วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569

ประเทศไทยโดยปรมาณูเพื่อสันติ อว. ประกาศจุดยืนเวทีโลก สร้างความร่วมมือนานาชาติ เตรียมพร้อม SMR เน้นกำกับปลอดภัย โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

 ประเทศไทยโดยปรมาณูเพื่อสันติ อว. ประกาศจุดยืนเวทีโลก สร้างความร่วมมือนานาชาติ เตรียมพร้อม SMR เน้นกำกับปลอดภัย โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน 

“SMR จะเดินหน้าได้ ความปลอดภัยต้องมาก่อน” ประเทศไทยประกาศจุดยืนบนเวทีนานาชาติ พร้อมจับมือพันธมิตรทั่วโลกยกระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ย้ำว่า การเตรียมประเทศสู่พลังงานนิวเคลียร์แห่งอนาคต ไม่ได้มีเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่ต้องเดินควบคู่กับระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เข้าร่วมการประชุมใหญ่สมัยสามัญของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) สมัยที่ 70 (70th IAEA General Conference: 70th IAEA GC) ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย พร้อมร่วมประกาศความร่วมมือในการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ผ่านเครือข่าย Global Network for SMR Innovation (GNSI)

ในโอกาสนี้ นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. ได้กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดเครือข่าย GNSI โดยเน้นย้ำว่า “SMR เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่การลดการปล่อยคาร์บอน แต่ด้วยความเป็นเทคโนโลยีใหม่และมีความซับซ้อน จึงจำเป็นต้องอาศัยการศึกษา การทดสอบด้านความปลอดภัย และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด ซึ่งไม่มีประเทศใดสามารถดำเนินการได้โดยลำพัง” ดังนั้น เครือข่าย GNSI จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นเวทีกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างความสอดคล้องทางเทคนิค และการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ

เลขาธิการ ปส. ยังเน้นย้ำว่า แม้ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แต่ ความปลอดภัยต้องเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาและการนำ SMR มาใช้ โดย ปส. ยังคงยึดมั่นภารกิจด้าน Safety, Security และ Safeguards ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน เพราะความเป็นเลิศทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างโปร่งใส การเปิดรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยี SMR เกิดขึ้นอย่างปลอดภัยและยั่งยืน


นอกจากนี้ ปส. ได้เดินหน้าเตรียมความพร้อมรองรับ SMR อย่างเป็นรูปธรรม โดย การจัดเตรียมกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และอยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ก่อนเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาต่อไป ขณะเดียวกัน ปส. ได้เตรียมศักยภาพด้านการประเมินความปลอดภัยและระบบกำกับดูแลรองรับเทคโนโลยี SMR ไว้แล้ว เพื่อให้สามารถดำเนินกระบวนการพิจารณาและกำกับดูแลได้ทันทีเมื่อมีผู้ยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งโรงไฟฟ้า SMR ในประเทศไทย ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยและมาตรฐานสากลที่เข้มงวด

ประเทศไทยคาดหวังว่าเครือข่าย GNSI จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้และขีดความสามารถของบุคลากรไทย ตลอดจนเสริมสร้างความพร้อมด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงในอนาคต โดย ปส. พร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ CAEA และพันธมิตรนานาชาติ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมที่ยั่งยืน ยกระดับวัฒนธรรมความปลอดภัยในระดับโลก และร่วมสร้างพลังงานนิวเคลียร์ที่มีความมั่นคงและปลอดภัย

เปิดตัวสมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย-จีนโพ้นทะเล ครบรอบ 74 ปี "เสธฯอรรถ"

 เปิดตัวสมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย-จีนโพ้นทะเล ครบรอบ 74 ปี "เสธฯอรรถ" 




เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 16.09 น.ณ ห้องบุษราคัม หอประชุมกองทัพอากาศ : พล.อ.ต.ณัฏอรรจน์ ถวิลหวัง นายกสมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย-จีนโพ้นทะเล และคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ได้ฤกษ์เปิดตัว สมาคมฯ พร้อมจัดงานสังสรรค์ ฉลองวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 74 ปี ที่หอประชุมกองทัพอากาศ ดอนเมือง ท่ามกลางแขกเหรื่อ และสื่อมวลชน บรรยากาศชื่นมื่น


พล.อ.ต.ณัฏอรรจน์ฯ นายกสมาคมฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ สมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย-จีนโพ้นทะเล เพื่อเป็นการร่วมมือ ระหว่างประเทศไทย และชาวจีนโพ้นทะเล ส่งเสริมความรัก สามัคคี ทางธุรกิจการค้า และอุตสาหกรรมต่างๆ ในการพัฒนาประเทศ

รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารทางวิชาการ เทคโนโลยีและ วัฒนธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือการกุศล งานนี้มีความร่วมมือจากบรรดาสมาชิก และแขกผู้มีเกียรติ อย่างอบอุ่น







บรรยากาศในงานเต็มไปด้วย ความคึกคัก ภาคบรรเทิงมีดนตรี นักร้อง นักแสดง ผ่านไปด้วยความราบรื่น

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

เทศบาลเมืองคลองหลวง ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์​ ไว้วางใจเทคโนโลยีไทย “GOSEC BY CTMR” ปกป้องข้อมูลประชาชนและระบบสารสนเทศขององค์กร

 เทศบาลเมืองคลองหลวง ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์​ ไว้วางใจเทคโนโลยีไทย “GOSEC BY CTMR” ปกป้องข้อมูลประชาชนและระบบสารสนเทศขององค์กร

เทศบาลเมืองคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เดินหน้ายกระดับระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการปกป้องข้อมูลของประชาชน ฐานข้อมูลของเทศบาล ตลอดจนระบบสารสนเทศที่สำคัญขององค์กร โดยเลือกใช้บริการแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติไทย “GOSEC BY CTMR” ซึ่งให้บริการโดย บริษัท โกโซเชียล จำกัด

การดำเนินงานครั้งนี้ได้รับการผลักดันภายใต้การบริหารงานของ นายปิติพงศ์ บัวไชยา ปลัดเทศบาลเมืองคลองหลวง และนายบัลลังก์ เกล้ากลาง หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลประชาชน การให้บริการภาครัฐ ระบบงานภายใน ตลอดจนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน

เทศบาลเมืองคลองหลวงจึงให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต การโจมตีระบบสารสนเทศ รวมถึงภัยคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชน

แพลตฟอร์ม GOSEC BY CTMR ได้รับการพัฒนาโดยทีมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทย โดยออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องแม่ข่าย เครือข่าย และฐานข้อมูลภายในองค์กร สามารถช่วยเฝ้าระวังและตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความผิดปกติ พร้อมสนับสนุนให้ผู้ดูแลระบบสามารถประเมินสถานการณ์และดำเนินการตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเทศบาลเมืองคลองหลวงในการพัฒนาองค์กรสู่การเป็น “เทศบาลดิจิทัลที่มั่นคงและปลอดภัย” พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับแนวทางด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทยให้มีบทบาทในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐ ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทยในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงขององค์กรในประเทศ

เทศบาลเมืองคลองหลวงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบบริการประชาชนให้มีความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อมูลของประชาชนและข้อมูลสำคัญของหน่วยงานจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“เพราะข้อมูลของประชาชน คือความไว้วางใจที่ต้องได้รับการปกป้อง”

เทศบาลเมืองคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ก้าวสู่เทศบาลดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์

ด้วยเทคโนโลยีไทย GOSEC BY CTMR

ให้บริการโดย บริษัท โกโซเชียล จำกัด


https://share.google/Ere9Ry6eZo9q06Ayr

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและ “แอฟฟิโนม” เปิดตัวผลิตภัณฑ์ cnsKRAFTนวัตกรรมช่วยวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งสมองและระบบประสาทส่วนกลาง

 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและ “แอฟฟิโนม” เปิดตัวผลิตภัณฑ์ cnsKRAFTนวัตกรรมช่วยวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งสมองและระบบประสาทส่วนกลาง

    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเปิดตัวนวัตกรรม cnsKRAFT ช่วยจำแนกมะเร็งสมองและระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อใช้การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ดำเนินการผลิตภายใต้ระบบบริหารคุณภาพมาตรฐาน ISO 13485 

ดร. ธิดาทิพย์ วงศ์สุรวัฒน์ หัวหน้าหน่วยชีวสารสนเทศทางการแพทย์ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า cnsKRAFT เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยจำแนกชนิดของมะเร็งสมองและเนื้องอกของระบบประสาทส่วนกลาง โดยใช้เทคโนโลยี Nanopore sequencing ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลระดับโมเลกุลหลายมิติจากการทดสอบครั้งเดียว ครอบคลุมทั้งการกลายพันธุ์ของยีน การเปลี่ยนแปลงของจำนวนสำเนาโครโมโซม (Copy Number Variation: CNV) และรูปแบบ DNA methylation 

การวิเคราะห์ข้อมูลแบบบูรณาการดังกล่าวช่วยให้แพทย์และพยาธิแพทย์ได้รับข้อมูลระดับโมเลกุลที่ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัย การจำแนกชนิดของเนื้องอก และการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีเป้าหมายให้สามารถจำแนกมะเร็งสมองและเนื้องอกของระบบประสาทส่วนกลางได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและการส่งตรวจทางโมเลกุลไปยังต่างประเทศ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยด้านการตรวจวิเคราะห์โรคมะเร็งระดับโมเลกุลและการแพทย์แม่นยำ

  ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริษัท บีไอคราฟท์ จำกัด (BiKRAFT Co., Ltd.) เป็นผู้ดำเนินการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ cnsKRAFT โดยยื่นขอใช้องค์ความรู้ดังกล่าวกับทางมหาวิทยาลัยมหิดล และเลือกใช้บริการด้านการผลิตจากบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ให้ดำเนินการผลิตตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ ภายใต้ระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 13485:2016 เนื่องจากบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และระบบควบคุมคุณภาพ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านการผลิต เพื่อให้กระบวนการผลิต cnsKRAFT เป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานที่กำหนด รองรับการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ประโยชน์และการขยายการใช้งานในอนาคตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

  คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ cnsKRAFT เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้และงานวิจัยของนักวิจัยไทย ซึ่งมีศักยภาพในการช่วยยกระดับการวินิจฉัยและการจำแนกชนิดของมะเร็งสมองและระบบประสาทส่วนกลาง การนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการผลิตภายใต้ระบบคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้นวัตกรรมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างประโยชน์ต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขของประเทศ”

  ทางด้าน คุณสุรกิจ กุนอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เปิดเผยว่า การนำองค์ความรู้จากงานวิจัยทางการแพทย์มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถผลิตได้อย่างมีมาตรฐานและรองรับการนำไปใช้งานจริง เพราะแอฟฟิโนมมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ภายใต้ระบบบริหารคุณภาพ และได้รับความไว้วางใจจากบริษัท บีไอคราฟท์ จำกัด ให้ดำเนินการผลิต cnsKRAFT ตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ เรามุ่งใช้ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและระบบคุณภาพ เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสามารถก้าวจากการพัฒนาไปสู่การใช้งานได้อย่างมีมาตรฐาน

ปัจจุบัน เทคโนโลยี cnsKRAFT ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการขั้นสูงที่โรงพยาบาลศิริราช ภายใต้ชื่อการทดสอบ “CNS Tumor Classification” โดยใช้แนวทางการวิเคราะห์แบบบูรณาการ (Integrative Analysis) เพื่อสนับสนุนการจำแนกชนิดของเนื้องอกในระบบประสาทส่วนกลาง บริการดังกล่าวสามารถรับสิ่งส่งตรวจจากโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และสถาบันทางการแพทย์ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในอนาคตที่จะขยายเครือข่ายและการเข้าถึงบริการไปยังโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยในพื้นที่ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงการตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุลได้มากขึ้น

  การพัฒนา cnsKRAFT จึงเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยทางการแพทย์ของไทยมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์และบริการจริง ผ่านกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต และการควบคุมคุณภาพที่เป็นระบบ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศด้านการแพทย์แม่นยำ และสร้างประโยชน์ต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขในระยะยาว 

สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เลขที่ 667/15 อาคารอรรถบูรณ์ ชั้นที่ 5 ห้องเลขที่ 503 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 โทรศัพท์ 02-013-3989

ป.ป.ท. เดินหน้าสร้างพลังต้านทุจริต ผ่าน PACC Award 2026 “5 ปีแห่งพลังเครือข่าย สู่สังคมโปร่งใส” เปลี่ยนการต่อต้านทุจริตจากภารกิจของรัฐ สู่พลังร่วมของทุกภาคส่วน

 ป.ป.ท. เดินหน้าสร้างพลังต้านทุจริต ผ่าน PACC Award 2026 “5 ปีแห่งพลังเครือข่าย สู่สังคมโปร่งใส” เปลี่ยนการต่อต้านทุจริตจากภารกิจของรัฐ สู่พลังร่วมของทุกภาคส่วน   

วันนี้ (วันพุธที่ 16 กันยายน 2569) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) จัดพิธีมอบรางวัลเครือข่ายต้นแบบในการป้องกันและเฝ้าระวังการทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ “PACC Award 2026” ภายใต้แนวคิด “5 ปีแห่งพลังเครือข่าย สู่สังคมโปร่งใส และการมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตของประเทศไทย” โดยได้รับเกียรติจากนางสาวรัชดา ธนาดิเรก กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี และมีนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานและผลการดำเนินงาน และมีนายอำนาจ พวงชมภู ประธานกรรมการ ป.ป.ท. เป็นผู้มอบรางวัล ณ ห้องประชุมแกรนด์คอนเวนชั่น ชั้น 6 โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ


      


ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ท. ให้ความสำคัญกับการสร้างพลังการมีส่วนร่วมในการป้องกันและเฝ้าระวังการทุจริต โดยขับเคลื่อนผ่าน “ปฏิบัติการเครือข่าย PACC ต้านทุจริต” หรือ POP Operation ซึ่งประกอบด้วย 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ Public Forum เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ Open House ลงพื้นที่รับฟังปัญหา เบาะแส และร่วมเฝ้าระวังการทุจริตในระดับพื้นที่ และ PACC Award กลไกการสรรหาและเชิดชูเกียรติเครือข่ายต้นแบบที่มีจิตอาสาและมีผลงานเป็นรูปธรรม ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปี PACC Award ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากแนวคิด “เครือข่ายพื้นที่สีขาวต้นแบบในการป้องกันและเฝ้าระวังการทุจริต” สู่การสร้างเครือข่ายต้นแบบที่เข้มแข็ง โดยมีเครือข่ายได้รับการเชิดชูเกียรติแล้วรวม 214 เครือข่าย ประกอบด้วย ปี 2565 จำนวน 23 เครือข่าย ปี 2566 จำนวน 30 เครือข่าย ปี 2567 จำนวน 91 เครือข่าย และปี 2568 จำนวน 70 เครือข่าย ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2568 ได้ยกระดับเป็น “รางวัลเครือข่ายต้นแบบในการป้องกันและเฝ้าระวังการทุจริต” หรือ PACC Award แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ดีเยี่ยม ดีเด่น ดี และมาตรฐาน โดยในปี 2569 มีเครือข่ายที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 141 เครือข่าย


จุดเด่นของ PACC Award คือการประเมินจาก “ผลงานจริง” ผ่านกระบวนการคัดเลือก 2 ขั้นตอน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับคณะอนุกรรมการคัดเลือก โดยพิจารณาจาก 5 ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ การใช้หลักธรรมาภิบาล การดำเนินภารกิจต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง การถ่ายทอดองค์ความรู้ การบูรณาการร่วมกัน และผลสัมฤทธิ์ในการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหา สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ยังได้ขยายเกณฑ์ให้ครอบคลุมทั้ง ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงพลังความร่วมมือในการป้องกันการทุจริตอย่างไร้รอยต่อการจัดงาน PACC Award 2026 จึงไม่ใช่เพียงพิธีมอบรางวัล แต่เป็นเวทีในการ ยกย่อง เชิดชู และขยายผลต้นแบบการมีส่วนร่วม ให้เกิดแรงบันดาลใจแก่เครือข่ายและประชาชนทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และป้องกันการทุจริตภายใต้แนวคิดสำคัญ “ทุกคนไม่ทนต่อการทุจริต” สำนักงาน ป.ป.ท. มุ่งหวังให้พลังของเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมไทยที่ยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่ สังคมโปร่งใสอย่างยั่งยืน

คณะผู้บริหารโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ เข้าพบ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ณ มูลนิธิรัฐบุรุษ มอบทุน “สานใจไทย” สนับสนุนเยาวชนสู่บุคลากรสุขภาพคุณภาพของประเทศ

 คณะผู้บริหารโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ เข้าพบ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ณ มูลนิธิรัฐบุรุษ มอบทุน “สานใจไทย” สนับสนุนเยาวชนสู่บุคลากรสุขภาพคุณภาพของประเทศ

​กรุงเทพมหานคร – คณะผู้บริหารจากโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ (The Parents Training School) ภายใต้บริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด เข้าพบ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” ณ มูลนิธิรัฐบุรุษ เพื่อมอบทุนการศึกษา “สานใจไทย” สนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพในอนาคต


​ในโอกาสนี้ โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ได้มอบทุนการศึกษา “สานใจไทย” จำนวน 40 ทุน ทุนละ 40,000 บาท รวมมูลค่า 1,600,000 บาท เพื่อสนับสนุนเยาวชนให้เข้าศึกษาในหลักสูตรด้านการบริบาลสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสายอาชีพที่มีความต้องการบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การมอบทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะวิชาชีพ และส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนให้สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและระบบสุขภาพของประเทศต่อไป

​หลักสูตร Caregiver Plus เป็นหลักสูตรที่ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพด้านสุขภาพ เน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุมการดูแลผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสุขภาพ การช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น การส่งเสริมคุณภาพชีวิต ตลอดจนการพัฒนาบุคลิกภาพ จริยธรรม และทักษะการสื่อสาร พร้อมเพิ่มเติมความรู้ด้าน “ภาษาอาหรับพื้นฐาน” และ “หลักศาสนาอิสลามเพื่อสุขภาพ” เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดูแลผู้รับบริการได้อย่างเข้าใจและเหมาะสมกับบริบททางศาสนาและวัฒนธรรม

หลักสูตร Caregiver Plus เกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่าย 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักจุฬาราชมนตรี, โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์, สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, สมาคมแพทย์มุสลิมแห่งประเทศไทย และศูนย์ภาษาอาหรับกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก

เมื่อสำเร็จการศึกษา ผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตร 3 ใบ ได้แก่

1. ประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง

2. ประกาศนียบัตรภาษาอาหรับพื้นฐาน

3. ประกาศนียบัตรหลักศาสนาอิสลามเพื่อสุขภาพ


​พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้กล่าวชื่นชมความตั้งใจของโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพแก่เยาวชน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เยาวชนมีทั้งความรู้ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม

คณะผู้บริหารที่เข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย

ดร.สุนทรี จรรโลงบุตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด

นายแพทย์วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ พาเร้นส์ จำกัด และที่ปรึกษาหลักสูตร Caregiver Plus

ผศ.ดร.ศิริลักษณ์ จิตต์ระเบียบ ผู้อำนวยการโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์

ดร.สราวุธ และซัน ผู้อำนวยการหลักสูตร ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรีและผู้อำนวยการหลักสูตร Caregiver Plus

กภ.อริสรา มะโนเที่ยง นักกายภาพบำบัดชำนาญการ

ขณะที่ฝ่ายมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” มีผู้บริหารระดับสูงร่วมให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประกอบด้วย

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้”

นายอารีย์ วงศ์อารยะ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้”

นายวิชัย ศรีขวัญ รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้”

ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต เลขาธิการมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้”




​ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอาชีพให้กับเยาวชน เพื่อให้สามารถนำความรู้กลับไปพัฒนาตนเอง ครอบครัว และชุมชน อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งโอกาส ความเข้าใจ และความยั่งยืนในระยะยาว

​โครงการทุน “สานใจไทย” จึงไม่เพียงเป็นการมอบทุนการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อความหวัง สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดประตูสู่อนาคตที่มั่นคงให้กับเยาวชนไทย ผ่านการศึกษาและวิชาชีพที่สามารถสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง


สำหรับผู้ที่สนใจบริการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ ตั้งอยู่อาคารจรรโลงบุตร ซอยลาดพร้าว 102 ประมาณ 450 เมตรจากถนนลาดพร้าว หากสนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลได้ที่ โทรศัพท์ 02 539 3318 ต่อ 204 , 081-248-0963 หรือติดต่อผ่านช่องทาง Line@ : @theparentsschool และ FacebookPage: https://www.facebook.com/share/19LpkLYKmN/?mibextid=wwXIfr หรือ www. theparents.com

ณัฐวุฒิ” ลุยต่อ ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง หลังถูกจำหน่ายชื่อจากสภาทนายความ พร้อม ยื่นร้อง นายกสภาทนายฯ พร้อมคณะกรรมการยกชุด อ้างขาดคุณสมบัติ

ณัฐวุฒิ” ลุยต่อ ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง หลังถูกจำหน่ายชื่อจากสภาทนายความ พร้อม ยื่นร้อง นายกสภาทนายฯ พร้อมคณะกรรมการยกชุด อ้างขาดคุณสมบัติ

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม? ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่ม ธุรกิจ AG เดินทางไป  ณ สภาทนายความ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สภานายกพิเศษ ตาม พรบ.ทนายความ พ.ศ.2528 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม อุทธรณ์คำสั่งคัดค้านมติอัปยศของนายทะเบียนและคณะกรรมการสภาทนายความ มีคำสั่งจำหน่ายชื่อสมาชิกสภาทนายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยื่นหนังสือต่อนายทะเบียน ให้จำหน่ายชื่อ นายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ความปรากฏเพราะ เหตุขาดคุณสมบัติมาตรา 35(4) มีประวัติเสื่อมเสีย และไม่ได้รับความไว้วางใจ 

''ต้องนำเรียนอย่างนี้ว่าวันนี้ ผมมายื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อสภานายกพิเศษก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ท้าไปถึงนายกสภาทนายความ วันนี้มาหาถึงที่ ไปไหนอยากจะเส้นกระตุกซะหน่อย อยากให้จั๊กจี้ นะครับ ผมว่าของจริงนะครับ พร้อมที่จะชนทุกคน แต่นำเรียนอย่างนี้ครับว่า นอกจากยื่นอุทธรณ์แล้วผมไม่ได้ยื่นอุทธรณ์อย่างเดียวนะครับ ผมแจ้งความคณะกรรมการบริหารสภาทนายความยกชุด และยื่นคำร้องต่อสภานายกพิเศษ ผมมอบเอกสารมาหมดแล้ว มีคนเอาหนังสือมาให้ผมนะครับ มีความประพฤติเสื่อมเสียและไม่ได้รับความไว้วางใจ เพราะมีเอกสารหมด มีคำของพลเมืองดี แล้วก็มีต้องคดีอาญาที่ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต นะครับ"

"ต้องนำเรียนพี่น้องอย่างนี้ว่า แล้วสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่า ผู้บริหารสภาทนายความชุดนี้อย่าไปเลือกเข้ามาอีก นะครับ ทำตัวไม่เป็นกลางนะครับ แล้วพี่น้องทนายความทั้งประเทศจะไว้วางใจได้ยังไง อย่าเลือกเข้ามาอีก"

"ผมเรียนสื่อสารไปยังพี่น้องทนายความและนักกฎหมายที่จะขึ้นทะเบียนทนายความเลยว่า บริหารอ่อนหัด ผมบอกได้เลยมือสมัครเล่น เอาคนที่มือที่มีประสบการณ์มาทำงานดีกว่า" 

"เอาคิดได้ยังไงล่ะครับ เอาองค์กรวิชาชีพไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เอาองค์กรวิชาชีพไปเอื้อประโยชน์‘’ ดร.ณัฐวุฒิฯ กล่าว 

พร้อมทั้งดำเนินคดีอาญาผู้บริหารสภาทนายความพ่วงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ยกชุด  

ซึ่งก่อนหน้า ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขอให้โอนสำนวนคดีจาก สน.ทองหล่อให้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบังคับการปราบปรามทำคดีนี้แทน เพราะน่าจะมีเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นเงินระหว่างผู้ต้องหาที่โอนให้หญิงรายหนึ่ง และมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพดีกว่า เท่าที่ทราบ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีรวบรวมหลักฐานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ไฟเขียวจากหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อให้ไปยื่นคำร้องขอหมายจับ และเท่าที่ทราบยังไม่ได้อายัดเงินมาเป็นของกลางในเงินระดมทุนบริจาคอันเป็นการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชน อันเป็นมูลฐานการฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตนขอตั้งคำถามว่า ผกก.สน.ทองหล่อ ทำอะไรอยู่ ทั้งตนยื่นหลักฐานเป็นใบเสร็จโอนเงิน เป็นของกลางในคดี ให้ไปอ่าน ประมวลจริยธรรมข้าราชการตำรวจ,พรบ.ตำรวจแห่งชาติเยอะๆ รวมถึงไปทำความเข้าใจ พรป.ปปช.มาตรา 4,172 เยอะๆ จะได้รู้ว่า นอกจากจะเข้าข่าย มาตรา 157,200 แล้ว  คดีอาญาจะยาวเป็นหางว่าว 

กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

  กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่...