วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568​ อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 จากปีที่แล้ว

 สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568​ อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 จากปีที่แล้ว           


              

ดร.เอกพงษ์  หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่าการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้างเป็นโครงการที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากทะเบียนผู้ขออนุญาตก่อสร้างและต่อเติมหรือดัดแปลงสิ่งก่อสร้างทั้งที่เป็นอาคารโรงเรือน และไม่ใช่อาคารโรงเรือน จากหน่วยงานผู้ให้อนุญาตก่อสร้างตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้แก่ สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ สำหรับผลการประมวลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568 สรุปได้ดังนี้

ปี 2568 มีผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างใหม่และต่อเติมหรือดัดแปลงสิ่งก่อสร้างทั้งที่เป็นอาคารโรงเรือน และไม่ใช่อาคารโรงเรือนทั้งสิ้น 189,974 ราย โดยภาคกลางมีจำนวนผู้ได้รับอนุญาตฯ สูงสุด 49,710 ราย รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40,717 ราย ภาคใต้ 33,429 ราย ภาคเหนือ 32,033 ราย ปริมณฑล 25,113 ราย และกรุงเทพมหานคร 8,972 ราย

เมื่อพิจารณาจำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตทั้งสิ้น 241,255 แห่ง พบว่า เป็นการก่อสร้างฯ ในภาคกลางสูงสุด 67,886 แห่ง รองลงมาเป็นภาคใต้ 43,228 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 42,826 แห่ง ปริมณฑล 39,559 แห่ง ภาคเหนือ 35,386 แห่ง และกรุงเทพมหานคร 12,370 แห่ง 


เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของการขออนุญาตก่อสร้างอาคารโรงเรือน ตั้งแต่ปี 2558–2568 พบว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารโรงเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นเริ่มลดลง อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารโรงเรือนลดลงร้อยละ 2.4 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

สำหรับจำนวนอาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตฯ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในปี 2566-2568 จำนวนอาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2568 ลดลงร้อยละ 8.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

ส่วนพื้นที่อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ มีแนวโน้มทรงตัว ตั้งแต่ปี 2559-2566  แต่ในปี 2567 และปี 2568 พื้นที่อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 และ 2.5  เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566  และ 2567 ตามลำดับ 

เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของการขออนุญาตก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างที่ไม่ใช่อาคารโรงเรือนและมีหน่วยวัดเป็นความยาว ตั้งแต่ปี 2558–2568 พบว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างค่อนข้างมีความผันผวนสลับขึ้นลงในปี 2558-2566 หลังจากนั้นมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2568 ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 17.4 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

และเมื่อพิจารณาจำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562-2566 แต่ในปี 2567 และปี 2568 จำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 31.6 และ 21.9  เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ

สำหรับความยาวสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ตั้งแต่ปี 2558–2568 มีแนวโน้มทรงตัว โดยในปี 2568 ความยาวสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 

เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของการขออนุญาตก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างที่ไม่ใช่อาคารโรงเรือนและมีหน่วยวัดเป็นพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2558-2568 พบว่า จำนวนผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ค่อนข้างมีความผันผวนสลับขึ้นลงเป็นระยะ โดยในปี 2568 ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

สำหรับจำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ค่อนข้างมีความ  ผันผวนสลับขึ้นลงเป็นระยะ ในทำนองเดียวกับจำนวนผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง และในปี 2568 พบว่า สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 4.1 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

สำหรับพื้นที่สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2564-2566 แต่ในปี 2567 และปี 2568 พื้นที่สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 20.7 และ 10.5 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ 


กองสถิติเศรษฐกิจ  กลุ่มสถิติอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 02 142 1236 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  eindust@nso.go.th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568​ อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 จากปีที่แล้ว

  สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568​ อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 จากปีที่แล้...