วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

วธ. จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร เวียนเทียน เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ชวนชาวพุทธทั่วประเทศ ร่วมสืบสานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา​ พร้อมเชิญชวน “ปักหมุด ๑๐ วัด แห่ผ้าห่มพระธาตุเจดีย์ เนื่องในวันมาฆบูชา” ทั่วประเทศ

 วธ. จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร เวียนเทียน เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ชวนชาวพุทธทั่วประเทศ ร่วมสืบสานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา​ พร้อมเชิญชวน “ปักหมุด ๑๐ วัด แห่ผ้าห่มพระธาตุเจดีย์ เนื่องในวันมาฆบูชา” ทั่วประเทศ



วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 07.00 น. กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร เวียนเทียน เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา พุทธศักราช 2569 โดยมีพระศรีสุทธิเวที ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนหน่วยงาน องค์กรเครือข่าย และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร







นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา พุทธศักราช ๒๕๖๙ ระหว่างวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ถึง ๓ มีนาคม ๒๕๖๙ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมรำลึกถึงพระรัตนตรัย และถวายเป็นพุทธบูชาอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญ ตักบาตรพระสงฆ์ เวียนเทียน และแห่ห่มผ้าพระปรางค์ รวมทั้งกิจกรรม Walk Rally ตามรอยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๕ จุดสำคัญภายในวัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรเครือข่ายทางศาสนา สถานศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน ในโอกาสเดียวกันได้รณรงค์ให้ประชาชนร่วมแต่งกายด้วยชุดไทยหรือผ้าไทยอย่างสุภาพ เข้าร่วมกิจกรรม ณ สถานที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศ เพื่อร่วมสืบสานอัตลักษณ์ความเป็นไทย ควบคู่การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสร้างบรรยากาศแห่งความสง่างามในโบราณสถานสำคัญของชาติอีกด้วย 







นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรม “ปักหมุด ๑๐ วัด แห่ผ้าห่มพระธาตุเจดีย์ เนื่องในวันมาฆบูชา” ในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย ได้แก่ ๑) งานแห่ผ้าห่มพระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร ๒) เทศกาลแสงเทียนแห่งศรัทธา น้อมถวายผ้าพระฉาย วัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี ๓) งานประเพณีนบพระ เล่นเพลง วัดพระบรมธาตุ และหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ๔) งานเทศกาลมาฆปูรณมีบูชา ทะเลธุงอีสาน กาฬสินธุ์ โบราณสถานฟ้าแดดสงยาง พระธาตุยาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ๕) งานนมัสการพระบรมธาตุนาดูน พระบรมธาตุนาดูน พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดมหาสารคาม ๖) งานสืบสานตำนานสองเจดีย์ธาตุ วันมาฆบูชา วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน ๗) ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง วัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ๘) ประเพณีหกเป็ง นมัสการพระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน ๙) งานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ พระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ๑๐) งานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งการจัดกิจกรรมออนไลน์ ประกอบด้วย กิจกรรมชาเลนจ์เพลงวันมาฆบูชา โดยเชิญชวนประชาชนทุกกลุ่มวัยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบการ Cover เพลงวันมาฆบูชา เผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของตนเอง พร้อมติดแฮ็ทแท็กตามที่กรมการศาสนากำหนด เพื่อรับเกียรติบัตรอิเล็กทรอนิกส์จากกรมการศาสนา และเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ในวันมาฆบูชา สำหรับในส่วนภูมิภาค ทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและเทศกาลประเพณีที่เกี่ยวเนื่องตามบริบทของแต่ละจังหวัด เพื่ออนุรักษ์ สืบสานวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้จากสินค้าและบริการด้านศรัทธา ความเชื่อ และวัฒนธรรมประเพณี อันเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนโยบายด้านวัฒนธรรมของรัฐบาล



อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ด้วยหลักธรรมสำคัญ ซึ่งถือเป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา คาดหวังว่าการจัดกิจกรรมเนื่องในวันมาฆบูชา พุทธศักราช ๒๕๖๙ จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสังคมคุณธรรมตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “ละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม ในการพัฒนาสังคมไทยให้มีความรู้ควบคู่คุณธรรม เสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ สืบสานอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย และใช้มิติทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง และยั่งยืน โดยขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่ทั่วประเทศ และสถานที่ที่กำหนดโดยพร้อมเพรียงกัน ///

มาฆบูชาแห่งศรัทธา​ สักการะพระบรมสารีริกธาตุ 2 แผ่นดิน สานสายสัมพันธ์ไทย–ลาว สู่มิตรภาพสองฝั่งโขง

 มาฆบูชาแห่งศรัทธา​ สักการะพระบรมสารีริกธาตุ 2 แผ่นดิน สานสายสัมพันธ์ไทย–ลาว สู่มิตรภาพสองฝั่งโขง






เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.30 น. ณ วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ จังหวัดนครพนม จัดกิจกรรมส่งเสริมเนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ภายใต้แนวคิด “มาฆบูชาอาเซียน สานสัมพันธ์ถิ่นไทย–ลาว” เพื่อส่งเสริมการสืบสานพระพุทธศาสนา ควบคู่การเชื่อมโยงมิติศาสนา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยมี พระศรีวิสุทธิเมธี รองเจ้าคณะจังหวัดนครพนม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วย นายวีระ ฤกษ์วานิชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง 


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ “ละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส” กรมการศาสนาจึงมุ่งส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมนำหลักธรรมดังกล่าวไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา การสวดมนต์ รักษาศีล เจริญภาวนา และการทำความดี อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคมที่สงบสุข และความเข้มแข็งทางจิตใจของประชาชน


สำหรับกิจกรรม “มาฆบูชาอาเซียน ถิ่นไทย–ลาว” ในครั้งนี้ จัดขึ้น ณ ศาลาตรีมุข วัดพระธาตุพนม ประกอบด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายผ้าป่าสามัคคีสองแผ่นดิน และประกอบพิธีเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุพนม 


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 กรมการศาสนา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ จะจัดกิจกรรมเนื่องในวันมาฆบูชา “สองแผ่นดิน ไทย–ลาว” พร้อมกัน ณ วัดพระธาตุศรีโคดตะบอง แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นพระธาตุพี่น้องกับพระธาตุพนม สร้างขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน สะท้อนความผูกพันทางศาสนาและวัฒนธรรมของประชาชนสองฝั่งโขงมาอย่างยาวนาน



วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นับเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรม และเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ความสามัคคี และความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตลอดจนเป็นการขับเคลื่อนบทบาทของศาสนาในการสร้างสันติสุข ความมั่นคงทางจิตใจ และความเข้มแข็งของสังคมในประชาคมอาเซียนอย่างยั่งยืน ///

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว ร่วมมือ IAEA ยกระดับไทยเป็นผู้นำระดับนานาชาติกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกด้วยระบบดิจิทัล

 ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว  ร่วมมือ IAEA  ยกระดับไทยเป็นผู้นำระดับนานาชาติกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกด้วยระบบดิจิทัล

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าว “ปส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดย RAIS+ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการข้อมูล การติดตาม และการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการอนุญาตและการกำกับดูแล ซึ่งจะช่วยต่อยอดระบบการอนุญาตแบบดิจิทัล (E-license)” ผ่านการจัดฝึกอบรมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หลักสูตร Regional Training Course on the Regulatory Authority Information System (RAIS+) for the Asia and Pacific Region ระหว่างวันที่ 2 – 6 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมแอลฟา ชั้น 4 อาคาร 60 ปี ปส. กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจากหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสมาชิกจำนวน 14 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก Mr. Timothy Hayes และ Ms. Paige Witter เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA ร่วมเป็นวิทยากร และถ่ายทอดองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างและการใช้งานซอฟต์แวร์ RAIS+ พร้อมการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมจากประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย สามารถนำระบบไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยเสริมความมั่นคงในการจัดเก็บข้อมูล เพิ่มความโปร่งใส และสนับสนุนการกำกับดูแลตามหลักสากล

การจัดฝึกอบรมครั้งนี้ แสดงถึงบทบาทเชิงรุกของ ปส. ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และการยกระดับศักยภาพด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สอดคล้องต่อยอดการกำกับดูแลของ ปส. ผ่านการกำกับดูแลอนุญาตแบบดิจิทัลที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว อีกทั้งยังมุ่งเน้นสนับสนุนนโยบายหลักสำคัญทั้ง 4 ด้านของ ปส. ได้แก่ 

1. เสริมสร้างความพร้อมรองรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์เกิดใหม่ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs)

2. เสริมความเข้มแข็งด้านมาตรวิทยารังสี เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องแม่นยำและความสามารถในการสอบกลับได้ตามมาตรฐานสากล

3. ยกระดับความปลอดภัยทางรังสีในทางการแพทย์ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองผู้ป่วย

4. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องทั้งประชาชนและคนรุ่นต่อไป

ก.แรงงาน เทิดพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

 ก.แรงงาน เทิดพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย”

วันที่ 2 มีนาคม 2569 พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะและวางพานพุ่มน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงแรงงาน ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติที่จัดแสดงภายในงาน ณ ห้อง 421 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กรุงเทพมหานคร ในโอกาสเดียวกัน สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ ได้ร่วมจัดพิธีน้อมรำลึกดังกล่าว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อแสดงออกถึงความสำนึกในพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อการพัฒนาฝีมือแรงงานและงานช่างของชาติ



พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 คณะรัฐมนตรีมีมติถวายพระราชสมัญญาแด่พระองค์ท่านว่า “พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” และกำหนดให้วันที่ 2 มีนาคมของทุกปี เป็นวันมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2513 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานแนะแนวอาชีพและแข่งขันฝีมือช่างแห่งชาติ ณ ลุมพินีสถาน และได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสำคัญของงานช่างไทย ความตอนหนึ่งว่า ช่างทุกประเภทเป็นกลไกสำคัญยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติ จึงควรได้รับการส่งเสริมทั้งด้านองค์ความรู้ทางวิทยาการและการออกแบบ การยกระดับฝีมือให้ได้มาตรฐานอย่างแท้จริง ตลอดจนการสนับสนุนด้านการจัดหางานและตลาด เพื่อให้ช่างมีรายได้มั่นคงและสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งพระราชดำรัสดังกล่าวนับเป็นแนวทางอันทรงคุณค่าสำหรับการพัฒนางานช่างของไทยสืบมาจนปัจจุบัน







กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้น้อมนำพระราชดำรัสมาประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทย มุ่งยกระดับความรู้ ความสามารถ และมาตรฐานฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อันเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ





ภายในงานยังได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ แสดงถึงพระปรีชาสามารถด้านงานช่างตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ตลอดจนพระอัจฉริยภาพและพระราชกรณียกิจด้านการประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งล้วนก่อให้เกิดคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจแก่สังคมโดยรวมสืบไป.

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว

 ปลัดกระทรวงท่องเที่ยว สั่งทุกส่วนเข้มติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมผนึกกำลังดูแลนักท่องเที่ยว และปรับแผนการท่องเที่ยว 

วันที่ 1 มีนาคม น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากกรณีความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบินในบางเส้นทาง โดยเฉพาะเที่ยวบินที่เชื่อมต่อผ่านภูมิภาคดังกล่าว ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แม้ขณะนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย แต่กระทรวงก็ต้องมีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเที่ยวบินยกเลิก เบื้องต้น ตนได้กำชับให้ 1.หน่วยงานในสังกัดบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างจากเหตุเที่ยวบินยกเลิก โดยจัดพื้นที่พักคอย สิ่งอำนวยความสะดวก และประสานเที่ยวบินใหม่ตามมาตรฐานสากล 2.ให้กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ร่วมกันบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่อาจมีข้อกังวล โดยกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ประจำท่าอากาศยานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 3.ให้มีการติดตามสถานการณ์และตรวจสอบข้อมูลเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ ทั้งกรณียกเลิกเที่ยวบินและการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ (Extra Flight) เพื่อแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาแก่นักท่องเที่ยว ลดความสับสนและป้องกันการตกค้างเพิ่มเติม 4.จัดกำลังเจ้าหน้าที่ TAC ประจำท่าอากาศยานหลัก โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ 5.ให้ ททท.เตรียมดูแลจัด packages สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตกค้างยังกลับไม่ได้ กับผู้ที่จะมาพำนักในไทยเพื่อหนีภัยสงคราม และ 6.ต้องมีสายด่วนที่พร้อมจะช่วยเหลือ และประสานงานกับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตำรวจท่องเที่ยว 1155 ,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  1672 , ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ โทร : 02 1344077 ได้

“ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคือหัวใจของเรา ซึ่งต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ เราติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน ประเมินความเสี่ยงเชิงลึก และบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อยกระดับมาตรการดูแลอย่างเข้มข้น รอบคอบ และเป็นรูปธรรม เราต้องไม่ให้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์กระทบความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ประเทศไทยจะยังคงเป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย ที่ดูแลทุกคนด้วยความรับผิดชอบ” น.ส.นัทรียา กล่าว

ขอเชิญผู้บริหาร ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้สนใจ ร่วมเปิดมุมมองอนาคตอุตสาหกรรมไทย ในงาน MSAT-13

 📢 ขอเชิญผู้บริหาร ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้สนใจ ร่วมเปิดมุมมองอนาคตอุตสาหกรรมไทย ในงาน MSAT-13 🔹 เจาะลึกทิศทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแห...