วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568

DMT พร้อมปล่อยแคมเปญ Tollway Lucky Way 2025 ขอบคุณผู้ใช้บริการ

 DMT พร้อมปล่อยแคมเปญ Tollway Lucky Way 2025 ขอบคุณผู้ใช้บริการ

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บิ๊กบอสแห่ง DMT เตรียมปล่อยแคมเปญ “Tollway Lucky Way 2025” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ใช้ทางที่ใช่...ลุ้นรางวัลที่ชอบ” มูลค่ารวมกว่า 1.6 ล้านบาท เพื่อขอบคุณผู้ใช้บริการทางยกระดับดอนเมือง ผู้ใช้บริการสามารถสะสมแต้มเมื่อชำระค่าผ่านทาง และนำมาเป็นสิทธิ์ร่วมสนุกแคมเปญ นี้ เริ่มตั้งแต่ กรกฎาคม-กันยายน 2568 โดยติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมต่าง ๆได้ทาง LINE Official Account : @donmuangtollway และ Facebook : Don Muang Tollway กิจกรรมดีๆ แบบนี้จัดให้เฉพาะผู้ใช้ทางโทล์ลเวย์เท่านั้นจ้า

มหาวิทยาลัยรามคำแหงร่วมกับเครือข่ายวิจัยจัดเสวนาการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน: มุ่งสู่ Net Zero Tourism และ Nature Positive Tourism ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเล ครั้งที่ 8

 มหาวิทยาลัยรามคำแหงร่วมกับเครือข่ายวิจัยจัดเสวนาการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน: มุ่งสู่ Net Zero Tourism และ Nature Positive Tourism ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเล ครั้งที่ 8

กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมกับสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA), สมาคมการท่องเที่ยวในชุมชนภาคใต้, Asian Ecotourism Network (AEN), เทรคกิ้งไทย, Thailand Together Net Zero Tourism ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการเสวนาการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน: มุ่งสู่ Net Zero Tourism และ Nature Positive Tourism ภายในงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเล ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 25-27 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเรือรัษฎา จังหวัดตรัง

ผู้ร่วมเสวนาฯ ประกอบด้วย รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล มหาวิทยาลัยรามคำแหง / อาจารย์ ดร.สิทธิพร เพ็งสกุล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง / ว่าที่พันตรี วัชรินทร์ แสวงการ อุปนายกสมาคมการท่องเที่ยวในชุมชนภาคใต้ / ดร. ปาริชาต สุนทรารักษ์ อุปนายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) / อาจารย์ ดร. วิชิน สืบปาละ หัวหน้าโครงการ Thailand Together Net Zero Tourism Project โดยมี รศ.ดร.มาฆมาส สุทธาชีพ  Association of Marine Biodiversity Conservation and Education (AMBCE) เป็นผู้ดำเนินการเสวนาฯ

รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน กล่าวว่า การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Carbon Neutral Tourism (CNT) เป็นการริเริ่มโครงการโดย ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และได้ผลักดันให้เป็นรูปธรรมผ่านการประสานงานและดำเนินงานร่วมกันของเครือข่ายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งรวมทั้งเครือข่ายส่วนกลาง เครือข่ายผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยวและชุมชน เครือข่ายพื้นที่ และเครือข่ายนักวิจัย การดำเนินงานภายใต้แผนงานการท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ปีงบประมาณ 2566-2567 มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้เป็น  Carbon Neutral Tourism (CNT)  และมุ่งสู่  Net Zero Tourism (NZT)  ผ่านการยกระดับมาตรฐาน การบริหารจัดการ การสนับสนุนเครือข่ายภาครัฐ-เอกชน-ชุมชน และสร้างระบบการตลาดระดับโลก มีการดำเนินงานกว่า 20 โครงการทั่วประเทศ โดยมีเครือข่ายวิจัย 20 มหาวิทยาลัยนักวิจัยมากกว่า 200 คน  ครอบคลุมพื้นที่ 42 จังหวัด  ซึ่งมีทั้งพื้นที่ภูเขา ป่าไม้ สวนเกษตร ถ้ำ น้ำพุร้อน แหล่งน้ำจืด ชายฝั่งทะเล กลุ่มเกาะในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน และได้พัฒนาโครงการชดเชยการปล่อยคาร์บอนจากฐานทรัพยากรธรรมชาติ (nature-based solutions) ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและชุมชนได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน และสนับสนุน Nature Positive Tourism ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาได้บรรลุตามเป้าหมายทั้งด้านการเพิ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง  สร้างมูลค่าการขายสินค้าและบริการจากการท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในจังหวัดเมืองรอง ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้น  ชุมชน/องค์กรปกครองท้องถิ่นมีความรู้ ความเข้าใจและความสำเร็จในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศและวัฒนธรรม  และมีมูลค่ารวมของการขายสินค้าและบริการจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของโลก

ดร.สิทธิพร เพ็งสกุล กล่าวถึงมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย ซึ่งคณะนักวิจัยได้พัฒนาขึ้นจากมาตรฐานการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องในระดับสากล โดยมีมาตรฐานสำหรับการดำน้ำตื้น, การดำน้ำลึก (SCUBA), แคนู/คายัค และเจ็ตสกี ซึ่งกำหนดมาตรฐานและแนวทางสำหรับการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยเน้นการวัดการปล่อยคาร์บอน การพัฒนาและดำเนินการตามกลยุทธ์การลดการปล่อยคาร์บอน การชดเชยการปล่อยคาร์บอน การตรวจสอบการดำเนินงานคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ และการเผยแพร่ต่อสาธารณะเกี่ยวกับคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตามมาตรฐานสากล โดยมี 6 องค์ประกอบหลัก ครอบคลุมเกณฑ์การบริหารจัดการที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ การใช้ประโยชน์และลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจ-สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการชดเชยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ คณะนักวิจัยได้จัดทำหลักสูตรสำหรับการอบรมและระบบประเมินรับรองมาตรฐาน โดยมีการอบรมหลักสูตรมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย ในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และตราด ให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมมากกว่า 100 องค์กร และได้พัฒนาชุดเครื่องมือฝีกอบรมออนไลน์ (Toolkit) เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจมีความสะดวกในการฝึกอบรมมากขึ้น

ว่าที่พันตรี วัชรินทร์  แสวงการ ยกตัวอย่างการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของโฮมสเตย์ท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนจากเรือหางยาวไม้เป็นเรือไฟเบอร์ ซึ่งทำให้เรือมีน้ำหนักเบา สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ และมีแบตเตอรี่ลิเธียมสำหรับเก็บพลังงานสำรอง เรือมีเสียงเบามาก และไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ซึ่งเหมาะสมกับการท่องเที่ยวในเขตอนุรักษ์ การริเริ่มโครงการฯ นี้ จึงเป็นการลดต้นทุนในระยะยาว และเพิ่มมูลค่าในเชิงการท่องเที่ยว ดังนั้น จึงควรสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเรือไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีสีเขียว ควรลดภาษีแบตเตอรี่ หรือส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ รวมทั้งส่งเสริมมาตรฐานการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำและคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน และให้ผู้ประกอบการขนาดย่อมสามารถเป็นเจ้าของเรือไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง

ดร. ปาริชาต สุนทรารักษ์ นำเสนอแนวทางการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism: CNT) ของประเทศไทย โดยเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สมาคมธุรกิจ และสถานทูตไทยในต่างประเทศ ผ่านโมเดล “1 สถานทูต 1 จังหวัด” เชื่อมโยงตลาดต่างประเทศกับพื้นที่นำร่อง เช่น น่าน เพชรบุรี ตราด และขอนแก่น พร้อมทั้งพัฒนาแพ็กเกจท่องเที่ยวลดคาร์บอนและยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับความต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ทั้งกลุ่มพักผ่อนและธุรกิจ จากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ พบว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้เฉลี่ยประมาณ 31% โดยเฉพาะจากหมวดการเดินทางและของเสีย การสร้างองค์กรบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง (Destination Management Organization, DMO) มีความสำคัญอย่างยิ่ง รวมทั้งการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน และการใช้เครื่องมือดิจิทัลสำหรับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำและคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

ดร. วิชิน สืบปาละ หัวหน้าโครงการการยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สู่การท่องเที่ยวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระดับสากล (Together Net Zero Tourism: NZT)  ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บพข. ปีงบประมาณ 2567 โดยดำเนินงานร่วมกับ Mr. Peter Richards (สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน) และคุณนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น (เทรคกิ้งไทย/Asian Ecotourism Network) โครงการวิจัยฯ ให้ความสำคัญต่อการบูรณาการขององค์ความรู้จากการวิจัยเพื่อขยายผลให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โครงการวิจัยฯ ได้ส่งเสริมความร่วมมือในระดับนานาชาติ เช่น กิจกรรม South to South ที่นักวิจัยของโครงการฯ ได้ฝึกอบรมวิทยากรของประเทศแกมเบียเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนไปสู่ Net Zero Tourism รวมทั้งการดำเนินงานวิจัยร่วมกับ The Travel Foundation เพื่อพัฒนาเครื่องมือการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการท่องเที่ยว ร่วมกับนักวิจัยจากหลายองค์กรทั่วโลก โดยเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในหกของพื้นที่นำร่อง กิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการวิจัยนี้จะช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ


การเสวนาครั้งนี้ได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากผู้เข้ารับฟังการเสวนาหลายท่าน เช่น ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดร.พรสุข จงประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ คุณละมัย ลาภศิริโสภา ผู้ประกอบการจากมุกละมัยรีสอร์ทแอนด์สปา เกาะมุกด์ จังหวัดตรัง


การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเล ครั้งที่ 8 จัดโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วมทั้งหมด 67 หน่วยงาน รวม 953 คน โดยมีผู้นำเสนอผลงานวิจัย 337 คน 

สัมผัสเสน่ห์แห่งมาเลเซียที่งาน Malaysia Food & Culture Festival 2025 ใจกลางกรุงเทพฯ วันที่ 29–30 มิถุนายน 2568

 สัมผัสเสน่ห์แห่งมาเลเซียที่งาน Malaysia Food & Culture Festival 2025 ใจกลางกรุงเทพฯ วันที่ 29–30 มิถุนายน 2568 



การท่องเที่ยวมาเลเซียขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมและรสชาติอาหารมาเลเซียในงาน Malaysia Food & Culture Festival 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ GPO Space, สามย่านมิตรทาวน์

งานมหกรรมสุดยิ่งใหญ่ตลอด 2 วันนี้ จะพาทุกท่านเดินทางผ่านกลิ่นอายของมาเลเซีย ผ่านอาหารพื้นเมืองรสชาติต้นตำรับ การแสดงทางวัฒนธรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ และโปรโมชั่นแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดพิเศษจากประเทศมาเลเซีย

พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน 2568 โดยได้รับเกียรติจาก YB Dato’ Sri ติออง คิง สิงห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งประเทศมาเลเซีย เป็นประธานในพิธี

งานนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Visit Malaysia 2026 เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซีย พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ทำให้มาเลเซียโดดเด่นในแบบ “Malaysia Truly Asia”

กิจกรรมไฮไลต์ที่คุณไม่ควรพลาด:

ลิ้มลองเมนูอาหารมาเลเซียแท้จากร้านดัง ชมการแสดงทางวัฒนธรรมจากหลายเชื้อชาติในมาเลเซีย

รับข้อเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดพิเศษจากผู้ให้บริการทัวร์

นอกจากจะเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวในแบบมาเลเซียแล้ว งานนี้ยังมุ่งหวังในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

สถานที่จัดงาน สามย่านมิตรทาวน์ เดินทางสะดวกด้วย รถไฟฟ้า MRT สถานีสามย่าน หรือหากขับรถยนต์ส่วนตัวก็มีที่จอดรถรองรับอย่างเพียงพอ


มาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ของมาเลเซียในงานเดียวครบครัน ทั้งความอร่อย ความบันเทิง และโอกาสวางแผนทริปเที่ยวครั้งต่อไปในประเทศมาเลเซีย!

อย่าพลาด! พบกันในงาน Malaysia Food & Culture Festival 2025 ใจกลางกรุงเทพฯ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

การท่องเที่ยวมาเลเซีย (สำนักงานกรุงเทพฯ)

อีเมล: bangkok@tourism.gov.my

เว็บไซต์: www.malaysia.travel

แฮชแท็ก:

#VisitMalaysia2026 #MalaysiaTrulyAsia #CutiCutiMalaysia #SurrealExperiences #TourismMalaysia



"เคนโด้" ผุดรายการใหม่ "CEO TALK" เจาะลึกความสำเร็จ สร้างแบรนด์บุคคลให้เป็นผู้นำธุรกิจยุคใหม่!

 "เคนโด้" ผุดรายการใหม่ "CEO TALK" เจาะลึกความสำเร็จ สร้างแบรนด์บุคคลให้เป็นผู้นำธุรกิจยุคใหม่!

มีอะไรให้ตื่นเต้นเสมอสำหรับ เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดังที่โลดแล่นในวงการมานานกว่า 25 ปี ไม่ว่าจะในฐานะผู้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนผ่านองค์กร "เคนโด้ช่วยด้วย" หรือในฐานะสุดยอด CEO IDOL อันดับ 1

ล่าสุด "เคนโด้" เตรียมเขย่าวงการอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวรายการใหม่แกะกล่อง "CEO TALK คนน่าคุย" รายการที่จะมาเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จของเหล่า CEO และผู้บริหารในทุกมิติ เพราะในยุคที่การแข่งขันสูง การสร้างแบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่สินค้า แต่คือการ สร้างตัวตน ให้กับเจ้าของกิจการ!

ทำไม "CEO BRANDING" ถึงสำคัญในยุคนี้?

การสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริหารระดับสูงมีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะช่วย:


สร้างความน่าเชื่อถือ: เพิ่มความไว้วางใจให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย


สร้างความแตกต่าง: โดดเด่นเหนือคู่แข่ง


ดึงดูดคนเก่ง: ดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับองค์กร


รายการ "CEO TALK" จะมาทำหน้าที่เป็น "HERO VIDEO" นำเสนอทุกแง่มุมของ CEO ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการบริหารงานสู่ความสำเร็จ ประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ พร้อมโปรโมตสินค้าในเครือไปในตัว ทั้งหมดนี้จะถูกถ่ายทอดผ่านบทสัมภาษณ์สุดเข้มข้นโดย "เคนโด้" พิธีกรมืออาชีพ

รายการนี้จะเผยแพร่ผ่านช่องทาง Youtube และ Facebook ในเครือ ที่มียอดผู้ติดตามรวมกันกว่า 1.8 ล้านคน! มั่นใจได้ว่าเนื้อหาของคุณจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง

CEO ท่านใดสนใจสร้างแบรนด์บุคคล และแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จ สามารถติดต่อร่วมรายการได้ที่ คุณไหม โทร. 081-6469098


วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568

3 ทีมดวลแมตช์ อำลาสนาม 'โก้-ดัสกร' ส.นักข่าว3 ทีมดวลแมตช์ อำลาสนาม 'โก้-ดัสกร' ส.นักข่าวช่างภาพกีฬาจัดใหญ่ 4 ก.ค.​นี้

 3 ทีมดวลแมตช์ อำลาสนาม 'โก้-ดัสกร' ส.นักข่าว3 ทีมดวลแมตช์ อำลาสนาม 'โก้-ดัสกร' ส.นักข่าวช่างภาพกีฬาจัดใหญ่ 4 ก.ค.​นี้

สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย จัดฟุตบอลนัดพิเศษ"เทสติโมเนียลแมตช์" อำลาสนามให้ "โก้" ดัสกร ทองเหลา อดีตกัปตันทีมชาติไทย และสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด เพื่อเป็นเกียรติที่รับใช้ทีมชาติมายาวนาน 18 ปี ตั้งแต่ปี 2001-2018 ในวันศุกร์ที่ 4 กรกฏาคม 2568 ที่สนามธันเดอร์โดม สเตเดียม (เมืองทอง ยูไนเต็ด)  มี 3 ทีมร่วมคือทีมไทยเพรส /ทีมบอย ท่าพระจันทร์ และ ทีมกรมพลศึกษา เปิดให้ชมฟรี

นายไพฑูร ชุติมากรกุล นายกสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องจากว่า "โก้" ดัสกร ทองเหลา อดีตนักเตะกำลังสำคัญของทีมชาติไทย ที่รับใช้ชาติมายาวนานถึง 18 ปี ตั้งแต่ปี 2001-2018 ปัจจุบันเลิกเล่นทีมชาติและสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดไปนานแล้ว เหลือเพียงการลงเล่นฟุตบอลนัดพิเศษ,การกุศลทั่วไป โดยล่าสุดก็ได้ให้เกียรติร่วมทีม "ไทยเพรส" ของสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาฯ เดินทางไปในนามสมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ไปแข่งขันฟุตบอล ฉลองครบ 100 ปี การก่อตั้งองค์กรณ์สื่อมวลชนเวียดนาม ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งโก้-ดัสกร ก็ได้พูดคุยกับคณะกรรมการสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาฯ ถึงความประสงค์ที่อยากเตะนัดอำลาสนาม

"คณะกรรมการสมาคมฯจึงได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา และมีความเห็นตรงกันที่จะจัดนัดพิเศษ เป็นแมตซ์อำลาทีมชาติ อำลาสโมสร "เทสติโมเนียล แมตช์" (Testimonial  Match)ให้กับ "โก้" ดัสกร ทองเหลา เพื่อเป็นเกียรติให้กับนักเตะวัย 42 ปี รายนี้ ที่รับใช้ชาติมายาวนานร่วม 18 ปี ติดทีมชาติ 100 ครั้ง สร้างชื่อเสียง พาทีมชาติไทย และสโมสรเมืองทองฯประสบความสำเร็จมากมาย และยังเคยไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในการไปค้าแข้งที่เวียดนามด้วย โดยกำหนดวันแข่งขันนัดพิเศษรายการนี้ ในวันศุกร์ที่ 4  กรกฏาคม 2568 นี้ ณ สนามธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 15.30 น."

ขณะที่ "โก้" ดัสกร ทองเหลา กล่าวว่า" ก็มีการพูดคุยเล่นๆกับพี่ๆนักข่าวช่วงไปเวียดนาม ก็ไม่คิดว่า สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาฯจะให้ความสำคัญ ให้เกียรติกับผมมากแบบนี้ รู้ข่าวการจัดก็ดีใจมาก ต้องขอบคุณคณะกรรมการสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาฯ และผู้เกี่ยวข้อง ผู้ใหญ่ในวงการฟุตบอล ที่ให้เกียรติผม ก็ขอเชิญชวนแฟนคลับ แฟนบอลทั่วไปด้วยครับ วันที่ 4 ก.ค.2568 นี้"

สำหรับรูปแบบการจัดแข่งขันนั้น ก็จะเป็นการพบกันหมดของ 3 ทีม ที่เข้าร่วมแข่งขัน (ครึ่งละ 30 นาที) ประกอบด้วยทีม"ไทยเพรส" รวมสื่อมวลชนกีฬา, ทีมบอย ท่าพระจันทร์ และทีมกรมพลศึกษา ซึ่งงานดังกล่าวหลังจากมีข่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอลสนใจตอบรับมากมาย ทั้งที่จะมาร่วมงานและจัดซุ้มอาหารให้

รวมทั้งนักเตะเพื่อนสนิทของโก้-กัสกร ที่จะมาร่วมงานเช่น"กัปตันกบ"สุเชาว์ นุชนุ่ม, "บอล"จักรพันธ์ พรใส,มงคล ทศไกร, เอกภูมิ โพธารุ่งโรจน์,พิชิติพงษ์ เฉยฉิว, รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค และอีกหลายคน

โดยก่อนการแข่งขัน เวลาประมาณ 16.00 น.  นายวิลักษณ์ โหลทอง ประธานสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดก็จะมีการมอบเสื้อที่ระลึกให้กับดัสกร ทองเหลา รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติที่จะมอบของที่ระลึกให้เช่นกัน


ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ เปิดโอกาสให้กับแฟนบอลทั่วไป และแฟนคลับของ "โก้" ดัสกร ทองเหลา เข้าชมฟรี ที่สนาม ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ในวันศุกร์ที่ 4 กรกฏาคม 2568 นี้ เริ่มเวลาประมาณ 16.00 น.



จากนั้นเริ่มเตะฟุตบอลแข่งแบบพบกันหมด (ครึ่งละ 30 นาที)

คู่แรก เริ่ม 16.45 น. ทีมไทยเพรส-ทีมบอยท่าพระจันทร์

คู่ที่  2  ทีมบอยท่าพระจันทร์-กรมพลศึกษา

คู่ที่ 3 ไทยเพรส - กรมพลศึกษา

คู่ที่ 4 ทีมบอยท่าพระจันทร์ - ไทยเพรส

คู่ที่ 5 ทีมกรมพลศึกษา - ทีมบอยท่าพระจันทร์

คู่ที่ 6  ทีมกรมพลศึกษา - ไทยเพรส


หมายเหตุ... สำหรับโปรแกรมการแข่งขัน อาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม



“พาณิชย์” เปิดเกมรุกผลไม้ใต้ จัดใหญ่ Thai Fruits Festival 2025 กลางงาน Phuket City PRIDE ภูเก็ต ดันมังคุดนครฯ บุกตลาดนักท่องเที่ยว พร้อมเร่งเปิดช่องทางขายออนไลน์ทั่วประเทศ

 “พาณิชย์” เปิดเกมรุกผลไม้ใต้ จัดใหญ่ Thai Fruits Festival 2025 กลางงาน Phuket City PRIDE ภูเก็ต ดันมังคุดนครฯ บุกตลาดนักท่องเที่ยว พร้อมเร่งเปิดช่องทางขายออนไลน์ทั่วประเทศ



กรมการค้าภายในจับมือห้างซุปเปอร์ชีป จัดงาน “Thai Fruits Festival 2025” กลางเมืองภูเก็ต ช่วงเทศกาล Phuket City PRIDE ดึงนักท่องเที่ยวไทย-เทศร่วมชิมผลไม้ไทยสดจากสวน ไฮไลต์ “มังคุดนครศรีฯ” เชื่อมโยงผลไม้ทุกภาคตามเป้ากว่า 2,100 ตัน จากเกษตรกรทั่วประเทศ กระจายผ่านห้างค้าปลีกซุปเปอร์ชีป 93 สาขาภาคใต้ พร้อมเตรียมขยายช่องทางขายออนไลน์ทั่วประเทศ เพื่อช่วยระบายผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรในช่วงผลไม้ออกสู่ตลาดจำนวนมาก




วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2568 ณ ห้างซุปเปอร์ชีป สาขาถนนเทพกระษัตรี อำเภอเมืองจังหวัดภูเก็ต นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน  พร้อมด้วยนางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน โดยอธิบดีฯ เปิดเผยว่า “กรมการค้าภายในได้ร่วมกับห้างซุปเปอร์ชีป จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ Thai Fruits Festival 2025 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2568 รวม 5 วัน เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยและช่วยเหลือเกษตรกร ภายใต้แนวคิด “ผลไม้ไทย สดจากสวน สู่มือคุณ” 









นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “กิจกรรมในวันนี้กรมได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารซุปเปอร์ชีป คุณบุญสม อนันตจรูญวงศ์ (โกชาย) กรรมการผู้จัดการ และคุณวรลักษณ์ จิ่วภัทรพงษ์ ในการช่วยรับซื้อผลไม้มาจำหน่ายภายในห้าง ภายใต้แผนบริหารจัดการผลไม้ฤดูกาลผลิตปี 2568 โดยจะเชื่อมโยงผลไม้ไทยคุณภาพทั่วทุกภาค อาทิ มังคุด จากนครศรีธรรมราชและพังงา ทุเรียน จากพังงาและจันทบุรี เงาะโรงเรียน จากพังงา สับปะรดภูแล จากเชียงใหม่และเชียงราย ส้มสายน้ำผึ้งจากเชียงใหม่ มะม่วงมันขุนศรีและมะม่วงเขียวสามรสจากเชียงราย และสละสุมาลีจากพัทลุง และลองกอง จากจังหวัดจันทบุรีและปัตตานี รวมปริมาณกว่า 2,160 ตัน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท กระจายผ่านห้างซุปเปอร์ชีปทั้ง 93 สาขาใน 5 จังหวัดภาคใต้ 

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ผลไม้ภาคตะวันออก โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดบางส่วน ประสบปัญหาการส่งออกติดขัดจากสถานการณ์การปิดด่านชายแดน ทำให้ผลผลิตตกค้างในช่วงปลายฤดู กรมการค้าภายในได้เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคเอกชน จนสามารถแก้ไขและระบายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และในครั้งนี้ ได้ร่วมมือกับห้างซุปเปอร์ชีปนำผลไม้ส่วนที่เหลือจากภาคตะวันออก รวมถึงมังคุดภาคใต้ ที่กรมได้ประสานให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราชนำมังคุดจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมังคุด ตำบลละอาย อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมปริมาณ 3 ตัน มาจำหน่ายในกิจกรรมในครั้งนี้เนื่องจากเป็นเทศกาล Pride Parade ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจะมาร่วมเฉลิมฉลอง โดยใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ผลไม้ใต้ และนำมาจำหน่ายให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายพิเศษ เฉพาะที่สาขาถนนเทพกระษัตรี จังหวัดภูเก็ต เช่น การแจกคูปองส่วนลดมูลค่า 50 บาท จำนวน 2,000 ใบ (วันละ 400 ใบ) เมื่อซื้อสินค้าครบ 100 บาทขึ้นไป ใช้คูปองเป็นส่วนลดซื้อสินค้าผักและผลไม้ นอกจากนี้ ยังมีนาทีทอง “ผลไม้ดีราคาพิเศษ” จำหน่ายมังคุดเพียงกิโลกรัมละ 20 บาท จำกัดวันละ 100 คน 

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยระบายผลผลิตให้กับเกษตรกรในช่วงผลไม้ล้นตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยทั้งในประเทศและในกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วย ผู้ผลิตสามารถนำผลไม้จากสวนมาจำหน่ายโดยตรงถึงมือผู้บริโภค ลดต้นทุนและสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม หากเกษตรกรท่านใดสนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดต่อผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดของท่านได้โดยตรง

กรมการค้าภายในยืนยันจะเดินหน้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก อย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกตลาดควบคู่มาตรการเชิงรุก เพื่อให้ “ผลไม้ไทย” เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นทั้งในและนอกฤดูกาล” นายวิทยากร กล่าว

คต. บุกมหานครนิวยอร์ก โปรโมตข้าวไทยในงาน Summer Fancy Food Show 2025 พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานข้าวไทย

 คต. บุกมหานครนิวยอร์ก โปรโมตข้าวไทยในงาน Summer Fancy Food Show 2025 พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานข้าวไทย

กรมการค้าต่างประเทศเตรียมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ Summer Fancy Food Show 2025 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้น ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2568 สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของข้าวไทยในตลาดอเมริกาพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย หวังกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มความต้องการข้าวไทย

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ กำหนดจัดคณะผู้แทนเดินทางไปจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม Summer Fancy Food Show 2025 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2568 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยงานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 69 ในปีที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจัดแสดงและจัดจำหน่ายสินค้ากว่า 2,400 ราย จาก 56 ประเทศทั่วโลก และมีผู้เข้าร่วมงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ผู้แทนจัดจำหน่ายจากทั้งในสหรัฐอเมริกาและจากประเทศต่างๆ กว่า 30,000 คน 

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามนโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการขยายตลาดข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกรมฯ จะจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ทั้งในงานแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงในเวทีสำคัญระดับนานาชาติ เพื่อกระตุ้นการบริโภคข้าวไทยและผลักดันการส่งออกข้าวไทยให้เพิ่มขึ้น

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยเพิ่มเติมว่า สหรัฐอเมริกานำเข้าข้าวจากต่างประเทศเฉลี่ยปีละประมาณ 1.36 ล้านตัน และเป็นตลาดผู้นำเข้าข้าวสำคัญของไทย โดยนำเข้าข้าวจากไทยมากที่สุดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 58 โดยข้าวไทยครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในตลาดข้าวสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มข้าวพรีเมียมอย่างข้าวหอมมะลิไทย โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง และในปัจจุบันผู้บริโภคในสหรัฐฯ จำนวนมากหันมาสนใจด้านสุขภาพมากขึ้นและมีแนวโน้มบริโภคข้าวเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งประชากรเชื้อสายเอเชียและกลุ่มฮิสแปนิก (Hispanic) ในสหรัฐฯ มีความนิยมบริโภคข้าวคุณภาพดีอย่างข้าวหอมมะลิไทยเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Summer Fancy Food Show 2025 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์คุณภาพมาตรฐานข้าวไทยและเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น พร้อมเสริมสร้างภาพลักษณ์ของข้าวไทยในฐานะสินค้าคุณภาพระดับโลกที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพมาตรฐานและความหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าอาหาร รวมทั้งเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอข้าวชนิดต่างๆ ของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย ข้าวกล้องหอมมะลิไทย และข้าวคุณลักษณะพิเศษที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าว กข43 เพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคข้าวไทยเพิ่มขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ


"รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่อมวลชน ในการประชุมใหญ่ สภท.

  "รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่...