“รมว.สุชาติ” เดินหน้าผลักดันการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองไทยสู่มาตรฐานโลก ชูความร่วมมือรัฐ–ชุมชน–นานาชาติ ฟื้นประชากรเต่าเพิ่มเกือบ 6 เท่า
วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผ่านมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย พร้อมติดตามการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล การอนุบาลเต่ามะเฟือง และการดำเนินงานของศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร ณ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน จังหวัดภูเก็ต โดยมีนางดาวรุ่ง ใจจริง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นางสาวราตรี สุขสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันตอนบน พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน
พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำชับให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเร่งขับเคลื่อนการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากของประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสนองพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสัตว์ทะเลหายาก โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน ทั้งการอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล การคุ้มครองพะยูน การอนุรักษ์และอนุบาลเต่าทะเล รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการรักษาและช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากของประเทศ
สำหรับการอนุรักษ์เต่ามะเฟือง ซึ่งเป็นสัตว์สงวนและสัตว์ทะเลที่มีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งของโลก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินมาตรการดูแลแหล่งวางไข่ เฝ้าระวังภัยคุกคาม อนุบาลลูกเต่า และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ กองทัพเรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชน ส่งผลให้จำนวนแม่เต่ามะเฟืองที่ขึ้นวางไข่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยประมาณ 20 ตัวต่อปี สะท้อนถึงความสำเร็จของการฟื้นฟูประชากรเต่ามะเฟืองของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเต่ามะเฟืองนับเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรแมงกะพรุน ซึ่งส่งผลดีต่อความสมดุลของห่วงโซ่อาหาร ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง และความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเลในระยะยาว
นอกจากนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยังเดินหน้าฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลบริเวณอ่าวตังเข็น จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน โดยนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ ปัจจุบันพื้นที่นำร่องมีการฟื้นตัวของหญ้าทะเลมากกว่าร้อยละ 30 และมีเป้าหมายขยายผลเป็นต้นแบบการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่ชายฝั่งอื่นของประเทศ
พร้อมกันนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยังยกระดับการดำเนินงานของศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการรักษาพยาบาล ฟื้นฟู และติดตามสัตว์ทะเลหายาก ทั้งเต่าทะเล พะยูน โลมา และวาฬ รวมทั้งได้รับรางวัลเลิศรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐและการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ
พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวช่วงท้ายว่า ความสำเร็จของการอนุรักษ์เต่ามะเฟืองในวันนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ กองทัพเรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชน ที่ร่วมกันเฝ้าระวัง ดูแลแหล่งวางไข่ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อีกทั้ง การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ เพราะชุมชนคือผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว เมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันปกป้องทรัพยากรทางทะเล ประเทศไทยจะสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เพิ่มความมั่นคงของทรัพยากรประมง สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น