วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

“อธิบดีบุปผา” รับเสด็จ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ชมงานของดีเมืองนรา สพร.25 นราธิวาส จัดนิทรรศการสืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาฝีมือแรงงาน สร้างอาชีพสู่ชุมชน

 “อธิบดีบุปผา” รับเสด็จ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ชมงานของดีเมืองนรา สพร.25 นราธิวาส จัดนิทรรศการสืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาฝีมือแรงงาน สร้างอาชีพสู่ชุมชน

วันที่ 17 กันยายน 2569 นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการผลงานทางวิชาการ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านและเกษตรกร ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพพิเศษ และผลงานโครงการพระราชดำริ ภายในงานของดีเมืองนรา โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส ร่วมจัดนิทรรศการภายใต้ชื่อ “สืบสานพระราชปณิธาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน สานประโยชน์สุข สู่ปวงประชา” พร้อมทูลเกล้าฯ ถวายผ้าไหมเพ้นท์ลาย โดยมีผู้บริหารร่วมรับเสด็จ ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา (สวน ร.5) ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส



นางสาวบุปผา เปิดเผยว่า นิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานตามแนวพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมประชาสัมพันธ์ภารกิจด้านการส่งเสริมอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ โดยนำผลงานจากการพัฒนาทักษะและฝึกอาชีพของกลุ่มเป้าหมายมาจัดแสดง เพื่อให้เห็นถึงการนำทักษะไปต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม


จุดเด่นของนิทรรศการอยู่ที่การนำเสนอผลงานที่เชื่อมโยงกับโครงการพระราชดำริ อาทิ การพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ตำรวจตระเวนชายแดนและประชาชนในพื้นที่ชายแดน การสนับสนุนฟาร์มตัวอย่างฯ ตามพระราชดำริ การฝึกอาชีพแก่ผู้ต้องขังตามโครงการกำลังใจในพระดำริ โดยบูรณาการร่วมกับเรือนจำจังหวัดนราธิวาส การสนับสนุนศูนย์ฝึกอาชีพพระราชทานจังหวัดนราธิวาส และการต่อยอดอาชีพให้แก่สมาชิกโครงการนาข้าวขั้นบันไดบ้านยาเด๊ะ อำเภอสุคิริน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนและผู้ขาดโอกาสมีทักษะประกอบอาชีพ มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้


ภายในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงและสาธิตงานฝีมือที่โดดเด่น โดยเฉพาะการประดิษฐ์ดอกไม้แห่งความภักดีและงานผ้า ซึ่งเป็นผลงานจากผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดนราธิวาส อาทิ ดอกไม้จากกระดาษอัดย่นตามพรรณไม้ที่มีชื่อพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” ได้แก่ กุหลาบควีนสิริกิติ์ บัวควีนสิริกิติ์ และแคทลียาควีนสิริกิติ์ สะท้อนการนำทักษะงานฝีมือมาสร้างคุณค่าและต่อยอดเป็นอาชีพให้แก่ผู้ขาดโอกาสในกระบวนการยุติธรรม


อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ การสาธิตงานแทงหยวกและงานแกะสลักเชิงวัฒนธรรม ซึ่งนำทักษะช่างมาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้กาบกล้วยตานีฉลุลวดลายอย่างประณีตและสมมาตร รวมถึงการแกะสลักพืชผักผลไม้เนื้อแน่น เช่น ฟักทอง สำหรับประดับตกแต่งสถานที่และอาหาร สะท้อนการอนุรักษ์และสืบสานงานช่างพื้นถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพและสร้างมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส ระหว่างปี 2565–2569 สามารถพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ประชาชนและกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ได้มากกว่า 1,000 คน ครอบคลุมด้านช่างอาชีพ พลังงานทดแทน เกษตรแปรรูป อาหาร งานบริการ และการตลาดออนไลน์ ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีงานทำ สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชน สอดคล้องกับภารกิจของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการพัฒนาทักษะเพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

"ดร.ณัฐวุฒิ" แฉวงการสภาทนายความ ยื่นฟ้องคณะกรรมการ 25 คน กล่าวหาปลอมเอกสาร-ถอนชื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 "ดร.ณัฐวุฒิ" แฉวงการสภาทนายความ ยื่นฟ้องคณะกรรมการ 25 คน กล่าวหาปลอมเอกสาร-ถอนชื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. ที่ สน.บางเขน ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม มือกฎหมายรัฐมนตรีสุชาติ ชมกลิ่น,ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่(MD) บจ.AURELIN GROP และบริษัทในเครือ AG เดินทางไปกล่าวโทษดำเนินคดีอาญา กับนายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ และคณะกรรมการสภาทนายความ พ่วง นายสมชัย ศรีสุทธิยา และ นายเรือบิน ลูกน้องของนายสมชัยฯ ปมร่วมกันหรือสนับสนุนสนุนนายทะเบียนสภาทนายความใช้อำนาจโดยมิชอบจำหน่ายชื่อโดยไม่ชอบ และสมคบคิดกันจำหน่ายสมาชิกสภาทนายความประเภทตลอดชีพโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 


พร้อมแฉประวัตินายธนพลฯ หรือนพ กรณีตะบัดสัดลูกความ ขาดคุณสมบัติและไม่ได้รับความไว้วางใจ โดยขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสภานายกพิเศษ ดำเนินการ “ถอดถอน” ออกจากคำแหน่ง นายกสภาทนาย 

ดร.ณัฐวุฒิ วงษ์เนียม ยืนยันดำเนินคดีกับคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ชุดที่นำโดย นายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก รวมทั้งอดีตกรรมการการเลือกตั้ง ในข้อหาหนัก อาทิ ปลอมแปลงเอกสาร,นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อถอนชื่อออกจากทะเบียนสมาชิกสภาทนายความ


ดร.ณัฐวุฒิฯ ระบุว่า คณะกรรมการบริหารสภาทนายความได้ออกมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ถอนชื่อและจำหน่ายชื่อของตนออกจากทะเบียนสมาชิก โดยอ้างอิงตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติทนายความ แต่การกระทำดังกล่าว ไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย เนื่องจากตนไม่มีประวัติความผิด และไม่เข้าเงื่อนไขการพ้นจากสภาพสมาชิกตามกฎหมาย

ตนดำรงตำแหน่งประธานบริหาร บริษัทในเครือ 42 แห่ง มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้จากการว่าความ แต่การถูกถอนชื่อกระทบจิตใจและชื่อเสียงอย่างมาก และยังส่งผลกระทบต่อระบบสภาทนายความทั้งหมดหากปล่อยให้การใช้อำนาจเช่นนี้ดำเนินต่อไป

ดร.ณัฐวุฒิฯ เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่ผู้ต้องหาที่ 1 ถึง 25 ประกอบด้วย นายทะเบียนสภาทนายความ,นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ถูกกล่าวหาร่วมกันดำเนินการ นายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ  เลขาธิการสภาทนายความ และคณะกรรมการบริหารทั้งชุด


โดยได้เข้าแจ้งความในหลายข้อหา อาทิ ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารทางราชการ — แก้ไขข้อมูลในทะเบียนสมาชิก นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ — ไม่มีอำนาจตามกฎหมายถอนชื่อ ฉ้อโกงประชาชน / ร่วมกันฟอกเงิน — กรณีรับบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร


ดร.ณัฐวุฒิฯ ระบุว่า เกรงว่าคณะกรรมการที่ถูกร้องจะใช้วิชามารดึงเอกสารออกจากระบบ จึงได้เตรียมยื่นหนังสือโดยตรงต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ เพื่อให้คืนความเป็นธรรมและตรวจสอบการบริหารงานทั้งระบบ 


"ผมไม่ได้เข้าไปทำลายสภาทนายความ แต่ขอให้คืนสิ่งที่ถูกต้องให้กลับมา หากปล่อยให้การใช้อำนาจอย่างนี้ดำเนินต่อไป พี่น้องทนายความทั่วประเทศจะได้รับผลกระทบทั้งหมด"


ดร.ณัฐวุฒิฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เน้นทำธุรกิจ และกำลังเปิดตัวธุรกิจ "ช้างพลัส" ลอตเตอรี่ออนไลน์ ในงวดวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ พร้อมยืนยันพร้อมสู้คดีเต็มที่

Unigrow Optipro เดินหน้าโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์"มอบทุนสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

 Unigrow Optipro เดินหน้าโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์"มอบทุนสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

UniGrow Optipro จัดกิจกรรม CSR ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา มุ่งสนับสนุนนักเรียนผ่านการมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้

UniGrow Optipro เดินหน้าโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์" ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา

วันที่ 14 กันยายน ที่ ผ่านมาแบรนด์ Unigrow Optipro ได้จัดโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์" ณ โรงเรียนสุเหร่า แคราย จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี กุ๊กไก่ มานิสา พงษ์พรต Mrs.Universe Thailand 2017 และอดีตผู้ประกาศข่าว เป็นตัวแทนของแบรนด์ ร่วมกิจกรรมโครงการนี้ เพื่อมุ่งสนับสนุนนักเรียนของโรงเรียนผ่านกิจกรรม เสริมสร้างการเรียนรู้ การร่วมสนุก เพื่อกระชับความ สัมพันธ์พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้แบ่งปันความฝัน ของตนเอง

โครงการที่มุ่งเน้นการสนับสนุนนักเรียนและการศึกษาอย่างยั่งยืน

หนึ่งในสาระสำคัญหลักของโครงการ คือการมอบการสนับสนุนแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่มีความเพียรพยายามและมีผลการเรียนที่ดี

นอกเหนือจากการมอบสิ่งของสนับสนุนแล้ว โครงการยังได้จัดสรรเวลาสำหรับ กิจกรรมมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน (Interactive Activities) โดยให้นักเรียนได้เข้าร่วมการตอบคำถามเป็นทีม ร่วมสนุกในกิจกรรม และรับของขวัญที่ระลึก ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่เปิดให้เด็กๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะเป็นเพียงผู้รับมอบการสนับสนุนแต่เพียงฝ่ายเดียว

แนวทางการดำเนินงานลักษณะนี้ เป็นการจัดวางโครงสร้างกิจกรรมให้มีความหลากหลายและมีมิติที่ครอบคลุม ตั้งแต่ด้านการเรียนรู้ การกระชับความสัมพันธ์ ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้แสดงออกถึงความคิดและความปรารถนาของตนเอง

"กำแพงแห่งความฝัน" หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์สำคัญของโครงการ

ไฮไลต์ที่น่าสนใจของโครงการ "บ่มเพาะฝันวัยเยาว์" คือกิจกรรม "กำแพงแห่งความฝัน" โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เขียนความปรารถนาหรือเป้าหมายความฝันของตนเองลงบน "การ์ดหัวใจแห่งความฝัน" แล้วนำไปประดับติดไว้บนกำแพงขนาดใหญ่

กิจกรรมนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับนักเรียน ช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้แสดงออกถึงมุมมองความคิดเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง ผ่านรูปแบบกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย อบอุ่น และเหมาะสมกับช่วงวัย


UniGrow Optipro ผสานกิจกรรมเพื่อสังคม ร่วมกับการเปิดประสบการณ์ด้านโภชนาการ

ภายในกรอบการจัดกิจกรรม โครงการยังได้จัดเตรียมพื้นที่โซนเปิดประสบการณ์สัมผัสผลิตภัณฑ์ UniGrow Optipro โดยมีการมอบผลิตภัณฑ์รวมทั้งสิ้นจำนวน 240 กระป๋อง

กิจกรรมชิมนมนี้ถูกออกแบบขึ้นให้กลมกลืนไปกับกิจกรรมอื่นๆ ของโครงการ โดยคำนึงถึงและปฏิบัติตามข้อกำหนดของทางโรงเรียน ตลอดจนมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ แผนการดำเนินงานยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบรายชื่อนักเรียนที่มีประวัติแพ้อาหารล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมแนวทางการดูแลได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

มุ่งสู่คุณค่าอันยั่งยืน เพื่อการศึกษาและการเติบโตของเด็กเยาวชน

การดำเนินโครงการ ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในครั้งนี้ เป็นไปตามทิศทางและเจตนารมณ์ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ของ UniGrow Optipro ที่มุ่งหวังสร้างประโยชน์อย่างแท้จริง โดยแทนที่จะมุ่งเน้นเพียงกิจกรรมการมอบของขวัญแบบทั่วไป โครงการนี้กลับถูกออกแบบโครงสร้างอย่างพิถีพิถันผ่าน 3 มิติสำคัญที่ดำเนินไปพร้อมกัน ได้แก่ การมอบสิ่งของสนับสนุน, กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์ และ การเปิดพื้นที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความฝันของตนเอง

แนวทางการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ ช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่แค่เพียงช่วงเวลาของการมอบของขวัญ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในหลากหลายรูปแบบ ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทางโรงเรียน ด้วยเหตุนี้ ประสบการณ์ที่เด็กๆ ได้รับจึงไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเพียงชั่วครู่ แต่คือโอกาสในการเรียนรู้ การกระชับความสัมพันธ์ และการได้แสดงออกถึงมุมมองความคิดต่ออนาคตของตนเองอย่างแท้จริง


วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569

กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

 กรมการศาสนาเผยผลประเมินคุณธรรมคนไทย ปี 2569 พบประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมคุณธรรมร้อยละ 91.37 พร้อมดัน 4 ข้อเสนอแนะขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

กรมการศาสนา ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เผยผลการประเมินตัวชี้วัด “จำนวนประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาสถานการณ์พฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนไทยอย่างต่อเนื่อง และนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประกอบการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) รวมถึงเป็นฐานข้อมูลสำหรับการพัฒนานโยบายและแนวทางการส่งเสริมคุณธรรมในระยะต่อไป 

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า ในปี 2569 ผลการประเมินพบว่า ประชาชนอายุ 13 ปีขึ้นไปมีพฤติกรรมหรือกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรมในภาพรวม 6 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือผู้อื่น การตอบแทนผู้มีพระคุณ การให้อภัย ความพอเพียง ความมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริต อยู่ที่ร้อยละ 91.37 เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 91.29 คิดเป็นร้อยละ 0.09 สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงมีระดับพฤติกรรมคุณธรรมอยู่ในเกณฑ์สูงขึ้น ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การประเมินดังกล่าวดำเนินการภายใต้กรอบแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 10 การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม และแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 ซึ่งกำหนดตัวชี้วัดให้ประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี เมื่อเทียบกับข้อมูลปีฐาน พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาครอบคลุมคุณธรรมจริยธรรม 6 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือผู้อื่น การตอบแทนผู้มีพระคุณ การให้อภัย ความพอเพียง ความมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นการประเมินพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนไทย สำหรับการสำรวจในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีกลุ่มตัวอย่างประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 18,871 คน ครอบคลุม 76 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยครอบคลุม

กลุ่มประชากรหลากหลายช่วงวัย ระดับการศึกษา และอาชีพ เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนพฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนในระดับประเทศ โดยผลการสำรวจพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ การตอบแทนผู้มีพระคุณ 

ร้อยละ 92.80 รองลงมา ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 92.60 ความมีวินัย ร้อยละ 92.45 การให้อภัย ร้อยละ 90.20 การช่วยเหลือผู้อื่น ร้อยละ 90.20 และความพอเพียง ร้อยละ 90.00 ตามลำดับ

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปีฐาน พ.ศ. 2565 พบว่า พฤติกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมของคนไทยในภาพรวมอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2565 อยู่ที่ร้อยละ 90.18 ปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 91.07 และปี 2567 เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นร้อยละ 92.06 ก่อนปรับลดลงเล็กน้อยในปี 2568 มาอยู่ที่ร้อยละ 91.29 และในปี 2569 เป็นร้อยละ 91.37 ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมตามบริบทพื้นที่ โดยประชากรที่พักอาศัยนอกเขตเทศบาลหรือในภูมิภาค ส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมคุณธรรมในภาพรวมสูงกว่าประชากรในเขตเทศบาลขนาดใหญ่หรือกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างช่วงวัยก็มีอิทธิพลต่อรูปแบบการทำความดี โดยกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ (41 ปีขึ้นไป) มักมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดในภาพรวมและการถ่ายทอดคุณค่าผ่านหลักศาสนาและการเป็นต้นแบบ ขณะที่กลุ่มวัยทำงาน (อายุ 25 - 40 ปี) แสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้และการปฏิบัติตนด้านความสุจริตและความรับผิดชอบต่อหน้าที่การทำงาน และกลุ่มเยาวชน (อายุ 13 - 24 ปี) แม้จะมีสัดส่วนคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มอื่นแต่มีแนวโน้มพัฒนาการที่ดีขึ้นในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 ยังคงต้องขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 

จากผลการศึกษาดังกล่าว นำไปสู่การวางทิศทางขับเคลื่อนคุณธรรมร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะการเรียนรู้เชิงทฤษฎี แต่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ผ่านการผสานพลังความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา องค์กรเอกชน และภาครัฐ พร้อมดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ บุคคลต้นแบบ อินฟลูเอนเซอร์ ระบบพี่เลี้ยง และสื่อดิจิทัล เข้ามาช่วยเติมเต็มทักษะทางอารมณ์และสังคม เพื่อให้คุณธรรมกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เข้าถึงคนทุกช่วงวัย


นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนยังเตรียมพร้อมผลักดัน 4 แนวทางสำคัญที่ได้จากการลงพื้นที่ติดตามผลของกลไกอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรม ใน 4 ภูมิภาค เพื่อให้การทำความดีเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน ได้แก่ 1. ปักหมุด “วันคุณธรรม/สัปดาห์คุณธรรม” รณรงค์ปลุกกระแสการทำความดีพร้อมกันทั่วประเทศ 2. ยกระดับการส่งเสริมคุณธรรมให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ผนึกกำลังทุกหน่วยงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างจริงจัง 3. สร้าง “ระบบเครดิตคุณธรรม” เพื่อเป็นกลไกจูงใจและให้รางวัลคนทำดีที่ตอบโจทย์คนในชุมชน และองค์กร เช่น การมอบสิทธิประโยชน์ โอกาสเข้าทำงานหรือศึกษาต่อ หรือการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้คนดีมีกำลังใจทำดีต่อไป 4. จัดตั้งกองทุนส่งเสริมคุณธรรม เพื่อเป็นกองทุนและกลไกหลักในการสนับสนุนกิจกรรมทำความดีอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ ผลการประเมินพฤติกรรมคุณธรรมของประชาชนไทยตลอดช่วงปี พ.ศ. 2566–2569 นับเป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนทั้งจุดแข็ง ความท้าทาย และทิศทางการพัฒนาคุณธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะการรักษาระดับพฤติกรรมคุณธรรมให้อยู่เหนือร้อยละ 90 การส่งเสริมคุณธรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละช่วงวัย และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดเป็น “สังคมคุณธรรม” ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน 

วศ. จัดประชุมวิชาการ QI-NetS 2026 เปิดเวที 7 ผลงานวิจัย เสริมพลังเครือข่ายห้องปฏิบัติการไทย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ

  📌วศ. จัดประชุมวิชาการ QI-NetS 2026 เปิดเวที 7 ผลงานวิจัย เสริมพลังเครือข่ายห้องปฏิบัติการไทย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ

      กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมวิชาการ “1st QI Network Symposium 2026 (QI-NetS 2026)” เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และหน่วยงานด้านห้องปฏิบัติการ มุ่งพัฒนากลไกเครือข่ายห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย และขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure: NQI) ให้เข้มแข็งและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

      วันที่ 16 กันยายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ โดย สถาบันพัฒนาเครือข่ายวิทยาศาสตร์บริการ  จัดการประชุมวิชาการ “1st QI Network Symposium 2026 (QI-NetS 2026)” ณ ห้องแซฟไฟร์ สวีท ชั้น 7 โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธีเปิด และ นายเดช บัวคลี่ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเครือข่ายวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวรายงาน


       การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แผนงานวิจัย “การศึกษาและพัฒนากลไกสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจำนวน 7 ทุน โดยมุ่งศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการของประเทศไทยให้มีความเชื่อมโยง เป็นระบบ และสามารถสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด จาก The National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประเทศญี่ปุ่น บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การปรับตัวขององค์กร วทน. ในต่างประเทศและบทเรียนสำหรับ วศ.” พร้อมร่วมอภิปรายและให้ข้อเสนอแนะต่อผลงานวิจัย ที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ข้อเสนอเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ การรับรองผลิตภัณฑ์  การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างความน่าเชื่อถือต่อผลการวัด และการพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการ

      นายเดช บัวคลี่ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็น ก้าวแรกและหมุดหมายสำคัญ ในการนำผลผลิตจากงานวิจัยมาแลกเปลี่ยนและเผยแพร่สู่สาธารณะ พร้อมสร้างพื้นที่สำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะระหว่างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือของเครือข่ายห้องปฏิบัติการให้มีความเข้มแข็งและเป็นระบบ

       ด้าน ดร.พจมาน ท่าจีน กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยการพัฒนาระบบมาตรวิทยา มาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองให้เข้มแข็ง น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล จะเป็นกลไกสำคัญต่อการยกระดับศักยภาพของประเทศไทย

       QI-NetS 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีนำเสนอผลงานวิจัย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยง “งานวิจัย องค์ความรู้ และเครือข่าย” สู่การพัฒนากลไกการทำงานจริง เพื่อร่วมกันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศไทยให้เข้มแข็ง ทันสมัย และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต

 

#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #วศ #QI_NetS2026 #NQI #ห้องปฏิบัติการ #วิทยาศาสตร์บริการ

“ดร.ณัฎฐ์” งัดคำพิพากษา “ดับกระแส” คดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ “รัฐ” เท่านั้นเป็นผู้สียหาย

  “ดร.ณัฎฐ์” งัดคำพิพากษา “ดับกระแส” คดีฮั้ว สว. ปมฟ้องตรง กกต.ไม่อาจกระทำได้ “รัฐ” เท่านั้นเป็นผู้สียหาย 

ส่วน มติ กกต. 5 - 2 หรือ 4 - 3 มติเสียงข้างมาก เป็น “ใบขาว” “มันจบแล้วครับนาย” กระแทกกลับ “สิทธิโชติ” กกต.เสียงข้างน้อย อาจถูกล้มช้างมากว่า กรรมการในองค์กรอิสระฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง 

       

วันที่ 17 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากมติที่ประชุมใหญ่ กกต. 5-2 ยกคำร้องฝ่ายการเมือง และมติ 4-3 ยกคำร้อง สว.และวินิจฉัยชี้ขาด 26 สว.กับพวก ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันสนั่นโซเชี่ยลว่า สามารถฟ้องตรงดำเนินคดีกับ กกต.ได้หรือไม่นั้น 

       


ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน,ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่(MD) บจ.AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG กล่าวว่า มติที่ประชุมใหญ่ กกต.วินิจฉัยชี้ขาดในชั้น กกต.เป็นขั้นตอนสุดท้ายโดยถือมติเสียงข้างมากและไม่มีคำวินิจฉับชี้ขาดส่วนตัว เป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน การวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 การยกคำร้อง เป็นการให้ “ใบขาว” คดีในชั้น กกต.เป็นที่สุดแล้ว ไม่อาจรื้อร้องฟ้องใหม่ได้และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบมาตรา 224(2) ส่วนคนที่เห็นต่างเป็นสีสันทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะ กกต.ให้ใบขาว ย่อมเป็นที่สุด “มันจบแล้วครับนาย”

ส่วนใบแดงและใบดำพรป.สว.บัญญัติให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องรอคำวินิจฉัยกลาง คาดว่าน่าจะไม่น้อยกว่า 60 วัน ระหว่างที่ กกต.ยังไม้ได้มอบอำนาจให้ นิติกรไปฟ้องคดี สว.ที่ถูกกล่าวหายังมีอำนาจเต็ม จนกว่าจะยื่นคำร้องต่อศาล แต่บทบัญญัติ พรป.สว.บัญญัติเด็ดขาด เมื่อ กกต.ยื่นคำร้องเพิกถอนสิทธิต่อศาล จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว แตกต่างจากคดี 44 ก้าวไกล ที่ศาลมีดุลพินิจเป็นอย่างอื่น แต่ สว.ที่ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด กระบวนการยาวไกล เพราะศาลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย 

ส่วน สว.สีส้ม ยังต้องรอลุ้นระทึก ส่วน สว.สำรองฟ้องเพิกถอนศาลฎีกา เป็นเพียงอีเวนต์รายวัน กลุ่มนี้ เคยไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลยกฟ้องทุกคดี

ส่วนปัญหาข้อถกเถียงกันว่า ผู้สมัคร สว.มีอำนาจฟ้อง กกต.ได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ มีคำพิพากษาของศาลอาญาทุจริต คดีหมายเลขดำที่ อท 185/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 50/2569 ยกฟ้องในชั้นตรวจฟ้อง โดยวินิจฉัยข้อสาระสำคัญว่า รัฐเป็นผู้เสียหาย บุคคลที่มีอำนาจฟ้องแทนรัฐได้ คือ พนักงานอัยการ ดังนั้น ปมขู่จะฟ้อง กกต.ต้องถามกลับว่า ฟ้องในฐานะอะไร บุคคลเหล่านี้ โหนกระแส ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.จะนำเงินของกลางคดีฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินไปว่าจ้างทนายความฟ้อง กกต.เป็นการยุ่งเหยิงพยานหลักฐานในสำนวนคดี เจตนาเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์ชัดเจนเพราะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน ส่วนที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ลงถนนเดินขบวนร่วมกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์หรือยิ่งชีพ ไอลอว์ ซึ่งตกเป๋นผู้ต้องหาที่ 3 ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน พรบ.คอมฯ ฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน มีพี่สาวแท้ๆ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง เข้ามาจุ้นคดีอาญาที่ สน.ทองหล่อ แล้วได้เจอกัน ตนมีข้อมูลหมด ยี่ห้อตน กัดไม่ปล่อยอยู่แล้ว 

ส่วน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย นำความลับในสำนวนคดีมาเปิดเผย ก่อนคำวินิจฉัยกลาง ต้องไปถาม คุณสิทธิโชติฯ เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ให้ไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 และจริยธรรมร้ายแรง พ.ศ.2561 การนำความลับในสำนวนคดี โดยเป็นสำนวนคดีเดียวกันมาเปิดเผย ก่อนศาลฎีกาชี้ขาด อาจเจอสอยฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติมาตรฐานจริยะธรรมร้ายแรง จะเจอล้มช้างมากกว่า มาประดิษฐ์ประดอยวาทกรรม และคุณเปิดเผยความลับในสำนวนโดยคดีไม่ถึงที่สุด ทำให้สังคมสับสน เพราะความเห็นต่าง มติเสียงข้างมาก ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนคำวินิจฉัยเป็นมติเอกฉันท์หรือไม่ ไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่อง มั่ว พูดภาษาชาวบ้าน คือ แพ้มติในที่ประชุมแล้วพาล 


โดยในวันนี้ เวลา 15.00 น.ตนจะเดินทางไป สน.บางเขน กล่าวโทษกับนายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ กับพวก ร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และนายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ร่วมกับนายทะเบียนสภาทนายความกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายแอบดอดถอนชื่อตนออกจากสมาชิกทนายความ ให้พี่น้องสื่อมวลชนติดตาม ตนได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สภานายกพิเศษ ตาม พรบ.ทนายความ มาตรา 20 แล้วตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 เพราะเพิ่งทราบเรื่องเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยตนได้แจ้งให้พนักงานสอบสวน สน.ธรรมศาลาไว้แล้วประกอบส่วนหนึ่งของอุทธรณ์ ใครทำอะไรไว้ ต้องรับผิดชอบ สมัยหน้า อย่าไปเลือกนายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความและผู้บริหารสภาพทนายความ มืออ่อนหัดและเครือข่ายพรรคส้ม โดยเอาองค์กรวิชาชีพไปให้บุคคลอื่นเอื้อประโยชน์โดยไม่ยึดหลักความถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันนี้ ตนจะไปแฉที่ สน.บางเขน ว่า นายธนพลฯ ขาดคุณสมบัติ มาตรา 35(4) หรือไม่ ปมตัดสินลูกความและศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ในขณะเดียวก้น ตนไม่มีประวัติต้องอาชญากรรม และได้ยื่น แสดงต่อนายทะเบียนสภาทนายความ แต่ขณะนี้อาจใช้วิชามารชักออกไปแล้ว แต่ตนจะนำหลักฐานทั้งตนและนายธนพลฯให้ สภานายกพิเศษวินิจฉัยชี้ขาด หากนายธนพล คงเจี้ยง ขาดคุณสมบัติ ให้เลือกนายกสภาทนายความคนใหม่ เอาคนที่รักองค์กรและไม่นำองค์กรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ฝากพี่น้องทนายความทั้งประเทศอย่าไปเลือกทีมนายธนพล คงเจี้ยง ที่มีนโยบายประชานิยม โดยเอาเงินนายสมชีพ เทพอักษร คู่กรณีบ้านอยู่ภูเก็ตไปแจก อันนี้ตนไม่ยืนยัน แต่มีหลักฐานวันนี้จะนำไปแฉ แน่จริงอย่าหนีตน วันก่อนไปสภาทนายความให้จักจี้เอว หนีไปไหนล่ะ อย่าเก่งแต่ปาก เก่งแต่โซเชี่ยล แต่บริหารงานไม่เป็น ยี่ห้อตนบอกได้เลยว่า “กูกัดไม่ปล่อยแน่” เอาให้ติดคุกให้ได้ หากไม่มีเงิน 500 ล้าน อย่ามาค้าความกับตน แล้วจะหนาว พวกคุณต้องเจอนายกรัฐมนตรี


#คดีฮั้วสว #มติที่ประชุมใหญ่กกต #สวปี2567 #มติกกตเสียงข้างมาก  #กกตเสียงข้างน้อย #ดรณัฏฐ์ #ดรณีฐวุฒิวงศ์เนียม #สิทธิโชติอินทรวเศษ #อนุทินชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี

ดีอี ผลักดันนโยบายยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย – สคส. ขับเคลื่อน D/ID สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย สร้างความเชื่อมั่น และการจัดส่งที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน

 ดีอี ผลักดันนโยบายยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย – สคส. ขับเคลื่อน D/ID สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย สร้างความเชื่อมั่น และการจัดส่งที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน

กรุงเทพฯ 16 กันยายน 2569 - กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้าผลักดันนโยบายยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ขับเคลื่อนการพัฒนา Digital Post ID หรือ D/ID รหัสจัดส่งดิจิทัล เพื่อยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลในกระบวนการรับ–ส่งพัสดุ ลดการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น เพิ่มความสะดวกและความแม่นยำในการระบุจุดจัดส่ง และวางรากฐานสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลดิจิทัลของประเทศ ควบคู่การเตรียมความพร้อมสู่การได้รับ Certificate Trust Mark เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัลแก่ประชาชน

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน Digital Transformation ในทุกมิติ โดยหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาคือระบบ Digital Post ID หรือ D/ID ซึ่งไปรษณีย์ไทยได้ดำเนินการขับเคลื่อนการยกระดับมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการจัดการข้อมูลของประเทศให้มีความปลอดภัย เป็นระบบ และรองรับการใช้งานในอนาคต ซึ่งหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่กำลังเร่งแก้ไขคือเรื่องสแกมเมอร์และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ทั้งชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ความร่วมมือระหว่าง สคส. และไปรษณีย์ไทย จึงเป็นการพัฒนาข้อมูลดิจิทัลที่ใช้ในการขนส่งและมีการคำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล โดย D/ID จะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่เป็นการเขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ไว้บนจ่าหน้าซอง/กล่องพัสดุที่มีการส่งให้กลายเป็น QR Code เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการจัดส่ง ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้ความร่วมมือดังกล่าวเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดความปลอดภัย ความสะดวก และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระยะยาว”

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ “ข้อมูล” กลายเป็นทรัพยากรสำคัญ ขณะที่ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเดินควบคู่กัน ไปรษณีย์ไทยในฐานะหน่วยงานด้านการสื่อสารและขนส่งหลักของชาติ จึงมุ่งพัฒนาบริการดิจิทัลควบคู่กับการกำกับดูแลและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในทุกการใช้บริการ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการผสานองค์ความรู้ของทั้งสององค์กรเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไปรษณีย์ไทย และเตรียมความพร้อมสู่การได้รับ

Certificate Trust Mark ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันมาตรฐานที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้ ขณะเดียวกัน ไปรษณีย์ไทย

มุ่งพัฒนา Digital Post ID หรือ D/ID ให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเปลี่ยนจากการระบุชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลติดต่อแบบเต็ม เป็นรหัสจัดส่งดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับจุดจัดส่ง ช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มความสะดวกและความแม่นยำในการจัดส่ง ปัจจุบันประชาชนสามารถดาวน์โหลด D/ID และสร้างรหัสของตนเองเพื่อใช้งานได้แล้วทำให้มีทางเลือกในการจัดการข้อมูลที่อยู่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น”

ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยได้เริ่มทดลองใช้งาน D/ID กับบุคลากรกว่า 24,000 คนแล้ว และเตรียมขยายการรับรู้และการทดลองใช้งานไปยังประชาชน รวมถึงต่อยอด D/ID ไปสู่การใช้งานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ

ผู้ให้บริการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลที่อยู่ของประเทศมีมาตรฐาน เชื่อถือได้ และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมุ่งพัฒนา D/ID ให้มีศักยภาพในการต่อยอดการใช้งานไปสู่การระบุพิกัดเพื่อสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งและ

วางแผนการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว ความสะดวกของประชาชนและการไม่สร้างภาระในการใช้บริการ ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ D/ID เป็นส่วนหนึ่งของการวางระบบข้อมูลที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“ในระยะต่อไป ไปรษณีย์ไทยมุ่งพัฒนา D/ID ให้สามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานในวงกว้างมากขึ้น ทั้งการเปิดให้ผู้ให้บริการขนส่งรายอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสนับสนุนการยกระดับระบบการรับ-ส่งสินค้าให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูลร่วมกัน รวมถึงการพัฒนา Address ID ให้สามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ประโยชน์กับบริการด้านต่าง ๆ ในอนาคต ไม่จำกัดเฉพาะการขนส่ง แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลดิจิทัลของประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินงานจะให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม การป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้บริการ เพราะเป้าหมายของ D/ID ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการจัดส่ง แต่คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยในอนาคต โดยให้ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และได้รับประสบการณ์ที่ ปลอดภัย สะดวก และแม่นยำ” ดร.ดนันท์ กล่าวสรุป

ด้าน พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC กล่าวว่า สคส.มีหน้าที่กำกับดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมาย รวมถึงส่งเสริมการนำหลัก Privacy by Design และการใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบระบบและบริการ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิและความเป็นส่วนตัวของประชาชน

“Digital Post ID หรือ D/ID ถือเป็นตัวอย่างของการนำหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้กับบริการที่ประชาชนใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยการเปลี่ยนจากการแสดงชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์แบบเต็ม มาเป็นรหัสจัดส่งดิจิทัล จะช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่จำเป็น และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลอาจถูกเข้าถึงหรือนำไปใช้โดยผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ระบบต้องมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การกำหนดสิทธิในการเข้าถึง และการกำกับดูแลข้อมูลอย่างเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ”

พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สคส. จะสนับสนุนและให้คำแนะนำด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแก่ไปรษณีย์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ D/ID มีการขยายการใช้งานและเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือบริการอื่นในอนาคต ซึ่งทุกขั้นตอนต้องยึดหลักความโปร่งใส ใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม และคำนึงถึงสิทธิของประชาชนเป็นสำคัญ “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่ข้อจำกัดของการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และทำให้บริการดิจิทัลของประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สคส. และไปรษณีย์ไทย จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของ

การนำเทคโนโลยีและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาผสานเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดส่ง เพื่อสร้างระบบบริการดิจิทัลที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้ โดย วันนี้ประชาชนสามารถดาวน์โหลด D/ID และสร้างรหัสจัดส่งดิจิทัลของตนเองได้แล้ว สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการจัดการ “ที่อยู่” ในรูปแบบเดิม สู่การจัดการข้อมูลที่ปลอดภัยและเป็นระบบมากขึ้น พร้อมวางรากฐานข้อมูลที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศในอนาคต และร่วมยกระดับประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลที่ ปลอดภัย สะดวก และเชื่อมั่นได้