วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

หยุดวิกฤตสุขภาพ-ตายก่อนวัยอันควร​ เปิดข้อมูลชุมชนพบพฤติกรรมเสี่ยงเพียบ!

 หยุดวิกฤตสุขภาพ-ตายก่อนวัยอันควร​ เปิดข้อมูลชุมชนพบพฤติกรรมเสี่ยงเพียบ!

เปิดสถิติวิกฤตสุขภาพคนไทย "NCDs-อุบัติเหตุ" ต้นเหตุการตายก่อนวัยอันควร สสส. จับมือภาคีเดินหน้าใช้ข้อมูลเชื่อมโยงพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น ตั้งเป้านำร่อง 2,000 ชุมชนต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพ

จากรายงานข้อมูลภาระโรคและสถิติอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของคนไทย โดยสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ (HISO) พบว่า ปัจจุบันอายุเฉลี่ย (อายุคาดเฉลี่ย) ของคนไทยภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 78.1 ปี โดยเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 80.5 ปี ซึ่งยาวนานกว่า เพศชายที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 73.5 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาด้านปีที่สูญเสียสุขภาวะจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (Years of Life Lost: YLL) กลับพบตัวเลขที่น่ากังวล โดยคนไทยส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 71.19 เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็งตับ มะเร็งปอด และโรคเบาหวาน รองลงมาคือกลุ่มการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ ร้อยละ 15.52 ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมเสี่ยงสะสมตลอดช่วงชีวิต ทั้งการดื่มสุรา สูบบุหรี่ การกิน การขาดการออกกำลังกาย และการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย 

จากความสูญเสียทางสุขภาวะดังกล่าว สำนักนโยบายยุทธศาสตร์และนวัตกรรม (สนน.) ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) และฝ่ายติดตามและประเมินผล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้ข้อมูลเชื่อมโยงพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น” ให้กับศูนย์ฝึกอบรมการพัฒนาระบบข้อมูลตำบล และกลไกขับเคลื่อนงานของแผนสุขภาวะชุมชน  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคืนข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและพฤติกรรมเสี่ยงให้กับชุมชนเป้าหมาย ช่วยให้ชุมชนสามารถวางแผนและเลือกชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ ได้สอดคล้องกับบริบทปัญหาจริง ตลอดจนพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายในการใช้ข้อมูลสารสนเทศขับเคลื่อนระบบสุขภาพในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน 

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาพที่แท้จริงต้องมุ่งเน้นที่การป้องกันและตัดต้นตอพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งสุรา บุหรี่ ภาวะอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นปัจจัยปูทางไปสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

จากประสบการณ์ตรงในฐานะแพทย์ที่เคยรักษาผู้ป่วยวัยเพียง 40–43 ปี ซึ่งต้องเสียชีวิตหรือกลายเป็นผู้พิการก่อนวัยอันควรจากการดื่มสุราและสูบบุหรี่อย่างหนัก ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การเตือนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นรายบุคคลแทบไม่ส่งผลสำเร็จ เนื่องจากพฤติกรรมเสี่ยงของคนถูกหล่อหลอมและสั่งสมมาจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ดังนั้นพลังในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพที่แท้จริงจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงคำแนะนำของหมอในโรงพยาบาล แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและพลังการขับเคลื่อนร่วมกันของคนในชุมชนท้องถิ่น

"การเตือนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นรายบุคคลโดยแพทย์ในโรงพยาบาลมีผลน้อยมาก แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน ท้องถิ่น และโรงพยาบาล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและมาตรการทางสังคมในการเปลี่ยนพฤติกรรมยกกลุ่ม โดยนำข้อมูลสถิติการตายมาคืนให้กับท้องถิ่นและชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริงได้นำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นพ.พงศ์เทพยังเน้นย้ำว่า ผู้ที่จะใช้ข้อมูลได้ดีที่สุดคือ "ท้องถิ่นและชุมชน" เพราะเป็นเจ้าของข้อมูลเอง และการจะสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดผลจริงต้องนำข้อมูลสถิติการตายและความพิการมาผนวกกับ "เรื่องเล่า" หรือรายละเอียดของกรณีต่างๆ ควบคู่กับพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อให้เห็นภาพเป็นบทเรียนที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงตัวเลข โดยโครงการนี้ตั้งเป้าขับเคลื่อนใน 2,000 ชุมชนทั่วประเทศ และเริ่มต้นก้าวสำคัญด้วย 22 ท้องถิ่น 57  ชุมชนนำร่อง เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น พร้อมย้ำว่างานนี้ทำเพื่อคนในชุมชนเองที่จะได้รับประโยชน์จากสุขภาพที่ดีขึ้น

ทางด้าน นพ.พินิจ ฟ้าอำนวยผล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ได้สะท้อนข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในชุมชนว่า คนไทยมักไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนกว่าจะเห็นผลลัพธ์สุดท้ายอย่างการเสียชีวิต ตรงกับสุภาษิตที่ว่า "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา" แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีใครเชื่อมโยงเหตุแห่งความตายกับพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ตาย เช่น สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่เมื่อมีคนเสียชีวิตเกิดขึ้นจริงในชุมชน ชุมชนกลับขาดการซึมซับและเรียนรู้ว่าการตายนั้นมาจากพฤติกรรมเสี่ยงใด หากเรานำข้อมูลสถิติการตายและข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงมาวิเคราะห์ร่วมกัน ชุมชนจะสามารถออกแบบมาตรการป้องกันเชิงรุกได้ตรงจุด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรให้เข้าใกล้ศูนย์ จากระบบข้อมูลสถิติการตาย พบรูปแบบสาเหตุการเสียชีวิตที่ชัดเจนตามช่วงวัย เช่น กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี มักเอาความสนุกเป็นหลัก จึงขาดความกังวลเรื่องความตาย สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ คือ อุบัติเหตุจากการขนส่ง โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ การทำร้ายตัวเอง และการถูกทำร้าย ซึ่งอุบัติเหตุมักเกิดบนถนนรองใกล้บ้านจากการขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย และดื่มแล้วขับ ส่วนกลุ่มวัยทำงานและผู้ใหญ่ อายุ 30-59 ปี สาเหตุการเสียชีวิตหลักเปลี่ยนเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งตับ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมสะสม เช่น สุรา บุหรี่ ภาวะอ้วน และคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีในระบบข้อมูลในเว็บไซต์ hiso.or.th ซึ่งมีการจำแนกสาเหตุการตายอย่างละเอียดถึง 91 สาเหตุ ทำให้แต่ละตำบลสามารถวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ของตนเองได้

"ข้อมูลก็เป็นส่วนหนึ่ง เหมือนกับบอก fact ที่มีอยู่ แต่สิ่งที่ต้องทำมากกว่านั้นคือต้องใช้วิธีการทางจิตวิทยา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกกลัวตายไปสู่ความคิดของคนในชุมชน แล้วนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ในที่สุด" นพ.พินิจ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร นักวิจัยสมรรถนะสูง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้บรรยายถึงแนวทางการนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนงานระดับพื้นที่ว่า การทำงานเพื่อลดการตายและเพิ่มอายุยืนยาวต้องเป็นไปในรูปแบบบูรณาการร่วมกัน 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว หมู่บ้าน ไปจนถึงหน่วยงานองค์กรในพื้นที่ โดยใช้ "ข้อมูลการตาย" เป็นตัวตั้ง ร่วมกับข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงจากระบบข้อมูลตำบล หรือ TCNAP ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และข้อมูลจากผู้นำชุมชน อสม. 

"คนทำงานในระดับพื้นที่ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่ต้องทำงานแบบ 'ร่วมด้วยช่วยกัน' เพื่อเชื่อมประสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน โดยใช้ข้อมูลการตายเป็นตัวตั้งในการบอกปัญหา แล้วย้อนกลับไปดูพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยง เพื่อนำมาวิเคราะห์และเติมเต็มแพ็คเกจงานให้ครอบคลุมก่อนบรรจุลงในแผนท้องถิ่น" รศ.ดร.ขนิษฐา กล่าว

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.ขนิษฐา ได้อธิบายกระบวนการนำข้อมูลไปใช้ขับเคลื่อนงานว่า ให้เริ่มจากการดึงข้อมูลการตายย้อนหลังและข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงในระดับหมู่บ้านและตำบลมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากระบบตำบลและภาคีในพื้นที่ เพื่อระบุกลุ่มประชากรเป้าหมายให้ชัดเจน จากนั้นให้นำมาเทียบเคียงกับงานเดิมที่ทำอยู่ หากพบว่ายังมีช่องโหว่หรือไม่ตอบโจทย์ ชุมชนสามารถขอรับการสนับสนุน "ชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ" จากศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ซึ่งมีถึง 20 เล่ม ครอบคลุม 11 กลุ่มประชากร และ 9 ประเด็นปัญหาเพื่อนำไปออกแบบและเติมเต็มงานใหม่ได้

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ขนิษฐา ได้เน้นย้ำขั้นตอนสำคัญว่า หลังจากได้แนวทางแล้ว ผู้เข้าร่วมต้องนำกลับไปหารือกับทีมงาน ผู้บริหารท้องถิ่น และกลไกขับเคลื่อนเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้บรรจุเข้าสู่แผนข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือแผนพัฒนาพื้นที่ระยะ 5 ปี เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

UniGrow และพันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย

UniGrow และพันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่วนสูงของเด็กไทย UniGrow มุ่งมั่นสู่พันธกิจในการร่วมเดินทางเพื่อส่งเสริมการพัฒนาส่ว...