กสม. ตรวจสอบกรณีโรงเรียนสังกัด กทม. บังคับให้นักเรียนที่มีพฤติกรรมลักขโมยลาออก ชี้เป็นการลงโทษเกินกฎหมายบัญญัติ ย้ำความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เรียน
นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่า โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้อง) ลงโทษเด็กหญิง ก. (นามสมมติ) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการบังคับให้ออกจากโรงเรียน โดยย้ายโรงเรียนหรือให้ลาออก เนื่องจากมีพฤติกรรมลักขโมย จึงขอให้ตรวจสอบ
ในเบื้องต้น กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิทางการศึกษาในระหว่างการตรวจสอบ จึงได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กหญิง ก. ได้รับการศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โรงเรียนได้รับเด็กหญิง ก. กลับเข้าเรียนในรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ผ่านเอกสาร หนังสือเรียน และการเข้าสอบวัดผลตามที่กำหนด เพื่อให้สามารถสำเร็จการศึกษาภาคบังคับพร้อมกับเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ทั้งนี้ เป็นไปตามความประสงค์ของเด็กหญิง ก. ขณะเดียวกันโรงเรียนผู้ถูกร้องได้ประสานส่งต่อเด็กหญิง ก. ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 61 สังวาลย์ ทัสนารมย์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ดูแลด้านการรักษา บำบัด และฟื้นฟูพฤติกรรม เพื่อส่งเสริมการปรับตัวและการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างเหมาะสม
ในการตรวจสอบ กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 บัญญัติให้การปฏิบัติต่อเด็กในทุกกรณีต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขณะที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่าการลงโทษนักเรียนที่กระทำความผิดเพื่อการอบรมสั่งสอน มี 4 สถาน ได้แก่ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยต้องไม่ใช้ความรุนแรง การกลั่นแกล้ง หรือการลงโทษด้วยอารมณ์ และต้องคำนึงถึงอายุของนักเรียนและความร้ายแรงของพฤติการณ์เป็นสำคัญ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลักในการดำเนินการทุกประการ
ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เด็กหญิง ก. มีพฤติกรรมลักขโมยขนมภายในสหกรณ์ของโรงเรียน โรงเรียนจึงได้ประสานผู้ปกครองเพื่อหารือแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกและความปลอดภัยทางทรัพย์สินของนักเรียนคนอื่น จึงได้เสนอแนวทางการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสม โดยได้แนะนำการย้ายสถานศึกษา หรือการศึกษานอกระบบตามความเหมาะสม แต่ผู้ปกครองได้ขอโอกาสให้นักเรียนกลับเข้าเรียน โดยเสนอเงินประกันความเสียหายหากเกิดกรณีลักขโมยอีกเป็นเงิน 5,000 บาท อย่างไรก็ตาม โรงเรียนพิจารณาแล้วเห็นว่า นอกจากประเด็นความเสียหายทางทรัพย์สิน ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านจิตใจและความรู้สึกของนักเรียนโดยรวมเป็นสำคัญ จึงยังคงยืนยันแนวทางการศึกษาทางเลือกดังกล่าว
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้การกระทำของเด็กหญิง ก. เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยนักเรียน แต่โรงเรียนก็สามารถลงโทษนักเรียนที่กระทำผิดได้ 4 สถาน ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนฯ เท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องลงโทษด้วยการบังคับให้ออกจากโรงเรียน โดยให้ผู้ปกครองย้ายโรงเรียนให้เด็กหญิง ก. หรือให้ลาออก จึงเป็นการลงโทษที่ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว และเป็นการปฏิเสธหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาตามหลักการและแนวทางการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และยังเป็นการผลักภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการปรับเปลี่ยนความประพฤติของเด็กหญิง ก. ไปให้โรงเรียนอื่น ทั้งที่ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนกำหนดให้ผู้ถูกร้องสามารถส่งต่อนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมไปยังผู้เชี่ยวชาญภายนอก หากผู้ถูกร้องเห็นว่าเกินศักยภาพที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงรับฟังได้ว่า การดำเนินการของโรงเรียนผู้ถูกร้องทำให้เด็กหญิง ก. หลุดจากระบบการศึกษา โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก เป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในชั้นประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โรงเรียนได้รับเด็กหญิง ก. กลับเข้าเรียนแล้วภายใต้รูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น จึงเป็นกรณีตามมาตรา 39 (5) ประกอบมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ซึ่งบัญญัติให้ กสม. สั่งยุติเรื่อง หากเป็นเรื่องที่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว
อย่างไรก็ดี กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติให้มีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังโรงเรียนผู้ถูกร้องให้ทำความเข้าใจกับครูและบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวกับการลงโทษนักเรียนให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 และปฏิบัติตามคู่มือการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อคุ้มครองเด็ก โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ให้สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สื่อสารทำความเข้าใจกับโรงเรียนในสังกัดเกี่ยวกับการลงโทษนักเรียนให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนฯ และกำชับให้ปฏิบัติตามคู่มือการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อคุ้มครองเด็ก โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครอย่างเคร่งครัดด้วย



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น