วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

กสม. เผยกรณีตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงช่อง The Critics ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการดำเนินการที่เกินสมควรแก่เหตุ

 กสม. เผยกรณีตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงช่อง The Critics ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการดำเนินการที่เกินสมควรแก่เหตุ 

นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 จากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงของช่อง The Critics บนแพลตฟอร์มยูทูป สังกัดสถาบันทิศทางไทย ระบุว่า ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ  ชินวัตร ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จากการนำเสนอข่าวหัวข้อ “ทักษิณผู้นำเลวสุดในโลก มอนเตฯ ริบสัญชาติเพราะโกง” เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 ผ่านช่องทางดังกล่าว ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลนั้นอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย จากนั้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 คน ได้เข้าตรวจค้นบ้านผู้ร้อง และเชิญผู้ร้องไปให้ถ้อยคำในวันเดียวกันตามหมายเรียกพยาน ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ 


กสม. พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้มิให้บุคคลใดกระทำการอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพดังกล่าว เว้นแต่จะมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือการที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งหมายเรียกให้ผู้ร้องล่วงหน้าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ จากการตรวจสอบปรากฏว่าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ให้ผู้ร้องไปให้ถ้อยคำในฐานะพยานในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นนำส่งหมายเรียกในวันเข้าดำเนินการตรวจค้น ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่กำหนดนัดตามหมายเรียก โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการทำลายพยานหลักฐาน โดยในวันตรวจค้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโทซึ่งถือเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจเรียกผู้ร้องไปให้ถ้อยคำได้โดยไม่ต้องมีหมายเรียก อันสอดคล้องและเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 52 ซึ่งไม่ได้ตัดสิทธิผู้ร้องในการเสนอเหตุผลอันสมควรเพื่อขอเลื่อนการให้ถ้อยคำได้ 

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 54 ซึ่งวางหลักว่าในการออกหมายเรียกให้คำนึงถึงระยะทางและโอกาสในการมาตามกำหนดนัดนั้น การนำส่งหมายเรียกในวันเดียวกับวันที่กำหนดนัด จึงทำให้ผู้ร้องขาดโอกาสในการเตรียมตัว และอาจกระทบต่อการใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การปรึกษาทนายความ หรือการจัดการภารกิจส่วนตัว ซึ่งหากพนักงานสอบสวนเกรงว่าการส่งหมายเรียกไปก่อนจะทำให้เกิดการทำลายพยานหลักฐานก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นเข้าตรวจค้นหลักฐานดังกล่าวก่อนได้ ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งหมายเรียกไปให้ผู้ร้องก่อนกำหนดนัด เป็นการเลือกใช้วิธีการที่เกินความจำเป็นแก่กรณี ไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์แห่งคดี และสร้างภาระเกินสมควรแก่เหตุต่อผู้ร้อง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


ส่วนการที่พนักงานสอบสวนใช้วิธีการขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ร้องนั้น เห็นว่า ผู้ร้องย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและเสรีภาพในเคหสถาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และการเข้าตรวจค้นที่เป็นการจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำได้ตามที่กฎหมายบัญญัติภายใต้หลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน กสม. เห็นว่า กรณีนี้เป็นคดีหมิ่นประมาทซึ่งมิใช่คดีร้ายแรง และพยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะหรือสามารถตรวจสอบได้จากแหล่งอื่น เช่น สถานที่ทำงานของผู้ร้องหรือช่องทางออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าตรวจค้นเคหสถาน นอกจากนี้ แม้ผู้ร้องจะไม่มีสถานะเป็นสื่อมวลชนเนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ แต่ถือเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสื่อ การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นในลักษณะดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและอาจถูกมองว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือคุกคามสื่อ ดังนั้น การขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ร้องในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ จึงถือเป็นการใช้อำนาจที่กระทบสิทธิของประชาชนมากเกินจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 


กสม. ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมกรณีการตรวจค้นบ้านพักของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้หญิงว่า แม้การตรวจค้นดังกล่าวจะมิใช่การตรวจค้นร่างกาย และในวันเกิดเหตุผู้ร้องเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยสมัครใจ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนพาหนะระหว่างการเดินทางก็อาจก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือความวิตกกังวลต่อผู้ร้องซึ่งเป็นผู้หญิง ดังนั้น การตรวจค้นโดยปราศจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่จึงอาจสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ กสม. เห็นว่าการมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่มิใช่เป็นเพียงเรื่องความเหมาะสม แต่เป็นมาตรการสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ ความปลอดภัยทางจิตใจ และลดความวิตกกังวลของผู้ถูกตรวจค้นหรือพยานที่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่หรือเดินทางไปด้วยกัน ซึ่งการละเลยในประเด็นนี้อาจสะท้อนถึงการขาดความระมัดระวังในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน


ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ดุลพินิจในการส่งหมายเรียกแก่บุคคลซึ่งเป็นพยานและการขอหมายค้นโดยต้องยึดถือ “หลักความจำเป็น” และ “หลักความได้สัดส่วน” เป็นบรรทัดฐานสำคัญ โดยเฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษไม่ร้ายแรง หรือกรณีที่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานได้ด้วยวิธีการอื่นที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้อยกว่า ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ นอกจากนี้ให้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการจัดให้มีเจ้าหน้าที่หญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เป็นผู้หญิงเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

“ค้าภายใน” เกาะติดสถานการณ์ปาล์ม เตรียมชงเข้มมาตรการสินค้าควบคุม ย้ำสต๊อกเพียงพอทั้งบริโภคและภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ

  “ค้าภายใน” เกาะติดสถานการณ์ปาล์ม เตรียมชงเข้มมาตรการสินค้าควบคุม ย้ำสต๊อกเพียงพอทั้งบริโภคและภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ นายวิทยากร มณีเนตร อธิ...