วย เป็นการผลักให้ผู้บริโภคหันไปหาสินค้าในตลาดมืดหรือตลาดของเถื่อนใต้ดิน ที่มีราคาถูกกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของบุหรี่ ซึ่งไม่ได้ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่แต่อย่างใด

สอดคล้องกับข้อมูลจากรายงานฉบับล่าสุดของ WHO ซึ่งเปิดเผยในงาน World Conference of Tobacco Control เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาระบุว่า แม้จะมีการดำเนินนโยบายควบคุมยาสูบตามกรอบ WHO FCTC มานานกว่า 20 ปีภายใต้แนวทาง MPOWER แต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่กว่า 7 ล้านคนต่อปีทั่วโลก และยังมีผู้สูบบุหรี่กว่า 1.33 พันล้านคน เนื่องจาก WHO ยังคงยึดติดกับแนวทางเดิม ๆ เช่น การขึ้นภาษียาสูบ การกำหนดการข้อความและภาพคำเตือนด้านสุขภาพ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับความท้าทายใหม่ ๆ เช่น เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้ปัจจุบัน สมาชิกประมาณ 60 ประเทศไม่มีแม้แต่กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า

เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ปฏิบัติตามแนวทางของ WHO FCTC อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด แต่จำนวนผู้สูบบุหรี่ก็ยังไม่ลดลง เรายังคงมีผู้สูบบุหรี่ในประเทศประมาณ 9.8 ล้านคน หรือลดลงจากเมื่อ 3 ปีก่อนหน้าเพียง 1 แสนคนเท่านั้น ขณะเดียวกัน มีการใช้เพิ่มขึ้นจาก 8 หมื่นคน เป็น 9 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 12 เท่าตัว

การเติบโตอย่างรวดเร็วของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีการแบนบุหรี่ไฟฟ้าด้วย แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองด้วยนโยบายที่เหมาะสมจาก WHO และภาครัฐของไทยแต่อย่างใด

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการดำเนินมาตรการตามนโยบายของ WHO อย่างเคร่งครัดกลับไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงบวกกับประเทศไทย เพราะบริบทและสภาพแวดล้อมมีความแตกต่างกัน ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการหาแนวทางที่สมดุลทั้งในแง่การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่ การออกมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกประเภทให้เหมาะสม และใช้มาตรการภาษีอย่างมีความรับผิดชอบ

ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฏรหลายรัฐบาลเคยศึกษาผลดี-ผลเสียของการแบนบุหรี่ไฟฟ้า และเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานสาธารณสุข หน่วยงานจัดเก็บภาษี นักวิชาการ มาให้ข้อมูลครบทุกมิติ และมีข้อเสนอจากให้ทบทวนแนวทางควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าใหม่แทนการแบน เพราะการกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าผิดกฎหมาย ทำให้ควบคุมยาก และยิ่งระบาดหนักในกลุ่มเยาวชนจนเป็นที่กังวล

ตรงนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ประเทศไทยจะเดินหน้าหาแนวทางใหม่เพื่อแก้วิกฤติบุหรี่ไฟฟ้า แทนที่จะเดินตาม WHO เพียงอย่างเดียว แล้วปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในบ้านคาราคาซังจนแก้ไม่จบเสียที

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ONNEX by SCG ชูจุดเด่น “อัปเกรด Inverter” ยกระดับการดูแลระบบโซลาร์เซลล์ผนึก Huawei Digital Power เดินหน้า “Power for Better Care” ดูแลตลอดอายุการใช้งาน

  ONNEX by SCG ชูจุดเด่น “อัปเกรด Inverter” ยกระดับการดูแลระบบโซลาร์เซลล์ผนึก Huawei Digital Power เดินหน้า “Power for Better Care” ดูแลตลอด...