ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจอ่วม นักวิชาการชี้รัฐควรอุดรูรั่วก่อนเพิ่มภาระประชาชน
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2569 ที่ชะลอตัวกว่าคาด รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง พร้อมกับการหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากสังคมผู้สูงอายุ โครงการสวัสดิการ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ
คำถามสำคัญคือ รัฐควรเพิ่มรายได้ด้วยการ "ขึ้นภาษี" หรือควรเริ่มจากการ "อุดรูรั่ว" ในระบบภาษีเดิมก่อน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการคลังหลายฝ่ายมองว่า หากรัฐบาลต้องการรายได้อย่างรวดเร็ว ภาษีสรรพสามิตยังเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นภาษีน้ำมัน สุรา ยาสูบ รวมถึงภาษีใหม่อย่างภาษีคาร์บอนและภาษีความเค็ม เนื่องจากสามารถปรับอัตราผ่านกฎกระทรวงได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายหลัก
ขณะที่ "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" หรือ VAT ยังคงเป็นมาตรการที่สร้างรายได้สูงที่สุดให้รัฐ โดยมีการประเมินว่า การปรับขึ้นเพียง 1% อาจเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลได้หลายแสนล้านบาทต่อปี
แต่ VAT กลับเป็นภาษีที่อ่อนไหวทางการเมืองมากที่สุด เพราะเป็นภาษีที่ประชาชนทุกคนต้องจ่ายในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อย จึงถูกวิจารณ์ว่าเป็นภาษีที่ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่น
ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันไดในช่วงหลายปีข้างหน้า พร้อมกับเพิ่มมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางควบคู่กันไป
อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายมากที่สุดกลับไม่ใช่การขึ้นภาษี แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเดิม
ตัวอย่างเช่น การทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางประเภท การจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ การใช้มาตรการหักภาษี ณ ที่จ่ายในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และการผลักดันภาษีขั้นต่ำระดับโลก (Global Minimum Tax) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเพิ่มรายได้โดยไม่สร้างภาระใหม่ให้กับประชาชนส่วนใหญ่
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยยังชี้ว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันอาจไม่ได้อยู่ที่ "เก็บภาษีน้อยเกินไป" แต่อยู่ที่ "เก็บภาษีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ" และ “ใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ"
ภาษีอัตราเดียว หนึ่งในเครื่องมือการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันด้านรายได้ของประเทศ หลายคนอาจนึกถึงการขึ้นภาษีเป็นลำดับแรก แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ประชาชน นั่นคือ "การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เรียบง่ายขึ้น"
หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่องคือ "ภาษีอัตราเดียว" หรือ Single Tax Rate
หลักการสำคัญของภาษีอัตราเดียวไม่ใช่การเก็บภาษีสูงขึ้น แต่เป็นการลดความซับซ้อนของระบบภาษี เพื่อให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงภาษี และทำให้ภาครัฐสามารถคาดการณ์รายได้ได้แม่นยำกว่าเดิม รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนการบริหารอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน การเก็บภาษีอัตราเดียวยังลดแรงจูงใจในการบิดเบือนตลาด ทั้งนี้เพราะเมื่อภาษีมีหลายอัตรา ผู้ประกอบการย่อมมีแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนสินค้า สูตรผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่โครงสร้างราคา เพื่อให้เข้าข่ายภาษีที่ต่ำกว่า ผลที่ตามมาคือการแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพหรือประสิทธิภาพ แต่กลายเป็นการแข่งขันด้านการวางแผนภาษี
ภาษีอัตราเดียวช่วยให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันบนพื้นฐานของคุณภาพ นวัตกรรม และประสิทธิภาพทางธุรกิจมากกว่าการหาช่องว่างทางกฎหมาย
ที่สำคัญที่สุดคือเป็นการเพิ่มรายได้รัฐอย่างยั่งยืนซึ่งหลายประเทศพบว่าการมีอัตราภาษีที่เรียบง่ายและชัดเจน ช่วยลดการหลีกเลี่ยงภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ
ทั้งนี้แม้ว่าอัตราภาษีอาจไม่ได้สูงขึ้น แต่รายได้ที่รัฐได้รับจริงกลับเพิ่มขึ้น เพราะฐานภาษีมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายกว่าเดิม ซึ่งสำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่รัฐบาลต้องการเพิ่มรายได้โดยไม่กระทบประชาชนมากเกินไป
สำหรับประเด็นเรื่องปัญหาสินค้าผิดกฎหมายนั้น แม้จะมีถกเถียงที่เกิดขึ้นบ่อยคือ เมื่อภาษีมีความแตกต่างระหว่างสินค้าอย่างมาก จะเกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้า การปลอมแปลงสินค้า หรือการหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามการกำหนดโครงสร้างภาษีที่เรียบง่ายและมีความสมดุล สามารถช่วยลดแรงจูงใจดังกล่าว และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสอดคล้องกับแนวคิดการปฏิรูประบบภาครัฐที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ การปฏิรูประบบภาษีให้เรียบง่ายขึ้นถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเดียวกัน
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “ควรขึ้นภาษีหรือไม่" แต่เป็นว่า "เราจะออกแบบระบบภาษีอย่างไรให้จัดเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โปร่งใส เป็นธรรม และมีต้นทุนต่ำที่สุด” เพราะบางครั้ง การเพิ่มรายได้ให้รัฐ อาจไม่ได้มาจากการเก็บเงินเพิ่มจากประชาชน แต่อาจมาจากการทำให้ระบบภาษีที่มีอยู่แล้วทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม
ท้ายที่สุด การตัดสินใจเรื่องภาษีอาจไม่ใช่เพียงคำถามทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคำถามเรื่อง "ความไว้วางใจ" ระหว่างรัฐกับประชาชน
เพราะหากประชาชนเชื่อมั่นว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่า การปรับภาษีอาจเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้
แต่หากความเชื่อมั่นยังไม่เกิดขึ้น การขึ้นภาษีแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นชนวนของแรงต้านทางสังคมครั้งใหม่ได้เช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น