วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยน “ฟางข้าว” เป็นรายได้ ลดพื้นที่การเผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกรสูงสุด 49% สู่พลังงานสะอาด

 ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยน “ฟางข้าว” เป็นรายได้ ลดพื้นที่การเผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกรสูงสุด 49% สู่พลังงานสะอาด

         ทุกปีประเทศไทยมีตอซังและฟางข้าวจากการเก็บเกี่ยวมากกว่า 42 ล้านตัน แต่เศษวัสดุจำนวนไม่น้อยยังจบลงด้วยการเผาในพื้นที่เกษตร กลายเป็นทั้งต้นตอของฝุ่น PM2.5 การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสูญเสียทรัพยากรที่ยังสร้างมูลค่าได้ ARDA จึงสนับสนุนกรมการข้าวเดินหน้าโครงการที่สามารถขยายผลเทคโนโลยีจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผาช่วยเกษตรกร 92 รายลดการเผาได้ 2,091 ไร่ ลดต้นทุนการผลิต 20-30% เพิ่มผลผลิตข้าว 19-24% และเพิ่มรายได้สุทธิ35-49% พร้อมเปลี่ยนฟางข้าวกว่า 1,359 ตัน เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด สร้างมูลค่ากว่า 3.67 ล้านบาท เชื่อมต่อสู่ตลาดภาคอุตสาหกรรมและพลังงานสะอาด

          ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การแก้ปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรณรงค์ให้เกษตรกร “งดเผา” แต่ต้องสร้างทางเลือกที่ทำให้เกษตรกรเห็นว่าการไม่เผาสามารถสร้างประโยชน์และรายได้มากกว่า ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมการข้าว ดำเนินโครงการ “การขยายผลการใช้เทคโนโลยีการจัดการตอซังฟางข้าว การเพิ่มมูลค่า และการใช้นวัตกรรมเครื่องจักรแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่เพื่อปลอดการเผาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Model” โดยมีนางวราภรณ์ อินทรทรง เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาระบบจัดการฟางข้าวตั้งแต่แปลงนา การรวบรวมและแปรรูป ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดปลายทางเปลี่ยน “การเผาทิ้ง” ให้เป็น “การสร้างมูลค่า”

“เป้าหมายของ ARDA ไม่ใช่เพียงสนับสนุนให้เกิดเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้งานวิจัยถูกนำไปใช้จริงและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เราจึงเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี เกษตรกร และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ฟางข้าวที่เคยเป็นของเหลือในแปลงนากลายเป็นทรัพยากรที่สร้างรายได้ ลดต้นทุน และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

โครงการเริ่มนำร่องในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร โดยนำเทคโนโลยี 2 ส่วนมาใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ได้แก่ จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางแบบไม่เผา ซึ่งช่วยเร่งการย่อยสลายตอซังภายใน 5 - 7 วัน เพิ่มอินทรียวัตถุในดินลดต้นทุนการจัดการแปลง และช่วยให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกรอบใหม่ได้เร็วขึ้น ควบคู่กับเครื่องผลิตชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่ (Mobile Pellet Machine) ที่สามารถเข้าไปแปรรูปฟางข้าวในพื้นที่เกษตรได้โดยตรง ลดข้อจำกัดด้านการรวบรวมและขนส่งฟาง




ซึ่งมีปริมาตรมาก ก่อนเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นถึงศักยภาพเชิงธุรกิจ โดยเครื่องจักรสามารถแปรรูปฟางข้าวได้ประมาณ 45.31 ตันต่อวัน หรือคิดเป็นกำลังผลิตเฉลี่ย 15.10 ตันต่อเครื่องต่อวัน มีต้นทุนการแปรรูป 1,116.83 บาทต่อตัน ขณะที่ชีวมวลอัดเม็ดจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ย 2,700 บาทต่อตัน

สร้างผลตอบแทนสุทธิ 1,583.17 บาทต่อตัน และคาดว่าจะคืนทุนภายใน 3 ปี หัวใจสำคัญของโครงการจึงไม่ใช่เพียงการมีเครื่องจักรแต่เป็นการสร้างระบบการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่สามารถเดินต่อได้หลังสิ้นสุดโครงการ ตั้งแต่การรวบรวมฟาง การแปรรูป

ในพื้นที่ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้รับซื้อและตลาดปลายทาง

         นางวราภรณ์ อินทรทรง หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางโครงการสามารถผลิตชีวมวลอัดเม็ดได้รวมกว่า 1,359.15 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,669,705 บาท โดยดำเนินงานร่วมกับบริษัท วีอาร์พี ดีเวลลอปเม้นท์ โฮลดิ้งส์ จำกัดและเชื่อมโยงการจำหน่ายชีวมวลอัดเม็ดให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เช่น บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอสซีจี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น ซึ่งมีความต้องการประมาณ 50,000 ตันต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการขยายผลจากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยมีกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลคลองขวางอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี กลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และกลุ่มนาแปลงใหญ่แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ร่วมกับบริษัท วีอาร์พี ดีเวลลอปเม้นท์ โฮลดิ้งส์ จำกัด บริหารจัดการเครื่องจักรและดำเนินธุรกิจต่อหลังสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเกิดความต่อเนื่อง ผลลัพธ์จากการนำงานวิจัยไปใช้จริงสะท้อนผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ โดยเกษตรกร 92 รายได้รับประโยชน์ ลดพื้นที่เผาได้ 2,091 ไร่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 - 24 หรือ 190 - 250 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนการผลิตลดลงร้อยละ 20 - 32 หรือ 1,114 - 1,968 บาทต่อไร่ และรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 - 49 หรือ 2,424 - 3,471 บาทต่อไร่ เมื่อประเมินผลรวมทั้งพื้นที่ โครงการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรประมาณ 2.33 - 4.11 ล้านบาทต่อรอบการผลิต เพิ่มรายได้สุทธิรวมประมาณ 5.07 - 7.26 ล้านบาทต่อรอบการผลิต และสร้างมูลค่าจากชีวมวลอัดเม็ดอีกประมาณ 3.67 ล้านบาท

ในมิติสิ่งแวดล้อม ชีวมวลอัดเม็ด 1 ตัน สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

เทียบเท่า (tCO₂e) จากปริมาณที่ผลิตได้จริงในปัจจุบัน จึงคิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2,038.73 tCO₂e และหากขยายกำลังการผลิตได้ตามเป้าหมาย 40,000 ตันภายใน 2 ปี คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้มากกว่า

60,000 tCO₂e ในระยะต่อไป โครงการมีแผนขยายผลไปยัง 4 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ไร่ ตั้งเป้าผลิตชีวมวลอัดเม็ด2,000 ตันต่อปี และสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรและชุมชนไม่น้อยกว่า 5,400,000 บาทต่อปี


ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวปิดท้ายว่า ในอนาคตฟางข้าวจะไม่ใช่ของเหลือจากภาคเกษตร แต่สามารถพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ARDA จึงมุ่งผลักดันให้งานวิจัยเป็นกลไกในการเปลี่ยนระบบจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจาก “ต้นทุนและปัญหาสิ่งแวดล้อม” สู่ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมระบบรวบรวม แปรรูป และรับซื้ออย่างครบวงจร เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ


สำหรับผู้สนใจนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์หรือร่วมขยายผล สามารถติดตามข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.arda.or.th และ Facebook สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือสอบถามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ นางวราภรณ์ อินทรทรง

หัวหน้าโครงการวิจัย โทร. 086-902-4155

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยน “ฟางข้าว” เป็นรายได้ ลดพื้นที่การเผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกรสูงสุด 49% สู่พลังงานสะอาด

  ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยน “ฟางข้าว” เป็นรายได้ ลดพื้นที่การเผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกรสูงสุด 49% สู่พลังงานสะอาด          ทุกปีประเ...