ณัฐวุฒิ” ลุยต่อ ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง หลังถูกจำหน่ายชื่อจากสภาทนายความ พร้อม ยื่นร้อง นายกสภาทนายฯ พร้อมคณะกรรมการยกชุด อ้างขาดคุณสมบัติ
วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม? ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่ม ธุรกิจ AG เดินทางไป ณ สภาทนายความ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สภานายกพิเศษ ตาม พรบ.ทนายความ พ.ศ.2528 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อุทธรณ์คำสั่งคัดค้านมติอัปยศของนายทะเบียนและคณะกรรมการสภาทนายความ มีคำสั่งจำหน่ายชื่อสมาชิกสภาทนายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยื่นหนังสือต่อนายทะเบียน ให้จำหน่ายชื่อ นายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ความปรากฏเพราะ เหตุขาดคุณสมบัติมาตรา 35(4) มีประวัติเสื่อมเสีย และไม่ได้รับความไว้วางใจ
''ต้องนำเรียนอย่างนี้ว่าวันนี้ ผมมายื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อสภานายกพิเศษก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ท้าไปถึงนายกสภาทนายความ วันนี้มาหาถึงที่ ไปไหนอยากจะเส้นกระตุกซะหน่อย อยากให้จั๊กจี้ นะครับ ผมว่าของจริงนะครับ พร้อมที่จะชนทุกคน แต่นำเรียนอย่างนี้ครับว่า นอกจากยื่นอุทธรณ์แล้วผมไม่ได้ยื่นอุทธรณ์อย่างเดียวนะครับ ผมแจ้งความคณะกรรมการบริหารสภาทนายความยกชุด และยื่นคำร้องต่อสภานายกพิเศษ ผมมอบเอกสารมาหมดแล้ว มีคนเอาหนังสือมาให้ผมนะครับ มีความประพฤติเสื่อมเสียและไม่ได้รับความไว้วางใจ เพราะมีเอกสารหมด มีคำของพลเมืองดี แล้วก็มีต้องคดีอาญาที่ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต นะครับ"
"ต้องนำเรียนพี่น้องอย่างนี้ว่า แล้วสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่า ผู้บริหารสภาทนายความชุดนี้อย่าไปเลือกเข้ามาอีก นะครับ ทำตัวไม่เป็นกลางนะครับ แล้วพี่น้องทนายความทั้งประเทศจะไว้วางใจได้ยังไง อย่าเลือกเข้ามาอีก"
"ผมเรียนสื่อสารไปยังพี่น้องทนายความและนักกฎหมายที่จะขึ้นทะเบียนทนายความเลยว่า บริหารอ่อนหัด ผมบอกได้เลยมือสมัครเล่น เอาคนที่มือที่มีประสบการณ์มาทำงานดีกว่า"
"เอาคิดได้ยังไงล่ะครับ เอาองค์กรวิชาชีพไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เอาองค์กรวิชาชีพไปเอื้อประโยชน์‘’ ดร.ณัฐวุฒิฯ กล่าว
พร้อมทั้งดำเนินคดีอาญาผู้บริหารสภาทนายความพ่วงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ยกชุด
ซึ่งก่อนหน้า ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขอให้โอนสำนวนคดีจาก สน.ทองหล่อให้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบังคับการปราบปรามทำคดีนี้แทน เพราะน่าจะมีเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นเงินระหว่างผู้ต้องหาที่โอนให้หญิงรายหนึ่ง และมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพดีกว่า เท่าที่ทราบ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีรวบรวมหลักฐานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ไฟเขียวจากหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อให้ไปยื่นคำร้องขอหมายจับ และเท่าที่ทราบยังไม่ได้อายัดเงินมาเป็นของกลางในเงินระดมทุนบริจาคอันเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชน อันเป็นมูลฐานการฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตนขอตั้งคำถามว่า ผกก.สน.ทองหล่อ ทำอะไรอยู่ ทั้งตนยื่นหลักฐานเป็นใบเสร็จโอนเงิน เป็นของกลางในคดี ให้ไปอ่าน ประมวลจริยธรรมข้าราชการตำรวจ,พรบ.ตำรวจแห่งชาติเยอะๆ รวมถึงไปทำความเข้าใจ พรป.ปปช.มาตรา 4,172 เยอะๆ จะได้รู้ว่า นอกจากจะเข้าข่าย มาตรา 157,200 แล้ว คดีอาญาจะยาวเป็นหางว่าว




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น